01.02.2018 Views

LE CORBUSIER AND LOUIS I. KAHN นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม

Transform your PDFs into Flipbooks and boost your revenue!

Leverage SEO-optimized Flipbooks, powerful backlinks, and multimedia content to professionally showcase your products and significantly increase your reach.

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

[The Acrobat and the Yogi of Architecture]<br />

B. V. Doshi<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม<br />

แปล<br />

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์


<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong> (The Acrobat and the Yogi of Architecture)<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล<br />

หมายเลข​มาตรฐาน​ประจำา หนังสือ 978-616-7196-75-6<br />

ราคา 150 บาท<br />

พิมพ์​ครั้งแรก​เมษายน 2560<br />

©Vastu-shilpa foundation<br />

All rights reserved.<br />

no part of this publication may be reproduced, stored<br />

in retrieval system, or transmitted in any form or by any<br />

means, electronic, mechanical, photocopying, recording or<br />

otherwise, without the prior permission of the publisher.<br />

จัดพิมพ์โดย<br />

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สำานักงานใหญ่)<br />

248/1 ซอยศูนย์วิจัย 4 ถนนพระรามที่ 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310<br />

ออกแบบรูปเล่ม<br />

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ<br />

บี. วี. โดชิ (B. V. Doshi)<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong> (The Acrobat and the Yogi of Architecture).-- :<br />

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2560.<br />

160 หน้า<br />

1. สถาปนิก 2. สถาปัตยกรรม i. กิจโชติ นันทนสิริวิกรม, ผู้แปล. ii. ชื่อเรื่อง.<br />

720.92<br />

ISBN 978-616-7196-75-6


สารบัญ<br />

บทกล่าวนำา<br />

คำานิยม<br />

โดย จิรากร ประสงค์กิจ<br />

Le Corbusier: นักกายกรรมแห่งสถาปัตยกรรม<br />

(Le Corbusier: Acrobat of Architecture)<br />

Louis I. Kahn กับความเป็นโยคีแห่งสถาปัตยกรรม<br />

(Louis I Kahn: The Yogi of Architecture)<br />

แหล่งที่มาของภาพประกอบภายในเล่ม<br />

ดรรชนี<br />

8<br />

11<br />

12<br />

96<br />

154<br />

156


แด่ แม่ผู้เป็นบรมครู<br />

แด่ บรมครู


•• บทกล่าวนำา<br />

จะมีสถาปนิกสักกี่คนในโลกที่มีโอกาสได้เรียนรู้และทำความเข้าใจใน<br />

กระบวนการทำงานสถาปัตยกรรมจากบรมครูสถาปนิกถึงสองคนในเวลา<br />

ไล่เลี่ยกัน อีกทั้งยังเป็นบรมครูถึงสองคนที่ต้องเข้ามาเรียนรู้และเริ่มทำ<br />

ความเข้าใจภายใต้บริบทของการทำงานในประเทศที่เป็นบ้านของสถาปนิก<br />

คนนั้น สถาปนิกและครูสถาปัตยกรรมชาวอินเดีย B. V. Doshi คงเป็น<br />

บุคคลเพียงไม่กี่คนที่ได้มีโอกาสดังกล่าว และคงเป็นบุคคลเพียงไม่กี่คนที่<br />

สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ดังกล่าวได้อย่างลึกซึ้งถึงทัศนคติและ<br />

บุคลิกภาพที่บรมครูทั้งสองคนแสดงออกผ่านการทำงานสถาปัตยกรรม<br />

คำถามหลายๆ ประการภายใต้ความเคลือบแคลงที่มีต่อสถาปัตยกรรม<br />

สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดการให้ความสำคัญที่มีต่อบริบท<br />

เฉพาะในท้องถิ่นที่ตั้งอันเนื่องมาจากวิธีการและกระบวนการออกแบบต่างๆ<br />

ที่ได้รับการบัญญัติให้เป็นมาตรฐานสากล หรือแม้แต่ความเคลือบแคลง<br />

ที่มีต่ออำนาจของรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในการให้ได้มาซึ่งการ<br />

ยอมรับโดยทั่วกัน อันมีผลต่อวิธีการและกระบวนการออกแบบสถาปัตย-<br />

กรรมในท้องถิ่นนั้นๆ คำถามเหล่านี้ได้รับการไขความกระจ่างผ่านคำตอบ<br />

หลากหลายรูปแบบที่เป็นผลมาจากการรับรู้และทำความเข้าใจของผู้ที่อยู่<br />

ในเหตุการณ์ที่นอกจากผ่านการมีประสบการณ์ทำงานโดยตรงแล้ว ยังต้อง<br />

ทำหน้าที่ในฐานะคนกลางท่ามกลางความเคลือบแคลงและความขัดแย้ง<br />

ดังกล่าว<br />

8<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ขอขอบคุณ ชาติเฉลิม เกลียวปฏินนท์ และ จักรรินทร์ โกวิทานุพงศ์ สำหรับ<br />

แรงผลักดันและการสนับสนุนทั้งทางด้านวิชาการและทางด้านวิชาชีพ คุณ<br />

จิรากร ประสงค์กิจ สำหรับบทกล่าวนำและการสนับสนุนในเรื่องของ<br />

หลักการและความคิด ตลอดจนการเป็นตัวอย่างในเรื่องของการเรียนรู้ การ<br />

ทำงาน และการถ่ายทอดความรู้ คณะทำงานและผู้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติ<br />

การ ‘Simultaneous Modernity’ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย<br />

ศิลปากร ขนุนสตูดิโอ และสำนักงานออกแบบพระอาทิตย์ ภาควิชา<br />

สถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์<br />

- กิจโชติ นันทนสิริวิกรม<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

9


จากต้นฉบับเนื้อหาการให้สัมภาษณ์<br />

ในวาระต่างๆ ของ Doshi เกี่ยวกับ<br />

บรมครูคนสำคัญแห่งยุคสมัยใหม่<br />

สองท่าน โดยให้ความสำคัญเกี่ยวกับ<br />

การที่ Doshi ได้มีโอกาสร่วมงานกับทั้ง<br />

สองท่านผ่านช่วงเวลาการทำงานและ<br />

ผลงานต่างๆ อีกทั้งยังได้มีโอกาสรับรู้<br />

ในบุคลิกภาพของบรมครูทั้งสองท่าน<br />

การสัมภาษณ์เกี่ยวกับ Le Corbusier<br />

โดย Carmen Kagal ทำขึ้นในปี ค.ศ.<br />

1986 ส่วนการสัมภาษณ์เกี่ยวกับ Louis<br />

I. Kahn โดย Muktirajsinhji Chauhan<br />

ทำขึ้นในปี ค.ศ. 1992 ณ Vastu-Shilpa<br />

Foundation


•• คำานิยม<br />

The eye is continually influenced by what it cannot detect.<br />

It is most influenced by what it detects least.<br />

- John Ruskin<br />

ในทรรศนะของ Le Corbusier นั้น สถาปัตยกรรม คือ รูปธรรม<br />

เป็นองคาพยพอันแยกออกเสียจากกันมิได้ ของจิตรกรรม ประติมากรรม<br />

ดนตรี และศิลปะทุกแขนง ซึ่งประชุมตัวและแสดงตนอยู่ในท่ามกลางแสงสว่าง<br />

ในขณะที่ Louis I. Kahn เห็นว่างานที่เขาสร้างขึ้นนั้น เป็นรูปธรรมที่เป็น<br />

บรรณาการให้กับสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นนามธรรม<br />

ทรรศนะของทั้งสองท่าน ได้ก่อให้เกิดผลงานที่ยืนหยัดสง่างามท้าทายกาลเวลา<br />

ในแทบจะทุกภูมิภาคโลก เป็นที่น่ายินดีว่าแต่ละท่านได้สร้างผลงานไว้ที่อนุทวีป<br />

อินเดีย ซึ่งสถาปนิก B. V. Doshi คือผู้ที่ได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับทั้งสอง<br />

คุรุ และได้แบ่งปันประสบการณ์ในครั้งนั้นให้กับเรา<br />

เมื่อได้อ่านจบแล้ว บางทีเราอาจจะ ‘เห็น’ ในสิ่งที่เร้นไว้ในผลงานของท่าน<br />

ซึ่งจักษุประสาทปกติมิอาจจะเข้าถึง ดังที่ John Ruskin ได้กล่าวไว้<br />

- จิรากร ประสงค์กิจ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

11


Le Corbusier: Acrobat of Architecture<br />

นักกายกรรมแห่งสถาปัตยกรรม


Q: มีงานเขียนที่เกี่ยวกับ Le Corbusier อยู่แล้วมากมาย ดังนั้นเราควร<br />

จะข้ามเรื่องพื้นๆ เหล่านั้นไป เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า Le Corbusier เป็น<br />

บุคคลที่มีความสามารถหลายด้าน ทั้งการเป็นสถาปนิก จิตรกร ประติ-<br />

มากร กวี นักเขียน ไปจนถึงนักวิพากษ์วิจารณ์ อย่างไรก็ตาม ถ้าต้อง<br />

เลือกที่จะกล่าวถึงบุคลิกภาพที่น่าจะเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนที่สุดของ Le<br />

Corbusier บุคลิกภาพนั้นน่าจะเป็นเช่นใด<br />

A: ประเด็นคำถามนี้มีความน่าสนใจตรงที่ว่าผมก็มีภาพในความคิดของ<br />

ผมเกี่ยวกับ Le Corbusier ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นภาพที่ปรากฏอยู่ในบทกวีว่า<br />

ด้วยเรื่องของนักกายกรรมที่เขียนขึ้นโดย Le Corbusier เอง ผ่านเนื้อหา<br />

ที่ว่า<br />

นักกายกรรมนั้นหาใช่หุ่นเชิดไม่ นักกายกรรมทุ่มเททั้งชีวิตให้<br />

กับการเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา อยู่ในสภาวะอันตรายที่เสี่ยง<br />

ต่อความเป็นความตายอยู่เป็นนิจ นักกายกรรมสวมบทบาทการ<br />

เคลื่อนไหวที่อยู่เกินออกไปกว่าสภาวะปกติที่มีอยู่ในผู้คนทั่วไป<br />

สู่การเคลื่อนไหวอันยากเย็นแสนเข็ญอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการ<br />

ให้ความสำคัญและการเอาใจใส่ต่อความถูกต้องแม่นยำ อันจะ<br />

นำมาซึ่งอิสรภาพแก่เขาในการที่จะต่อกรกับสภาวะบีบคั้นต่างๆ<br />

แม้ไม่มีคำร้องขอใดๆ จากใครทั้งสิ้น แม้ไม่มีคำขอบคุณใดๆ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

13


จากใครทั้งสิ้น เขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ต่างออกไปจากโลก<br />

ของผู้คนทั่วไป อยู่ในโลกของนักกายกรรม อยู่กับผลลัพธ์อัน<br />

เป็นที่แน่นอนอย่างเป็นที่สุดว่า นักกายกรรมได้ทำในสิ่งที่ผู้อื่น<br />

ไม่สามารถกระทำได้<br />

ดังนั้นผมจึงมักจะเห็นเป็นภาพของ Le Corbusier ที่มีตัวตนจริงๆ กำลัง<br />

เดินอยู่บนเส้นเชือก อยู่กับการแกว่งไกวของอุปกรณ์ห้อยโหนกลางอากาศ<br />

โดยไม่แยแสต่อตาข่ายเบื้องล่างที่เป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือในเรื่องของการ<br />

เสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่เขา เขาได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดฝันที่จะทำ<br />

มัน ด้วยความพร้อมที่จะเสี่ยง ซึ่งต่อให้มันจะต้องเสี่ยงมากขนาดไหนก็ตาม<br />

เขาก็ยังกล้าที่จะเสี ่ยง และนี่ก็เป็นที่มาว่าทำไมผมจึงรำลึกถึง Le Corbusier<br />

ในฐานะของการเป็นนักกายกรรมแห่งสถาปัตยกรรม และผมก็คิดว่า<br />

มันน่าจะเห็นได้ชัดว่าผมหมายถึงอะไรเมื่อเราคุยกันต่อไปหลังจากนี้<br />

Q: จริงอยู่ที่ Le Corbusier มักถูกรำาลึกถึงในแง่ของความเป็นนักมายากล<br />

นักแสดงกายกรรมที่โยนรับลูกบอลที่สามารถควบคุมลูกบอลคราวละ<br />

หลายๆ ลูกเหล่านั้นกลางอากาศในเวลาเดียวกันได้ คงต้องขอให้ช่วย<br />

ยกตัวอย่างที่ชัดเจนว่าคุณหมายถึงอะไร<br />

A: มันก็มีหลากหลายมากมายอยู่ดี แต่ก็มีตัวอย่างหนึ่งที่พอจะยกมา<br />

ประกอบให้เห็นภาพได้มากขึ้น<br />

14<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ในคราวที่ส่วนหลังคายิมเนเซียมของโครงการอาคารพักอาศัย Unité<br />

d’habitation ที่ Marseilles กำลังจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ วิศวกรของโครงการ<br />

ได้แจ้งต่อ Le Corbusier ว่าด้วยวิธีการแบบที่ทำอยู่ ณ ตอนนั้นมันไม่น่า<br />

จะดีแน่ๆ เพราะว่ามันจะทำให้มีรอยร้าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน Le Corbusier<br />

ให้คำตอบกลับไปว่า แลัวมันจะเกิดอะไรขึ้นเล่า หากพระเจ้าได้ทำในสิ่ง<br />

เดียวกันกับสิ่งที่เราทำแล้ว มันก็มีรอยร้าวเกิดขึ้น เราก็คงทาสีทับมันเข้าไป<br />

อยู่ดีใช่หรือไม่ ดังนั้นเราก็ทาสีทับมันไปซะสิ มักจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ ้นอยู่<br />

แล้วในสถานการณ์ต่างๆ แต่เราต้องหาทางเลือกให้สถานการณ์เหล่านั้น<br />

ได้เสมอ ถ้าหากคุณยังคงมีความคิดอยู่ คุณก็ต้องยืนหยัดที่จะดำเนินการ<br />

แก้ปัญหาต่อไปให้ได้โดยมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความ<br />

ถูกต้อง<br />

Q: ขอย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้นที่พบกับ Le Corbusier เป็นครั้งแรกว่า<br />

มันเป็นอย่างไรบ้าง<br />

A: ในปี ค.ศ. 1950 ปีนั้นผมอยู่ที่ลอนดอนและได้รับรู้ว่ากำลังจะมีการจัด<br />

ประชุม CIAM 1 ขึ้นที่ Hoddesdon ดังนั้นผมจึงหาหนทางที่จะเข้าไปเป็น<br />

ผู้สังเกตการณ์ในการประชุมดังกล่าวให้ได้ และเมื่อได้เข้าไปในที่ประชุม<br />

ดังกล่าวแล้วก็ได้มีการแลกเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเมือง Chandigarh และ<br />

ผมก็เป็นคนอินเดียเพียงหนึ่งเดียวที่ร่วมอยู่ในที่ประชุมดังกล่าว และผมก็<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

15


•• มักจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอยู่แล้ว<br />

ในสถานการณ์ต่างๆ แต่เราต้องหา<br />

ทางเลือกให้สถานการณ์เหล่านั้นได้เสมอ<br />

ถ้าหากคุณยังคงมีความคิดอยู่ คุณก็ต้อง<br />

ยืนหยัดที่จะดำาเนินการแก้ปัญหาต่อไป<br />

ให้ได้โดยมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะเป็น<br />

เครื่องพิสูจน์ถึงความถูก ••<br />

16<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


1<br />

CIAM Congress (Congrès Internationaux<br />

d’Architecture Moderne) จัดตั้งขึ้นในปี<br />

ค.ศ. 1928 และสลายตัวในปี ค.ศ. 1959 CIAM<br />

เป็นการรวมกลุ่มกันขึ้นของสถาปนิกในยุโรป<br />

โดยมี Le Corbusier เป็นแกนนำและมี Sigfried<br />

Giedion รับหน้าที่เป็นเลขาธิการ ประกอบ<br />

ไปด้วยสถาปนิกคนอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญ<br />

และเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวโดยมี<br />

วัตถุประสงค์ในการดำเนินการจัดการประชุม<br />

รวมถึงสร้างกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้อง<br />

กับความเคลื่อนไหวทางสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ใน<br />

ภาคพื้นยุโรป รวมถึงการเผยแพร่หลักการสำคัญ<br />

ต่างๆ ภายใต้การเคลื่อนไหวของแนวคิดแบบ<br />

นวนิยม (Modern Movement) ที่เกิดขึ้นในช่วง<br />

เวลาดังกล่าว อันมีผลโดยตรงต่อสถาปัตยกรรม<br />

ภูมิสถาปัตยกรรม ผังเมือง การออกแบบเชิง<br />

อุตสาหกรรม ฯลฯ<br />

ได้รับคำถามมากมายที่เกี่ยวกับ Chandigarh<br />

เช่นอะไรคือความหมายของเมือง Chandigarh<br />

เป็นต้น และมันก็ทำให้ผมได้รับโอกาสที่จะขอมี<br />

ส่วนร่วมในการทำงานภายใต้โครงการดังกล่าว<br />

ซึ่งผมได้รับทราบข้อมูลมาบ้างว่า Le Corbusier<br />

นั้นเป็นบุคคลที่ทำงานด้วยได้ยากมาก และนั่นก็<br />

เป็นที่มาของการได้พบและได้เริ่มต้นทำงานกับ<br />

Le Corbusier หลังจากนั้นผมก็ได้รับแจ้ง (แกม<br />

บังคับ) ให้ต้องเขียนใบสมัครงานด้วยลายมือของ<br />

ผมเอง และมันก็คงเป็นวิธีการเฉพาะตัวของ Le<br />

Corbusier เอง และก็อาจเป็นไปได้อีกว่าเขาอาจ<br />

ส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญในการอ่านคุณสมบัติบุคคล<br />

จากลายมืออ่านหลังจากนั้นอีกที หลายปีถัดจาก<br />

นั้น ผมก็ได้พบว่า Le Corbusier มักจะพก<br />

เหรียญใหญ่ๆ อยู่เหรียญหนึ่ง ซึ่งมันน่าจะเป็น<br />

เหรียญที่เขาได้รับมาระหว่างที่เขาไปทำงานที่<br />

บราซิล ภรรยาของเขามักบ่นอยู่เสมอๆ ว่ามันมัก<br />

จะทำให้กระเป๋ากางเกงของเขาขาด แต่ไม่ว่า<br />

อย่างไร ที่สุดของที่สุดแล้วก็คือ ผมได้รับแจ้งว่า<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

17


ผมได้รับโอกาสให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงาน<br />

แต่ก็ยังคงไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น<br />

Q: จากนั้นคุณก็เดินทางไป Paris<br />

A: เดินทางสู่ 35 Rue de Severes 2 ซึ่งเป็นสถาน<br />

ที่ทำงานที่มีวิธีการในการจัดสรรพื้นที่ที่ออกจะ<br />

แตกต่างจากวิธีการจัดสรรพื้นที่ภายในสำนักงาน<br />

ออกแบบของสถาปนิกที่เป็นกันอยู่โดยทั่วไปใน<br />

ขณะนั้นอยู่พอสมควร ห้องทำงานของ Le<br />

Corbusier มีขนาดที่เล็กมากเพียง 226 x<br />

226 ตารางเซนติเมตร และทาสีทุกสิ่งทุกอย่าง<br />

ภายในนั้นให้เป็นสีดำทั้งหมด ภายในห้องมี<br />

โคมไฟเพียงสองดวง โดยมีอยู่หนึ่งดวงนั้นให้แสง<br />

จับอยู่ที่ประติมากรรมและแน่นอนว่าอีกหนึ่งดวง<br />

ก็ให้แสงจับอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขาเอง<br />

เมื่อผมได้รู้จักความเป็น Le Corbusier มากขึ้น<br />

กว่าเดิม ผมจึงเข้าใจถึงประเด็นสำคัญในความ<br />

เป็นห้องดังกล่าวว่า เมื่อใดก็ตามที่ Le Corbusier<br />

จดจ่ออยู่กับการทำงานแล้ว เขาก็จะไม่ต่างจาก<br />

2<br />

ที่อยู่ของสำนักงานออกแบบของ Le Corbusier<br />

ในกรุงปารีส<br />

18<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


พระหรือผู้บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัด เขาจะใช้เวลาสันโดษไปกับ การคิด<br />

การเขียน และการวาดซึ่งมันคงจะไม่สามารถเป็นอะไรหรืออย่างอื่นอย่าง<br />

ใดได้เลยนอกเสียจากการมีสมาธิ และมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา 40 ปี<br />

ของการทำงานที่เขาจะไม่พบใครเลยจนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยง และเขาก็<br />

จะหงุดหงิดทุกครั้งถ้าเมื่อใดก็ตามมีคนมารบกวนเขาในช่วงเวลาดังกล่าว<br />

และก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาปลีกวิเวกไปถึง 4 วันโดยที่ไม่ได้มีการเตรียมการ<br />

ใดๆ สำหรับเรื่องอาหารการกินเอาไว้เลยเสียด้วยซ้ำ เขามักจะคิดทบทวน<br />

และครุ่นคิดอยู่อย่างนั้นครั้งละนานๆ ถึงความถูกต้องในทฤษฎีต่างๆ ที่เขา<br />

ได้คิดค้นมันขึ้นมาแล้ว ในที่สุดหลังจาก 4 วันผ่านไป เขาก็ตระหนักได้ว่า<br />

สิ่งที่เขาได้คิดได้ทำเอาไว้นั้นถูกต้องแล้ว<br />

Q: ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาได้ตัดสินใจทำาสิ่งใดแล้วก็จะไม่มี<br />

การลังเลหรือเปลี่ยนใจใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็คงเปรียบได้กับเหล่านักกายกรรม<br />

ที่เมื่อใดก็ตามที่ได้ย่างเท้าลงไปบนเส้นเชือกแล้ว ก็คงไม่มีวันที่จะหัน<br />

หลังกลับ<br />

A: ถูกต้องแล้ว สิ่งใดก็ตามที่มันป็นการตัดสินใจที่ผ่านการไตร่ตรองอย่าง<br />

รอบคอบแล้ว เขาไม่เคยเลยที่จะปล่อยให้มีความลังเลหรือความหุนหัน<br />

พลันแล่นใดๆ ทั้งสิ้นมามีผลต่อการตัดสินใจ ผมขอยกตัวอย่างในขณะที่<br />

อาคารสมาพันธ์ผู้ประกอบการโรงสี (Mill Owners’ Association) ในเมือง<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

19


Mill Owners’ Association


Ahmedabad กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบและวางผัง Le Corbusier ได้<br />

กำหนดให้พื้นที่ใช้งานต่างๆ มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ในส่วนของห้องน้ำ<br />

กลับมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก อีกทั้งขนาดของประตูห้องน้ำก็มีความกว้าง<br />

เพียงแค่ 70 เซนติเมตร ซึ่งทำให้มีจดหมายร้องเรียนเข้ามาจากเหล่าบรรดา<br />

สมาชิกของสมาพันธ์เกี่ยวกับการออกแบบในส่วนดังกล่าวซึ่ง Le Corbusier<br />

ได้ให้คำตอบกลับไปพร้อมกับคำชี้แจงว่า เรียนท่านเจ้าของโครงการ ท่าน<br />

ทั้งหลายน่าจะตระหนักอยู่แล้วว่า อันที่จริงแล้ว ทางเดินที่มีอยู่ในตู้โดยสาร<br />

รถไฟโดยทั่วไปนั้นก็ไม่น่าจะมีความกว้างเกินกว่า 70 เซนติเมตร แต่มันก็<br />

ยังเพียงพอต่อการสัญจรสำหรับหญิงตั้งครรภ์พร้อมกระเป๋าเดินทางอีก<br />

สองใบที่จะเดินผ่านไปได้อย่างสบายๆ ดังนั้นผมจึงมั่นใจว่าขนาดของประตู<br />

นี้จะไม่มีทางเล็กเกินไปสำหรับท่าน ต่อให้ท่านจะเป็นคนที่มีรูปร่างท้วมสัก<br />

เท่าใดก็ตาม<br />

Q: Le Corbusier น่าจะไม่ลำาบากใจและรับมือได้กับการที่จะต้องกระทบ<br />

กระทั่งกับกลุ่มเจ้าของโครงการ Mill Owners’ Association เพราะเขา<br />

คงจะต้องรู้อยู่เต็มอกอยู่แล้ว และก็คงจะถือว่าข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นจริงๆ<br />

แล้วก็เป็นปัจจัยประการหนึ่งอันจะนำาพามาซึ่งความคิดสร้างสรรค์ในการ<br />

ทำางาน (การพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส)<br />

แน่นอน Le Corbusier รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีคนที่เห็นต่าง<br />

22<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ยิ่งมีคนที่เห็นต่างก็จะยิ่งเป็นการดี ยังจำได้อีกว่าในช่วงเริ่มต้นชีวิตการ<br />

ทำงานของเขา เขาต้องต่อสู้กับความเป็นจริงที่ถึงแม้มันจะนำพามาซึ่ง<br />

ความทรมานใจต่อเขา แต่เขาก็เลือกที่จะไม่เพิกเฉยต่อความเป็นจริงเหล่า<br />

นั้น เขาเชื่อในการรู้เท่าทันต่อปัญหาและข้อขัดแย้งที ่มีอยู่ซึ ่งครั้งหนึ่งเขา<br />

เคยเขียนออกมาเป็นแผนภูมิเพื่อเปรียบเทียบและแสดงให้ผมเห็นอีกต่าง<br />

หากว่าเหนือหมู่ดาวเหล่านั้นขึ้นไปก็ยังคงมีก้อนเมฆ โดยที่เหนือก้อนเมฆ<br />

เหล่านั้นขึ้นไปอีกก็ยังมีมีดดาบที่แหลมคมอยู่ และยังกำชับอีกว่า คุณมอง<br />

หาดวงดาวได้อยู่เสมอ แต่อย่าลืมว่าข้างหลังดวงดาวเหล่านั้นขึ้นไปมันก็ยัง<br />

มีก้อนเมฆ และเบื้องหลังก้อนเมฆนั่นมันก็ยังมีมีดดาบที่แหลมคมอยู่อีกที<br />

ซึ่งอันที่จริงผมคิดว่า Le Corbusier พบแล้วซึ่งความสำคัญบางประการใน<br />

การรู้เท่าทันต่อความพ่ายแพ้ ที่ Paris ระหว่างที่ทุกคนกลับมาจาก Marseilles<br />

แล้ว และกำลังรอฟังผลการประชุมกับลูกค้าจาก Le Corbusier<br />

อย่างใจจดใจจ่อ ทุกคนถามขึ้นโดยพร้อมเพรียงกันในทันทีที่เขามาถึงว่า<br />

เป็นอย่างไรบ้าง และเราได้รับมอบหมายให้ทำงานไหม เขาตอบว่า “ไม่<br />

ลูกค้าต้องการให้เราเปลี่ยนความสูงของครัว และขอให้เปลี่ยนนั่นเปลี่ยน<br />

นี่ ผมเลยตอบกลับไปว่าผมคงจะไม่เปลี่ยนอะไรใดใดทั้งสิ้น” ซึ่งเขาไม่เห็น<br />

ด้วยและได้บอกกับลูกค้าไปว่า “ตัวผมเองนั้นก็มีประสบการณ์ในการทำงาน<br />

มาแล้วถึง 25 ปี เป็นอันว่าผมขอที่จะไม่รับทำงานนี้ดีกว่า” ทุกคนถาม Le<br />

Corbusier ต่ออีกว่า แล้วเขาจะทำอย่างไรต่อไปหลังจากนี้ เขาตอบว่า สิ่ง<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

23


หนึ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอดชีวิตคือการเรียกเอาคืน<br />

จากความพ่ายแพ้ของผม ผมจะผันมันเป็นการ<br />

ทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิมอีกเป็นเท่าทวีคูณ<br />

Q: เราเห็นได้และรับรู้ได้เกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้<br />

ผ่านการที่มีข้อความในลักษณะเดียวกันดังกล่าว<br />

ติดไว้อยู่บนผนังในที่ทำางานของคุณที่เน้นยำ้ำถึง<br />

แง่มุมที่มีต่อการให้ความสำาคัญกับความเอาจริง<br />

เอาจังในการทำางาน ขอให้ช่วยขยายความเพิ่ม<br />

เติมด้วย<br />

A: จริงอยู่ คุณอาจบอกได้ว่ามันก็คงเป็นเหมือน<br />

ดั่งการประกาศเจตนารมณ์เช่นเดียวกับที่ Le<br />

Corbusier ทำ รูปที่ปรากฏอยู่ในกรอบภาพแรกที่<br />

เห็นอยู่นั้นเป็นรูป Don Quixote 3 ที่กำลังใช้หอก<br />

ต่อสู้อยู่กับกังหันลม ซึ่งมีนัยเกี่ยวข้องกับการที่<br />

คุณจะต้องมีคุณสมบัติของการมีจินตนาการเช่นนี้<br />

อยู่ในตัวของคุณเองพอสมควรในอันที่จะต่อสู้กับ<br />

การรับรู้ความเป็นจริงของผู้คนทั่วไปที่ขัดแย้งต่อ<br />

การรับรู้ความเป็นจริงของคุณ กรอบที่สองนั้นเป็น<br />

3<br />

Don Quixote ตัวละครเอกในบทวรรณกรรม<br />

อันเลื่องชื่อของประเทศสเปน The Ingenious<br />

Gentleman Don Quixote of La Mancha ที่<br />

ประพันธ์ขึ้นโดย Miguel de Cervantes<br />

Don Quixote อัศวินชั้นผู้น้อย บุรุษผู้มีบุคลิก<br />

ที่เชื่อมั่นในความเป็นเหตุเป็นผลและมีความ<br />

มุ่งมั่นในอุดมการณ์ Don Quixote ได้รับแรง<br />

บันดาลใจในการออกเดินทางเพื่อตามหาความ<br />

จริงแห่งอัศวินหลังจากที่เขาได้อ่านหนังสือ<br />

จำนวนมากที่ว่าด้วยความเป็นอัศวินในอุดมคติ<br />

เนื้อหาสำคัญของวรรณกรรมอยู่ที่การต่อสู้กับ<br />

สภาวะที ่ขัดแย้งภายในจิตใจของ Don Quixote<br />

ที่เกิดขึ้นมาระหว่างอุดมการณ์อันเป็นอุดมคติ<br />

กับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในโลกรอบตัวของเขา<br />

โดยมีภาพตามท้องเรื่องที่มักจะถูกหยิบยกขึ้น<br />

มาเป็นฉากสำคัญได้แก่ภาพที่ Don Quixote<br />

กำลังต่อกรอยู่กับกังหันลมที่เขาจินตนาการว่า<br />

มันคือยักษ์<br />

24<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


4<br />

Trojan Horse ม้าไม้ขนาดใหญ่ที่ปรากฏ<br />

ในเทพนิยายกรีก เป็นแผนกลยุทธ์ที่กองทัพกรีก<br />

ใช้ในการเข้าตีเมืองทรอย (Troy) ด้วยการละทิ้ง<br />

ยุทโธปกรณ์อันได้แก่ม้าไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้าง<br />

ขึ้นมาระหว่างสงคราม โดยแสร้งว่าได้ถอนทัพ<br />

ออกไปแล้วและทิ้งม้าไม้เอาไว้ ฝ่ายทรอยได้<br />

ทำการเคลื่อนย้ายม้าไม้เข้าไปในเมืองเพื่อเป็น<br />

สัญลักษณ์ของการมีชัยชนะในการรบ โดยหารู้<br />

ไม่ว่าทหารของฝ่ายกรีกส่วนหนึ่งได้ซ่อนตัวอยู ่ใน<br />

ม้าไม้ หลังจากนั้นทหารกรีกในม้าไม้ได้ทำการ<br />

เล็ดลอดออกมาเพื่อเปิดประตูเมืองให้ทหาร<br />

กรีกส่วนที่เหลือเข้าตีเมืองทรอยได้ในที่สุด<br />

รูปม้าโทรจัน (Trojan Hourse) 4 อันมีนัยของการมี<br />

ศักยภาพในการเป็นผู้วางกลยุทธที่สามารถเล็งเห็น<br />

ผลเลิศในการประยุกต์และการนำไปใช้ได้อย่างมี<br />

ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ส่วนกรอบ<br />

ที่สามเป็นรูปม้าเทียมเกวียนซึ่งชี้ชัดอยู่ในตัวเอง<br />

แล้วถึงการที่ต้องมีน้ำอดน้ำทนต่อการทำงานหนัก<br />

Q: จริงอยู่ที่ Le Corbusier คือผู้ที่ทรงคุณสมบัติ<br />

ครบถ้วนตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ในความเห็น<br />

ของคุณ อะไรคือองค์ประกอบที่เป็นแก่นสำาคัญ<br />

ในตัวงานของ Le Corbusier ในความเป็น<br />

สถาปนิกคนหนึ่ง<br />

A: คุณสมบัติในตัวเขามีมากมายจนยากที่จะ<br />

สรุปได้ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งคง<br />

หลีกไม่พ้นเรื่องของการมีความรู้สึกนึกคิดที่เป็น<br />

อิสระและไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือถูกพันธนาการรั้ง<br />

ไว้ด้วยหลักการใดๆ แม้แต่หลักการของตัวเขาเอง<br />

ก็ตาม เขาไม่เคยทำงานบนความคิดใดโดดๆ<br />

เพียงความคิดเดียว เขามักจะทำหน้าที่ในการ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

25


•• สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอดชีวิตคือ<br />

การเรียกเอาคืนจากความพ่ายแพ้ของผม<br />

ผมจะผันมันเป็นการทำางานให้หนักขึ้น<br />

กว่าเดิมอีกเป็นเท่าทวีคูณ ••<br />

26<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ควบคุมการผสานความคิดหลายๆ อย่างเข้ามาด้วยกัน โดยที่ทุกๆ หน่วย<br />

ในความแตกต่างเหล่านั้นต่างสนับสนุนส่งเสริมและสร้างคุณค่าซึ่งกัน<br />

และกัน เขาขยับเขยื ้อนเคลื ่อนย้ายอย่างต่อเนื่องในวิถีทางที ่ต่างกันออกไป<br />

ถึงแม้ว่ามันอาจขัดแย้งกันเองในบางครั้งด้วยซ้ำไป ครั้งหนึ ่งขณะที่ผม<br />

พร้อมด้วย Verma บริษัทวิศวกรหลักที่รับผิดชอบโครงการ Chandigarh<br />

ซึ่งกำลังทำงานกันอยู่ที่สำนักงานของ Le Corbusier แล้ว Le Corbusier<br />

ก็ถามขึ้นมาว่า โดยแท้จริงแล้วอะไรคือความจริงกันแน่แล้วเขาก็วาดเส้น<br />

ขนานขึ้นมาคู่หนึ่งที่ขนาบเส้นโค้งที่เป็นเหมือนคลื่นเอาไว้ตรงกลาง แล้ว<br />

เขาก็พูดว่า ความจริงนั้นก็คงเป็นดั่งแม่น้ำที่ไหลต่อเนื่องเปลี่ยนผันแนวทาง<br />

ในตัวของมันเองโดยที่ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวใดๆ กับแนวตลิ่งทั้งสองข้างด้วยซ้ำ<br />

คำพูดนี้แสดงนัยเกี่ยวกับความจริงในมุมมองของ Le Corbusier ว่ามัน<br />

มักจะขึ้นอยู่กับกระบวนการของการวิวัฒนาการในตัวของมันเอง<br />

ความคงเส้นคงวาไม่ใช่ประเด็นที่เขาใส่ใจ หากแต่การที่จะต้องทำงานและ<br />

รับมือกับสิ่งต่างๆ ณ สถานการณ์นั้นๆ มักเป็นประเด็นที่เขาให้ความสำคัญ<br />

อยู่เสมอ อย่างเช่นในอาคาร Mill Owners’ Association ที่มีแนวเสาของ<br />

อาคารเรียงต่อเนื่องกันมาตามปกติ แล้วจู่ๆ เขาก็ถอดเสาสองต้นสุดท้าย<br />

ออกจากแนวเพื่อที่จะใส่ผนังคอนกรีตเข้าไปแทนที่ ไม่มีใครที่ทำงานแบบ<br />

ตรงไปตรงมาจะมาทำแบบนี้กันหรอก แต่ Le Corbusier ต้องการทำให้<br />

เกิดผลทางสายตาอันเป็นสิ่งที่เขายืนหยัดมาโดยตลอด เขามักเป็นผู้ที่<br />

ผลักดันและชี้นำอยู่ตลอดเวลาถึงการให้ความสำคัญกับการคำนึงถึง<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

27


ผลกระทบที่มีอยู่ในความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเองของปัจจัยต่างๆ อัน<br />

ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการทำงานทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าว<br />

มานี้ก็คือ การรับรู้ในที่ว่างทางสถาปัตยกรรม (Sense of Space) นั่นเอง<br />

และมันก็คงเป็นวลีที่ Le Corbusier มักจะพูดถึงอยู่เสมอๆ ว่า ตัวเขาเอง<br />

ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ของการรับรู้ได้ถึงความอัศจรรย์ที่มีต่อความศรัทธา<br />

ใดๆ หากแต่เขามักจะรับรู้ได้ในเรื่องของความน่าอัศจรรย์ที ่มีอยู่ในที่ว่างซึ่ง<br />

ยากต่อการอธิบาย และมันก็คืออุดมคติของการที่ความรู้สึกดังกล่าวก่อร่าง<br />

สร้างตัวขึ้นมา และมีผลที่เอื้อให้เกิดการรับรู้ในสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้จริง<br />

มาว่ากันต่อในเรื ่องของโครงสร้าง สำหรับ Le Corbusier แล้ว โครงสร้าง<br />

ไม่ได้เป็นเพียงแค่องค์ประกอบที่แข็งทื่อตายตัว แต่มันเป็นองค์ประกอบ<br />

ที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง มีหน้าที่ ตลอดจนรวมถึงการทำงานที่โครงสร้าง<br />

