เอกสาร 8 เกณฑ์การออกแบบอุปกรณ์และเครื่องมือต

world.of.engineering.eu

เอกสาร 8 เกณฑ์การออกแบบอุปกรณ์และเครื่องมือต

เอกสาร 8

เกณฑ์การออกแบบอุปกรณ์และเครื่องมือตามหล ักสุขล ักษณะกา

รปรับปรุงครั้งที่ 2, เมษายน 2547


European Hygienic Equipment Design Group

EHEDG Secretariat

Ms. Susanne Flenner

Lyoner Str. 18

60528 Frankfurt, Germany

Tel.: +49-69-66 03-12 17

Fax: +49-69-66 03-12 17

E-Mail: susanne.flenner@ehedg.org

Website: www.ehedg.org

การพัฒนาได ้รับการสนับสนุนจาก European Commission ร่วมกับ 3-A และ NSF International.

รุ่นภาษาอังกฤษของเอกสารนี้ EHEDG เป็ นรุ่นอย่างเป็ นทางการ European Commission

สนับสนุนการพัฒนาแนวปฏิบัติ EHEDG ความรับผิดชอบสําหรับการเตรียม

การพัฒนาและการออกแนวทางดังกล่าวอยู่กับ EHEDG เนื่องจากลักษณะทางเทคนิคและทั่วไปของแนวทางทั้ง

European Commission หรือไม่ก็คือ EHEDG อาจสันนิษฐานความรับผิดที่เกิดขึ้น

รูปแบบการประยุกต์ใช ้การตีความหรือการใช ้แนวปฏิบัติดังกล่าว

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 2 of 15


สารบัญ

Page

บทนํา .................................................................................................... Fehler! Textmarke nicht definiert.

1 วัตถุประสงค์และขอบเขต ............................................................................................................. 5

2 มาตรฐานอ ้างอิง ......................................................................................................................... 5

3 คําจํากัดความ............................................................................................................................ 5


4 วัสดุโครงสร ้าง ........................................................................................................................... 6

4.1 ทั่วไป ......................................................................................... Fehler! Textmarke nicht definiert.

4.2 วัสดุที่ไม่เป็ นพิษ (Non-toxicity)................................................................................................. 6

4.3 เหล็กกล ้าไร ้สนิม (Stainless steel) ............................................................................................. 6

4.4 วัสดุประเภทโพลิเมอร์ (Polymeric materials) .............................................................................. 7

4.5 อิลาสโตเมอร์ (Elastomers)....................................................................................................... 9

4.6 วัสดุประสาน (Adhesives)............................................................. Fehler! Textmarke nicht definiert.

4.7 สารหล่อลื่น (Lubricants) ........................................................................................................ 10

4.8 ฉนวนกันความร ้อน (Thermal insulation materials) .................................................................. 10

4.9 ของเหลวสําหรับใชเป็ นตัวกลางส่งผ่านสัญญาณ (Signal transfer liquids) ....................................... 10

5 ข้อกําหนดตามหน้าที่ (Functional requirements) ................................................................... 10

5.1 ความสามารถในการทําความสะอาดและการลดการปนเปื้อน ................................................................ 10

5.2 การป้องกันการผ่านเข ้าของจุลินทรีย์ ............................................................................................. 10

5.3 การป้องกันการเจริญของจุลินทรีย์................................................................................................. 10

5.4 ความเข ้ากันได ้กับข ้อกําหนดอื่น ................................................................................................... 11

5.5 การตรวจสอบความถูกสุขลักษณะของอุปกรณ์และเครื่องมือ ................................................................ 11

6 การออกแบบและการสร้างตามหล ักสุขล ักษณะ .......................................................................... 11

6.1 ทั่วไป .................................................................................................................................... 11

6.2 พื้นผิวและรูปทรง ..................................................................................................................... 11

6.3 พื้นผิวสําเร็จ (Surface finish)/ ความขรุขระของพื้นผิว ................................................................... 12

6.4 ความสามารถในการระบาย และการวางผัง (Lay-out) ...................................................................... 13

6.5 การติดตั้ง ............................................................................................................................... 13

6.6 การเชื่อมประสาน ..................................................................................................................... 13

6.7 อุปกรณ์ยึดจับ (Supports)........................................................................................................ 13

6.8 การหุ ้มฉนวน ........................................................................................................................... 13

6.9 การทดสอบความถูกสุขลักษณะของอุปกรณ์และเครื่องมือ ........................ Fehler! Textmarke nicht definiert.

7 บรรณานุกรม......................................................................................................................... 14

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 3 of 15


เกณฑ์การออกแบบอุปกรณ์และเครื่องมือตามหล ักสุขล ักษณะ*

การปรับปรุงครั้งที่ 2

Dr G. Hauser** (1), G.J. Curiel (2), H.-W. Bellin (3), H.J. Cnossen (4), J. Hofmann (1),

J. Kastelein (4), E. Partington (5), Y. Peltier (6), A.W. Timperley (7)

©EHEDG

(1) Technische Universität München, Lehrstuhl für Maschinen und Apparatekunde, Am Forum 2,

85350 Freising, Germany

(2) Unilever R&D Vlaardingen, PO Box 114, 3130 AC Vlaardingen, Netherlands

(3) VDMA, Lyoner Strasse 18, 60528 Frankfurt/Main, Germany

(4) TNO Nutrition and Food Research, PO Box 360, 3700 AJ Zeist, Netherlands

(5) Nickel Institute, 42 Weymouth Street, London, W1G 6NP, United Kingdom

(6) DuPont Dow Elastomers S.A., Chemin du Pavillon, CH-1218 Le Grand-Saconnex, Geneva,

Switzerland

(7) Campden & Chorleywood Food Research Association Group, Chipping Campden, Gloucestershire

GL55 6LD, United Kingdom

* การปรับปรุงข ้อมูลดําเนินงานโดยกลุ่มย่อยของ European Hygienic Engineering & Design Group (EHEDG),

เมษายน พ.ศ. 2547

** ประธานกลุ่ม

แนวปฏิบัตินี้ได ้รับการสนับสนุนโดย European Commission ภายใต ้ Quality of Life Programme, โครงการ HYFOMA

(QLK1-CT-2000-01359)

แนวปฏิบัตินี้ได ้รับการแปลเป็ นภาษาไทยโดยผศ.ดร.นวภัทรา หนูนาค อาจารย์ประจําสาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร

คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล ้าเจ ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

รายนามคณะกลั่นกรองการแปล

(1) รศ.ดร.ทวีพล ซื่อสัตย์ สาขาวิชาวิศวกรรมการวัดและควบคุม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.

(2) ดร.เกียรติศักดิ์ รุ่นพระแสง สาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.

