Views
4 years ago

Preface - kmutt

Preface - kmutt

KMUTT Annual Research

KMUTT Annual Research Abstracts 2005 ออกแบบใหแมนยํายิ่งขึ้น เนื่องจากจํานวนสถานีวัดน้ําฝน แบบไมอัตโนมัติในพื้นที่ใดๆ มีจํานวนและความหนาแนน มากกวาสถานีฝนแบบอัตโนมัติ ไดเลือกภาคเหนือของ ประเทศไทยเปนพื้นที่ศึกษา โดยไดวิเคราะหหาสูตรทั่วไป ของโคง IDF เชิงภูมิภาค สําหรับชวงเวลาฝนตก 15 นาที ถึง 24 ชั่วโมง จากขอมูลของสถานีวัดน้ําฝนแบบอัตโนมัติ ในพื้นที่ และหาความสัมพันธระหวางพารามิเตอรตางๆ ของสูตร IDF เชิงภูมิภาคของแตละสถานีวัดน้ําฝนกับคา ฝนเฉลี่ยรายปของสถานีนั้นๆ จึงทําใหสามารถสังเคราะห โคง IDF ที่ตําแหนงใดๆ ในพื้นที่โดยอางอิงกับคาฝน เฉลี่ยรายปของสถานีวัดแบบไมอัตโนมัติที่อยูขางเคียงได จากการทดสอบเปรียบเทียบระหวางโคง IDF ที่ไดจากวิธี การที่เสนอขางตน กับโคงจริงจํานวน 34 สถานีวัดน้ําฝน ในพื้นที่ศึกษาพบวาใกลเคียงกัน NC-070 โคงความเขม-ชวงเวลา-ความถี่เชิงพื้นที่ สําหรับพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย สมบูรณ ชอนทอง, ธวิช บูรณธนิต การประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแหงชาติ ครั้งที่ 10, 2-4 พฤษภาคม 2548, โรงแรมแอมบาสซาเดอรซิตี้ จอมเทียน, จ.ชลบุรี, หนา WRE-1 ถึง WRE-6 บทความนี้ไดเสนอวิธีสรางโคงความเขม- ชวงเวลา-ความถี่เชิงพื้นที่ (Areal IDF curves) สําหรับ พื้นที่ขนาดตางๆ สําหรับภาคเหนือของประเทศไทย ให เปนอีกทางเลือกหนึ่งในการออกแบบทางชลศาสตร วิธีการนี้มีพื้นฐานจากทฤษฎีโครงสรางสหสัมพันธเชิงพื้นที่ ของพายุฝนที่ตกในภูมิภาค และความสัมพันธระหวาง ทฤษฎีการแจกแจงความถี่ของฝนสูงสุดที่วัดเปนจุดใน พื้นที่ กับทฤษฎีการแจกแจงความถี่ของฝนเฉลี่ยเชิงพื้นที่ ทําใหสามารถสังเคราะหโคง IDF เชิงพื้นที่ไดโดยตรงโดย ไมตองใชแฟคเตอร ARF แบบ empirical มาปรับแก ดังที่ใชกันทั่วไป ไดทดสอบเปรียบเทียบโคง IDF เชิง พื้นที่ที่สังเคราะหโดยวิธีการที่เสนอนี้ กับโคง IDF เชิง พื้นที่ที่ปรับแกโดยใชแฟคเตอร ARF สําหรับพื้นที่ใน ภาคเหนือของประเทศไทย พบวาคาที่ไดมีความใกลเคียง กัน NC-071 A PUSHOVER ANALYSIS METHOD FOR SEISMIC EVALUATION OF STRUCTURES สุทัศน ลีลาทวีวัฒน การประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแหงชาติ ครั้งที่ 10, 2-4 พฤษภาคม 2548, โรงแรมแอมบาสซาเดอรซิตี้ จอมเทียน, จ.ชลบุรี, หนา STR-116 ถึง STR-120 235 An alternative formulation for a pushover analysis based on energy balance concept is proposed in this paper. The method is based on the capacity-demand diagram framework. The proposed method is carried out by comparing the work done with the energy demand. The underlying assumptions for the analysis are first discussed in this paper. The method is then applied to analyze a three story building. The results from the analysis are then compared with those from nonlinear dynamic analysis. NC-072 การเปรียบเทียบวิธีวิเคราะหการประเมิน ความเสียหายของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กจาก แรงแผนดินไหว วัชระ จันทรอนันต, สุทัศน ลีลาทวีวัฒน การประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแหงชาติ ครั้งที่ 10, 2-4 พฤษภาคม 2548, โรงแรมแอมบาสซาเดอรซิตี้ จอมเทียน, จ.ชลบุรี, หนา STR-103 ถึง STR-108 งานวิจัยนี้มีจุดประสงคหลักสองประการ คือ เพื่อประเมินความเสียหายของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก จากแผนดินไหวที่อาจเกิดขึ้นไดในบริเวณกรุงเทพ มหานคร และเพื่อเปรียบเทียบผลการประเมินที่ไดจากวิธี สถิตเชิงเสน และไมเชิงเสน โดยวิธีการวิเคราะหทั้งสอง แบบจะใชตามวิธีที่มีกําหนดใน FEMA-273 อาคาร คอนกรีตเสริมเหล็กที่ใชในการศึกษาเปนอาคารสมมุติที่มี ความสูง 9 ชั้นที่มิไดออกแบบไวเพื่อรับแรงแผนดินไหว การประเมินเริ่มจากการสรางแบบจําลองที่สามารถจําลอง พฤติกรรมการรับแรงของอาคารจากนั้นจึงนําไปวิเคราะห โดยวิธีวิเคราะหแบบเชิงเสน จะอาศัยการใชแรงสถิต เทียบเทา สวนการวิเคราะหแบบไมเชิงเสน จะ ใชวิธีแบบ Pushover ผลการวิเคราะหแสดงใหเห็นวาอาคารอาจเกิด ความเสียหายไดคอนขางมาก นอกจากนั้นในบทความนี้จะ กลาวถึงขอจํากัดและขอควรระวังตางๆ ของวิธีวิเคราะห ทั้งสองแบบเมื่อนําไปใชประเมินอาคารที่มิไดออกแบบไว รับแรงแผนดินไหว National Conference

