LE CORBUSIER AND LOUIS I. KAHN นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม
Transform your PDFs into Flipbooks and boost your revenue!
Leverage SEO-optimized Flipbooks, powerful backlinks, and multimedia content to professionally showcase your products and significantly increase your reach.
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
[The Acrobat and the Yogi of Architecture]<br />
B. V. Doshi<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม<br />
แปล<br />
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong> (The Acrobat and the Yogi of Architecture)<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล<br />
หมายเลขมาตรฐานประจำา หนังสือ 978-616-7196-75-6<br />
ราคา 150 บาท<br />
พิมพ์ครั้งแรกเมษายน 2560<br />
©Vastu-shilpa foundation<br />
All rights reserved.<br />
no part of this publication may be reproduced, stored<br />
in retrieval system, or transmitted in any form or by any<br />
means, electronic, mechanical, photocopying, recording or<br />
otherwise, without the prior permission of the publisher.<br />
จัดพิมพ์โดย<br />
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สำานักงานใหญ่)<br />
248/1 ซอยศูนย์วิจัย 4 ถนนพระรามที่ 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310<br />
ออกแบบรูปเล่ม<br />
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ<br />
บี. วี. โดชิ (B. V. Doshi)<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong> (The Acrobat and the Yogi of Architecture).-- :<br />
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2560.<br />
160 หน้า<br />
1. สถาปนิก 2. สถาปัตยกรรม i. กิจโชติ นันทนสิริวิกรม, ผู้แปล. ii. ชื่อเรื่อง.<br />
720.92<br />
ISBN 978-616-7196-75-6
สารบัญ<br />
บทกล่าวนำา<br />
คำานิยม<br />
โดย จิรากร ประสงค์กิจ<br />
Le Corbusier: นักกายกรรมแห่งสถาปัตยกรรม<br />
(Le Corbusier: Acrobat of Architecture)<br />
Louis I. Kahn กับความเป็นโยคีแห่งสถาปัตยกรรม<br />
(Louis I Kahn: The Yogi of Architecture)<br />
แหล่งที่มาของภาพประกอบภายในเล่ม<br />
ดรรชนี<br />
8<br />
11<br />
12<br />
96<br />
154<br />
156
แด่ แม่ผู้เป็นบรมครู<br />
แด่ บรมครู
•• บทกล่าวนำา<br />
จะมีสถาปนิกสักกี่คนในโลกที่มีโอกาสได้เรียนรู้และทำความเข้าใจใน<br />
กระบวนการทำงานสถาปัตยกรรมจากบรมครูสถาปนิกถึงสองคนในเวลา<br />
ไล่เลี่ยกัน อีกทั้งยังเป็นบรมครูถึงสองคนที่ต้องเข้ามาเรียนรู้และเริ่มทำ<br />
ความเข้าใจภายใต้บริบทของการทำงานในประเทศที่เป็นบ้านของสถาปนิก<br />
คนนั้น สถาปนิกและครูสถาปัตยกรรมชาวอินเดีย B. V. Doshi คงเป็น<br />
บุคคลเพียงไม่กี่คนที่ได้มีโอกาสดังกล่าว และคงเป็นบุคคลเพียงไม่กี่คนที่<br />
สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ดังกล่าวได้อย่างลึกซึ้งถึงทัศนคติและ<br />
บุคลิกภาพที่บรมครูทั้งสองคนแสดงออกผ่านการทำงานสถาปัตยกรรม<br />
คำถามหลายๆ ประการภายใต้ความเคลือบแคลงที่มีต่อสถาปัตยกรรม<br />
สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดการให้ความสำคัญที่มีต่อบริบท<br />
เฉพาะในท้องถิ่นที่ตั้งอันเนื่องมาจากวิธีการและกระบวนการออกแบบต่างๆ<br />
ที่ได้รับการบัญญัติให้เป็นมาตรฐานสากล หรือแม้แต่ความเคลือบแคลง<br />
ที่มีต่ออำนาจของรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในการให้ได้มาซึ่งการ<br />
ยอมรับโดยทั่วกัน อันมีผลต่อวิธีการและกระบวนการออกแบบสถาปัตย-<br />
กรรมในท้องถิ่นนั้นๆ คำถามเหล่านี้ได้รับการไขความกระจ่างผ่านคำตอบ<br />
หลากหลายรูปแบบที่เป็นผลมาจากการรับรู้และทำความเข้าใจของผู้ที่อยู่<br />
ในเหตุการณ์ที่นอกจากผ่านการมีประสบการณ์ทำงานโดยตรงแล้ว ยังต้อง<br />
ทำหน้าที่ในฐานะคนกลางท่ามกลางความเคลือบแคลงและความขัดแย้ง<br />
ดังกล่าว<br />
8<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ขอขอบคุณ ชาติเฉลิม เกลียวปฏินนท์ และ จักรรินทร์ โกวิทานุพงศ์ สำหรับ<br />
แรงผลักดันและการสนับสนุนทั้งทางด้านวิชาการและทางด้านวิชาชีพ คุณ<br />
จิรากร ประสงค์กิจ สำหรับบทกล่าวนำและการสนับสนุนในเรื่องของ<br />
หลักการและความคิด ตลอดจนการเป็นตัวอย่างในเรื่องของการเรียนรู้ การ<br />
ทำงาน และการถ่ายทอดความรู้ คณะทำงานและผู้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติ<br />
การ ‘Simultaneous Modernity’ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย<br />
ศิลปากร ขนุนสตูดิโอ และสำนักงานออกแบบพระอาทิตย์ ภาควิชา<br />
สถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์<br />
- กิจโชติ นันทนสิริวิกรม<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
9
จากต้นฉบับเนื้อหาการให้สัมภาษณ์<br />
ในวาระต่างๆ ของ Doshi เกี่ยวกับ<br />
บรมครูคนสำคัญแห่งยุคสมัยใหม่<br />
สองท่าน โดยให้ความสำคัญเกี่ยวกับ<br />
การที่ Doshi ได้มีโอกาสร่วมงานกับทั้ง<br />
สองท่านผ่านช่วงเวลาการทำงานและ<br />
ผลงานต่างๆ อีกทั้งยังได้มีโอกาสรับรู้<br />
ในบุคลิกภาพของบรมครูทั้งสองท่าน<br />
การสัมภาษณ์เกี่ยวกับ Le Corbusier<br />
โดย Carmen Kagal ทำขึ้นในปี ค.ศ.<br />
1986 ส่วนการสัมภาษณ์เกี่ยวกับ Louis<br />
I. Kahn โดย Muktirajsinhji Chauhan<br />
ทำขึ้นในปี ค.ศ. 1992 ณ Vastu-Shilpa<br />
Foundation
•• คำานิยม<br />
The eye is continually influenced by what it cannot detect.<br />
It is most influenced by what it detects least.<br />
- John Ruskin<br />
ในทรรศนะของ Le Corbusier นั้น สถาปัตยกรรม คือ รูปธรรม<br />
เป็นองคาพยพอันแยกออกเสียจากกันมิได้ ของจิตรกรรม ประติมากรรม<br />
ดนตรี และศิลปะทุกแขนง ซึ่งประชุมตัวและแสดงตนอยู่ในท่ามกลางแสงสว่าง<br />
ในขณะที่ Louis I. Kahn เห็นว่างานที่เขาสร้างขึ้นนั้น เป็นรูปธรรมที่เป็น<br />
บรรณาการให้กับสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นนามธรรม<br />
ทรรศนะของทั้งสองท่าน ได้ก่อให้เกิดผลงานที่ยืนหยัดสง่างามท้าทายกาลเวลา<br />
ในแทบจะทุกภูมิภาคโลก เป็นที่น่ายินดีว่าแต่ละท่านได้สร้างผลงานไว้ที่อนุทวีป<br />
อินเดีย ซึ่งสถาปนิก B. V. Doshi คือผู้ที่ได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับทั้งสอง<br />
คุรุ และได้แบ่งปันประสบการณ์ในครั้งนั้นให้กับเรา<br />
เมื่อได้อ่านจบแล้ว บางทีเราอาจจะ ‘เห็น’ ในสิ่งที่เร้นไว้ในผลงานของท่าน<br />
ซึ่งจักษุประสาทปกติมิอาจจะเข้าถึง ดังที่ John Ruskin ได้กล่าวไว้<br />
- จิรากร ประสงค์กิจ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
11
Le Corbusier: Acrobat of Architecture<br />
นักกายกรรมแห่งสถาปัตยกรรม
Q: มีงานเขียนที่เกี่ยวกับ Le Corbusier อยู่แล้วมากมาย ดังนั้นเราควร<br />
จะข้ามเรื่องพื้นๆ เหล่านั้นไป เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า Le Corbusier เป็น<br />
บุคคลที่มีความสามารถหลายด้าน ทั้งการเป็นสถาปนิก จิตรกร ประติ-<br />
มากร กวี นักเขียน ไปจนถึงนักวิพากษ์วิจารณ์ อย่างไรก็ตาม ถ้าต้อง<br />
เลือกที่จะกล่าวถึงบุคลิกภาพที่น่าจะเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนที่สุดของ Le<br />
Corbusier บุคลิกภาพนั้นน่าจะเป็นเช่นใด<br />
A: ประเด็นคำถามนี้มีความน่าสนใจตรงที่ว่าผมก็มีภาพในความคิดของ<br />
ผมเกี่ยวกับ Le Corbusier ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นภาพที่ปรากฏอยู่ในบทกวีว่า<br />
ด้วยเรื่องของนักกายกรรมที่เขียนขึ้นโดย Le Corbusier เอง ผ่านเนื้อหา<br />
ที่ว่า<br />
นักกายกรรมนั้นหาใช่หุ่นเชิดไม่ นักกายกรรมทุ่มเททั้งชีวิตให้<br />
กับการเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา อยู่ในสภาวะอันตรายที่เสี่ยง<br />
ต่อความเป็นความตายอยู่เป็นนิจ นักกายกรรมสวมบทบาทการ<br />
เคลื่อนไหวที่อยู่เกินออกไปกว่าสภาวะปกติที่มีอยู่ในผู้คนทั่วไป<br />
สู่การเคลื่อนไหวอันยากเย็นแสนเข็ญอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการ<br />
ให้ความสำคัญและการเอาใจใส่ต่อความถูกต้องแม่นยำ อันจะ<br />
นำมาซึ่งอิสรภาพแก่เขาในการที่จะต่อกรกับสภาวะบีบคั้นต่างๆ<br />
แม้ไม่มีคำร้องขอใดๆ จากใครทั้งสิ้น แม้ไม่มีคำขอบคุณใดๆ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
13
จากใครทั้งสิ้น เขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ต่างออกไปจากโลก<br />
ของผู้คนทั่วไป อยู่ในโลกของนักกายกรรม อยู่กับผลลัพธ์อัน<br />
เป็นที่แน่นอนอย่างเป็นที่สุดว่า นักกายกรรมได้ทำในสิ่งที่ผู้อื่น<br />
ไม่สามารถกระทำได้<br />
ดังนั้นผมจึงมักจะเห็นเป็นภาพของ Le Corbusier ที่มีตัวตนจริงๆ กำลัง<br />
เดินอยู่บนเส้นเชือก อยู่กับการแกว่งไกวของอุปกรณ์ห้อยโหนกลางอากาศ<br />
โดยไม่แยแสต่อตาข่ายเบื้องล่างที่เป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือในเรื่องของการ<br />
เสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่เขา เขาได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดฝันที่จะทำ<br />
มัน ด้วยความพร้อมที่จะเสี่ยง ซึ่งต่อให้มันจะต้องเสี่ยงมากขนาดไหนก็ตาม<br />
เขาก็ยังกล้าที่จะเสี ่ยง และนี่ก็เป็นที่มาว่าทำไมผมจึงรำลึกถึง Le Corbusier<br />
ในฐานะของการเป็นนักกายกรรมแห่งสถาปัตยกรรม และผมก็คิดว่า<br />
มันน่าจะเห็นได้ชัดว่าผมหมายถึงอะไรเมื่อเราคุยกันต่อไปหลังจากนี้<br />
Q: จริงอยู่ที่ Le Corbusier มักถูกรำาลึกถึงในแง่ของความเป็นนักมายากล<br />
นักแสดงกายกรรมที่โยนรับลูกบอลที่สามารถควบคุมลูกบอลคราวละ<br />
หลายๆ ลูกเหล่านั้นกลางอากาศในเวลาเดียวกันได้ คงต้องขอให้ช่วย<br />
ยกตัวอย่างที่ชัดเจนว่าคุณหมายถึงอะไร<br />
A: มันก็มีหลากหลายมากมายอยู่ดี แต่ก็มีตัวอย่างหนึ่งที่พอจะยกมา<br />
ประกอบให้เห็นภาพได้มากขึ้น<br />
14<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ในคราวที่ส่วนหลังคายิมเนเซียมของโครงการอาคารพักอาศัย Unité<br />
d’habitation ที่ Marseilles กำลังจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ วิศวกรของโครงการ<br />
ได้แจ้งต่อ Le Corbusier ว่าด้วยวิธีการแบบที่ทำอยู่ ณ ตอนนั้นมันไม่น่า<br />
จะดีแน่ๆ เพราะว่ามันจะทำให้มีรอยร้าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน Le Corbusier<br />
ให้คำตอบกลับไปว่า แลัวมันจะเกิดอะไรขึ้นเล่า หากพระเจ้าได้ทำในสิ่ง<br />
เดียวกันกับสิ่งที่เราทำแล้ว มันก็มีรอยร้าวเกิดขึ้น เราก็คงทาสีทับมันเข้าไป<br />
อยู่ดีใช่หรือไม่ ดังนั้นเราก็ทาสีทับมันไปซะสิ มักจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ ้นอยู่<br />
แล้วในสถานการณ์ต่างๆ แต่เราต้องหาทางเลือกให้สถานการณ์เหล่านั้น<br />
ได้เสมอ ถ้าหากคุณยังคงมีความคิดอยู่ คุณก็ต้องยืนหยัดที่จะดำเนินการ<br />
แก้ปัญหาต่อไปให้ได้โดยมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความ<br />
ถูกต้อง<br />
Q: ขอย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้นที่พบกับ Le Corbusier เป็นครั้งแรกว่า<br />
มันเป็นอย่างไรบ้าง<br />
A: ในปี ค.ศ. 1950 ปีนั้นผมอยู่ที่ลอนดอนและได้รับรู้ว่ากำลังจะมีการจัด<br />
ประชุม CIAM 1 ขึ้นที่ Hoddesdon ดังนั้นผมจึงหาหนทางที่จะเข้าไปเป็น<br />
ผู้สังเกตการณ์ในการประชุมดังกล่าวให้ได้ และเมื่อได้เข้าไปในที่ประชุม<br />
ดังกล่าวแล้วก็ได้มีการแลกเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเมือง Chandigarh และ<br />
ผมก็เป็นคนอินเดียเพียงหนึ่งเดียวที่ร่วมอยู่ในที่ประชุมดังกล่าว และผมก็<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
15
•• มักจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอยู่แล้ว<br />
ในสถานการณ์ต่างๆ แต่เราต้องหา<br />
ทางเลือกให้สถานการณ์เหล่านั้นได้เสมอ<br />
ถ้าหากคุณยังคงมีความคิดอยู่ คุณก็ต้อง<br />
ยืนหยัดที่จะดำาเนินการแก้ปัญหาต่อไป<br />
ให้ได้โดยมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะเป็น<br />
เครื่องพิสูจน์ถึงความถูก ••<br />
16<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
1<br />
CIAM Congress (Congrès Internationaux<br />
d’Architecture Moderne) จัดตั้งขึ้นในปี<br />
ค.ศ. 1928 และสลายตัวในปี ค.ศ. 1959 CIAM<br />
เป็นการรวมกลุ่มกันขึ้นของสถาปนิกในยุโรป<br />
โดยมี Le Corbusier เป็นแกนนำและมี Sigfried<br />
Giedion รับหน้าที่เป็นเลขาธิการ ประกอบ<br />
ไปด้วยสถาปนิกคนอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญ<br />
และเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวโดยมี<br />
วัตถุประสงค์ในการดำเนินการจัดการประชุม<br />
รวมถึงสร้างกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้อง<br />
กับความเคลื่อนไหวทางสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ใน<br />
ภาคพื้นยุโรป รวมถึงการเผยแพร่หลักการสำคัญ<br />
ต่างๆ ภายใต้การเคลื่อนไหวของแนวคิดแบบ<br />
นวนิยม (Modern Movement) ที่เกิดขึ้นในช่วง<br />
เวลาดังกล่าว อันมีผลโดยตรงต่อสถาปัตยกรรม<br />
ภูมิสถาปัตยกรรม ผังเมือง การออกแบบเชิง<br />
อุตสาหกรรม ฯลฯ<br />
ได้รับคำถามมากมายที่เกี่ยวกับ Chandigarh<br />
เช่นอะไรคือความหมายของเมือง Chandigarh<br />
เป็นต้น และมันก็ทำให้ผมได้รับโอกาสที่จะขอมี<br />
ส่วนร่วมในการทำงานภายใต้โครงการดังกล่าว<br />
ซึ่งผมได้รับทราบข้อมูลมาบ้างว่า Le Corbusier<br />
นั้นเป็นบุคคลที่ทำงานด้วยได้ยากมาก และนั่นก็<br />
เป็นที่มาของการได้พบและได้เริ่มต้นทำงานกับ<br />
Le Corbusier หลังจากนั้นผมก็ได้รับแจ้ง (แกม<br />
บังคับ) ให้ต้องเขียนใบสมัครงานด้วยลายมือของ<br />
ผมเอง และมันก็คงเป็นวิธีการเฉพาะตัวของ Le<br />
Corbusier เอง และก็อาจเป็นไปได้อีกว่าเขาอาจ<br />
ส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญในการอ่านคุณสมบัติบุคคล<br />
จากลายมืออ่านหลังจากนั้นอีกที หลายปีถัดจาก<br />
นั้น ผมก็ได้พบว่า Le Corbusier มักจะพก<br />
เหรียญใหญ่ๆ อยู่เหรียญหนึ่ง ซึ่งมันน่าจะเป็น<br />
เหรียญที่เขาได้รับมาระหว่างที่เขาไปทำงานที่<br />
บราซิล ภรรยาของเขามักบ่นอยู่เสมอๆ ว่ามันมัก<br />
จะทำให้กระเป๋ากางเกงของเขาขาด แต่ไม่ว่า<br />
อย่างไร ที่สุดของที่สุดแล้วก็คือ ผมได้รับแจ้งว่า<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
17
ผมได้รับโอกาสให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงาน<br />
แต่ก็ยังคงไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น<br />
Q: จากนั้นคุณก็เดินทางไป Paris<br />
A: เดินทางสู่ 35 Rue de Severes 2 ซึ่งเป็นสถาน<br />
ที่ทำงานที่มีวิธีการในการจัดสรรพื้นที่ที่ออกจะ<br />
แตกต่างจากวิธีการจัดสรรพื้นที่ภายในสำนักงาน<br />
ออกแบบของสถาปนิกที่เป็นกันอยู่โดยทั่วไปใน<br />
ขณะนั้นอยู่พอสมควร ห้องทำงานของ Le<br />
Corbusier มีขนาดที่เล็กมากเพียง 226 x<br />
226 ตารางเซนติเมตร และทาสีทุกสิ่งทุกอย่าง<br />
ภายในนั้นให้เป็นสีดำทั้งหมด ภายในห้องมี<br />
โคมไฟเพียงสองดวง โดยมีอยู่หนึ่งดวงนั้นให้แสง<br />
จับอยู่ที่ประติมากรรมและแน่นอนว่าอีกหนึ่งดวง<br />
ก็ให้แสงจับอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขาเอง<br />
เมื่อผมได้รู้จักความเป็น Le Corbusier มากขึ้น<br />
กว่าเดิม ผมจึงเข้าใจถึงประเด็นสำคัญในความ<br />
เป็นห้องดังกล่าวว่า เมื่อใดก็ตามที่ Le Corbusier<br />
จดจ่ออยู่กับการทำงานแล้ว เขาก็จะไม่ต่างจาก<br />
2<br />
ที่อยู่ของสำนักงานออกแบบของ Le Corbusier<br />
ในกรุงปารีส<br />
18<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
พระหรือผู้บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัด เขาจะใช้เวลาสันโดษไปกับ การคิด<br />
การเขียน และการวาดซึ่งมันคงจะไม่สามารถเป็นอะไรหรืออย่างอื่นอย่าง<br />
ใดได้เลยนอกเสียจากการมีสมาธิ และมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา 40 ปี<br />
ของการทำงานที่เขาจะไม่พบใครเลยจนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยง และเขาก็<br />