(3) อ.สมัคร รักแม่ สาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 4 of 15


บทนํา

แนวปฏิ บั ติ นี้ อธิ บายเกี่ ยวกั บเกณฑ์ การออกแบบอุ ปกรณ์ และเครื่ องมื อตามหลั กสุ ขลั กษณะ

มุ่ ง เ น้ น สํ า ห รั บ ก า ร ใ ช้ ง า น ใ น ก ร ะ บ ว น ก า ร แ ป ร รู ป อ า ห า ร

โดยมีวัตถุประสงค์พื้นฐานเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของอาหารจากจุลินทรีย์ ซึ่งการปนเปื้อนนี้อาจมีจุดเริ่มต ้นจากวัตถุดิบ

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์อาจได ้รับการปนเปื้อนกับจุลินทรีย์ในระหว่างกระบวนการแปรรูปและกระบวนการบรรจุได ้เช่นกัน

ถ ้าอุปกรณ์และเครื่องมือไม่ได ้รับการออกแบบอย่างถูกสุขลักษณะจะทําให ้ยากต่อการทําความสะอาด สิ่งตกค ้าง (soil)

อาจสะสมอยู่ในรอยแตกและบริเวณพื้นที่อับซึ่งจุลินทรีย์ใช้เป็ นที่กํ าบังเพื่อการรอดชีวิตและเพิ่มจํ านวน

ซึ่งการตกค ้างของจุลินทรีย์ดังกล่าวอาจเป็ นสาเหตุใหเกิดการปนเปื้อนข ้

้ามไปสู่ผลิตภัณฑ์ในการผลิตรอบต่อไป

แม้ ว่ าวั ตถุ ประสงค์ หลั กของการออกแบบอุ ปกรณ์ และเครื่ องมื อต่ าง ๆ

คื อการทํ าให้ อุ ปกรณ์ และเครื่ องมื อสามารถทํ าหน้ าที่ ทางวิ ศวกรรมได้ อย่ างสมบู รณ์

แต่ ในบางกรณี ข ้ อกํ าหนดทางสุ ขลั กษณะอาจขั ดแย้ งกั บหลั กทางวิ ศวกรรม

ซึ่งการหาข้อสรุปในการออกแบบที่ยอมรับได้ต ้องคํานึงถึงความปลอดภัยของอาหารเป็ นสิ่งสําคัญ นั่ นคือ

การไม่นําอาหารไปอยู่ในความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน

แ น ว ป ฏิ บั ติ นี้ ไ ด้ รั บ ก า ร ตี พิ ม พ์ ค รั้ ง แ ร ก ใ น ปี พ . ศ . 2 5 3 6

โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข ้อกําหนดของเครื่องจักร Machinery Directive (89/392/EEC

superseded by 98/37/EC; อ ้างอิง 1) หลังจากนั้นได ้มีการรวมข ้อกําหนดดังกล่าวเข ้าในมาตรฐาน EN 1672-2 และ EN

ISO 14159

แ น ว ป ฏิ บั ติ นี้ ไ ด้ รั บ ก า ร ตี พิ ม พ์ ค รั้ ง แ ร ก ใ น ปี พ . ศ . 2 5 3 6

โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข ้อกําหนดของเครื่องจักร Machinery Directive (89/392/EEC

superseded by 98/37/EC; อ ้างอิง 1) หลังจากนั้นได ้มีการรวมข ้อกําหนดดังกล่าวเข ้าในมาตรฐาน EN 1672-2 และ EN

ISO 14159

1 ว ัตถุประสงค์และขอบเขต

แนวปฏิ บั ติ นี้ ให้ รายละเอี ยดเกี่ ยวกั บเกณฑ์ การออกแบบที่ ถู กหลั กสุ ขลั กษณะ

โดยเป็ นเกณฑ์หลักสําหรับอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช ้ในกระบวนการแปรรูปอาหาร ซึ่งเป็ นแนวปฏิบัติที่เกี่ยวกับการออกแบบ

การสร ้างและการติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องมือเพื่อไม่ให ้เกิดผลกระทบอย่างร ้ายแรงต่อคุณภาพอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งด ้า

นความปลอดภัย แนวปฏิบัติยังครอบคลุมไปถึงการพิจารณาความทนทานของอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทํางานแบบเป็ นรอบ

(batch) และแบบต่อเนื่อง (continuous) กระบวนการแบบเปิดและแบบปิด

ความไวต่อกิจกรรมของจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์เป็ นตัวกําหนดความสมดุลระหว่างความต ้องการทางวิศวกรรมและความต ้องก

ารด้านสุ ขอนามั ย ตั วอย่ างเช่ น อาหารแห้งมี คุ ณลั กษณะที่ ไม่ สนั บสนุ นต่ อการเจริญของจุ ลินทรี ย์

จึงมีข ้อกําหนดที่ยืดหยุ่นมากกว่าอาหารที่มีความชื้นสูง และสําหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเพื่อกลุ่มผู ้บริโภคที่มีความเสี่ยง

อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช ้ควรมีข ้อกําหนดทางด ้านการออกแบบให ้ถูกหลักสุขลักษณะที่เข ้มงวดมากกว่าอาหารทั่วไปซึ่งผู ้อ

อกแบบควรปรึกษากับผู ้เชี่ยวชาญในด ้านนั้น เพื่อให ้อุปกรณ์และเครื่องมือที่ออกแบบบรรลุความสมดุลดังกล่าว

2 มาตรฐานอ้างอิง

เอกสารดังต่อไปนี้ เป็ นข ้อกําหนดสําหรับใช ้อ ้างอิงในแนวปฏิบัติของ EHEDG โดยในช่วงเวลาของการร่างแนวปฏิบัติ

เอกสารเหล่ านี้ ได้รั บการรั บรองเป็ นที่ เรี ยบร้อ ยแล้ว เอกสารทั้ งหมดนี้ ได้รั บการปรั บแก้

โดยคณะทํางานร่วมกันค ้นหาความเป็ นไปได ้สําหรับการใช ้งานเอกสารที่มีรายชื่ออยู่ด ้านล่างนี้ให ้ทันสมัยที่สุด

EN 1672-2:1997 Food processing machinery – Basic concepts – Part 2: Hygienic Requirements

EN ISO 14159:2002 (E) Safety of machinery – Hygiene requirements for the design of machinery

3 คําจําก ัดความ

คําจํากัดความของคําศัพท์ที่นํามาใช ้ในแนวปฏิบัตินี้สามารถดูได ้ใน อภิธานศัพท์ของ EHEDG

(ดูที่ www.ehedg.org/glossary.pdf) โดยคําจํากัดความเฉพาะส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข ้องกับการออกแบบอุปกรณ์และเครื่องมือ

มีดังนี้

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 5 of 15


พื้นผิวที่ส ัมผ ัสผลิตภ ัณฑ์ (Product contact surface)

พื้นผิวของอุ ปกรณ์ และเครื่ องมื อทั้งหมดที่ สั มผั สกั บผลิตภั ณฑ์ทั้งอย่ างตั้งใจและไม่ ได้ตั้งใจ (เช่ น

การสัมผัสเนื่องจากการกระเด็นเปื้ อน) หรือพื้นผิวที่ผลิตภัณฑ์หรือนํ้ าคอนเดนเสท (นํ้ าควบแน่น) อาจระบาย

หยดหรือไหลกลับเข้าไปในส่วนของผลิตภัณฑ์หลักหรือภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ได้ รวมไปถึง พื้นผิว (เช่น

ก า ร บ ร ร จุ แ บ บ ไ ม่ ป ล อ ด เ ชื้ อ )

ที่ ผลิตภั ณฑ์ อาจปนเปื้ อนข้ามทางอ้อมโดยการสั มผั สกั บพื้ นผิ วที่ สั มผั สผลิตภั ณฑ์ หรื อบรรจุ ภั ณฑ์

ซึ่งการวิเคราะห์ความเสี่ยงสามารถช่วยกําหนดพื้นที่ของการปนเปื้อนข ้าม (area of cross contamination) ได ้

พื้นผิวที่ไม่ส ัมผ ัสผลิตภ ัณฑ์ (Non-product contact surface)

พื้นผิวเปิดทั้งหมดที่ไม่ใช่พื้นผิวที่สัมผัสผลิตภัณฑ์

ว ัสดุโครงสร้างที่ไม่เป็ นพิษ (Non-toxic construction materials)

วัสดุซึ่งอยู่ภายใตเงื่อนไขการใช ้

้งาน ต ้องไม่ปลดปล่อยสารพิษใด ๆ

ว ัสดุที่ไม่ดูดซึม (Non-absorbent materials)

วัสดุซึ่งอยู่ภายใตเงื่อนไขการใช ้

้งาน เมื่อสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ต ้องไม่มีสารใด ๆ ถูกเก็บกักอยู่ภายใน

เงื่อนไขการใช้งานอุปกรณ์และเครื่องมือ (Conditions of intended use: for the equipment)