236 NC-073 การออกแบบและทดสอบโหลด อิเล็กทรอนิกสสําหรับเครื่องจายกระแสไฟฟา ตอเนื่อง กฤตกร แสงสุธา, อิษฎา บุญญาอรุณเนตร การประชุมวิชาการทางวิศวกรรมไฟฟา ครั้งที่ 28, 20- 21 ตุลาคม 2548, โรงแรมเพิรล วิลเลจ, จ.ภูเก็ต, หนา 105-108 บทความวิจัยนี้ไดนําเสนอการออกแบบและ ทดสอบโหลดอิเล็กทรอนิกส ที่ใชสําหรับทดสอบเครื่อง จายกระแสไฟฟาตอเนื่อง วงจรการทํางานประกอบดวย วงจรแปลงผันไฟตรงแบบแยกโดดที่สามารถควบคุม กระแสขาเขาใหลักษณะเปนโหลดแบบเชิงเสนและไมเปน เชิงเสน การควบคุมวงจรแปลงผันไฟตรงทําไดโดยนํา สัญญาณอางอิงมาเปรียบเทียบกับสัญญาณสามเหลี่ยมที่ ความถี่ 25 kHz แลวตอวงจรแปลงผันไฟตรงรวมกับ วงจรอินเวอรเตอรที่ทํางานเขาจังหวะกับแรงดันสายกําลัง ของระบบไฟฟาที่ตอเชื่อมเพื่อใหสามารถจายพลังงานคืน กลับไปยังระบบไฟฟาได จากการทดสอบระบบที่นําเสนอ นี้สามารถจายพลังงานคืนกลับใหระบบไดประมาณ 270W ที่แรงดันไฟฟาขาออก 200V โดยประสิทธิภาพ ของระบบที่ทําการทดสอบประมาณ 70% NC-074 อินเวอรเตอรขนาดเล็กสําหรับเชื่อมตอกับ ระบบไฟฟา เจนศักดิ์ เอกบูรณะวัฒน, อิษฎา บุญญาอรุณเนตร การประชุมวิชาการทางวิศวกรรมไฟฟา ครั้งที่ 28, 20- 21 ตุลาคม 2548, โรงแรมเพิรล วิลเลจ, จ.ภูเก็ต, หนา 169-172 บทความนี้กลาวถึงอินเวอรเตอรขนาดเล็ก สําหรับเชื่อมตอกับระบบไฟฟา วงจรอินเวอรเตอรที่ นําเสนอเปนแบบพุชพูลที่มีลักษณะการทํางานคลายกับฟ ลายแบ็คคอนเวอรเตอร อินเวอรเตอรแบบพุชพูลนี้ทํา หนาที่เปลี่ยนแรงดันไฟฟากระแสตรงขนาด 12 V ใหเปน แรงดันไฟฟากระแสสลับความถี่ 20 kHz แลวทําการ แปลงใหเปนแรงดันไฟฟากระแสสลับขนาด 220 V/50 Hz ดวยสวิตชซิงโครนัสแบบสองทิศทาง เพื่อเชื่อมตอกับ ระบบไฟฟา ดวยเทคนิคดังกลาวทําใหสามารถลดจํานวน KMUTT Annual Research Abstracts 