จะหงุดหงิดทุกครั้งถ้าเมื่อใดก็ตามมีคนมารบกวนเขาในช่วงเวลาดังกล่าว<br />
และก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาปลีกวิเวกไปถึง 4 วันโดยที่ไม่ได้มีการเตรียมการ<br />
ใดๆ สำหรับเรื่องอาหารการกินเอาไว้เลยเสียด้วยซ้ำ เขามักจะคิดทบทวน<br />
และครุ่นคิดอยู่อย่างนั้นครั้งละนานๆ ถึงความถูกต้องในทฤษฎีต่างๆ ที่เขา<br />
ได้คิดค้นมันขึ้นมาแล้ว ในที่สุดหลังจาก 4 วันผ่านไป เขาก็ตระหนักได้ว่า<br />
สิ่งที่เขาได้คิดได้ทำเอาไว้นั้นถูกต้องแล้ว<br />
Q: ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาได้ตัดสินใจทำาสิ่งใดแล้วก็จะไม่มี<br />
การลังเลหรือเปลี่ยนใจใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็คงเปรียบได้กับเหล่านักกายกรรม<br />
ที่เมื่อใดก็ตามที่ได้ย่างเท้าลงไปบนเส้นเชือกแล้ว ก็คงไม่มีวันที่จะหัน<br />
หลังกลับ<br />
A: ถูกต้องแล้ว สิ่งใดก็ตามที่มันป็นการตัดสินใจที่ผ่านการไตร่ตรองอย่าง<br />
รอบคอบแล้ว เขาไม่เคยเลยที่จะปล่อยให้มีความลังเลหรือความหุนหัน<br />
พลันแล่นใดๆ ทั้งสิ้นมามีผลต่อการตัดสินใจ ผมขอยกตัวอย่างในขณะที่<br />
อาคารสมาพันธ์ผู้ประกอบการโรงสี (Mill Owners’ Association) ในเมือง<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
19
Mill Owners’ Association
Ahmedabad กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบและวางผัง Le Corbusier ได้<br />
กำหนดให้พื้นที่ใช้งานต่างๆ มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ในส่วนของห้องน้ำ<br />
กลับมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก อีกทั้งขนาดของประตูห้องน้ำก็มีความกว้าง<br />
เพียงแค่ 70 เซนติเมตร ซึ่งทำให้มีจดหมายร้องเรียนเข้ามาจากเหล่าบรรดา<br />
สมาชิกของสมาพันธ์เกี่ยวกับการออกแบบในส่วนดังกล่าวซึ่ง Le Corbusier<br />
ได้ให้คำตอบกลับไปพร้อมกับคำชี้แจงว่า เรียนท่านเจ้าของโครงการ ท่าน<br />
ทั้งหลายน่าจะตระหนักอยู่แล้วว่า อันที่จริงแล้ว ทางเดินที่มีอยู่ในตู้โดยสาร<br />
รถไฟโดยทั่วไปนั้นก็ไม่น่าจะมีความกว้างเกินกว่า 70 เซนติเมตร แต่มันก็<br />
ยังเพียงพอต่อการสัญจรสำหรับหญิงตั้งครรภ์พร้อมกระเป๋าเดินทางอีก<br />
สองใบที่จะเดินผ่านไปได้อย่างสบายๆ ดังนั้นผมจึงมั่นใจว่าขนาดของประตู<br />
นี้จะไม่มีทางเล็กเกินไปสำหรับท่าน ต่อให้ท่านจะเป็นคนที่มีรูปร่างท้วมสัก<br />
เท่าใดก็ตาม<br />
Q: Le Corbusier น่าจะไม่ลำาบากใจและรับมือได้กับการที่จะต้องกระทบ<br />
กระทั่งกับกลุ่มเจ้าของโครงการ Mill Owners’ Association เพราะเขา<br />
คงจะต้องรู้อยู่เต็มอกอยู่แล้ว และก็คงจะถือว่าข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นจริงๆ<br />
แล้วก็เป็นปัจจัยประการหนึ่งอันจะนำาพามาซึ่งความคิดสร้างสรรค์ในการ<br />
ทำางาน (การพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส)<br />
แน่นอน Le Corbusier รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีคนที่เห็นต่าง<br />
22<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ยิ่งมีคนที่เห็นต่างก็จะยิ่งเป็นการดี ยังจำได้อีกว่าในช่วงเริ่มต้นชีวิตการ<br />
ทำงานของเขา เขาต้องต่อสู้กับความเป็นจริงที่ถึงแม้มันจะนำพามาซึ่ง<br />
ความทรมานใจต่อเขา แต่เขาก็เลือกที่จะไม่เพิกเฉยต่อความเป็นจริงเหล่า<br />
นั้น เขาเชื่อในการรู้เท่าทันต่อปัญหาและข้อขัดแย้งที ่มีอยู่ซึ ่งครั้งหนึ่งเขา<br />
เคยเขียนออกมาเป็นแผนภูมิเพื่อเปรียบเทียบและแสดงให้ผมเห็นอีกต่าง<br />
หากว่าเหนือหมู่ดาวเหล่านั้นขึ้นไปก็ยังคงมีก้อนเมฆ โดยที่เหนือก้อนเมฆ<br />
เหล่านั้นขึ้นไปอีกก็ยังมีมีดดาบที่แหลมคมอยู่ และยังกำชับอีกว่า คุณมอง<br />
หาดวงดาวได้อยู่เสมอ แต่อย่าลืมว่าข้างหลังดวงดาวเหล่านั้นขึ้นไปมันก็ยัง<br />
มีก้อนเมฆ และเบื้องหลังก้อนเมฆนั่นมันก็ยังมีมีดดาบที่แหลมคมอยู่อีกที<br />
ซึ่งอันที่จริงผมคิดว่า Le Corbusier พบแล้วซึ่งความสำคัญบางประการใน<br />
การรู้เท่าทันต่อความพ่ายแพ้ ที่ Paris ระหว่างที่ทุกคนกลับมาจาก Marseilles<br />
แล้ว และกำลังรอฟังผลการประชุมกับลูกค้าจาก Le Corbusier<br />
อย่างใจจดใจจ่อ ทุกคนถามขึ้นโดยพร้อมเพรียงกันในทันทีที่เขามาถึงว่า<br />
เป็นอย่างไรบ้าง และเราได้รับมอบหมายให้ทำงานไหม เขาตอบว่า “ไม่<br />
ลูกค้าต้องการให้เราเปลี่ยนความสูงของครัว และขอให้เปลี่ยนนั่นเปลี่ยน<br />
นี่ ผมเลยตอบกลับไปว่าผมคงจะไม่เปลี่ยนอะไรใดใดทั้งสิ้น” ซึ่งเขาไม่เห็น<br />
ด้วยและได้บอกกับลูกค้าไปว่า “ตัวผมเองนั้นก็มีประสบการณ์ในการทำงาน<br />
มาแล้วถึง 25 ปี เป็นอันว่าผมขอที่จะไม่รับทำงานนี้ดีกว่า” ทุกคนถาม Le<br />
Corbusier ต่ออีกว่า แล้วเขาจะทำอย่างไรต่อไปหลังจากนี้ เขาตอบว่า สิ่ง<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
23
หนึ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอดชีวิตคือการเรียกเอาคืน<br />
จากความพ่ายแพ้ของผม ผมจะผันมันเป็นการ<br />
ทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิมอีกเป็นเท่าทวีคูณ<br />
Q: เราเห็นได้และรับรู้ได้เกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้<br />
ผ่านการที่มีข้อความในลักษณะเดียวกันดังกล่าว<br />
ติดไว้อยู่บนผนังในที่ทำางานของคุณที่เน้นยำ้ำถึง<br />
แง่มุมที่มีต่อการให้ความสำาคัญกับความเอาจริง<br />
เอาจังในการทำางาน ขอให้ช่วยขยายความเพิ่ม<br />
เติมด้วย<br />
A: จริงอยู่ คุณอาจบอกได้ว่ามันก็คงเป็นเหมือน<br />
ดั่งการประกาศเจตนารมณ์เช่นเดียวกับที่ Le<br />
Corbusier ทำ รูปที่ปรากฏอยู่ในกรอบภาพแรกที่<br />
เห็นอยู่นั้นเป็นรูป Don Quixote 3 ที่กำลังใช้หอก<br />
ต่อสู้อยู่กับกังหันลม ซึ่งมีนัยเกี่ยวข้องกับการที่<br />
คุณจะต้องมีคุณสมบัติของการมีจินตนาการเช่นนี้<br />
อยู่ในตัวของคุณเองพอสมควรในอันที่จะต่อสู้กับ<br />
การรับรู้ความเป็นจริงของผู้คนทั่วไปที่ขัดแย้งต่อ<br />
การรับรู้ความเป็นจริงของคุณ กรอบที่สองนั้นเป็น<br />
3<br />
Don Quixote ตัวละครเอกในบทวรรณกรรม<br />
อันเลื่องชื่อของประเทศสเปน The Ingenious<br />
Gentleman Don Quixote of La Mancha ที่<br />
ประพันธ์ขึ้นโดย Miguel de Cervantes<br />
Don Quixote อัศวินชั้นผู้น้อย บุรุษผู้มีบุคลิก<br />
ที่เชื่อมั่นในความเป็นเหตุเป็นผลและมีความ<br />
มุ่งมั่นในอุดมการณ์ Don Quixote ได้รับแรง<br />
บันดาลใจในการออกเดินทางเพื่อตามหาความ<br />
จริงแห่งอัศวินหลังจากที่เขาได้อ่านหนังสือ<br />
จำนวนมากที่ว่าด้วยความเป็นอัศวินในอุดมคติ<br />
เนื้อหาสำคัญของวรรณกรรมอยู่ที่การต่อสู้กับ<br />
สภาวะที ่ขัดแย้งภายในจิตใจของ Don Quixote<br />
ที่เกิดขึ้นมาระหว่างอุดมการณ์อันเป็นอุดมคติ<br />
กับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในโลกรอบตัวของเขา<br />
โดยมีภาพตามท้องเรื่องที่มักจะถูกหยิบยกขึ้น<br />
มาเป็นฉากสำคัญได้แก่ภาพที่ Don Quixote<br />
กำลังต่อกรอยู่กับกังหันลมที่เขาจินตนาการว่า<br />
มันคือยักษ์<br />
24<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
4<br />
Trojan Horse ม้าไม้ขนาดใหญ่ที่ปรากฏ<br />
ในเทพนิยายกรีก เป็นแผนกลยุทธ์ที่กองทัพกรีก<br />
ใช้ในการเข้าตีเมืองทรอย (Troy) ด้วยการละทิ้ง<br />
ยุทโธปกรณ์อันได้แก่ม้าไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้าง<br />
ขึ้นมาระหว่างสงคราม โดยแสร้งว่าได้ถอนทัพ<br />
ออกไปแล้วและทิ้งม้าไม้เอาไว้ ฝ่ายทรอยได้<br />
ทำการเคลื่อนย้ายม้าไม้เข้าไปในเมืองเพื่อเป็น<br />
สัญลักษณ์ของการมีชัยชนะในการรบ โดยหารู้<br />
ไม่ว่าทหารของฝ่ายกรีกส่วนหนึ่งได้ซ่อนตัวอยู ่ใน<br />
ม้าไม้ หลังจากนั้นทหารกรีกในม้าไม้ได้ทำการ<br />
เล็ดลอดออกมาเพื่อเปิดประตูเมืองให้ทหาร<br />
กรีกส่วนที่เหลือเข้าตีเมืองทรอยได้ในที่สุด<br />
รูปม้าโทรจัน (Trojan Hourse) 4 อันมีนัยของการมี<br />
ศักยภาพในการเป็นผู้วางกลยุทธที่สามารถเล็งเห็น<br />
ผลเลิศในการประยุกต์และการนำไปใช้ได้อย่างมี<br />
ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ส่วนกรอบ<br />
ที่สามเป็นรูปม้าเทียมเกวียนซึ่งชี้ชัดอยู่ในตัวเอง<br />
แล้วถึงการที่ต้องมีน้ำอดน้ำทนต่อการทำงานหนัก<br />
Q: จริงอยู่ที่ Le Corbusier คือผู้ที่ทรงคุณสมบัติ<br />
ครบถ้วนตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ในความเห็น<br />
ของคุณ อะไรคือองค์ประกอบที่เป็นแก่นสำาคัญ<br />
ในตัวงานของ Le Corbusier ในความเป็น<br />
สถาปนิกคนหนึ่ง<br />
A: คุณสมบัติในตัวเขามีมากมายจนยากที่จะ<br />
สรุปได้ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งคง<br />
หลีกไม่พ้นเรื่องของการมีความรู้สึกนึกคิดที่เป็น<br />
อิสระและไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือถูกพันธนาการรั้ง<br />
ไว้ด้วยหลักการใดๆ แม้แต่หลักการของตัวเขาเอง<br />
ก็ตาม เขาไม่เคยทำงานบนความคิดใดโดดๆ<br />
เพียงความคิดเดียว เขามักจะทำหน้าที่ในการ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
25
•• สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอดชีวิตคือ<br />
การเรียกเอาคืนจากความพ่ายแพ้ของผม<br />
ผมจะผันมันเป็นการทำางานให้หนักขึ้น<br />
กว่าเดิมอีกเป็นเท่าทวีคูณ ••<br />
26<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ควบคุมการผสานความคิดหลายๆ อย่างเข้ามาด้วยกัน โดยที่ทุกๆ หน่วย<br />
ในความแตกต่างเหล่านั้นต่างสนับสนุนส่งเสริมและสร้างคุณค่าซึ่งกัน<br />
และกัน เขาขยับเขยื ้อนเคลื ่อนย้ายอย่างต่อเนื่องในวิถีทางที ่ต่างกันออกไป<br />
ถึงแม้ว่ามันอาจขัดแย้งกันเองในบางครั้งด้วยซ้ำไป ครั้งหนึ ่งขณะที่ผม<br />
พร้อมด้วย Verma บริษัทวิศวกรหลักที่รับผิดชอบโครงการ Chandigarh<br />
ซึ่งกำลังทำงานกันอยู่ที่สำนักงานของ Le Corbusier แล้ว Le Corbusier<br />
ก็ถามขึ้นมาว่า โดยแท้จริงแล้วอะไรคือความจริงกันแน่แล้วเขาก็วาดเส้น<br />
ขนานขึ้นมาคู่หนึ่งที่ขนาบเส้นโค้งที่เป็นเหมือนคลื่นเอาไว้ตรงกลาง แล้ว<br />
เขาก็พูดว่า ความจริงนั้นก็คงเป็นดั่งแม่น้ำที่ไหลต่อเนื่องเปลี่ยนผันแนวทาง<br />
ในตัวของมันเองโดยที่ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวใดๆ กับแนวตลิ่งทั้งสองข้างด้วยซ้ำ<br />
คำพูดนี้แสดงนัยเกี่ยวกับความจริงในมุมมองของ Le Corbusier ว่ามัน<br />
มักจะขึ้นอยู่กับกระบวนการของการวิวัฒนาการในตัวของมันเอง<br />
ความคงเส้นคงวาไม่ใช่ประเด็นที่เขาใส่ใจ หากแต่การที่จะต้องทำงานและ<br />
รับมือกับสิ่งต่างๆ ณ สถานการณ์นั้นๆ มักเป็นประเด็นที่เขาให้ความสำคัญ<br />
อยู่เสมอ อย่างเช่นในอาคาร Mill Owners’ Association ที่มีแนวเสาของ<br />
อาคารเรียงต่อเนื่องกันมาตามปกติ แล้วจู่ๆ เขาก็ถอดเสาสองต้นสุดท้าย<br />
ออกจากแนวเพื่อที่จะใส่ผนังคอนกรีตเข้าไปแทนที่ ไม่มีใครที่ทำงานแบบ<br />
ตรงไปตรงมาจะมาทำแบบนี้กันหรอก แต่ Le Corbusier ต้องการทำให้<br />
เกิดผลทางสายตาอันเป็นสิ่งที่เขายืนหยัดมาโดยตลอด เขามักเป็นผู้ที่<br />
ผลักดันและชี้นำอยู่ตลอดเวลาถึงการให้ความสำคัญกับการคำนึงถึง<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
27
ผลกระทบที่มีอยู่ในความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเองของปัจจัยต่างๆ อัน<br />
ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการทำงานทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าว<br />
มานี้ก็คือ การรับรู้ในที่ว่างทางสถาปัตยกรรม (Sense of Space) นั่นเอง<br />
และมันก็คงเป็นวลีที่ Le Corbusier มักจะพูดถึงอยู่เสมอๆ ว่า ตัวเขาเอง<br />
ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ของการรับรู้ได้ถึงความอัศจรรย์ที่มีต่อความศรัทธา<br />
ใดๆ หากแต่เขามักจะรับรู้ได้ในเรื่องของความน่าอัศจรรย์ที ่มีอยู่ในที่ว่างซึ่ง<br />
ยากต่อการอธิบาย และมันก็คืออุดมคติของการที่ความรู้สึกดังกล่าวก่อร่าง<br />
สร้างตัวขึ้นมา และมีผลที่เอื้อให้เกิดการรับรู้ในสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้จริง<br />
มาว่ากันต่อในเรื ่องของโครงสร้าง สำหรับ Le Corbusier แล้ว โครงสร้าง<br />
ไม่ได้เป็นเพียงแค่องค์ประกอบที่แข็งทื่อตายตัว แต่มันเป็นองค์ประกอบ<br />
ที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง มีหน้าที่ ตลอดจนรวมถึงการทำงานที่โครงสร้าง<br />
นั้นๆ จะต้องสำแดงออกมา ดังนั้น เขาจึงไม่ได้โอนอ่อนผ่อนตามให้กับ<br />
ระบบใดระบบหนึ่ง แต่เลือกที่จะใช้และเลือกที่จะทำงานกับระบบหลายๆ<br />
ระบบเพื่อให้เกิดการตอบสนองต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้<br />
นั่นเป็นเพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว การที่จะทำให้เกิดระบบใดระบบหนึ่ง<br />
ขึ้นมาได้นั้น มันย่อมมีที่มาจากการรวมตัวกันภายใต้ระบบการทำงานต่างๆ<br />
หลายๆ ระบบมิใช่หรือ<br />
ความหลากหลายคือประเด็นหลักในการออกแบบของ Le Corbusier ซึ่ง<br />
มันอาจทำให้ดูแล้วไม่เข้ากัน อาจทำให้ดูแล้วแปลกตา แต่อันที่จริงมันมี<br />
28<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
5, 6<br />
Shodhan House (1951) และ Villa<br />
Savoye (1928) บ้านพักอาศัยทั้งสองหลัง<br />
ที่ออกแบบโดย Le Corbusier โดยผลงาน<br />
ทั้งสองชิ้นนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง<br />
ในเรื่องของบริบท ที่มีผลต่อการออกแบบและ<br />
การใช้งานทางสถาปัตยกรรม ด้วยนัยที่ Doshi<br />
กล่าวถึงในบทสัมภาษณ์นั้น น่าจะเป็นการ<br />
ชี้ชวนให้ผู้ฟังที่เข้ารับฟังการบรรยายของเขาใน<br />
ขณะนั้นรวมถึงผู้อ่าน ได้พิจารณาและวิเคราะห์<br />
ถึงที่มาที่ไปของการออกแบบอาคารทั้งสองหลัง<br />
อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น โดยเนื ้อหาของ<br />
Villa Savoye นั้นแทบจะเป็นตัวแทนที่สำคัญ<br />
ในการแสดงผลอันเป็นที ่มาจากหลัก 5 ประการ<br />
ที่ Le Corbusier ได้บัญญัติขึ้นมาไว้ก่อนหน้า<br />
นั้น ส่วน Shodhan House เป็นผลงานบ้านพัก<br />
อาศัยชิ้นแรกๆ ที่ออกแบบและสร้างขึ้นในพื้นที่<br />
ที่มีสภาพภูมิอากาศและวัฒนธรรมที่แตกต่าง<br />
ออกไปอย่างสิ้นเชิงจากบริบทที่ Le Corbusier<br />
คุ้นเคยและเชี่ยวชาญอยู่ก่อนแล้ว<br />
พื้นฐานของความสอดคล้องกันอยู่ในตัวมันเอง<br />
ผมยังจำได้ถึงตอนที่ผมได้มีโอกาสไปบรรยาย<br />
เกี่ยวกับ Le Corbusier ให้กับมหาวิทยาลัย<br />
ฮาร์วาร์ด (Harvard University) ในช่วงปี 1960<br />
ในการบรรยายนั้นผมได้ทำการเปรียบเทียบให้<br />
เห็นระหว่างงาน Shodhan House 5 กับงาน Villa<br />
Savoye 6 ในตอนนั้นผมได้ใส่สไลด์รูปของ Villa<br />
Savoye ให้มันกลับข้างและก็บรรยายด้วยว่านั่น<br />
คือบ้าน Shodhan House ที่กลับหัวกลับหางมัน<br />
นั้นเป็นเพราะมันคือสิ่งที่คุณสามารถรู้เห็นได้ ถ้า<br />
หากคุณได้ทำการพินิจพิเคราะห์ Villa Savoye<br />
และอาจกล่าวได้ว่า Le Corbusier ได้ทำการจับ<br />
เอามันมาตีลังกากลับไปหนึ่งรอบ หรืออีกนัยหนึ่ง<br />
มันก็เป็นการหกคะเมนเอาหัวลงยืนแทนเท้า<br />
Le Corbusier ไม่ใช่คนที่ยึดติดอยู่บนความ<br />
แน่นอนตายตัว เขามักจะผันแปรและสร้างความ<br />
แตกต่างออกไปต่างๆ นานา เขาทำงานอยู่กับ<br />
สภาวะที่ต้องอยู่บนของสองสิ่งหรือปัจจัยสอง<br />
ปัจจัยและอาจมากกว่านั้นมาโดยตลอด ดังงาน<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
29
Shodhan House (1951)
Villa Savoye (1928)
ออกแบบศาลฎีกาที่ Chandigarh เป็นต้น มันเป็นอาคารที่มีผนังขนาด<br />
ใหญ่วางเรียงตัวขนานกันเพื่อให้เกิดเป็นมุขทางเข้าหลักของอาคาร โดย<br />
แรกเริ่มเดิมทีแล้วผนังทั้งหมดจะถูกทาด้วยสีขาว แต่แล้ว Le Corbusier ก็<br />
ให้ทาสีผนังเหล่านั้นผนังละหนึ่งสีเพราะเขาต้องการให้บริเวณตรงนั้นเป็น<br />
ที่ที่สามารถเห็นได้ชัดเจนว่ามันแตกต่างจากพื ้นที่ตรงอื่นอย่างสิ้นเชิง มา<br />
ถึงขณะนี้หากใครก็ตามที่ทำแบบเดียวกันนี้ระหว่างที ่เรียนอยู่ในโรงเรียน<br />
สถาปัตยกรรมเห็นทีจะต้องสอบตกเพราะว่ามันไม่ได้เป็นแบบอย่างที่เราควร<br />
จะยึดมั่นตายตัวได้เสมอไป แต่การที่จะสร้างสรรค์ที่ว่างทางสถาปัตยกรรม<br />
ขึ้นมาสักที่หนึ่งนั้น Le Corbusier จำต้องเสียสละเอาทุกสิ่งทุกอย่างเข้า<br />
แลก และเขาก็รู้ถึงวิธีการจัดการที่จะทำอย่างไรให้งานต่างๆ สามารถ<br />
ดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงไปให้ได้ด้วยดีการที่ Le Corbusier ได้รับการ<br />
ยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักประดิษฐ์คิดค้นคนสำคัญที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค ดังจะ<br />
เห็นได้ผ่านการทำงานอีกหนึ่งงานที่ Marseilles ซึ่งขณะนั ้นอยู่ระหว่างการ<br />
ก่อสร้าง Le Corbusier ได้เข้าไปตรวจความคืบหน้าของการก่อสร้างอยู่<br />
เป็นระยะๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเมี่อเขากลับไปที่หน้างาน Bodiansky วิศวกร<br />
ที่ร่วมงานด้วยได้ทำการติดตั้งหน้าต่างเข้ากับอาคารจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว<br />
ซึ่งหน้าต่างดังกล่าวมันก็เป็นหน้าต่างไม้สี่เหลี่ยมธรรมดาทั่วไป แต่ ณ<br />
ตอนนั้น Le Corbusier อยากจะให้มันเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา แล้วก็เกิด<br />
ความคิดขึ้นทันทีในตอนนั้นว่าทำไมถึงไม่ทาสีด้านข้างของผนังกันแดด<br />
ทั้งหมดเพื่อให้เกิดการแยกความสนใจออกมาจากบานหน้าต่าง ซึ่งจาก<br />
32<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
7<br />
tromp d’ oeil คุณสมบัติของการสร้างให้เกิด<br />
การลวงตาหรือภาพลวงตาที่เกิดจากความตั้งใจ<br />
ของศิลปินที่จะออกแบบมันขึ้นมามักปรากฏอยู่<br />
ในงานศิลปะแขนงต่างๆ<br />
ตัวอย่างดังกล่าวนั้นอาจกล่าวได้เลยว่ามันเป็น<br />
วิธีการที่พยายามจะสร้างการลวงตา (tromp<br />
d’oeil) 7 ให้เกิดขึ้นนั่นเอง ซึ่ง Le Corbusier เอง<br />
มีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการนำเสนอสิ่งที่<br />
สัมพันธ์กับการรับรู้ได้ด้วยสายตาของผู้คนทั่วไป<br />
อยู่แล้ว<br />
Q: การใช้สีจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในสถาปัตย-<br />
กรรมที่ออกแบบโดย Le Corbusier<br />
A: สำหรับ Le Corbusier การใช้สีไม่ใช่สิ่งแปลก<br />
ปลอม สีถูกใช้เพื่อเพิ่มเติมให้เกิดประสบการณ์<br />
การรับรู้ที่สมบูรณ์ เขาสามารถให้สีกับผนังเพื่อก่อ<br />
ให้เกิดการเน้นคุณสมบัติเชิงที่ว่างทางสถาปัตย-<br />
กรรมให้เกิดการกำหนดขอบเขตขึ้นมาได้อย่าง<br />
ไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งการกำหนดให้มีขอบเขตที่ชัดเจน<br />
หรือการสลายคุณสมบัติเหล่านั้นออกไป ตัวอย่าง<br />
ที่เห็นได้ชัด เช่น ผนังสองผืนตรงทางเข้าบ้านของ<br />
เขาเอง ผืนหนึ่งสีเขียวจัด อีกผืนหนึ่งสีแดงจัด ซึ่ง<br />
ก็น่าประหลาดใจในความลงตัวของการผสมผสาน<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
33
ที่เขาสามารถสร้างมันขึ้นมาจนได้ คงไม่น่าจะมีสถาปนิกคนใดที่มีความ<br />
สามารถโดดเด่นด้านการให้สีได้อย่างที่ Le Corbusier ทำ<br />
Q: คุณสมบัติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอยู่อย่างไรบ้างในงานที่ Chandigarh<br />
แล้ว Le Corbusier มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเป็นอินเดียอย่างไรบ้าง<br />
เมื่อเขาไปถึงที่นั่นแรกๆ<br />
A: มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาได้ไปพบเห็นด้วยตัวของเขาเองเป็นครั้งแรก<br />
ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าสีฟ้าสดใส แสงแดดจ้า ลมที่พัดมาพร้อมกับความร้อน<br />
ระอุในตอนกลางวัน แสงจันทร์นวลผนวกกับความสวยงามยามค่ำคืนของ<br />
ภูมิประเทศในเขตร้อนชื้น ความเกรี้ยวกราดของลมมรสุม และมันก็เป็น<br />
สิ่งที่ตัวเขาเองก็เคยเปรยเอาไว้ให้ฟังแล้วครั้งหนึ่งด้วยว่างานที่เขาทำมา<br />
ตลอดนั้นค่อนข้างจะย้อนแย้งกับธรรมชาติ และตอนนี้เขาได้ตระหนักแล้ว<br />
ว่าเขาจำเป็นต้องมีวิธีการที่จะสร้างการผสานเชื่อมโยงเข้ากับธรรมชาติที่มี<br />
อยู่แล้ว Sarabhai House นับเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการรวมตัว<br />
เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติ Le Corbusier<br />
มองไปที่เส้นขอบฟ้าที่เป็นเส้นบรรจบกันระหว่างวัดอินเดียกับท้องฟ้า เขา<br />
เห็นโครงสร้างโค้ง เห็นโครงสร้างโดม เห็นเฉลียงและระเบียงแบบต่างๆ เขา<br />
ซึมซับในเสน่ห์ของจารีตที่งดงามและความสวยงามของสตรีชาวอินเดีย<br />
เขาพินิจพิเคราะห์สัตว์พื้นเมืองต่างๆ โดยเฉพาะวัวที่เขาให้ความสำคัญ<br />
34<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
เป็นพิเศษ ลักษณะของเขาวัวจึงมักจะได้รับการหยิบยกขึ้นมาใช้ในการ<br />
ทำงานของ Le Corbusier ด้วย โดยที่เขาเองก็เคยบอกว่าตื่นตาตื่นใจกับ<br />
วัวอินเดียซึ่งมีดวงตาและเขาที่สวยงามและมันก็แสนที่จะเชื่อง ในขณะที่<br />
วัวในอเมริกานั้นช่างเกรี้ยวกราดฉุนเฉียวและไม่สวยงามเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่<br />
มันก็ไม่มีเขา โดยรวมแล้วผมรู้สึกปลาบปลื้มใจที่ Le Corbusier รับรู้<br />
ตลอดจนเขาเข้าถึงและเข้าใจในอิทธิพลของวัฒนธรรมอีกวัฒนธรรมหนึ่ง<br />
ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ประกอบไปด้วยความผาสุกความดีงาม และความเห็น<br />
อกเห็นใจซึ่งกันกัน<br />
Q: สิ่งที่คุณกำาลังจะบอกนั่นคืออิทธิพลของความเป็นอินเดียที่มีผลต่อ<br />
งานของ Le Corbusier ตลอดจนถึงความเป็นสถาปนิกของเขา<br />
A: หลักๆ แล้วมันก็คือการที่ Le Corbusier มองสิ่งต่างๆ รอบตัวของเขา<br />
แตกต่างออกไปจากที่เขาเคยมองเมื่ออยู่ภายใต้สภาวะของความเป็น<br />
ตะวันตก คุณจะทำอย่างไรในเมื่อคุณอยู่ในประเทศที่ไม่ได้มีเทคโนโลยี<br />
หากแต่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีทักษะ ผู้คนที่พร้อมทางความคิด ประเทศที่อาจ<br />
ดูล้าหลังแต่ก็มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนอยู่ในที เขาเริ่มคิด<br />
ต่างออกไปถึงแนวทางการใช้วัสดุที่มีความเป็นธรรมชาติ เมื่อมาถึง<br />
Ahmedabad ในปี ค.ศ. 1951 Le Corbusier ได้เห็นเสาคอนกรีตในงาน<br />
สถาปัตยกรรมที่ Achyut Kanvinde ออกแบบให้กับ ATIRA building 8<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
35
ผมทราบว่าเขาได้ถ่ายรูปอาคารนั้นเอาไว้ด้วย<br />
และหลังจากกลับถึงปารีส เขาถึงกับกล่าวว่า<br />
ทำไมถึงไม่ใช้คอนกรีตให้ได้ในรูปแบบเดียวกัน<br />
กับที่ได้ถูกใช้เอาไว้แล้วในอาคารนั้น<br />
Q: คุณกำาลังจะบอกว่าเกิดการค้นพบวิธีการทำา<br />
คอนกรีตเปลือย (béton brut) ขึ้น ณ ตรงนี้<br />
A: อันที่จริงก็ไม่เชิงจะเป็นอย่างนั้นสักทีเดียว งาน<br />
ที่ Marseilles หลายๆ งานก็เป็นคอนกรีตเปลือย<br />
แต่ (ที่นี่) เราต้องทำแบบหล่อคอนกรีตขึ้นจาก<br />
ชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กๆ เพราะขั้นตอนของการเท<br />
และหล่อคอนกรีตนั้นทำได้ยาก Le Corbusier<br />
ก็เลยเสนอว่าทำไมไม่ใช้วิธีที่เกิดขึ้นจากการผนวก<br />
มันเข้ากับวิธีที่เราเรียกกันว่า shuttering (การ<br />
แบ่งส่วนระนาบออกเป็นหลายๆ ส่วนที่เท่าๆ กัน)<br />
อีกทั้งยังมีการใช้แบบหล่อคอนกรีตที่เป็นเหล็ก<br />
ร่วมด้วย ซึ่ง Le Corbusier เห็นว่าควรปล่อยให้<br />
เห็นตำแหน่งของหมุดจับยึดตัวแบบหล่อเพื่อ<br />
แสดงให้เห็นขั้นตอนของการทำงานและการเท<br />
8<br />
อาคารสมาคมการวิจัยสิ่งทอแห่ง Ahmedabad<br />
(ATIRA) (1951-1952) ออกแบบโดย Achyut<br />
Kanvinde (1916-2002) ผู้ที่จบการศึกษา<br />
สถาปัตยกรรมจาก Harvard University และได้<br />
รับอิทธิพลการออกแบบสถาปัตยกรรมในรูปแบบ<br />
ของ Bauhaus ผ่านทาง Gropius ผู้ซึ่งเป็นคณบดี<br />
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในช่วงระหว่างที่เขา<br />
กำลังเรียนอยู่<br />
36<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Ahmedabad Textile Industry’s Research Association (ATIRA)<br />
(1951-1952)
•• Le Corbusier ไม่ใช่คนที่ยึดติด<br />
อยู่บนความแน่นอนตายตัว เขามักจะ<br />
ผันแปรและสร้างความแตกต่างออกไป<br />
ต่างๆ นานา ทำางานอยู่กับสภาวะที่ต้อง<br />
อยู่บนของสองสิ่งหรือปัจจัยสองปัจจัย<br />
และอาจมากกว่านั้นมาโดยตลอด 38 กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล<br />
••
คอนกรีต สำหรับการทำงานในอินเดียนั้นเขาได้ให้ความสำคัญอย่างมาก<br />
กับคุณสมบัติของคอนกรีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการให้ความ<br />
สำคัญกับผิวสัมผัส งานทั้งหมดที่ทำกันที่นี่ภายใต้การคำนึงถึงคุณสมบัติที่<br />
สำคัญของการขึ้นรูป การสร้างรูปร่างรูปทรงขึ้นมาได้ในตัวเองของคอนกรีต<br />
Le Corbusier เป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับคุณสมบัติในเรื่องนี้<br />
เขาทุ่มเทเวลาให้กับรูปหล่อจำลองย่อส่วนชนิดต่างๆ ของอินเดีย เขาเคยให้<br />
ดูรูปการร่ายรำของพระกฤษณะและพระมเหสี และยังกำชับให้เห็นถึง<br />
วิธีการที่ด้านหน้าและด้านหลังของรูปจำลองถูกแสดงออกมาให้เห็นได้<br />
พร้อมๆ กันผ่านการบิดตัวของระนาบเพื่อให้ปรากฏภาพที่มีความสมบูรณ์<br />
ปมประเด็นที่จุดประกายให้กับ Le Corbusier ก็คือจะมีวิธีการอย่างไรได้<br />
บ้างที่จะทำให้เกิดมิติอีกมิติหนึ่งภายใต้ระนาบเดียวกันให้ได้ วิธีการที่ถูกใช้<br />
ในงานที่ Ahmedabad คือการทำให้วิธีการทำแบบหล่อคอนกรีตนั้น<br />
ตอบรับกับคุณสมบัติตามธรรมชาติของคอนกรีต เป็นต้นว่า ตามปกติแล้ว<br />
แบบหล่อของคอนกรีตมักถูกกำหนดให้วางแนวเรียงกันโดยอิงตามแนวตั้ง<br />
ของตัวไม้แบบเป็นหลัก แต่ในงานที่นั่น เขากำหนดให้แบบหล่อที่ทำจาก<br />
แผ่นไม้กระดานนั้นต้องถูกวางเรียงกันโดยอิงตามแนวนอนของตัวไม้แบบ<br />
แทนเพื่อที่จะทำให้เกิดเงาทอดตัวตามแนวนอน ในขณะเดียวกัน ที่ระดับ<br />
พื้นตรงส่วนฐานของอาคารต่างๆ ก็ยังคงยึดการอ้างอิงกับแนวนอนขนาน<br />
ไปกับพื้นโลก ทั้งหมดนี้ถูกทำขึ้นก็ด้วยความคิดที่ว่าระนาบของอาคารนั้น<br />
จะต้องมีมิติที่เพิ่มขึ ้นมาอีกผ่านเงาที่ตกทอดของตัวมันเอง เขาจึงค้นพบ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
39
วิธีการที่ไม่ค่อยมีใครคิดหรือทำงานกับมันอย่างจริงจัง นั่นก็คือการใช้<br />
ระนาบต่างๆ ให้เกิดมิติในวิถีทางที่ต่างออกไปจากวิธีเดิม นับได้ว่าเป็น<br />
วิธีการที่คนคนหนึ่งได้คิดค้นมันขึ้นมาโดยที่ยังไม่มีใครเคยคิดกับมันอย่าง<br />
จริงจังเช่นนี้มาก่อน<br />
มันคือความโดดเด่นเช่นเดียวกับความโดดเด่นที ่จะสามารถพบเห็นได้ใน<br />
ภาพเขียนของอินเดียซึ่งเป็นภาพเขียนที่ผู้ดูมักจะสังเกตได้ทันทีว่ามีบางสิ่ง<br />
บางอย่างที่โดดเด่นออกมาจากภาพ หรืออีกนัยหนึ่ง มันก็เป็นเช่นเดียวกับ<br />
การที่ในท่ามกลางกลุ่มวัวที่รวมตัวกันเป็นฝูงนั้น เรามักจะจับภาพวัวที่หัน<br />
หัวของมันออกมาต่างออกไปจากวัวตัวอื่นๆ ได้ชัดเจนกว่าวัวตัวอื่นๆ นั่นเอง<br />
มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความแตกต่างหรือความพิเศษที่มีอยู่ ณ จุด<br />
นั้นๆ<br />
Le Corbusier ก็เป็นเช่นเดียวกันกับความแตกต่างดังกล่าว ความแตก-<br />
ต่างเป็นประเด็นสำคัญในแง่ของการเป็นบทพิสูจน์ที่ท้าทายต่อกฎเกณฑ์<br />
ต่างๆ และความแตกต่างนี้เองที่เป็นที่มาของการตระหนักได้ว่า แบบแผน<br />
โครงสร้างการทำงานที่ตายตัวขาดความยืดหยุ่นมักจะไม่ใช่คำตอบเสมอไป<br />
ถ้าหากยังต้องการที่จะยืนกรานให้แบบแผนการทำงานดังกล่าวนั้นๆ ดำรง<br />
อยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ ด้วยตัวของมันเอง<br />
40<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: Le Corbusier รู้อะไรบ้างหรือไม่เกี่ยวกับปรัชญาอินเดีย มาถึงตอนนี้<br />
ที่คุยกันอยู่มันมีสาระสำาคัญมากมายหลายประการที่ถูกเกี่ยวโยงเข้ากับ<br />
เรื่องปรัชญาต่างๆ ของอินเดีย เป็นต้นว่าเรื่องของสัญญะที่เกี่ยวกับกงล้อ<br />
(วัฏจักร)<br />
A: ผมไม่รู้เลย แต่คาดว่าก็มีความเป็นไปได้ที่ Le Corbusier จะได้อ่าน<br />
ปรัชญาฮินดูรวมถึงความคิดอื่นๆ มาบ้าง โดยพื้นฐานแล้วคนที่มีความเป็น<br />
นักปรัชญาอยู่ในตัวเองอยู่แล้วก็คงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องมานั่ง<br />
ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาหรือความเชื่อต่างๆ ใหม่อีก คนเหล่านั้นรับรู้สิ่ง<br />
ต่างๆ และเข้าถึงสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้จากการที่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ใน<br />
สภาวะแวดล้อมรอบๆ ตัว คนเหล่านั้นย่อมซึมซับสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวได้ผ่าน<br />
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว ผ่านสัญชาตญาณ โดยส่วนมากแล้วมัน<br />
ก็คือการที่คนเหล่านั้นทำงานโดยสัญชาตญานของเขานั่นเอง<br />
Q: มาว่ากันต่อด้วยเรื่องของประติมากรรม Open Hand ที่คนทั่วไปมัก<br />
จะผูกโยงเนื้อหาของมันเข้ากับพระหัตถ์ของพระคริสต์และพระหัตถ์ของ<br />
พระพุทธเจ้า ประติมากรรม Open Hand มีความหมายอะไรในเชิง<br />
จิตวิญญาณบ้างไหม<br />
A: ผมก็ไม่รู้อยู่ดี แต่มันก็มีความเป็นไปได้อีกเช่นกัน Le Corbusier นั้น<br />
ออกจะเป็นคนที่เก็บงำความรู้สึกมากและไม่แสดงออกใดๆ ต่อให้เขาเป็น<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
41
บุคคลที่เชื่อมั่นในศาสนา เขาก็ไม่มีทางยอมรับออกมาตรงๆ ว่าเขาเป็น ผม<br />
ว่าคนที่มีภาวะของการเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว<br />
นั้นก็มักจะมีแนวโน้มที่มีความซับซ้อนในตัวเองอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น<br />
Buckminster Fuller มีครั้งหนึ่งที่เขาทำงานร่วมกับผู้รับเหมาอยู่ที่ฟลอริดา<br />
(Florida) ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้างโดมที่เขาออกแบบ แล้ว Bucky ก็พูด<br />
กับผู้รับเหมาว่าเราคงต้องหาอาคารสำนักงานที่มีผังพื้นประมาณแบบนี้<br />
พร้อมวาดรูปผังพื้นของอาคารที่มีชั้นใต้ดินขึ้นมาหลังหนึ่งให้ผู้รับเหมาดู<br />
เมื่อผู้รับเหมาเห็นแล้วจึงตอบกลับไปว่าคงจะไม่มีทางหาอาคารแบบนี้<br />
ที่นี่ได้หรอก เนื่องจากระดับน้ำใต้ดินที่นี่มันสูงมาก Bucky ตอบว่า จริงหรือ<br />
งั้นเราลองออกไปหาดูกัน แล้วเขาก็เริ่มขับรถไปเรื่อยๆ ไปรอบๆ เมืองโดยที่<br />
Bucky ก็มองไปตามยอดของต้นไม้อยู่ตลอดเวลาแล้วก็คอยบอกทางให้<br />
ขับตรงไปบ้าง เลี้ยวซ้ายบ้าง เลี้ยวขวาบ้าง หลังจากผ่านไปได้สิบนาที พวก<br />
เขาก็มาถึงบ้านหลังหนึ่ง แล้ว Bucky ก็บอกให้หยุดรถที่บ้านหลังนั้นโดยขอ<br />
ให้ผู้รับเหมาลองเข้าไปถามดู ผู้รับเหมาตรงเข้าไปถามดัวยความลังเล<br />
เนื่องจากไม่มีป้ายประกาศขายบ้านใดๆ ทั้งสิ้น และเขาก็ได้รับคำตอบจาก<br />
เจ้าของบ้านว่ากำลังคิดจะขายบ้านหลังนั้นอยู่พอดี ผู้รับเหมาก็เลยขอดู<br />
ผังพื้นของบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งก็น่าประหลาดใจที่บ้านหลังนั้นมีผังพื้น<br />
รวมถึงชั้นใต้ดินที่แทบจะเหมือนกันทุกประการกับบ้านหลังที่ Bucky ได้<br />
วาดให้เขาดูก่อนหน้านั้น<br />
Amber Palace<br />
ขอขอบคุณ<br />
‘ต้นเตย’ ศิระ อนามวงศ์<br />
ผู้เอื้อเฟื้อภาพถ่าย<br />
42<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
9<br />
Amber Palace ตั้งอยู่ ณ เมืองชัยปุระ<br />
(Jaipur) มีการใช้ทางลาดอยู่บนพื้นชั้นหลังคา<br />
เพื่อการเดินเชื่อมต่อระหว่างระดับชั้นพื้นของ<br />
หลังคาดาดฟ้าที่แตกต่างกัน<br />
10 Mandu เมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์<br />
ยาวนานนับย้อนกลับไปได้ถึงในคริสต์ศตวรรษ<br />
ที่ 6 ตัวเมืองได้รับการออกแบบในลักษณะของ<br />
การเป็นเมืองป้อมปราการ อยู่ในรัฐมัธยประเทศ<br />
ทางตอนกลางของประเทศอินเดีย ในช่วงระหว่าง<br />
ที่มีผลงานออกแบบในอินเดียทั้ง Le Corbusier<br />
และ Louis Kahn ได้มีโอกาสเดินทางไป<br />
ทัศนศึกษาสถาปัตยกรรมในประเทศอินเดียแต่<br />
ก็ไม่ได้มากนัก เนื ่องจากทั้งสองมักใช้เวลาอยู่ใน<br />
ประเทศอินเดียในแต่ละครั ้งไม่นานมากนัก<br />
ผลงานออกแบบที่มีแบบแผนที่ใกล้เคียงกับ<br />
อาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ<br />
น่าจะเป็นผลของการเรียนรู้ศึกษาและทำความ<br />
เข้าใจในเชิงประวัติศาสตร์และรูปแบบทาง<br />
สถาปัตยกรรมที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ในการ<br />
ศึกษาสถาปัตยกรรม แต่ด้วยวิธีการทำงานและ<br />
การคลี่คลายในการออกแบบสถาปัตยกรรมของ<br />
คนทั้งคู่นั้น ได้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจอย่าง<br />
ถ่องแท้ในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่แสดง-<br />