นั้นๆ จะต้องสำแดงออกมา ดังนั้น เขาจึงไม่ได้โอนอ่อนผ่อนตามให้กับ<br />

ระบบใดระบบหนึ่ง แต่เลือกที่จะใช้และเลือกที่จะทำงานกับระบบหลายๆ<br />

ระบบเพื่อให้เกิดการตอบสนองต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้<br />

นั่นเป็นเพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว การที่จะทำให้เกิดระบบใดระบบหนึ่ง<br />

ขึ้นมาได้นั้น มันย่อมมีที่มาจากการรวมตัวกันภายใต้ระบบการทำงานต่างๆ<br />

หลายๆ ระบบมิใช่หรือ<br />

ความหลากหลายคือประเด็นหลักในการออกแบบของ Le Corbusier ซึ่ง<br />

มันอาจทำให้ดูแล้วไม่เข้ากัน อาจทำให้ดูแล้วแปลกตา แต่อันที่จริงมันมี<br />

28<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


5, 6<br />

Shodhan House (1951) และ Villa<br />

Savoye (1928) บ้านพักอาศัยทั้งสองหลัง<br />

ที่ออกแบบโดย Le Corbusier โดยผลงาน<br />

ทั้งสองชิ้นนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง<br />

ในเรื่องของบริบท ที่มีผลต่อการออกแบบและ<br />

การใช้งานทางสถาปัตยกรรม ด้วยนัยที่ Doshi<br />

กล่าวถึงในบทสัมภาษณ์นั้น น่าจะเป็นการ<br />

ชี้ชวนให้ผู้ฟังที่เข้ารับฟังการบรรยายของเขาใน<br />

ขณะนั้นรวมถึงผู้อ่าน ได้พิจารณาและวิเคราะห์<br />

ถึงที่มาที่ไปของการออกแบบอาคารทั้งสองหลัง<br />

อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น โดยเนื ้อหาของ<br />

Villa Savoye นั้นแทบจะเป็นตัวแทนที่สำคัญ<br />

ในการแสดงผลอันเป็นที ่มาจากหลัก 5 ประการ<br />

ที่ Le Corbusier ได้บัญญัติขึ้นมาไว้ก่อนหน้า<br />

นั้น ส่วน Shodhan House เป็นผลงานบ้านพัก<br />

อาศัยชิ้นแรกๆ ที่ออกแบบและสร้างขึ้นในพื้นที่<br />

ที่มีสภาพภูมิอากาศและวัฒนธรรมที่แตกต่าง<br />

ออกไปอย่างสิ้นเชิงจากบริบทที่ Le Corbusier<br />

คุ้นเคยและเชี่ยวชาญอยู่ก่อนแล้ว<br />

พื้นฐานของความสอดคล้องกันอยู่ในตัวมันเอง<br />

ผมยังจำได้ถึงตอนที่ผมได้มีโอกาสไปบรรยาย<br />

เกี่ยวกับ Le Corbusier ให้กับมหาวิทยาลัย<br />

ฮาร์วาร์ด (Harvard University) ในช่วงปี 1960<br />

ในการบรรยายนั้นผมได้ทำการเปรียบเทียบให้<br />

เห็นระหว่างงาน Shodhan House 5 กับงาน Villa<br />

Savoye 6 ในตอนนั้นผมได้ใส่สไลด์รูปของ Villa<br />

Savoye ให้มันกลับข้างและก็บรรยายด้วยว่านั่น<br />

คือบ้าน Shodhan House ที่กลับหัวกลับหางมัน<br />

นั้นเป็นเพราะมันคือสิ่งที่คุณสามารถรู้เห็นได้ ถ้า<br />

หากคุณได้ทำการพินิจพิเคราะห์ Villa Savoye<br />

และอาจกล่าวได้ว่า Le Corbusier ได้ทำการจับ<br />

เอามันมาตีลังกากลับไปหนึ่งรอบ หรืออีกนัยหนึ่ง<br />

มันก็เป็นการหกคะเมนเอาหัวลงยืนแทนเท้า<br />

Le Corbusier ไม่ใช่คนที่ยึดติดอยู่บนความ<br />

แน่นอนตายตัว เขามักจะผันแปรและสร้างความ<br />

แตกต่างออกไปต่างๆ นานา เขาทำงานอยู่กับ<br />

สภาวะที่ต้องอยู่บนของสองสิ่งหรือปัจจัยสอง<br />

ปัจจัยและอาจมากกว่านั้นมาโดยตลอด ดังงาน<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

29


Shodhan House (1951)


Villa Savoye (1928)


ออกแบบศาลฎีกาที่ Chandigarh เป็นต้น มันเป็นอาคารที่มีผนังขนาด<br />

ใหญ่วางเรียงตัวขนานกันเพื่อให้เกิดเป็นมุขทางเข้าหลักของอาคาร โดย<br />

แรกเริ่มเดิมทีแล้วผนังทั้งหมดจะถูกทาด้วยสีขาว แต่แล้ว Le Corbusier ก็<br />

ให้ทาสีผนังเหล่านั้นผนังละหนึ่งสีเพราะเขาต้องการให้บริเวณตรงนั้นเป็น<br />

ที่ที่สามารถเห็นได้ชัดเจนว่ามันแตกต่างจากพื ้นที่ตรงอื่นอย่างสิ้นเชิง มา<br />

ถึงขณะนี้หากใครก็ตามที่ทำแบบเดียวกันนี้ระหว่างที ่เรียนอยู่ในโรงเรียน<br />

สถาปัตยกรรมเห็นทีจะต้องสอบตกเพราะว่ามันไม่ได้เป็นแบบอย่างที่เราควร<br />

จะยึดมั่นตายตัวได้เสมอไป แต่การที่จะสร้างสรรค์ที่ว่างทางสถาปัตยกรรม<br />

ขึ้นมาสักที่หนึ่งนั้น Le Corbusier จำต้องเสียสละเอาทุกสิ่งทุกอย่างเข้า<br />

แลก และเขาก็รู้ถึงวิธีการจัดการที่จะทำอย่างไรให้งานต่างๆ สามารถ<br />

ดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงไปให้ได้ด้วยดีการที่ Le Corbusier ได้รับการ<br />

ยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักประดิษฐ์คิดค้นคนสำคัญที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค ดังจะ<br />

เห็นได้ผ่านการทำงานอีกหนึ่งงานที่ Marseilles ซึ่งขณะนั ้นอยู่ระหว่างการ<br />

ก่อสร้าง Le Corbusier ได้เข้าไปตรวจความคืบหน้าของการก่อสร้างอยู่<br />

เป็นระยะๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเมี่อเขากลับไปที่หน้างาน Bodiansky วิศวกร<br />

ที่ร่วมงานด้วยได้ทำการติดตั้งหน้าต่างเข้ากับอาคารจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว<br />

ซึ่งหน้าต่างดังกล่าวมันก็เป็นหน้าต่างไม้สี่เหลี่ยมธรรมดาทั่วไป แต่ ณ<br />

ตอนนั้น Le Corbusier อยากจะให้มันเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา แล้วก็เกิด<br />

ความคิดขึ้นทันทีในตอนนั้นว่าทำไมถึงไม่ทาสีด้านข้างของผนังกันแดด<br />

ทั้งหมดเพื่อให้เกิดการแยกความสนใจออกมาจากบานหน้าต่าง ซึ่งจาก<br />

32<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


7<br />

tromp d’ oeil คุณสมบัติของการสร้างให้เกิด<br />

การลวงตาหรือภาพลวงตาที่เกิดจากความตั้งใจ<br />

ของศิลปินที่จะออกแบบมันขึ้นมามักปรากฏอยู่<br />

ในงานศิลปะแขนงต่างๆ<br />

ตัวอย่างดังกล่าวนั้นอาจกล่าวได้เลยว่ามันเป็น<br />

วิธีการที่พยายามจะสร้างการลวงตา (tromp<br />

d’oeil) 7 ให้เกิดขึ้นนั่นเอง ซึ่ง Le Corbusier เอง<br />

มีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการนำเสนอสิ่งที่<br />

สัมพันธ์กับการรับรู้ได้ด้วยสายตาของผู้คนทั่วไป<br />

อยู่แล้ว<br />

Q: การใช้สีจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในสถาปัตย-<br />

กรรมที่ออกแบบโดย Le Corbusier<br />

A: สำหรับ Le Corbusier การใช้สีไม่ใช่สิ่งแปลก<br />

ปลอม สีถูกใช้เพื่อเพิ่มเติมให้เกิดประสบการณ์<br />

การรับรู้ที่สมบูรณ์ เขาสามารถให้สีกับผนังเพื่อก่อ<br />

ให้เกิดการเน้นคุณสมบัติเชิงที่ว่างทางสถาปัตย-<br />

กรรมให้เกิดการกำหนดขอบเขตขึ้นมาได้อย่าง<br />

ไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งการกำหนดให้มีขอบเขตที่ชัดเจน<br />

หรือการสลายคุณสมบัติเหล่านั้นออกไป ตัวอย่าง<br />

ที่เห็นได้ชัด เช่น ผนังสองผืนตรงทางเข้าบ้านของ<br />

เขาเอง ผืนหนึ่งสีเขียวจัด อีกผืนหนึ่งสีแดงจัด ซึ่ง<br />

ก็น่าประหลาดใจในความลงตัวของการผสมผสาน<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

33


ที่เขาสามารถสร้างมันขึ้นมาจนได้ คงไม่น่าจะมีสถาปนิกคนใดที่มีความ<br />

สามารถโดดเด่นด้านการให้สีได้อย่างที่ Le Corbusier ทำ<br />

Q: คุณสมบัติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอยู่อย่างไรบ้างในงานที่ Chandigarh<br />

แล้ว Le Corbusier มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเป็นอินเดียอย่างไรบ้าง<br />

เมื่อเขาไปถึงที่นั่นแรกๆ<br />

A: มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาได้ไปพบเห็นด้วยตัวของเขาเองเป็นครั้งแรก<br />

ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าสีฟ้าสดใส แสงแดดจ้า ลมที่พัดมาพร้อมกับความร้อน<br />

ระอุในตอนกลางวัน แสงจันทร์นวลผนวกกับความสวยงามยามค่ำคืนของ<br />

ภูมิประเทศในเขตร้อนชื้น ความเกรี้ยวกราดของลมมรสุม และมันก็เป็น<br />

สิ่งที่ตัวเขาเองก็เคยเปรยเอาไว้ให้ฟังแล้วครั้งหนึ่งด้วยว่างานที่เขาทำมา<br />

ตลอดนั้นค่อนข้างจะย้อนแย้งกับธรรมชาติ และตอนนี้เขาได้ตระหนักแล้ว<br />

ว่าเขาจำเป็นต้องมีวิธีการที่จะสร้างการผสานเชื่อมโยงเข้ากับธรรมชาติที่มี<br />

อยู่แล้ว Sarabhai House นับเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการรวมตัว<br />

เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติ Le Corbusier<br />

มองไปที่เส้นขอบฟ้าที่เป็นเส้นบรรจบกันระหว่างวัดอินเดียกับท้องฟ้า เขา<br />

เห็นโครงสร้างโค้ง เห็นโครงสร้างโดม เห็นเฉลียงและระเบียงแบบต่างๆ เขา<br />

ซึมซับในเสน่ห์ของจารีตที่งดงามและความสวยงามของสตรีชาวอินเดีย<br />

เขาพินิจพิเคราะห์สัตว์พื้นเมืองต่างๆ โดยเฉพาะวัวที่เขาให้ความสำคัญ<br />

34<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


เป็นพิเศษ ลักษณะของเขาวัวจึงมักจะได้รับการหยิบยกขึ้นมาใช้ในการ<br />

ทำงานของ Le Corbusier ด้วย โดยที่เขาเองก็เคยบอกว่าตื่นตาตื่นใจกับ<br />

วัวอินเดียซึ่งมีดวงตาและเขาที่สวยงามและมันก็แสนที่จะเชื่อง ในขณะที่<br />

วัวในอเมริกานั้นช่างเกรี้ยวกราดฉุนเฉียวและไม่สวยงามเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่<br />

มันก็ไม่มีเขา โดยรวมแล้วผมรู้สึกปลาบปลื้มใจที่ Le Corbusier รับรู้<br />

ตลอดจนเขาเข้าถึงและเข้าใจในอิทธิพลของวัฒนธรรมอีกวัฒนธรรมหนึ่ง<br />

ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ประกอบไปด้วยความผาสุกความดีงาม และความเห็น<br />

อกเห็นใจซึ่งกันกัน<br />

Q: สิ่งที่คุณกำาลังจะบอกนั่นคืออิทธิพลของความเป็นอินเดียที่มีผลต่อ<br />

งานของ Le Corbusier ตลอดจนถึงความเป็นสถาปนิกของเขา<br />

A: หลักๆ แล้วมันก็คือการที่ Le Corbusier มองสิ่งต่างๆ รอบตัวของเขา<br />

แตกต่างออกไปจากที่เขาเคยมองเมื่ออยู่ภายใต้สภาวะของความเป็น<br />

ตะวันตก คุณจะทำอย่างไรในเมื่อคุณอยู่ในประเทศที่ไม่ได้มีเทคโนโลยี<br />

หากแต่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีทักษะ ผู้คนที่พร้อมทางความคิด ประเทศที่อาจ<br />

ดูล้าหลังแต่ก็มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนอยู่ในที เขาเริ่มคิด<br />

ต่างออกไปถึงแนวทางการใช้วัสดุที่มีความเป็นธรรมชาติ เมื่อมาถึง<br />

Ahmedabad ในปี ค.ศ. 1951 Le Corbusier ได้เห็นเสาคอนกรีตในงาน<br />

สถาปัตยกรรมที่ Achyut Kanvinde ออกแบบให้กับ ATIRA building 8<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

35


ผมทราบว่าเขาได้ถ่ายรูปอาคารนั้นเอาไว้ด้วย<br />

และหลังจากกลับถึงปารีส เขาถึงกับกล่าวว่า<br />

ทำไมถึงไม่ใช้คอนกรีตให้ได้ในรูปแบบเดียวกัน<br />

กับที่ได้ถูกใช้เอาไว้แล้วในอาคารนั้น<br />

Q: คุณกำาลังจะบอกว่าเกิดการค้นพบวิธีการทำา<br />

คอนกรีตเปลือย (béton brut) ขึ้น ณ ตรงนี้<br />

A: อันที่จริงก็ไม่เชิงจะเป็นอย่างนั้นสักทีเดียว งาน<br />

ที่ Marseilles หลายๆ งานก็เป็นคอนกรีตเปลือย<br />

แต่ (ที่นี่) เราต้องทำแบบหล่อคอนกรีตขึ้นจาก<br />

ชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กๆ เพราะขั้นตอนของการเท<br />

และหล่อคอนกรีตนั้นทำได้ยาก Le Corbusier<br />

ก็เลยเสนอว่าทำไมไม่ใช้วิธีที่เกิดขึ้นจากการผนวก<br />

มันเข้ากับวิธีที่เราเรียกกันว่า shuttering (การ<br />

แบ่งส่วนระนาบออกเป็นหลายๆ ส่วนที่เท่าๆ กัน)<br />

อีกทั้งยังมีการใช้แบบหล่อคอนกรีตที่เป็นเหล็ก<br />

ร่วมด้วย ซึ่ง Le Corbusier เห็นว่าควรปล่อยให้<br />

เห็นตำแหน่งของหมุดจับยึดตัวแบบหล่อเพื่อ<br />

แสดงให้เห็นขั้นตอนของการทำงานและการเท<br />

8<br />

อาคารสมาคมการวิจัยสิ่งทอแห่ง Ahmedabad<br />

(ATIRA) (1951-1952) ออกแบบโดย Achyut<br />

Kanvinde (1916-2002) ผู้ที่จบการศึกษา<br />

สถาปัตยกรรมจาก Harvard University และได้<br />

รับอิทธิพลการออกแบบสถาปัตยกรรมในรูปแบบ<br />

ของ Bauhaus ผ่านทาง Gropius ผู้ซึ่งเป็นคณบดี<br />

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในช่วงระหว่างที่เขา<br />

กำลังเรียนอยู่<br />

36<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Ahmedabad Textile Industry’s Research Association (ATIRA)<br />

(1951-1952)


•• Le Corbusier ไม่ใช่คนที่ยึดติด<br />

อยู่บนความแน่นอนตายตัว เขามักจะ<br />

ผันแปรและสร้างความแตกต่างออกไป<br />

ต่างๆ นานา ทำางานอยู่กับสภาวะที่ต้อง<br />

อยู่บนของสองสิ่งหรือปัจจัยสองปัจจัย<br />

และอาจมากกว่านั้นมาโดยตลอด 38 กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล<br />

••


คอนกรีต สำหรับการทำงานในอินเดียนั้นเขาได้ให้ความสำคัญอย่างมาก<br />

กับคุณสมบัติของคอนกรีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการให้ความ<br />

สำคัญกับผิวสัมผัส งานทั้งหมดที่ทำกันที่นี่ภายใต้การคำนึงถึงคุณสมบัติที่<br />

สำคัญของการขึ้นรูป การสร้างรูปร่างรูปทรงขึ้นมาได้ในตัวเองของคอนกรีต<br />

Le Corbusier เป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับคุณสมบัติในเรื่องนี้<br />

เขาทุ่มเทเวลาให้กับรูปหล่อจำลองย่อส่วนชนิดต่างๆ ของอินเดีย เขาเคยให้<br />

ดูรูปการร่ายรำของพระกฤษณะและพระมเหสี และยังกำชับให้เห็นถึง<br />

วิธีการที่ด้านหน้าและด้านหลังของรูปจำลองถูกแสดงออกมาให้เห็นได้<br />

พร้อมๆ กันผ่านการบิดตัวของระนาบเพื่อให้ปรากฏภาพที่มีความสมบูรณ์<br />

ปมประเด็นที่จุดประกายให้กับ Le Corbusier ก็คือจะมีวิธีการอย่างไรได้<br />

บ้างที่จะทำให้เกิดมิติอีกมิติหนึ่งภายใต้ระนาบเดียวกันให้ได้ วิธีการที่ถูกใช้<br />

ในงานที่ Ahmedabad คือการทำให้วิธีการทำแบบหล่อคอนกรีตนั้น<br />

ตอบรับกับคุณสมบัติตามธรรมชาติของคอนกรีต เป็นต้นว่า ตามปกติแล้ว<br />

แบบหล่อของคอนกรีตมักถูกกำหนดให้วางแนวเรียงกันโดยอิงตามแนวตั้ง<br />

ของตัวไม้แบบเป็นหลัก แต่ในงานที่นั่น เขากำหนดให้แบบหล่อที่ทำจาก<br />

แผ่นไม้กระดานนั้นต้องถูกวางเรียงกันโดยอิงตามแนวนอนของตัวไม้แบบ<br />

แทนเพื่อที่จะทำให้เกิดเงาทอดตัวตามแนวนอน ในขณะเดียวกัน ที่ระดับ<br />

พื้นตรงส่วนฐานของอาคารต่างๆ ก็ยังคงยึดการอ้างอิงกับแนวนอนขนาน<br />

ไปกับพื้นโลก ทั้งหมดนี้ถูกทำขึ้นก็ด้วยความคิดที่ว่าระนาบของอาคารนั้น<br />

จะต้องมีมิติที่เพิ่มขึ ้นมาอีกผ่านเงาที่ตกทอดของตัวมันเอง เขาจึงค้นพบ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

39


วิธีการที่ไม่ค่อยมีใครคิดหรือทำงานกับมันอย่างจริงจัง นั่นก็คือการใช้<br />

ระนาบต่างๆ ให้เกิดมิติในวิถีทางที่ต่างออกไปจากวิธีเดิม นับได้ว่าเป็น<br />

วิธีการที่คนคนหนึ่งได้คิดค้นมันขึ้นมาโดยที่ยังไม่มีใครเคยคิดกับมันอย่าง<br />

จริงจังเช่นนี้มาก่อน<br />

มันคือความโดดเด่นเช่นเดียวกับความโดดเด่นที ่จะสามารถพบเห็นได้ใน<br />

ภาพเขียนของอินเดียซึ่งเป็นภาพเขียนที่ผู้ดูมักจะสังเกตได้ทันทีว่ามีบางสิ่ง<br />

บางอย่างที่โดดเด่นออกมาจากภาพ หรืออีกนัยหนึ่ง มันก็เป็นเช่นเดียวกับ<br />

การที่ในท่ามกลางกลุ่มวัวที่รวมตัวกันเป็นฝูงนั้น เรามักจะจับภาพวัวที่หัน<br />

หัวของมันออกมาต่างออกไปจากวัวตัวอื่นๆ ได้ชัดเจนกว่าวัวตัวอื่นๆ นั่นเอง<br />

มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความแตกต่างหรือความพิเศษที่มีอยู่ ณ จุด<br />

นั้นๆ<br />

Le Corbusier ก็เป็นเช่นเดียวกันกับความแตกต่างดังกล่าว ความแตก-<br />

ต่างเป็นประเด็นสำคัญในแง่ของการเป็นบทพิสูจน์ที่ท้าทายต่อกฎเกณฑ์<br />

ต่างๆ และความแตกต่างนี้เองที่เป็นที่มาของการตระหนักได้ว่า แบบแผน<br />

โครงสร้างการทำงานที่ตายตัวขาดความยืดหยุ่นมักจะไม่ใช่คำตอบเสมอไป<br />

ถ้าหากยังต้องการที่จะยืนกรานให้แบบแผนการทำงานดังกล่าวนั้นๆ ดำรง<br />

อยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ ด้วยตัวของมันเอง<br />

40<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: Le Corbusier รู้อะไรบ้างหรือไม่เกี่ยวกับปรัชญาอินเดีย มาถึงตอนนี้<br />

ที่คุยกันอยู่มันมีสาระสำาคัญมากมายหลายประการที่ถูกเกี่ยวโยงเข้ากับ<br />

เรื่องปรัชญาต่างๆ ของอินเดีย เป็นต้นว่าเรื่องของสัญญะที่เกี่ยวกับกงล้อ<br />

(วัฏจักร)<br />

A: ผมไม่รู้เลย แต่คาดว่าก็มีความเป็นไปได้ที่ Le Corbusier จะได้อ่าน<br />

ปรัชญาฮินดูรวมถึงความคิดอื่นๆ มาบ้าง โดยพื้นฐานแล้วคนที่มีความเป็น<br />

นักปรัชญาอยู่ในตัวเองอยู่แล้วก็คงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องมานั่ง<br />

ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาหรือความเชื่อต่างๆ ใหม่อีก คนเหล่านั้นรับรู้สิ่ง<br />

ต่างๆ และเข้าถึงสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้จากการที่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ใน<br />

สภาวะแวดล้อมรอบๆ ตัว คนเหล่านั้นย่อมซึมซับสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวได้ผ่าน<br />

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว ผ่านสัญชาตญาณ โดยส่วนมากแล้วมัน<br />

ก็คือการที่คนเหล่านั้นทำงานโดยสัญชาตญานของเขานั่นเอง<br />

Q: มาว่ากันต่อด้วยเรื่องของประติมากรรม Open Hand ที่คนทั่วไปมัก<br />

จะผูกโยงเนื้อหาของมันเข้ากับพระหัตถ์ของพระคริสต์และพระหัตถ์ของ<br />

พระพุทธเจ้า ประติมากรรม Open Hand มีความหมายอะไรในเชิง<br />

จิตวิญญาณบ้างไหม<br />

A: ผมก็ไม่รู้อยู่ดี แต่มันก็มีความเป็นไปได้อีกเช่นกัน Le Corbusier นั้น<br />

ออกจะเป็นคนที่เก็บงำความรู้สึกมากและไม่แสดงออกใดๆ ต่อให้เขาเป็น<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

41


บุคคลที่เชื่อมั่นในศาสนา เขาก็ไม่มีทางยอมรับออกมาตรงๆ ว่าเขาเป็น ผม<br />

ว่าคนที่มีภาวะของการเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว<br />

นั้นก็มักจะมีแนวโน้มที่มีความซับซ้อนในตัวเองอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น<br />

Buckminster Fuller มีครั้งหนึ่งที่เขาทำงานร่วมกับผู้รับเหมาอยู่ที่ฟลอริดา<br />

(Florida) ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้างโดมที่เขาออกแบบ แล้ว Bucky ก็พูด<br />

กับผู้รับเหมาว่าเราคงต้องหาอาคารสำนักงานที่มีผังพื้นประมาณแบบนี้<br />

พร้อมวาดรูปผังพื้นของอาคารที่มีชั้นใต้ดินขึ้นมาหลังหนึ่งให้ผู้รับเหมาดู<br />

เมื่อผู้รับเหมาเห็นแล้วจึงตอบกลับไปว่าคงจะไม่มีทางหาอาคารแบบนี้<br />

ที่นี่ได้หรอก เนื่องจากระดับน้ำใต้ดินที่นี่มันสูงมาก Bucky ตอบว่า จริงหรือ<br />

งั้นเราลองออกไปหาดูกัน แล้วเขาก็เริ่มขับรถไปเรื่อยๆ ไปรอบๆ เมืองโดยที่<br />

Bucky ก็มองไปตามยอดของต้นไม้อยู่ตลอดเวลาแล้วก็คอยบอกทางให้<br />

ขับตรงไปบ้าง เลี้ยวซ้ายบ้าง เลี้ยวขวาบ้าง หลังจากผ่านไปได้สิบนาที พวก<br />

เขาก็มาถึงบ้านหลังหนึ่ง แล้ว Bucky ก็บอกให้หยุดรถที่บ้านหลังนั้นโดยขอ<br />

ให้ผู้รับเหมาลองเข้าไปถามดู ผู้รับเหมาตรงเข้าไปถามดัวยความลังเล<br />

เนื่องจากไม่มีป้ายประกาศขายบ้านใดๆ ทั้งสิ้น และเขาก็ได้รับคำตอบจาก<br />

เจ้าของบ้านว่ากำลังคิดจะขายบ้านหลังนั้นอยู่พอดี ผู้รับเหมาก็เลยขอดู<br />

ผังพื้นของบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งก็น่าประหลาดใจที่บ้านหลังนั้นมีผังพื้น<br />

รวมถึงชั้นใต้ดินที่แทบจะเหมือนกันทุกประการกับบ้านหลังที่ Bucky ได้<br />

วาดให้เขาดูก่อนหน้านั้น<br />

Amber Palace<br />

ขอขอบคุณ<br />

‘ต้นเตย’ ศิระ อนามวงศ์<br />

ผู้เอื้อเฟื้อภาพถ่าย<br />

42<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


9<br />

Amber Palace ตั้งอยู่ ณ เมืองชัยปุระ<br />

(Jaipur) มีการใช้ทางลาดอยู่บนพื้นชั้นหลังคา<br />

เพื่อการเดินเชื่อมต่อระหว่างระดับชั้นพื้นของ<br />

หลังคาดาดฟ้าที่แตกต่างกัน<br />

10 Mandu เมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์<br />

ยาวนานนับย้อนกลับไปได้ถึงในคริสต์ศตวรรษ<br />

ที่ 6 ตัวเมืองได้รับการออกแบบในลักษณะของ<br />

การเป็นเมืองป้อมปราการ อยู่ในรัฐมัธยประเทศ<br />

ทางตอนกลางของประเทศอินเดีย ในช่วงระหว่าง<br />

ที่มีผลงานออกแบบในอินเดียทั้ง Le Corbusier<br />

และ Louis Kahn ได้มีโอกาสเดินทางไป<br />

ทัศนศึกษาสถาปัตยกรรมในประเทศอินเดียแต่<br />

ก็ไม่ได้มากนัก เนื ่องจากทั้งสองมักใช้เวลาอยู่ใน<br />

ประเทศอินเดียในแต่ละครั ้งไม่นานมากนัก<br />

ผลงานออกแบบที่มีแบบแผนที่ใกล้เคียงกับ<br />

อาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ<br />

น่าจะเป็นผลของการเรียนรู้ศึกษาและทำความ<br />

เข้าใจในเชิงประวัติศาสตร์และรูปแบบทาง<br />

สถาปัตยกรรมที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ในการ<br />

ศึกษาสถาปัตยกรรม แต่ด้วยวิธีการทำงานและ<br />

การคลี่คลายในการออกแบบสถาปัตยกรรมของ<br />

คนทั้งคู่นั้น ได้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจอย่าง<br />

ถ่องแท้ในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่แสดง-<br />

ออกผ่านผลงานอันเป็นที่ประจักษ์เมื่อผลงาน<br />

ต่างๆ เหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์<br />

Q: Bucky เป็นคนที่มีญาณพิเศษหรือ<br />

A: ใช่แล้ว และด้วยเหตุนี้ ผมจึงเชื่อว่าบุคคล<br />

เหล่านี้เป็นบุคคลที่ราวกับว่าพวกเขาเหล่านี้ล้วน<br />

มีอุปกรณ์รับส่งสัญญาณที่มีความแม่นยำและ<br />

สมบูรณ์แบบในแบบเฉพาะตัวของตัวเองในแต่ละ<br />

คน มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ทางลาดใน Shodhan<br />

House ที่ Le Corbusier นั่งออกแบบอยู่<br />

ที่ปารีสจะเหมือนกับทางลาดที่มีอยู่ในพระราชวัง<br />

Amber Palace ที่ชัยปุระ (Jaipur) 9 ราวกับจับวาง<br />

ทั้งๆ ที่ Le Corbusier ก็ไม่เคยเห็นทางลาดนั้นมา<br />

ก่อน และจะเป็นไปได้อย่างไรที่แบบแผนวิธีการ<br />

ออกแบบหอพักที่ Louis Kahn ออกแบบเอาไว้ที่<br />

Ahmedabad จะมีส่วนใกล้เคียงอย่างมากกับ<br />

อาคารในเมือง Mandu 10 ที ่ผมเอาให้เขาดูในภาย<br />

หลัง และก็ได้สร้างความประหลาดใจอย่างมาก<br />

ให้กับ Louis Kahn ด้วยเหตุผลดังกล่าว บุคคล<br />

เหล่านี้จึงไม่ได้เป็นผู้ที่มีญาณวิเศษที ่สามารถ<br />

หยั่งรู้ในสิ่งต่างๆ ได้แต่ประการใด หากแต่เมื่อ<br />

มาถึงระดับหนึ่งแล้วมันเป็นเรื่องของความคิด<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

43


Mandu<br />

สร้างสรรค์ ณ ระดับที่สัญชาตญาณของบุคคลเหล่านี้ถูกผันให้เป็นการ<br />

ทำงานที่มีผลตอบรับกับทุกๆ สภาวะแวดล้อมในทุกหนทุกแห่งและต่อผู้คน<br />

ทั้งมวล<br />

Q: จากที่ได้กล่าวมา มักทำาให้เกิดคำาถามเกี่ยวกับ Le Corbusier ตรง<br />

ที่ว่าด้วยความคิดอันมักจะเป็นคู่ตรงข้ามกับอารมณ์และสัญชาตญาณ<br />

Le Corbusier ได้เคยพูดเอาไว้ว่าวัตถุประสงค์ของสถาปัตยกรรมนั้นก็เพื่อ<br />

การกระตุ้นให้เกิดการรับรู้<br />

A: สำหรับ Le Corbusier แล้วแทบจะไม่มีข้อกังขาเลยว่าปัจจัยที่เป็น<br />

สาเหตุหลักของการกระตุ้นก็คือสัญชาตญาณ เขาไม่เคยมีแผนการทำงาน<br />

ใดๆ ที่ถูกวางเอาไว้อยู่ก่อนแล้วในหัว เขาเคยบอกเล่ากับผมผ่านภาพเขียน<br />

ของเขาว่า เมื่อเขาเริ ่มลงมือทำงานมันเป็นสีน้ำเงิน แต่เมื่อถึงเวลาที่งาน<br />

เสร็จ มันเป็นสีเขียว และเขาก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และก็อีกที่ว่า<br />

ทำไมเขาถึงเลือกหอทำความเย็น (Cooling Tower) ของโรงไฟฟ้า Sabarmati<br />

มาเป็นต้นแบบให้กับอาคารที่ประชุมสภา (Assembly Building) ในเมือง<br />

Chandigarh ซึ่งอยู่นอกเหนือความคาดหมาย อีกทั้งคงไม่มีผู้ใดคิดฝันที่จะ<br />

ทำแบบนั้นมาก่อน แต่สำหรับ Le Corbusier มันเป็นสัญลักษณ์ที่เยี่ยม-<br />

ยอดของวันพรุ่งนี้ ของอนาคต ของความมุ่งมาดปรารถนา และเป็นรูปธรรม<br />

ของแรงขับเคลื่อนขนาดมหึมา สิ่งเหล่านี้นับเป็นระบบการทำงานภายใต้<br />

44<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


แรงดลใจของเขาเอง ประกอบกับความเฉียบแหลมที่เกิดจากความเข้าใจ<br />

อย่างถ่องแท้ซึ่งนับได้ว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกอยู่ในความเป็นตัวของ Le Corbusier<br />

เอง และนี่ก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำเมื่อต้องพบเจอกับอุปสรรค เมื่อตกอยู่<br />

ในสภาวะที่เคว้งคว้างและสภาวะที่มีความกดดันยากเย็นแสนเข็ญในการ<br />

คิดและการทำงาน จริงๆ แล้วมันอาจดูเป็นการย้อนแย้งอยู่ในทีจากการที่<br />

เขาเริ่มต้นทำงานจากการยึดติดกับภาพใดภาพหนึ่งแล้วค่อยๆ พยายาม<br />

ที่จะคลี่คลายไล่เรียงลงไปในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น<br />

Q: ความเชื่อมโยงระหว่างหอทำาความเย็นกับที่ประชุมสภา มันเป็นเช่น<br />

นั้นจริงหรือ<br />

A: ผมขอยืนยันว่าเป็นความจริง เวลานั้นผมอยู่ที่ Ahmedabad และก็<br />

ทราบว่า Le Corbusier ได้ไปที่หอทำความเย็นในช่วงเวลากลางคืน หอ<br />

ทำความเย็นเหล่านั้นมีคุณลักษณะพิเศษบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกชื่นชอบ<br />

มันมากจนถึงขั้นที่เขาต้องหยิบไม้สองท่อนมาเคาะกันเพื่อทดสอบและจด<br />

บันทึกเกี่ยวกับคุณสมบัติของเสียงสะท้อน ทั้งในแง่ของการได้ยินและการ<br />

ควบคุมเสียง และจากการที่เขาต้องอยู่ในนั้นเป็นเวลานาน จึงเป็นสาเหตุ<br />

ที่ทำให้เกิดผลลุกลามจนถึงขั้นกลายเป็นวัณโรคเมื่อเขาเดินทางกลับไป<br />

ถึงปารีส<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

45


Q: จากที่ได้กล่าวมาแล้ว ทำาให้เกิดคำาถามสำาคัญเกี่ยวกับโครงการที่ Chandigarh<br />

ซึ่งอันที่จริงน่าจะเข้ามาสู่ประเด็นนี้ได้ตั้งนานแล้ว เมื่อคุณได้พบ<br />

และเริ่มทำางานกับ Le Corbusier นั้นเขาได้ทำาการออกแบบโครงการนี้<br />

ไปก่อนหน้าแล้ว คุณทราบหรือไม่ว่าเขาเริ่มต้นการทำางานอย่างไรสำาหรับ<br />

โครงการสร้างเมือง Chandigarh<br />

A: เมื่อใดก็ตามที่ Le Corbusier เริ่มต้นทำงาน เขาจะเริ่มต้นด้วยการ<br />

เดินทางไปยังสถานที่ก่อสร้างจริง ไปเพื่อให้รับรู้ถึงความรู้สึกจริงๆ ให้ได้ว่า<br />

ณ ที่ตั้งโครงการนั้นๆ มันมีคุณลักษณะเป็นอย่างไร ถ้าเริ่มทำงานโดย<br />

ปราศจากกระบวนการนี้แล้วก็คงจะไม่มีทางแม้แต่จะเริ่มต้นลงมือเขียน<br />

อะไรขึ้นมาได้ เมื่อมาถึง Chandigarh สิ่งแรกที่ Le Corbusier ทำก็คือ<br />

การ sketch รูปของเทือกเขาหิมาลัย บอกได้เลยว่ามันทำให้เขารู้สึกต้อง<br />

ยอมสยบต่อความเป็นเทือกเขาหิมาลัยที่นอกจากความเป็นเทือกเขาแล้ว<br />

ยังตามมาด้วยผืนดินเวิ้งว้างที่มีเพียงแค่ต้นมะม่วงสองสามต้น และสิ่งที่<br />

สำคัญถัดมานั่นก็คือวัว วัวอินเดียที่มีเขาคู่ใหญ่ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นงานแรกๆ<br />

แล้วที่ผมรู้สึกได้เลยว่า Le Corbusier เริ่มต้นที่จะมองความเป็นเมืองใน<br />

ฐานะการเป็นส่วนหนึ่งที่คำนึงถึงความสำคัญของความเป็นเทือกเขาหิมาลัย<br />

และผมก็ยังจำได้อีกว่า ในตอนนั้น Giedion 11 นักประวัติศาสตร์สถาปัตย-<br />

กรรมที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีได้ส่งข้อความถึง Le Corbusier ว่า คุณ<br />