2005 ของอุปกรณและขนาดของอินเวอรเตอรลงได ประสิทธิภาพของอินเวอรเตอรที่นําเสนอนี้เทากับ 75% ที่ กําลังไฟฟาขาออกที่จายใหกับระบบไฟฟาเทากับ 35 W NC-075 ระบบควบคุมการประจุแบตเตอรี่แบบ สมดุลสําหรับแบตเตอรี่ตออนุกรมบนพื้นฐานวงจร แปลงผันไฟตรงแบบชุค ชาญยุทธ กาญจนพิบูลย, อิษฎา บุญญาอรุณเนตร การประชุมวิชาการทางวิศวกรรมไฟฟา ครั้งที่ 28, 20- 21 ตุลาคม 2548, โรงแรมเพิรล วิลเลจ, จ.ภูเก็ต, หนา 165-168 บทความนี้นําเสนอระบบควบคุมการประจุ แบตเตอรี่แบบสมดุลสําหรับแบตเตอรี่ตออนุกรมบน พื้นฐานของวงจรแปลงผันไฟตรงแบบชุค โดยใชเทคนิค การตรวจจับแรงดันของแบตเตอรี่แตละลูกในระบบโดยใช ไมโครคอนโทรลเลอรแบบฝงตัว เพื่อสงสัญญาณพัลสวิต มอดูเลชั่นไปควบคุมวงจรแปลงผันใหคลายประจุหรือบาย พาสกระแสจากแบตเตอรี่ลูกที่ประจุเต็มไปยังลูกถัดไป ผล ที่ไดจากเทคนิคการควบคุมนี้รวมกับวงจรแปลงผันแบบ ชุคทําใหไดระบบที่มีเสถียรภาพและอุปกรณที่ใชในระบบ มีความเคนแรงดันและกระแสต่ํา การทํางานของวงจร แสดงในผลการทดลอง NC-076 บัลลาสตอิเล็กทรอนิกสสําหรับหลอดฟลูออ เรสเซนตภาคเดี่ยวที่ใชวงจรเรียงกระแสคลาสดีอี เพื่อการแกไขคาตัวประกอบกําลังไฟฟา ไชยนรินทร อัครวโรดม, อิษฎา บุญญาอรุณเนตร การประชุมวิชาการทางวิศวกรรมไฟฟา ครั้งที่ 28, 20- 21 ตุลาคม 2548, โรงแรมเพิรล วิลเลจ, จ.ภูเก็ต, หนา 173-176 บทความนี้นําเสนอบัลลาสตอิเล็กทรอนิกสภาค เดี่ยวสําหรับหลอดฟลูออเรสเซนต ที่ใชวงจรเรียงกระแส คลาสดีอี เพื่อแกไขคาตัวประกอบกําลังไฟฟา โดยจัดให วงจรเรียงกระแสชนิดบริดจทํางานในรูปแบบของวงจร เรียงกระแสคลาสดีอี เปนผลใหมุมการนํากระแสของ ไดโอดเรียงกระแสชนิดบริดจเพิ่มมากขึ้น ความเพี้ยนฮาร มอนิกสของกระแสดานเขาต่ําลง โดยวงจรเรียงกระแส National Conference