เงื่อนไขการทํางานทั้งหมดภายใต้สภาวะการใช ้งานแบบปกติหรือสภาวะการใช ้งานที่คาดว่าจะเกิดอย่างมีเหตุผล

รวมไปถึงกรณีของการทําความสะอาด ควรกําหนดขีดจํากัดของตัวแปรต่าง ๆ เช่น เวลา อุณหภูมิ และความเข ้มข ้น เป็ นต ้น

4 ว ัสดุโครงสร้าง

4.1 ท่วไป


วัสดุที่ใช ้ในโครงสร ้างของเครื่องจักรแปรรูปอาหารต ้องบรรลุข ้อกําหนดเฉพาะ (specific requirements) อย่างสมบูรณ์

โดยวัสดุที่สัมผัสผลิตภัณฑ์ต ้องมีสมบัติที่เฉื่อยต่อทั้งผลิตภัณฑ์ สารทําความสะอาดและสารฆ่าเชื้อภายใต ้สภาวะการใช ้งาน

วั สดุ ต ้ องมี สมบั ติ ทนต่ อการกั ดกร่ อน ไม่ เป็ นพิ ษ มี เสถี ยรภาพทางกล

และพื้ นผิ วที่ เตรี ยมไว้ใช้งานต้องไม่ ส่ งผลกระทบอย่ างร้ายแรงภายใต้สภาวะการใช้งาน

วัสดุที่ไม่สัมผัสผลิตภัณฑ์ต ้องมีเสถียรภาพทางกล ผิวเรียบและทําความสะอาดได ้ง่าย

การตระหนั กถึ งการพั ฒนาวั สดุ และผลิ ตภั ณฑ์ ใหม่ อย่ างต่ อเนื่ องสํ าหรั บอุ ตสาหกรรมอาหาร

รวมถึงการขอคําแนะนําจากตัวแทนจําหน่ายวัสดุเป็ นสิ่งที่เป็ นประโยชน์อย่างยิ่งในการเลือกใช ้วัสดุที่เหมาะสม

4.2 ว ัสดุที่ไม่เป็ นพิษ(Non-toxicity)

จากข้อมู ลที่ นํ าเสนอข้างต้นเกี่ ยวกั บการใช้วั สดุ ที่ มี พิ ษในอาหารเป็ นสิ่งที่ ไม่ สามารถยอมรั บได้

ผู ้ออกแบบต้องเลื อกใช้วั สดุ ที่ ไม่ เป็ นพิ ษเท่ านั้ นสํ าหรั บโครงสร้างที่ สั มผั สโดยตรงกั บผลิตภั ณฑ์

ตามข ้อบังคับของกฎหมาย(legislative aspects) ในหลายประเทศได ้ระบุรหัสสําหรับการปฏิบัติและคําสั่ง (code of

practice and directives) ซึ่งครอบคลุมถึงองค์ประกอบของวัสดุที่สัมผัสอาหาร

และควรแน่ใจว่าการใช ้วัสดุเฉพาะได ้รับการอนุญาตภายใต ้กฎหมายที่บังคับใช ้ (อ ้างอิง 2)

เหล็กกล ้าไร ้สนิมหรือสแตนเลสเป็ นทางเลือกสําหรับวัสดุโครงสร ้างในโรงงานแปรรูปอาหาร

ซึ่งการเลือกใช ้ขึ้นอยู่กับการนําไปใช ้งาน อย่างไรก็ตามวัสดุโพลิเมอร์อาจมีข ้อไดเปรียบเหนือกว่าสแตนเลส


เช่น

ราคาถูกกว่า นํ้าหนักเบากว่า หรือมีความทนทานทางเคมีมากกว่า นอกจากนี้การใช ้วัสดุต่าง ๆ เช่น อีลาสโตเมอร์

สารหล่อลื่น วัสดุประสานและของเหลวสําหรับใชเป็ ้ นตัวกลางส่งผ่านสัญญาณ ต ้องแน่ใจได ้ว่าเป็ นวัสดุที่ไม่เป็ นพิษ

4.3 เหล็กกล้าไร้สนิม(Stainless steel)

โดยทั่วไปเหล็กกล ้าไร ้สนิมหรือสแตนเลสเป็ นวัสดุที่มีคุณสมบัติทนการกัดกร่อนไดเป็ ้ นอย่างดี

จึงเป็ นที่นิยมใช ้ในอุตสาหกรรมอาหาร ย่านการใช ้งานของสแตนเลสมีใหเลือกอย่างกว ้

้างขวาง

การเลือกใช ้สแตนเลสเกรดที่เหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับคุณสมบัติการกัดกร่อน (ทั้งในส่วนของอิออนทางเคมี ความเป็ นกรด-

ด่าง และอุณหภูมิ) ของกระบวนการ และการกัดกร่อนของสารเคมีสําหรับทําความสะอาดและสารเคมีสําหรับต ้านจุลินทรีย์

โดยปัจจัยสําคัญที่ส่งผลต่อการเลือกใช ้มีดังนี้ ความเค ้นที่เหล็กได ้รับ ความสามารถทางกล ความสามารถในการขึ้นรูป

ความสามารถในการเชื่อมประสาน ความแข็ง และราคา

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 6 of 15


ความทนทานต่ อการกั ดกร่ อนในสภาวะบรรยากาศทั่ วไปเป็ นคุ ณสมบั ติที่ ต ้องการสํ าหรั บสแตนเลส

โดยภายใต้ภายใต้สภาวะที่ เกี่ ยวข้องกั บสารละลายที่ มี ความเป็ นกรด-ด่ างอยู่ ระหว่ าง 6.5 ถึ ง 8

มีปริมาณคลอไรด์อยู่ในระดับตํ่า (ไม่เกิน 50 mg/l [ppm]) และมีอุณหภูมิตํ่า (ไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส) นิยมเลือกใช ้

AISI-304 หรือสแตนเลสชนิด austenitic ประกอบด ้วย 18%Cr/10%Ni หรือ สแตนเลสชนิดที่มีปริมาณคาร์บอนตํ่า AISI-

304L (DIN 1.4307; EN X2CrNi 18-9) ซึ่งเป็ นสแตนเลสชนิดที่เชื่อมประสานได ้ง่าย

ถ ้าระดับของคลอไรด์และอุณหภูมิสูงเกินกว่า 2 เท่าโดยประมาณของค่าดังกล่าว

วัสดุที่เลือกใช ้ต ้องมีความทนทานต่อการเกิดรอยแตกและการกัดกร่อนเป็ นหลุม

ซึ่งเป็ นผลเนื่องมาจากความเข ้มข ้นของคลอไรด์ การเติมโมลิดินั่มให ้กับ AISI-304 (ทําใหเป็ ้ น AISI-316)

เป็ นการเพิ่มความทนทานต่อการกัดกร่อนให ้กับสแตนเลส ซึ่งสแตนเลส AISI-316

ได ้รับการแนะนําสําหรับผลิตเป็ นส่วนประกอบต่าง ๆ เช่น วาล์ว ตัวเรือนปั ๊ ม (casing) ใบพัด (rotor) และเพลา

ในขณะที่สแตนเลสที่มีปริมาณคาร์บอนตํ่า AISI-316L (DIN 1.4435; EN X2CrNiMo 18-14-3)

ได ้รับการแนะนําสําหรับใช ้ผลิตท่อและถัง เนื่องจากมีความสามารถในการเชื่อมประสานที่ดี

นอกจากนี้ยังอาจเลือกใช ้ไททาเนียมก็ได ้

การใช ้งานภายใต ้อุณหภูมิเข ้าใกล ้ 150 องศาเซลเซียส แม ้ว่าจะเลือกใช ้สแตนเลส AISI-316