เป็นคนที่มักจะพูดและให้ความสำคัญมากๆ กับความเป็น Piazza San<br />

Marco 12 แล้วนึกอย่างไรถึงอาจหาญที่จะไปออกแบบและจัดวางผังอาคาร<br />

46<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


11 Sigfried Giedion (1888-1968) นัก<br />

ประวัติศาสตร์ นักศิลปะและทฤษฎีสถาปัตย-<br />

กรรมชาวโบฮีเมียนที่ภายหลังได้รับสัญชาติสวิส<br />

Giedion เป็นหนึ่งในนักทฤษฎีคนสำคัญที่มี<br />

ผลงานการวิพากย์สถาปัตยกรรมในวาระต่างๆ<br />

เป็นบุคคลผู้ที่ให้ความสำคัญต่อการศึกษา<br />

ประวัติศาสตร์ในแง่ของเทคโนโลยีรวมถึงกลไก<br />

ในประวัติศาสตร์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติ-<br />

ศาสตร์ของความเคลื ่อนไหวภายใต้แนวคิด<br />

นวนิยม modernism) อันมีผลต่อสถาปัตยกรรม<br />

Giedion รับหน้าที่เป็นเลขาธิการคนแรกให้กับ<br />

CIAM (Congrès Internationaux d’Architec-<br />

ture Moderne) Geidion เป็นบุคคลผู้ที ่มีความ<br />

คุ้นเคยกันเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วกับ Le Corbusier<br />

ผ่านการทำงานร่วมกันใน CIAM จึง<br />

เป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจในการทัดทาน<br />

Le Corbusier เกี่ยวกับการตอบรับให้เข้าไปทำ<br />

หน้าที่สถาปนิกหลักของโครงการ Chandigarh<br />

Giedion มีผลงานสำคัญได้แก่หนังสือ Space,<br />

Time and Architecture<br />

http://transculturalmodernism.org/<br />

article/227<br />

12 Piazza San Marco, Venice, Italy<br />

Sigfried Giedion หยิบยกเอา Piazza San<br />

Marco ขึ้นมาเป็นตัวแทนของการที่ Le Corbusier<br />

มักจะให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะ<br />

ที่มีลักษณะการใช้งานในรูปแบบเดียวกับจัตุรัส<br />

ที่มีอยู่ตามเมืองต่างๆ ในทวีปยุโรปอยู่เสมอๆ<br />

เมื ่อเขาทำการออกแบบวางผังตั้งแต่ในระดับที่<br />

เป็นโครงการการออกแบบวางผังเมืองขนาดใหญ่<br />

ไล่เรียงจนลงมาถึงโครงการออกแบบและวางผัง<br />

ในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งนับเป็นการออกแบบที่<br />

อยู่ในบริบทและสิ่งแวดล้อมที่หมายรวมไปจนถึง<br />

มิติทางสังคมและวัฒนธรรมที่ Le Cosbusier<br />

คุ้นเคยเป็นอย่างดี<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

47


ที่ต้องตั้งอยู่ในที่ซึ่งแสนจะห่างไกล ไกลออกไปในสภาพอากาศที่มีแต่<br />

ความร้อนอยู่ตลอดเวลา คำตอบของ Le Corbusier ก็คือ ถูกต้องตามที่<br />

Giedion ว่า แต่เขากำลังทำทั้งหมดนี้ให้เป็นเสมือนกับวัตถุที่วางประจัน<br />

หน้ากับฉากหลังที่เป็นเทือกเขา Le Corbusier ยังบอกต่ออีกว่า นี่คือความ<br />

คิดเห็นของเขาที่ว่าด้วยเรื่องของที่ว่างทางสถาปัตยกรรมในศตวรรษที่ 20<br />

(notion of space in the 20 th Century)<br />

Q: มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นมาอย่างมากมายเกี่ยวกับ Chandigarh ในความ<br />

เป็นจริงแล้วมีอะไรบ้างที่ Le Corbusier ได้เข้าไปมีส่วนร่วมและมีส่วน<br />

ร่วมขนาดไหน<br />

A: เราคงต้องมาสร้างความกระจ่างกันแลัว สิ่งที่ Le Corbusier ให้ความ<br />

สำคัญเป็นอย่างมากนั้นคือ ผังหลัก (the Master Plan) กลุ่มอาคารหลัก<br />

(the Capitol Complex) อันประกอบไปด้วยอาคารที่สำคัญทั้ง 4 อาคาร<br />

แล้วก็ศูนย์กลางของเมืองและส่วนต่างๆ ที่อยู่ในเขตที่ 17 ของเมือง มันดู<br />

ออกจะประหลาดแกมเหน็บแนมอยู่ในทีที่สถาปนิกผู้ซึ่งพยายามบอกกล่าว<br />

ให้ผู้คนรับรู้ถึงหลักการสำคัญที่มีอยู่ในการออกแบบ Unité d’Habitation 13<br />

กลับไม่ไดัรับมอบหมายให้ออกแบบกลุ่มอาคารในส่วนที่เป็นอาคารพักอาศัย<br />

Le Corbusier บอกว่าเนื่องจากในเวลานั้น Maxwell Fry และ Jane<br />

Drew 14 ได้แสดงเจตจำนงที่จะออกแบบกลุ่มอาคารดังกล่าว และเขาเอง<br />

ก็ไม่อยากที ่จะเข้าไปก้าวก่ายแล้วทำให้เกิดปัญหาตามมา ต้องไม่ลืมว่า<br />

48<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


13 Unité d’Habitation อาคารชุดพักอาศัยที่<br />

ออกแบบโดย Le Corbusier Unité d’Habitation<br />

มีอยู่สองที่คือที่ Marseilles และที่ Berlin Le<br />

Corbusier พยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่<br />

ของการอยู่อาศัยในอาคารสูงที่มีความหนาแน่น<br />

ต่อพื้นที่ดินสูงขึ้นโดยพยายามคงไว้ซึ่งความ<br />

สัมพันธ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างคนกับ<br />

เมือง ผ่านการออกแบบห้องชุดพักอาศัยแบบ<br />

สองชั้นที่เป็นเสมือนบ้านพักอาศัยที่มาเรียงตัว<br />

อยู่รวมกันในอาคาร รวมถึงความพยายามใน<br />

การมีส่วนพาณิชยกรรมที่ถูกเรียกว่า Urban<br />

Corridor อยู่ภายในตัวอาคารรวมถึงการมีส่วน<br />

สาธารณูปการ ได้แก่ ส่วนรับเลี้ยงเด็กปฐมวัย<br />

อยู่ที่ดาดฟ้าของอาคาร ส่วนพักผ่อนและออก<br />

กำลังกาย เป็นต้น<br />

14 Maxwell Fry, Jane Drew จากบทสนทนา<br />

มีการกล่าวถึงสถาปนิกสองท่านที่มีส่วนร่วม<br />

และมีบทบาทในการออกแบบสถาปัตยกรรม<br />

ภายใต้โครงการสร้างเมือง Chandigarh<br />

Maxwell Fry และ Jane Drew คู่สามีภรรยา<br />

ชาวอังกฤษที่เป็นทั้งสถาปนิกและนักออกแบบ<br />

วางผังเมือง ผลงานออกแบบของทั ้งคู่เป็นที่รู้จัก<br />

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ใน<br />

ช่วงทศวรรษ 1950’s ทั้งคู่ได้รับการทาบทามให้<br />

เข้าร่วมทำงานกับทีมสถาปนิกต่างๆ ที่มีทั้ง Le<br />

Corbusier และ Pierre Jeanneret (ผู้เป็นลูกพี่<br />

ลูกน้องของ Le Corbusier) เป็นต้น ภายใต้<br />

โครงการการสร้างเมือง Chandigarh เมืองหลวง<br />

ของรัฐปัญจาบขึ้นมา อันเป็นโครงการที่มีความ<br />

ท้าทายความสามารถเป็นอย่างมาก 3 ปีที่ร่วม<br />

งานกับ Le Corbusier โดยเฉพาะอย่างยิ่ง<br />

Pierre Jeanneret ผู้รับหน้าที่หลักในการทำงาน<br />

อยู่ที่เมือง Chandigarh Fry และ Drew ได้ร่วม<br />

ออกแบบอาคารในเมือง Chandigarh เป็น<br />

จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารเคหะ-<br />

สงเคราะห์ ที่ทั้งคู่มีประสบการณ์ในการ<br />

ออกแบบมาก่อนหน้านี้แล้วหลายโครงการ<br />

ในประเทศอังกฤษ อาคารโรงพยาบาลและ<br />

สถานพยาบาลต่างๆ อาคารเรียนสำหรับวิทยาลัย<br />

และมหาวิทยาลัย เป็นต้น<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

49


Chandigarh Capitol Complex


Le Corbusier มีเวลาให้ที่ Chandigarh เพียงแค่<br />

สองเดือนในหนึ่งปีเท่านั้น ในขณะที่สถาปนิกคน<br />

อื่นจะอยู่ประจำที่นั่นกันตลอดเวลา<br />

Q: Le Corbusier เองก็ต้องการที่จะออกแบบกลุ่ม<br />

อาคารพักอาศัย<br />

A: แน่นอน ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับ<br />

เขาในตอนที่เขาทำการออกแบบให้กับโครงการ<br />

Péon House 15 Le Corbusier ยังเคยเขียนเอา<br />

ไว้ที่ไหนสักแห่งเลยด้วยซ้ำว่า เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว<br />

งาน Péon House ได้ชี้ให้เห็นถึงการดำรงเอาไว้<br />

ซึ่งพื้นฐานของการอยู่อาศัยที่ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม<br />

สุดๆ และนับจากนี้ไป เจ้าของบ้าน (ผู้แปล: ‘he’<br />

ในที่นี้แปลตามนัยที ่มีอยู่ในบทสนทนา) จะมี<br />

ความเป็นอยู่ที่ผ่านการออกแบบวางแผนและ<br />

สร้างขึ้นมาด้วย<br />

ความตั้งใจและการเอาใจใส่อย่างเหลือล้นเฉกเช่น<br />

เดียวกับการออกแบบคฤหาสน์ของผู้มีฐานะใน<br />

สังคม<br />

15 Péon House โครงการ Maison des Péons<br />

ที่เมือง Chandigarh ประเทศอินเดียเป็นโครงการ<br />

เคหะสงเคราะห์ที่ถูกคิดและถูกออกแบบขึ้นใน<br />

ช่วงระหว่างปี 1950-1965 ที่ได้รับการจัดสรร<br />

ขึ้นสำหรับแต่ละครอบครัวของผู้ใช้แรงงานที่มี<br />

รายได้น้อยหรือด้อยโอกาสในสังคม ในหนึ่ง<br />

หน่วยซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านแฝดมีรูปแบบของ<br />

การทำงานอยู่บนพื้นที่ขนาด 1200 ตารางฟุต<br />

ที่เกิดจากผนังสี่ผืน ได้แก่ ผนังด้านหลังบ้าน<br />

ผนังด้านข้างทั้งสองข้างของบ้านแฝด และผนัง<br />

ที่คั่นกลาง และได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์-<br />

ประกอบพื้นฐานที่สร้างให้เกิดความเป็นบ้าน<br />

ขึ้นมา กำหนดให้เกิดที่ว่างที ่มีทั้งที่ว่างที่ถูกปิด<br />

ล้อม กึ่งเปิดกึ่งปิดอยู่ใต้ร่มเงา เปิดโล่ง ประกอบ<br />

ไปด้วยส่วนต่อเชื่อมกับถนนภายนอก โดยมี<br />

คุณสมบัติและหลักการพื้นฐานสำคัญที่ไม่<br />

แตกต่างไปจากหลักการที่ใช้ในการออกแบบ<br />

อาคารพักอาศัยรวมขนาดใหญ่ เช่น Unité d’<br />

Habitation ที ่ Marseilles และนับเป็นวิธีการ<br />

ใหม่ที่ถูกนำเอามาใช้ในการออกแบบบ้านที่มี<br />

ลักษณะเป็นโครงการเชิงเคหะการดังกล่าว<br />

http://www.fondationlecorbusier.fr/<br />

corbuweb/morpheus.aspx?sysId=13&<br />

IrisObjectId=5963&sysLanguage=en-en&<br />

itemPos=102&itemSort=en-en_sort_<br />

string1%20&itemCount=216&sysParent<br />

Name=&sysParentId=65<br />

52<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: แล้วถ้าว่ากันด้วยเรื่องของการกำาหนดขอบเขตที่เกิดขึ้นมาผ่านวัฒน-<br />

ธรรมของการแบ่งชั้นวรรณะ<br />

A: เรื่องเหล่านี้ท่านเลขาธิการแห่งรัฐปัญจาบ (Mr.Thapar) เองได้เป็นผู้ที่<br />

ให้ข้อมูลสำคัญต่างๆ ด้วยตนเอง อีกทั้งยังได้ให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ซึ่งทั้ง<br />

Fry และ Drew ก็ปฏิบัติตามนั้น แต่ Le Corbusier ได้บอกกับผมว่าเรื่องนี้<br />

เป็นเรื่องที่เกิดจากการตัดสินใจอย่างเป็นทางการซึ่งเขาไม่เห็นด้วย ถึงตอน<br />

นี้ผมกำลังจะบอกว่าถ้า Le Corbusier ได้รับการมอบหมายให้ออกแบบ<br />

กลุ่มอาคารพักอาศัยในตอนนั้นอาคารเหล่านั้นจะมีคุณสมบัติแตกต่าง<br />

ออกไปจากที่เป็นอยู่แน่ๆ<br />

Q: แล้วในแง่มุมเกี่ยวกับประเด็นที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อโต้แย้ง<br />

เกี่ยวกับ Chandigarhในเรื่องของการที่ไม่มีพื้นที่ของตลาดเปิดกลาง<br />

เมือง (bazaars) นั้นเป็นอย่างไร<br />

A: ลองสังเกตดูดีๆ ครับว่าตัว Le Corbusier เองนั้นโดยลึกๆ แล้วเป็นผู้ที่มี<br />

ความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ในตัวเอง เขาเป็นผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของ<br />

สถานที่ต่างๆ เป็นต้นว่า Casbah ใน Morocco และผมก็ได้เห็นแบบร่าง<br />

ต่างๆ ของ Chandigarh ที่ประกอบไปด้วยถนนการค้าสายต่างๆ ที่มุ่งหน้า<br />

ไปสู่พื้นที่เปิดโล่ง นอกจากนี้เขายังได้เขียนระบุเอาไว้อย่างชัดเจนเลยว่า<br />

ตลาดเปิดกลางเมืองแบบอินเดีย (The Indian Bazaar) แต่แบบร่างเหล่านั้น<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

53


ไม่ได้ถูกเก็บไว้และก็สูญหายไปหมดแล้ว ซึ่งผมก็ได้แต่นึกขึ้นมา ณ ขณะนี้<br />

ว่าในตอนนั้นผมน่าจะเก็บแบบเหล่านั้นไว้<br />

Q: ถ้าเช่นนั้นมันก็ดูจะไม่ยุติธรรมถ้าจะโทษเรื่องความไม่สมบูรณ์ต่างๆ<br />

ในงาน Chandigarh ว่าเป็นเพราะ Le Corbusier<br />

A: มันไม่ยุติธรรมแน่ๆ จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราเดินไปด้วยกันในบริเวณ<br />

ศาลฎีกาซึ่งตอนนั้นพื้นที่ดังกล่าวยังแทบจะไม่มีอะไรเลย และผมก็พูดกับ<br />

Le Corbusier โดยชวนให้เขามาลองนึกดูว่าถ้าเกิดมีอาคารที่ได้รับการ<br />

ออกแบบมาอย่างดีและได้รับการก่อสร้างขึ้นมา ณ ที่ตรงนี้ แล้วเราลองมา<br />

มองดูไปรอบๆ กันดีกว่าว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นแถวนี ้บ้าง ซึ่งขณะนั้นผม<br />

กำลังพาดพิงถึงงานของ Fry และ Drew แล้ว Le Corbusier ก็ตอบผม<br />

กลับมาว่า เขารู้แล้วและไม่ต้องเป็นห่วง เขาคิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องสร้าง<br />

เนินดินขึ้นมาตรงบริเวณนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องสังเกตเห็นอาคารเหล่านั้น และ<br />

พื้นที่ตรงนี้ก็จะสมบูรณ์แบบได้ในตัวของมันเองด้วยตัวของมันเอง<br />

Q: ดังนั้นเขากำาลังทำาการแยกส่วนที่แสดงความเป็นงานของเขาออกจาก<br />

ส่วนที่เหลือของโครงการ Chandigarh<br />

A: และนั่นคือสิ่งที่ผมกำลังบอกอยู่เลยว่าเขากำลังสร้างพื้นที่ที่ตัดขาด<br />

ออกจากส่วนอื่นๆ ขึ้นมาสำหรับความเป็นตัวของเขาเอง ในครั้งถัดมาที่ผม<br />

54<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


เดินทางไปตรวจงานที่ Chandigarh นั้น เนินดินขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง<br />

ก็ได้ถูกทำขึ้นมาแล้ว Le Corbusier มิได้มีข้อตำหนิติเตียนใดๆ เพียงแต่<br />

เขาได้หาหนทางที่จะเน้นย้ำให้เห็นถึงพื้นที่ที่สามารถแสดงความเป็นตัวตน<br />

ของเขาเองให้เห็นขึ้นมาจนเป็นที่ประจักษ์ชัดมากยิ่งขึ้น ตามที่ผมได้บอก<br />

อยู่เสมอๆ ว่าเขามีความเป็นนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่อยู่ในตัวเอง และเมื่อใด<br />

ก็ตามที่เกิดปัญหาเขาจะคิดค้นหาแนวทางในการแก้ไขอย่างสมเหตุสมผล<br />

เพื่อตอบคำถามต่อปมปัญหาเหล่านั้นอยู่เสมอ และเมื่อใดก็ตามที่สิ่งต่างๆ<br />

ไม่ได้ทำงานตามที่มันสมควรจะเป็น เขาก็จะทำการเปลี่ยนแปลงมัน ถ้า<br />

ที่ตั้งโครงการมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ เขาก็จะทำการบดบังมัน<br />

เอาไว้ เขามักจะเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดการถ่วงดุลผ่านการแก้ปัญหาในรูปแบบ<br />

ต่างๆ อยู่เสมอ<br />

Q: ถ้าเช่นนั้นคุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับโครงการ Chandigarh<br />

A: ผมเห็นว่าตัว Capitol Complex สมควรที่จะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวใน<br />

เชิงสถาปัตยกรรมที่สามารถรับรู้เและเข้าใจได้ การวางตำแหน่งของอาคาร<br />

ที่ประชุมสมัชชา (The Assembly) กับอาคารศาลฎีกา (The High Court)<br />

เพื่อให้เกิดการเทียบเคียงกันนั้น ก็เพื่อที่จะบอกว่าฝ่ายตุลาการต้องมีความ<br />

เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ดังนั้นที่ Chandigarh จึงมีฝ่ายตุลาการที่มีความ<br />

เป็นอิสระรวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติก็มีความเป็นอิสระเช่นกัน และ ณ ที่ว่าง<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

55


ระหว่างฝ่ายตุลาการกับฝ่ายนิติบัญญัติก็เป็นที่ตั้งของที่ทำการฝ่ายบริหาร<br />

(The Governor’s Palace) จะเห็นได้ว่าความเชื่อมโยงระหว่างส่วนสำคัญ<br />

ทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ของการมีส่วนร่วม<br />

ในการปกครองจากภาคประชาชน และก็มีประติมากรรม Open Hand อัน<br />

เป็นสัญญลักษณ์ของการสนับสนุนให้เกิดการเปิดตัวเองออกสู่สังคมโลก<br />

ทั้งในแง่ของการให้และการรับ ภาพรวมแนวความคิดทั้งหมดนั้นจึงเป็น<br />

สิ่งที่วิเศษมาก นับเป็นตัวอย่างของการออกแบบกลุ่มอาคารที่แฝงไว้ด้วย<br />

ความหมายของการตอบสนองในเชิงของที่ว่างทางสถาปัตยกรรมที่มีต่อ<br />

ทั้งการอยู่ร่วมกันและการที่ต้องประจันหน้าซึ่งกันและกัน<br />

นับเป็นครั้งแรกที่มีการวางตำแหน่งอย่างเฉพาะเจาะจงให้กับอาคารที่ร่วม<br />

กันอยู่ในผังอย่างเป็นระบบระเบียบ แน่นอนและชัดเจนทั้งในแง่มุมเชิง<br />

ปรัชญาและแง่มุมเชิงสัญลักษณ์จนมองเห็นและรับรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />

มีความสัมพันธ์กับที่ตั้งของโครงการตั้งแต่ความเป็นระเบียบโดยสมบูรณ์<br />

จนถึงความสัมพันธ์ทั้งในแง่สัดส่วนและรูปร่างรูปทรง ในแง่มุมของรูปแบบ<br />

ที่เป็นแบบอย่างเชิงประเพณีนิยมนั้น อาคารที่เป็นศาสนสถานที่สำคัญ<br />

ยกตัวอย่างเช่น โบสถ์มักจะถูกวางตำแหน่งไว้ ณ จุดที่เป็นศูนย์กลางของ<br />

เมือง แต่ที่นี่ที่ Chandigarh เรามี Le Corbusier ที่เป็นผู้แยกเอากลุ่มอาคาร<br />

ที่เป็นหน่วยงานของรัฐให้ห่างออกไป อีกทั้งยังวางระยะห่างที่ค่อนข้างมาก<br />

ระหว่างอาคารเหล่านั้นอีกด้วย<br />

56<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: แต่เขากลับได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงระยะห่างที่เกิดขึ้น<br />

A: ผมทราบดี แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นการไตร่ตรองอย่างรอบคอบรวมถึง<br />

การให้ความสำคัญด้วยวิธีการนี้ สำหรับ Le Corbusier แล้ว อำนาจต่างๆ<br />

เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญหน้าซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ดังนั้นระยะห่างระหว่าง<br />

อาคารเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เขาไม่ได้มองว่ามันเป็นเพียงแค่สถานะของ<br />

พื้นที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันได้ แต่มันคือสถานะของพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ก่อให้<br />

เกิดแรงยึดเหนี่ยว คือพื้นที่ที่เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม<br />

ดังนั้นมันจึงเป็นดั่งความพยายามในการดำรงไว้ซึ่งคุณสมบัติเหล่านั้นอย่าง<br />

แท้จริง และมันก็เป็นความจริงที่ว่าด้วยเรื่องของการสร้างระยะห่างระหว่าง<br />

กลุ่มอาคารที่ทำการรัฐให้ห่างออกมาจากตัวเมือง Le Corbusier ไม่ต้องการ<br />

ให้พื้นที่ที่ว่านี้ รวมถึงการตอบสนองการใช้งานของมันถูกรวมเข้าไปกับ<br />

กิจกรรมทั่วๆ ไปไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมชนิดใดก็ตาม เขาให้ความสำคัญกับ<br />

ส่วนนี้เป็นเสมือนส่วนหัว โดยที่มีส่วนกลางเมือง (ที่เป็นย่านการค้า) อัน<br />

เปรียบเสมือนหัวใจ และมีส่วนอื่นๆ ที่เหลือที่เป็นเหมือนร่างกายของเมือง<br />

Chandigarh<br />

เมื่อลองมาพิจารณาถึงประเด็นเหล่านี้แล้วอาจก่อให้เกิดคำถามที่ว่า แล้ว<br />

ผู้คนไม่รู้สึกเลยหรือว่า (อาคารเหล่านี้ที่เป็นดั่ง) อาคารสำคัญทางศาสนา<br />

รวมถึงสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาต่างๆ นั้นดูเหมือนจะ<br />

ถูกทำให้ปลีกตัวอยู่ห่างออกไป และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว วัฒนธรรมอันเกี่ยว<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

57


เนื่องกับสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเหล่านั้นมันไม่ถูกกำหนดให้<br />

อยู่ห่างไกลผู้คนเกินไปหรือ (เปรียบเปรย) ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว กษัตริย์มิต้อง<br />

ดำเนินเป็นระยะทางที่ไกลแสนไกลเพื ่อแสวงหาคำปรึกษาจากเหล่าราช-<br />

บัณฑิตหรอกหรือ เป็นที่แน่นอนว่าคำถามเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่คั ่งค้าง<br />

อยู่ว่าด้วยเรื่องของผู้คนที่อยู่ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยขนาดนี้จะใช้งาน<br />

อาคารเหล่านี้กันอย่างไร ในความเห็นส่วนตัว วิสัยทัศน์ของ Le Corbusier<br />

รวมถึงการตอบสนองในเรื่องของการใช้งานให้กับผู้คนนั้นต่างมีความเป็น<br />

เหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เป็นไปได้ว่าการให้ความสำคัญที่มีต่อความเป็น<br />

ประชาธิปไตยของ Le Corbusier นั้นปรากฏอยู่ในการที ่เขาเลือกที่จะไม่<br />

วางอาคารที่เขาออกแบบให้อยู่บนฐานใดๆ ทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จากการที่<br />

ทั้งอาคารที ่ประชุมสภาและอาคารศาลฎีกาไม่มีการออกแบบให้เกิดช่วง<br />

ของการเปลี่ยนลำดับใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งสองอาคารไม่ได้ถูกกำหนดให้อยู่ใน<br />

รูปแบบที่ต้องมีขั้นตอนหรือมีลำดับขั้นในการเข้าถึง Le Corbusier กำหนด<br />

ให้ตัวอาคารวางไว้อยู่บนระดับเดียวกับระดับพื้นทั่วไป เป็นไปได้ว่าเขาไม่<br />

ต้องการให้มีการเปลี่ยนระดับใดๆ และเขาก็มีความรู้สึกว่าภายใต้เนื้อหา<br />

ของความเป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่น่าที่จะต้องวางอาคารเหล่านั้นเอาไว้<br />

บนฐานยกระดับไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม<br />

58<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: คุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่ออาคารแต่ละอาคารในโครงการ Chandigarh<br />

โดยเริ่มต้นจากอาคารศาลฎีกา<br />

A: อาคารศาลฎีกาเป็นวิธีการที่ Le Corbusier มักจะทำมาโดยตลอด นั่น<br />

ก็คือการให้ความสำคัญกับเค้าโครงของอาคาร (Silhouette) ถ้ามองดูตรงๆ<br />

จะเห็นรูปทรงเหล่านี้เป็นรูปทรงที่มีส่วนคล้ายๆ กับรูปทรงของร่ม แต่ถ้าดู<br />

กันในส่วนกลับกันในทางตรงกันข้ามของรูปทรงเหล่านี้ (negative space)<br />

ก็จะเห็นถึงส่วนที่มีรูปทรงที่มีส่วนคล้ายกับโดม (หรืออาจเป็นการให้ความ<br />

สำคัญกับการรังสรรค์สถาปัตยกรรมอินเดียขึ้นมาใหม่) ดังนั้นจึงเป็นเรื่อง<br />

ของการทำงานระหว่างคู่ตรงข้าม (play of negative-positive) ที่คำนึงถึง<br />

รูปทรงที่กินอากาศ (floating) กับการรับมือกับแสง ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์<br />

เหล่านี้เองที่มีส่วนเชื่อมโยงกับเนื้อหาของความเป็นท้องฟ้า และมันได้ถูก<br />

ค้นพบขึ้น ณ จุดที่ว่างที่มีอยู่ในงานนี้นั่นเอง และ ณ ตรงนี้เองก็เป็นที่มา<br />

ให้กับเรื่องของการใช้องค์ประกอบต่างๆ ที่แม้ว่ามันจะมีผลต่อราคาค่า<br />

ก่อสร้างในส่วนของโครงสร้างอาคารก็ตาม โดยจะเห็นได้จากโครงสร้าง<br />

แบบผิวเปลือกแข็ง (shell) ที่น่าจะต้องมีความบางอย่างมาก แต่ด้วยการ<br />

ขาดความพร้อมทางด้านวิศวกรรม มันจึงถูกทำขึ้นเช่นเดียวกับการทำ<br />

พื้นหล่อในที่ทั่วไป แต่เป็นพื ้นที่มีความโค้งและยื่นออกไปได้ด้วยตัวของ<br />

มันเอง<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

59


จริงอยู่ที่อาคารศาลฎีกามีปัญหาต่างๆ มากมาย ฝนที่สาดเข้ามาข้างในจึง<br />

ต้องสร้างทางเดินใต้ชายคาหน้าอาคาร (arcade) ขึ้นมา ท่านผู้พิพากษา<br />

ไม่ชอบมันเพราะว่าห้องพิพากษาคดีทั้งหลายไม่สามารถตอบสนองการ<br />

ใช้งานในวิถีของชาวอินเดียได้ อันเนื่องมาจากห้องพิพากษาที่นี่ทั้งหมด<br />

นั้นถูกออกแบบให้ดูมีความเป็นสาธารณะมากเกินไป เมื่อมีอาคารที่ไม่<br />

ตอบสนองการใช้งานดังนั้นก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยน แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงต้อง<br />

พิจารณาให้ถ่องแท้ในคุณสมบัติของอาคารในเรื่องของความมีอิสระใน<br />

วิธีการขึ้นรูปได้ที่ทำได้ทั้งในแง่ของรูปร่าง รูปทรง และที่ว่างทางสถาปัตย-<br />

กรรมของอาคาร อย่างไรก็ตาม มันก็ถูกนับได้ว่าเป็นอาคารที่เยี่ยมยอด<br />

หลังหนึ่งด้วยการที่มีโถงทางเข้าที่สง่างามน่าเกรงขาม หรือการที่ตัวอาคาร<br />

นั้นถูกวางอยู่บนลานกว้าง ตลอดจนคุณสมบัติเฉกเช่นกวีนิพนธ์ที่ถูกขับ<br />

ให้ปรากฏขึ้นมาอยู่ในเค้าโครงของอาคาร<br />

Q: แล้วในส่วนของที่ประชุมสภา<br />

A: ณ จุดนี้น่าจะเป็นการดีที่สุดที่จะกล่าวถึงความรู้สึกของ Louis Kahn ที่มี<br />

ต่อ Chandigarh เมื่อเขาเดินทางมาถึง Chandigarh เป็นครั้งแรก Louis<br />

Kahn กล่าวว่าเขาไม่เคยพบเห็นบุคคลผู้ที่ยืนหยัดในอุดมการณ์อีกทั้งยัง<br />

สามารถถ่ายทอดอุดมการณ์เหล่านั้นให้กลายมาเป็นความจริงได้ขนาดนี้<br />

มาก่อนเลยในชีวิตของเขา และ Le Corbusier ก็คือบุคคลผู้ซึ่งทำให้สิ่ง<br />

60<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


เหล่านี้เกิดขึ้นดังที่ปรากฏอยู่ในส่วนของงานอาคารที่ประชุมสภา สำหรับ<br />

ผม ผมรู้สึกว่านี่มันเป็นครั้งแรกที่สามารถรับรู้ถึงการที่บรมครูผู้หนึ่ง ได้<br />

ตระหนักถึงความมีชีวิตชีวาที ่มีอยู่ในความเป็นไปและความเคลื่อนไหว<br />

ต่างๆ นับเป็นครั้งแรกที่พบว่ามีการนำแสงธรรมชาติผ่านเข้ามาใช้ในอาคาร<br />

ทั้งในส่วนของโถงประชุมหลักและโถงพักคอยด้านหน้าห้องประชุม โดย<br />

เป็นแสงที่ไม่ได้สาดเข้ามาโดยตรง และนับได้ว่าเป็นการค้นพบที่บ่งบอกถึง<br />

ความยอดเยี ่ยมในชั้นเชิงทางความคิดและการออกแบบเกี่ยวกับที่ว่างทาง<br />

สถาปัตยกรรม ซึ่งคงจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป และผมคงต้องขอ<br />

ย้ำอีกครั้งว่า ผมก็ยังคิดว่ามันก็ยังคงมีปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย<br />

ในความเป็นอาคารที่ประชุมสภา ในนัยหนึ่งมันอาจเป็นความสำเร็จที่<br />

แท้จริงในแง่มุมปกติด้วยมุมมองอย่างเป็นทางการ แต่มันอาจจะไม่ใช่<br />

ความหมายเดียวกันเลยแม้แต่น้อยหากต้องมองกันในเชิงความสมเหตุสมผล<br />

Q: ว่าด้วยเรื่องของอาคารส่วนที่ทำาการสำานักเลขาธิการ (The Secretariat)<br />

A: ที่ทำการสำนักเลขาธิการก็มีประเด็นหลายประเด็นในตัวของมันเองเช่น<br />

กัน ตัวอาคารที่อาจดูโดดเด่นน่าประทับใจเมื่อมองจากทางด้านหน้า แต่มัน<br />

ก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ มีแผงกันแดดที่ดูแล้วอาจ<br />

เป็นเหมือนระเบียงที่บรรจุอยู่ในเนื้อหาหลักของการออกแบบมาตั้งแต่แรก<br />

เริ่มแต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาตามมา เมื่อช่วงเสาต่างๆ มีขนาดกว้างมากซึ่งดู<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

61


จะไม่เหมาะสม เพราะโดยตัวแผงกันแดดเองแล้ว มันเป็นส่วนที่ยื่นออกมา<br />

จากแนวของโครงสร้างหลักทั้งหมด ดังนั้นมันจึงต้องการองค์ประกอบทาง<br />

โครงสร้างบางอย่างมาทำหน้าที่ในการรองรับน้ำหนักของมัน ทุกคนสงสัย<br />

ว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะมีทางออกในรูปแบบใด และ<br />

มันจะต้องเป็นการทำงานกันอย่างสาหัสสากรรจ์แน่ๆ<br />

เช้าวันหนึ่งเมื่อ Le Corbusier มาถึงที ่หน้างาน หลังจากเขาพินิจพิจารณา<br />

แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นเขาก็บอกว่าไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างนั้น ให้เสามัน<br />

ทะลุแผงกันแดดตรงๆ ลงมาเลยอย่าไปเปลี่ยนแบบ ปล่อยให้มันเป็นไป<br />

ตามนั้น เสาเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบในการรับน้ำหนัก ดังนั้นจากการที่<br />

เสาของอาคารต้องตรงต่อเนื่องลงมาตลอดแนวจึงส่งผลให้ส่วนที่เป็นแผง<br />

กันแดดต่างๆ ก็เลยต้องถูกเปลี ่ยนแบบ และมันก็ตามมาด้วยการทำให้เกิด<br />

รูปแบบความสัมพันธ์ (pattern) ใหม่เกิดขึ ้นมาซึ่งมันก็สวยมาก และก็น่า<br />

สนใจที่สุดในแง่ที่ว่ามันไม่เคยมีการคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้ามาก่อนเลยว่า<br />

จะเกิดจังหวะที่พิสดารขนาดนั้นขึ้นมาได้<br />

Le Corbusier สามารถทำให้เราเข้าถึงสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย<br />

ได้อยู่เสมอๆ ภายใต้ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำให้สิ่งต่างๆ ทำงานกันเป็น<br />

ระบบระเบียบซึ่งมันก็มักจะทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาวการณ์คับขันใน<br />

สถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกอื่นใดเลยนอกจากการต้องเผชิญความยุ่งยาก<br />

แต่มันก็เป็นเช่นเดียวกับนักกายกรรมที่มักจะจัดการและรับมือกับ<br />

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร้ที่ติ<br />

62<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


เป็นที่รู้กันว่าอาคารสำนักเลขาธิการนั้นประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง<br />

ในฐานะของการเป็นอาคารสำนักงาน ความต้องการต่างๆ ของสำนักงาน<br />

แบบอินเดียนั้นไม่ได้ถูกนำมาเป็นข้อที่สมควรจะพิจารณาในงานนี้เลย<br />

Q: แล้วสามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเหล่านี้ได้ด้วยหรือ<br />

A: หลีกเลี่ยงได้แน่นอนในหลายๆ ประการ แต่ก็เป็นไปได้ว่าข้อมูลเบื้องต้น<br />

ที่ถูกส่งมาให้ Le Corbusier นั้นไม่ได้ผ่านการตั้งคำถามอย่างจริงๆ จังๆ<br />

บุคลากรที่ร่วมทำงานก็มักจะให้ความยำเกรง Le Corbusier กันจนเกิน<br />

เหตุ รวมทั้งการที่เขาเป็นคนต่างชาติ ดังนั้นจึงเกิดความคิดที่ว่าไม่มีทางที่<br />

จะเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นเป็นแน่แท้ ทุกคนจึงลังเลที่จะสนทนาแลกเปลี่ยน<br />

ความคิดเห็นกับ Le Corbusier ในประเด็นที่เกี่ยวกับการตอบสนองต่อการ<br />

ใช้สอย ซึ่งก็เป็นไปได้ว่ามันเป็นความผิดของทั้งสองฝ่าย ในเมื่อฝ่ายหนึ่ง<br />

ก็ไม่ได้มีคำถามอะไรส่งมา อีกฝ่ายหนึ่งก็คงไม่ได้มีคำตอบอะไรที่จะตอบ<br />

กลับไป ทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นผลอันเนื่องมาจากการที่คนอินเดียส่วนใหญ่<br />

ยังคงเป็นคนที่ยอมจำนนมากเกินไปต่อการให้ความสำคัญกับความเป็น<br />

ชาวต่างชาติอยู่ มีแต่ในกรณีของอาคารที่ประชุมสภาเท่านั้นที่คิดว่า Le<br />

Corbusier ไม่ยอมที่จะประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น จึงเป็นที่มาว่าเขาอาจ<br />

ประสบความสำเร็จอย่างเป็นเหตุเป็นผลและสมเหตุสมผลอันเนื่องมาจาก<br />

สาเหตุที่ว่า เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว มันก็คือความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในการ<br />

ควบคุมการทำงาน รวมถึงการสั่งการต่างๆ อันเป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ของ<br />

เขาเอง<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

63


•• Le Corbusier สามารถทำาให้เราเข้า<br />

ถึงสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายได้<br />

อยู่เสมอๆ ภายใต้ความตั้งใจแน่วแน่<br />

ที่จะทำาให้สิ่งต่างๆ ทำางานกันเป็นระบบ<br />

ระเบียบซึ่งมันก็มักจะทำาให้เขาต้องตกอยู่<br />

ในสภาวการณ์คับขันในสถานการณ์ที่<br />

ไม่มีทางเลือกอื่นใดเลยนอกจากการต้อง<br />

เผชิญความยุ่งยาก แต่มันก็เป็นเช่นเดียว<br />

กับนักกายกรรมที่มักจะจัดการและรับมือ<br />

กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร้ที่ติ ••<br />

64<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: แล้วเรื่องเกี่ยวกับผังแม่บทของเมือง รวมถึงแนวทางการวางระบบถนน<br />