ออกผ่านผลงานอันเป็นที่ประจักษ์เมื่อผลงาน<br />
ต่างๆ เหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์<br />
Q: Bucky เป็นคนที่มีญาณพิเศษหรือ<br />
A: ใช่แล้ว และด้วยเหตุนี้ ผมจึงเชื่อว่าบุคคล<br />
เหล่านี้เป็นบุคคลที่ราวกับว่าพวกเขาเหล่านี้ล้วน<br />
มีอุปกรณ์รับส่งสัญญาณที่มีความแม่นยำและ<br />
สมบูรณ์แบบในแบบเฉพาะตัวของตัวเองในแต่ละ<br />
คน มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ทางลาดใน Shodhan<br />
House ที่ Le Corbusier นั่งออกแบบอยู่<br />
ที่ปารีสจะเหมือนกับทางลาดที่มีอยู่ในพระราชวัง<br />
Amber Palace ที่ชัยปุระ (Jaipur) 9 ราวกับจับวาง<br />
ทั้งๆ ที่ Le Corbusier ก็ไม่เคยเห็นทางลาดนั้นมา<br />
ก่อน และจะเป็นไปได้อย่างไรที่แบบแผนวิธีการ<br />
ออกแบบหอพักที่ Louis Kahn ออกแบบเอาไว้ที่<br />
Ahmedabad จะมีส่วนใกล้เคียงอย่างมากกับ<br />
อาคารในเมือง Mandu 10 ที ่ผมเอาให้เขาดูในภาย<br />
หลัง และก็ได้สร้างความประหลาดใจอย่างมาก<br />
ให้กับ Louis Kahn ด้วยเหตุผลดังกล่าว บุคคล<br />
เหล่านี้จึงไม่ได้เป็นผู้ที่มีญาณวิเศษที ่สามารถ<br />
หยั่งรู้ในสิ่งต่างๆ ได้แต่ประการใด หากแต่เมื่อ<br />
มาถึงระดับหนึ่งแล้วมันเป็นเรื่องของความคิด<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
43
Mandu<br />
สร้างสรรค์ ณ ระดับที่สัญชาตญาณของบุคคลเหล่านี้ถูกผันให้เป็นการ<br />
ทำงานที่มีผลตอบรับกับทุกๆ สภาวะแวดล้อมในทุกหนทุกแห่งและต่อผู้คน<br />
ทั้งมวล<br />
Q: จากที่ได้กล่าวมา มักทำาให้เกิดคำาถามเกี่ยวกับ Le Corbusier ตรง<br />
ที่ว่าด้วยความคิดอันมักจะเป็นคู่ตรงข้ามกับอารมณ์และสัญชาตญาณ<br />
Le Corbusier ได้เคยพูดเอาไว้ว่าวัตถุประสงค์ของสถาปัตยกรรมนั้นก็เพื่อ<br />
การกระตุ้นให้เกิดการรับรู้<br />
A: สำหรับ Le Corbusier แล้วแทบจะไม่มีข้อกังขาเลยว่าปัจจัยที่เป็น<br />
สาเหตุหลักของการกระตุ้นก็คือสัญชาตญาณ เขาไม่เคยมีแผนการทำงาน<br />
ใดๆ ที่ถูกวางเอาไว้อยู่ก่อนแล้วในหัว เขาเคยบอกเล่ากับผมผ่านภาพเขียน<br />
ของเขาว่า เมื่อเขาเริ ่มลงมือทำงานมันเป็นสีน้ำเงิน แต่เมื่อถึงเวลาที่งาน<br />
เสร็จ มันเป็นสีเขียว และเขาก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และก็อีกที่ว่า<br />
ทำไมเขาถึงเลือกหอทำความเย็น (Cooling Tower) ของโรงไฟฟ้า Sabarmati<br />
มาเป็นต้นแบบให้กับอาคารที่ประชุมสภา (Assembly Building) ในเมือง<br />
Chandigarh ซึ่งอยู่นอกเหนือความคาดหมาย อีกทั้งคงไม่มีผู้ใดคิดฝันที่จะ<br />
ทำแบบนั้นมาก่อน แต่สำหรับ Le Corbusier มันเป็นสัญลักษณ์ที่เยี่ยม-<br />
ยอดของวันพรุ่งนี้ ของอนาคต ของความมุ่งมาดปรารถนา และเป็นรูปธรรม<br />
ของแรงขับเคลื่อนขนาดมหึมา สิ่งเหล่านี้นับเป็นระบบการทำงานภายใต้<br />
44<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
แรงดลใจของเขาเอง ประกอบกับความเฉียบแหลมที่เกิดจากความเข้าใจ<br />
อย่างถ่องแท้ซึ่งนับได้ว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกอยู่ในความเป็นตัวของ Le Corbusier<br />
เอง และนี่ก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำเมื่อต้องพบเจอกับอุปสรรค เมื่อตกอยู่<br />
ในสภาวะที่เคว้งคว้างและสภาวะที่มีความกดดันยากเย็นแสนเข็ญในการ<br />
คิดและการทำงาน จริงๆ แล้วมันอาจดูเป็นการย้อนแย้งอยู่ในทีจากการที่<br />
เขาเริ่มต้นทำงานจากการยึดติดกับภาพใดภาพหนึ่งแล้วค่อยๆ พยายาม<br />
ที่จะคลี่คลายไล่เรียงลงไปในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น<br />
Q: ความเชื่อมโยงระหว่างหอทำาความเย็นกับที่ประชุมสภา มันเป็นเช่น<br />
นั้นจริงหรือ<br />
A: ผมขอยืนยันว่าเป็นความจริง เวลานั้นผมอยู่ที่ Ahmedabad และก็<br />
ทราบว่า Le Corbusier ได้ไปที่หอทำความเย็นในช่วงเวลากลางคืน หอ<br />
ทำความเย็นเหล่านั้นมีคุณลักษณะพิเศษบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกชื่นชอบ<br />
มันมากจนถึงขั้นที่เขาต้องหยิบไม้สองท่อนมาเคาะกันเพื่อทดสอบและจด<br />
บันทึกเกี่ยวกับคุณสมบัติของเสียงสะท้อน ทั้งในแง่ของการได้ยินและการ<br />
ควบคุมเสียง และจากการที่เขาต้องอยู่ในนั้นเป็นเวลานาน จึงเป็นสาเหตุ<br />
ที่ทำให้เกิดผลลุกลามจนถึงขั้นกลายเป็นวัณโรคเมื่อเขาเดินทางกลับไป<br />
ถึงปารีส<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
45
Q: จากที่ได้กล่าวมาแล้ว ทำาให้เกิดคำาถามสำาคัญเกี่ยวกับโครงการที่ Chandigarh<br />
ซึ่งอันที่จริงน่าจะเข้ามาสู่ประเด็นนี้ได้ตั้งนานแล้ว เมื่อคุณได้พบ<br />
และเริ่มทำางานกับ Le Corbusier นั้นเขาได้ทำาการออกแบบโครงการนี้<br />
ไปก่อนหน้าแล้ว คุณทราบหรือไม่ว่าเขาเริ่มต้นการทำางานอย่างไรสำาหรับ<br />
โครงการสร้างเมือง Chandigarh<br />
A: เมื่อใดก็ตามที่ Le Corbusier เริ่มต้นทำงาน เขาจะเริ่มต้นด้วยการ<br />
เดินทางไปยังสถานที่ก่อสร้างจริง ไปเพื่อให้รับรู้ถึงความรู้สึกจริงๆ ให้ได้ว่า<br />
ณ ที่ตั้งโครงการนั้นๆ มันมีคุณลักษณะเป็นอย่างไร ถ้าเริ่มทำงานโดย<br />
ปราศจากกระบวนการนี้แล้วก็คงจะไม่มีทางแม้แต่จะเริ่มต้นลงมือเขียน<br />
อะไรขึ้นมาได้ เมื่อมาถึง Chandigarh สิ่งแรกที่ Le Corbusier ทำก็คือ<br />
การ sketch รูปของเทือกเขาหิมาลัย บอกได้เลยว่ามันทำให้เขารู้สึกต้อง<br />
ยอมสยบต่อความเป็นเทือกเขาหิมาลัยที่นอกจากความเป็นเทือกเขาแล้ว<br />
ยังตามมาด้วยผืนดินเวิ้งว้างที่มีเพียงแค่ต้นมะม่วงสองสามต้น และสิ่งที่<br />
สำคัญถัดมานั่นก็คือวัว วัวอินเดียที่มีเขาคู่ใหญ่ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นงานแรกๆ<br />
แล้วที่ผมรู้สึกได้เลยว่า Le Corbusier เริ่มต้นที่จะมองความเป็นเมืองใน<br />
ฐานะการเป็นส่วนหนึ่งที่คำนึงถึงความสำคัญของความเป็นเทือกเขาหิมาลัย<br />
และผมก็ยังจำได้อีกว่า ในตอนนั้น Giedion 11 นักประวัติศาสตร์สถาปัตย-<br />
กรรมที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีได้ส่งข้อความถึง Le Corbusier ว่า คุณ<br />
เป็นคนที่มักจะพูดและให้ความสำคัญมากๆ กับความเป็น Piazza San<br />
Marco 12 แล้วนึกอย่างไรถึงอาจหาญที่จะไปออกแบบและจัดวางผังอาคาร<br />
46<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
11 Sigfried Giedion (1888-1968) นัก<br />
ประวัติศาสตร์ นักศิลปะและทฤษฎีสถาปัตย-<br />
กรรมชาวโบฮีเมียนที่ภายหลังได้รับสัญชาติสวิส<br />
Giedion เป็นหนึ่งในนักทฤษฎีคนสำคัญที่มี<br />
ผลงานการวิพากย์สถาปัตยกรรมในวาระต่างๆ<br />
เป็นบุคคลผู้ที่ให้ความสำคัญต่อการศึกษา<br />
ประวัติศาสตร์ในแง่ของเทคโนโลยีรวมถึงกลไก<br />
ในประวัติศาสตร์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติ-<br />
ศาสตร์ของความเคลื ่อนไหวภายใต้แนวคิด<br />
นวนิยม modernism) อันมีผลต่อสถาปัตยกรรม<br />
Giedion รับหน้าที่เป็นเลขาธิการคนแรกให้กับ<br />
CIAM (Congrès Internationaux d’Architec-<br />
ture Moderne) Geidion เป็นบุคคลผู้ที ่มีความ<br />
คุ้นเคยกันเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วกับ Le Corbusier<br />
ผ่านการทำงานร่วมกันใน CIAM จึง<br />
เป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจในการทัดทาน<br />
Le Corbusier เกี่ยวกับการตอบรับให้เข้าไปทำ<br />
หน้าที่สถาปนิกหลักของโครงการ Chandigarh<br />
Giedion มีผลงานสำคัญได้แก่หนังสือ Space,<br />
Time and Architecture<br />
http://transculturalmodernism.org/<br />
article/227<br />
12 Piazza San Marco, Venice, Italy<br />
Sigfried Giedion หยิบยกเอา Piazza San<br />
Marco ขึ้นมาเป็นตัวแทนของการที่ Le Corbusier<br />
มักจะให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะ<br />
ที่มีลักษณะการใช้งานในรูปแบบเดียวกับจัตุรัส<br />
ที่มีอยู่ตามเมืองต่างๆ ในทวีปยุโรปอยู่เสมอๆ<br />
เมื ่อเขาทำการออกแบบวางผังตั้งแต่ในระดับที่<br />
เป็นโครงการการออกแบบวางผังเมืองขนาดใหญ่<br />
ไล่เรียงจนลงมาถึงโครงการออกแบบและวางผัง<br />
ในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งนับเป็นการออกแบบที่<br />
อยู่ในบริบทและสิ่งแวดล้อมที่หมายรวมไปจนถึง<br />
มิติทางสังคมและวัฒนธรรมที่ Le Cosbusier<br />
คุ้นเคยเป็นอย่างดี<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
47
ที่ต้องตั้งอยู่ในที่ซึ่งแสนจะห่างไกล ไกลออกไปในสภาพอากาศที่มีแต่<br />
ความร้อนอยู่ตลอดเวลา คำตอบของ Le Corbusier ก็คือ ถูกต้องตามที่<br />
Giedion ว่า แต่เขากำลังทำทั้งหมดนี้ให้เป็นเสมือนกับวัตถุที่วางประจัน<br />
หน้ากับฉากหลังที่เป็นเทือกเขา Le Corbusier ยังบอกต่ออีกว่า นี่คือความ<br />
คิดเห็นของเขาที่ว่าด้วยเรื่องของที่ว่างทางสถาปัตยกรรมในศตวรรษที่ 20<br />
(notion of space in the 20 th Century)<br />
Q: มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นมาอย่างมากมายเกี่ยวกับ Chandigarh ในความ<br />
เป็นจริงแล้วมีอะไรบ้างที่ Le Corbusier ได้เข้าไปมีส่วนร่วมและมีส่วน<br />
ร่วมขนาดไหน<br />
A: เราคงต้องมาสร้างความกระจ่างกันแลัว สิ่งที่ Le Corbusier ให้ความ<br />
สำคัญเป็นอย่างมากนั้นคือ ผังหลัก (the Master Plan) กลุ่มอาคารหลัก<br />
(the Capitol Complex) อันประกอบไปด้วยอาคารที่สำคัญทั้ง 4 อาคาร<br />
แล้วก็ศูนย์กลางของเมืองและส่วนต่างๆ ที่อยู่ในเขตที่ 17 ของเมือง มันดู<br />
ออกจะประหลาดแกมเหน็บแนมอยู่ในทีที่สถาปนิกผู้ซึ่งพยายามบอกกล่าว<br />
ให้ผู้คนรับรู้ถึงหลักการสำคัญที่มีอยู่ในการออกแบบ Unité d’Habitation 13<br />
กลับไม่ไดัรับมอบหมายให้ออกแบบกลุ่มอาคารในส่วนที่เป็นอาคารพักอาศัย<br />
Le Corbusier บอกว่าเนื่องจากในเวลานั้น Maxwell Fry และ Jane<br />
Drew 14 ได้แสดงเจตจำนงที่จะออกแบบกลุ่มอาคารดังกล่าว และเขาเอง<br />
ก็ไม่อยากที ่จะเข้าไปก้าวก่ายแล้วทำให้เกิดปัญหาตามมา ต้องไม่ลืมว่า<br />
48<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
13 Unité d’Habitation อาคารชุดพักอาศัยที่<br />
ออกแบบโดย Le Corbusier Unité d’Habitation<br />
มีอยู่สองที่คือที่ Marseilles และที่ Berlin Le<br />
Corbusier พยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่<br />
ของการอยู่อาศัยในอาคารสูงที่มีความหนาแน่น<br />
ต่อพื้นที่ดินสูงขึ้นโดยพยายามคงไว้ซึ่งความ<br />
สัมพันธ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างคนกับ<br />
เมือง ผ่านการออกแบบห้องชุดพักอาศัยแบบ<br />
สองชั้นที่เป็นเสมือนบ้านพักอาศัยที่มาเรียงตัว<br />
อยู่รวมกันในอาคาร รวมถึงความพยายามใน<br />
การมีส่วนพาณิชยกรรมที่ถูกเรียกว่า Urban<br />
Corridor อยู่ภายในตัวอาคารรวมถึงการมีส่วน<br />
สาธารณูปการ ได้แก่ ส่วนรับเลี้ยงเด็กปฐมวัย<br />
อยู่ที่ดาดฟ้าของอาคาร ส่วนพักผ่อนและออก<br />
กำลังกาย เป็นต้น<br />
14 Maxwell Fry, Jane Drew จากบทสนทนา<br />
มีการกล่าวถึงสถาปนิกสองท่านที่มีส่วนร่วม<br />
และมีบทบาทในการออกแบบสถาปัตยกรรม<br />
ภายใต้โครงการสร้างเมือง Chandigarh<br />
Maxwell Fry และ Jane Drew คู่สามีภรรยา<br />
ชาวอังกฤษที่เป็นทั้งสถาปนิกและนักออกแบบ<br />
วางผังเมือง ผลงานออกแบบของทั ้งคู่เป็นที่รู้จัก<br />
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ใน<br />
ช่วงทศวรรษ 1950’s ทั้งคู่ได้รับการทาบทามให้<br />
เข้าร่วมทำงานกับทีมสถาปนิกต่างๆ ที่มีทั้ง Le<br />
Corbusier และ Pierre Jeanneret (ผู้เป็นลูกพี่<br />
ลูกน้องของ Le Corbusier) เป็นต้น ภายใต้<br />
โครงการการสร้างเมือง Chandigarh เมืองหลวง<br />
ของรัฐปัญจาบขึ้นมา อันเป็นโครงการที่มีความ<br />
ท้าทายความสามารถเป็นอย่างมาก 3 ปีที่ร่วม<br />
งานกับ Le Corbusier โดยเฉพาะอย่างยิ่ง<br />
Pierre Jeanneret ผู้รับหน้าที่หลักในการทำงาน<br />
อยู่ที่เมือง Chandigarh Fry และ Drew ได้ร่วม<br />
ออกแบบอาคารในเมือง Chandigarh เป็น<br />
จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารเคหะ-<br />
สงเคราะห์ ที่ทั้งคู่มีประสบการณ์ในการ<br />
ออกแบบมาก่อนหน้านี้แล้วหลายโครงการ<br />
ในประเทศอังกฤษ อาคารโรงพยาบาลและ<br />
สถานพยาบาลต่างๆ อาคารเรียนสำหรับวิทยาลัย<br />
และมหาวิทยาลัย เป็นต้น<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
49
Chandigarh Capitol Complex
Le Corbusier มีเวลาให้ที่ Chandigarh เพียงแค่<br />
สองเดือนในหนึ่งปีเท่านั้น ในขณะที่สถาปนิกคน<br />
อื่นจะอยู่ประจำที่นั่นกันตลอดเวลา<br />
Q: Le Corbusier เองก็ต้องการที่จะออกแบบกลุ่ม<br />
อาคารพักอาศัย<br />
A: แน่นอน ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับ<br />
เขาในตอนที่เขาทำการออกแบบให้กับโครงการ<br />
Péon House 15 Le Corbusier ยังเคยเขียนเอา<br />
ไว้ที่ไหนสักแห่งเลยด้วยซ้ำว่า เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว<br />
งาน Péon House ได้ชี้ให้เห็นถึงการดำรงเอาไว้<br />
ซึ่งพื้นฐานของการอยู่อาศัยที่ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม<br />
สุดๆ และนับจากนี้ไป เจ้าของบ้าน (ผู้แปล: ‘he’<br />
ในที่นี้แปลตามนัยที ่มีอยู่ในบทสนทนา) จะมี<br />
ความเป็นอยู่ที่ผ่านการออกแบบวางแผนและ<br />
สร้างขึ้นมาด้วย<br />
ความตั้งใจและการเอาใจใส่อย่างเหลือล้นเฉกเช่น<br />
เดียวกับการออกแบบคฤหาสน์ของผู้มีฐานะใน<br />
สังคม<br />
15 Péon House โครงการ Maison des Péons<br />
ที่เมือง Chandigarh ประเทศอินเดียเป็นโครงการ<br />
เคหะสงเคราะห์ที่ถูกคิดและถูกออกแบบขึ้นใน<br />
ช่วงระหว่างปี 1950-1965 ที่ได้รับการจัดสรร<br />
ขึ้นสำหรับแต่ละครอบครัวของผู้ใช้แรงงานที่มี<br />
รายได้น้อยหรือด้อยโอกาสในสังคม ในหนึ่ง<br />
หน่วยซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านแฝดมีรูปแบบของ<br />
การทำงานอยู่บนพื้นที่ขนาด 1200 ตารางฟุต<br />
ที่เกิดจากผนังสี่ผืน ได้แก่ ผนังด้านหลังบ้าน<br />
ผนังด้านข้างทั้งสองข้างของบ้านแฝด และผนัง<br />
ที่คั่นกลาง และได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์-<br />
ประกอบพื้นฐานที่สร้างให้เกิดความเป็นบ้าน<br />
ขึ้นมา กำหนดให้เกิดที่ว่างที ่มีทั้งที่ว่างที่ถูกปิด<br />
ล้อม กึ่งเปิดกึ่งปิดอยู่ใต้ร่มเงา เปิดโล่ง ประกอบ<br />
ไปด้วยส่วนต่อเชื่อมกับถนนภายนอก โดยมี<br />
คุณสมบัติและหลักการพื้นฐานสำคัญที่ไม่<br />
แตกต่างไปจากหลักการที่ใช้ในการออกแบบ<br />
อาคารพักอาศัยรวมขนาดใหญ่ เช่น Unité d’<br />
Habitation ที ่ Marseilles และนับเป็นวิธีการ<br />
ใหม่ที่ถูกนำเอามาใช้ในการออกแบบบ้านที่มี<br />
ลักษณะเป็นโครงการเชิงเคหะการดังกล่าว<br />
http://www.fondationlecorbusier.fr/<br />
corbuweb/morpheus.aspx?sysId=13&<br />
IrisObjectId=5963&sysLanguage=en-en&<br />
itemPos=102&itemSort=en-en_sort_<br />
string1%20&itemCount=216&sysParent<br />
Name=&sysParentId=65<br />
52<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: แล้วถ้าว่ากันด้วยเรื่องของการกำาหนดขอบเขตที่เกิดขึ้นมาผ่านวัฒน-<br />
ธรรมของการแบ่งชั้นวรรณะ<br />
A: เรื่องเหล่านี้ท่านเลขาธิการแห่งรัฐปัญจาบ (Mr.Thapar) เองได้เป็นผู้ที่<br />
ให้ข้อมูลสำคัญต่างๆ ด้วยตนเอง อีกทั้งยังได้ให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ซึ่งทั้ง<br />
Fry และ Drew ก็ปฏิบัติตามนั้น แต่ Le Corbusier ได้บอกกับผมว่าเรื่องนี้<br />
เป็นเรื่องที่เกิดจากการตัดสินใจอย่างเป็นทางการซึ่งเขาไม่เห็นด้วย ถึงตอน<br />
นี้ผมกำลังจะบอกว่าถ้า Le Corbusier ได้รับการมอบหมายให้ออกแบบ<br />
กลุ่มอาคารพักอาศัยในตอนนั้นอาคารเหล่านั้นจะมีคุณสมบัติแตกต่าง<br />
ออกไปจากที่เป็นอยู่แน่ๆ<br />
Q: แล้วในแง่มุมเกี่ยวกับประเด็นที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อโต้แย้ง<br />
เกี่ยวกับ Chandigarhในเรื่องของการที่ไม่มีพื้นที่ของตลาดเปิดกลาง<br />
เมือง (bazaars) นั้นเป็นอย่างไร<br />
A: ลองสังเกตดูดีๆ ครับว่าตัว Le Corbusier เองนั้นโดยลึกๆ แล้วเป็นผู้ที่มี<br />
ความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ในตัวเอง เขาเป็นผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของ<br />
สถานที่ต่างๆ เป็นต้นว่า Casbah ใน Morocco และผมก็ได้เห็นแบบร่าง<br />