ก็อาจทําใหเกิดการแตกเนื่องจากความเค ้

้นได ้หากสัมผัสกับคลอไรด์ความเข ้มข ้นสูง ซึ่งอาจเลือกใช ้สแตนเลส AISI-410

AISI-409 AISI-329 หรือ Incoloy 825 (อ ้างอิง 3) เนื่องจากวัสดุเหล่านี้มีความแข็งแรงสูง และ/หรือ

ความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง แม ้ว่าจะมีราคาแพงกว่าก็ตาม

การกําหนดชื่อสแตนเลสตาม AISI DIN และ EN ที่นิยมใช ้ในอุตสาหกรรมอาหารแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 การกําหนดชื่อสแตนเลสตาม AISI DIN และ EN ที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร

AISI DIN/EN การวิเคราะห์องค์ประกอบ

304L eg: DIN 1.4307 (EN X2CrNi18-9) < 0.03 18 9

C% Cr% Ni% Mo% Ti% N%

316L eg: DIN 1.4435 (EN X2CrNiMo18-14-3) < 0.03 18 14 3

410 DIN 1.4006 (EN X12Cr13) < 0.12 13 < 0.75

409 DIN 1.4512 (EN X2CrTi12) < 0.03 11.5 < 0.65

329 DIN 1.4460 (EN X3CrNiMoN27-5-2) < 0.05 27 5.5 1.7 < 0.20

แนวปฏิบัติของ EHEDG เกี่ยวกับวัสดุโครงสร ้างที่อยู่ในระหว่างการเตรียม

สําหรับคุณลักษณะของสแตนเลสชนิดที่ไม่ขึ้นรูปด ้วยการหล่อ (non-cast) สามารถหาได ้จาก AISI (อ ้างอิง 4) และ

EN/DIN (อ ้างอิง 5) และสําหรับสแตนเลสชนิดที่ขึ้นรูปด ้วยการหล่อ (cast) สามารถหาได ้จาก ACI (อ ้างอิง 6)

4.4 ว ัสดุประเภทโพลิเมอร์ (Polymeric materials)

การเลือกใช ้วัสดุประเภทโพลิเมอร์ควรพิจารณาเกณฑ์ดังต่อไปนี้:

เป็ นไปตามข ้อกําหนดและข ้อแนะนํา (อ ้างอิง 7 และ 8)

ใช ้งานได ้กับอาหารและส่วนประกอบอาหารต่าง ๆ (ทนทานทางเคมีต่อนํ้ามัน ไขมัน สารกันเสียต่าง ๆ )

ทนทานทางเคมี (สารทําความสะอาดและสารฆ่าเชื้อ)

ทนต่ออุณหภูมิใช ้งาน (ครอบคลุมทั้งย่านอุณหภูมิสูงกว่าและตํ่ากว่าที่ใช ้งาน)

ทนต่อไอนํ้า (CIP/SIP)

ทนต่อการแตก เสียหายเนื่องจากความเค ้น

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 7 of 15


ผิวสัมผัสมีคุณสมบัติความไม่ชอบนํ้า (hydrophobicity)/ ปฏิกริยาตอบสนอง (reactivity)

ทําความสะอาดได ้ ซึ่งเป็ นผลของโครงสร ้างพื้นผิว ความเรียบ และการสะสมของสิ่งตกค ้าง

การดูดซับ/การคายออกของสาร

การซึมชะละลาย

ความแข็ง

ความยืดหยุ่น

ความต ้านทานการไหลเย็น

ความต ้านทานการขูดขีด

เทคโนโลยีการแปรรูป (การฉีดขึ้นรูปด ้วยแม่พิมพ์ (injection moulding) การอัดหลอมละลาย (melt-extrusion)

การขึ้นรูปแบบอัดส่ง (transfer-moulding) การขึ้นรูปแบบอัดเหนียว (paste-extrusion) การเชื่อมประสาน (welding)

และเทคโนโลยีการเคลือบผิวแบบต่าง ๆ (coating technologies)

พอลิเมอร์ชนิดที่นิยมใช ้ในอุปกรณ์และเครื่องมือที่ได ้รับการออกแบบอย่างถูกสุขลักษณะ ได ้แก่

Acetal (Homo- and Co-Polymer) (POM)

Fluoropolymers, e.g.:

Ethylene-Tetrafluoroethylene Copolymer (ETFE)

Perfluoroalkoxy Resin (PFA),

Polytetrafluoroethylene (PTFE, modified PTFE)

Polyvinylidene Fluoride (PVDF)

Fluorinated Ethylene Propylene Copolymers (FEP)

Polycarbonate (PC)

Polyetheretherketone (PEEK)

Polyether Sulfone (PESU)

High Density Polyethylene (HDPE)

Polyphenylene Sulfone (PPSU)

Polypropylene (PP)

Polysulfone (PSU)

Polyvinyl Chloride, unplasticised (PVC)

ในการพิจารณาใช ้งาน Polytetrafluoroethylene (PTFE) หรือเทฟลอน ต ้องคํานึงถึงคุณลักษณะของ PTFE

ซึ่งมีลักษณะเป็ นรูพรุนและยากต่อการทําความสะอาดเข ้าร่วมในการตัดสินใจด ้วย สําหรับ PTFE เกรดที่ได ้รับการดัดแปลง

(modified PTFE) และมีฟลูโอรีนเต็มองค์ประกอบในพอลิเมอร์ (fully fluorinated co-polymer) เช่น PFA

ได ้รับการพิสูจน์แล ้วว่าผ่านตามข ้อกําหนดของ EHEDG สําหรับการทําความสะอาด.

การเลือกใช ้วัสดุประเภทโพลิเมอร์เป็ นโครงสร ้าง มีเงื่อนไขการเลือกใช ้งานเช่นเดียวกับวัสดุโครงสร ้างอื่น ๆ เช่น แก ้ว เหล็ก

วัสดุเคลือบ (enamel)

.

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 8 of 15


โพลิเมอร์ที่คงรูป (Certain polymers) โดยเฉพาะพอลิเมอร์กลุ่มของ Fluoropolymers

สามารถนํามาใชเป็ ้ นวัสดุเคลือบผิวโลหะต่าง ๆ ได ้ (ความหนา 50 ไมโครเมตร ถึงประมาณ 1.2 มิลลิเมตร)

เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติด ้านความทนทานทางเคมีหรือคุณสมบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข ้อง

ซึ่งเทคโนโลยีที่นํามาใช ้สําหรับการเคลือบผิวขึ้นอยู่กับรูปทรงของชิ้นส่วนนั้น

โดยสามารถปรึกษาหาทางเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมได ้จากตัวแทนจําหน่ายและผู ้ผลิตพอลิเมอร์

และควรขอเอกสารบ่งชี้ความยินยอมในการสัมผัสอาหารของวัสดุนั้น ๆ จากผู ้ผลิตวัสดุ

ข ้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความทนทานต่ออุณหภูมิและเคมีของพอลิเมอร์ประเภทต่างๆ ดังกล่าวข ้างต ้น

สามารถอ้ างอิ งได้ จากเอกสารข้ อมู ลเฉพาะของผลิ ตภั ณฑ์ และ/ หรื อ

ติดต่อกับตัวแทนจําหน่ายหรือโรงงานผู ้ผลิตพอลิเมอร์โดยตรง

4.5 อิลาสโตเมอร์ (Elastomers)

การพิจารณาเลือกใช ้อิลาสโตเมอร์หรือวัสดุประเภทยางใชเกณฑ์เดียวกับวัสดุประเภทโพลิเมอร์ดังกล่าวข ้

้างต ้น

ในการใช ้อิลาสโตเมอร์ในลักษณะที่เป็ นชิ้นส่วนสําเร็จต ้องมีเอกสารแสดงหลักฐานและบ่งชี้ถึงที่มา

โดยการปฏิบัติตามข ้อกําหนดขององค์การอาหารและยา (FDA) สามารถครอบคลุมใบรับรองเรื่องสิ่งสัมผัสอาหาร (Food