ต่างๆ ของ Chandigarh<br />

A: แนวคิดหลักเกี่ยวกับถนนก็คือเรื่องของความเร็วและการตอบสนองต่อ<br />

การใช้งาน การจราจรที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว การจราจรที่เคลื่อนตัวช้าลง<br />

หรือช้ากว่านั้นลงไปอีก เรื่อยไปจนถึงการจอดรถ แล้วต่อด้วยการขี่จักรยาน<br />

เรื่อยไปจนถึงการเดินเข้าบ้าน ถ้าสิ่งเหล่านี้ได้รับการจัดแจงอย่างเหมาะสม<br />

แล้ว มันก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกับลำดับขั้นต่างๆ ที่ก็เคยมีเคยปรากฏในอดีต<br />

ณ ตามเมืองเก่าต่างๆ ของอินเดีย<br />

Q: แต่มันไม่ประสบความสำาเร็จ<br />

A: ไม่นะ ก็เพราะมันไม่เคยได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม ถ้าลองเปรียบ<br />

เทียบกันระหว่างผังระบบกริด (Grid) ของ Chandigarh กับ Jaipur แล้ว<br />

ผังของ Jaipur นั ้นมีความเป็นกริดมากกว่าผังของ Chandigarh และผัง<br />

ของ Jaipur ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจราจร แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ใช่สาระ<br />

สำคัญ เพราะว่าอินเดียเองก็ยังไม่เคยมีส่วนใดในอารยธรรมที่ให้ความ<br />

สำคัญกับการจราจรมาก่อน<br />

ในความเห็นผม นับจากนี้ไปอีก 20 ปี Chandigarh อาจไม่ถูกพิจารณาว่า<br />

เป็นเมืองอินเดียเมืองหนึ่งด้วยซ้ำเพราะมันมีผลต่อคนอินเดียในแง่ที่ว่ามัน<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

65


คือการรับรู้ของ Le Corbusier เองเกี่ยวกับความเป็นอนาคตแต่ไม่ใช่การ<br />

รับรู้ของเขาที่มีต่อวิถีชีวิตในแบบของความเป็นอินเดีย ชุมชนของอินเดียนั้น<br />

เป็นชุมชนที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นชุมชนที่มีการผสมผสานของ<br />

ครอบครัวที่มีที่มาแตกต่างกันและมีปฏิสัมพันธ์กันทางสังคมที่มากกว่ามาก<br />

คนอินเดียประสงค์ที่จะใช้ชีวิตและมีกิจกรรมต่างๆ อยู่นอกบ้านพอๆ กับใน<br />

บ้าน และปรารถนาที ่จะมีต้นไม้และการให้ร่มเงาในที่ต่างๆ มิติทั้งทาง<br />

สังคมและทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอยู่ในความเป็นชุมชนของอินเดีย<br />

อย่างไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ ก็ไม่เคยได้รับการพิจารณาอย่าง<br />

ถี่ถ้วนในความเป็น Chandigarh Chandigarh จึงเป็นเมืองที่มีทั้งถนน<br />

หนทาง มีทั้งที่ว่างต่างๆ ในเมืองมีอาคารบ้านพักอาศัยแต่ก็ไร้ชึ่งชีวิต<br />

Q: อะไรเป็นส่วนที่คุณได้มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมทำางานทั้งใน โครงการ<br />

ที่ Chandigarh รวมถึงการทำางานในส่วนอื่นๆ กับ Le Corbusier<br />

A: ผมทำในส่วนของอาคารศาลฎีกา และได้ทำการออกแบบในส่วนตัด<br />

ขวางหลายๆ ส่วนของตัวอาคาร แล้วก็ได้ทำงานบางส่วนของอาคาร the<br />

Governor’s Palace ที่เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ามันไม่ได้สร้าง ส่วนงานใน<br />

Ahmedabad นั้น ผมได้ร่วมทำงานทั้งหมดในกระบวนการ ทั้งงานออกแบบ<br />

บ้าน Shodan House และงานออกแบบอาคาร Mill Owners’ Building<br />

66<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: มันเป็นช่วงระยะเวลาถึง 7 ปีเต็มๆ ดังนั้นคุณน่าจะรู้จักกับ Le Corbusier<br />

เป็นอย่างดี<br />

A: ครับ ผมได้อยู่ใกล้ชิดกับ Le Corbusier ทั้งในแง่มุมของการปฏิบัติ<br />

วิชาชีพและแง่มุมของอุปนิสัยส่วนตัว เมื่อใดก็ตามที่ไป Chandigarh ผม<br />

กับ Le Corbusier ก็มักเดินไปด้วยกันครั้งละนานๆ ครั้งละยาวๆ และใน<br />

ระหว่างนั้นเองก็เป็นเวลาที่ Le Corbusier มักจะบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่าง<br />

หลากหลายแทบจะทุกประเภทให้ผมฟัง เขาอาจเป็นคนที่เข้มงวดและ<br />

ปลีกวิเวกออกจากผู้คนในบางครั้งบางคราว แต่เขาก็มีด้านที่มีมิตรไมตรีต่อ<br />

ผู้อื่นเป็นอย่างมากจนมิอาจจะลืมได้ เป็นต้นว่า ช่วงที่ผมกำลังจะเดินทาง<br />

ออกจากปารีส ผมไปรับประทานอาหารกลางวันกับ Le Corbusier และเขา<br />

ก็ได้หยิบเอา drawing หลายๆ งานของเขาขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วก็บอกให้<br />

ผมเลือกหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น ซึ่งผมก็ได้หยิบมันขึ้นมาหนึ่งชิ้น หลังจากนั้นเขา<br />

ก็ร้องอุทานออกมาว่า คุณเลือกชิ้นเดียวกับผม และเป็นชิ้นที่ผมคิดว่าจะ<br />

เก็บเอาไว้เองเลย แล้วทำไมไม่เลือกอีกชิ้นที่เหลือเล่า แล้วผมก็เลือกอีก<br />

และก็อีกเช่นกันที่มันก็ยังคงเป็นชิ้นที่ถูกใจสำหรับเขา ดังนั้นเขาจึงมอบให้<br />

ผมมาอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วมันก็จบลงตรงที่ผมได้รับ drawing มา<br />

จากเขาถึงสามชิ้น และมันก็เป็นสามชิ้นที่ผมจะบอกว่าล้วนเป็นชิ้นโปรด<br />

ของเขาทั้งนั้น หลังจากที่ผมแต่งงาน ผมและภรรยาได้เดินทางไปพบ Le<br />

Corbusier และก็อีกเช่นเคยที่ Le Corbusier ได้มอบ drawing ให้ผมมา<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

67


หนึ่งชิ้น ซึ่งในตอนนั้นผมอาจดูผิดหวังเล็กน้อยเพราะเขาถึงขั้นพูดกับผมว่า<br />

ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยชอบของขวัญชิ้นนี้สักเท่าไหร่ เขาก็เลยขอเอามัน<br />

กลับไป หลังจากนั้นเมื่อเขากลับมาร่วมรับประทานอาหารเย็นในวันเดียวกัน<br />

เขามาถึงที่นั่นพร้อมกับของขวัญชิ้นใหม่สำหรับผม เงิน 500 รูปีในซอง<br />

พร้อมกับข้อความว่า “ของที่ระลึกชิ้นนี้อาจจะเป็นเพียงของชิ้นเล็กๆ ที่เติม<br />

การหล่อเลี้ยงให้กับกงล้อของชีวิต ผมมั่นใจว่าคุณทั้งสองจะต้องมีเรื่อง<br />

กระทบกระทั่งซึ่งกันและกันบ้าง แต่คุณก็จะผ่านเรื่องทั้งหมดไปได้ด้วย<br />

ความสุขและความยินดี” และนี่ก็คือวิถีที่เขาเป็น นั่นก็คือการเป็นบุคคลที่<br />

เปี่ยมไปด้วยความเมตตา บุคคลที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสิ่งที่เขา<br />

เอาใจใส่ แม้แต่เรื่องของสุนัขที ่เขาเคยเลี้ยงเอาไว้ ที่ถึงแม้มันจะตายไป<br />

แล้ว เขาก็ยังคงเก็บรักษาร่างที ่ถูกทำให้คงสภาพของมันเอาไว้อยู่อีกเป็น<br />

เวลานาน<br />

Q: เขาไม่ได้ให้ความสัมพันธ์เช่นนี้กับคนอื่นๆ สักเท่าใด<br />

A: ครับ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เขาชื่นชม Samper สถาปนิกชาวโคลอมเบีย<br />

จากกรุงโบโกตา (Bogotá) ที่ร่วมทำงานกับเขาอยู่หลายปี และวิศวกรชื่อ<br />

Xenakis ในฐานะผู้ผลิตผลงานอันเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และแน่นอนว่า<br />

ลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง Pierre Jeanneret ที่เขาชื่นชมและให้ความ<br />

ไว้วางใจเป็นอย่างมาก แต่ก็มีบางครั้งที่เขาเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก มีอยู่ครั้ง<br />

68<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


หนึ่งในงานเลี้ยงรับรองที่ Chandigarhที่ Le Corbusier ปฏิเสธจะจับมือ<br />

ทักทายเหล่ากรรมการตัดสินงาน โดย Le Corbusier ได้กล่าวกับคนเหล่า<br />

นั้นว่า “พวกคุณมิได้ดำเนินการจัดการให้มีการตัดสินได้อย่างถูกต้องและ<br />

เหมาะสม”<br />

Q: อิทธิพลของ Le Corbusier ในรูปแบบใดบ้างที่ส่งผลต่อคุณ<br />

A: เขาคือผู้ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตการทำงานของผมทั้งหมด นอกจากเรื่องสถา-<br />

ปัตยกรรมแล้ว เขาก็ยังสอนให้ผมหัดที่จะเป็นผู้วางกลยุทธ์กลวิธีวางแผน<br />

การดำเนินงานเพื่อที่จะก่อให้เกิดวิธีการรับมือและเผชิญหน้ากับสถานการณ์<br />

ต่างๆ ได้ สอนให้มีวิธีการพินิจพิเคราะห์ต่อสิ่งต่างๆ รวมถึงการทำความ<br />

เข้าใจในสิ่งต่างๆ เหล่านั ้นอย่างลึกซึ ้งได้อย่างไรบ้าง ว่าด้วยเรื่องของกลวิธี<br />

แล้ว เขาเคยกำชับผมครั้งหนึ่งด้วยว่าอย่าส่งรูปถ่ายที่มีอยู่ทั้งหมดของ<br />

อาคารให้กับเจ้าของโครงการ ให้คัดแล้วส่งไปให้เพียงแค่รูปเดียวก็พอเพื่อ<br />

ที่ว่าเจ้าของโครงการจะได้รับรู้และเกิดความคิดตามขึ้นมาได้ก็เฉพาะงาน<br />

ตรงส่วนที่ส่งไปให้เท่านั้น และด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่จะเป็นวิธีที่ช่วยทำให้เกิด<br />

การลดข้อโต้แย้งต่างๆ และเมื่อครั้งที่ผมกำลังจะเดินทางออกจากปารีส ผม<br />

ได้แวะไปร่ำลาเขา ซึ่งในระหว่างนั้นเอง Le Corbusier ก็กำลังสาละวนอยู่<br />

กับตัวอย่างของสีที่มีอยู่ตรงหน้า “ดูนี่สิ” เขาเอ่ยขึ้น และต่อด้วยว่า เมื ่อใด<br />

ก็ตามที่ต้องเลือกสีและต้องให้เจ้าของโครงการเลือกด้วย อย่าลืมว่าควรจะ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

69


เตรียมเลือกเผื่อเอาไว้เองอีกหนึ่งเสมอ ทางเลือกที่ว่า จะสร้างความพอใจ<br />

ต่อเจ้าของโครงการ<br />

ในเรื่องของสถาปัตยกรรม อาคารที่ผมออกแบบทั้งหมดล้วนแล้วแต่ได้<br />

รับอิทธิพลจาก Le Corbusier ถึงแม้บางหลังมันอาจไม่ชัดเจนมากก็ตาม<br />

ตัวอย่างเช่นบ้านของผมเองที่สร้างขึ้นในปี 1961 ผมมีความประทับใจเป็น<br />

อย่างมากต่อบ้าน Sarabhai House และผมก็มีความพยายามอย่างยิ่งยวด<br />

ที่จะสร้างคุณสมบัติของแสงและเงา รวมถึงคุณสมบัติของสัดส่วนตาม<br />

แบบนั้นให้เกิดขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็มีบางสิ่งที่ผมต้องการทำในสิ่งที่เขาเอง<br />

ก็ยังไม่ได้ทำเอาไว้ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่า ในการออกแบบส่วนภายใน<br />

ของบ้าน ผมจะไม่ใช้วัสดุใดๆ ก็ตามที่มีความดิบหยาบ แต่จะใช้หินขัดที่ให้<br />

คุณสมบัติของผิวที่มีความเป็นมันเงา ใช้ผนังที่ได้รับการฉาบจนเรียบเนียน<br />

แทน และจะไม่ใช่แผงกันแดดใดๆ ทั้งสิ้น (ในประเด็นนี้ผมพยายามหลีก<br />

เลี่ยงที่จะไม่ใช้แล้วแต่ก็ยังคงต้องใช้มันอยู่ดีในงาน 2-3 ชิ้นที่ผมออกแบบ)<br />

ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็มีบางอย่างที่มีความคล้ายคลึงกันอยู่ดี ผมยังคงใช้<br />

วัสดุในรูปแบบเดียวกันกับ Sarabhai House ทั้งอิฐและทั้งคอนกรีต รวมถึง<br />

บันได ที่จริงๆ แล้วมันก็เป็นการตีความใหม่ของบันไดที่ Le Corbusier ใช้<br />

ในบ้านของเขาเอง เพียงแต่ต่างกันตรงที่ว่าของ Le Corbusier นั้นเป็น<br />

บันไดเวียน (ที่มีพื้นฐานอยู่ในผังที่เป็นวงกลม) แต่ในบ้านผมเป็นบันไดที่มี<br />

พื้นฐานอยู่ในผังที่เป็นสี่เหลี่ยม<br />

70<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


เมื่อผมแยกตัวออกมาจาก Le Corbusier แล้วนั้น ผมก็ได้ตั้งเป้าปณิธาน<br />

เอาไว้อย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ใช้องค์ประกอบใดๆ ก็ตามที่เห็นได้ชัดเจนว่า<br />

เป็นองค์ประกอบเดียวกันกับที่ Le Corbusier ใช้ ดังนั้นเมื่อได้ตั้งมั่นเอาไว้<br />

ตามนี้แล้วสิ่งที่ยังคงหลงเหลือความเป็นจิตวิญญาณหรืออารมณ์ที่ยังคง<br />

สามารถสร้างความรู้สึกได้ถึงความเป็น Le Corbusier เท่านั้นที่มันจะยังคง<br />

ถูกแสดงออกมาผ่านสัดส่วนต่างๆ ผ่านการจัดการต่างๆ ที่จะมีผลในการ<br />

กำหนดให้เกิดที่ว่างในงานสถาปัตยกรรม การสร้างให้เกิดความมีจังหวะสูง<br />

หรือต่ำ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมนั้นก็คือการที่ผมได้พบกับความมีอิสระ<br />

ผมรู้ดีว่า Le Corbusier นั้นมิได้อยากให้ผมเป็นเพียงผู้ที่ลอกเลียนวิธีการ<br />

หรือการทำซ้ำผ่านการออกแบบอาคารที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาปรารถนาที่<br />

จะให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้น มองหาหนทาง และค้นให้พบทางออกใหม่ๆ<br />

และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ผมแขวนรูปของ Le Corbusier เอาไว้อยู่บนผนัง<br />

ก็เพื่อเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเขายังคงอยู่ตรงนั้น และยังคงเฝ้ามองผมอยู่<br />

เสมอว่าผมกำลังย ่ำอยู่กับที่หรือไม่ จะเห็นได้ว่าต่อให้ผมได้ก่อให้เกิด<br />

ข้อผิดพลาดในการทำงานต่างๆ อยู่เสมอๆ แต่ผมก็ยังคงมีความสุขในสิ่งที่<br />

ผมกำลังพยายามทำอยู่<br />

Q: แล้วงานสถาปัตยกรรมชิ้นอื่นๆ ของคุณเป็นอย่างไรบ้างครับ<br />

A: ระหว่างที่ผมทำงานเป็นส่วนหนึ่งในสำนักงานของ Le Corbusier และ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

71


ได้รับอิทธิพลอย่างมากในวิธีการทำงานของเขา ในขณะเดียวกันนั้นเองงาน<br />

สถาบันอินเดียศึกษา (ที่ Doshi ออกแบบ) ก็กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่<br />

ประเด็นสำคัญคือมันเป็นงานที่สร้างด้วยคอนกรีตล้วนๆ ซึ่งผมออกแบบให้<br />

ตัวอาคารวางอยู่บนพื้นผนวกกับการมีองค์ประกอบที่มีสัดส่วนคล้ายคลึง<br />

กับแผงกันแดด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันไม่ไม่ได้เป็นแผงกันแดดแต่เป็นระเบียง<br />

ทางเดินที่มีการวางจังหวะที่คล้ายคลึงกัน จะเห็นได้ว่าระยะช่วงเวลาหลาย<br />

ปีผ่านการเรียนรู้ของคนคนหนึ่งจนเข้าถึงความแม่นยำ ความเฉพาะทางใน<br />

เรื่องของขนาด รวมถึงสัดส่วนที่ผ่านการวาดออกมาด้วยมือตัวเอง เมื่อทำ<br />

การรังวัดงานทั้งสองชิ้นที ่มีส่วนคล้ายคลึงกันแล้ว จะเห็นได้ว่างานทั ้งสอง<br />

ชิ้นนั้นแทบนั้นจะเหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน มันเป็นกระบวนการของ<br />

การซึมซับอย่างแท้จริง และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้คุณพบว่าตัวของคุณเอง<br />

นั้นทำในสิ่งที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกับสิ่งที่เขา (Le Corbusier) ได้ทำเอาไว้<br />

มาถึงวันนี้ ร่องรอยของสิ่งต่างๆ ที่กำลังพูดถึงอยู่มันแทบมองไม่เห็นแล้ว<br />

ด้วยซ้ำ แต่ในความเห็นผม อาคารสำนักงานของผมเอง Sangath 16 ก็เป็น<br />

อีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงออกถึงความเป็น Le Corbusier ได้อย่างชัดเจน<br />

และตัวเขาเองก็น่าจะชื่นชมมันด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นเรื่องคุณสมบัติ<br />

ของแสง ถ้าไม่มี Le Corbusier ก็ไม่มีทางที่จะมีคุณสมบัติของแสงต่างๆ<br />

แบบนี้ แสงที่ผ่านเข้ามาจากการที่มีช่องเปิดรับแสงบนหลังคาซึ่งมีส่วน<br />

สัมพันธ์โดยตรงกับแสงของท้องฟ้า Le Corbusier รู้ซึ้งถึงวิธีการที่จะทำให้<br />

72<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


16 Sangath กลุ่มอาคารที่ออกแบบโดย B. V.<br />

Doshi เองเพื่อใช้เป็นสำนักงานออกแบบ ตลอด<br />

จนที่ทำการของ Vastu-Shilpa Foundation for<br />

Studies and Research in Environmental<br />

Design ที่ตั้งอยู่ในเมือง Ahmedabad รูปแบบ<br />

หลักของอาคารเป็นการใช้ระบบโครงสร้างโค้ง<br />

คอนกรีตขึ้นรูปต่อเนื่อง (Vault) วางเรียงสลับกัน<br />

เพื่อเอื้อให้เกิดที่ว่างที่มีขนาดและตำแหน่งที่อยู่<br />

ต่างๆ กันออกไป โดยมีวัตถุประสงค์ในการที่จะ<br />

ก่อให้เกิดมิติและความสัมพันธ์ที่หลากหลาย<br />

และสัมพันธ์กันระหว่างภายในกับภายนอก<br />

แนวทางการออกแบบโดยรวมแสดงให้เห็น<br />

ถึงแนวความคิดในการผสมผสานเอาเนื้อหา<br />

ทางการออกแบบสถาปัตยกรรมจากบรมครูทาง<br />

สถาปัตยกรรมหลายๆ ท่านที่ Doshi เองให้<br />

ความสนใจ ทั้ง Antoni Gaudí, Frank Lloyd<br />

Wright, Le Corbusier, และ Louis Kahn<br />

เกิดแสงที่นุ่มนวลอันเป็นแสงที่จะทำให้ใบหน้า<br />

ของผู้คนกระจ่างขึ ้นมาได้ในความมืด ไม่ใช่แสง<br />

ที่แข็งกระด้างอันมีผลที่จะทำให้เกิดเส้นสายที่<br />

เกรี้ยวกราดต่างๆ ตามมา เป็นที่รู้กันดีว่าวิธีการ<br />

ทำงานกับแสงนั้นนับเป็นจุดเด่นที่สำคัญประการ<br />

หนึ่งของ Le Corbusier เขาพูดอยู่เสมอถึงความ<br />

สัมพันธ์ระหว่างแสงกับรูปร่างรูปทรง ของอาคาร<br />

แสงกับที่ว่างทางสถาปัตยกรรม ครั้งหนึ่งเขายัง<br />

เคยปรารภว่า สถาปัตยกรรมนั้นเป็นกระบวนการ<br />

ของการทำงานที่แยบยลอันเกิดจากการประกอบ<br />

รวมตัวกันขึ้นของปริมาตรต่างๆ เมื่อปริมาตร<br />

นั้นๆ ดำรงตัวอยู่ภายใต้แสงสว่างที่สาดส่องลงบน<br />

ปริมาตรต่างๆ เหล่านั้น<br />

Sangath มีความเป็นอินเดียอยู่ในเนื้อหาหลัก<br />

ของความเป็นสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ในตัวมันเอง<br />

และผมก็ไม่คิดว่า Le Corbusier จะมีข้อโต้แย้ง<br />

ใดๆ ในประเด็นที่ว่านี้ เขาน่าจะทำการยืนยันให้<br />

เป็นที่ประจักษ์อีกด้วยว่า การออกแบบสถาปัตย-<br />

กรรมใดๆ ก็ตามควรออกแบบให้มีความเหมาะสม<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

73


Sangath


•• อาคารที่ดีที่สุดสำาหรับเขามันไม่ได้<br />

เป็นเพียงอาคารที่จะมีความดีอยู่ได้แต่<br />

เพียงในศตวรรษที่ 20 หรือศตวรรษที่<br />

21 เท่านั้น หากควรจะดำารงสถานะของ<br />

การมีคุณสมบัติที่ดีที่มีอยู่ในตัวมันเองสืบ<br />

เนื่องต่อไปให้ได้ และเมื่อใดก็ตามที่คุณ<br />

อยู่นอกเหนือข้อจำากัดในเรื่องของเวลา<br />

แล้ว สิ่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ให้เป็นข้อ<br />

เท็จจริงที่จะต้องคำานึงถึงก็คงจะมีแต่เรื่อง<br />

ของความเป็นสถานที่นั้นๆ เท่านั้น ••<br />

76<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


สอดคล้องตอบสนองต่อความเป็นถิ่นที่อยู่นั้นๆ ของมัน อาคารที่ดีที่สุด<br />

สำหรับเขามันไม่ได้เป็นเพียงอาคารที่จะมีความดีอยู่ได้แต่เพียงในศตวรรษ<br />

ที่ 20 หรือศตวรรษที่ 21 เท่านั้น หากควรจะดำรงสถานะการมีคุณสมบัติ<br />

ที่ดีที่มีอยู่ในตัวมันเองสืบเนื่องต่อไปให้ได้ และเมื่อใดก็ตามที่คุณอยู่<br />

นอกเหนือข้อจำกัดในเรื่องของเวลาแล้ว สิ่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ให้เป็น<br />

ข้อเท็จจริงที่จะต้องคำนึงถึงก็คงจะมีแต่เรื่องของความเป็นสถานที่นั้นๆ<br />

เท่านั้น<br />

Q: ว่าด้วยเรื่องพื้นฐานด้านการศึกษาสถาปัตยกรรมของคุณ<br />

A: Le Corbusier ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับประเด็นนี้ ตอนที่ผมเดิน<br />

ทางไปปารีสเมื่อปี 1963 เพื่อพบกับเขานั้น ผมก็ได้บอกไปทั้งหมดว่ามัน<br />

เป็นอย่างไร ผมเล่าให้เขาฟังว่าเราถูกปลูกฝังพื้นฐานการเรียนรู้ผ่านความ<br />

เป็นวิทยาศาสตร์ต่างๆ อย่างไรบ้าง ทั้งวิชาที ่ว่าด้วยเรื่องฟิสิกส์และเคมี<br />

เล่าว่านักเรียนสถาปัตย์ทำอย่างไรกันบ้างเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์<br />

อาคารต่างๆ ทั้งในเรื่องของรูปร่าง รูปทรง และในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เขา<br />

นั่งฟังอย่างเงียบๆ ในขณะที่ผมก็เล่าไปเรื่อยๆ จากนั้นเขาก็หยิบไม้บรรทัด<br />

(ในมาตราส่วนฟุต) ขึ้นมาจากโต๊ะทำงานของเขา แล้วถามผมกลับว่า แล้ว<br />

นักเรียนสถาปัตยกรรมเข้าใจหลักการของการใช้อุปกรณ์นี้ไหม ณ ตอนนั้น<br />

ผมรู้เลยว่าผมกำลังถูกถามกลับให้คิด แต่เมื่อคุณไตร่ตรองให้ดีแล้ว คุณจะ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

77


เห็นว่าสิ่งที่เขาถามกลับมานั้นมันคือหลักการสำคัญของสถาปัตยกรรม<br />

ที่ว่าด้วยเรื่องของการเทียบสัดส่วน โดยที่เนื้อหาต่างๆ ของการทำงานที่มี<br />

อยู่ทั้งหมดนั้นจะต้องได้รับการสรุปรวบรวมผ่านการจัดแจงอย่างมี<br />

ประสิทธิภาพเพื่อที่จะก่อให้เกิดการนำปัจจัยเกี่ยวเนื่องต่างๆ เหล่านั้นมา<br />

เปรียบเทียบกันภายใต้ข้อแม้ของการเปรียบเทียบสัดส่วนอย่างเหมาะสม<br />

ซึ่งกันและกัน<br />

Q: สิ่งที่คุณกำาลังจะบอกคืออิทธิพลของ Le Corbusier ที่มีต่อสถาปนิก<br />

ในอินเดียในภาพรวม<br />

A: ผมบอกได้เลยว่ามันชัดเจนมากกว่าความเป็นจริงมากๆ ในความสัมพันธ์<br />

ที่มีต่อวัฒนธรรมของเราเอง มากกว่าทั้งในแง่มุมของผลที่เกิดขึ้นอย่าง<br />

เห็นได้ชัดเกินกว่าที่จะมีทฤษฎีใดๆ มารองรับมากกว่าการปฏิบัติใดๆ และ<br />

มากกว่าการที่จะวิเคราะห์ให้เห็นผลใดๆ ทั้งสิ้น แต่ก็มีสถาปนิกอินเดีย<br />

หลายๆ คนที่ Le Corbusier มีอิทธิพลอย่างมาก ทั้ง Shivnath Prasad 17<br />

ทั้ง Charles Correa 18 และตัวของผมเอง ตลอดจนสถาปนิกอีกเป็นจำนวน<br />

มากในเดลี (Delhi) แล้วมันก็เป็นเรื่องยากที่จะมาประเมินกันว่าอิทธิพล<br />

ที่มีนั้นมันมากน้อยขนาดไหน เพราะถึงอย่างไรแล้ว มันก็เป็นเรื่องของ<br />

องค์ประกอบทั้งหมดของเนื้อหาต่างๆ ที่แยกเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้<br />

กระจัดกระจายกันอยู่ ที่พอจะหยิบยกขึ้นมาให้เห็นได้ชัดๆ ก็คงเป็นเรื่อง<br />

78<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


17 Shivnath Prasad สถาปนิกชาวอินเดียผู้มา<br />

รับหน้าที่หลักในการสานต่อโครงการ Indian<br />

Institute of Management จนแล้วเสร็จ โดยทำ<br />

หน้าที่ออกแบบอาคารในส่วนต่างๆ ที่เพิ่มเติม<br />

จากผังแม่บทเดิมออกแบบไว้โดย Louis I. Kahn<br />

โดยงานในส่วนต่อขยายที่ Shivnath Prasad<br />

รับผิดชอบนั้น ยังคงคำนึงถึงวิธีการและคุณ-<br />

สมบัติทางสถาปัตยกรรมตามแนวทางที่ Louis<br />

I. Kahn ได้ดำเนินการไว้ก่อนหน้า<br />

18<br />

Charles Correa สถาปนิกชาวอินเดียที่มี<br />

พื้นฐานการศึกษาสถาปัตยกรรมส่วนหนึ่งจาก<br />

Massachusetts Institute of Technology<br />

ประเทศสหรัฐอเมริกา Charles Correa เป็น<br />

หนึ่งในสถาปนิกที่ให้ความสำคัญกับการค้นคว้า<br />

และทดลองในเรื่องของการพัฒนารูปแบบทาง<br />

สถาปัตยกรรม (Building Typology) ที่คลี่คลาย<br />

และตอบสนองการใช้งานที่แตกต่างออกไป<br />

ภายใต้บริบทและตามเงื่อนไขทางสภาพแวดล้อม<br />

ของการใช้แผงกันแดด การใช้คอนกรีตเปลือย<br />

การใช้อิฐกับคอนกรีต และเรื่องว่าด้วยแนวความ<br />

คิดของ Le Corbusier เกี่ยวกับการจัดการที่ว่าง<br />

ในงานสถาปัตยกรรม กล่าวโดยรวมแล้วเป็นการ<br />

หยิบยกเอาแง่มุมที่มีรูปแบบอย่างชัดเจนแต่<br />

ยังคงไม่ได้ลึกซึ้งลงไปถึงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ<br />

เจตนารมณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในงาน ซึ่งในหลายๆ กรณี<br />

หากได้รับการพิจารณากันเพียงแค่เรื่องผิวเผินที่<br />

ดูเหมือนจะถูกชี้ชัดให้เป็นเครื่องมือในการทำงาน<br />

แล้วผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจตามมาด้วยความ<br />

เสียหายหากไม่พิจารณาลงไปให้ถึงตัวเนื้อหาที่มี<br />

อยู่ในงานนั้นๆ จริงๆ สำหรับผม ผลงานของ Le<br />

Corbusier ไม่ได้มีความสำคัญมากมายเท่าใดนัก<br />

แต่วิธีการที่เขาจัดการในการรับมือกับสิ่งต่างๆ<br />

และวิธีการที่เขามองเห็นความสำคัญต่างๆ ที่มีอยู่<br />

ในความเป็นสถาปัตยกรรม รวมทั้งความมีชีวิต<br />

ของมันคือสิ่งที่สำคัญ ทัศนคติเหล่านี้ของเขาชี้ชัด<br />

อยู่ในคำพูดของเขาที่ว่า “เราต้องสามารถเห็น<br />

และเข้าใจในสิ่งต่างๆ เข้าใจในความเป็นไปที่จะ<br />

เกิดขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น เปิดใจพร้อมที่จะรับมือ<br />

ต่อสิ่งที่มิอาจคาดเดาได้”<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

79


•• เราต้องสามารถเห็นและเข้าใจในสิ่ง<br />

ต่างๆ เข้าใจในความเป็นไปที่จะเกิดขึ้น<br />

และยิ่งไปกว่านั้น เปิดใจพร้อมที่จะรับมือ<br />

ต่อสิ่งที่มิอาจคาดเดาได้ 80 กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล ••


Q: มีบุคคลเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้มีโอกาสร่วมงานใกล้ชิดกับ Le<br />

Corbusier ดังที่คุณได้รับโอกาสนั้น<br />

A: มันก็จริงอยู่ที่หลายๆ คนได้มีโอกาสร่วมงานกับเขาเป็นระยะเวลาตั้งแต่<br />

10-15 ปี ที่ปารีส แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้มีโอกาสอยู่ที่หน้างาน<br />

กับเขา ผมได้มีส่วนรับรู้ถึงการปรับตัวของเขาที่มีอย่างไม่สิ ้นสุด รวมถึง<br />

ประสิทธิภาพในการเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ตัวอย่าง<br />

เช่น เมื่อผู้รับเหมาได้แจ้งถึงปัญหาที่มีอยู่ที่หน้างานและชี้แจงกับเขาว่าไม่<br />

สามารถหาวัสดุก่อสร้างตามขนาดที่ต้องการได้ยกตัวอย่างเช่น แผ่นหิน<br />

เป็นต้น เขาจะถามกลับไปก่อนว่า แล้วขนาดที่หาได้นั้นมันมีขนาดเท่าใด<br />

บ้าง ระหว่างที่รอคำตอบจากผู้รับเหมา เป็นไปได้ว่า Le Corbusier เองก็<br />

น่าจะมีขนาดต่างๆ ที่เตรียมเอาไว้ในใจอยู่แล้วคร่าวๆ ราวๆ สามขนาด<br />

แต่ผู้รับเหมาอาจจะหาวัสดุได้เพียงสองขนาดเท่านั้น จากนั้นเขาก็แจ้งกลับ<br />

ไปที่ผู้รับเหมาว่าเขาจะยอมใช้วัสดุตามขนาดที ่ผู้รับเหมาสามารถหาได้<br />

ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็ยังคงต้องสอดคล้องกับระบบการจัดการเชิงพิกัด<br />

(Modular) 19 ที่เขาได้วางเอาไว้แล้ว ซึ่งทำให้ผู้รับเหมาจะมีเศษวัสดุเหลือทิ้ง<br />

จากการตัด และเขาจะใช้วัสดุที่เป็นเศษเหลือนั้นกับส่วนอื่นๆ ที่เหลืออยู่<br />

เขาจัดการให้วัสดุที่เหลือทิ้งจากการตัดทำงานได้ทั้งกับส่วนที่เป็นพื้นที่<br />

ผืนหน้าต่างและส่วนที่เป็นแผงกันแดด และเขาก็จะสร้างสรรจังหวะขึ้นมา<br />

ด้วยวัสดุที่เป็นเศษเหลือนั้นๆ ผ่านการเพิ่มมิติอีกมิติหนึ่งเข้าไปที่เมื่อเพิ่ม<br />

เข้าไป ซึ่งก็ยังทำให้อาคารนั้นดูมีคุณค่าในตัวของมันเองได้<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

81


Q: เมื่อพาดพิงถึงการทำางานของระบบความ<br />

สัมพันธ์ของการจัดการ เชิงพิกัด (Modular)<br />

แล้ว แล้ว Le Corbusier ใช้มันอย่างไร<br />

A: ผมไม่คิดว่าระบบความสัมพันธ์ของการจัดการ<br />

เชิงพิกัด (Modular) ได้รับการทำความเข้าใจอย่าง<br />

ถ่องแท้ มันถูกใช้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งในบางครั้งก็<br />

ไม่ได้มีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่ในงานนั้นๆ ณ จุดนั้น<br />

บางกรณีก็ไม่สามารถจะทำให้มันเกิดขึ้นได้ตลอด<br />

เวลา กล่าวโดยรวมมีเพียงองค์ประกอบสำคัญ<br />

หลักๆ เท่านั้นที่เป็นการทำงานที่อยู่ภายใต้ระบบ<br />

ความสัมพันธ์ของการจัดการเชิงพิกัด ซึ่ง Le<br />

Corbusier ก็ตระหนักว่ามันมีข้อยกเว้นอะไรบ้าง<br />

และยกเว้นได้ขนาดไหนที ่สามารถยอมรับได้<br />

แน่นอน เรารู้กันอยู่แล้วว่ามันสมควรได้รับการ<br />

พัฒนาต่อยอดต่อเนื่องต่อไปได้อย่างไรบ้าง เขา<br />

มักจะทำงานเก็บข้อมูลทำรังวัดอาคารทางประวัติ-<br />

ศาสตร์ต่างๆ และเขาก็ค้นพบว่า ความชัดเจน<br />

และแน่นอนในสัดส่วนของอาคารเหล่านี้ได้รับ<br />

การพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและปรากฏอยู่ใน<br />

ทุกๆ วัฒนธรรม ดังนั้นเขาจึงรวบรวมสิ่งต่างๆ ที่<br />

19 Modular (Le Modulor) หนึ่งในกลวิธีในการ<br />

ออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ถูกค้นคว้าและ<br />

ทดลองโดย Le Corbusier ผ่านการให้ความ<br />

สำคัญที่มีต่อการทำงานและการกำหนดระบบ<br />

ของทั้งพิกัดและมิติที่มีอยู่ร่วมกันของกลุ่มปัจจัย<br />

ร่วมต่างๆ ที่การออกแบบให้ความสำคัญ ไม่ว่า<br />

จะเป็นเรื่องของสัดส่วนของมนุษย์ ขนาดและ<br />

สัดส่วนของวัสดุ ขนาด และมิติที่มีผลกับการใช้<br />

งาน ระบบการก่อสร้าง ไปจนถึงรูปร่างรูปทรง<br />

ของสถาปัตยกรรมเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง<br />

สัมพันธ์กันในองค์รวม<br />

82<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


20 Pierre Jeanneret ลูกพี่ลูกน้องของ Le<br />

Corbusier ที่ทำหน้าที่ป็นตัวแทนของ Le<br />

Corbusier และสถาปนิกหลักของโครงการ<br />

ออกแบบต่างๆ ในอินเดีย<br />

ค้นพบเข้าไว้ด้วยกัน และค่อยๆ พัฒนาออกมา<br />

จนเป็นระบบที่ว่าด้วยเรื่องของสัดส่วน (scale)<br />

ระบบความสัมพันธ์ของการจัดการเชิงพิกัดอาจ<br />

กล่าวได้ว่าระบบดังกล่าวเป็นเสมือนกฎที่เป็นข้อ<br />

กำหนดพื้นฐานของ Le Corbusier แต่มันก็ไม่ใช่<br />

ข้อกำหนดที่ตายตัวเสมอไป ดังจะเห็นได้จากงาน<br />

ที่ Chandigarh นั้น Jeanneret 20 ก็ได้ทำการปรับ<br />

ระบบความสัมพันธ์ของการจัดการเชิงพิกัดให้<br />

เหมาะสมต่อวิธีการก่อสร้างอาคารด้วยอิฐ<br />

Q: Le Corbusier ได้ชี้แจงว่าสิ่งที่เขาค้นพบ<br />

ในระบบความสัมพันธ์ของการจัดการเชิงพิกัด<br />

(Modular) มีรากฐานที่มาจากการให้ความสำาคัญ<br />

ต่อความเป็นมนุษย์ เขากล่าวยกย่องชื่นชมบ้าน<br />

ของชาวไร่ชาวนา รวมถึงเพิงกระท่อมต่างๆ ที่มี<br />

ความทันสมัยอยู่ในตัวเองอีกทั้งยังสอดคล้องตาม<br />

สัดส่วนและการใช้งานของมนุษย์<br />

A: กล่าวได้ว่าเขาเป็นหนี่งในสถาปนิกที่ให้การ<br />

ยกย่องสรรเสริญและให้ความสำคัญในความเป็น<br />

ปุถุชนธรรมดา มันเป็นเสมือนกับว่าเขาให้ความ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