ต่างๆ ของ Chandigarh ที่ประกอบไปด้วยถนนการค้าสายต่างๆ ที่มุ่งหน้า<br />
ไปสู่พื้นที่เปิดโล่ง นอกจากนี้เขายังได้เขียนระบุเอาไว้อย่างชัดเจนเลยว่า<br />
ตลาดเปิดกลางเมืองแบบอินเดีย (The Indian Bazaar) แต่แบบร่างเหล่านั้น<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
53
ไม่ได้ถูกเก็บไว้และก็สูญหายไปหมดแล้ว ซึ่งผมก็ได้แต่นึกขึ้นมา ณ ขณะนี้<br />
ว่าในตอนนั้นผมน่าจะเก็บแบบเหล่านั้นไว้<br />
Q: ถ้าเช่นนั้นมันก็ดูจะไม่ยุติธรรมถ้าจะโทษเรื่องความไม่สมบูรณ์ต่างๆ<br />
ในงาน Chandigarh ว่าเป็นเพราะ Le Corbusier<br />
A: มันไม่ยุติธรรมแน่ๆ จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราเดินไปด้วยกันในบริเวณ<br />
ศาลฎีกาซึ่งตอนนั้นพื้นที่ดังกล่าวยังแทบจะไม่มีอะไรเลย และผมก็พูดกับ<br />
Le Corbusier โดยชวนให้เขามาลองนึกดูว่าถ้าเกิดมีอาคารที่ได้รับการ<br />
ออกแบบมาอย่างดีและได้รับการก่อสร้างขึ้นมา ณ ที่ตรงนี้ แล้วเราลองมา<br />
มองดูไปรอบๆ กันดีกว่าว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นแถวนี ้บ้าง ซึ่งขณะนั้นผม<br />
กำลังพาดพิงถึงงานของ Fry และ Drew แล้ว Le Corbusier ก็ตอบผม<br />
กลับมาว่า เขารู้แล้วและไม่ต้องเป็นห่วง เขาคิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องสร้าง<br />
เนินดินขึ้นมาตรงบริเวณนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องสังเกตเห็นอาคารเหล่านั้น และ<br />
พื้นที่ตรงนี้ก็จะสมบูรณ์แบบได้ในตัวของมันเองด้วยตัวของมันเอง<br />
Q: ดังนั้นเขากำาลังทำาการแยกส่วนที่แสดงความเป็นงานของเขาออกจาก<br />
ส่วนที่เหลือของโครงการ Chandigarh<br />
A: และนั่นคือสิ่งที่ผมกำลังบอกอยู่เลยว่าเขากำลังสร้างพื้นที่ที่ตัดขาด<br />
ออกจากส่วนอื่นๆ ขึ้นมาสำหรับความเป็นตัวของเขาเอง ในครั้งถัดมาที่ผม<br />
54<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
เดินทางไปตรวจงานที่ Chandigarh นั้น เนินดินขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง<br />
ก็ได้ถูกทำขึ้นมาแล้ว Le Corbusier มิได้มีข้อตำหนิติเตียนใดๆ เพียงแต่<br />
เขาได้หาหนทางที่จะเน้นย้ำให้เห็นถึงพื้นที่ที่สามารถแสดงความเป็นตัวตน<br />
ของเขาเองให้เห็นขึ้นมาจนเป็นที่ประจักษ์ชัดมากยิ่งขึ้น ตามที่ผมได้บอก<br />
อยู่เสมอๆ ว่าเขามีความเป็นนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่อยู่ในตัวเอง และเมื่อใด<br />
ก็ตามที่เกิดปัญหาเขาจะคิดค้นหาแนวทางในการแก้ไขอย่างสมเหตุสมผล<br />
เพื่อตอบคำถามต่อปมปัญหาเหล่านั้นอยู่เสมอ และเมื่อใดก็ตามที่สิ่งต่างๆ<br />
ไม่ได้ทำงานตามที่มันสมควรจะเป็น เขาก็จะทำการเปลี่ยนแปลงมัน ถ้า<br />
ที่ตั้งโครงการมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ เขาก็จะทำการบดบังมัน<br />
เอาไว้ เขามักจะเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดการถ่วงดุลผ่านการแก้ปัญหาในรูปแบบ<br />
ต่างๆ อยู่เสมอ<br />
Q: ถ้าเช่นนั้นคุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับโครงการ Chandigarh<br />
A: ผมเห็นว่าตัว Capitol Complex สมควรที่จะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวใน<br />
เชิงสถาปัตยกรรมที่สามารถรับรู้เและเข้าใจได้ การวางตำแหน่งของอาคาร<br />
ที่ประชุมสมัชชา (The Assembly) กับอาคารศาลฎีกา (The High Court)<br />
เพื่อให้เกิดการเทียบเคียงกันนั้น ก็เพื่อที่จะบอกว่าฝ่ายตุลาการต้องมีความ<br />
เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ดังนั้นที่ Chandigarh จึงมีฝ่ายตุลาการที่มีความ<br />
เป็นอิสระรวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติก็มีความเป็นอิสระเช่นกัน และ ณ ที่ว่าง<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
55
ระหว่างฝ่ายตุลาการกับฝ่ายนิติบัญญัติก็เป็นที่ตั้งของที่ทำการฝ่ายบริหาร<br />
(The Governor’s Palace) จะเห็นได้ว่าความเชื่อมโยงระหว่างส่วนสำคัญ<br />
ทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ของการมีส่วนร่วม<br />
ในการปกครองจากภาคประชาชน และก็มีประติมากรรม Open Hand อัน<br />
เป็นสัญญลักษณ์ของการสนับสนุนให้เกิดการเปิดตัวเองออกสู่สังคมโลก<br />
ทั้งในแง่ของการให้และการรับ ภาพรวมแนวความคิดทั้งหมดนั้นจึงเป็น<br />
สิ่งที่วิเศษมาก นับเป็นตัวอย่างของการออกแบบกลุ่มอาคารที่แฝงไว้ด้วย<br />
ความหมายของการตอบสนองในเชิงของที่ว่างทางสถาปัตยกรรมที่มีต่อ<br />
ทั้งการอยู่ร่วมกันและการที่ต้องประจันหน้าซึ่งกันและกัน<br />
นับเป็นครั้งแรกที่มีการวางตำแหน่งอย่างเฉพาะเจาะจงให้กับอาคารที่ร่วม<br />
กันอยู่ในผังอย่างเป็นระบบระเบียบ แน่นอนและชัดเจนทั้งในแง่มุมเชิง<br />
ปรัชญาและแง่มุมเชิงสัญลักษณ์จนมองเห็นและรับรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
มีความสัมพันธ์กับที่ตั้งของโครงการตั้งแต่ความเป็นระเบียบโดยสมบูรณ์<br />
จนถึงความสัมพันธ์ทั้งในแง่สัดส่วนและรูปร่างรูปทรง ในแง่มุมของรูปแบบ<br />
ที่เป็นแบบอย่างเชิงประเพณีนิยมนั้น อาคารที่เป็นศาสนสถานที่สำคัญ<br />
ยกตัวอย่างเช่น โบสถ์มักจะถูกวางตำแหน่งไว้ ณ จุดที่เป็นศูนย์กลางของ<br />
เมือง แต่ที่นี่ที่ Chandigarh เรามี Le Corbusier ที่เป็นผู้แยกเอากลุ่มอาคาร<br />
ที่เป็นหน่วยงานของรัฐให้ห่างออกไป อีกทั้งยังวางระยะห่างที่ค่อนข้างมาก<br />
ระหว่างอาคารเหล่านั้นอีกด้วย<br />
56<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: แต่เขากลับได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงระยะห่างที่เกิดขึ้น<br />
A: ผมทราบดี แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นการไตร่ตรองอย่างรอบคอบรวมถึง<br />
การให้ความสำคัญด้วยวิธีการนี้ สำหรับ Le Corbusier แล้ว อำนาจต่างๆ<br />
เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญหน้าซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ดังนั้นระยะห่างระหว่าง<br />
อาคารเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เขาไม่ได้มองว่ามันเป็นเพียงแค่สถานะของ<br />
พื้นที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันได้ แต่มันคือสถานะของพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ก่อให้<br />
เกิดแรงยึดเหนี่ยว คือพื้นที่ที่เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม<br />
ดังนั้นมันจึงเป็นดั่งความพยายามในการดำรงไว้ซึ่งคุณสมบัติเหล่านั้นอย่าง<br />
แท้จริง และมันก็เป็นความจริงที่ว่าด้วยเรื่องของการสร้างระยะห่างระหว่าง<br />
กลุ่มอาคารที่ทำการรัฐให้ห่างออกมาจากตัวเมือง Le Corbusier ไม่ต้องการ<br />
ให้พื้นที่ที่ว่านี้ รวมถึงการตอบสนองการใช้งานของมันถูกรวมเข้าไปกับ<br />
กิจกรรมทั่วๆ ไปไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมชนิดใดก็ตาม เขาให้ความสำคัญกับ<br />
ส่วนนี้เป็นเสมือนส่วนหัว โดยที่มีส่วนกลางเมือง (ที่เป็นย่านการค้า) อัน<br />
เปรียบเสมือนหัวใจ และมีส่วนอื่นๆ ที่เหลือที่เป็นเหมือนร่างกายของเมือง<br />
Chandigarh<br />
เมื่อลองมาพิจารณาถึงประเด็นเหล่านี้แล้วอาจก่อให้เกิดคำถามที่ว่า แล้ว<br />
ผู้คนไม่รู้สึกเลยหรือว่า (อาคารเหล่านี้ที่เป็นดั่ง) อาคารสำคัญทางศาสนา<br />
รวมถึงสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาต่างๆ นั้นดูเหมือนจะ<br />
ถูกทำให้ปลีกตัวอยู่ห่างออกไป และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว วัฒนธรรมอันเกี่ยว<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
57
เนื่องกับสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเหล่านั้นมันไม่ถูกกำหนดให้<br />
อยู่ห่างไกลผู้คนเกินไปหรือ (เปรียบเปรย) ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว กษัตริย์มิต้อง<br />
ดำเนินเป็นระยะทางที่ไกลแสนไกลเพื ่อแสวงหาคำปรึกษาจากเหล่าราช-<br />
บัณฑิตหรอกหรือ เป็นที่แน่นอนว่าคำถามเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่คั ่งค้าง<br />
อยู่ว่าด้วยเรื่องของผู้คนที่อยู่ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยขนาดนี้จะใช้งาน<br />
อาคารเหล่านี้กันอย่างไร ในความเห็นส่วนตัว วิสัยทัศน์ของ Le Corbusier<br />
รวมถึงการตอบสนองในเรื่องของการใช้งานให้กับผู้คนนั้นต่างมีความเป็น<br />
เหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เป็นไปได้ว่าการให้ความสำคัญที่มีต่อความเป็น<br />
ประชาธิปไตยของ Le Corbusier นั้นปรากฏอยู่ในการที ่เขาเลือกที่จะไม่<br />
วางอาคารที่เขาออกแบบให้อยู่บนฐานใดๆ ทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จากการที่<br />
ทั้งอาคารที ่ประชุมสภาและอาคารศาลฎีกาไม่มีการออกแบบให้เกิดช่วง<br />
ของการเปลี่ยนลำดับใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งสองอาคารไม่ได้ถูกกำหนดให้อยู่ใน<br />
รูปแบบที่ต้องมีขั้นตอนหรือมีลำดับขั้นในการเข้าถึง Le Corbusier กำหนด<br />
ให้ตัวอาคารวางไว้อยู่บนระดับเดียวกับระดับพื้นทั่วไป เป็นไปได้ว่าเขาไม่<br />
ต้องการให้มีการเปลี่ยนระดับใดๆ และเขาก็มีความรู้สึกว่าภายใต้เนื้อหา<br />
ของความเป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่น่าที่จะต้องวางอาคารเหล่านั้นเอาไว้<br />
บนฐานยกระดับไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม<br />
58<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: คุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่ออาคารแต่ละอาคารในโครงการ Chandigarh<br />
โดยเริ่มต้นจากอาคารศาลฎีกา<br />
A: อาคารศาลฎีกาเป็นวิธีการที่ Le Corbusier มักจะทำมาโดยตลอด นั่น<br />
ก็คือการให้ความสำคัญกับเค้าโครงของอาคาร (Silhouette) ถ้ามองดูตรงๆ<br />
จะเห็นรูปทรงเหล่านี้เป็นรูปทรงที่มีส่วนคล้ายๆ กับรูปทรงของร่ม แต่ถ้าดู<br />
กันในส่วนกลับกันในทางตรงกันข้ามของรูปทรงเหล่านี้ (negative space)<br />
ก็จะเห็นถึงส่วนที่มีรูปทรงที่มีส่วนคล้ายกับโดม (หรืออาจเป็นการให้ความ<br />
สำคัญกับการรังสรรค์สถาปัตยกรรมอินเดียขึ้นมาใหม่) ดังนั้นจึงเป็นเรื่อง<br />
ของการทำงานระหว่างคู่ตรงข้าม (play of negative-positive) ที่คำนึงถึง<br />
รูปทรงที่กินอากาศ (floating) กับการรับมือกับแสง ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์<br />
เหล่านี้เองที่มีส่วนเชื่อมโยงกับเนื้อหาของความเป็นท้องฟ้า และมันได้ถูก<br />
ค้นพบขึ้น ณ จุดที่ว่างที่มีอยู่ในงานนี้นั่นเอง และ ณ ตรงนี้เองก็เป็นที่มา<br />
ให้กับเรื่องของการใช้องค์ประกอบต่างๆ ที่แม้ว่ามันจะมีผลต่อราคาค่า<br />
ก่อสร้างในส่วนของโครงสร้างอาคารก็ตาม โดยจะเห็นได้จากโครงสร้าง<br />
แบบผิวเปลือกแข็ง (shell) ที่น่าจะต้องมีความบางอย่างมาก แต่ด้วยการ<br />
ขาดความพร้อมทางด้านวิศวกรรม มันจึงถูกทำขึ้นเช่นเดียวกับการทำ<br />
พื้นหล่อในที่ทั่วไป แต่เป็นพื ้นที่มีความโค้งและยื่นออกไปได้ด้วยตัวของ<br />
มันเอง<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
59
จริงอยู่ที่อาคารศาลฎีกามีปัญหาต่างๆ มากมาย ฝนที่สาดเข้ามาข้างในจึง<br />
ต้องสร้างทางเดินใต้ชายคาหน้าอาคาร (arcade) ขึ้นมา ท่านผู้พิพากษา<br />
ไม่ชอบมันเพราะว่าห้องพิพากษาคดีทั้งหลายไม่สามารถตอบสนองการ<br />
ใช้งานในวิถีของชาวอินเดียได้ อันเนื่องมาจากห้องพิพากษาที่นี่ทั้งหมด<br />
นั้นถูกออกแบบให้ดูมีความเป็นสาธารณะมากเกินไป เมื่อมีอาคารที่ไม่<br />
ตอบสนองการใช้งานดังนั้นก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยน แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงต้อง<br />
พิจารณาให้ถ่องแท้ในคุณสมบัติของอาคารในเรื่องของความมีอิสระใน<br />
วิธีการขึ้นรูปได้ที่ทำได้ทั้งในแง่ของรูปร่าง รูปทรง และที่ว่างทางสถาปัตย-<br />
กรรมของอาคาร อย่างไรก็ตาม มันก็ถูกนับได้ว่าเป็นอาคารที่เยี่ยมยอด<br />
หลังหนึ่งด้วยการที่มีโถงทางเข้าที่สง่างามน่าเกรงขาม หรือการที่ตัวอาคาร<br />
นั้นถูกวางอยู่บนลานกว้าง ตลอดจนคุณสมบัติเฉกเช่นกวีนิพนธ์ที่ถูกขับ<br />
ให้ปรากฏขึ้นมาอยู่ในเค้าโครงของอาคาร<br />
Q: แล้วในส่วนของที่ประชุมสภา<br />
A: ณ จุดนี้น่าจะเป็นการดีที่สุดที่จะกล่าวถึงความรู้สึกของ Louis Kahn ที่มี<br />
ต่อ Chandigarh เมื่อเขาเดินทางมาถึง Chandigarh เป็นครั้งแรก Louis<br />
Kahn กล่าวว่าเขาไม่เคยพบเห็นบุคคลผู้ที่ยืนหยัดในอุดมการณ์อีกทั้งยัง<br />
สามารถถ่ายทอดอุดมการณ์เหล่านั้นให้กลายมาเป็นความจริงได้ขนาดนี้<br />
มาก่อนเลยในชีวิตของเขา และ Le Corbusier ก็คือบุคคลผู้ซึ่งทำให้สิ่ง<br />
60<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
เหล่านี้เกิดขึ้นดังที่ปรากฏอยู่ในส่วนของงานอาคารที่ประชุมสภา สำหรับ<br />
ผม ผมรู้สึกว่านี่มันเป็นครั้งแรกที่สามารถรับรู้ถึงการที่บรมครูผู้หนึ่ง ได้<br />
ตระหนักถึงความมีชีวิตชีวาที ่มีอยู่ในความเป็นไปและความเคลื่อนไหว<br />
ต่างๆ นับเป็นครั้งแรกที่พบว่ามีการนำแสงธรรมชาติผ่านเข้ามาใช้ในอาคาร<br />
ทั้งในส่วนของโถงประชุมหลักและโถงพักคอยด้านหน้าห้องประชุม โดย<br />
เป็นแสงที่ไม่ได้สาดเข้ามาโดยตรง และนับได้ว่าเป็นการค้นพบที่บ่งบอกถึง<br />
ความยอดเยี ่ยมในชั้นเชิงทางความคิดและการออกแบบเกี่ยวกับที่ว่างทาง<br />
สถาปัตยกรรม ซึ่งคงจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป และผมคงต้องขอ<br />
ย้ำอีกครั้งว่า ผมก็ยังคิดว่ามันก็ยังคงมีปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย<br />
ในความเป็นอาคารที่ประชุมสภา ในนัยหนึ่งมันอาจเป็นความสำเร็จที่<br />
แท้จริงในแง่มุมปกติด้วยมุมมองอย่างเป็นทางการ แต่มันอาจจะไม่ใช่<br />
ความหมายเดียวกันเลยแม้แต่น้อยหากต้องมองกันในเชิงความสมเหตุสมผล<br />
Q: ว่าด้วยเรื่องของอาคารส่วนที่ทำาการสำานักเลขาธิการ (The Secretariat)<br />
A: ที่ทำการสำนักเลขาธิการก็มีประเด็นหลายประเด็นในตัวของมันเองเช่น<br />
กัน ตัวอาคารที่อาจดูโดดเด่นน่าประทับใจเมื่อมองจากทางด้านหน้า แต่มัน<br />
ก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ มีแผงกันแดดที่ดูแล้วอาจ<br />
เป็นเหมือนระเบียงที่บรรจุอยู่ในเนื้อหาหลักของการออกแบบมาตั้งแต่แรก<br />
เริ่มแต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาตามมา เมื่อช่วงเสาต่างๆ มีขนาดกว้างมากซึ่งดู<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
61
จะไม่เหมาะสม เพราะโดยตัวแผงกันแดดเองแล้ว มันเป็นส่วนที่ยื่นออกมา<br />
จากแนวของโครงสร้างหลักทั้งหมด ดังนั้นมันจึงต้องการองค์ประกอบทาง<br />
โครงสร้างบางอย่างมาทำหน้าที่ในการรองรับน้ำหนักของมัน ทุกคนสงสัย<br />
ว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะมีทางออกในรูปแบบใด และ<br />
มันจะต้องเป็นการทำงานกันอย่างสาหัสสากรรจ์แน่ๆ<br />
เช้าวันหนึ่งเมื่อ Le Corbusier มาถึงที ่หน้างาน หลังจากเขาพินิจพิจารณา<br />
แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นเขาก็บอกว่าไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างนั้น ให้เสามัน<br />
ทะลุแผงกันแดดตรงๆ ลงมาเลยอย่าไปเปลี่ยนแบบ ปล่อยให้มันเป็นไป<br />
ตามนั้น เสาเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบในการรับน้ำหนัก ดังนั้นจากการที่<br />
เสาของอาคารต้องตรงต่อเนื่องลงมาตลอดแนวจึงส่งผลให้ส่วนที่เป็นแผง<br />
กันแดดต่างๆ ก็เลยต้องถูกเปลี ่ยนแบบ และมันก็ตามมาด้วยการทำให้เกิด<br />
รูปแบบความสัมพันธ์ (pattern) ใหม่เกิดขึ ้นมาซึ่งมันก็สวยมาก และก็น่า<br />
สนใจที่สุดในแง่ที่ว่ามันไม่เคยมีการคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้ามาก่อนเลยว่า<br />
จะเกิดจังหวะที่พิสดารขนาดนั้นขึ้นมาได้<br />
Le Corbusier สามารถทำให้เราเข้าถึงสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย<br />
ได้อยู่เสมอๆ ภายใต้ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำให้สิ่งต่างๆ ทำงานกันเป็น<br />
ระบบระเบียบซึ่งมันก็มักจะทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาวการณ์คับขันใน<br />
สถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกอื่นใดเลยนอกจากการต้องเผชิญความยุ่งยาก<br />
แต่มันก็เป็นเช่นเดียวกับนักกายกรรมที่มักจะจัดการและรับมือกับ<br />
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร้ที่ติ<br />