Contact Notification; FCN) และผ่านตามข ้อกําหนด ตัวอย่างเช่น 21 CFR177.2600

ประเภทของอิลาสโตเมอร์ที่สามารถใช ้ในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อทําเป็ นวัสดุกันรั่ว(seals) ปะเก็น (gaskets)

และแหวนกันรั่ว (joint rings) ได ้แก่:

Ethylene Propylene Diene Monomer (EPDM) *

Fluoroelastomer (FKM)**

Hydrogenated Nitrile Butyl Rubber (HNBR)

Natural Rubber (NR)

Nitrile/Butyl Rubber (NBR)

Silicone Rubber (VMQ)**

Perfluoroelastomer (FFKM)***

* EPDM มีคุณสมบัติไม่ทนต่อนํ้ามันและไขมัน

** สําหรับอุณหภูมิใช ้งานได ้ถึง 180 องศาเซลเซียส

***สําหรับอุณหภูมิใช ้งาน 300 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า

สําหรับข ้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเหมาะสมในการเลือกใช ้อิลาสโตเมอร์ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าวข ้างต ้น

สามารถอ้ างอิ งได้ จากเอกสารข้ อมู ลเฉพาะของผลิ ตภั ณฑ์ และ/ หรื อ

ติดต่อกับตัวแทนจําหน่ายหรือโรงงานผู ้ผลิตพอลิเมอร์โดยตรง

4.6 ว ัสดุประสาน (Adhesives)

วั สดุ ประสานที่ ใช้ งานกั บปะเก็ น ควรเป็ นไปตามข้ อกํ าหนดของ FDA

และข ้อแนะนําของตัวแทนจําหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือและต ้องแน่ใจว่าไม่นําไปสู่การกัดกร่อนของสแตนเลสที่ใชเป็ ้ นอุปก

รณ์และเครื่องมือ หรือการปลดปล่อยสารพิษภายใต ้เงื่อนไขการใช ้งาน การติดประสานทั้งหมดต ้องต่อเนื่องและสมบูรณ์

เพื่อป้องกันไม่ให ้วัสดุประสานแยกออกจากผิวของวัสดุที่เชื่อมติด

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 9 of 15


4.7 สารหล่อลื่น (Lubricants)

อุปกรณ์และเครื่องมือควรได ้รับการออกแบบป้องกันไม่ให ้สารหล่อลื่นเข ้ามาปนเปื้อนกับผลิตภัณฑ์

ในกรณีที่สารหล่อลื่นอาจเข ้ามาสัมผัสกับอาหารโดยไม่ตั้งใจสารหล่อลื่นนั้นควรผ่านมาตรฐาน NSF Non-Food Compounds

Registration Program ซึ่งนํามาใช ้แทนที่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของ USDA ซึ่งอ ้างอิงตามข ้อกําหนด FDA 21 CFR

สําหรับการใช ้งานที่เหมาะสม ส่วนผสม และการติดฉลาก (อ ้างอิง 9)

แนวปฏิบัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผลิตและการใช ้งานสารหล่อลื่นแสดงในแนวปฏิบัติ EHEDG หมายเลขที่ 23 (อ ้างอิง 10)

เอกสารเหล่านี้ให ้รายละเอียดเกี่ยวกับองค์ประกอบของนํ้ามันและจารบีที่ได ้รับการอนุญาตให ้ใชเป็ ้ นสารหล่อลื่นป้องกันการเ

กิ ด ส นิ ม เ ป็ น ส า ร สํ า ห รั บ ท า บ น ป ะ เ ก็ น แ ล ะ ซี ล ข อ ง ฝ า ปิ ด ถั ง

และเป็ นสารหล่อหล่อลื่นสําหรับส่วนประกอบเครื่องจักรและอุปกรณ์ในส่วนเปิดที่สัมผัสกับอาหารหรือส่วนผสมของอาหาร

4.8 ฉนวนก ันความร้อน (Thermal insulation materials)

ฉนวนกันความร้อนของอุปกรณ์และเครื่องมือต้องไม่เปี ยกนํ้ าจากสิ่งแวดล้อมภายนอก (เช่น นํ้ าจากนํ้ าล้าง

นํ้ าควบแน่ นบนพื้ นผิ วเย็ น ) วั สดุ ที่ ใช้ทํ าฉนวนกั นความร้อนไม่ ควรมี คลอไรด์ เป็ นองค์ ประกอบ

เมื่อมีนํ้าซึมผ่านเข ้ามาอาจส่งผลให ้เกิดคลอไรด์บนพื้นผิวสแตนเลสทําให ้เกิดการแตกหรือเป็ นรูเนื่องจากการกัดกร่อน

รวมถึงการสูญเสียสมรรถนะความเป็ นฉนวนกันความร ้อน

4.9 ของเหลวสําหร ับใช้เป็ นต ัวกลางส่งผ่านส ัญญาณ (Signal transfer liquids)

ถ ้าอุปกรณ์กั้นระหว่างของเหลวสองชนิดในอุปกรณ์วัดของระบบเกิดการเสียหายของเหลวที่นํามาใชเป็ ้ นตัวกลางสําหรับส่งผ่

า น สั ญ ญ า ณ อ า จ สั ม ผั ส กั บ ข อ ง ไ ห ล ใ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ไ ด้ ดั ง นั้ น

ของเหลวที่นํามาใชเป็ ้ นตัวส่งผ่านสัญญาณนี้ต ้องเป็ นของเหลวเกรดอาหาร

5 ข้อกําหนดตามหน้าที่ (Functional requirements)

อุ ปกรณ์ และเครื่ องมื อที่ ถู กหลั กสุ ขลั กษณะที่ ใช้ในกระบวนการแปรรู ปอาหารควรบํ ารุ งรั กษาง่ าย

เพื่ อให้แน่ ใจได้ว่ าสามารถป้ องกั นการเกิ ดปั ญหาจากจุ ลิ นทรี ย์ ได้ตามที่ คาดหวั งไว้ ดั งนั้ น

อุ ปกรณ์ และเครื่ องมื อต้องทํ าความสะอาดง่ ายและป้ องกั นผลิ ตภั ณฑ์ จากการปนเปื้ อนได้

ในกรณีของอุปกรณ์และเครื่องมือที่ปลอดเชื้อต้องสามารถทําการฆ่าเชื้อแบบพาสเจอร์ไรส์หรือแบบสเตอริไรส์ได้

(ขึ้นอยู่กับการใช้งาน) และต้องป้ องกันการผ่านเข้าของจุลินทรีย์ (เช่น แบคทีเรียไม่สามารถผ่านเข้าได้)

อุ ป ก ร ณ์ ต ้ อ ง ส า ม า ร ถ ติ ด ต า ม แ ล ะ ค ว บ คุ ม ก า ร ทํ า ง า น ทั้ ง ห ม ด ไ ด้

ซึ่งเป็ นสิ่งที่สําคัญต่อมุมมองทางด ้านความปลอดภัยจากจุลินทรีย์

5.1 ความสามารถในการทําความสะอาดและการลดการปนเปื้ อน

ความสะอาดเป็ นสิ่งที่สําคัญอย่างมาก อุปกรณ์และเครื่องมือที่ทําความสะอาดยากต ้องการระเบียบวิธีปฏิบัติที่เข ้มงวด

ต ้องการสารเคมี ทํ าความสะอาดที่ รุ นแรงมากขึ้ น ใช้ระยะเวลาในการทํ าความสะอาดนานขึ้ น

และจํ านวนรอบของการลดการปนเปื้ อนมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีต ้นทุนที่สูงขึ้น ลดความสามารถในการผลิต