83


•• การปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างแม้<br />

เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามในความสัมพันธ์<br />

ระหว่างการเปิดช่องเปิด ความเป็นที่ว่าง<br />

ทางสถาปัตยกรรม และความเป็นมนุษย์<br />

แล้ว ความสัมพันธ์นี้ก็จะส่งผลโดยรวมให้<br />

เกิดความแตกต่างขึ้น ••<br />

84<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


สำคัญบนความเป็นมนุษย์กับความเป็นพระเจ้าไปในขณะเดียวกัน โดยที่<br />

ไม่มีบุคคลใดที่จะไม่มีความพิเศษอยู่ในตัวเอง ด้วยการที่เขาไม่เอาตัวเอง<br />

เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมและเศรษฐกิจ จึงทำให้เขาให้ความ<br />

สำคัญต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ผ่านชีวิตและความเป็นอยู่ สำหรับ<br />

อาคาร สิ่งที่เขาทำคือการคำนึงถึงความเหมาะสมในแง่สัดส่วนของ<br />

ประสิทธิภาพการทำงานที่จะไม่ว่าใครก็ตามเมื่ออยู่ในสถานะของการเป็น<br />

ผู้ครอบครองในที่อยู่ของตนแล้วจะต้องไม่รู้สึกว่าเขาผู้นั้นด้อยค่า ซึ่งมัน<br />

สะท้อนอยู่ในความทรงจำของผมผ่านงานที่เขาวาดที่เขาร่างแบบเอาไว้<br />

รวมถึงสิ่งที่เขาเองก็เคยพูดไว้ว่า บ้านเล็กๆ หลังหนึ่งนั้น ถ้าทำประตูให้มี<br />

ขนาดเล็กๆ บ้านก็ดูจะยิ่งเล็กลงไปกว่าเดิม แต่ถ้าเราทำบานประตูให้มี<br />

ขนาดเต็มที ่ตามที่มันควรจะเป็น วิธีการนี้ก็จะทำให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลง<br />

ไป ดังจะเห็นได้ว่าผลจากการปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างแม้เพียงเล็กๆ<br />

น้อยๆ ก็ตามในความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดช่องเปิด ความเป็นที่ว่างทาง<br />

สถาปัตยกรรม และความเป็นมนุษย์แล้ว ความสัมพันธ์นี้ก็จะส่งผลโดยรวม<br />

ให้เกิดความแตกต่างขึ้น<br />

Le Corbusier มักชื่นชอบในโครงสร้างการทำงานของสิ่งที่มีสัดส่วน<br />

โครงสร้างการทำงานเล็กๆ และไม่ซับซ้อน เช่น เรือกลจักรไอน้ำ ตู้รถไฟ<br />

บ้านในรูปแบบต่างๆ ของผู้มีรายได้น้อย ผมยังจำได้ถึงตอนที่พาเขาเข้าไป<br />

ในย่านชุมชนของเมือง Ahmedabad พาเขาเข้าไปในบ้านเก่าๆ ที่กว้าง<br />

ไม่ถึง 6 ฟุต เขายืดแขนออกจนสุดและบอกกับผมว่า พระเจ้า! ดูสิว่าคน<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

85


เหล่านี้เขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร สำหรับ Le Corbusier แล้ว การที ่จะต้อง<br />

มองสิ่งต่างๆ ในสองมาตราส่วนที่ต้องนำมาเทียบเคียงกันนั้น มิได้ก่อให้<br />

เกิดปัญหาใดๆ กับเขาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกับความเล็กที่เล็กมากๆ ไปจนถึง<br />

กับความใหญ่โตที่ใหญ่มากๆ ซึ่งสถาปนิกน้อยคนนักที่จะสร้างสมดุลได้ดี<br />

ในสภาวะของการทำงานที่มีความแตกต่างเกิดขึ ้นยังเป็นความแตกต่างกัน<br />

อย่างสุดขั้วดังกล่าว<br />

Q: แล้วมันคืออะไร หรือว่ามันคือความน่าสนใจในความแตกต่างของสิ่งที่<br />

อยู่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง<br />

A: ครับ และมันก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดอย่างน่าประหลาด ในมื้อ<br />

อาหารต่างๆ เขาก็มักบอกว่าเราควรจะกินทั้งอาหารที่เปรี้ยวและอาหารที่<br />

หวานไปด้วยกัน และเมื่อเขากินเนื้อ เขาก็มักจะบอกให้ใส่เกลือกันลงไป<br />

ด้วย แต่ถ้าเกิดมีเกลือบางส่วนที่เป็นก้อนใหญ่และก็มักจะกระจายตัวออก<br />

อย่างไม่ทั่วถึง ดังนั้นก็จะมีเนื้อบางส่วนที่ไม่โดนเกลือและก็มีบางส่วนที่เต็ม<br />

ไปด้วยเกลือ วิธีการเขียนเส้นในงานของ Le Corbusier ก็เช่นกัน ที่มีการ<br />

ทำงานร่วมกันของทั้งเส้นสายต่างๆ ที่ได้รับการให้น้ำหนักที่เบาบางมากๆ<br />

อยู่ร่วมกับเส้นที่มีทั้งความหนาและความหนัก มันเหมือนกันตรงที่ว่า Le<br />

Corbusier มักจะต้องการให้มีมิติสองประการเกิดขึ ้นมาอยู่เสมอ ทั้งมิติ<br />

ที่มีความบางและมิติที่มีความหนา มิติที่ต้องได้รับการเน้น มิติที่ควรจะ<br />

ปล่อย มิติที่มีความหยาบ มิติที่มีความนุ่มนวล มิติกระจ่างแจ้งในแสง<br />

สว่าง และมิติที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงาที่ตกทอด ซึ่งเป็นการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน<br />

แบบนี้อยู่เสมอ<br />

86<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


21 Johann Sebastian Bach (1685-1750)<br />

นักประพันธ์ดนตรีชาวเยอรมันในยุค Baroque<br />

ผู้มีผลงานโดดเด่นที่ให้ความสำคัญต่อบทบาท<br />

ในการควบคุมและสั่งการเชิงเทคนิค ความงาม<br />

รวมถึงมิติทางด้านความคิดที่มีต่อการประพันธ์<br />

เพลง<br />

Q: จะว่าไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เองที่นำาเรามาถึง<br />

บทบาทของความเป็นดนตรีในงานของ Le<br />

Corbusier ที่ว่าด้วยเรื่องการทำางานกับจุดที่จะ<br />

ก่อให้เกิดความสมดุล<br />

A: สำหรับ Le Corbusier ดนตรีมีความสำคัญ<br />

อย่างมาก เราทราบดีอยู่แล้วว่าเขาเติบโตมาจาก<br />

ครอบครัวของนักดนตรี และเขาก็ได้ขยายผลจาก<br />

พื้นฐานเหล่านี้มาสู่วิธีการทำงานสถาปัตยกรรม<br />

ของเขา เขามักเชื่อมโยงงานของเขาเข้ากับวิธีการ<br />

เน้นช่องไฟ (fugue) ที่มีใช้กันอยู่ในการประพันธ์<br />

เพลงเช่นเดียวกันกับวิธีการของ Bach 21 สำหรับ<br />

Le Corbusier องค์ประกอบในแต่ละส่วนจะ<br />

แสดงบทบาทโดยตัวมันเองตามโน้ตดนตรีและ<br />

ตามจังหวะดนตรีของมัน และเขาก็นำเอาจังหวะ<br />

ต่างๆ ที่มีความเป็นเอกเทศเหล่านั้นเข้ามารวมกัน<br />

อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ชัดเจนซึ่งส่งผลให้เกิด<br />

ความกลมกลืนที่มีรูปแบบแตกต่างหลากหลาย<br />

ด้วยบทบาทที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตามที่ทำหน้าที่<br />

ในการสร้างสรรค์มันออกมา จังหวะเหล่านี้เป็นผล<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

87


ที่ขึ้นตรงต่อผู้ที่ทำหน้าที่สร้างสรรค์เพราะว่าจังหวะนั้นหมายถึงสัดส่วน<br />

ไม่ว่าจะเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นตามมาก็ตาม<br />

และจวบจนกระทั่งสิ้นสุดชีวิตการทำงานของเขา เขาก็ยังคงยืนหยัดที่จะให้<br />

ความสำคัญกับความหลากหลายที่เอื้อให้เกิดจังหวะที่แตกต่างกันออกไป<br />

ได้อย่างมากมายในเวลาเดียวกัน<br />

ดังตัวอย่างหนึ่งที่มีความชัดเจนมากนั่นคือ ในระหว่างที่ทำงานออกแบบ<br />

บ้าน Shodan House ภายใต้เหตุผลบางประการ รูปแบบของมันดูจะมี<br />

ความตายตัวค่อนข้างมาก ซึ่ง Le Corbusier ก็ตระหนักดี และมันก็เป็น<br />

ปมประเด็นปัญหาที่รบกวนจิตใจเขาอยู่แล้วด้วย ดังนั้นเขาจึงมอบหมาย<br />

หน้าที่มาให้ผมช่วย และเมื่อผมเริ ่มต้นลงมือทำงานกับบ้านหลังดังกล่าว<br />

ผมก็รู้สึกได้ว่าแทนที่จะออกแบบโดยใช้เสากลม แต่เราควรใช้เสาสี่เหลี่ยม<br />

แทน โดยเสาสี่เหลี่ยมนี้เองที่ทำให้เกิดผลต่างๆ ตามมาได้อีกมากมาย เช่น<br />

การเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจบรอยต่อของการเจอกันของผนัง<br />

ได้อย่างแน่นอน การใช้มันให้เป็นตู้เก็บของหรือเป็นที่ว่างซึ่งทำหน้าที่บรรจุ<br />

เอาสิ่งต่างๆ เข้าไปได้ และเมื่อผมนำงานไปให้เขาดู เขาก็พูดขึ้นว่า วิธีการนี้<br />

เริ่มที่จะเห็นผลแล้ว และขอเวลาอีกสักหน่อยให้เขาได้ร่วมเริ่มต้นทดลอง<br />

มัน และภายในเวลาสองชั่วโมงเขาก็ได้สร้างความแปลกใหม่ผ่านวิธีการให้<br />

ความสำคัญกับรูปตัดของอาคาร โดยเพียงแต่ทำการเพิ่มเติมคานซอย<br />

เข้าไปที่จุดจุดหนึ่ง เพิ่มพื ้นขึ้นมาอีกทาง และเปิดความต่อเนื่องให้เกิดขึ้น<br />

88<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ระหว่างชั้นของอาคารด้วยการมีช่องเปิดวงกลมบนพื้นของอาคาร ผมยัง<br />

จำได้อีกว่า ผมยังคงทำงานอยู่กับการใช้แผงกันแดดแบบที่ทำๆ กันอยู่เป็น<br />

ประจำ และเมื่อ Le Corbusier มาเห็นเข้า เขาก็พูดขึ้นว่า คุณยึดติดอยู่กับ<br />

รูปแบบที่ตายตัวเกินไปแล้วรู้ตัวบ้างไหม ไหนลองเอามันออกสักสองชิ้น<br />

ดูหน่อยไหม ผมก็เลยลองเอามันออกดูและผมก็ตระหนักได้หลังจากที่ได้<br />

ทำมันไปแล้วตั้งหลายปีว่า ช่องว่างที่เกิดจากการนำเอาแผงกันแดดสอง<br />

ชิ้นออกไปจากแนวเดิมที่เป็นอยู่นั้น กลับทำหน้าที่ในการเน้นคุณสมบัติ<br />

ของความเป็นสวนที่อยู่ ณ บริเวณนั้นของอาคารขึ้นมาในขณะที่ชิ้นอื่นๆ ที่<br />

ยังรักษาแนวอยู่ในจังหวะที่ต่อเนื่องกันเป็นปกตินั้น ก็ทำหน้าที่ในการเน้น<br />

คุณสมบัติของการเป็นพื้นที่ห้องของอาคารในขณะเดียวกันอยู่นั่นเอง และ<br />

นี่ก็เป็นวิธีการของ Le Corbusier ที่เขามักใช้ในการให้ได้มาซึ่งการเพิ่มเติม<br />

ให้เกิดจังหวะที่แตกต่างออกไปลงไปในจังหวะที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก และ<br />

วิธีการคล้ายคลึงกันนี้ที่เห็นได้ชัดอีกเช่นกันในงาน Sarabhai House ที่มี<br />

องค์ประกอบขนาดใหญ่ๆ ทั้งคานขนาดใหญ่มากๆ ที่จะทำหน้าที่นำคุณ<br />

เข้าไปสู่พื้นที่ภายในของอาคาร โดยมีผนังต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับ<br />

บานเลื่อน โดยองค์ประกอบเหล่านี้จะทำหน้าที่รับน้ำหนักไปด้วยในตัว ซึ่ง<br />

ในบางที่ก็มีการทิ้งระยะช่วงกว้างถึง 12 ฟุต โดยในบางที่ก็มีส่วนเชื่อมต่อ<br />

ระหว่างกันที่มีขนาดเพียงแค่ 2 ฟุตเท่านั้น และก็มาถึงจุดที่ว่า Louis<br />

Kahn นั้นมักจะไม่ใช้วิธีการเดียวกันนี้อย่างแน่นอน โดย Kahn มักจะ<br />

ทำงานกับการใช้ช่วงกว้างของเสาที่มีความคงที่และสม่ำเสมอกัน<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

89


Q: นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำาให้ต้องถามคุณต่อไปถึงเรื่องของประสบการณ์<br />

ในการทำางานกับ Kahn รวมถึงความแตกต่างระหว่าง Kahn กับ Le<br />

Corbusier<br />

A: เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าผมได้มีส่วนร่วมในการทำงานกับ Louis Kahn เป็น<br />

เวลาหลายปี สำหรับผม เขาเป็นคนที่มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ความเรียบง่าย มี<br />

ความพยายามที่จะให้ได้มาซึ่งระบบระเบียบแบบแผนที่มีความชัดเจน มี<br />

ความสม่ำเสมอมากๆ มีความแม่นยำเที่ยงตรงมากๆ มีความเคร่งครัดตรง<br />

ไปตรงมามากๆ ในขณะที่ Le Corbusier มิได้ให้ความสำคัญกับคุณสมบัติ<br />

เหล่านี้เลยแม้แต่น้อย Le Corbusier มักจะใส่ใจกับสถานการณ์ที่อยู่ใน<br />

ขั้นหัวเลี ้ยวหัวต่อของการตัดสินใจ เพราะมันมักจะก่อให้เกิดโอกาสที่จะนำ<br />

มาซึ่งการเกิดขึ้นของวิธีการใหม่ๆ ที่มีที่มาที่ไปจากการที่ปัจจัยต่างๆ ที่มีอยู่<br />

นั้นมาอยู่รวมตัวกันโดยมันคงไม่จะต่างจากสาเหตุที ่ว่า การทำงาน<br />

สถาปัตยกรรมนั้นก็เหมือนกับกลวิธีหรือการพนันเสี่ยงโชค ผมมักบอกอยู่<br />

เสมอว่า Kahn นั้นพยายามจะสร้างให้เกิดความสงัด ความครบถ้วน<br />

สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงโดยปราศจากการกระทบกระทั่งไม่ว่าจะในรูปแบบ<br />

ใดก็ตาม ในขณะที่ Le Corbusier จะกล่าวว่าอิฐนั้นมีคุณสมบัติของความ<br />

หยาบกระด้างอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ดังนั้นจึงควรใช้คุณสมบัติของ<br />

ความหยาบกระด้างที่มีอยู่ของมันนั้นให้เต็มประสิทธิภาพ ขณะที่ Kahn<br />

จะทำให้ความเป็นอิฐนั้นมีความหมดจดและสวยงามให้ได้มากที่สุดเท่าที่<br />

จะทำได้<br />

90<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


เปรียบเปรยในความเป็น Louis Kahn และความเป็น Le Corbusier แล้ว<br />

ก็คงเปรียบได้กับสถาปัตยกรรมโมกุลกับสถาปัตยกรรมฮินดู ในประเทศ<br />

อินเดียก็มีช่างฝีมือที่ทำงานอยู่กับสถาปัตยกรรมทั้ง 2 รูปแบบ ถ้ากลุ่มที่<br />

ทำงานกับมัสยิดช่างฝีมือก็จะเป็นกลุ่มที่ทำงานเรียบง่าย บริสุทธิ์ ชัดเจน<br />

และมีระบบทางเรขาคณิตที่แน่นอนชัดเจน ในทางกลับกัน งานของวัดฮินดู<br />

นั้นองค์ประกอบต่างๆ จะมีการบิดตัวมีการกลับขึ้นกลับลงภายใต้ความไม่<br />

อยู่ในระบบระเบียบแบบแผนใดๆ อย่างเห็นได้ชัดเจน ดังเช่น Le Corbusier<br />

ผู้ที่ก็มีทั้งความชื่นชมในความตรงไปตรงมาของเรขาคณิตโดยที่ตัวเขา<br />

เองนั้นก็มุ่งมั่นที่จะท้าทายต่อความตรงไปตรงมาของความเป็นเรขาคณิต<br />

ดังกล่าว<br />

โดยรวมแล้ว Kahn ออกจะเป็นบุคคลที่ยอมรับในเรื่องของข้อจำกัดต่างๆ<br />

ขณะที่ Le Corbusier เป็นบุคคลที่มักจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อข้อจำกัดใดๆ<br />

Le Corbusier มักจะอยู่เหนือข้อจำกัด และมันก็เป็นที่มาถึงสาเหตุที่ว่า<br />

ทำไม Le Corbusier จึงสร้างสรรค์การคลี่คลายที่ว่างทางสถาปัตยกรรมที่<br />

เยี่ยมยอด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของแสงที่น่าอัศจรรย์ สำหรับอาคารที่<br />

ออกแบบโดย Louis Kahn นั้นเป็นจึงเป็นเสมือนสถานที่ที่เอื้อให้เกิด<br />

สภาวะที่เกี่ยวข้องกับการมีสมาธิ ขณะที่อาคารที่ออกแบบโดย Le Corbusier<br />

นั้น เป็นเสมือนสถานที่ที่เอื้อให้เกิดสภาวะที่เป็นดังเช่นการเปล่ง<br />

เสียงสูงเสียงต่ำต่างๆ ที่ขับขานออกมาเป็นบทเพลง<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

91


Q: ทั้งสองมีบุคลิกภาพในส่วนใดที่เหมือนกันบ้าง<br />

A: ทั้งสองมีนิสัยใจคอการแสดงออกทางอารมณ์ที่แตกต่างกันชัดเจน<br />

ยกตัวอย่างอุปนิสัยการกินอาหาร ระหว่างที่อยู่ในอินเดีย Louis Kahn จะ<br />

กินแต่ปลานึ่งกับมันต้ม และไม่กินอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากนี้ ในขณะที่<br />

ระหว่างอยู่ในเมืองเดลี Le Corbusier กลับพาผมตรงไปที่ร้าน Moti<br />

Mahalเพื่อสั่งไก่ tandoori รวมถึงอาหาร Mughalai ทุกชนิด และเขาก็<br />

ชื่นชอบเป็นอย่างมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมออกไปซื้อของกับ Kahn โดยที่เขา<br />

ต้องการจะหาส่าหรีสักผืนไปฝากภรรยา แล้วเขาก็เลือกส่าหรีที่ทำจาก<br />

ผ้าไหมสีขาวที่มีลวดลายมาตรฐานเป็นช่องไฟเล็กๆ พื้นๆ ที่สุดแสนจะ<br />

เรียบ เขาดูเป็นเสมือนกับผู้ที่ยึดมั่นและนับถือในลัทธิความเชื่อทางศาสนา<br />

ที่มีความเคร่งครัดในคำสอนของศาสนาเป็นอย่างมาก บ้านของ Le Corbusier<br />

ก็สุดแสนที่จะสะท้อนความเป็นตัวตนของเขาเอง มันเต็มไปด้วย<br />

สิ่งของต่างๆ นานาทั้งภาพจิตรกรรม ภาพพิมพ์ วัตถุสะสมที่มีคุณค่าทาง<br />

ศิลปะจากนานาประเทศกล่าวได้ว่า Kahn นั้นมีบุคลิกภาพที่แตกต่างออก<br />

ไปจาก Le Corbusier อย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากเมื่อ Gira Sarabhai 22<br />

ถามเขาว่า สถาปัตยกรรมคืออะไร Louis Kahn ไม่สะดวกใจที่จะตอบ<br />

คำถามดังกล่าวด้วยคำตอบแบบพื้นๆ ทั่วไป และแทนที่จะให้คำตอบแก่<br />

Gira Sarabhai เขากลับขอเวลาหนึ่งวันสำหรับคำตอบที่จะมีต่อคำถาม<br />

ดังกล่าว แล้วในเช้าวันถัดมาเขาก็กลับไปพร้อมกับกระดาษจดบันทึกชิ้น<br />

92<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


22 Gira Sarabhai เจ้าของบ้าน Sarabhai<br />

House ผู้ริเริ่มดำเนินการ Calico Museum อัน<br />

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับพัฒนาการของสิ่งทอ<br />

ที่มีความสำคัญในระดับต้นๆ ของโลก<br />

Gira Sarabhai เป็นหนึ่งในบุตรีแห่งตระกูล<br />

Sarabhai อันเป็นตระกูลสำคัญที่มีบทบาททาง<br />

ธุรกิจและการพัฒนาในหลากหลายสาขาวิชา<br />

รวมถึงศาสตร์ที่สำคัญต่างๆ ของประเทศอินเดีย<br />

สมาชิกในตระกูล Sarabhai เล็งเห็นถึงความ<br />

สำคัญในการมอบหมายภาระหาที่ให้กับ<br />

สถาปนิกที่ได้รับความไว้วางใจในการมารับ<br />

หน้าที่ออกแบบสถาบันต่างๆ ที่ทางตระกูลเป็น<br />

ผู้ริเริ่ม<br />

เล็กๆ ที่มีข้อความว่า “ถ้าคุณมีความตั้งใจที่จะ<br />

ถามผมว่าสถาปัตยกรรมคืออะไรแล้ว ผมคงจะ<br />

ไม่สามารถให้คำตอบใดๆ ได้ เพราะคำตอบ<br />

ที่ว่านั้นมันมีอยู่ในจิตวิญญาณของความเป็น<br />

สถาปัตยกรรมโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว และมัน<br />

ก็อยู่ที่ความปรารถนาของมันในการที่จะแสดงตัว<br />

ของมันเองว่ามันเป็นสิ่งใด”<br />

ขณะที่ Le Corbusier ได้ให้คำจำกัดความของ<br />

สถาปัตยกรรมอยู่เสมอๆ โดยที่หลายๆ ครั้งคำ<br />

จำกัดความดังกล่าวก็ได้ปรากฏอยู่ในงานเขียน<br />

ของเขาที่มีอยู่มากมาย และถ้าจะสุ่มเลือกหยิบ<br />

ยกขึ้นมาสักหนึ่งประโยคแล้ว มันก็คงจะเป็น<br />

ประโยคที่ว่า “สถาปัตยกรรมนั้นเป็นทั้งรูปร่าง<br />

ต่างๆ ปริมาตรต่างๆ สีต่างๆ เป็นดนตรี แสงและ<br />

เงาจะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับ<br />

สถาปัตยกรรมของเขาในการถ่ายทอดความ<br />

เป็นจริงของมันออกมา”<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

93


•• Le Corbusier เป็นบุคคลที่มักจะไม่<br />

ยอมอ่อนข้อต่อข้อจำากัดใดๆ Le Corbusier<br />

มักจะอยู่เหนือข้อจำากัด และมัน<br />

ก็เป็นที่มาถึงสาเหตุที่ว่า ทำาไม Le<br />

Corbusier จึงสร้างสรรค์การคลี่คลาย<br />

ที่ว่างทางสถาปัตยกรรมที่เยี่ยมยอด<br />

รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของแสงที่น่า<br />

อัศจรรย์ [...] อาคารที่ออกแบบโดย Le<br />

Corbusier นั้น เป็นเสมือนสถานที่ที่เอื้อ<br />

ให้เกิดสภาวะที่เป็นดังเช่นการเปล่งเสียง<br />

สูงเสียงตำ่ำต่างๆ ที่ขับขานออกมาเป็น<br />

บทเพลง ••<br />

94<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: แล้วบุคคลทั้งสองรู้จักกันบ้างหรือไม่<br />

A: อันที่จริงแล้วก็ไม่ถึงกับจะรู้จักกันสักเท่าใด จริงอยู่ที่ Kahn เคยเข้าฟัง<br />

การบรรยายของ Le Corbusier บ้างที่ฟิลาเดลเฟีย แล้วก็เป็นไปตามที่มัก<br />

จะเป็นๆ กันอยู่นั่นก็คือ Kahn จะยืนอยู่ด้านหลังๆ ของห้องบรรยาย แต่<br />

หลังจากการบรรยายแล้วก็มีการพบปะกันบ้างเมื่อมีคนนั้นคนนี้พา Le<br />

Corbusier มาเพื่อให้คนทั้งสองได้ทำความรู้จักกัน ผมคิดเอาว่ามันก็น่าจะ<br />

เป็นความคิดที่ดีที่บรมครูทั้งสองจะมาพบกัน และผมก็ได้บอกกับ Kahn<br />

ว่า ช่วงระหว่างที่เราเดินทางไปยุโรป เราน่าจะหาโอกาสสักวันเดินทางไป<br />

ปารีสเพื่อเข้าพบกับ Le Corbusier ซึ่ง Kahn ตอบกลับผมมาแค่ว่า ก็น่า<br />

จะได้ไปนะ<br />

หลังจากการเสียชีวิตของ Le Corbusier ผมเดินทางไปปารีสและอยู่ที่นั่น<br />

เป็นเวลาสามวันก่อนที่จะเดินทางไปฟิลาเดลเฟีย ที่ฟิลาเดลเฟียผมจำได้ว่า<br />

Kahn อยู่ที่สำนักงานของเขาบนชั้น 5 ของอาคาร แล้วก็โยนกุญแจลงมา<br />

เมื่อผมเข้าไปในสำนักงานแล้ว ผมได้เห็นว่า Kahn เองก็ออกจะรู้สึกหดหู่ใจ<br />

เป็นอย่างมาก ณ ขณะนั้น ซึ่งเขาก็ได้ถามผมว่า ได้ข่าวแล้วใช่ไหม ผม<br />

ตอบกลับไปว่า ครับ ทราบแล้วครับ ผมเพิ่งเดินทางมาจากปารีส แล้วเขา<br />

ก็หันหน้ามาหาผมมาด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความอาลัยพร้อมกับถาม<br />

ผมว่า แล้วจากนี้ไปฉันจะทำงานไปเพื่อใคร<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

95


Louis I. Kahn: The Yogi of Architecture<br />

ความเป็นโยคีแห่งสถาปัตยกรรม<br />

96<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: ขอให้คุณช่วยอธิบายถึงเหตุการณ์ในตอนที่ได้พบกับ Louis I. Kahn<br />

เป็นครั้งแรก<br />

A: ผมพบ Louis I. Kahn ครั้งแรกในปี 1958 ขณะที่ผมได้เดินทางไป<br />

สหรัฐอเมริกาซึ่งก็เป็นการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาครั้งแรกด้วยทุนความ<br />

ร่วมมือจาก Graham Foundation Fellowship เพื่อนของผมคนหนึ่งอยู่ที่<br />

นิวยอร์กพาผมไปฟิลาเดลเฟียเพื่อไปดูงานของ Louis Kahn และก็รวมถึง<br />

ไปที่สำนักงานของเขาด้วย ผมไม่เคยรู้จัก Louis Kahn รวมถึงผลงานของ<br />

เขามาก่อนเลย มันจึงเป็นเสมือนแรงผลักดันที่ทำให้ผมมีความสนใจที่จะ<br />

รู้จักตัวตนของเขา รวมถึงผลงานต่างๆ ของเขาให้เพิ่มมากขึ้น เรามีโอกาส<br />

ได้พูดคุยสอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของเขาที่สำนักงานซึ่งเขาให้<br />

ความเอาใจใส่ต้อนรับพวกเราเป็นการส่วนตัว และเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ<br />

อย่างคาดไม่ถึงในท่าทีรวมถึงการแสดงออกดังกล่าว ที ่ออกจะเป็นไปได้<br />

ยากที่สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงผู้หนึ่งจะพึงมีต่อชายแปลกหน้าคนหนึ่ง<br />

หลังจากได้อธิบายให้เขาฟังถึงที่มาที่ไปของ Graham Foundation<br />

Fellowship รวมถึงการร่วมงานของผมกับ Le Corbusier แล้ว ผมก็ได้<br />

นำเสนอภาพถ่ายผลงานของผมบางส่วนที่ได้เริ่มลงมือก่อสร้างแล้วต่อ<br />

Louis Kahn เช่น งานอาคารพักอาศัย ATIRA หรือ Premabhai Hall รวม<br />

ถึงบ้านของผมเอง เมื่อเขาได้เห็นงานเหล่านั้นแล้ว ปฏิกิริยาที่เขามีต่อ<br />

ผลงานต่างๆ ดูจะเป็นปฏิกิริยาที่แสดงออกตามธรรมชาติในการให้ความ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

97


สนใจอย่างชัดเจนต่อเนื้อหาต่างๆ ที่มีอยู่ในผลงานเหล่านั้น เขาชื่นชมในการ<br />

มีคุณสมบัติที่ดำรงไว้ซึ่งสาระสำคัญที่อยู่บนรากฐานดั้งเดิมของวัฒนธรรม<br />

ที่ยังคงปรากฏอยู่ในงาน ATIRA Housing ผ่านการใช้หลังคาโค้งที่ยาว<br />

ต่อเนื่องไปจนสุดขอบอาคาร เขากล่าวว่าวิธีนี้อาจดูเป็นวิธีการที่ผิดแผก<br />

แตกต่างออกไปจากแบบแผนที่ทำกันโดยทั่วไป แต่ก็เป็นวิธีการที่มีความ<br />

ชัดเจนในตัวมันเองเมื่อพิจารณาถึงแง่ของการออกแบบ เป็นวิธีการจบ<br />

อาคารซึ่งมีทั้งความกล้าและความท้าทาย มันเป็นสิ่งที่ดีที่มีความพยายาม<br />

ในการทดลองที่จะสร้างการออกแบบที่มีพื้นฐานอยู่บนความเรียบง่ายและ<br />

ตรงไปตรงมามากกว่าที่จะจงใจให้ความสำคัญกับอาคารผ่านรายละเอียด<br />

ปลีกย่อยต่างๆ โดยที่รายละเอียดเหล่านั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน<br />

เมื่อพินิจพิเคราะห์ถึงวิธีการวางผังหลักของตัวอาคารที่ก่อให้เกิดจุดตัดที่<br />

สำคัญ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ผมได้นำมาใช้ในบ้านของผมเองด้วยแล้ว<br />

นั้น ผลที่ได้ตามมาก็คือ มันทำให้เกิดการแยกครัว ห้องน้ำ และบันไดออก<br />

ไปจากส่วนใช้งานในชีวิตประจำวันและส่วนของห้องนอน รวมถึงการ<br />

เปลี่ยนแปลงและการกระจายตัวไปจนสุดขอบเขตต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาตาม<br />

ความลึกและระยะทางที่มีอยู่ในผังของอาคาร Louis Kahn จึงเริ่มพูดถึง<br />

คุณสมบัติของความเป็นที่ว่างหลักและความเป็นที่ว่างสนับสนุนในที่ว่าง<br />

ทางสถาปัตยกรรม (Master and Servant Spaces) 23 ซึ่งเป็นแนวความคิด<br />

ในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ผมยังคงไม่ค่อยได้ทำการศึกษา หลังจาก<br />

นั้น เขาได้นำเอาโครงการออกแบบสถานทูตที่ลูอันดา (Luanda) ของ<br />

98<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


23 Master and Servant Spaces หนึ่งในแนว<br />

ความคิดเกี่ยวกับการออกแบบสถาปัตยกรรม<br />

ของ Louis I. Kahn ที่ให้ความสำคัญต่อการ<br />

จัดการที่ว่างทางสถาปัตยกรรม (spatial organisation)<br />

24 Indian Institute of Management<br />

เขามาให้ดูและได้เปรยถึงความเหมือนกันใน<br />

แนวทางการทำงานระหว่างผังบ้านของผมกับ<br />

ผังของสถานทูตที่เขาออกแบบ สิ่งที่เขาให้ความ<br />

สำคัญอย่างชัดเจนอันได้แก่ความสำคัญของการ<br />

ออกแบบหลังคาสองชั้น รวมถึงการเอื้อให้เกิด<br />

การทอดตัวของเงาเพื่อตอบสนองต่ออาคารที่ต้อง<br />

อยู่ในสภาพอากาศที่มีทั้งความร้อนและต้องอยู่<br />

ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพอากาศ สิ่งนี้<br />

ฝังรากลึกอย่างแน่นหนักในความรู้สึกนึกคิดของ<br />

ผม กระทั่งทุกวันนี้ ผมยังจำได้ถึงสิ่งที่ทั้ง Kahn<br />

และ Le Corbusier ต่างก็ให้ความสำคัญ ไม่ว่า<br />

จะเป็นเรื่องของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการสร้าง<br />

ผลลัพธ์ที่เป็นทางเลือกให้กับการสร้างสรรค์<br />

แนวทางตามธรรมชาติที่เอื้อต่อการเกิดสภาวะ<br />

แห่งการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แนวทางการศึกษา<br />

หลักที่ใช้กับ IIM Building 24 นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่ง<br />

ของผลที่มาจากการที่แนวความคิดดังกล่าวนั้น<br />

ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องภายใต้การให้<br />

ความเอาใจใส่ต่อประเด็นซึ่งทั้ง Le Corbusier<br />

และ Louis Kahn ต่างก็ให้ความสำคัญเป็นอย่าง<br />

มาก<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

99


หลังจากนั้นในวันเดียวกัน เขาได้ให้ผมดูสไลด์ที่เป็นทั้งแบบร่างแสดง<br />

แนวคิดและแบบที่เขียนขึ้นมาแล้ว รวมถึงหุ่นจำลองของงาน Richards<br />

Medical Centre และงาน Salk Institute สิ่งที่ Kahn นำมาให้ผมดูทำให้ผม<br />

ได้ตระหนักถึงความเอาใจใส่ของเขาในทุกรายละเอียดบนแบบที่ทำขึ้น<br />

ตั้งแต่วิธีการเขียนตัวอักษรต่างๆ ด้วยมือ (calligraphy) และวิธีร้อยเรียง<br />

ผ่านการเขียน (writing) ซึ่งทำให้แม้แต่ข้อความและการให้ข้อมูลทั่วไป<br />

ต่างๆ ดูมีคุณค่ามีความสำคัญขึ้นมาเมื่อผ่านวิธีการสื่อความหมายต่างๆ ที่<br />

มีอยู่ในนั้น ผมคิดเอาเองว่ามันต้องเป็นเวลาต่อเนื่องอย่างยาวนานที่เขา<br />

ต้องปลูกฝังสิ ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจนเป็นกิจวัตรในฐานะที่สิ่งเหล่านี้คือความ<br />

จำเป็นพื้นฐานที่มีผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น หลายปี<br />

ผ่านไปหลังจากนั้น ผมยังคงรับรู้ได้ถึงคุณสมบัติเหล่านี้ในทุกผลงานการ<br />

ออกแบบของ Louis Kahn<br />

สิ่งที่พิเศษแต่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญอีกประการของ Kahn เห็นจะ<br />

เป็นเรื่องการขาดการเอาใจใส่ในการให้ความสำคัญต่อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ<br />

สถานภาพทางการเงิน ถึงแม้ตอนนั้นเป็นเพียงแค่การพบกันครั้งแรก เขา<br />

ก็ยังเชิญให้เราไปร่วมรับประทานอาหารเย็น และเขาเองก็ยังต้องเอ่ยปาก<br />

ขอใช้งบกับเลขาฯ ของเขา และก็เป็นเช่นเดียวกันเมื่อเขาตกลงที่จะทำการ<br />

ออกแบบให้กับ IIM มันเป็นการทำงานโดยไม่มีทั ้งการทำสัญญาอย่างเป็น<br />

ทางการ ไม่มีทั้งการกำหนดเรื่องของค่าตอบแทนที่เรียกเก็บกันตามปกติแต่<br />

100<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


อย่างใด จะมีก็แต่เพียงค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายจริงส่วนตัวของเขาเท่านั้น<br />