62<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
เป็นที่รู้กันว่าอาคารสำนักเลขาธิการนั้นประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง<br />
ในฐานะของการเป็นอาคารสำนักงาน ความต้องการต่างๆ ของสำนักงาน<br />
แบบอินเดียนั้นไม่ได้ถูกนำมาเป็นข้อที่สมควรจะพิจารณาในงานนี้เลย<br />
Q: แล้วสามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเหล่านี้ได้ด้วยหรือ<br />
A: หลีกเลี่ยงได้แน่นอนในหลายๆ ประการ แต่ก็เป็นไปได้ว่าข้อมูลเบื้องต้น<br />
ที่ถูกส่งมาให้ Le Corbusier นั้นไม่ได้ผ่านการตั้งคำถามอย่างจริงๆ จังๆ<br />
บุคลากรที่ร่วมทำงานก็มักจะให้ความยำเกรง Le Corbusier กันจนเกิน<br />
เหตุ รวมทั้งการที่เขาเป็นคนต่างชาติ ดังนั้นจึงเกิดความคิดที่ว่าไม่มีทางที่<br />
จะเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นเป็นแน่แท้ ทุกคนจึงลังเลที่จะสนทนาแลกเปลี่ยน<br />
ความคิดเห็นกับ Le Corbusier ในประเด็นที่เกี่ยวกับการตอบสนองต่อการ<br />
ใช้สอย ซึ่งก็เป็นไปได้ว่ามันเป็นความผิดของทั้งสองฝ่าย ในเมื่อฝ่ายหนึ่ง<br />
ก็ไม่ได้มีคำถามอะไรส่งมา อีกฝ่ายหนึ่งก็คงไม่ได้มีคำตอบอะไรที่จะตอบ<br />
กลับไป ทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นผลอันเนื่องมาจากการที่คนอินเดียส่วนใหญ่<br />
ยังคงเป็นคนที่ยอมจำนนมากเกินไปต่อการให้ความสำคัญกับความเป็น<br />
ชาวต่างชาติอยู่ มีแต่ในกรณีของอาคารที่ประชุมสภาเท่านั้นที่คิดว่า Le<br />
Corbusier ไม่ยอมที่จะประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น จึงเป็นที่มาว่าเขาอาจ<br />
ประสบความสำเร็จอย่างเป็นเหตุเป็นผลและสมเหตุสมผลอันเนื่องมาจาก<br />
สาเหตุที่ว่า เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว มันก็คือความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในการ<br />
ควบคุมการทำงาน รวมถึงการสั่งการต่างๆ อันเป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ของ<br />
เขาเอง<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
63
•• Le Corbusier สามารถทำาให้เราเข้า<br />
ถึงสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายได้<br />
อยู่เสมอๆ ภายใต้ความตั้งใจแน่วแน่<br />
ที่จะทำาให้สิ่งต่างๆ ทำางานกันเป็นระบบ<br />
ระเบียบซึ่งมันก็มักจะทำาให้เขาต้องตกอยู่<br />
ในสภาวการณ์คับขันในสถานการณ์ที่<br />
ไม่มีทางเลือกอื่นใดเลยนอกจากการต้อง<br />
เผชิญความยุ่งยาก แต่มันก็เป็นเช่นเดียว<br />
กับนักกายกรรมที่มักจะจัดการและรับมือ<br />
กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร้ที่ติ ••<br />
64<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: แล้วเรื่องเกี่ยวกับผังแม่บทของเมือง รวมถึงแนวทางการวางระบบถนน<br />
ต่างๆ ของ Chandigarh<br />
A: แนวคิดหลักเกี่ยวกับถนนก็คือเรื่องของความเร็วและการตอบสนองต่อ<br />
การใช้งาน การจราจรที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว การจราจรที่เคลื่อนตัวช้าลง<br />
หรือช้ากว่านั้นลงไปอีก เรื่อยไปจนถึงการจอดรถ แล้วต่อด้วยการขี่จักรยาน<br />
เรื่อยไปจนถึงการเดินเข้าบ้าน ถ้าสิ่งเหล่านี้ได้รับการจัดแจงอย่างเหมาะสม<br />
แล้ว มันก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกับลำดับขั้นต่างๆ ที่ก็เคยมีเคยปรากฏในอดีต<br />
ณ ตามเมืองเก่าต่างๆ ของอินเดีย<br />
Q: แต่มันไม่ประสบความสำาเร็จ<br />
A: ไม่นะ ก็เพราะมันไม่เคยได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม ถ้าลองเปรียบ<br />
เทียบกันระหว่างผังระบบกริด (Grid) ของ Chandigarh กับ Jaipur แล้ว<br />
ผังของ Jaipur นั ้นมีความเป็นกริดมากกว่าผังของ Chandigarh และผัง<br />
ของ Jaipur ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจราจร แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ใช่สาระ<br />
สำคัญ เพราะว่าอินเดียเองก็ยังไม่เคยมีส่วนใดในอารยธรรมที่ให้ความ<br />
สำคัญกับการจราจรมาก่อน<br />
ในความเห็นผม นับจากนี้ไปอีก 20 ปี Chandigarh อาจไม่ถูกพิจารณาว่า<br />
เป็นเมืองอินเดียเมืองหนึ่งด้วยซ้ำเพราะมันมีผลต่อคนอินเดียในแง่ที่ว่ามัน<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
65
คือการรับรู้ของ Le Corbusier เองเกี่ยวกับความเป็นอนาคตแต่ไม่ใช่การ<br />
รับรู้ของเขาที่มีต่อวิถีชีวิตในแบบของความเป็นอินเดีย ชุมชนของอินเดียนั้น<br />
เป็นชุมชนที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นชุมชนที่มีการผสมผสานของ<br />
ครอบครัวที่มีที่มาแตกต่างกันและมีปฏิสัมพันธ์กันทางสังคมที่มากกว่ามาก<br />
คนอินเดียประสงค์ที่จะใช้ชีวิตและมีกิจกรรมต่างๆ อยู่นอกบ้านพอๆ กับใน<br />
บ้าน และปรารถนาที ่จะมีต้นไม้และการให้ร่มเงาในที่ต่างๆ มิติทั้งทาง<br />
สังคมและทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอยู่ในความเป็นชุมชนของอินเดีย<br />
อย่างไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ ก็ไม่เคยได้รับการพิจารณาอย่าง<br />
ถี่ถ้วนในความเป็น Chandigarh Chandigarh จึงเป็นเมืองที่มีทั้งถนน<br />
หนทาง มีทั้งที่ว่างต่างๆ ในเมืองมีอาคารบ้านพักอาศัยแต่ก็ไร้ชึ่งชีวิต<br />
Q: อะไรเป็นส่วนที่คุณได้มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมทำางานทั้งใน โครงการ<br />
ที่ Chandigarh รวมถึงการทำางานในส่วนอื่นๆ กับ Le Corbusier<br />
A: ผมทำในส่วนของอาคารศาลฎีกา และได้ทำการออกแบบในส่วนตัด<br />
ขวางหลายๆ ส่วนของตัวอาคาร แล้วก็ได้ทำงานบางส่วนของอาคาร the<br />
Governor’s Palace ที่เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ามันไม่ได้สร้าง ส่วนงานใน<br />
Ahmedabad นั้น ผมได้ร่วมทำงานทั้งหมดในกระบวนการ ทั้งงานออกแบบ<br />
บ้าน Shodan House และงานออกแบบอาคาร Mill Owners’ Building<br />
66<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: มันเป็นช่วงระยะเวลาถึง 7 ปีเต็มๆ ดังนั้นคุณน่าจะรู้จักกับ Le Corbusier<br />
เป็นอย่างดี<br />
A: ครับ ผมได้อยู่ใกล้ชิดกับ Le Corbusier ทั้งในแง่มุมของการปฏิบัติ<br />
วิชาชีพและแง่มุมของอุปนิสัยส่วนตัว เมื่อใดก็ตามที่ไป Chandigarh ผม<br />
กับ Le Corbusier ก็มักเดินไปด้วยกันครั้งละนานๆ ครั้งละยาวๆ และใน<br />
ระหว่างนั้นเองก็เป็นเวลาที่ Le Corbusier มักจะบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่าง<br />
หลากหลายแทบจะทุกประเภทให้ผมฟัง เขาอาจเป็นคนที่เข้มงวดและ<br />
ปลีกวิเวกออกจากผู้คนในบางครั้งบางคราว แต่เขาก็มีด้านที่มีมิตรไมตรีต่อ<br />
ผู้อื่นเป็นอย่างมากจนมิอาจจะลืมได้ เป็นต้นว่า ช่วงที่ผมกำลังจะเดินทาง<br />
ออกจากปารีส ผมไปรับประทานอาหารกลางวันกับ Le Corbusier และเขา<br />
ก็ได้หยิบเอา drawing หลายๆ งานของเขาขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วก็บอกให้<br />
ผมเลือกหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น ซึ่งผมก็ได้หยิบมันขึ้นมาหนึ่งชิ้น หลังจากนั้นเขา<br />
ก็ร้องอุทานออกมาว่า คุณเลือกชิ้นเดียวกับผม และเป็นชิ้นที่ผมคิดว่าจะ<br />
เก็บเอาไว้เองเลย แล้วทำไมไม่เลือกอีกชิ้นที่เหลือเล่า แล้วผมก็เลือกอีก<br />
และก็อีกเช่นกันที่มันก็ยังคงเป็นชิ้นที่ถูกใจสำหรับเขา ดังนั้นเขาจึงมอบให้<br />
ผมมาอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วมันก็จบลงตรงที่ผมได้รับ drawing มา<br />
จากเขาถึงสามชิ้น และมันก็เป็นสามชิ้นที่ผมจะบอกว่าล้วนเป็นชิ้นโปรด<br />
ของเขาทั้งนั้น หลังจากที่ผมแต่งงาน ผมและภรรยาได้เดินทางไปพบ Le<br />
Corbusier และก็อีกเช่นเคยที่ Le Corbusier ได้มอบ drawing ให้ผมมา<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
67
หนึ่งชิ้น ซึ่งในตอนนั้นผมอาจดูผิดหวังเล็กน้อยเพราะเขาถึงขั้นพูดกับผมว่า<br />
ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยชอบของขวัญชิ้นนี้สักเท่าไหร่ เขาก็เลยขอเอามัน<br />
กลับไป หลังจากนั้นเมื่อเขากลับมาร่วมรับประทานอาหารเย็นในวันเดียวกัน<br />
เขามาถึงที่นั่นพร้อมกับของขวัญชิ้นใหม่สำหรับผม เงิน 500 รูปีในซอง<br />
พร้อมกับข้อความว่า “ของที่ระลึกชิ้นนี้อาจจะเป็นเพียงของชิ้นเล็กๆ ที่เติม<br />
การหล่อเลี้ยงให้กับกงล้อของชีวิต ผมมั่นใจว่าคุณทั้งสองจะต้องมีเรื่อง<br />
กระทบกระทั่งซึ่งกันและกันบ้าง แต่คุณก็จะผ่านเรื่องทั้งหมดไปได้ด้วย<br />
ความสุขและความยินดี” และนี่ก็คือวิถีที่เขาเป็น นั่นก็คือการเป็นบุคคลที่<br />
เปี่ยมไปด้วยความเมตตา บุคคลที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสิ่งที่เขา<br />
เอาใจใส่ แม้แต่เรื่องของสุนัขที ่เขาเคยเลี้ยงเอาไว้ ที่ถึงแม้มันจะตายไป<br />
แล้ว เขาก็ยังคงเก็บรักษาร่างที ่ถูกทำให้คงสภาพของมันเอาไว้อยู่อีกเป็น<br />
เวลานาน<br />
Q: เขาไม่ได้ให้ความสัมพันธ์เช่นนี้กับคนอื่นๆ สักเท่าใด<br />
A: ครับ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เขาชื่นชม Samper สถาปนิกชาวโคลอมเบีย<br />
จากกรุงโบโกตา (Bogotá) ที่ร่วมทำงานกับเขาอยู่หลายปี และวิศวกรชื่อ<br />
Xenakis ในฐานะผู้ผลิตผลงานอันเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และแน่นอนว่า<br />
ลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง Pierre Jeanneret ที่เขาชื่นชมและให้ความ<br />
ไว้วางใจเป็นอย่างมาก แต่ก็มีบางครั้งที่เขาเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก มีอยู่ครั้ง<br />
68<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
หนึ่งในงานเลี้ยงรับรองที่ Chandigarhที่ Le Corbusier ปฏิเสธจะจับมือ<br />
ทักทายเหล่ากรรมการตัดสินงาน โดย Le Corbusier ได้กล่าวกับคนเหล่า<br />
นั้นว่า “พวกคุณมิได้ดำเนินการจัดการให้มีการตัดสินได้อย่างถูกต้องและ<br />
เหมาะสม”<br />
Q: อิทธิพลของ Le Corbusier ในรูปแบบใดบ้างที่ส่งผลต่อคุณ<br />
A: เขาคือผู้ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตการทำงานของผมทั้งหมด นอกจากเรื่องสถา-<br />
ปัตยกรรมแล้ว เขาก็ยังสอนให้ผมหัดที่จะเป็นผู้วางกลยุทธ์กลวิธีวางแผน<br />
การดำเนินงานเพื่อที่จะก่อให้เกิดวิธีการรับมือและเผชิญหน้ากับสถานการณ์<br />
ต่างๆ ได้ สอนให้มีวิธีการพินิจพิเคราะห์ต่อสิ่งต่างๆ รวมถึงการทำความ<br />
เข้าใจในสิ่งต่างๆ เหล่านั ้นอย่างลึกซึ ้งได้อย่างไรบ้าง ว่าด้วยเรื่องของกลวิธี<br />
แล้ว เขาเคยกำชับผมครั้งหนึ่งด้วยว่าอย่าส่งรูปถ่ายที่มีอยู่ทั้งหมดของ<br />
อาคารให้กับเจ้าของโครงการ ให้คัดแล้วส่งไปให้เพียงแค่รูปเดียวก็พอเพื่อ<br />
ที่ว่าเจ้าของโครงการจะได้รับรู้และเกิดความคิดตามขึ้นมาได้ก็เฉพาะงาน<br />
ตรงส่วนที่ส่งไปให้เท่านั้น และด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่จะเป็นวิธีที่ช่วยทำให้เกิด<br />
การลดข้อโต้แย้งต่างๆ และเมื่อครั้งที่ผมกำลังจะเดินทางออกจากปารีส ผม<br />
ได้แวะไปร่ำลาเขา ซึ่งในระหว่างนั้นเอง Le Corbusier ก็กำลังสาละวนอยู่<br />
กับตัวอย่างของสีที่มีอยู่ตรงหน้า “ดูนี่สิ” เขาเอ่ยขึ้น และต่อด้วยว่า เมื ่อใด<br />
ก็ตามที่ต้องเลือกสีและต้องให้เจ้าของโครงการเลือกด้วย อย่าลืมว่าควรจะ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
69
เตรียมเลือกเผื่อเอาไว้เองอีกหนึ่งเสมอ ทางเลือกที่ว่า จะสร้างความพอใจ<br />
ต่อเจ้าของโครงการ<br />
ในเรื่องของสถาปัตยกรรม อาคารที่ผมออกแบบทั้งหมดล้วนแล้วแต่ได้<br />
รับอิทธิพลจาก Le Corbusier ถึงแม้บางหลังมันอาจไม่ชัดเจนมากก็ตาม<br />
ตัวอย่างเช่นบ้านของผมเองที่สร้างขึ้นในปี 1961 ผมมีความประทับใจเป็น<br />
อย่างมากต่อบ้าน Sarabhai House และผมก็มีความพยายามอย่างยิ่งยวด<br />
ที่จะสร้างคุณสมบัติของแสงและเงา รวมถึงคุณสมบัติของสัดส่วนตาม<br />
แบบนั้นให้เกิดขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็มีบางสิ่งที่ผมต้องการทำในสิ่งที่เขาเอง<br />
ก็ยังไม่ได้ทำเอาไว้ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่า ในการออกแบบส่วนภายใน<br />
ของบ้าน ผมจะไม่ใช้วัสดุใดๆ ก็ตามที่มีความดิบหยาบ แต่จะใช้หินขัดที่ให้<br />
คุณสมบัติของผิวที่มีความเป็นมันเงา ใช้ผนังที่ได้รับการฉาบจนเรียบเนียน<br />
แทน และจะไม่ใช่แผงกันแดดใดๆ ทั้งสิ้น (ในประเด็นนี้ผมพยายามหลีก<br />
เลี่ยงที่จะไม่ใช้แล้วแต่ก็ยังคงต้องใช้มันอยู่ดีในงาน 2-3 ชิ้นที่ผมออกแบบ)<br />
ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็มีบางอย่างที่มีความคล้ายคลึงกันอยู่ดี ผมยังคงใช้<br />
วัสดุในรูปแบบเดียวกันกับ Sarabhai House ทั้งอิฐและทั้งคอนกรีต รวมถึง<br />
บันได ที่จริงๆ แล้วมันก็เป็นการตีความใหม่ของบันไดที่ Le Corbusier ใช้<br />
ในบ้านของเขาเอง เพียงแต่ต่างกันตรงที่ว่าของ Le Corbusier นั้นเป็น<br />
บันไดเวียน (ที่มีพื้นฐานอยู่ในผังที่เป็นวงกลม) แต่ในบ้านผมเป็นบันไดที่มี<br />
พื้นฐานอยู่ในผังที่เป็นสี่เหลี่ยม<br />
70<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
เมื่อผมแยกตัวออกมาจาก Le Corbusier แล้วนั้น ผมก็ได้ตั้งเป้าปณิธาน<br />
เอาไว้อย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ใช้องค์ประกอบใดๆ ก็ตามที่เห็นได้ชัดเจนว่า<br />
เป็นองค์ประกอบเดียวกันกับที่ Le Corbusier ใช้ ดังนั้นเมื่อได้ตั้งมั่นเอาไว้<br />
ตามนี้แล้วสิ่งที่ยังคงหลงเหลือความเป็นจิตวิญญาณหรืออารมณ์ที่ยังคง<br />
สามารถสร้างความรู้สึกได้ถึงความเป็น Le Corbusier เท่านั้นที่มันจะยังคง<br />
ถูกแสดงออกมาผ่านสัดส่วนต่างๆ ผ่านการจัดการต่างๆ ที่จะมีผลในการ<br />
กำหนดให้เกิดที่ว่างในงานสถาปัตยกรรม การสร้างให้เกิดความมีจังหวะสูง<br />
หรือต่ำ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมนั้นก็คือการที่ผมได้พบกับความมีอิสระ<br />
ผมรู้ดีว่า Le Corbusier นั้นมิได้อยากให้ผมเป็นเพียงผู้ที่ลอกเลียนวิธีการ<br />
หรือการทำซ้ำผ่านการออกแบบอาคารที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาปรารถนาที่<br />
จะให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้น มองหาหนทาง และค้นให้พบทางออกใหม่ๆ<br />
และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ผมแขวนรูปของ Le Corbusier เอาไว้อยู่บนผนัง<br />
ก็เพื่อเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเขายังคงอยู่ตรงนั้น และยังคงเฝ้ามองผมอยู่<br />
เสมอว่าผมกำลังย ่ำอยู่กับที่หรือไม่ จะเห็นได้ว่าต่อให้ผมได้ก่อให้เกิด<br />
ข้อผิดพลาดในการทำงานต่างๆ อยู่เสมอๆ แต่ผมก็ยังคงมีความสุขในสิ่งที่<br />
ผมกำลังพยายามทำอยู่<br />
Q: แล้วงานสถาปัตยกรรมชิ้นอื่นๆ ของคุณเป็นอย่างไรบ้างครับ<br />
A: ระหว่างที่ผมทำงานเป็นส่วนหนึ่งในสำนักงานของ Le Corbusier และ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
71
ได้รับอิทธิพลอย่างมากในวิธีการทำงานของเขา ในขณะเดียวกันนั้นเองงาน<br />
สถาบันอินเดียศึกษา (ที่ Doshi ออกแบบ) ก็กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่<br />
ประเด็นสำคัญคือมันเป็นงานที่สร้างด้วยคอนกรีตล้วนๆ ซึ่งผมออกแบบให้<br />
ตัวอาคารวางอยู่บนพื้นผนวกกับการมีองค์ประกอบที่มีสัดส่วนคล้ายคลึง<br />
กับแผงกันแดด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันไม่ไม่ได้เป็นแผงกันแดดแต่เป็นระเบียง<br />
ทางเดินที่มีการวางจังหวะที่คล้ายคลึงกัน จะเห็นได้ว่าระยะช่วงเวลาหลาย<br />
ปีผ่านการเรียนรู้ของคนคนหนึ่งจนเข้าถึงความแม่นยำ ความเฉพาะทางใน<br />
เรื่องของขนาด รวมถึงสัดส่วนที่ผ่านการวาดออกมาด้วยมือตัวเอง เมื่อทำ<br />
การรังวัดงานทั้งสองชิ้นที ่มีส่วนคล้ายคลึงกันแล้ว จะเห็นได้ว่างานทั ้งสอง<br />
ชิ้นนั้นแทบนั้นจะเหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน มันเป็นกระบวนการของ<br />
การซึมซับอย่างแท้จริง และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้คุณพบว่าตัวของคุณเอง<br />
นั้นทำในสิ่งที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกับสิ่งที่เขา (Le Corbusier) ได้ทำเอาไว้<br />
มาถึงวันนี้ ร่องรอยของสิ่งต่างๆ ที่กำลังพูดถึงอยู่มันแทบมองไม่เห็นแล้ว<br />
ด้วยซ้ำ แต่ในความเห็นผม อาคารสำนักงานของผมเอง Sangath 16 ก็เป็น<br />
อีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงออกถึงความเป็น Le Corbusier ได้อย่างชัดเจน<br />