ลดอายุการใช ้งานอุปกรณ์และเครื่องมือ รวมถึงมีของเสียปล่อยออกมามาก

5.2 การป้ องก ันการผ่านเข้าของจุลินทรีย์

โ ด ย ทั่ ว ไ ป ต้ อ ง ห ลี ก เ ลี่ ย ง ก า ร ผ่ า น เ ข้ า ข อ ง จุ ลิ น ท รี ย์ สู่ ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์

และจํ ากั ดจํ านวนจุ ลิ นทรี ย์ ในผลิ ตภั ณฑ์ อาหารให้ น ้ อยที่ สุ ดเท่ าที่ จะเป็ นไปได้

เพื่อให ้ผ่านตามข ้อกําหนดความปลอดภัยทางด ้านสาธารณสุขและอายุการเก็บรักษาที่ต ้องการ

อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช ้สําหรับกระบวนการปลอดเชื้อต ้องป้องกันไม่ให ้จุลินทรีย์ผ่านได ้

5.3 การป้ องก ันการเจริญของจุลินทรีย์

ภายใต้ สภาวะที่ เหมาะสมจุ ลิ นทรี ย์ จะมี การเจริ ญเติ บโตอย่ างรวดเร็ ว ดั งนั้ น

ต ้องหลีกเลี่ยงไม่ให ้มีพื้นที่ที่จุลินทรีย์สามารถหลบซ่อนได ้ เช่น จุดอับ ช่องว่างและร่องแตก

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 10 of 15


5.4 ความเข้าก ันได้ก ับข้อกําหนดอื่น

การออกแบบตามหลักสุขลักษณะอย่างดีเยี่ยมแต่ขาดความสามารถในการใช ้งาน ทําให ้อุปกรณ์ไม่สามารถใช ้งานได ้

ผู ้ ออกแบบอาจต้ องพิ จารณาความเหมาะสมระหว่ างสุ ขลั กษณะกั บการใช้ งาน

ลักษณะที่เกิดขึ้นดังกล่าวต ้องได ้รับการชดเชยโดยการให ้ความสําคัญกับขั้นตอนการทําความสะอาดและการลดการปนเปื้อน

และต้องมีการบันทึกเป็ นเอกสาร เพื่อให้ผู ้ใช้งานตระหนั กถึงธรรมชาติของการผสมผสานแนวคิดร่วมกัน

โดยความสามารถในการทําความสะอาดอุปกรณ์และเครื่องมือรวมถึงการCIP ที่เหมาะสมต ้องสามารถแสดงใหเห็นผลได ้ ้

5.5 การตรวจสอบความถูกสุขล ักษณะของอุปกรณ์และเครื่องมือ

ในทางปฏิ บั ติ การทดสอบและการตรวจสอบความถู กต้องของการออกแบบเป็ นสิ่ งที่ สํ าคั ญมาก

เพื่อให ้แน่ใจว่าการออกแบบเป็ นไปตามข ้อกําหนดโดยไม่ต ้องคํานึงถึงความรู ้และประสบการณ์เกี่ยวกับการออกแบบให ้ถูกห

ลั ก สุ ข ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ผู ้ อ อ ก แ บ บ

การตรวจสอบระดับของความถูกสุขลักษณะอาจจําเป็ นต้องทําเหมือนเป็ นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการบํารุงรักษา

ซึ่งผู ้ออกแบบต ้องแน่ใจว่าพื้นที่ที่เกี่ยวข ้องสามารถเข ้าถึงเพื่อการตรวจวัดและการตรวจสอบได ้

6 การออกแบบและการสร้างตามหล ักสุขล ักษณะ

6.1 ท่วไป


การออกแบบ การสร ้างและการติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องมือ ตามเกณฑ์พื้นฐานต ้องพิจารณารายละเอียดดังนี้:

6.2 พื้นผิวและรูปทรง

พื้นผิวต ้องสามารถทําความสะอาดได ้และต ้องไม่ก่อใหเกิดอันตรายจากการเป็ ้

นพิษ

เช่น

การซึมชะละลายขององค์ประกอบเข ้าสู่อาหาร พื้นผิวทั้งหมดที่สัมผัสอาหารต ้องทนผลิตภัณฑ์

ทนสารทําความสะอาดและสารฆ่าเชื้อทั้งหมดภายใต ้สภาวะเงื่อนไขการทํางาน (สภาวะใช ้งาน)

พื้นผิวที่สัมผัสผลิตภัณฑ์ต ้องทําจากวัสดุที่ไม่มีคุณสมบัติการดูดซึมและต ้องมีค่าความขรุขระอยู่ในเกณฑ์ที่กําหนด

ดังแสดงในหัวข ้อ 7.2 ด ้านล่าง

พื้นผิวที่สัมผัสผลิตภัณฑ์ต ้องสมบูรณ์ปราศจากร่องรอย เช่น รอยแตก ดังนั้น:

หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อระหว่างโลหะกับโลหะโดยตรง ควรใช ้การเชื่อม

(การเชื่อมต่อระหว่างโลหะกับโลหะอาจเป็ นที่ซ่อนของสิ่งสกปรกและจุลินทรีย์)

ในกรณีที่อุปกรณ์และเครื่องมือถูกใช ้งานในกระบวนการปลอดเชื้อ

โดยอันตรายอาจเกิดขึ้นที่บริเวณรอยต่อระหว่างโลหะกับโลหะ ซึ่งไม่สามารถป้องกันการผ่านเข ้าของแบคทีเรียได ้

หลีกเลี่ยงการจัดเรียงตัวแบบไม่ตรงแนว (misalignment) ในการต่ออุปกรณ์และเครื่องมือและข้อต่อท่อ

ซึ่งก่อใหเกิดพื้นผิวที่ไม่เสมอกัน


อุปกรณ์กันรั่ว (seal or gasket) ที่ใช ้ต ้องไม่มีร่องรอย รอยแตก

ซึ่งจะเป็ นที่สะสมของสิ่งตกค ้างและแบคทีเรียสามารถสะสมและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

อุปกรณ์และเครื่องมือในระบบท่อที่ถูกหลักสุขลักษณะ (อ ้างอิง 11) ต ้องหลีกเลี่ยงการใช ้โอริง (O-ring) ยกเว ้น

กรณีที่ซีลแบบสถิตหรือซีลแบบอยู่กับที่ (static seal) มีการเสียรูปในด ้านที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์

โดยการออกแบบโอริงที่เหมาะสมสามารถดูได ้จากเอกสาร EHEDG หมายเลข 16 (อ ้างอิง 12)

ไม่ควรออกแบบให ้มีการสัมผัสกันระหว่างสกรูเกลียวกับผลิตภัณฑ์

มุมของพื้นผิวควรมีรัศมีมากกว่าหรือเท่ากับ 6 มม. ขนาดรัศมีที่น ้อยที่สุดเท่ากับ 3 มม. โดยมุม < 90 o ควรหลีกเลี่ยง

ถ ้าพื้นผิวนั้นเป็ นบริเวณจุดกันรั่วหรือจุดเชื่อมต่อ (sealing point) มุมต่าง ๆ ต ้องเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็ นไปได ้

เพื่อให ้ได ้ซีลที่แน่นในบริเวณจุดต่อระหว่างผลิตภัณฑ์/ซีล ในกรณีนี้อาจลบคมที่บริเวณมุมให ้มีขนาดเล็กหรือมีรัศมี 0.2 mm

เพื่อป้องกันการเสียหายของซีลที่ทําด ้วยอีลาสโตเมอร์ในระหว่างรอบของการให ้ความร ้อน (thermal cycling)

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 11 of 15


เมื่อมีเหตุผลด้านเทคนิคและด้านการใช้งานเข้ามาเกี่ยวข้องทํ าให้ไม่สามารถทํ าตามเกณฑ์เหล่านี้ได้