และเขาก็ยังคงเป็นบุคคลที่ไม่เคยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนตราบจนวาระ<br />

สุดท้าย เขาเป็นผู้ที่มีแต่การให้ โดยทั้งหมดทั้งมวลแล้ว สิ่งที่เขาคาดหวังที่<br />

จะได้รับกลับมานั้นมันเป็นเพียงแค่เรื่องของการยอมรับ รวมถึงการได้รับ<br />

การสนับสนุนจากผู้คนรอบข้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้แสดงออกถึงความเป็นครู<br />

ที่มีอยู่ในตัวเขาโดยที่มันมักจะทำหน้าที่เป็นเครื่องชี้นำทางให้กับเขาอยู่เสมอ<br />

Q: แล้วคุณได้ไปเยี่ยมชมผลงานชิ้นใดของเขาบ้าง แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณ<br />

ประทับใจในผลงานชิ้นนั้นๆ<br />

A: การได้เยี่ยมชมงาน Richards Medical Centre ดูจะเป็นประสบการณ์<br />

ที่คาดไม่ถึงและน่าจะเป็นที่น่าจดจำที่สุดแล้ว ซึ่งมันก็ตรงข้ามกันอย่าง<br />

สิ้นเชิงกับการได้ไปเห็นผลงานศาลฎีกาที่ออกแบบโดย Le Corbusier เป็น<br />

ครั้งแรก แต่ทั้งสองผลงานก็เสมอกันในแง่มุมของความชัดเจน ในงานศาล<br />

ฎีกา การทอดตัวอยู่ในเงามืดที่เกิดจากการมองย้อนแสงและเมื่อมองไป<br />

ยังหลังคาที่ราวกับว่ามันลอยอยู่กลางอากาศของตัวอาคารเอง ก็ทำให้ผม<br />

มองเห็นและรับรู้ได้ทั้งการยกตัวลอยออกจากกันรวมถึงแรงยึดเหนี่ยวที่มี<br />

ต่อกันระหว่างส่วนของตัวอาคารหลักและส่วนของหลังคา ราวกับว่ามันคือ<br />

การขยายความในเนื้อหาที่เกี่ยวพันอยู่กับความรู้สึกแห่งความเป็นเทือกเขา<br />

หิมาลัย<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

101


Richards Medical Centre


Salk Institute


ในงาน Richards Medical Centre ก็เช่นกัน ที่ผมมองเห็นและรับรู้ได้ถึง<br />

ภาพลักษณ์ของความเป็นสังคมโลกยุคใหม่ สำนวนวิธีการและภาษาใหม่ๆ<br />

ของการออกแบบอาคารสูง สิ่งเหล่านี้ถูกแสดงออกผ่านส่วนบริการที่วางตัว<br />

เรียงกันขึ้นไปตามความสูงของอาคารโดยได้รับการออกแบบให้มีลักษณะ<br />

ของการเป็นอาคารสูง (tower) ที่มีการใช้อิฐเป็นวัสดุหลัก โดยมีส่วน<br />

ต่อเนื่องถัดมาในแต่ละชั้นของอาคารเป็นชุดของหน้าต่างกระจกที่ถูก<br />

ออกแบบให้ปราศจากโครงของกรอบกระจกที่มุมของอาคาร และนั่นทำให้<br />

เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจนภายใต้ความเรียบความนิ่งของอาคารที่สูง<br />

ตระหง่านผ่านความแตกต่างที่มีระหว่างส่วนทึบตันที่ถูกก่อด้วยอิฐ กับส่วน<br />

ที่เป็นความใสและเบาที่เกิดจากกระจก การสะท้อนแสงและรายละเอียด<br />

ต่างๆ ของหน้าต่างกระจกเหล่านั้นยังอยู่ในความทรงจำของผมมาจนทุก<br />

วันนี้ โครงการนี้ผมยังได้เห็นถึงความเป็นไปของเมืองในอนาคตข้างหน้า<br />

ซึ่งอันที่จริงแล้ว งาน The Bharat Diamond Bourse ที่ผมกำลังออกแบบ<br />

อยู่ขณะนี้ ผมก็กำลังพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงนัยต่างๆ เหล่านี้อยู่เช่นกัน<br />

Q: ก่อนหน้าที่จะเริ่มต้นทำางานโครงการ IIM คุณได้พบกับเขาอีกบ้าง<br />

หรือไม่<br />

A: ในปี 1960 Holmes Perkins ซึ่งดำรงตำแหน่งคณบดีที่ University of<br />

Pennsylvania ในขณะนั้นได้เชิญให้ผมไปบรรยายที่นั่น ผมสันนิษฐานเอา<br />

เองว่าการตีความของผมเกี่ยวกับผลงานการออกแบบของ Le Corbusier<br />

104<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


25 Mughal Garden รูปแบบการวางผังสถา-<br />

ปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์และพระราชนิยมใน<br />

ราชวงศ์โมกุล สถาปัตยกรรมโมกุลได้รับอิทธิพล<br />

โดยตรงจากรูปแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย โดย<br />

มีเนื้อหาหลักของการวางผังที่อยู่บนรากฐานของ<br />

ความเป็นเรขาคณิตและสมดุลแบบสมมาตร<br />

ในการบรรยายครั้งนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ Kahn ให้<br />

ความสนใจ จากเหตุผลดังกล่าว หลังจากการ<br />

บรรยายเสร็จสิ้นลงแล้วผมได้อธิบายถึงกลวิธี<br />

ต่างๆ ที่ Le Corbusier ใช้ในการทำงาน อีกทั้ง<br />

การให้ได้มาซึ่งรากฐานทางความคิดที่มีความ<br />

ชัดเจนในตัวเอง รวมถึงการแสดงผลปรากฏออก<br />

สู่สาธารณะได้อย่างเหนือความคาดหมาย โดย<br />

ณ จุดนี้เองที่น่าจะเป็นการสร้างให้เกิดข้อกังขา<br />

ที่ว่า Le Corbusier มีวิธีการอย่างไรในการสร้าง<br />

เนื้อหาต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาจากการทำงานกับ<br />

สถาปนิกรุ่นเยาว์ที่มีประสบการณ์น้อยอย่างผม<br />

(คบเด็กสร้างบ้าน)<br />

Kahn ฟังผมอธิบายถึงความเห็นของผมเกี่ยวกับ<br />

การออกแบบบ้าน Villa Shodhan ผ่านวิธีการที่<br />

ใช้การพลิกบ้าน Villa Savoye กลับ รวมถึงแนว<br />

ความคิดในการออกแบบห้องประชุมสภาที่มีที่<br />

มาจากหอทำความเย็นของโรงไฟฟ้าที่เมือง<br />

Ahmedabad เรายังได้พูดคุยกันเกี่ยวกับสวน<br />

Mughal Garden 25 สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของ<br />

อินเดีย ตลอดจนสถาปัตยกรรมคลาสสิคในมุม<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

105


มองของผม การสังเกตของทั้ง Louis Kahn และศาสตราจารย์ McHarg<br />

บนสิ่งต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น เป็นมุมมองที่เปิดกว้าง และจากการที่ผม<br />

ก็ไม่เคยถูกสอนด้วยวิธีนั้นๆ มาก่อน การได้เริ่มมีประสบการณ์รวมถึง<br />

โอกาสที่ได้พบเจอสิ่งต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อผม<br />

ทั้งในเชิงวิชาการและเชิงวิชาชีพ<br />

และก็ช่างโชคดีที่ในปี 1962 คณบดี Perkins ได้เชิญผมให้ไปร่วมสอน<br />

เป็นเวลาครึ่งหนึ่งของภาคการศึกษา ทำให้ความคาดหวังที่จะได้มีโอกาส<br />

และมีเวลามากขึ้นในการพบกับ Kahn อีกครั้งเป็นจริงขึ้นมา หลังจากนั้น<br />

ผมยังคงได้มีโอกาสเดินทางไปที่เพนซิลเวเนียอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี<br />

1974 และ Kahn ก็มักจะให้เวลากับผมอยู่เสมอๆ และมันก็คงเป็นไปได้ว่า<br />

โชคชะตาได้ดลบันดาลให้ผมมีครูอีกหนึ่งคนเป็นคนที่สอง<br />

ถึงแม้ว่า Kahn จะให้ความสำคัญกับ Le Corbusier ในฐานะของการเป็น<br />

ครูที่ไม่แสดงตัวตนของเขา ผมก็ยังเห็นถึงความเป็นโยคีอินเดียในตัวของ<br />

Kahn โยคีผู้มองหาความเป็นตัวของตัวเองที่แท้จริงอยู่เสมอ เพราะเขาเชื่อ<br />

ว่าในความเป็นตัวของตัวเองนั้นเป็นที่ที่มีดุลยภาพของโลกอันสุดแสนจะ<br />

กว้างใหญ่ที่มีทั้งความกลมกลืนเต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์<br />

106<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: คุณจำาโครงการออกแบบต่างๆ ที่สำานักงานของ Kahn รับผิดชอบ<br />

อยู่ในขณะนั้นได้หรือไม่<br />

A: ผมรู้สึกประทับใจในการเอาใจใส่ที่มีต่อรายละเอียดต่างๆ ของโครงการ<br />

Salk Institute ในขณะนั้น หากพิจารณาเพียงแค่แบบของโครงการที ่อยู่<br />

บนกระดาษแล้วละก็ มันไม่สามารถชี้ให้เห็นถึงผลที่จะเกิดขึ้นจริงๆ บน<br />

ตัวงานสถาปัตยกรรมของสถาบันดังกล่าวได้เลย เป็นต้นว่าสีของคอนกรีต<br />

รวมถึงสีของส่วนที่เป็นไม้ เช่นเดียวกับรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมต่างๆ<br />

วิธีการทำรอยต่อที ่คาบเกี่ยวอยู่บนความแตกต่างระหว่างวัสดุ ไปจนถึง<br />

ที่ว่างทางสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นภายในตัวอาคารเองและระหว่างตัวอาคาร<br />

ต่างๆ สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผมได้มากที่สุดเห็นจะเป็นภาพลักษณ์<br />

ที่ดูลึกลับซ่อนเร้นของตัวสถาปัตยกรรมที่ดูราวกับว่ากำลังอยู่ในห้วงอวกาศ<br />

ลานโล่งขนาดใหญ่ระหว่างกลุ่มอาคารรูปทรงลูกบาศก์ทั้งหลายทำหน้าที่<br />

เป็นที่ตอบรับปรากฏการณ์ต่างๆ ของดวงจันทร์และพระอาทิตย์ได้อย่าง<br />

ไม่มีที่ติ ส่งผลให้อาคารที่ขนาบอยู่ทั้งสองข้างทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องมือ<br />

ที่ทำหน้าที่ในการแสดงผลที ่มีต่อปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน มัน<br />

เป็นประสบการณ์และการรับรู้ที่มีต่อสถาปัตยกรรมอันเป็นทั้งความรู้สึกที่<br />

พิเศษและมีพลังมหาศาลที่หาได้ยากยิ่ง<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

107


นอกจากนี้ ผมก็ยังรู้สึกประทับใจในผลที่เกิดจากการให้ความสำคัญและ<br />

ความเคร่งครัดที่มีต่อเนื้อหาและความเป็นเรขาคณิตที่ปรากฏอยู่ในวิธีการ<br />

ที่ตัวสถาปัตยกรรมถูกออกแบบขึ้นมา วิธีการสร้างความเชื่อมโยงและการ<br />

อ้างอิงซึ่งกันและกันผ่านมุมองศาที่กระทำระหว่างกันและการทำซ้ำใน<br />

ส่วนต่างๆ สร้างให้เกิดการรับรู้ได้ผ่านการมีประสบการณ์ร่วมที่ไม่ต่างจาก<br />

การมีประสบการณ์ร่วมเมื่อไดัฟังเพลง March ที่ประพันธ์โดย Beethoven<br />

คอนกรีตที่ผมมักจะถือว่าเป็นวัสดุที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรในคุณสมบัติ<br />

ของตัวมันเองมากนัก กลับถูกทำให้เป็นวัสดุที่มีความประณีตได้ไม่ต่างจาก<br />

หินอ่อน ประการสุดท้าย ร่องน้ำที่ถูกวางตำแหน่งไว้ ณ ตรงกลางของลาน<br />

ที่อยู่ระหว่างกลุ่มของอาคารและด้วยความใสที่มีอยู่ทั้งในน้ำที่นิ่งและใน<br />

น้ำที่ไหล ก่อให้ความหมายอันเป็นที่มาของปรัชญาในการออกแบบของ<br />

Louis Kahn ที่ว่าด้วยเรื่องของคุณสมบัติทางโสตสัมผัสของความสงัด<br />

ท่ามกลางความเชื่อมโยงสอดประสานของเหล่าความสงัดที่มีอยู่นั้นๆ ที่<br />

ส่งผลต่อปฏิกิริยาของความรู้สึกในการรับรู้<br />

Q: อะไรเป็นที่มาที่ไปของการตัดสินใจที่จะเชิญ Louis Kahn มารับหน้าที่<br />

ออกแบบสถาปัตยกรรมให้กับโครงการ IIM<br />

A: ในปี 1962 Kasturbhai Lalbhai กรรมการอาวุโสและเป็นผู้ที่ได้รับการ<br />

ยอมรับอยู่ในวงการอุตสาหกรรมของอินเดียอีกทั้งยังเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุน<br />

ต่อวงการสถาปัตยกรรมซึ่งก็เป็นผู้ที่เชิญ Le Corbusier เพื่อมารับหน้าที่<br />

108<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ออกแบบให้กับอาคารพิพิธภัณฑ์และอาคาร Mill Owners’ Association<br />

ในเมือง Ahmedabad เขาแจ้งความประสงค์ที่จะให้ผมออกแบบ Indian<br />

Institute of Management โดย Dr.Vikram Sarabhai ผู้ที่จบการศึกษามา<br />

จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) และเป็นทั้งนักวิทยา-<br />

ศาสตร์รวมถึงนักอุตสาหกรรมผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของ IIM ใน<br />

ขณะนั้น ได้มอบหมายให้ผมทำรายละเอียดโครงการดังกล่าวขึ้น และเขา<br />

ก็เป็นคนที่ตัดสินใจว่าควรจะเชิญสถาปนิกผู้มีชื่อเสียงเช่นเดียวกับ Le<br />

Corbusier มาเพื่อรับหน้าที่ในการออกแบบ แล้วก็น่าจะเชิญสถาปนิก<br />

ชั้นนำท่านอื่นๆ อีกที่ได้รับการยอมรับอยู่ในระดับเดียวกันให้มาร่วมทำงาน<br />

โดยมอบหมายให้ผมได้ร่วมอยู่ในคณะทำงานออกแบบสถาปัตยกรรม<br />

ให้กับสถาบันดังกล่าว แต่เนื่องจากรายชื่อของสถาปนิกที่ได้รับการเสนอชื่อ<br />

ขึ้นมาโดยคณะกรรมการดังกล่าวนั้นยังไม่มีผู้ใดที่ได้รับการยอมรับที่เสมอ<br />

เหมือนกับ Le Corbusier ได้เลย ผมจึงโน้มน้าวและชี้ชวนคณะกรรมการ<br />

ให้เชิญ Louis Kahn เนื่องด้วย Kahn มีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์เฉกเช่น<br />

เดียวกับ Frank Lloyd Wright ที่คณะกรรมการเหล่านั้นรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่ง<br />

คณะกรรมการทุกท่านก็ให้ความเห็นชอบ หลังจากได้รับการอนุมัติจากทาง<br />

คณะกรรมการที่เป็นผู้ว่าจ้าง ผมจึงเริ่มดำเนินการโดยส่งโทรเลขไปยัง<br />

Kahn พร้อมทั้งขอร้องให้เขาเข้ามารับหน้าที่นี้ อีกทั้งยังได้ให้คำมั่นสัญญา<br />

กับเขาว่าผมจะรับหน้าที่เป็นสถาปนิกที่ทำหน้าที่คอยประสานงานต่างๆ ให้<br />

อยู่ทางนี้ด้วยตัวเองถ้ามันเป็นความประสงค์ของเขา<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

109


Indian Institute of Management


Q: แล้วในกรณีนี้ Kahn ได้มาใช้สำานักงานของคุณใน Ahmedabad สำาหรับ<br />

การทำางานออกแบบของเขาที่ทำาให้กับโครงการ IIM บ้างหรือไม่<br />

A: Kahn ไม่ได้มาใช้สำนักงานของผมเลย เนื่องจากทางผู้ว่าจ้างต้องการให้<br />

ใช้ National Institute of Design (NID) เป็นที่ทำการของโครงการ โดย<br />

มอบหมายให้ผมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ว่าจ้างและด ำเนินการประสาน<br />

งานกับ Kahn ผู้ทำหน้าที่เป็นสถาปนิกหลักของโครงการ คณะทำงาน<br />

ทั้งหมดได้รับการว่าจ้างจาก NID โดยมีผมเป็นผู้ประสานงาน เราทั้งหมด<br />

ทำงานในนามของ NID ต่อมาได้มีการย้ายที่ทำงานดังกล่าวไปอยู่ที่หน้า<br />

งาน และก็อยู่ที่นั่นตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ (1992) และเราก็ได้ใช้สำนักงาน<br />

ของโครงการแห่งนี้เป็นที่ที่เราเฝ้ามองเฝ้าสังเกตการณ์ในความเป็นไปต่างๆ<br />

ของโครงการมาโดยตลอด หลังจากการเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันของ<br />

Kahn ผมกับ Anant Raje ได้เข้ามาร่วมกันรับหน้าที่ในการดำเนินงาน<br />

ทั้งหมดต่อ ซึ่งอันที่จริงแล้วในขณะนี้ Anant Raje ก็ได้เข้ามารับบทบาทใน<br />

การเป็นสถาปนิกหลักให้กับงานในส่วนที่เหลือทั้งหมดของโครงการ นับ<br />

เป็นคุณูปการของ NID ที่ทำให้เหล่านักเรียนภายใต้สถาบันดังกล่าวได้มี<br />

โอกาสเข้ามามีส่วนร่วมและได้รับรู้ในปรัชญารวมถึงขั้นตอนและกรรมวิธีใน<br />

การทำงานต่างๆ ของ Louis Kahn<br />

112<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


อีกทั้งมันก็เป็นโอกาสที่ดีที่ Louis Kahn เองก็เห็นชอบที่จะรับมอบหมาย<br />

งานดังกล่าวตามการชักชวนของผม และมันก็ไม่ได้สร้างให้เกิดความแตก-<br />

ต่างใดๆ ทั้งสิ้นสำหรับ Louis Kahn ไม่ว่าเขาจะทำงานอยู่ที่ไหนเนื่องจาก<br />

มีผมอยู่ในฐานะผู้รับผิดชอบที่จะดำเนินการให้แนวความคิดในการออกแบบ<br />

ต่างๆ ของเขาสำเร็จลุล่วงลงให้ได้โดยสมบูรณ์แบบตามที่เขาคาดหวังไว้<br />

จากเหตุผลที่ได้กล่าวไปแล้ว ผนวกกับความรับผิดชอบที่ Louis Kahn มีต่อ<br />

การทำงานสถาปัตยกรรม รวมถึงผมผู้ทำหน้าที่ประสานงานต่างๆ เพื่อที่จะ<br />

ให้เขาเดินทางมา Ahmedabad ได้อยู่เสมอ โดย Kahn จะใช้เวลาในการ<br />

ทำแบบขั้นต้นต่างๆ อยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย ถึงแม้ว่าเราจะมีปัญหาในเรื่องของ<br />

การแลกเปลี่ยนเงินอยู่เสมอๆ แต่ Kahn ก็เห็นด้วยที่จะปรับตัวในเรื่องของ<br />

สภาพความเป็นอยู่ให้เข้ากันได้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจัดหาและนำเสนอให้<br />

กล่าวได้เลยว่าเราทุกคนในอินเดียให้ความสำคัญและความเอาใจใส่ใน<br />

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพยายามนำเสนอ รวมถึงการดำเนินการให้สิ ่งต่างๆ<br />

เหล่านั้นบรรลุผลตามความมุ่งมาดปรารถนาของเขาในทุกประการ ทั้งนี้ก็<br />

เพื่อให้บรมครูสถาปัตยกรรมเช่นเขาได้มีโอกาสสร้างความภาคภูมิใจให้<br />

เกิดขึ้นในงานสถาปัตยกรรมที่เขาออกแบบ และก็นับเป็นโชคดีของเราที่เขา<br />

พิสูจน์สิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้เป็นที่ประจักษ์<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

113


Q: ถ้ากล่าวถึงที่มาในการเชิญ Louis Kahn แล้ว อะไรคือปัจจัยหลักของ<br />

การให้ความสำาคัญที่อาจจะมีมากกว่ากัน ระหว่างผลงานการออกแบบ<br />

ของเขาหรือปรัชญาของเขา ถ้าคุณสามารถแยกแยะให้เห็นความแตกต่าง<br />

ได้อย่างชัดเจนระหว่างประเด็นทั้งสอง<br />

A: มันไม่ใช่ทั้งปรัชญาหรือหรือผลงานสถาปัตยกรรม แต่มันเป็นเรื่องของ<br />

ความมีสติสัมปชัญญะไหวพริบปฏิภาณที่มีต่อสิ่งแวดล้อม มันเป็นเรื่องของ<br />

การให้คุณค่า การให้ความสำคัญ และการเอาใจใส่ ที่สร้างความเชื่อมั่นให้<br />

กับทางคณะทำงานในการที่จะเชิญ Louis Kahn วิธีการสอน ความคิด รวม<br />

ถึงแนวทางในการทำงานของ Kahn มีผลต่อความรู้สึกของคณะกรรมการ<br />

ที่เป็นผู้ว่าจ้างเป็นอย่างมาก เมื่อมีความเข้าใจที่ชัดเจนดังกล่าวบังเกิดขึ้น<br />

จึงส่งผลให้ Kahn ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มประสิทธิภาพ จะมีอยู่บ้างก็<br />

เพียงข้อเสนอแนะเล็กๆ น้อยๆ ในบางกรณีเท่านั้น ถึงกระนั้นก็ไม่มีผู้ใด<br />

ที่จะมีข้อโต้แย้งต่อวิธีการออกแบบของ Kahn<br />

อันที่จริงแล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งในระหว่างการตรวจความคืบหน้าของโครงการ<br />

ที่ Kahn ได้เผยให้ผมฟังถึงวิธีการที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติวิชาชีพสถา-<br />

ปัตยกรรมซึ ่งมันก็คือการทำให้เจ้าของโครงการนั้นมีความเชื่อมั่นอย่างเต็ม<br />

เปี่ยม การทำให้เขาเข้าใจในคุณค่าและความสำคัญของสถาปนิกซึ่งรวม<br />

ถึงปรัชญาการทำงานและแนวทางการทำงาน เมื่อมีความรู้สึกเชื่อมั่น<br />

ให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกันได้เกิดขึ ้น เขาก็จะให้การสนับสนุนในการ<br />

114<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ทำงานอย่างเต็มความสามารถตลอดไปจนกระทั่งโครงการนั ้นๆ เสร็จสิ้น<br />

โดยสมบูรณ์ ผมเชื่อว่า Kahn ก็ปฏิบัติต่อผู้ร่วมงานในสำนักงานของเขา<br />

เองรวมถึงผู้รับเหมาก่อสร้างด้วยวิธีการอย่างเดียวกันนี้ และนี่คือเหตุผล<br />

ที่ว่าทำไมอาคารที่ Kahn ออกแบบทั้งหลายจึงสัมฤทธิผลด้วยการได้รับ<br />

การยกย่องให้เป็นผลงานชั้นครู<br />

อย่างไรก็ตาม Kahn ได้กำหนดแนวความคิดในการออกแบบสำหรับ<br />

โครงการ IIM ผ่านความชัดเจนในปรัชญาซึ่งมีส่วนคล้ายคลึงกับวิถีที่นักบุญ<br />

ต่างๆ ของชาวอินเดียได้เคยกล่าวเอาไว้ในอดีต ยกตัวอย่างเช่นแนวทาง<br />

การออกแบบที่ให้ความสำคัญกับความตั้งใจจริงที่จะแสดงให้เห็นถึงนัยและ<br />

ความหมายของสาระสำคัญที่มีอยู่ในงาน โดยสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกแสดงให้<br />

เป็นที่ประจักษ์ได้ผ่านรูปทรงต่างๆ ในสถาปัตยกรรมถึงแม้ว่ามันจะมี<br />

คุณสมบัติที่มีความเป็นนามธรรมอยู่มากก็ตาม ผลการทำงานของเขา<br />

นำเสนอสาระสำคัญต่อสถาปัตยกรรมผ่านความจำเพาะเจาะจง พวกเรา<br />

ทุกคนต่างยกย่องให้ Kahn เป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเป็นนักออกแบบอย่าง<br />

แท้จริง ดังจะเห็นได้จากผลงานที่ปรากฏอยู่ในรูปแบบของหุ่นจำลองและ<br />

แบบร่างต่างๆ ว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว นั่นก็คือสิ่งที่เขาได้บอกกล่าว<br />

ผ่านผลงานซึ่งมีอิทธิพลต่อผู้คน ตลอดจนความสามารถในการสร้างการ<br />

ยอมรับและความเห็นชอบจากผู้คนได้ในขณะเดียวกัน<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

115


ในฐานะสถาปนิกคนหนึ่งผมคิดว่า Kahn ได้แสดงให้พวกเราเห็นถึง<br />

เส้นทางอีกหนึ่งเส้นทางของแนวทางการทำงานออกแบบสถาปัตยกรรม<br />

โดยส่วนตัวแล้วทั้งผมและครอบครัวนั้น การเดินทางมาอินเดียของเขา<br />

3-4 ครั้งในหนึ่งปีระหว่างปี 1962-1974 ได้มีส่วนเสริมสร้างความเชื่อมั่น<br />

ที่มีในตัวผมจากพ่อแม่ของผมอีกด้วย ความคิดเห็นของ Kahn ที่มีต่อความ<br />

เป็น Le Corbusier รวมถึงผลงานของเขาในอินเดีย ทำให้ผมตรึกตรองถึง<br />

ครูคนแรกของผม (หมายถึง Le Corbusier: ผู้แปล) ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น<br />

เป็นต้นว่า ผมยังจำได้แม่นยำถึงคำจำกัดความที่ Kahn มีต่อที่ประชุม<br />

เกี่ยวกับอาคารที่ประชุมสภาที่ออกแบบโดย Le Corbusier ว่าเป็นดัง the<br />

frozen dream ที่เป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะยืนหยัดในอุดมการณ์<br />

อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดอุดมการณ์เหล่านั้นให้กลายมาเป็นความจริง<br />

ขึ้นมาจนได้ ผมเป็นหนี้ทางความคิดต่อ Kahn ในเรื่องของความมีไหวพริบ<br />

ปฏิภาณที่เขามีต่อสิ่งแวดล้อม ดังเช่นการออกแบบอาคารของโรงเรียน<br />

สถาปัตยกรรมที่ผมได้ออกแบบเอาไว้ในปี 1964 แนวความคิดต่างๆ ของ<br />

Kahn เกี่ยวกับห้องเรียนที่อยู่ภายใต้ร่มเงาในสภาวะแวดล้อมที่เปิด ชั้น<br />

เรียนต่างๆ ถูกทำให้เชื่อมโยงเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน รวมถึงการศึกษาที่มีมิติ<br />

ที่หลากหลาย ได้ส่งอิทธิพลต่อการปฏิบัติวิชาชีพและการสอนสถาปัตย-<br />

กรรมของผมเสมอมา ว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ด้วยการดำรงอยู่ของ<br />

ความเป็นโรงเรียนสถาปัตยกรรมในรูปแบบดังกล่าวมาตลอดระยะเวลากว่า<br />

30 ปี (1992) เรายังคงรับรู้ได้ถึงการมีตัวตนของ Kahn อยู่ผ่านแนว<br />

ความคิดต่างๆ เหล่านี้ในหลายประการ<br />

116<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: คุณได้รับโอกาสในการทำางานร่วมกับบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ของสถาปัตย-<br />

กรรมสมัยใหม่ถึงสองท่านซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก มีอะไรที่<br />

จะแสดงถึงเหตุผลที่มาที่ไปในความสำาคัญรวมถึงคุณลักษณะที่มีอยู่ในการ<br />

ออกแบบของบุคคลทั้งสองท่านได้อีกบ้าง<br />

ทั้งสองมีความเป็นตัวของตัวเองโดยสัญชาตญาณ รวมถึงความเข้าใจอย่าง<br />

ลึกซึ้งในความต่อเนื่องของกระบวนการทั้งกระบวนที่แสดงออกถึงความเป็น<br />

ไปของชีวิต ด้วยผลงานต่างๆ ทั้งในรูปของบทความ การวาดการเขียน และ<br />

ผลงานออกแบบของบรมครูทั้งสอง ได้แสดงให้เห็นถึงขอบเขตที่ไม่มีที่สิ้นสุด<br />

ในความเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ การเพิ่มพูนพฤติกรรมการทำงาน<br />

เหล่านี้ทั้งในสภาวะที่อยู่ภายใต้จิตสำนึกหรือแม้กระทั่งในสภาวะที่อยู่ภายใต้<br />

จิตใต้สำนึกนั้นสามารถรับรู้ผ่านแง่มุมต่างๆ ของชีวิต สิ่งเหล่านี้แทรกซึมอยู่<br />

ในทุกๆ ที่ ตัวอย่างเช่น การถามคำถามพื้นๆ ที่มีความชัดเจนอยู่ในตัวเอง<br />

ณ เวลาหนึ่งๆ อาจนำมาซึ่งคำตอบมากมายที่ส่งผลต่อการแสดงออกที่แตก<br />

ต่างกันในหลากหลายทิศทาง และในท้ายที่สุด มันก็แสดงให้เห็นถึงสัจธรรม<br />

ที่เป็นความจริงของชีวิต<br />

พูดในแง่มุมที่เกี่ยวกับความเป็นสถาปัตยกรรมแล้วความรู้สึกที่ว่านี้ถูกแสดง<br />

ให้เห็นได้ในวิธีการที่มีความพิเศษและแตกต่างออกไปอย่างมาก เป็นต้นว่า<br />

เมื่อทั้ง Le Corbusier และ Kahn ต่างจะต้องมาทำงานและเดินทางมา<br />

อินเดียทั้งๆ ที่ปฏิกิริยารวมถึงการแสดงออกต่างๆ ผ่านงานสถาปัตยกรรม<br />

ของคนทั้งสองนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ ้นเชิง แต่บุคคลทั้งสองก็ได้ให้<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

117


ความเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งต่อนัยต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์<br />

ที่มีมาหลายศตวรรษของวัฒนธรรมที่มีอยู่ ณ ที่แห่งนี้ โดยสัญชาตญาณ<br />

แล้ว คนทั้งสองรับรู้ถึงความเป็นไปของถิ่นฐานที่อยู่แห่งนี้ รวมถึงลักษณะ<br />

พื้นฐานทางด้านสังคมที่มีอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนที่ดำรงชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้<br />

ซึ่งมันก็คงจะเหมือนกับแพทย์ที่เข้าใจ รับรู้ได้ ตระหนักถึง และให้ความ<br />

สำคัญกับปัจจัยต่างๆ ที่จะมีผลต่อการทำงานอันจะทำให้แพทย์เหล่านั้น<br />

สามารถล่วงรู้ได้อย่างทันท่วงทีในการที่จะเผชิญกับโรคภัยต่างๆ การได้<br />

เดินทางไปเยือนโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การได้<br />

พบเห็นสัตว์และพืชพรรณต่างๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีส่วนทำให้บุคคลทั้งสอง<br />

สามารถค้นพบวิธีการที่ทำให้สถาปัตยกรรมสามารถแสดงออกถึงประเด็น<br />

ต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์<br />

สิ่งที่ผมยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ก็คือ ความเหมือนกันในวิสัยทัศน์<br />

ของบุคคลทั้งสองที่มีต่อความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์โดยปราศจากการ<br />

ยึดมั่นถือมั่นที่จะกำหนดให้ความสำคัญเหล่านั้นกลายมาเป็นเป็นเพียงแค่<br />

สิ่งที่ต้องเจริญรอยตาม แต่กลับสร้างการทำงานที่มีประสิทธิภาพได้ด้วย<br />

การตีความสิ่งต่างๆ เหล่านั้นขึ้นมาใหม่ และเมื่ออาคารที่เขาทั้งสอง<br />

ออกแบบได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ การรับรู้ถึงอาคารเหล่านั้นด้วยประสบการณ์<br />

และความเข้าใจในแง่มุมมของความสำคัญและความเหมาะสมนั้น<br />

สามารถเทียบเคียงได้กับกลุ่มอาคารและอาคารที่มีความสำคัญทาง<br />

ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ของอินเดีย<br />

118<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


26 Jahaz Mahal at Mandu Jahaz Mahal<br />

แปลว่า พระราชวังที่มีรูปแบบคล้ายกับเรือ<br />

ปรากฏชื่อเป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่<br />

บนผืนทะเลสาบหรือสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่บน<br />

ผืนดินที่ถูกขนาบด้วยผืนน้ำขนาดใหญ่ Jahaz<br />

เป็นชื่อเรียกสถาปัตยกรรมในรูปแบบดังกล่าวที่<br />

มีความสำคัญและตั้งอยู่ในเมืองที่มีความสำคัญ<br />

ทางประวัติศาสตร์หลายแห่งในอินเดีย Jahaz<br />

Mahal ที่เมือง Mandu นั้นมีลักษณะเฉพาะที่<br />

ให้ความสำคัญกับการสรรค์สร้างวิธีคิด จังหวะ<br />

และระบบการที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดอยู่บนการ<br />

จัดการพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ที่เรียงรายต่อเนื่องกัน<br />

อยู่บนระนาบพื้น ทั้งในส่วนที่เป็นการเปิดพื้นที่<br />

ตรงกลางภายในอาคารและระหว่างกลุ่มของ<br />

อาคาร (court)<br />

Q: คุณกำาลังจะบอกว่าบุคคลทั้งสองเป็นบุคคล<br />

ที่มีความละเอียดอ่อนในการรับรู้เป็นอย่างยิ่ง<br />

A: ใช่แล้ว ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว จะเป็นไปได้<br />

อย่างไรที่ส่วนของอาคารตามแนวตัดขวางที่มีอยู่<br />

ในกลุ่มอาคารหอพักที่ Louis Kahn ออกแบบ จึง<br />

มีคุณสมบัติที่นับได้ว่ามีส่วนร่วมที่คล้ายคลึงเป็น<br />

อย่างมากกับกลุ่มอาคาร Jahaz Mahal at<br />

Mandu 26 ที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในศตวรรษที่ 15<br />

เป็นไปได้อย่างไรที่สัดส่วนต่างๆ ของอาคารนับ<br />

ตั้งแต่ส่วนค้ำยันเสริมเพื่อใช้รับน้ำหนักอยู่ใน<br />

โครงสร้างหลักเรื่อยไปจนถึงแม้แต่ส่วนช่องเปิด<br />

ต่างๆ ของอาคารจึงสามารถสร้างความรู้สึกที่เกือบ<br />

จะเหมือนกันให้กับเราได้จนราวกับว่างานทั้งสอง<br />

นั้นมีส่วนร่วมอยู่ภายใต้สกุลช่างเดียวกัน อันที่จริง<br />

หลังจากเริ่มทำงานออกแบบในส่วนของหอพัก<br />

สำหรับโครงการ Indian Institute of Management<br />

ไปได้ประมาณหนึ่งปี ผมได้ให้ Kahn ดู<br />

ภาพถ่ายของกลุ่มอาคารที่ Mandu แล้ว Kahn ก็<br />

ได้อุทานออกมาว่า “มันช่างเป็นเรื่องของความ<br />

เป็นธรรมชาติในการตั้งคำถามที่ก่อให้เกิดการได้<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

119


มาซึ่งคำตอบโดยแท้” ซึ่งประโยคดังกล่าวชี้ชัดถึงวิธีการของเราในการ<br />

ตั้งคำถามต่างหากที่มันจำเป็นจะต้องมีความชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง<br />

Q: ทั้ง Le Corbusier และ Louis Kahn มีแนวทางในการสร้างวิธีการ<br />

ออกแบบกันขึ้นมาได้อย่างไรบ้าง เป็นไปได้ไหมว่าบุคคลทั้งสองนั้นต่าง<br />

ให้ความสำาคัญกับการเอาใจใส่อย่างทั่วถึงอันมีผลต่อสภาวะในการ<br />

ตัดสินใจส่วนบุคคลที่มีอยู่ในตัวเองของคนทั้งสองอยู่แล้วในเวลาที่คน<br />

ทั้งสองทำางานออกแบบ<br />

A: หลังจากได้เรียนรู้การทำงานกับทั้ง Kahn และ Le Corbusier ทำให้ผม<br />

มาถึงจุดที่เชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นจะได้รับการพัฒนาขึ้นบนความ<br />

ไม่ยึดมั่นถือมั่นและการมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อปัจจัยใหม่ๆ เท่านั้น และมัน<br />

ก็แทบจะอยู่บนรอยต่อที่หมิ่นเหม่ระหว่างความคิดสร้างสรรค์และความ<br />

ไร้เดียงสาเลยทีเดียว ในขณะที่นั่งทำงานอยู่กับโต๊ะเขียนแบบ ณ จุดนั้น ณ<br />

พื้นที่ตรงนั้น มันกลายเป็นสื่อกลางหรือที่ที่รวบรวมและดึงเอาประสบการณ์<br />

ที่มีอยู่แล้วออกมาทำงาน เป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า ตบะ (tapasya; penance)<br />

อันเป็นคุณสมบัติของการมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำ รวมถึงการตรึกตรอง<br />

อย่างรอบคอบต่อสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในงาน รวมถึงแนวความคิดต่างๆ ที่กำลัง<br />