  • Page 2:

    ISBN 974-456-652-3

  • Page 6:

    CONTENTS Page Preface International

  • Page 10 and 11:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 12 and 13:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 14 and 15:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 16 and 17:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 18 and 19:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 20 and 21:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 22 and 23:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 24 and 25:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 26 and 27:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 28 and 29:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 30 and 31:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 32 and 33:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 34 and 35:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 36 and 37:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 38 and 39:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 40 and 41:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 42 and 43:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 44 and 45:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 46 and 47:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 48 and 49:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 50 and 51:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 52 and 53:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 54 and 55:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 56 and 57:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 58:

    National Journals

  • Page 61 and 62:

    54 นอยกวาแบบต

  • Page 63 and 64:

    56 (Least Square Matching Method)

  • Page 65 and 66:

    58 อุณหภูมิ 30 แ

  • Page 67 and 68:

    60 สเปกตรัม จา

  • Page 69 and 70:

    62 ขอมูลดานทร

  • Page 71 and 72:

    64 22.8 มาตรฐานเป

  • Page 73 and 74:

    66 2545 NJ-033 EFFECTS OF ELEVATED

  • Page 75 and 76:

    68 เปลือกที่ม

  • Page 77 and 78:

    70 ของการดูดซ

  • Page 79 and 80:

    72 การสกัดดวย

  • Page 81 and 82:

    74 collection of authentic texts th

  • Page 83 and 84:

    76 รอยละ 32 มีสา

  • Page 86 and 87:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 88 and 89:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 90 and 91:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 92 and 93:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 94 and 95:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 96 and 97:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 98 and 99:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 100 and 101:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 102 and 103:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 104 and 105:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 106 and 107:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 108 and 109:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 110 and 111:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 112 and 113:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 114 and 115:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 116 and 117:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 118 and 119:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 120 and 121:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 122 and 123:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 124 and 125:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 126 and 127:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 128 and 129:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 130 and 131:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 132 and 133:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 134 and 135:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 136 and 137:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 138 and 139:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 140 and 141:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 142 and 143:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 144 and 145:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 146 and 147:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 148 and 149:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 150 and 151:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 152 and 153:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 154 and 155:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 156 and 157:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 158 and 159:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 160 and 161:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 162 and 163:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 164 and 165:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 166 and 167:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 168 and 169:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 170 and 171:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 172 and 173:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 174 and 175:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 176 and 177:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 178 and 179:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 180 and 181:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 182 and 183:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 184 and 185:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 186 and 187:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 188 and 189:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 190 and 191:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 192 and 193: KMUTT Annual Research Abstracts 200
  • Page 194 and 195: KMUTT Annual Research Abstracts 200
  • Page 196 and 197: KMUTT Annual Research Abstracts 200
  • Page 198 and 199: KMUTT Annual Research Abstracts 200
  • Page 200 and 201: KMUTT Annual Research Abstracts 200
  • Page 202 and 203: KMUTT Annual Research Abstracts 200
  • Page 204 and 205: KMUTT Annual Research Abstracts 200
  • Page 206 and 207: KMUTT Annual Research Abstracts 200
  • Page 208 and 209: KMUTT Annual Research Abstracts 200
  • Page 210 and 211: KMUTT Annual Research Abstracts 200
  • Page 212 and 213: KMUTT Annual Research Abstracts 200
  • Page 214: National Conferences
  • Page 217 and 218: 210 จอมเทียนปา
  • Page 219 and 220: 212 การสกัดสาร
  • Page 221 and 222: 214 ไดแก อุณหภู
  • Page 223 and 224: 216 โดยกลไกของ
  • Page 225 and 226: 218 เคลือบเมื่
  • Page 227 and 228: 220 สําเริง จัก
  • Page 229 and 230: 222 ลดเวลาตลอด
  • Page 231 and 232: 224 อุณหภูมิสู
  • Page 233 and 234: 226 NC-043 การวิเคร
  • Page 235 and 236: 228 เกิดพฤติกร
  • Page 237 and 238: 230 เดียว เพื่อ
  • Page 239 and 240: 232 มากนอยเพีย
  • Page 241: 234 หลักที่พบใ
  • Page 245 and 246: 238 บทความนี้น
  • Page 247 and 248: 240 นําเอาเวคเ
  • Page 249 and 250: 242 งานวิจัยนี
  • Page 251 and 252: 244 การอบแหงลด
  • Page 253 and 254: 246 แยกเฟสต่ํา
  • Page 255 and 256: 248 กลบ โดยเปรี
  • Page 257 and 258: 250 นํามาใช คือ
  • Page 259 and 260: 252 วิเคราะหหา
  • Page 261 and 262: 254 NC-123 การวิเคร
  • Page 263 and 264: 256 NC-129 เครื่องผ
  • Page 265 and 266: 258 สามารถขยาย
  • Page 267 and 268: 260 ครั้งที่ 43, 1-
  • Page 269 and 270: 262 calculated with the use of the
  • Page 271 and 272: 264 Version 1.3.1 และ Softwar
  • Page 273 and 274: 266 ขนไกได จากก
  • Page 275 and 276: 268 โครงสรางขอ
  • Page 277 and 278: 270 การปลูกพืช
  • Page 279 and 280: 272 ระดับพึงพอ
  • Page 281 and 282: 274 ของแกสโซฮอ
  • Page 283 and 284: 276 1) สภาพทั่วไ
  • Page 285 and 286: 278 อนุปริญญา แ
  • Page 287 and 288: 280 อาชีวศึกษา
  • Page 289 and 290: 282 กระทบตอคุณ
  • Page 291 and 292: 284 ตั้งกลไกแข
  • Page 293 and 294:

    286 นุชจรินทร เ

  • Page 295 and 296:

    288 โดยรวมผูบร

  • Page 297 and 298:

    290 แนนกระแสไฟ

  • Page 299 and 300:

    292 NC-222 ผลงานตีพ

  • Page 301 and 302:

    294 NC-227 เตาเผาไห

  • Page 303 and 304:

    296 จําเพาะรวม

  • Page 305 and 306:

    298 NC-238 จลนพลศาส

  • Page 307 and 308:

    300 ทนงเกียรติ

  • Page 309 and 310:

    302 ดีเซลนั้นม

  • Page 311 and 312:

    304 NC-254 การใชเทค

  • Page 313 and 314:

    306 อาคารศูนยก

  • Page 315 and 316:

    308 กระบวนการร

  • Page 317 and 318:

    310 บรรยากาศขอ

  • Page 319 and 320:

    312 metal ions on 2-AP biosyntheis

  • Page 321 and 322:

    314 total clones while the ethanol

  • Page 323 and 324:

    316 การประชุมท

  • Page 325 and 326:

    318 BioThailand (The 16 th Annual M

  • Page 327 and 328:

    320 สูงที่สุดพ

  • Page 329 and 330:

    322 นัยสําคัญท

  • Page 331 and 332:

    324 ความเขมขนร

  • Page 333 and 334:

    326 ปลูกแบบพรา

  • Page 335 and 336:

    328 นี้ทําใหทร

  • Page 337 and 338:

    330 ดุลชาติ มาน

  • Page 339 and 340:

    332 ไมโครเมตร ส

  • Page 341 and 342:

    334 In this study, we collected seq

  • Page 343 and 344:

    336 กนกรัตน นาค

  • Page 345 and 346:

    338 การพัฒนาสื

  • Page 347 and 348:

    340 one of the causes of difficulty

  • Page 349 and 350:

    342 ทวีรัตน วิจ

  • Page 351 and 352:

    344 program, Cytoscape. This model

  • Page 353 and 354:

    346 production demand. Nevertheless

  • Page 355 and 356:

    348 อุลตราไวโอ

  • Page 357 and 358:

    350 นี้อยูในชว

  • Page 359 and 360:

    352 เพื่อนําสว

  • Page 361 and 362:

    354 trichloroacetic acid (TCA) ม

  • Page 363 and 364:

    356 ทรัพยากรที

  • Page 365 and 366:

    358 ในประเทศสห

  • Page 367 and 368:

    360 8-9 ธันวาคม 2548,

  • Page 369 and 370:

    362 ซึ่งเกิดขอ

  • Page 371 and 372:

    364 NC-391 การวิเคร

  • Page 373 and 374:

    366 การประชุมว

  • Page 375 and 376:

    368 2547) พบวามหาว

  • Page 377 and 378:

    370 กนกพร ลีลาเ

  • Page 380:

    Authors Index

  • Page 383 and 384:

    376 จงจิตร หิรั

  • Page 385 and 386:

    378 ธ ธนธร ทองส

  • Page 387 and 388:

    380 พยุงศักดิ์

  • Page 389 and 390:

    382 วรรณพ วิเศษ

  • Page 391 and 392:

    384 สุดารัตน จิ

  • Page 393 and 394:

    386 อุลาวัณย กุ

  • Page 395 and 396:

    388 138, 141, 142 Jarunya Narangaja

  • Page 397 and 398:

    390 Panida Kongsawadworakul 191 Pan

  • Page 399 and 400:

    392 Sorakrich Maneewan 124, 136 Sor

  • Page 401 and 402:

    394 KMUTT Annual Research Abstracts

  • Page 404 and 405:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 406 and 407:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 408 and 409:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 410 and 411:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 412 and 413:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 414 and 415:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 416 and 417:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 418 and 419:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 420 and 421:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 422 and 423:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 424 and 425:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 426 and 427:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 428 and 429:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 430 and 431:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 432 and 433:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 434 and 435:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 436 and 437:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 438 and 439:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 440 and 441:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 442 and 443:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 444 and 445:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 446 and 447:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 448:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 452:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200