ซึ่ งต้องชดเชยการสู ญเสี ยความสามารถในการทํ าความสะอาดของอุ ปกรณ์ ทางใดทางหนึ่ ง

โดยประสิทธิผลของการทําความสะอาดต ้องแสดงใหเห็นได ้ ้ด ้วยการทดสอบ

พื้นผิวทั้งหมดที่สัมผัสผลิตภัณฑ์ต ้องสามารถเข ้าถึงได ้ง่ายเพื่อการตรวจสอบด ้วยสายตาและการทําความสะอาดด ้วยมือ

หรือต ้องมีมาตรการที่แสดงถึงความสมํ่าเสมอของการทําความสะอาดเพื่อกําจัดสิ่งตกค ้างต่าง ๆ ออกอย่างสมบูรณ์

ถ ้านําเทคนิคการทําความสะอาดแบบภายใน (CIP) มาใช ้

ต ้องแสดงใหเห็นถึงความสําเร็จของการทําความสะอาดโดยปราศจากการถอดประกอบ ้

โดยมีผลลัพธ์เป็ นที่น่าพอใจ (ดูที่

หัวข ้อ 7.8 “การทดสอบคุณลักษณะของอุปกรณ์ที่ถูกสุขลักษณะ”)

6.3 พื้นผิวสําเร็จ/ ความขรุขระของพื้นผิว

พื้นผิวที่สัมผัสผลิตภัณฑ์ควรมีค่า Ra ที่ยอมรับได ้และปราศจากร่องรอยหรือจุดที่ไม่สมบูรณ์ เช่น หลุม ซอกและรอยแยก

(สําหรับนิยามของ Ra ดูที่ ISO 4287:1997) พื้นผิวขนาดใหญ่ที่สัมผัสผลิตภัณฑ์ควรมีค่าความขรุขระ Ra 0.8 m

หรื อน้อยกว่ า โดยความสามารถในการทํ าความสะอาดขึ้นอยู่ กั บเทคโนโลยี การทํ าพื้ นผิ วสํ าเร็ จ

ซึ่งส่งผลกระทบต่อลักษณะทางกายภาพของพื้นผิว

สํ าหรั บเหล็ กรี ดเย็ นมี ค่ าความขรุ ขระ Ra

เท่ ากั บ 0.2 ถึ ง 0.5 m

โดยทั่ วไปจึ งไม่ จํ าเป็ นต้อ งขั ดเงาเพื่ อให้ไ ด้ค่ าความขรุ ขระของพื้ นผิ วตามที่ ต ้อ งการ

โดยพื้นผิวที่ได ้จากเหล็กรีดเย็นนี้ปราศจากหลุม ซอกและรอยแยกเมื่อขึ้นรูปในขั้นตอนสุดท ้าย

ความขรุ ขระ Ra > 0.8 ・m

สามารถยอมรั บได้

ถ ้ าผลการทดสอบแสดงให้ เห็ นได้ ว่ าพื้ นผิ วสามารถทํ าความสะอาดได้ เป็ นอย่ างดี

ซึ่งเป็ นผลมากจากการออกแบบโครงสร ้างหรือขั้นตอนการทํางานอื่น ๆ เช่น อัตราการไหลของสารทําความสะอาดมีค่าสูง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของพื้นผิวที่ทําจากพอลิมอร์ ค่าความสามารถในการไม่ชอบนํ้ า (hydrophobicity)

ค่าความสามารถในการเปี ยกนํ้ า ( wettability) และการทํ าปฏิกริยาตอบสนอง ( reactivity)

อาจช่วยส่งเสริมความสามารถในการทําความสะอาดของพื้นผิว (อ ้างอิง 13)

ความสั มพั นธ์ ระหว่ างกระบวนการผลิ ตสแตนเลสและลั กษณะพื้ นผิ วที่ ได้ แสดงในตารางที่ 2

ลักษณะทางกายภาพของพื้นผิวนี้เกี่ยวข้องกับความสามารถในการทําความสะอาด โดยหลุม ซอก รอยแยก

รอยแตกและความขรุขระของพื้นผิวเป็ นส่วนที่สารทําความสะอาดไม่สามารถเข ้าถึงได ้

ตารางที่ 2 ต ัวอย่างการเตรียมพื้นผิวสแตนเลสและล ักษณะทางกายภาพของพื้นผิว



การเตรียมพื้นผิว ค่าความขรุขระโดยประมาณ ลักษณะของพื้นผิวที่ได ้จากแต่ละเทคนิค

(µm)

การรีดร ้อน (hot rolling) > 4 พื้นผิวไม่แตก

การรีดเย็น (cold rolling) 0.2 - 0.5 พื้นผิวเรียบ ไม่แตก

การพ่น glass bead

< 1.2 การทําใหเกิดรอยที่ผิว

(glass bead blasting)

การพ่นceramic(ceramic

< 1.2 การทําใหเกิดรอยที่ผิว

blasting)

Micropeening < 1 การทําให ้พื้นผิวที่ผิดปกติเสียรูป

Descaling 0.6 – 1.3 การเกิดรอยแตกซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นผิวเริ่มต ้น

Pickling 0.5 – 1.0 การเกิดเนินสูงและลึก

Electropolishing

การทําให ้ยอดกลมมนโดยไม่ได ้ปรับค่าความขรุขระ (Ra)

การขัดเงาทางกลด ้วย

aluminium oxide หรือ

silicon carbide

Abrasive grit number

ลักษณะกายภาพของพื้นผิวขึ้นอยู่กับพารามิเตอร์ในกระบวนการหลายตัว

เช่น ความเร็วสายพานและความดัน

500 0.1 – 0.25

320 0.15 – 0.4

240 0.2 – 0.5

180 ≤ 0.6

120 ≤ 1.1

60 ≤ 3.5

พื้นผิวที่ไม่ได ้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ต ้องเป็ นพื้นผิวเรียบเพียงพอให ้แน่ใจว่าสามารถทําความสะอาดได ้ง่าย

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 12 of 15


6.4 ความสามารถในการระบายและการวางผ ัง (lay-out)

บริ เวณภายนอกและภายในของอุ ปกรณ์ และระบบท่ อทั้ งหมดต้องสามารถระบายได้ด ้วยตั วเอง

หรือสามารถระบายได้และง่ ายต่อการทํ าความสะอาด ควรหลีกเลี่ยงการวางตั วของพื้นผิวในแนวนอน

โดยพื้นผิวควรวางตัวให้มีความชันหรือลาดเอียงจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งเสมอ ในกรณีของพื้นผิวภายนอก

พื้นผิวควรออกแบบให ้ของเหลวที่ไหลออกมาสามารถไหลไปให ้ไกลจากพื้นที่ของผลิตภัณฑ์หลัก

6.5 การติดต ั้ง

ความเสี่ยงของการควบแน่นบนอุปกรณ์ ท่อ และพื้นผิวภายในของโครงสร้างอาคารควรหลีกเลี่ยงเท่าที่เป็ นไปได้

ถ ้าไม่ สามารถหลี กเลี่ ยงได้ ในการออกแบบควรพิ จารณาให้นํ้ าคอนเดนเสท (นํ้ าที่ ควบแน่ น )

มีทิศทางการไหลให ้ห่างออกจากผลิตภัณฑ์

อุปกรณ์และโครงสร ้างรับแรงต ้องถูกซีลเข ้ากับพื้นผิวที่จะรับแรง (พื้น ผนัง เสา เพดาน) โดยไม่มีหลุม ช่องว่างปรากฏอยู่

ช่ องว่ างระหว่ างอุ ปกรณ์ และโครงสร้ างงานก่ อสร้ าง (พื้ น ผนั ง และเพดาน)

ควรมากเพียงพอสําหรับการทําความสะอาดและการตรวจสอบ (อ ้างอิง 14)

6.6 การเชื่อมประสาน

รอยต่ออย่างถาวรระหว่างโลหะกับโลหะต ้องได ้รับการเชื่อมต่ออย่างต่อเนื่องและปราศจากจุดบกพร่อง