มีอยู่ต่อสิ ่งต่างๆ เหล่านั้น ณ ที่ตรงนั้น คำตอบทั้งหลายก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น<br />

จากบทสนทนาที่ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ผ่านการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น<br />

ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วรอยยิ้มที่มีแต่ความปีติก็จะปรากฏ ว่าไปแล้วมันก็แทบ<br />

120<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


จะเหมือนกับการเกิดของเด็กคนหนึ่ง แต่ต่างกันตรงที่ว่ามีเพียงผู้ที่เป็นคน<br />

รังสรรค์งานเหล่านั้นขึ้นมาเท่านั้นที่จะรับรู้ได้ถึงการดิ้นรนหาช่องทางต่างๆ<br />

ที่มีอยู่ในการทำงาน<br />

อันที่จริงแล้วคำพูดของ Le Corbusier ที่ว่า “เมื่อเขาเริ่มลงมือทำงานมัน<br />

เป็นสีน้ำเงิน แต่เมื่อถึงเวลาที่ทำงานเสร็จ มันเป็นสีเขียว และเขาก็ไม่รู้ว่า<br />

มันเกิดขึ้นได้อย่างไร” นั้นเป็นคำพูดที่แสดงนัยอย่างชัดเจน ตัวของผมเอง<br />

นั้นก็มิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าอะไรคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในที่นี้ที่สัมพันธ์<br />

อยู่กับเนื้อหาของความเป็นองค์รวมที่กำลังดำเนินอยู่ภายในตัวของมัน<br />

โดยตัวของมันเอง มันเป็นสิ่งที่เราเรียกขานกันว่า ญาณ (dhyana; meditation)<br />

บทความงานเขียนต่างๆ ของ Le Corbusier และ Kahn เน้นย้ำถึง<br />

เรื่องที่ควรจะเป็นในงานสถาปัตยกรรมและการวางผังเมือง ด้วยการทำงาน<br />

ทั้งสองประเภทดังกล่าวจึงเกิดคำถามว่าอะไรเป็นเรื่องของการแสดงออก<br />

และการที่ทำให้รับรู้ได้ ตลอดจนในรูปแบบใดที่มันควรจะเป็น เขาทั้งสองไม่<br />

เคยพยายามที่จะสร้างการตัดสินผลงานรวมถึงวิธีการออกแบบของเขาเอง<br />

อีกทั้งไม่เคยที่จะยึดมั่นถือมั่นอยู่ในทฤษฎีของตน<br />

ตัวอย่างเช่น ในการออกแบบก่อสร้างอาคารต่างๆ ของ Capitol Complex<br />

ที่ Chandigarh นั้น Le Corbusier จะพูดถึงแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความ<br />

เป็นที่ตั้งของโครงการ ที่มีทั้งภูเขา ต้นไม้ ฝน ดวงตะวัน เขาไม่เคยที่จะพูด<br />

เกี่ยวกับคุณสมบัติทางสถาปัตยกรรมทั้งในงานออกแบบศาลฎีกาและใน<br />

งานออกแบบที่ประชุมสภา ซึ่งอันที่จริงแล้ว เขาได้คิดค้นรูปทรงใหม่ของ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

121


ห้องประชุมสภาเอาไว้ให้เป็นรูปทรงของอาคารที่<br />

ขึ้นรูปมาจากรูปทรงของหอหล่อเย็นที่ Ahmedabad<br />

เช่นเดียวกันกับการที่เขาคิดค้นคุณลักษณะ<br />

ที่สำคัญของ Shodhan House ขึ้นมาจากรูป<br />

จำลองต่างๆ ที่มีอยู่ในอินเดีย ระเบียงเฉลียงต่างๆ<br />

ที่มีอยู่ใน Shodhan House ก็มีที่มาจากฉาก<br />

การแสดงความรักของพระนางราธาที่มีต่อพระ<br />

กฤษณะ 27 เฉลียงนอกชานที่มีความลึกของ<br />

Sarabhai House นั้น ก็มีที่มาจากการทำความ<br />

เข้าใจของ Le Corbusier ในคุณสมบัติแบบป่า<br />

ร้อนชื้นและอาจรวมถึงคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ที่<br />

ปรากฏอยู่และถ่ายทอดเอาไว้ในภาพเขียนของ<br />

Henri Rousseau 28<br />

เช่นเดียวกันกับ Kahn ที่เอ่ยถึงมหาวิทยาลัยแห่ง<br />

แรกของเมือง Bologna โดยเฉพาะเรื่องของทาง<br />

เดินต่อเนื่องในร่มของอาคารที่เชื่อมต่อระหว่าง<br />

อาคารต่างๆ (arcade) เขาพูดถึงการแบ่งแยก<br />

ระหว่างพื้นที่ที่มีความเคร่งครัดต่อหน้าที่ในการ<br />

ใช้งานของมัน (sacred) กับพื้นที่ที่ต้องทำหน้าที่<br />

27 พระนางราธากับพระกฤษณะ พระกฤษณะ<br />

เป็นอวตารของพระนารายณ์ตามความเชื่อใน<br />

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และเป็นองค์ดำเนิน<br />

เรื่องหลักในมหากาพย์รามายณะ โดยมีพระนาง<br />

ราธาเป็นพระมเหสีเอกของพระองค์<br />

28 Henri Rousseau จิตรกรชาวฝรั่งเศสยุคอิม-<br />

เพรสชันนิสม์ในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษ<br />

ที่ 19 ผลงานของ Rousseau ส่วนหนึ่งเป็นเรื่อง<br />

ของการจินตนาการถึงสภาพแวดล้อมที่อยู่ห่าง<br />

ไกลจากสภาพแวดล้อมที่จิตรกรใช้ชีวิตอยู่ โดย<br />

เฉพาะอย่างยิ่ง สภาวะแวดล้อมในภูมิประเทศที่<br />

อยู่ในเขตร้อน<br />

122<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ในการตอบสนองในเรื่องของการใช้งานต่อพื้นที่ที่มีความเคร่งครัดเหล่านั้น<br />

(profane) ผ่านส่วนที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างอาคาร โดยพื้นที่เหล่า<br />

นี้นั้นถูกใช้เป็นทางสัญจรร่วมต่างๆ (ghats) ดังจะเห็นได้ในการจัดการพื้นที่<br />

ระหว่างส่วนที่ใช้งานเพื่อกิจกรรมทางวิชาการและส่วนที่ใช้เป็นที่พัก เขาพูด<br />

ถึงปฏิสัมพันธ์ของการแลกเปลี่ยนที่มีอยู่ทั้งในเรื่องความเป็นศาสตร์และ<br />

กรรมวิธีของการทำอาหารที่มีที่มาจากหลายๆ ภูมิภาค เขาพูดถึงที่ว่างใน<br />

งานสถาปัตยกรรมที่ผ่านการให้ความสำคัญกับเรื ่องของการสร้างมันขึ้นมา<br />

ให้เกิดร่มเงาที่ตอบสนองต่อการใช้งานในยามบ่ายที่ต้องเผชิญกับความ<br />

ร้อน รวมถึงการเปิดพื้นที่โล่งในใจกลางของอาคารที่เอื้อต่อการสัมผัสกับ<br />

กระแสลมที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านไปในยามเย็น เขาพูดถึงแม้กระทั่งเรื่อง<br />

การเตรียมการสำหรับการทำอาหารที่มีคุณภาพดีสักหนึ่งมื้อ รวมไปถึงการ<br />

ที่จะสร้างความอิ่มอกอิ่มใจสร้างความเพลิดเพลินอันเป็นเรื่องของความสุข<br />

ที่เกิดขึ้นผ่านการได้ร่วมรับประทานอาหารในมื้อนั้นๆ<br />

ด้วยวาทกรรมอันมีชั้นเชิงต่างๆ ที่ทำงานผ่านทั้งปัจจัยภายในและปัจจัย<br />

ภายนอกดังกล่าว จึงเป็นที่มาที่ทำให้บุคคลทั้งสองดำรงความเป็นอิสระ<br />

จากการแสดงออกทางความคิดทางสถาปัตยกรรมแบบเดิมๆ ที่ซ้ำซากและ<br />

ย่ำอยู่กับที่ ไปสู่อิสรภาพในการค้นหาข้อคิดเห็นที่มีความหมายและมีความ<br />

สำคัญอยู่ในข้อจำกัดต่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งที่ทั้งสองยึดมั่นเป็น<br />

หลักการและให้ความสำคัญในการทำงานมาโดยตลอด<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

123


Q: ประสบการณ์ส่วนตัวของคุณกับการทำางานกับบุคคลทั้งสองนั้นเป็น<br />

อย่างไรบ้าง ชีวิตการทำางานในหนึ ่งวันเมื่ออยู่ในที่ทำางานของบุคคลทั้ง<br />

สองนั้นเป็นอย่างไรบ้าง<br />

A: ตอนนั ้นผมอายุ 23 ปี มันเหมือนกับเด็กเล็กๆ คนหนึ่งที่แทบจะไม่มี<br />

ประสบการณ์ใดๆ ในการทำงานทั้งสิ้น โลกที่ไม่คุ้นเคยนี้ก็ดูออกจะน่า<br />

หวาดระแวงอยู่มิใช่น้อย แต่ก็ยังคงแฝงเอาไว้ด้วยความท้าทาย มันไม่มีทั้ง<br />

สิ่งใดที่ได้รับการให้ความสำคัญเป็นพิเศษหรือสิ่งใดที่มีผลในการสร้างให้<br />

เกิดการมีอคติต่อมันมากกว่าสิ่งอื่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนคนหนึ่งทำได้ ณ<br />

ขณะนั้นคือการซึมซับและทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต มันเป็น<br />

ช่วงชีวิตของผมที่กำลังเปลี่ยนผ่านโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวจนถึงทุกวันนี้ เป็น<br />

เสมือนช่วงเวลา 7 ปีในความทรงจำที่ยังคงดำเนินต่อไปอยู่ อีกทั้งยังเป็น<br />

ความทรงจำที่ผมยังคงสัมผัสได้อยู่เสมอ<br />

ในขณะที่ผมได้ร่วมงานกับ Kahn ตอนอายุ 34-35 ปีแล้ว เวลานั้นผมรู้จัก<br />

ตัวของผมเองมากกว่าเดิมผ่านประสบการณ์ต่างๆ ที่มีมาก่อนหน้า รวมถึง<br />

ความรู้ความเข้าใจที่ได้รับจากการปฏิบัติวิชาชีพผ่านผลงานชิ ้นต่างๆ แต่ก็<br />

อีกนั่นแหละ ที่ผมยังคงจมอยู่ในความปลาบปลื ้มชื่นชมอย่างท่วมท้นใน<br />

ภาษาทางสถาปัตยกรรมของ Kahn รวมถึงปรัชญาที่เขาเชื่อมั่นและผลงาน<br />

การออกแบบสถาปัตยกรรมของเขา มันมากเสียจนผมแทบจะหลงลืม<br />

ความเป็นตัวตนของผมเองไปเลยเสียด้วยซ้ำ ซึ่งอันที่จริงแล้วผมแทบจะ<br />

ถอนตัวออกจากสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจาก Le Corbusier ในเรื่องแง่มุมต่างๆ<br />

124<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ของการเป็นนักออกแบบเสียด้วยซ้ำไป และก็มีบ่อยครั้งที่ผมมักจะมีข้อ<br />

ขัดแย้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการทำงานส่วนตัวของผมเองกับ<br />

งานต่างๆ ที่ผมทำงานร่วมกับ Kahn อยู่ในเวลาเดียวกัน แต่ Kahn ก็ได้<br />

ช่วยให้ผมเติบโตขึ้นผ่านการให้ข้อคิดเห็นของเขาบนแนวทางการออกแบบ<br />

สถาปัตยกรรมของผม ซึ่งบ่อยครั้งก็เป็นข้อขัดแย้ง แต่มันก็ยังคงก่อให้เกิด<br />

ประเด็นทางความคิดเป็นอย่างมาก<br />

เพื่อเป็นการยกตัวอย่างให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ผมเริ่มต้นฝึกงานใน<br />

สำนักงานของ Le Corbusier โดยทำหน้าที่เขียนรูปตัดขวางของอาคาร<br />

ศาลฎีกาที่เมือง Chandigarh ในช่วงบ่ายของทุกๆ วันที่ Le Corbusier<br />

ทำงานอยู่ที่สำนักงาน เขามักจะใช้เวลาไปกับการสลับเข้าไปตรวจงานตาม<br />

โต๊ะทำงานของแต่ละคน และอาจจะนั่งทำงานอยู่ ณ ตรงนั้นตลอด 5<br />

ชั่วโมงในบ่ายวันนั้น หรือแค่แก้ไขแบบที่ทำอยู่โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที<br />

ด้วยการที่ผมเองนั้นไม่รู้ทั้งภาษาฝรั่งเศสรวมถึงผลงานการออกแบบ<br />

สถาปัตยกรรมต่างๆ ของ Le Corbusier เลย มันจึงเป็นสิ่งที่ยากมาก<br />

สำหรับผมในการเข้าถึงและเข้าใจข้อคิดเห็นของ Le Corbusier รวมทั้งการ<br />

ทำความเข้าใจต่อบทสรุปต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต่อให้ผมได้เรียนรู้ในการให้ความ<br />

สำคัญของ Le Corbusier ที่มีต่อที่ว่างทางสถาปัตยกรรม มุมมองของเขา<br />

แบบแผนของเขามาแล้ว แต่ทุกวันนี้ ผมก็ยังคงมุ่งมาดปรารถนาที่จะเข้าใจ<br />

ในแก่นของเนื้อหาสาระต่างๆ ที่ถูกแสดงให้ปรากฏออกมาผ่านวิธีการให้<br />

ความสำคัญที่มีต่อสาระต่างๆ เหล่านั้น<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

125


อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีผมพยายามที่จะจดจำวิธีการที่ Le<br />

Corbusier พินิจพิเคราะห์ drawing วัตถุ และอาคารต่างๆ ที่มันไม่ได้เป็น<br />

เพียงแค่การดูให้รู้เอาไว้เฉยๆ แต่เป็นการดูเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจอย่าง<br />

ถ่องแท้ ซึ่งมันไม่เหมือนกับการทำความเข้าใจที่มีรูปแบบแค่เพียงแบบ<br />

อย่างตามมาตรฐานทั่วๆ ไป แต่ก็คงเทียบเคียงได้กับการมองดูสิ่งต่างๆ<br />

รอบตัวด้วยสายตาของเด็กคนหนึ่ง หรือการมองด้วยดวงตาที่สามของผู้ที่<br />

มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในความหมายของประวัติศาสตร์นั้นจำเป็นต้อง<br />

ถูกทำความเข้าใจในฐานะของการเป็นลำดับที่ต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอนด้วย<br />

สายตาที่มีจุดมุ่งหมายไปยังอนาคตที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้แต่ก็เป็นอนาคต<br />

ที่เป็นหมุดหมายเพื่อที่จะไปให้ถึง<br />

เรายังคงต้องค้นหาเมล็ดพันธุ์ที่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ได้มาซึ่งต้นไม้<br />

ที่เมื่อโตเต็มที่แล้วแข็งแรงและเป็นที่พึงปรารถนา แบบร่างทางความคิดบน<br />

กระดาษชิ้นเล็กขนาดเพียงแค่แสตมป์ก็สมควรสื่อให้เห็นถึงองค์ประกอบ<br />

สำคัญๆ ของเมืองเมืองหนึ่งได้ รูปตัดเล็กๆ หนึ่งรูปแนวตัดก็ควรอธิบายให้<br />

เห็นถึงความเป็นที่ตั้งของโครงการ คุณสมบัติของสิ่งแวดล้อมบริเวณที่อยู่<br />

รายรอบ รวมไปถึงแก่นสารสาระที่ครอบคลุมไปจนถึงเนื้อหาหลักของสิ่ง<br />

ต่างๆ ที่มีอยู่ในที่นั้นๆ สำหรับผมแล้ว มันเป็นการเรียนรู้ที่แตกต่างจากการ<br />

เรียนรู้ที่มีอยู่โดยทั่วไป มันเป็นเรื่องของการเรียนรู้เพื่อพินิจพิเคราะห์ให้เห็น<br />

ถึงผังพื้นของอาคาร รวมถึงระบบการทำงานที่มีความแตกต่างออกไปอย่าง<br />

126<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


สิ้นเชิง การพินิจพิเคราะห์สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดติดกับความเป็นระบบ<br />

ระเบียบแบบแผนของการทำงาน แต่เป็นรูปแบบของการทำงานที่เป็นรูป<br />

เป็นร่างจับต้องได้ชัดเจน พูดสั้นๆ ได้ว่ามันสร้างการปลดปล่อยพันธนาการ<br />

ทางความคิดของการทำความเข้าใจระบบการทำงานต่างๆ ที่มีอยู่ในผังพื้น<br />

โดยที่ผังพื้นที่ว่านั้นมิได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดวางสิ่งต่างๆ ลงในผังให้<br />

ครบถ้วน การทำความเข้าใจระบบการทำงานในรูปด้านที ่มิได้เป็นเพียงแค่<br />

การจัดวางสิ ่งต่างๆ ที่อยู่บนรูปด้านของอาคาร หรือการขึ้นของดวงอาทิตย์<br />

ที่มิใช่เป็นเพียงแค่สิ่งที่บ่งบอกว่ามันคือเวลาเช้าเพียงเท่านั้น<br />

ในทางตรงกันข้าม Kahn ได้ทำให้ผมพึงระวังต่อการไหลเวียนของอากาศ<br />

ผ่านกระแสลม ความชัดเจนในโครงสร้างของการทำงาน ข้อดีในความตรง<br />

ไปตรงมาของระนาบพื้นผิว ความงดงามในความเป็นเรขาคณิต และแก่น<br />

ความหมายอันมีความลึกซึ้งที่อยู่ในคำหรือประโยคต่างๆ ภาษาของ Kahn<br />

ก่อให้เกิดความตระหนักในมรดกทางวัฒนธรรมอันมีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ<br />

ที่เรียกกันว่า อุปนิษัท (the Upanishads) 29<br />

การดำรงชีวิตอยู่บนความถูกต้องแม่นยำและเต็มไปด้วยความมีระบบ<br />

ระเบียบแบบแผนภายใต้ความสามารถในการพินิจพิเคราะห์ทั้งในระดับ<br />

รายละเอียดต่างๆ จนถึงความสัมพันธ์ในภาพรวมของเขา ส่งผลให้ผม<br />

เอาใจใส่และระมัดระวังมากขึ้นต่ออุปนิสัยในการทำงานของผมเอง หลัง<br />

จากการได้ร่วมงานกับ Kahn เป็นเวลาถึง 14 ปี ผมก็ยังคงกำลังพยายามทำ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

127


้<br />

สิ่งเหล่านี้ให้มีความสมบูรณ์ ด้วยการผสมผสาน<br />

รวบรวมกันขึ้นของประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี<br />

ทำให้ผมตระหนักว่า สถาปัตยกรรมเปรียบได้กับ<br />

ชีวิตที่มีความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ผันแปร มี<br />

สภาวะที่มีความเป็นรูปธรรมและสามารถสัมผัส<br />

ได้จริงๆ เป็นเสมือนสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ถูกสร้าง<br />

ขึ้นอย่างตั้งใจด้วยความเฉพาะเจาะจงสอดคล้อง<br />

ตอบรับกับความเป็นสถานที่ ณ สถานที่นั้นๆ ที่มี<br />

เอกลักษณ์เฉพาะตัว เราจึงต้องแสดงให้เห็นถึง<br />

ระบบระเบียบของการทำงานในขั้นตอนของการ<br />

ทำงานที่มีความแตกต่างกันออกไป และทำให้<br />

ระบบระเบียบรวมถึงขั้นตอนเหล่านั้น ทำงาน<br />

เกี่ยวโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดังนั้น อะไรก็ตาม<br />

ที่เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนจึงจำเป็นต้องสอด<br />

ประสานเข้าไปในโครงข่ายรวมทั้งหมดของการ<br />

ออกแบบ เพราะฉะนั้นทั้งความเป็นอันหนึ่งอัน<br />

เดียวกันและความหลากหลายจึงยังคงต้องมีอยู่<br />

ด้วยกันทั้งคู่ แต่การมีอยู่ของทั้งสองสิ่งนั้นจะต้อง<br />

ไม่ส่งผลกระทบที่จะทำให้เกิดการลดคุณค่าใน<br />

ตัวเองของความเป็นแก่นสารเนื้อหาสาระที่สำคัญ<br />

29<br />

อุปนิษัท ในเชิงนัยของกระบวนการทำงาน<br />

ของ Louis Kahn นั้น Doshi หมายถึง องค์-<br />

ความรู้ที่สร้างและสั่งสมกันมา และเกิดการ<br />

ถ่ายทอดของกระบวนการทางความคิดจาก<br />

รุ่นสู่รุ่น<br />

128<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ปี 1962 เมื่อผมออกแบบอาคารเรียนของโรงเรียนสถาปัตย์ ข้อคิดเห็นโดย<br />

รวมของ Kahn ทำให้ผมเกิดข้อสรุปที่จะดำเนินการออกแบบให้มีธรรมชาติ<br />

ของการเปิดช่องเปิด เพื่อตอบสนองต่อแสงที่มาทางด้านทิศเหนือซึ่งทำให้<br />

ผมกำหนดระบบของโครงสร้างและระบุระยะช่วงกว้างของห้องเรียนต่างๆ<br />

ขึ้นมาในอาคาร อาคารที่ว่าดังกล่าวจึงมีอิทธิพลของ Kahn อยู่ในตัวงาน<br />

มากกว่าอิทธิพลของ Le Corbusier<br />

Q: คุณต้องมีโอกาสในวาระต่างๆ หลายวาระแน่ๆ ที่ได้แลกเปลี่ยนความคิด<br />

เห็นกับ Kahn เกี่ยวกับโครงการออกแบบต่างๆ ของคุณเอง ถ้าโครงการ<br />

ออกแบบโรงเรียนสถาปัตย์เป็นหนึ่งในโครงการเหล่านั้น มีตรงไหนบ้าง<br />

ที่อิทธิพลของ Kahn ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนหรือมันเคยมีบ้างไหมที่มัน<br />

จะชัดเจนขึ้นมาได้ขนาดนั้น<br />

A: ในความเป็นครูของ Kahn แล้ว เขามักจะเป็นคนที่เปิดรับอยู่เสมอ เขา<br />

พยายามมองหาองค์ประกอบที ่เล็กน้อยที่สุดที่จะก่อให้เกิดความเป็นไปได้<br />

ในการออกแบบและมักจะผลักดันสนับสนุนนักเรียน สำหรับ Kahn ต้นตอ<br />

ที่มาของแนวความคิดที่ต่างออกไปสามารถมีอยู่ในทุกๆ ที่ ไม่เว้นแม้แต่<br />

บันไดหรือที่ว่างตรงกลางระหว่างอาคาร เรื่อยไปจนถึงห้องที่เป็นหลัก<br />

สำคัญต่างๆ ในอาคาร อย่างในกรณีของหอคอยสำหรับเก็บน้ำที่ Gujarat<br />

State Fertilizers Township เขาได้แสดงทัศนคติของเขาอย่างชัดเจนที่มี<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

129


•• ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและ<br />

ความหลากหลายจึงยังคงต้องมีอยู่ด้วย<br />

กันทั้งคู่ แต่การมีอยู่ของทั้งสองสิ่งนั้นจะ<br />

ต้องไม่ส่งผลกระทบที่จะทำาให้เกิดการ<br />

ลดคุณค่าในตัวเองของความเป็น<br />

แก่นสารเนื้อหาสาระที่สำาคัญ 130 กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล<br />

••


ต่อการออกแบบ เขาได้เสนอที่จะทำให้มันเป็นเสมือนฟองอากาศที่ล่องลอย<br />

อยู่ในอากาศ แนวความคิดเช่นนี้ตรงกันข้ามกับแนวทางการออกแบบที่มี<br />

ชีวิตชีวาแบบอุษาคเนย์ของผมที ่จะทำให้หอเก็บน ้ำดังกล่าวกลายมาเป็น<br />

ส่วนที่ทำให้เกิดโรงละครกลางแจ้งที่อยู่ด้านล่าง โดยมีหอคอยที่มีรูปร่าง<br />

เหมือนกรวยอยู่ด้านบนและเชื่อมต่อกันด้วยบันไดเวียนที ่จะได้รับการติดตั ้ง<br />

เอาไว้ภายนอกของส่วนที่เป็นหอสูง ในที่สุดแล้วเมื่อ Kahn ได้เห็นภาพถ่าย<br />

ของอาคารที่เสร็จสมบูรณ์เขาก็ตบเบาๆ ที่หลังผมพร้อมแสดงความคิดเห็น<br />

ด้วยว่า ในที่สุดแล้ว ตัวเขาเองนั้นก็ได้ให้ความเห็นชอบกับแนวทางดังกล่าว<br />

Q: แล้วเรื่องของแบบร่างรวมถึงแบบต่างๆ ที่ถูกเขียนในฐานะของการเป็น<br />

สื่อกลางในการสื่อสาร อีกทั้งยังเป็นบทสรุปของกระบวนการออกแบบนั้น<br />

เป็นอย่างไรบ้าง<br />

A: เมื่อ Kahn ลงมือทำงาน นั่นหมายถึงการร่างแบบ (sketch) และการ<br />

เขียน (drawing) มันขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจงโดยให้ความพิถีพิถันเป็น<br />

พิเศษราวกับว่ามันเป็นเสมือนผลงานจิตรกรรมเลยทีเดียว การทำงานด้วย<br />

กระดาษไข (เมื่อถึงขั้นตอนของการออกแบบ: ผู้แปล) นั้นเป็นวิธีการที่เข้า<br />

มาสร้างสมดุลให้กับงาน วิธีการเขียนเพื่อให้ความหมายต่างๆ ของ Kahn<br />

มีรูปแบบเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเขียนด้วยมือที่ใช้เขียนตัวอักษร<br />

ที่สร้างให้เกิดการผันแปรและการเน้นย้ำที่ขึ้นอยู่กับความหนาความบาง<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

131


ของเส้นที่ใช้ การใช้สีก็เช่นกัน ที่เป็นเสมือนการแสดงออกทั้งในแง่ของ<br />

ความกระฉับกระเฉงและความสุภาพอ่อนโยนอันเป็นความพยายามในการ<br />

หลีกเลี ่ยงที่จะก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งเมื่อมันเป็นวิธีการที่ทำงานอยู่<br />

บนกระดาษไข (เมื่อถึงขั้นตอนของการออกแบบ: ผู้แปล) มันเป็นวิธีการ<br />

เดียวกับที่ศิลปินใช้ในการขับเคลื่อนแนวความคิดของการทำงานให้ดำเนิน<br />

ไปได้โดยไม่มีอุปสรรค<br />

สำนักงานของ Kahn มีวิธีการทำงานด้วยหุ่นจำลองที่หลากหลายเมื่องาน<br />

อยู่ในขั้นตอนของการออกแบบ การทำหุ่นจำลองจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้กับ<br />

แทบจะทุกคนที่นั่งทำงานกันอยู่ที่นั่น Kahn พูดคุยสื่อสารอย่างเข้าถึงได้กับ<br />

ทุกๆ คนที่อยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ทำงานอยู่กับเขา หรือนักเรียนที่มาเรียนรู้<br />

จากเขา สำหรับ Kahn ผู้คนที่เขาสื่อสารด้วยทั้งหลายนั้นเปรียบเสมือน<br />

กับการสนทนาที่ทำให้เกิดเสียงสะท้อนต่างๆ ที่แสดงออกถึงการรับรู้และ<br />

การให้ความสำคัญของเขาที่มีต่อผู้คนรอบข้าง<br />

Q: อะไรเป็นความทรงจำาเกี่ยวกับช่วงเวลาที่คุณกับบุคคลทั้งสองได้มี<br />

โอกาสใช้เวลาร่วมกันในการไปตรวจความคืบหน้า ณ สถานที่ก่อสร้าง<br />

ของโครงการต่างๆ<br />

A: ในความเป็นศิลปินของ Le Corbusier แล้ว เขาไม่สะทกสะท้านต่อ<br />

ผลกระทบอันเกิดจากการที่มีความไม่ลงตัวเกิดขึ้นบ้าง หรือการขาดความ<br />

132<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


เที่ยงตรงแม่นยำบ้างในงาน เพราะเขามักจะคิดค้นวิธีการทำงานใหม่ๆ ขึ้น<br />

มาซึ่งเป็นผลจากการที่เขามักจะสร้างทางเลือกให้กับการตัดสินใจของเขา<br />

เองอยู่เสมอ สำหรับ Le Corbusier มันเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของเกมและ<br />

การรู้เท่าทันในเกม การรู้เท่าทันที่จะสร้างการแก้ไขปัญหาให้กับปัญหาที่ไม่<br />

สามารถคาดการณ์ได้และอยู่นอกเหนือความคาดหมายที่เรียกได้ว่ามันมัก<br />

จะเป็นการพลิกสถานการณ์เหล่านั้นให้เป็นโอกาส กรณีของ Kahn การ<br />

ทำงาน ณ สถานที่ก่อสร้างมักจะถูกกำหนดกฎเกณฑ์และได้รับการ<br />

ไตร่ตรองเอาไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี มันจะไม่มีทางที่จะมีช่องว่างให้กับ<br />

โอกาสของการที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดมาก่อนแบบนั้นเป็นอันขาด<br />

ตัวอย่างที่เป็นที่รู้กันเป็นอย่างดีก็อย่างเช่นการทาสีด้านข้างของแผงกันแดด<br />

ในงาน Unitè d’habitation ที่ Marseilles ให้เกิดเป็นการแก้ไขผลทาง<br />

สายตาอันเป็นผลมาจากเหล่าหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ที่พบเห็นได้โดยทั่วไป<br />

แต่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาสำหรับ Le Corbusier และจากการทดลองนี้ Le<br />

Corbusier ริเริ่มการทำให้เกิดมิติอีกมิติหนึ่งกับปริมาตร รวมถึงพื้นผิวของ<br />

อาคาร อีกทั้งยังพบวิธีการลดบทบาทของหน้าต่างและพื้นผิวต่างๆ สำหรับ<br />

Le Corbusier ปัญหาหนึ่งหนึ่งที่มีอยู่จะทำให้ได้มาซึ่งคุณสมบัติพิเศษบาง<br />

ประการที่แอบแฝงอยู่ในตัวมันด้วย<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

133


Unitè d’habitation


Q: แล้วในกรณีของ Kahn<br />

A: Kahn แม้จะมีความแตกต่างจาก Le Corbusier ในแง่ที่เขามีพื้นเพ<br />

มาจากความเป็นยุโรปตะวันออก แต่เขาก็ยังคงเชื่อมั่นในความถูกต้อง<br />

แม่นยำและให้ความสำคัญต่อเนื้อหาสาระสำคัญที่มีอยู่ในการก่อสร้าง<br />

เช่นกัน ที่แม้กระทั่งวิธีการก่ออิฐก็ยังคงต้องอยู่ในวิธีการที่มีความเฉพาะตัว<br />

ตัวอย่างเช่นส่วนฐานของอาคารต่างๆ ทั้งหมดในโครงการ IIM ที่ถูกสร้าง<br />

ขึ้นมาแล้วนั้น Louis Kahn ไม่ตรวจรับงานและต้องการให้รื ้อทำใหม่<br />

ทั้งหมดให้เป็นไปตามแบบที่เขาต้องการจะให้มันเป็น แต่หลังจากที่<br />

พิจารณาดูแล้ว Kahn เลือกที่จะปรับเปลี่ยนส่วนของอาคารที่เหลือที่จะวาง<br />

อยู่บนฐานเหล่านั้นแทน และเพื่อที่จะฝึกฝนทักษะผนวกกับการให้ความรู้<br />

แก่ผู้ที่มีส่วนร่วมอยู่ในการก่อสร้าง เขาจึงให้ใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ไป<br />

กับการทำงานร่วมกับคนเหล่านั้น เพื่อที่เขาจะได้ส่วนของอาคารที่เป็น<br />

ซุ้มโค้งโครงสร้าง (arch) และผนังที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการ<br />

ทำงานสำหรับส่วนอื่นๆ หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการดังกล่าวเขาจึงยอม<br />

ให้เราทุกคนดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ ก่อนหน้าการมาของ Kahn ผมเอง<br />

ไม่ค่อยได้ตระหนักถึงความเที่ยงตรงแม่นยำขนาดนั้นสักเท่าไรนัก แต่ตอน<br />

นี้ผมได้กลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ก็ให้ความสำคัญในคุณสมบัติดังกล่าวของ<br />

การทำงาน<br />

136<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: อิทธิพลในรูปแบบใดบ้างที่คุณจะอธิบายให้เห็นภาพสำาหรับงานของ<br />

Louis Kahn<br />

A: ผมว่าน่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบโรมันรวมถึงขนาดสัดส่วน ระบบ<br />

ระเบียบในรูปแบบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ และความชัดเจน<br />

ของมัน แล้วก็ยังมีพวกเมืองโบราณต่างๆ ในยุโรปทั้งรูปแบบทางสถาปัตย-<br />

กรรมของปราสาทราชวังต่างๆ ซึ่งผมมั่นใจว่ามันก็ยังคงเป็นการอธิบาย<br />

ความที่ยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาในการตอบคำถามนี้ได้ แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่เขา<br />

ไม่พึงปรารถนาคือการผันแปรรูปทรงหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เกิดการเปลี่ยน<br />

วิธีการทำงานที่เป็นอยู่ของมันออกไปอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่นการที่เขา<br />

เลือกให้ความเอาใจใส่ต่อความเป็นเรขาคณิตที่เรียบง่ายดังเช่นวัดในนิกาย<br />

เชนที่เมือง Ranakpur โดยคุณสมบัติทางสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ในวัด<br />

ดังกล่าวนั้น เป็นผลจากความยอดเยี่ยมของการใช้หินอ่อนในการก่อสร้าง<br />

สำหรับส่วนที่เป็นเสาของอาคาร โดยไม่ต้องพึ่งพาการตกแต่งประดับ-<br />

ประดาใดๆ ให้มากมาย ในทางตรงกันข้าม การประดับประดาที่มากเสีย<br />

จนเกินไปของวัดนิกายเชนเช่นกันในเมือง Delwara นั้น ก็กลับสร้างความ<br />

รู้สึกยุ่งยากใจให้เขาได้ในขณะเดียวกัน เขาไม่เห็นด้วยกับคุณค่าของการ<br />

ให้ความสำคัญต่อการสลักเสลาที่มีความสลับซับซ้อนเสียจนวิธีการ<br />

ดังกล่าวมันเปลี่ยนเนื้อหาที่มีอยู่ในความเป็นวัสดุของหินอ่อน ทำให้<br />

หินอ่อนกลายเป็นเหมือนกับขี้ผึ้งจนรู้สึกได้ว่าหินอ่อนได้สูญเสียคุณสมบัติ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

137


ของความเป็นวัสดุในตัวของมันเองไปจนหมดสิ้น แต่เมื่อผมได้ให้คำ<br />

อธิบายต่อเขาเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องของความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณ<br />

ของเราที่มีอยู่ในนั้น เขาก็ไม่ได้ดึงดันที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ อีก<br />

สำหรับคนนอกเช่น Kahn ที่มาจากรากฐานทางวัฒนธรรมที่แตกต่างออก<br />

ไป ย่อมเลือกที่จะให้ความสำคัญอย่างชัดเจนในความเป็นดำหรือความ<br />

เป็นขาวไปเลย มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับความเป็นกลางๆ แบบเทาๆ<br />

ที่อยู่ระหว่างความโดดเด่นระหว่างของสองสิ่งที่ต่างกันสุดขั้ว แต่สำหรับเรา<br />

ถ้าปราศจากความเป็นกลางๆ แบบนี้แล้วก็ไม่มีทางที่จะมีสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บน<br />

ความแตกต่างอย่างสุดขั้วทั้งสองข้างนั้นได้เช่นกัน<br />

เท่าที่จำได้หนังสือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความสนใจให้กับ Kahn โดยเฉพาะ<br />

อย่างยิ่งหนังสือประเภทวรรณกรรมเช่น อาหรับราตรี อลิซในแดนมหัศจรรย์<br />

เป็นต้น ในความเห็นผม เขาได้พบกับคุณค่าที่มีอยู่ในนั้นผ่านแง่มุมที่<br />

หลากหลายของชีวิตทั้งในเชิงปรัชญาและความเชื่อที่มีอยู่ในหนังสือเหล่านี้<br />

เป็นไปได้ว่าหนังสือเหล่านี้นี่เองที่มีส่วนทำให้ Kahn เป็นบุคคลสำคัญที่มี<br />

ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่ง โดยสิ่งที่ได้<br />

รับการถ่ายทอดทั้งหมดที่ว่านั้นอยู่ในระดับที่หมายถึง รส [rasas (essence)]<br />

138<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: คุณมีความเห็นอะไรบ้างเกี่ยวกับ Indian Institute of Management<br />

อะไรคือสิ่งที่นับได้ว่าเป็นการค้นหาโดยพื้นฐานสำาหรับ Kahn ภายใต้<br />

การออกแบบสถาปัตยกรรมของเขาต่อโครงการดังกล่าว<br />

A: ผมคิดว่า IIM เป็นหนึ่งในโครงการที่สำคัญที่สุดในชีวิตการทำงานของ<br />

Kahn และผมเชื่อว่าเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เมื่อเทียบกับโครงการออกแบบ<br />

อื่นๆ ของเขาแล้ว โครงการนี้มีขนาดใหญ่กว่าโครงการอื่นๆ โครงการ IIM<br />

สร้างอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 40 เอเคอร์ มันอาจเป็นโครงการกลุ่มอาคาร<br />

ทางการศึกษาที่เขาออกแบบเพียงโครงการเดียวเท่านั้นที่ดำเนินการก่อสร้าง<br />

จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ มันยังเป็นโครงการที่สร้างแนวทางใหม่ต่อการ<br />