และตัวเขาเองก็น่าจะชื่นชมมันด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นเรื่องคุณสมบัติ<br />
ของแสง ถ้าไม่มี Le Corbusier ก็ไม่มีทางที่จะมีคุณสมบัติของแสงต่างๆ<br />
แบบนี้ แสงที่ผ่านเข้ามาจากการที่มีช่องเปิดรับแสงบนหลังคาซึ่งมีส่วน<br />
สัมพันธ์โดยตรงกับแสงของท้องฟ้า Le Corbusier รู้ซึ้งถึงวิธีการที่จะทำให้<br />
72<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
16 Sangath กลุ่มอาคารที่ออกแบบโดย B. V.<br />
Doshi เองเพื่อใช้เป็นสำนักงานออกแบบ ตลอด<br />
จนที่ทำการของ Vastu-Shilpa Foundation for<br />
Studies and Research in Environmental<br />
Design ที่ตั้งอยู่ในเมือง Ahmedabad รูปแบบ<br />
หลักของอาคารเป็นการใช้ระบบโครงสร้างโค้ง<br />
คอนกรีตขึ้นรูปต่อเนื่อง (Vault) วางเรียงสลับกัน<br />
เพื่อเอื้อให้เกิดที่ว่างที่มีขนาดและตำแหน่งที่อยู่<br />
ต่างๆ กันออกไป โดยมีวัตถุประสงค์ในการที่จะ<br />
ก่อให้เกิดมิติและความสัมพันธ์ที่หลากหลาย<br />
และสัมพันธ์กันระหว่างภายในกับภายนอก<br />
แนวทางการออกแบบโดยรวมแสดงให้เห็น<br />
ถึงแนวความคิดในการผสมผสานเอาเนื้อหา<br />
ทางการออกแบบสถาปัตยกรรมจากบรมครูทาง<br />
สถาปัตยกรรมหลายๆ ท่านที่ Doshi เองให้<br />
ความสนใจ ทั้ง Antoni Gaudí, Frank Lloyd<br />
Wright, Le Corbusier, และ Louis Kahn<br />
เกิดแสงที่นุ่มนวลอันเป็นแสงที่จะทำให้ใบหน้า<br />
ของผู้คนกระจ่างขึ ้นมาได้ในความมืด ไม่ใช่แสง<br />
ที่แข็งกระด้างอันมีผลที่จะทำให้เกิดเส้นสายที่<br />
เกรี้ยวกราดต่างๆ ตามมา เป็นที่รู้กันดีว่าวิธีการ<br />
ทำงานกับแสงนั้นนับเป็นจุดเด่นที่สำคัญประการ<br />
หนึ่งของ Le Corbusier เขาพูดอยู่เสมอถึงความ<br />
สัมพันธ์ระหว่างแสงกับรูปร่างรูปทรง ของอาคาร<br />
แสงกับที่ว่างทางสถาปัตยกรรม ครั้งหนึ่งเขายัง<br />
เคยปรารภว่า สถาปัตยกรรมนั้นเป็นกระบวนการ<br />
ของการทำงานที่แยบยลอันเกิดจากการประกอบ<br />
รวมตัวกันขึ้นของปริมาตรต่างๆ เมื่อปริมาตร<br />
นั้นๆ ดำรงตัวอยู่ภายใต้แสงสว่างที่สาดส่องลงบน<br />
ปริมาตรต่างๆ เหล่านั้น<br />
Sangath มีความเป็นอินเดียอยู่ในเนื้อหาหลัก<br />
ของความเป็นสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ในตัวมันเอง<br />
และผมก็ไม่คิดว่า Le Corbusier จะมีข้อโต้แย้ง<br />
ใดๆ ในประเด็นที่ว่านี้ เขาน่าจะทำการยืนยันให้<br />
เป็นที่ประจักษ์อีกด้วยว่า การออกแบบสถาปัตย-<br />
กรรมใดๆ ก็ตามควรออกแบบให้มีความเหมาะสม<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
73
Sangath
•• อาคารที่ดีที่สุดสำาหรับเขามันไม่ได้<br />
เป็นเพียงอาคารที่จะมีความดีอยู่ได้แต่<br />
เพียงในศตวรรษที่ 20 หรือศตวรรษที่<br />
21 เท่านั้น หากควรจะดำารงสถานะของ<br />
การมีคุณสมบัติที่ดีที่มีอยู่ในตัวมันเองสืบ<br />
เนื่องต่อไปให้ได้ และเมื่อใดก็ตามที่คุณ<br />
อยู่นอกเหนือข้อจำากัดในเรื่องของเวลา<br />
แล้ว สิ่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ให้เป็นข้อ<br />
เท็จจริงที่จะต้องคำานึงถึงก็คงจะมีแต่เรื่อง<br />
ของความเป็นสถานที่นั้นๆ เท่านั้น ••<br />
76<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
สอดคล้องตอบสนองต่อความเป็นถิ่นที่อยู่นั้นๆ ของมัน อาคารที่ดีที่สุด<br />
สำหรับเขามันไม่ได้เป็นเพียงอาคารที่จะมีความดีอยู่ได้แต่เพียงในศตวรรษ<br />
ที่ 20 หรือศตวรรษที่ 21 เท่านั้น หากควรจะดำรงสถานะการมีคุณสมบัติ<br />
ที่ดีที่มีอยู่ในตัวมันเองสืบเนื่องต่อไปให้ได้ และเมื่อใดก็ตามที่คุณอยู่<br />
นอกเหนือข้อจำกัดในเรื่องของเวลาแล้ว สิ่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ให้เป็น<br />
ข้อเท็จจริงที่จะต้องคำนึงถึงก็คงจะมีแต่เรื่องของความเป็นสถานที่นั้นๆ<br />
เท่านั้น<br />
Q: ว่าด้วยเรื่องพื้นฐานด้านการศึกษาสถาปัตยกรรมของคุณ<br />
A: Le Corbusier ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับประเด็นนี้ ตอนที่ผมเดิน<br />
ทางไปปารีสเมื่อปี 1963 เพื่อพบกับเขานั้น ผมก็ได้บอกไปทั้งหมดว่ามัน<br />
เป็นอย่างไร ผมเล่าให้เขาฟังว่าเราถูกปลูกฝังพื้นฐานการเรียนรู้ผ่านความ<br />
เป็นวิทยาศาสตร์ต่างๆ อย่างไรบ้าง ทั้งวิชาที ่ว่าด้วยเรื่องฟิสิกส์และเคมี<br />
เล่าว่านักเรียนสถาปัตย์ทำอย่างไรกันบ้างเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์<br />
อาคารต่างๆ ทั้งในเรื่องของรูปร่าง รูปทรง และในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เขา<br />
นั่งฟังอย่างเงียบๆ ในขณะที่ผมก็เล่าไปเรื่อยๆ จากนั้นเขาก็หยิบไม้บรรทัด<br />
(ในมาตราส่วนฟุต) ขึ้นมาจากโต๊ะทำงานของเขา แล้วถามผมกลับว่า แล้ว<br />
นักเรียนสถาปัตยกรรมเข้าใจหลักการของการใช้อุปกรณ์นี้ไหม ณ ตอนนั้น<br />
ผมรู้เลยว่าผมกำลังถูกถามกลับให้คิด แต่เมื่อคุณไตร่ตรองให้ดีแล้ว คุณจะ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
77
เห็นว่าสิ่งที่เขาถามกลับมานั้นมันคือหลักการสำคัญของสถาปัตยกรรม<br />
ที่ว่าด้วยเรื่องของการเทียบสัดส่วน โดยที่เนื้อหาต่างๆ ของการทำงานที่มี<br />
อยู่ทั้งหมดนั้นจะต้องได้รับการสรุปรวบรวมผ่านการจัดแจงอย่างมี<br />
ประสิทธิภาพเพื่อที่จะก่อให้เกิดการนำปัจจัยเกี่ยวเนื่องต่างๆ เหล่านั้นมา<br />
เปรียบเทียบกันภายใต้ข้อแม้ของการเปรียบเทียบสัดส่วนอย่างเหมาะสม<br />
ซึ่งกันและกัน<br />
Q: สิ่งที่คุณกำาลังจะบอกคืออิทธิพลของ Le Corbusier ที่มีต่อสถาปนิก<br />
ในอินเดียในภาพรวม<br />
A: ผมบอกได้เลยว่ามันชัดเจนมากกว่าความเป็นจริงมากๆ ในความสัมพันธ์<br />
ที่มีต่อวัฒนธรรมของเราเอง มากกว่าทั้งในแง่มุมของผลที่เกิดขึ้นอย่าง<br />
เห็นได้ชัดเกินกว่าที่จะมีทฤษฎีใดๆ มารองรับมากกว่าการปฏิบัติใดๆ และ<br />
มากกว่าการที่จะวิเคราะห์ให้เห็นผลใดๆ ทั้งสิ้น แต่ก็มีสถาปนิกอินเดีย<br />
หลายๆ คนที่ Le Corbusier มีอิทธิพลอย่างมาก ทั้ง Shivnath Prasad 17<br />
ทั้ง Charles Correa 18 และตัวของผมเอง ตลอดจนสถาปนิกอีกเป็นจำนวน<br />
มากในเดลี (Delhi) แล้วมันก็เป็นเรื่องยากที่จะมาประเมินกันว่าอิทธิพล<br />
ที่มีนั้นมันมากน้อยขนาดไหน เพราะถึงอย่างไรแล้ว มันก็เป็นเรื่องของ<br />
องค์ประกอบทั้งหมดของเนื้อหาต่างๆ ที่แยกเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้<br />
กระจัดกระจายกันอยู่ ที่พอจะหยิบยกขึ้นมาให้เห็นได้ชัดๆ ก็คงเป็นเรื่อง<br />
78<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
17 Shivnath Prasad สถาปนิกชาวอินเดียผู้มา<br />
รับหน้าที่หลักในการสานต่อโครงการ Indian<br />
Institute of Management จนแล้วเสร็จ โดยทำ<br />
หน้าที่ออกแบบอาคารในส่วนต่างๆ ที่เพิ่มเติม<br />
จากผังแม่บทเดิมออกแบบไว้โดย Louis I. Kahn<br />
โดยงานในส่วนต่อขยายที่ Shivnath Prasad<br />
รับผิดชอบนั้น ยังคงคำนึงถึงวิธีการและคุณ-<br />
สมบัติทางสถาปัตยกรรมตามแนวทางที่ Louis<br />
I. Kahn ได้ดำเนินการไว้ก่อนหน้า<br />
18<br />
Charles Correa สถาปนิกชาวอินเดียที่มี<br />
พื้นฐานการศึกษาสถาปัตยกรรมส่วนหนึ่งจาก<br />
Massachusetts Institute of Technology<br />
ประเทศสหรัฐอเมริกา Charles Correa เป็น<br />
หนึ่งในสถาปนิกที่ให้ความสำคัญกับการค้นคว้า<br />
และทดลองในเรื่องของการพัฒนารูปแบบทาง<br />
สถาปัตยกรรม (Building Typology) ที่คลี่คลาย<br />
และตอบสนองการใช้งานที่แตกต่างออกไป<br />
ภายใต้บริบทและตามเงื่อนไขทางสภาพแวดล้อม<br />
ของการใช้แผงกันแดด การใช้คอนกรีตเปลือย<br />
การใช้อิฐกับคอนกรีต และเรื่องว่าด้วยแนวความ<br />
คิดของ Le Corbusier เกี่ยวกับการจัดการที่ว่าง<br />
ในงานสถาปัตยกรรม กล่าวโดยรวมแล้วเป็นการ<br />
หยิบยกเอาแง่มุมที่มีรูปแบบอย่างชัดเจนแต่<br />
ยังคงไม่ได้ลึกซึ้งลงไปถึงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ<br />
เจตนารมณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในงาน ซึ่งในหลายๆ กรณี<br />
หากได้รับการพิจารณากันเพียงแค่เรื่องผิวเผินที่<br />
ดูเหมือนจะถูกชี้ชัดให้เป็นเครื่องมือในการทำงาน<br />
แล้วผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจตามมาด้วยความ<br />
เสียหายหากไม่พิจารณาลงไปให้ถึงตัวเนื้อหาที่มี<br />
อยู่ในงานนั้นๆ จริงๆ สำหรับผม ผลงานของ Le<br />
Corbusier ไม่ได้มีความสำคัญมากมายเท่าใดนัก<br />
แต่วิธีการที่เขาจัดการในการรับมือกับสิ่งต่างๆ<br />
และวิธีการที่เขามองเห็นความสำคัญต่างๆ ที่มีอยู่<br />
ในความเป็นสถาปัตยกรรม รวมทั้งความมีชีวิต<br />
ของมันคือสิ่งที่สำคัญ ทัศนคติเหล่านี้ของเขาชี้ชัด<br />
อยู่ในคำพูดของเขาที่ว่า “เราต้องสามารถเห็น<br />
และเข้าใจในสิ่งต่างๆ เข้าใจในความเป็นไปที่จะ<br />
เกิดขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น เปิดใจพร้อมที่จะรับมือ<br />
ต่อสิ่งที่มิอาจคาดเดาได้”<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
79
•• เราต้องสามารถเห็นและเข้าใจในสิ่ง<br />
ต่างๆ เข้าใจในความเป็นไปที่จะเกิดขึ้น<br />
และยิ่งไปกว่านั้น เปิดใจพร้อมที่จะรับมือ<br />
ต่อสิ่งที่มิอาจคาดเดาได้ 80 กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล ••
Q: มีบุคคลเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้มีโอกาสร่วมงานใกล้ชิดกับ Le<br />
Corbusier ดังที่คุณได้รับโอกาสนั้น<br />
A: มันก็จริงอยู่ที่หลายๆ คนได้มีโอกาสร่วมงานกับเขาเป็นระยะเวลาตั้งแต่<br />
10-15 ปี ที่ปารีส แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้มีโอกาสอยู่ที่หน้างาน<br />
กับเขา ผมได้มีส่วนรับรู้ถึงการปรับตัวของเขาที่มีอย่างไม่สิ ้นสุด รวมถึง<br />
ประสิทธิภาพในการเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ตัวอย่าง<br />
เช่น เมื่อผู้รับเหมาได้แจ้งถึงปัญหาที่มีอยู่ที่หน้างานและชี้แจงกับเขาว่าไม่<br />
สามารถหาวัสดุก่อสร้างตามขนาดที่ต้องการได้ยกตัวอย่างเช่น แผ่นหิน<br />
เป็นต้น เขาจะถามกลับไปก่อนว่า แล้วขนาดที่หาได้นั้นมันมีขนาดเท่าใด<br />
บ้าง ระหว่างที่รอคำตอบจากผู้รับเหมา เป็นไปได้ว่า Le Corbusier เองก็<br />
น่าจะมีขนาดต่างๆ ที่เตรียมเอาไว้ในใจอยู่แล้วคร่าวๆ ราวๆ สามขนาด<br />
แต่ผู้รับเหมาอาจจะหาวัสดุได้เพียงสองขนาดเท่านั้น จากนั้นเขาก็แจ้งกลับ<br />
ไปที่ผู้รับเหมาว่าเขาจะยอมใช้วัสดุตามขนาดที ่ผู้รับเหมาสามารถหาได้<br />
ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็ยังคงต้องสอดคล้องกับระบบการจัดการเชิงพิกัด<br />
(Modular) 19 ที่เขาได้วางเอาไว้แล้ว ซึ่งทำให้ผู้รับเหมาจะมีเศษวัสดุเหลือทิ้ง<br />
จากการตัด และเขาจะใช้วัสดุที่เป็นเศษเหลือนั้นกับส่วนอื่นๆ ที่เหลืออยู่<br />
เขาจัดการให้วัสดุที่เหลือทิ้งจากการตัดทำงานได้ทั้งกับส่วนที่เป็นพื้นที่<br />
ผืนหน้าต่างและส่วนที่เป็นแผงกันแดด และเขาก็จะสร้างสรรจังหวะขึ้นมา<br />
ด้วยวัสดุที่เป็นเศษเหลือนั้นๆ ผ่านการเพิ่มมิติอีกมิติหนึ่งเข้าไปที่เมื่อเพิ่ม<br />
เข้าไป ซึ่งก็ยังทำให้อาคารนั้นดูมีคุณค่าในตัวของมันเองได้<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
81
Q: เมื่อพาดพิงถึงการทำางานของระบบความ<br />
สัมพันธ์ของการจัดการ เชิงพิกัด (Modular)<br />
แล้ว แล้ว Le Corbusier ใช้มันอย่างไร<br />
A: ผมไม่คิดว่าระบบความสัมพันธ์ของการจัดการ<br />
เชิงพิกัด (Modular) ได้รับการทำความเข้าใจอย่าง<br />
ถ่องแท้ มันถูกใช้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งในบางครั้งก็<br />
ไม่ได้มีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่ในงานนั้นๆ ณ จุดนั้น<br />
บางกรณีก็ไม่สามารถจะทำให้มันเกิดขึ้นได้ตลอด<br />
เวลา กล่าวโดยรวมมีเพียงองค์ประกอบสำคัญ<br />
หลักๆ เท่านั้นที่เป็นการทำงานที่อยู่ภายใต้ระบบ<br />
ความสัมพันธ์ของการจัดการเชิงพิกัด ซึ่ง Le<br />
Corbusier ก็ตระหนักว่ามันมีข้อยกเว้นอะไรบ้าง<br />
และยกเว้นได้ขนาดไหนที ่สามารถยอมรับได้<br />
แน่นอน เรารู้กันอยู่แล้วว่ามันสมควรได้รับการ<br />
พัฒนาต่อยอดต่อเนื่องต่อไปได้อย่างไรบ้าง เขา<br />
มักจะทำงานเก็บข้อมูลทำรังวัดอาคารทางประวัติ-<br />
ศาสตร์ต่างๆ และเขาก็ค้นพบว่า ความชัดเจน<br />
และแน่นอนในสัดส่วนของอาคารเหล่านี้ได้รับ<br />
การพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและปรากฏอยู่ใน<br />
ทุกๆ วัฒนธรรม ดังนั้นเขาจึงรวบรวมสิ่งต่างๆ ที่<br />
19 Modular (Le Modulor) หนึ่งในกลวิธีในการ<br />
ออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ถูกค้นคว้าและ<br />
ทดลองโดย Le Corbusier ผ่านการให้ความ<br />
สำคัญที่มีต่อการทำงานและการกำหนดระบบ<br />
ของทั้งพิกัดและมิติที่มีอยู่ร่วมกันของกลุ่มปัจจัย<br />
ร่วมต่างๆ ที่การออกแบบให้ความสำคัญ ไม่ว่า<br />
จะเป็นเรื่องของสัดส่วนของมนุษย์ ขนาดและ<br />
สัดส่วนของวัสดุ ขนาด และมิติที่มีผลกับการใช้<br />
งาน ระบบการก่อสร้าง ไปจนถึงรูปร่างรูปทรง<br />
ของสถาปัตยกรรมเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง<br />
สัมพันธ์กันในองค์รวม<br />
82<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
20 Pierre Jeanneret ลูกพี่ลูกน้องของ Le<br />
Corbusier ที่ทำหน้าที่ป็นตัวแทนของ Le<br />
Corbusier และสถาปนิกหลักของโครงการ<br />
ออกแบบต่างๆ ในอินเดีย<br />
ค้นพบเข้าไว้ด้วยกัน และค่อยๆ พัฒนาออกมา<br />
จนเป็นระบบที่ว่าด้วยเรื่องของสัดส่วน (scale)<br />
ระบบความสัมพันธ์ของการจัดการเชิงพิกัดอาจ<br />
กล่าวได้ว่าระบบดังกล่าวเป็นเสมือนกฎที่เป็นข้อ<br />
กำหนดพื้นฐานของ Le Corbusier แต่มันก็ไม่ใช่<br />
ข้อกำหนดที่ตายตัวเสมอไป ดังจะเห็นได้จากงาน<br />
ที่ Chandigarh นั้น Jeanneret 20 ก็ได้ทำการปรับ<br />
ระบบความสัมพันธ์ของการจัดการเชิงพิกัดให้<br />
เหมาะสมต่อวิธีการก่อสร้างอาคารด้วยอิฐ<br />
Q: Le Corbusier ได้ชี้แจงว่าสิ่งที่เขาค้นพบ<br />
ในระบบความสัมพันธ์ของการจัดการเชิงพิกัด<br />
(Modular) มีรากฐานที่มาจากการให้ความสำาคัญ<br />
ต่อความเป็นมนุษย์ เขากล่าวยกย่องชื่นชมบ้าน<br />
ของชาวไร่ชาวนา รวมถึงเพิงกระท่อมต่างๆ ที่มี<br />
ความทันสมัยอยู่ในตัวเองอีกทั้งยังสอดคล้องตาม<br />
สัดส่วนและการใช้งานของมนุษย์<br />
A: กล่าวได้ว่าเขาเป็นหนี่งในสถาปนิกที่ให้การ<br />
ยกย่องสรรเสริญและให้ความสำคัญในความเป็น<br />
ปุถุชนธรรมดา มันเป็นเสมือนกับว่าเขาให้ความ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
83
•• การปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างแม้<br />
เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามในความสัมพันธ์<br />
ระหว่างการเปิดช่องเปิด ความเป็นที่ว่าง<br />
ทางสถาปัตยกรรม และความเป็นมนุษย์<br />
แล้ว ความสัมพันธ์นี้ก็จะส่งผลโดยรวมให้<br />
เกิดความแตกต่างขึ้น ••<br />
84<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
สำคัญบนความเป็นมนุษย์กับความเป็นพระเจ้าไปในขณะเดียวกัน โดยที่<br />
ไม่มีบุคคลใดที่จะไม่มีความพิเศษอยู่ในตัวเอง ด้วยการที่เขาไม่เอาตัวเอง<br />
เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมและเศรษฐกิจ จึงทำให้เขาให้ความ<br />
สำคัญต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ผ่านชีวิตและความเป็นอยู่ สำหรับ<br />
อาคาร สิ่งที่เขาทำคือการคำนึงถึงความเหมาะสมในแง่สัดส่วนของ<br />
ประสิทธิภาพการทำงานที่จะไม่ว่าใครก็ตามเมื่ออยู่ในสถานะของการเป็น<br />
ผู้ครอบครองในที่อยู่ของตนแล้วจะต้องไม่รู้สึกว่าเขาผู้นั้นด้อยค่า ซึ่งมัน<br />
สะท้อนอยู่ในความทรงจำของผมผ่านงานที่เขาวาดที่เขาร่างแบบเอาไว้<br />
รวมถึงสิ่งที่เขาเองก็เคยพูดไว้ว่า บ้านเล็กๆ หลังหนึ่งนั้น ถ้าทำประตูให้มี<br />
ขนาดเล็กๆ บ้านก็ดูจะยิ่งเล็กลงไปกว่าเดิม แต่ถ้าเราทำบานประตูให้มี<br />
ขนาดเต็มที ่ตามที่มันควรจะเป็น วิธีการนี้ก็จะทำให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลง<br />
ไป ดังจะเห็นได้ว่าผลจากการปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างแม้เพียงเล็กๆ<br />
น้อยๆ ก็ตามในความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดช่องเปิด ความเป็นที่ว่างทาง<br />
สถาปัตยกรรม และความเป็นมนุษย์แล้ว ความสัมพันธ์นี้ก็จะส่งผลโดยรวม<br />
ให้เกิดความแตกต่างขึ้น<br />