ในระหว่ างการเชื่อม ควรป้ องกั นทั้งเปลวไฟจากการเชื่อมและรอยเชื่อมอีกด้านโดยการใช้ก๊ าซเฉื่ อย

ถ ้าการปฏิบั ติอยู่ในลั กษณะที่เหมาะสม กระบวนการหลั งการเชื่อมจะลดลง (การเจียระไน การขั ดผิว )

สําหรับวิธีการเชื่อมท่อที่นิยมคือ การเชื่อมแบบ orbital อย่างอัตโนมัติ ซึ่งจะได ้รอยเชื่อมที่มีคุณภาพสูง

รอยเชื่อมบนพื้นผิวด ้านที่ไม่ได ้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ต ้องต่อเนื่อง และเรียบเพียงพอสําหรับการทําความสะอาดอย่างเหมาะสม

รายละเอียดข ้อแนะนําเกี่ยวกับการเชื่อมเพื่อให ้ถูกตามหลักสุขลักษณะ ได ้ให ้ไว ้ในเอกสารแนวปฏิบัติ EHEDG หมายเลข 9

(อ ้างอิง 15)

6.7 อุปกรณ์ยึดจ ับ(Supports)

อุ ปกรณ์ ยึ ดจั บสํ าหรั บระบบท่ อหรื ออุ ปกรณ์ และเครื่ องมื อต่ าง ๆ ต ้องได้รั บการสร้างและติ ดตั้ ง

โ ด ย ไ ม่ ใ ห้ มี นํ้ า ห รื อ สิ่ ง ส ก ป ร ก ต่ า ง ๆ

ติดค ้างอยู่บนพื้นผิวหรือภายในอุปกรณ์ยึดจับและควรพิจารณาปฏิกิริยากัลป์ วานิกย ้อนกลับ (adverse galvanic reaction)

ที่เป็ นไปได ้ระหว่างวัสดุที่ต่างชนิดกัน

6.8 การหุ้มฉนวน

ทางเลือกสําหรับการหุ ้มฉนวนอุปกรณ์และท่อ มีดังนี้:

การหุ ้มฉนวนแบบซีลปิด

วัสดุสําหรับนํามาทําฉนวนควรได ้รับการหุ ้มด ้วยสแตนเลสและมีการเชื่อมอย่างดี

เพื่อป้องกันไม่ให ้อากาศภายนอกหรือความชื้นผ่านเข ้าไปได ้ ซึ่งอาจส่งผลใหเกิดการเติบโตของจุลินทรีย์


และเพิ่มความเสี่ยงของการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ หรือการกัดกร่อนของตัวฉนวนถ ้าวัสดุทําฉนวนปลดปล่อยคลอไรด์

การทําสภาวะสุญญากาศ

ท่อสามารถทําให ้อยู่ในสภาวะเป็ นฉนวนได ้โดยการดึงอากาศออกจากเปลือกของผนังท่อคู่

ซึ่งวิธีนี้เป็ นวิธีที่มีประสิทธิผลสําหรับการป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าวข ้างต ้น

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 13 of 15


6.9 การทดสอบความถูกสุขล ักษณะของอุปกรณ์และเครื่องมือ

ชุ ด ก า ร ท ด ส อ บ ข อ ง EHEDG

สําหรับการประเมินคุณลักษณะของอุปกรณ์และเครื่องมือตามหลักสุขลักษณะที่ได ้รับการตีพิมพ์มีดังนี้

A method for assessing the in-place cleanability of food processing equipment, EHEDG Doc. 2 (อ ้างอิง16)

A method for the assessment of in-line pasteurisation of food processing equipment, EHEDG Doc. 4

(อ ้างอิง 17)

A method for the assessment of in-line sterilisability of food processing equipment, EHEDG Doc. 5 (อ ้างอิง

18)

A method for the assessment of bacteria tightness of food processing equipment, EHEDG Doc. 7 (อ ้างอิง

19)

A method for the assessment of in-place cleanability of moderately-sized food processing equipment,

EHEDG Doc. 15 (อ ้างอิง 20)

7 บรรณานุกรม

(1) Directive 98/37/EC of the European Parliament and of the Council of 22 June 1998 on the

approximation of the laws of the Member States relating to machinery (Machinery Directive)

(2) Council Directive 89/109/EEC of 21 December 1988 on the approximation of the laws of the Member

States relating to materials and articles intended to come into contact with foodstuffs

(3) Corrosion Resistant Alloys (1983). Publ. No. 3783, Inco Alloys International Ltd, Holmer Road,

Hereford, England HR4 9SL

(4) AISI Steel Products Manual, Stainless and Heat Resisting Steels, December 1974, Table 2-1, pp. 18-

19. American Iron and Steel Institute, 1000 16 th St, NW, Washington, DC 20036. (www.steel.org)

(5) EN 17 440: 2001. Stainless steels - Technical delivery conditions for drawn wire.

(6) Alloy Designations for Cast Stainless Steels. ASTM Standard A781/A781M, Appendix XI. Steel

Founder’s Society of America, Cast Metal Federation Bldg., 455 State St, Des Plaines, IL 60016, USA

(7) Commission Directive 2002/72/EC of 6 August 2002 relating to plastic materials and articles intended

to come into contact with foodstuffs

(8) Code of Federal Regulations, Title 21, (21 CFR) Part 170-199, Food and Drugs Administration

(9) NSF White Book Listing of Non-food Compounds (www.nsf.org/usda)

(10) EHEDG Document *) No.23 (2002). Safe production and use of food-grade lubricants. Also as an

extended abstract in Trends in Food Science & Technology 14(4):157-162

(11) Lelieveld, H.L.M., (1990) Processing Equipment and Hygienic Design. In: Microbiological and

Environmental Health Issues Relevant to the Food and Catering Industries. Symposium Proceedings,

Campden & Chorleywood Food Research Association Group, Chipping Campden, 6-8 February 1990

(12) EHEDG Document *) No.16 (1997). Hygienic pipe couplings. Also as an extended abstract in Trends in

Food Science & Technology 8(3): 88-92

(13) Hyde, F.W., M. Alberg & K. Smith, 1997. Comparison of fluorinated polymers against stainless steel,

glass and polypropylene in microbial biofilm adherence and removal. Journal of Industrial

Microbiology & Biotechnology 19(2):142-149

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 14 of 15


(14) EHEDG Document *) No.13 (1996). Hygienic design of equipment for open processing. Also as an

extended abstract in Trends in Food Science & Technology 6(9): 305-310

(15) EHEDG Document *) No.9. (1993). Welding stainless steel to meet hygienic requirements. Also as an

extended abstract in Trends in Food Science & Technology 4(9): 306-310

(16) EHEDG Document *) No.2, Third Edition (2004). A method for the assessment of in-place cleanability

of food processing equipment.

(17) EHEDG Document *) No.4 (1993). A method for the assessment of in-line pasteurization of food

processing equipment. Also as an extended abstract in Trends in Food Science & Technology 4(2):

52-55

(18) EHEDG Document *) No.5, Second Edition (2004). A method for the assessment of in-line steam

sterilisability of food processing equipment.

(19) EHEDG Document *) No.7, Second Edition (2004). A method for the assessment of bacteria tightness

of food processing equipment.

(20) EHEDG Document *) No.15 (1997). A method for the assessment of in-place cleanability of

moderately-sized food processing equipment. Also as an extended abstract in Trends in Food Science

& Technology 8(2): 54-57

*)

ข ้อมูลเพิ่มเติมสําหรับเอกสารแนวปฏิบัติ EHEDG สามารถหาได ้จากเวปไซต์ www.ehedg.org (2004)

ฉบับปรับปรุงคาดว่าจะตีพิมพ์ในภายหลัง

DOC 8 ©EHEDG (Second Edition) 15 of 15

More magazines by this user
Similar magazines