ออกแบบอาคารที่มีรูปแบบเป็นสถาบันสมัยใหม่และมีความร่วมสมัยให้<br />

ปรากฏผลขึ้นมาได้จริงๆ ในประเทศอินเดีย<br />

ความเชื่อของ Kahn ที่มีต่อมนุษย์และความเป็นมนุษย์ เป็นแนวความคิด<br />

เพียงหนึ่งเดียวที่มีอิทธิพลสำคัญที่สุดต่อ IIM เขาได้โน้มน้าวคณะทำงาน<br />

ผู้เป็นเสมือนเจ้าของโครงการให้ตระหนักถึงการมีแนวความคิดในการ<br />

ออกแบบที่มิได้คำนึงถึงเพียงแต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเท่านั้น<br />

โดยการคำนึงถึงเพียงแต่ประเด็นดังกล่าวเป็นหลักเพียงประการเดียวจะท ำให้<br />

ไม่สามารถสนองตอบต่อสิ่งที่สถาบันพึงปรารถนาได้ ประเด็นที่เกี่ยวข้อง<br />

กับการจัดการนั้น อันที่จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่การตอบในเรื่องของรูปแบบ<br />

การใช้งานต่างๆ และการตอบสนองต่อการใช้งานรวมถึงการได้รับประโยชน์<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

139


จากการใช้งานภายใต้รูปแบบการใช้งานที่เห็นและ<br />

เป็นกันอยู่โดยทั่วไป แต่ด้วยความเป็นสถาบัน<br />

ดังกล่าวมันควรต้องเป็นอะไรที่มีความหมายมาก<br />

กว่านั้น สิ่งที่เขาเน้นย้ำและยืนยันอย่างชัดเจนก็<br />

คือเรื่องการผนวกเอาวัฒนธรรมเข้าไปอยู่ในเรื่อง<br />

ของการศึกษา รวมถึงสภาวะที่ดีซึ่งจะส่งผลต่อ<br />

ทั้งร่างกายและจิตใจ เขาจึงมุ่งหวังที่จะก่อให้เกิด<br />

สถานะของความเป็นมนุษย์ให้บังเกิดในสถานที่<br />

ที่แสนจะราบเรียบที่เขาไม่คุ้นเคยแห่งนี้ ที่ที่ขาด<br />

แคลนทั้งต้นไม้และแหล่งน้ำ<br />

IIM มีส่วนคล้ายคลึงที่สร้างความเชื่อมโยงไปยัง<br />

มหาวิทยาลัยนาลันทา 30 ที่อยู่ทางภาคตะวันออก<br />

ของอินเดีย และสันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นมา<br />

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 มันตอบคำถามหลายๆ คำถาม<br />

เกี่ยวกับการให้ความสำคัญต่อบทบาทของความ<br />

เป็นสถาบันทางการศึกษาที่ตอบรับกับความเป็น<br />

คณะและความเป็นผู้เรียน นาลันทาเป็นหนึ่งใน<br />

กลุ่มอาคารทางการศึกษาที่ถูกสร้างขึ้นราวกับว่า<br />

มันถูกให้ความสำคัญประดุจงานศิลปะที่จะต้อง<br />

30 Nalanda University อารามสงฆ์ขนาดใหญ่ที่ถูก<br />

ขนานนามว่ามหาวิทยาลัยนาลันทา นาลันทาเป็น<br />

สถานที่พำนัก สถานที่เรียนรู้พระธรรมวินัยและเผย<br />

แพร่พระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา นาลันทา<br />

ได้รับการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานตั้งแต่<br />

คริสต์ศตวรรษที่ 5 จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 12 และอยู่<br />

ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของกษัตริย์ในราชวงศ์<br />

คุปตะต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ปาละ<br />

140<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ทำขึ้นมาด้วยทักษะและความพิถีพิถันจากวัตถุดิบต่างๆ ที่มีอยู่บนพื้น<br />

โลก โดยทำให้มันมีคุณสมบัติที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวไปกับผืนโลก<br />

คุณสมบัติทางเรขาคณิต สัดส่วนต่างๆ ของอาคารที่มีความแตกต่างกัน<br />

ออกไป การให้ความสำคัญอย่างเคร่งครัดต่อการจัดวางตัวอาคารที่ตอบรับ<br />

กับสภาพแวดล้อม ทั้งหมดนี้คือการแสดงนัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติ<br />

แห่งความเป็นสถานที่ สภาพอากาศ และการยึดมั่นในแนวทางของการ<br />

ปฏิบัติที่สอดคล้องและเหมาะสม อันเป็นคุณสมบัติสำคัญในการทำให้ IIM<br />

นั้นเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อการศึกษา การปฏิบัติ และการเรียนรู้<br />

ตัวผังบริเวณหลักของสถาบัน IIM แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกได้แก่<br />

กลุ่มอาคารที่เป็นแก่นหลักของสถาบันอันประกอบด้วยอาคารห้องสมุด<br />

อาคารอำนวยการ อาคารที่เป็นห้องเรียนต่างๆ และส่วนที่เป็นหอพัก ส่วน<br />

ที่สองได้แก่กลุ่มอาคารในส่วนที่เป็นที่พักอาศัยสำหรับคณาจารย์และ<br />

เจ้าหน้าที่ของสถาบัน ในการสร้างความชัดเจนและการแยกทั้งสองส่วน<br />

ออกจากกันนั้นเป็นผลมาจากการกำหนดให้มีส่วนที่เป็นผืนน้ำขนาดใหญ่<br />

(ซึ่งอาจจะถูกเรียกได้เลยว่าเป็นทะเลสาบ) ลงในการวางผังแม่บทหลักเพื่อ<br />

แบ่งแยกพื้นที่ออกจากกัน ทั้งในแง่ของขอบเขตทางกายภาพและขอบเขต<br />

ในการมองเห็นซึ่งกันและกัน ระหว่างส่วนพักอาศัยของเจ้าหน้าที่และส่วน<br />

พักอาศัยของนักศึกษา<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

141


แนวความคิดหลักของการออกแบบผังแม่บทในส่วนของตัววิทยาเขตนั้น<br />

เริ่มต้นจากการออกแบบวางผังในส่วนกลุ่มก้อนของอาคารหอพักที่จะใช้<br />

เป็นที่พักสำหรับนักศึกษาราว 300 คน กลุ่มก้อนของอาคารที่เป็นหอพักทั้ง<br />

15 หลัง ถูกออกแบบให้เรียงตัวต่อเนื่องถึงกันทั้งหมดเหมือนกับถูกร้อยเอา<br />

ไว้ด้วยกันด้วยสายสร้อยที่มีลูกประคำวางตัวเรียงกันเป็นแถวลูกต่อลูก<br />

ต่อเนื่องกันไป ดังนั้นจึงเกิดการแทรกตัวด้วยชุดของที่ว่างขึ้นระหว่างอาคาร<br />

มันเป็นที่ว่างที่ถูกกำหนดขึ้นมาสำหรับการเอื้อให้เกิดการรวมกลุ่มกัน เป็น<br />

ที่ว่างที่มีขนาดและสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการรวมตัวกันที่เกิดขึ้นจาก<br />

การจัดกลุ่มกันของนักศึกษา<br />

ที่ว่างทั้งหลายระหว่างอาคารในส่วนของหอพักเหล่านี้จะถูกเชื่อมโยงเข้าไป<br />

กับทางเดินในส่วนของกลุ่มอาคารที่ใช้เป็นห้องเรียนและห้องสัมมนา ผล<br />

จากวิธีการดังกล่าวก่อให้เกิดการตอบสนองซึ่งกันและกันระหว่างนักศึกษา<br />

กับสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านวิชาการอย่างต่อเนื่องทั้งในเวลากลางวัน<br />

และเวลากลางคืน ส่วนของหอสมุดกลางถูกวางไว้ ณ ตำแหน่งที่ไม่เพียง<br />

แต่อยู่ในแนวแกนและอยู่ในส่วนของที่ว่างหลักท่ามกลางกลุ่มอาคารเท่านั้น<br />

แต่มันยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับส่วนของห้องเรียนต่างๆ ที่อยู่อีกปีกหนึ่งของ<br />

อาคารและส่วนที่ทำงานของคณาจารย์ที่อยู่อีกปีกหนึ่งของอาคารด้วย<br />

ผลที่เกิดขึ้นจากวิธีการนี้ทำให้ห้องสมุดถูกกำหนดให้เป็นที่ที่สร้างให้เกิด<br />

ปฏิสัมพันธ์กันระหว่างนักศึกษากับคณาจารย์<br />

142<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: ขอให้ช่วยอธิบายถึงความแตกต่างที่มีอยู่อย่างชัดเจนในแง่คุณภาพที่<br />

เกิดขึ้นของที่ว่างภายนอกในกลุ่มของอาคารทางการศึกษาทั้งหมด<br />

A: ถึงแม้ว่ารูปแบบการจัดการพื้นที่เปิดโล่งตรงกลางระหว่างกลุ่มอาคาร<br />

เพื่อเอื้อให้เกิดปฏิสัมพันธ์จะเป็นวิธีการที่ถูกทำต่อเนื่องกันมาในผังหลักและ<br />

ในภาพรวมทั้งหมด แต่พื้นที่เปิดโล่งในกลุ่มของอาคารที่ตอบสนองสำหรับ<br />

ภารกิจทางวิชาการก็ยังคงต้องคงรูปแบบของพื้นที่ที่มีความเป็นทางการอยู่<br />

ดังจะเห็นได้จากการเปิดพื้นที่โล่งกลางอาคารที่มีขนาดใหญ่เพียงผืน<br />

เดียว และเลือกใช้วัสดุที่เป็นพื้นแข็งเพื่อตอบสนองต่อการทำงานอย่าง<br />

สมเหตุสมผลแทนที่จะเป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาดเล็กหลายๆ ที่และกระจายตัว<br />

อยู่ตามจุดต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการตอบรับกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่มี<br />

อยู่รายรอบกลุ่มของห้องเรียนทั้งหลายรวมถึงหอสมุดกลางและส่วนบริหาร<br />

จัดการของคณะ อีกทั้งยังประโยชน์ให้เกิดการเน้นย้ำถึงความตรงไปตรงมา<br />

ที่มีต่อรูปแบบการทำงานของพื้นที่ พื้นที่ดังกล่าวจึงถูกออกแบบโดย<br />

ปราศจากการใช้พืชพรรณใดๆ มาเป็นองค์ประกอบ ณ จุดนี้จึงไม่มีใครที่ไม่<br />

สามารถรับรู้ได้ถึงความเป็นพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ<br />

ที่จะถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการและเป็นประจำในทุกๆ ปีการศึกษาไม่ว่าจะ<br />

เป็นการจัดประชุมใหญ่หรือการบรรยายทางวิชาการต่างๆ ฯลฯ<br />

ในส่วนที่พักของคณาจารย์และบุคลากรโดยรวมแล้ว อาจดูเหมือนอยู่ใน<br />

ระบบระเบียบแบบแผนที่ออกจะเป็นทางการอยู่ในตัวเองหากดูจากการ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

143


จัดวางผังโดยรวมของกลุ่มอาคาร แต่เมื่อได้เดินเข้าไปในกลุ่มอาคาร ได้<br />

เดินไปตามถนนที่อยู่ข้างในและเดินไปจนถึงพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ที่มีอยู่<br />

ในกลุ่มของอาคารโดยมีต้นไม้ขนาดใหญ่ยืนต้นให้ร่มเงากับทั ้งถนนและ<br />

กลุ่มบ้านที่มีอยู่ในนั้น จะพบว่าด้วยความเป็นจริงแล้ว มันก็ไม่ได้แสดงออก<br />

ให้เห็นถึงแง่มุมของรูปแบบที่มีความเป็นทางการมากเสียจนขนาดนั้น หรือ<br />

แม้แต่พื้นที่เปิดโล่งที่เปิดต่อเนื่องไปยังส่วนของหอพักนักศึกษา รวมถึงพื้นที่<br />

ที่ทอดตัวข้ามส่วนที่เป็นน้ำที่ถูกวางเอาไว้อยู่ในผังแม่บทตั้งแต่แรกเริ่มนั้น<br />

มันก็ยังคงทำหน้าที่ของมันในการแบ่งแยกกลุ่มของการทำงานออกจากกัน<br />

ยังคงนำเสนอกลไกการทำงานที่ทำหน้าที่ในการปลีกตัวให้กับกลุ่มอาคาร<br />

ดังกล่าวออกจากโลกของความเป็นวิชาการของกลุ่มอาคารอีกกลุ่มหนึ่ง<br />

Q: ว่าด้วยเรื่องของทะเลสาบส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของนำ้ำและได้ถูก<br />

นำาเสนอเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นั้นมันเป็นอย่างไรบ้าง<br />

A: ส่วนที่ว่าด้วยเรื่องของน้ำที่ถูกกำหนดเอาไว้ในผังให้ทำหน้าที่ในการ<br />

แบ่งแยกส่วนของพื้นที่ทางวิชาการออกจากส่วนของพื้นที่พักอาศัยของ<br />

บุคลากร จริงๆ แล้วมันเป็นเนื้อหาหลักในการวางผังรวมทั้งหมดของโครงการ<br />

ความคิดที่ว่านี้มีที่มาที่ไปจากตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการเดินทางมาอินเดีย<br />

ที่ Kahn นั้นได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่ Sarkhej Complex อันเป็น<br />

พระราชฐานฤดูร้อนของกษัตริย์มุสลิมแห่ง Ahmedabad ที่ถูกสร้างไว้<br />

144<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ตั้งแต่ปี 1447 กลุ่มอาคารดังกล่าวถูกสร้างขึ้นด้วยหินโดยประกอบไปด้วย<br />

ส่วนที่เป็นสุเหร่ามัสยิด ที่ฝังพระศพ พระราชวัง และพระราชนิเวศน์ที่ใช้<br />

ประทับในช่วงฤดูร้อน กลุ่มอาคารที่ว่าทั้งหมดถูกจัดวางเอาไว้อยู่รายรอบ<br />

ทะเลสาบที่ก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเช่นกัน<br />

คาดไม่ถึงว่าจากสภาวะความแห้งแล้งรวมถึงการขาดแคลนน้ำต่อเนื่อง มี<br />

ผลทำให้แนวความคิดในการสร้างทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่อีกทั้งยังมีความ<br />

ลึกมากนั้นไม่สัมฤทธิผล มันจึงไม่ได้รับการตอบสนองและไม่ได้รับการ<br />

เอาใจใส่เท่าที่ควร Kahn จึงต้องยอมรับอย่างไม่เต็มใจเท่าใดนักในการที่จะ<br />

ลบเอาส่วนที่อยู่ตรงกลางของผังรวมอันเป็นส่วนสำคัญสุดในผังออกไป<br />

เมื่อเขาตระหนักได้ถึงความยากลำบากในการกักเก็บน้ำจำนวนมหาศาล<br />

อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงการสูญเสียน้ำที่เกิดจากการระเหยออกไป และยัง<br />

ต้องแน่ใจด้วยว่ามันจะไม่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงขนาดใหญ่ตามมา และอีก<br />

หนึ่งประการสำคัญที่ทำให้มันก็เป็นที่น่าเสียดายก็เป็นผลอันเนื่องมาจาก<br />

การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ Kahn ที่ทำให้การทำงานในส่วนดังกล่าว<br />

หยุดชะงักและคงถูกทิ้งค้างเอาไว้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้นซึ่งก็เช่นเดียวกับ<br />

ในอีกหลายๆ ส่วนๆ ของพื้นที่ทั้งหมดในโครงการ มันคงจะเป็นเรื่องน่าสนใจ<br />

มากหากเราจะได้เห็นว่าภายใต้วิธีการอย่างไรบ้างที่บรมครูผู้นี้ได้ใช้ในการ<br />

วางแนวทางอันจะนำมาซึ่งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่อพื้นที่พื้นที่นี้ให้<br />

สัมฤทธิผลขึ้นมาได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

145


Q: มีสิ่งใดบ้างที่คุณจะพูดถึงวิธีการที่ Kahn ใช้ในการทำางานกับองค์-<br />

ประกอบต่างๆ ของสถาปัตยกรรมในฐานะของการเป็นสถาปนิก เป็นต้น<br />

ว่าเรื่องของรูปร่างรูปทรงของอาคาร เรื่องของแสง และอื่นๆ<br />

A: Kahn ผ่านช่วงเวลาของการสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานมาอย่าง<br />

ยาวนานจนกระทั่งเขาสามารถสร้างการจัดการที่มีประสิทธิภาพต่อวิธีการ<br />

ทำงานกับวัตถุดิบที่มีอยู่ในกระบวนการของการทำงานกับอาคารแต่ละหลัง<br />

ได้ชัดเจนขึ้นและชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่างด้วยการให้ลองเทียบกันดูระหว่าง<br />

โครงการ IIM และโครงการ Kimbell ทั้งในแง่มุมที่ว่ากันด้วยเรื่องของ<br />

รูปแบบความสัมพันธ์โดยรวมในโครงสร้างการทำงานของอาคาร ไปจนถึง<br />

แสงและที ่ว่างทางสถาปัตยกรรม แน่นอนว่าผลงานทั้งสองนั้นมีความ<br />

แตกต่างกันทั้งในเรื่องที่ตั้งที่งานทั้งสองตั้งอยู่ เรื่องของสภาพภูมิอากาศ<br />

เรื่องของวัสดุและเทคโนโลยี แต่ผมก็แน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้า ณ วันนี้<br />

Kahn จะต้องออกแบบ IIM เขาต้องออกแบบด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป<br />

จากเดิมอย่างแน่นอนโดยเฉพาะในแง่มุมที่ว่าด้วยเรื่องของแสงธรรมชาติ<br />

และแน่นอนมันจะต้องครอบคลุมไปจนถึงความสัมพันธ์ในเรื่องโครงสร้าง<br />

ของอาคารด้วย<br />

146<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


Q: มีสิ่งใดบ้างที่คุณจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ของ Kahn ที่มีต่อบุคคล<br />

รอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของการ<br />

ปฏิบัติวิชาชีพ<br />

A: ถึงแม้ว่าในความโอบอ้อมอารีที่มีอยู่ในฐานะของการเป็นครูและใน<br />

ฐานะผู้ร่วมงานของ Kahn จะมีอยู่อย่างไม่จำกัด แต่ชีวิตส่วนตัวและชีวิต<br />

ครอบครัวของเขาแล้ว เขาดูจะให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษซึ่งก็เป็นไปได้<br />

ว่าจากการที่เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยจะแสดงออกจึงเป็นการยากที่จะบอกกล่าว<br />

ถึงความยากลำบากที่เขามีอยู่ หรือปัญหาเรื่องทางการเงินที่เขาต้องเผชิญ<br />

ให้ผู้อื่นได้ร่วมรับรู้ อย่างไรก็ตาม กับเพื่อนที่มีความสนิทสนมกันแล้ว เขา<br />

ค่อนข้างเป็นคนที่เปิดเผยอยู่บ้าง ผมและครอบครัวมักจะได้รับการเชื ้อเชิญ<br />

ให้ไปเป็นแขกที่บ้านพักของเขาอยู่เสมอๆ และก็ได้รับรู้เกี่ยวกับการดำรงชีวิต<br />

ที่เคร่งครัดต่อความสมเหตุสมผลของเขา รวมถึงความรักของเขาที่มีต่อ<br />

ดนตรีผ่านการเล่นเปียโน รวมถึงความรักที่มีต่อการสะสมหนังสือหายาก<br />

สิ่งที่สร้างความรู้สึกได้อย่างเหนือความคาดหมายให้กับเรานั้นคงเป็น<br />

เรื่องของการที่ Esther 31 เองก็ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ในการเดินทางและ<br />

การไปพำนักอยู่ที่อินเดียของเขาซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า Kahn เองก็ได้<br />

บอกเล่าและถ่ายทอดเรื่องราวรวมถึงสิ่งต่างๆ ที่แสนจะยืดยาวและมากมาย<br />

ให้เธอได้รับรู้มาโดยตลอด ผมและภรรยารู้สึกซาบซึ ้งใจในของขวัญที ่คน<br />

ทั้งสองได้มอบให้เราอันได้แก่ต่างหูเพชรคู่ที่มอบให้ภรรยาของผม รวมถึง<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

147


ของเล่นเด็กราคาแพงที่เขาได้มอบให้ลูกสาวของ<br />

เรา เรารู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งที่ Kahn ถามถึง<br />

ภาพเขียนที่เขียนโดยลูกสาวคนเล็กของเรา Manisha<br />

ที่ทุกวันนี้มันก็ยังคงถูกแขวนเอาไว้บนผนัง<br />

ในห้องนอนของ Kahn<br />

Kahn เป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่ดูหนักแน่นเอา<br />

จริงเอาจังกับชีวิตและดูครุ่นคิดในขณะเดียวกัน<br />

เขาเป็นบุคคลที่ทำงาน ใช้ชีวิต และมีการดำเนิน<br />

ชีวิตที่เรียกได้ว่าให้ความสำคัญกับการครุ่นคิด<br />

และไตร่ตรองอย่างรอบคอบเป็นอย่างมาก<br />

ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้ที่น่าจะสามารถบอกเล่า<br />

คุณสมบัติดังกล่าวของเขาให้รับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้น<br />

ในราวปี 1963 Gira Sarabhai ได้เคยถามคำถาม<br />

พื้นๆ ต่อ Kahn ว่า สถาปัตยกรรมคืออะไร ซึ่ง Kahn<br />

ไม่อยากจะตอบคำถามดังกล่าวด้วยคำตอบแบบ<br />

พื้นๆ ทั่วไป แทนที่จะให้คำตอบกับ Gira Sarabhai<br />

เขากลับขอเวลาหนึ่งวันสำหรับคำตอบต่อคำถาม<br />

ดังกล่าว และในวันถัดมาเขาก็ได้กลับไปพร้อม<br />

31 Esther ภรรยาของ Louis I. Kahn ติดตาม<br />

บทสัมภาษณ์ของ Esther เพิ่มเติมได้ใน<br />

ภาพยนตร์เชิงสารคดี (Documentary) เกี่ยวกับ<br />

การสืบค้นถึงตัวตนที่แท้จริงของ Louis I. Kahn<br />

เรื่อง My Architect ที่มี Nathaniel Kahn บุตร<br />

ชายนอกสมรสของ Kahn เองรับหน้าที่เป็นทั้ง<br />

ผู้กำกับและรับบทในฐานะผู้ดำเนินเรื่องเพื่อ<br />

สร้างความเข้าใจในตัวบิดาที่เขาแทบจะไม่ได้มี<br />

โอกาสใกล้ชิด<br />

148<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


กับกระดาษที่มีประโยคที่อ่านได้ว่า<br />

“ว่าด้วยเรื่องของสถาปัตยกรรมแล้วถึงแม้ผมจะรับรู้ได้ในความ<br />

เป็นจิตวิญญาณของมัน แต่เมื่อถามถึงธรรมชาติของมันจริงๆ<br />

แล้ว ผมกลับเข้าไม่ถึงในความเป็นธรรมชาติของมัน ไม่ว่าจะเป็น<br />

สระว่ายน้ำ วัดเชน โรงเรียน ปราสาทราชวัง หรือโรงงาน ที่ล้วน<br />

แล้วแต่มีแสงสว่างอยู่ในตัวเอง หากแต่อยู่ที่ความปรารถนาของ<br />

มันในการที่จะเป็นสิ่งใดนั้น นั่นก็คือการที่มันจะต้องเข้าถึงแก่น<br />

แท้ในความเป็นตัวตนของมันเองให้ได้ ความเป็นตัวตนที่สุด<br />

แสนจะธรรมดาและมันก็เป็นเพียงแก่นแท้ของความเป็นตัวตน<br />

ที่แสดงออกถึงการมีชีวิตและการมีความเป็นศิลปะอยู่ในตัวของ<br />

มันเอง”<br />

สำหรับ Kahn ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างความถูกต้องให้เกิดขึ้นมาได้ถ้าหาก<br />

ความถูกต้องนั้นไม่ได้มาจากการไตร่ตรองมาแล้วอย่างรอบคอบ เขาเป็น<br />

บุคคลที่อยู่บนความแน่นอนอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยอุปนิสัยเช่นนี้กระมัง<br />

ที่ทำให้เขาต้องยับยั้งความคิดและความรู้สึกส่วนตัวหลายประการเอาไว้<br />

อย่างเช่นในกรณีของความรู้สึกของเขาที่มีต่อ Le Corbusier ผู้ซึ่งเป็น<br />

บุคคลที่ Kahn แสดงความยกย่องชื่นชมและเฝ้าติดตามการทำงานมาโดย<br />

ตลอด ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนมีโอกาสได้พบกันเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั ้น อีกทั้ง<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

149


•• Kahn เป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่ดู<br />

หนักแน่นเอาจริงเอาจังกับชีวิตและดู<br />

ครุ่นคิดในขณะเดียวกัน เขาเป็นบุคคลที่<br />

ทำางาน ใช้ชีวิต และมีการดำาเนินชีวิตที่<br />

เรียกได้ว่าให้ความสำาคัญกับการครุ่นคิด<br />

และไตร่ตรองอย่างรอบคอบเป็นอย่าง<br />

มาก ••<br />

150<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ยังเป็นครั้งนั้นครั้งเดียวที่ทั้งสองพบกันอย่างไม่เป็นทางการ แต่ Kahn ก็ได้<br />

พูดถึง Le Corbusier เอาไว้อย่างจริงจังและมันก็แสดงออกถึงความ<br />

ยกย่องชื่นชมของเขาที่มีต่อ Le Corbusier ซึ่งการแสดงความรู้สึกทั้งหมดนี้<br />

นั้นมาเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อภายหลังจากที่ Le Corbusier ได้เสียชีวิต<br />

สิ่งเหล่านี้นับได้ว่าเป็นบุคลิกภาพส่วนตัวของ Kahn ที่ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่<br />

เขาให้ความรักและการยกย่องชื่นชมอย่างจริงจัง เขากลับไม่เคยแสดงออก<br />

อย่างเปิดเผยให้ผู้อื่นรับรู้ สำหรับ Kahn สิ่งเหล่านี้กลายเป็นการเก็บงำซ่อน<br />

ความรู้สึกของเขาเอาไว้โดยลำพังในความเงียบสงัด และมันก็เป็นสิ่งที่เขา<br />

เลือกที ่จะดำเนินชีวิตของเขาในแบบนี้ เขาเป็นดังเช่นโยคีที่มักจะตั้งคำถาม<br />

โดยตลอดต่อความสัมพันธ์ที่อยู่บนความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ<br />

จักรวาลอันน่าพิศวงผ่านความลึกซึ ้งที่มีอยู่ในจิตใจซึ่งถูกเรียกขานกันว่า<br />

สภาวะแห่งจิต สภาวะแห่งจิตนี้เองที่คอยกระตุ้นเตือนเขามาโดยตลอด<br />

ตลอดระยะเวลาในช่วงชีวิตการทำงานของเขา ผลงานระยะหลัง รวมถึง<br />

งานเขียนบทความและแบบร่างต่างๆ ที่แสดงออกถึงความคิดความอ่าน<br />

ของเขา บ่งบอกถึงการท่องไปในความเงียบสงัดและความหมายที่มีอยู่<br />

ภายใต้แสงสว่างที่เขาเป็นผู้กำหนดมันขึ้นมา<br />

Vastu Shilpa Foundation for Studies and Research in Environmental<br />

Design ได้รับการจัดตั้งขึ้นในปี 1978 ด้วยวัตถุประสงค์คร่าวๆ 2 ประการ<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

151


•• ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างความถูกต้องให้<br />

เกิดขึ้นมาได้ถ้าหากความถูกต้องนั้น<br />

ไม่ได้มาจากการไตร่ตรองมาแล้วอย่าง<br />

รอบคอบ ••<br />

152<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ประการที่หนึ่งเพื่อริเริ่มการวิจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมของถิ่นที่อยู่ในประเทศ<br />

อินเดีย ที่จนถึงขณะนั้นแล้วยังไม่ได้รับการบรรจุให้อยู่ในนโยบายอย่าง<br />

จริงจังจากหน่วยงานใดๆ ที่ต้องทำหน้าที ่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมใน<br />

ถิ่นที่อยู่ของผู้คน วัตถุประสงค์ประการที่สอง เพื่อพัฒนารากฐานสำหรับ<br />

ทฤษฎีที่มีความเป็นมาตั้งแต่ดั้งเดิม รวมถึงธรรมเนียม การยึดถือปฏิบัติ<br />

ต่างๆ และบรรทัดฐานที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในถิ่นที่อยู่ของผู้คน อันสอดคล้อง<br />

กับบริบทต่างๆ ของอินเดียภายใต้ข้อแม้ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรต่างๆ<br />

ที่มีอยู่ เรื่องสภาพภูมิอากาศ เรื่องสภาพสังคมและวัฒนธรรม ด้วยการ<br />

ดำเนินการมาตลอดระยะเวลาหลายปี ทางมูลนิธิได้มีส่วนร่วมในการ<br />

ดำเนินงานโครงการรวมถึงกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้บรรลุความเชื่อมั่นที่มีอยู่<br />

ในหลักการทั้ง 3 ประการ อันได้แก่ การดำเนินงานโครงการวิจัยต่างๆ การ<br />

สร้างให้เกิดผลต่อการนำไปประยุกต์ (รวมถึงการเผยแพร่) และการเปิด<br />

ประเด็นเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทัศนคติกันอย่างกว้างขวาง<br />

และหลากหลาย<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

153


•• แหล่งที่มาของภาพประกอบภายในเล่ม<br />

ภาพ Le Corbusier / หน้า 12<br />

http://flashbak.com/wp-content/uploads/2015/05/corbusier.jpeg<br />

ภาพ Mill Owners’ Association / หน้า 21<br />

https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/<br />

72/d9/71/72d97132c07571e17ff9e4ba78ba206b.jpg<br />

ภาพประกอบเชิงอรรถที่ 3 Don Quixote / หน้า 25<br />

http://flavorwire.com/167355/literary-mixtape-don-quixote<br />

ภาพประกอบเชิงอรรถที่ 4 Trojan Horse / หน้า 26<br />

http://www.kidspast.com/images/trojanhorse1.gif<br />

ภาพ Shodhan House (1951) / หน้า 30<br />

https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/92/e3/e5/92e3e5f8e15c6dbd<br />

91141547b05e74aa.jpg<br />

ภาพ Villa Savoye (1928) / หน้า 31<br />

https://static.dezeen.com/uploads/2016/07/villa-savoye-le-corbusier-francemodernist-house-flavio-bragaia_dezeen_1568_5.jpg<br />

ภาพ Ahmedabad Textile Industry’s Research Association (ATIRA) (1951-1952) /<br />

หน้า 31<br />

http://en.wikipedia.org/wiki/Ahmedabad_Textile_Industry’s_Research_Association#/<br />

media/File:Ahmedabad_Textile_Industry%27s_Research_Association_building_<br />

(15_05_2006).jpg<br />

ภาพประกอบเชิงอรรถที่ 9 Amber Palace / หน้า 42-43<br />

เอื้อเฟื้อภาพถ่าย โดย ต้นเตย ศิระ อนามวงศ์<br />

ภาพประกอบเชิงอรรถที่ 10 Mandu / หน้า 44<br />

https://lh4.googleusercontent.com/-6NtEZBjmTY4/TC7BiHbpjGI/AAAAAAAAA<br />

GI/-6dcxzKZ9Fs/s640/Mandu-1076.JPG<br />

ภาพ Chandigarh Capitol Complex / หน้า 51<br />

https://static.dezeen.com/uploads/2016/08/capitol-complex-le-corbusierchandigarh-india-benjamin-hosking_dezeen_1568_1.jpg<br />

154<br />

กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล


ภาพ Sangath / หน้า 74-75<br />

บน http://1.bp.blogspot.com/_IVUE_zSW6ZE/TDv_so8Rh6I/AAAAAAAAAWM/XEh-<br />

HIFcbD2E/s1600/Sangath_Section-Alt.jpg<br />

ล่าง https://thearchiblog.files.wordpress.com/2012/04/sangath-ahmedabad-b-vdoshi-26.jpg<br />

ขวา http://images.adsttc.com/media/images/5038/17ad/28ba/0d59/9b00/0<br />

dec/large_jpg/stringio.jpg?1414199060<br />

ภาพ Louis I. Kahn / หน้า 96<br />

http://www.revistaplot.com/wp-content/uploads/2013/05/0023.jpg<br />

ภาพ Richards Medical Centre / หน้า 102<br />

บน https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/2c/70/71/2c7071f<br />

89d363835d66faf3052dd60b8.jpg<br />

ล่าง https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/76/c2/23/76c223ee6db8f<br />

8c68abb56b3a76bd50a.png<br />

ภาพ Salk Institute / หน้า 103<br />

บน http://media.architecturaldigest.com/photos/56834606b313ecbd<br />

18114b12/4:3/w_740/001%20IMG_3427.jpg<br />

ล่าง http://the-talks.com/wp-content/uploads/2016/02/Richard-Saul-Wurman-<br />

Salk-Institute-01-Jacqueline-Poggi.jpg<br />

ภาพ Indian Institute of Management / หน้า 110-111<br />

http://images.adsttc.com/media/images/5037/e64a/28ba/0d59/9b00/033e/<br />

large_jpg/stringio.jpg?1414231168<br />

ภาพ Unitè d’habitation / หน้า 135<br />

https://pautorf1.files.wordpress.com/2014/02/briey_unite_d_habitation.jpg<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

155


•• ดรรชนี<br />

A<br />

Ahmedabad<br />

22, 35, 39, 43, 45, 66, 85, 105, 109,<br />

112, 113, 144<br />

Ahmedabad Textile Industry’s Research<br />

Association (ATIRA)<br />

35, 97-98<br />

B<br />

Bach, Johann Sebastian (1685-1750)<br />

87<br />

Beethoven, Ludwig van (1770-1827)<br />

108<br />

Bharat Diamond Bourse, The<br />

104<br />

Bodiansky, Vladimir (1894-1966)<br />

32<br />

Bologna<br />

122<br />

C<br />

Capitol Complex<br />

48, 55, 121<br />

Chandigarh<br />

15, 17, 27, 32, 34, 44, 46, 48, 52-57,<br />

59-60, 65-67, 69, 83, 121, 125<br />

CIAM (Congrès Internationaux<br />

d’Architecture Moderne)<br />

15<br />

Correa, Charles (1930-2015)<br />

78<br />

D<br />

Drew, Jane (1911-1996)<br />

48, 53-54<br />

F<br />

Fry, Maxwell (1899-1987)<br />

48, 53-54<br />

Fuller, R. Buckminster (1895-1983)<br />

42<br />

G<br />

Giedion, Sigfried (1888-1968)<br />

46, 48<br />

Graham Foundation Fellowship<br />

97<br />

Gujarat State Fertilizers Township<br />

129<br />

I<br />

Indian Institute of Management (IIM)<br />

99-100, 104, 108-109, 112, 115, 136,<br />

139-141, 146<br />

J<br />

Jahaz Mahal<br />

119<br />

156<br />

ดรรชนี


Jaipur<br />

43, 65<br />

Jeanneret, Pierre (1896-1967)<br />

68, 83<br />

K<br />

Kahn, Esther<br />

147<br />

Kahn, Louis I. (1901-1974)<br />

43, 60, 89-92, 95, 97-100, 105-109,<br />

112-117, 119-122, 124-125, 127,<br />

129, 131-133, 136-139, 144-149,<br />

151<br />

Kanvinde, Achyut (1916-2002)<br />

35<br />

Kimbell<br />

146<br />

L<br />

Lalbhai, Kasturbhai (1894-1980)<br />

108<br />

Le Corbusier (1887-1965)<br />

13-15, 17-18, 22-25, 27-29, 32-36,<br />

39-41, 43-46, 48, 52-60, 62-63,<br />

66-67, 69-73, 77-79, 81-83, 85-93,<br />

95, 97, 99, 101, 104-106, 109, 116-<br />

117, 120-122, 124-126, 129, 132-<br />

133, 136, 149, 151<br />

Luanda<br />

98<br />

M<br />

Marseilles<br />

15, 32, 36, 133<br />

Master and Servant Spaces<br />

98<br />

McHarg, Ian (1920-2001)<br />

106<br />

Mill Owners’ Association<br />

19, 22, 27, 66, 109<br />

Mughal Garden<br />

105<br />

N<br />

National Institute of Design (NID)<br />

112<br />

P<br />

Perkins, G. Holmes (1904-2004)<br />

104, 106<br />

Prasad, Shivnath<br />

78<br />

Premabhai Hall<br />

97<br />

<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />

The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />

157


R<br />

Raje, Anant (1929-2009)<br />

112<br />

Ranakpur<br />

137<br />

Richards Medical Centre<br />

100-101, 104<br />

Rousseau, Henri (1844-1910)<br />

122<br />

S<br />

Salk Institute<br />

100, 107<br />

Sangath<br />

72-73<br />

Sarabhai House<br />

34, 70, 89, 122<br />

Sarabhai, Gira<br />

92, 148<br />

Sarabhai, Vikram (1919-1971)<br />

109<br />

Sarkhej Complex<br />

144<br />

Sense of Space<br />

28<br />

Shodhan House (Villa Shodhan)<br />

29, 105, 122<br />

shuttering<br />

36<br />

T<br />

tapasya<br />

120<br />

U<br />

Unité d’habitation<br />

15, 48, 133<br />

V<br />

Vastu-Shilpa Foundation for Studies and<br />

Research in Environmental Design<br />

151<br />

Villa Savoye<br />

29, 105<br />

W<br />

Wright, Frank Lloyd (1867-1959)<br />

109<br />

X<br />

Xenakis, Iannis (1922-2001)<br />

68<br />

158<br />

ดรรชนี

Hooray! Your file is uploaded and ready to be published.

Saved successfully!

Ooh no, something went wrong!