Le Corbusier มักชื่นชอบในโครงสร้างการทำงานของสิ่งที่มีสัดส่วน<br />
โครงสร้างการทำงานเล็กๆ และไม่ซับซ้อน เช่น เรือกลจักรไอน้ำ ตู้รถไฟ<br />
บ้านในรูปแบบต่างๆ ของผู้มีรายได้น้อย ผมยังจำได้ถึงตอนที่พาเขาเข้าไป<br />
ในย่านชุมชนของเมือง Ahmedabad พาเขาเข้าไปในบ้านเก่าๆ ที่กว้าง<br />
ไม่ถึง 6 ฟุต เขายืดแขนออกจนสุดและบอกกับผมว่า พระเจ้า! ดูสิว่าคน<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
85
เหล่านี้เขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร สำหรับ Le Corbusier แล้ว การที ่จะต้อง<br />
มองสิ่งต่างๆ ในสองมาตราส่วนที่ต้องนำมาเทียบเคียงกันนั้น มิได้ก่อให้<br />
เกิดปัญหาใดๆ กับเขาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกับความเล็กที่เล็กมากๆ ไปจนถึง<br />
กับความใหญ่โตที่ใหญ่มากๆ ซึ่งสถาปนิกน้อยคนนักที่จะสร้างสมดุลได้ดี<br />
ในสภาวะของการทำงานที่มีความแตกต่างเกิดขึ ้นยังเป็นความแตกต่างกัน<br />
อย่างสุดขั้วดังกล่าว<br />
Q: แล้วมันคืออะไร หรือว่ามันคือความน่าสนใจในความแตกต่างของสิ่งที่<br />
อยู่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง<br />
A: ครับ และมันก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดอย่างน่าประหลาด ในมื้อ<br />
อาหารต่างๆ เขาก็มักบอกว่าเราควรจะกินทั้งอาหารที่เปรี้ยวและอาหารที่<br />
หวานไปด้วยกัน และเมื่อเขากินเนื้อ เขาก็มักจะบอกให้ใส่เกลือกันลงไป<br />
ด้วย แต่ถ้าเกิดมีเกลือบางส่วนที่เป็นก้อนใหญ่และก็มักจะกระจายตัวออก<br />
อย่างไม่ทั่วถึง ดังนั้นก็จะมีเนื้อบางส่วนที่ไม่โดนเกลือและก็มีบางส่วนที่เต็ม<br />
ไปด้วยเกลือ วิธีการเขียนเส้นในงานของ Le Corbusier ก็เช่นกัน ที่มีการ<br />
ทำงานร่วมกันของทั้งเส้นสายต่างๆ ที่ได้รับการให้น้ำหนักที่เบาบางมากๆ<br />
อยู่ร่วมกับเส้นที่มีทั้งความหนาและความหนัก มันเหมือนกันตรงที่ว่า Le<br />
Corbusier มักจะต้องการให้มีมิติสองประการเกิดขึ ้นมาอยู่เสมอ ทั้งมิติ<br />
ที่มีความบางและมิติที่มีความหนา มิติที่ต้องได้รับการเน้น มิติที่ควรจะ<br />
ปล่อย มิติที่มีความหยาบ มิติที่มีความนุ่มนวล มิติกระจ่างแจ้งในแสง<br />
สว่าง และมิติที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงาที่ตกทอด ซึ่งเป็นการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน<br />
แบบนี้อยู่เสมอ<br />
86<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
21 Johann Sebastian Bach (1685-1750)<br />
นักประพันธ์ดนตรีชาวเยอรมันในยุค Baroque<br />
ผู้มีผลงานโดดเด่นที่ให้ความสำคัญต่อบทบาท<br />
ในการควบคุมและสั่งการเชิงเทคนิค ความงาม<br />
รวมถึงมิติทางด้านความคิดที่มีต่อการประพันธ์<br />
เพลง<br />
Q: จะว่าไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เองที่นำาเรามาถึง<br />
บทบาทของความเป็นดนตรีในงานของ Le<br />
Corbusier ที่ว่าด้วยเรื่องการทำางานกับจุดที่จะ<br />
ก่อให้เกิดความสมดุล<br />
A: สำหรับ Le Corbusier ดนตรีมีความสำคัญ<br />
อย่างมาก เราทราบดีอยู่แล้วว่าเขาเติบโตมาจาก<br />
ครอบครัวของนักดนตรี และเขาก็ได้ขยายผลจาก<br />
พื้นฐานเหล่านี้มาสู่วิธีการทำงานสถาปัตยกรรม<br />
ของเขา เขามักเชื่อมโยงงานของเขาเข้ากับวิธีการ<br />
เน้นช่องไฟ (fugue) ที่มีใช้กันอยู่ในการประพันธ์<br />
เพลงเช่นเดียวกันกับวิธีการของ Bach 21 สำหรับ<br />
Le Corbusier องค์ประกอบในแต่ละส่วนจะ<br />
แสดงบทบาทโดยตัวมันเองตามโน้ตดนตรีและ<br />
ตามจังหวะดนตรีของมัน และเขาก็นำเอาจังหวะ<br />
ต่างๆ ที่มีความเป็นเอกเทศเหล่านั้นเข้ามารวมกัน<br />
อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ชัดเจนซึ่งส่งผลให้เกิด<br />
ความกลมกลืนที่มีรูปแบบแตกต่างหลากหลาย<br />
ด้วยบทบาทที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตามที่ทำหน้าที่<br />
ในการสร้างสรรค์มันออกมา จังหวะเหล่านี้เป็นผล<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
87
ที่ขึ้นตรงต่อผู้ที่ทำหน้าที่สร้างสรรค์เพราะว่าจังหวะนั้นหมายถึงสัดส่วน<br />
ไม่ว่าจะเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นตามมาก็ตาม<br />
และจวบจนกระทั่งสิ้นสุดชีวิตการทำงานของเขา เขาก็ยังคงยืนหยัดที่จะให้<br />
ความสำคัญกับความหลากหลายที่เอื้อให้เกิดจังหวะที่แตกต่างกันออกไป<br />
ได้อย่างมากมายในเวลาเดียวกัน<br />
ดังตัวอย่างหนึ่งที่มีความชัดเจนมากนั่นคือ ในระหว่างที่ทำงานออกแบบ<br />
บ้าน Shodan House ภายใต้เหตุผลบางประการ รูปแบบของมันดูจะมี<br />
ความตายตัวค่อนข้างมาก ซึ่ง Le Corbusier ก็ตระหนักดี และมันก็เป็น<br />
ปมประเด็นปัญหาที่รบกวนจิตใจเขาอยู่แล้วด้วย ดังนั้นเขาจึงมอบหมาย<br />
หน้าที่มาให้ผมช่วย และเมื่อผมเริ ่มต้นลงมือทำงานกับบ้านหลังดังกล่าว<br />
ผมก็รู้สึกได้ว่าแทนที่จะออกแบบโดยใช้เสากลม แต่เราควรใช้เสาสี่เหลี่ยม<br />
แทน โดยเสาสี่เหลี่ยมนี้เองที่ทำให้เกิดผลต่างๆ ตามมาได้อีกมากมาย เช่น<br />
การเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจบรอยต่อของการเจอกันของผนัง<br />
ได้อย่างแน่นอน การใช้มันให้เป็นตู้เก็บของหรือเป็นที่ว่างซึ่งทำหน้าที่บรรจุ<br />
เอาสิ่งต่างๆ เข้าไปได้ และเมื่อผมนำงานไปให้เขาดู เขาก็พูดขึ้นว่า วิธีการนี้<br />
เริ่มที่จะเห็นผลแล้ว และขอเวลาอีกสักหน่อยให้เขาได้ร่วมเริ่มต้นทดลอง<br />
มัน และภายในเวลาสองชั่วโมงเขาก็ได้สร้างความแปลกใหม่ผ่านวิธีการให้<br />
ความสำคัญกับรูปตัดของอาคาร โดยเพียงแต่ทำการเพิ่มเติมคานซอย<br />
เข้าไปที่จุดจุดหนึ่ง เพิ่มพื ้นขึ้นมาอีกทาง และเปิดความต่อเนื่องให้เกิดขึ้น<br />
88<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ระหว่างชั้นของอาคารด้วยการมีช่องเปิดวงกลมบนพื้นของอาคาร ผมยัง<br />
จำได้อีกว่า ผมยังคงทำงานอยู่กับการใช้แผงกันแดดแบบที่ทำๆ กันอยู่เป็น<br />
ประจำ และเมื่อ Le Corbusier มาเห็นเข้า เขาก็พูดขึ้นว่า คุณยึดติดอยู่กับ<br />
รูปแบบที่ตายตัวเกินไปแล้วรู้ตัวบ้างไหม ไหนลองเอามันออกสักสองชิ้น<br />
ดูหน่อยไหม ผมก็เลยลองเอามันออกดูและผมก็ตระหนักได้หลังจากที่ได้<br />
ทำมันไปแล้วตั้งหลายปีว่า ช่องว่างที่เกิดจากการนำเอาแผงกันแดดสอง<br />
ชิ้นออกไปจากแนวเดิมที่เป็นอยู่นั้น กลับทำหน้าที่ในการเน้นคุณสมบัติ<br />
ของความเป็นสวนที่อยู่ ณ บริเวณนั้นของอาคารขึ้นมาในขณะที่ชิ้นอื่นๆ ที่<br />
ยังรักษาแนวอยู่ในจังหวะที่ต่อเนื่องกันเป็นปกตินั้น ก็ทำหน้าที่ในการเน้น<br />
คุณสมบัติของการเป็นพื้นที่ห้องของอาคารในขณะเดียวกันอยู่นั่นเอง และ<br />
นี่ก็เป็นวิธีการของ Le Corbusier ที่เขามักใช้ในการให้ได้มาซึ่งการเพิ่มเติม<br />
ให้เกิดจังหวะที่แตกต่างออกไปลงไปในจังหวะที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก และ<br />
วิธีการคล้ายคลึงกันนี้ที่เห็นได้ชัดอีกเช่นกันในงาน Sarabhai House ที่มี<br />
องค์ประกอบขนาดใหญ่ๆ ทั้งคานขนาดใหญ่มากๆ ที่จะทำหน้าที่นำคุณ<br />
เข้าไปสู่พื้นที่ภายในของอาคาร โดยมีผนังต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับ<br />
บานเลื่อน โดยองค์ประกอบเหล่านี้จะทำหน้าที่รับน้ำหนักไปด้วยในตัว ซึ่ง<br />
ในบางที่ก็มีการทิ้งระยะช่วงกว้างถึง 12 ฟุต โดยในบางที่ก็มีส่วนเชื่อมต่อ<br />
ระหว่างกันที่มีขนาดเพียงแค่ 2 ฟุตเท่านั้น และก็มาถึงจุดที่ว่า Louis<br />
Kahn นั้นมักจะไม่ใช้วิธีการเดียวกันนี้อย่างแน่นอน โดย Kahn มักจะ<br />
ทำงานกับการใช้ช่วงกว้างของเสาที่มีความคงที่และสม่ำเสมอกัน<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
89
Q: นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำาให้ต้องถามคุณต่อไปถึงเรื่องของประสบการณ์<br />
ในการทำางานกับ Kahn รวมถึงความแตกต่างระหว่าง Kahn กับ Le<br />
Corbusier<br />
A: เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าผมได้มีส่วนร่วมในการทำงานกับ Louis Kahn เป็น<br />
เวลาหลายปี สำหรับผม เขาเป็นคนที่มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ความเรียบง่าย มี<br />
ความพยายามที่จะให้ได้มาซึ่งระบบระเบียบแบบแผนที่มีความชัดเจน มี<br />
ความสม่ำเสมอมากๆ มีความแม่นยำเที่ยงตรงมากๆ มีความเคร่งครัดตรง<br />
ไปตรงมามากๆ ในขณะที่ Le Corbusier มิได้ให้ความสำคัญกับคุณสมบัติ<br />
เหล่านี้เลยแม้แต่น้อย Le Corbusier มักจะใส่ใจกับสถานการณ์ที่อยู่ใน<br />
ขั้นหัวเลี ้ยวหัวต่อของการตัดสินใจ เพราะมันมักจะก่อให้เกิดโอกาสที่จะนำ<br />
มาซึ่งการเกิดขึ้นของวิธีการใหม่ๆ ที่มีที่มาที่ไปจากการที่ปัจจัยต่างๆ ที่มีอยู่<br />
นั้นมาอยู่รวมตัวกันโดยมันคงไม่จะต่างจากสาเหตุที ่ว่า การทำงาน<br />
สถาปัตยกรรมนั้นก็เหมือนกับกลวิธีหรือการพนันเสี่ยงโชค ผมมักบอกอยู่<br />
เสมอว่า Kahn นั้นพยายามจะสร้างให้เกิดความสงัด ความครบถ้วน<br />
สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงโดยปราศจากการกระทบกระทั่งไม่ว่าจะในรูปแบบ<br />
ใดก็ตาม ในขณะที่ Le Corbusier จะกล่าวว่าอิฐนั้นมีคุณสมบัติของความ<br />
หยาบกระด้างอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ดังนั้นจึงควรใช้คุณสมบัติของ<br />
ความหยาบกระด้างที่มีอยู่ของมันนั้นให้เต็มประสิทธิภาพ ขณะที่ Kahn<br />
จะทำให้ความเป็นอิฐนั้นมีความหมดจดและสวยงามให้ได้มากที่สุดเท่าที่<br />
จะทำได้<br />
90<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
เปรียบเปรยในความเป็น Louis Kahn และความเป็น Le Corbusier แล้ว<br />
ก็คงเปรียบได้กับสถาปัตยกรรมโมกุลกับสถาปัตยกรรมฮินดู ในประเทศ<br />
อินเดียก็มีช่างฝีมือที่ทำงานอยู่กับสถาปัตยกรรมทั้ง 2 รูปแบบ ถ้ากลุ่มที่<br />
ทำงานกับมัสยิดช่างฝีมือก็จะเป็นกลุ่มที่ทำงานเรียบง่าย บริสุทธิ์ ชัดเจน<br />
และมีระบบทางเรขาคณิตที่แน่นอนชัดเจน ในทางกลับกัน งานของวัดฮินดู<br />
นั้นองค์ประกอบต่างๆ จะมีการบิดตัวมีการกลับขึ้นกลับลงภายใต้ความไม่<br />
อยู่ในระบบระเบียบแบบแผนใดๆ อย่างเห็นได้ชัดเจน ดังเช่น Le Corbusier<br />
ผู้ที่ก็มีทั้งความชื่นชมในความตรงไปตรงมาของเรขาคณิตโดยที่ตัวเขา<br />
เองนั้นก็มุ่งมั่นที่จะท้าทายต่อความตรงไปตรงมาของความเป็นเรขาคณิต<br />
ดังกล่าว<br />
โดยรวมแล้ว Kahn ออกจะเป็นบุคคลที่ยอมรับในเรื่องของข้อจำกัดต่างๆ<br />
ขณะที่ Le Corbusier เป็นบุคคลที่มักจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อข้อจำกัดใดๆ<br />
Le Corbusier มักจะอยู่เหนือข้อจำกัด และมันก็เป็นที่มาถึงสาเหตุที่ว่า<br />
ทำไม Le Corbusier จึงสร้างสรรค์การคลี่คลายที่ว่างทางสถาปัตยกรรมที่<br />
เยี่ยมยอด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของแสงที่น่าอัศจรรย์ สำหรับอาคารที่<br />
ออกแบบโดย Louis Kahn นั้นเป็นจึงเป็นเสมือนสถานที่ที่เอื้อให้เกิด<br />
สภาวะที่เกี่ยวข้องกับการมีสมาธิ ขณะที่อาคารที่ออกแบบโดย Le Corbusier<br />
นั้น เป็นเสมือนสถานที่ที่เอื้อให้เกิดสภาวะที่เป็นดังเช่นการเปล่ง<br />
เสียงสูงเสียงต่ำต่างๆ ที่ขับขานออกมาเป็นบทเพลง<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
91
Q: ทั้งสองมีบุคลิกภาพในส่วนใดที่เหมือนกันบ้าง<br />
A: ทั้งสองมีนิสัยใจคอการแสดงออกทางอารมณ์ที่แตกต่างกันชัดเจน<br />
ยกตัวอย่างอุปนิสัยการกินอาหาร ระหว่างที่อยู่ในอินเดีย Louis Kahn จะ<br />
กินแต่ปลานึ่งกับมันต้ม และไม่กินอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากนี้ ในขณะที่<br />
ระหว่างอยู่ในเมืองเดลี Le Corbusier กลับพาผมตรงไปที่ร้าน Moti<br />
Mahalเพื่อสั่งไก่ tandoori รวมถึงอาหาร Mughalai ทุกชนิด และเขาก็<br />
ชื่นชอบเป็นอย่างมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมออกไปซื้อของกับ Kahn โดยที่เขา<br />
ต้องการจะหาส่าหรีสักผืนไปฝากภรรยา แล้วเขาก็เลือกส่าหรีที่ทำจาก<br />
ผ้าไหมสีขาวที่มีลวดลายมาตรฐานเป็นช่องไฟเล็กๆ พื้นๆ ที่สุดแสนจะ<br />
เรียบ เขาดูเป็นเสมือนกับผู้ที่ยึดมั่นและนับถือในลัทธิความเชื่อทางศาสนา<br />
ที่มีความเคร่งครัดในคำสอนของศาสนาเป็นอย่างมาก บ้านของ Le Corbusier<br />
ก็สุดแสนที่จะสะท้อนความเป็นตัวตนของเขาเอง มันเต็มไปด้วย<br />
สิ่งของต่างๆ นานาทั้งภาพจิตรกรรม ภาพพิมพ์ วัตถุสะสมที่มีคุณค่าทาง<br />
ศิลปะจากนานาประเทศกล่าวได้ว่า Kahn นั้นมีบุคลิกภาพที่แตกต่างออก<br />
ไปจาก Le Corbusier อย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากเมื่อ Gira Sarabhai 22<br />
ถามเขาว่า สถาปัตยกรรมคืออะไร Louis Kahn ไม่สะดวกใจที่จะตอบ<br />
คำถามดังกล่าวด้วยคำตอบแบบพื้นๆ ทั่วไป และแทนที่จะให้คำตอบแก่<br />
Gira Sarabhai เขากลับขอเวลาหนึ่งวันสำหรับคำตอบที่จะมีต่อคำถาม<br />
ดังกล่าว แล้วในเช้าวันถัดมาเขาก็กลับไปพร้อมกับกระดาษจดบันทึกชิ้น<br />
92<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
22 Gira Sarabhai เจ้าของบ้าน Sarabhai<br />
House ผู้ริเริ่มดำเนินการ Calico Museum อัน<br />
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับพัฒนาการของสิ่งทอ<br />
ที่มีความสำคัญในระดับต้นๆ ของโลก<br />
Gira Sarabhai เป็นหนึ่งในบุตรีแห่งตระกูล<br />
Sarabhai อันเป็นตระกูลสำคัญที่มีบทบาททาง<br />
ธุรกิจและการพัฒนาในหลากหลายสาขาวิชา<br />
รวมถึงศาสตร์ที่สำคัญต่างๆ ของประเทศอินเดีย<br />
สมาชิกในตระกูล Sarabhai เล็งเห็นถึงความ<br />
สำคัญในการมอบหมายภาระหาที่ให้กับ<br />
สถาปนิกที่ได้รับความไว้วางใจในการมารับ<br />
หน้าที่ออกแบบสถาบันต่างๆ ที่ทางตระกูลเป็น<br />
ผู้ริเริ่ม<br />
เล็กๆ ที่มีข้อความว่า “ถ้าคุณมีความตั้งใจที่จะ<br />
ถามผมว่าสถาปัตยกรรมคืออะไรแล้ว ผมคงจะ<br />
ไม่สามารถให้คำตอบใดๆ ได้ เพราะคำตอบ<br />
ที่ว่านั้นมันมีอยู่ในจิตวิญญาณของความเป็น<br />
สถาปัตยกรรมโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว และมัน<br />
ก็อยู่ที่ความปรารถนาของมันในการที่จะแสดงตัว<br />
ของมันเองว่ามันเป็นสิ่งใด”<br />
ขณะที่ Le Corbusier ได้ให้คำจำกัดความของ<br />
สถาปัตยกรรมอยู่เสมอๆ โดยที่หลายๆ ครั้งคำ<br />
จำกัดความดังกล่าวก็ได้ปรากฏอยู่ในงานเขียน<br />
ของเขาที่มีอยู่มากมาย และถ้าจะสุ่มเลือกหยิบ<br />
ยกขึ้นมาสักหนึ่งประโยคแล้ว มันก็คงจะเป็น<br />
ประโยคที่ว่า “สถาปัตยกรรมนั้นเป็นทั้งรูปร่าง<br />
ต่างๆ ปริมาตรต่างๆ สีต่างๆ เป็นดนตรี แสงและ<br />
เงาจะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับ<br />
สถาปัตยกรรมของเขาในการถ่ายทอดความ<br />
เป็นจริงของมันออกมา”<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
93
•• Le Corbusier เป็นบุคคลที่มักจะไม่<br />
ยอมอ่อนข้อต่อข้อจำากัดใดๆ Le Corbusier<br />
มักจะอยู่เหนือข้อจำากัด และมัน<br />
ก็เป็นที่มาถึงสาเหตุที่ว่า ทำาไม Le<br />
Corbusier จึงสร้างสรรค์การคลี่คลาย<br />
ที่ว่างทางสถาปัตยกรรมที่เยี่ยมยอด<br />
รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของแสงที่น่า<br />
อัศจรรย์ [...] อาคารที่ออกแบบโดย Le<br />
Corbusier นั้น เป็นเสมือนสถานที่ที่เอื้อ<br />
ให้เกิดสภาวะที่เป็นดังเช่นการเปล่งเสียง<br />
สูงเสียงตำ่ำต่างๆ ที่ขับขานออกมาเป็น<br />
บทเพลง ••<br />
94<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: แล้วบุคคลทั้งสองรู้จักกันบ้างหรือไม่<br />
A: อันที่จริงแล้วก็ไม่ถึงกับจะรู้จักกันสักเท่าใด จริงอยู่ที่ Kahn เคยเข้าฟัง<br />
การบรรยายของ Le Corbusier บ้างที่ฟิลาเดลเฟีย แล้วก็เป็นไปตามที่มัก<br />
จะเป็นๆ กันอยู่นั่นก็คือ Kahn จะยืนอยู่ด้านหลังๆ ของห้องบรรยาย แต่<br />
หลังจากการบรรยายแล้วก็มีการพบปะกันบ้างเมื่อมีคนนั้นคนนี้พา Le<br />
Corbusier มาเพื่อให้คนทั้งสองได้ทำความรู้จักกัน ผมคิดเอาว่ามันก็น่าจะ<br />
เป็นความคิดที่ดีที่บรมครูทั้งสองจะมาพบกัน และผมก็ได้บอกกับ Kahn<br />
ว่า ช่วงระหว่างที่เราเดินทางไปยุโรป เราน่าจะหาโอกาสสักวันเดินทางไป<br />
ปารีสเพื่อเข้าพบกับ Le Corbusier ซึ่ง Kahn ตอบกลับผมมาแค่ว่า ก็น่า<br />
จะได้ไปนะ<br />
หลังจากการเสียชีวิตของ Le Corbusier ผมเดินทางไปปารีสและอยู่ที่นั่น<br />
เป็นเวลาสามวันก่อนที่จะเดินทางไปฟิลาเดลเฟีย ที่ฟิลาเดลเฟียผมจำได้ว่า<br />
Kahn อยู่ที่สำนักงานของเขาบนชั้น 5 ของอาคาร แล้วก็โยนกุญแจลงมา<br />
เมื่อผมเข้าไปในสำนักงานแล้ว ผมได้เห็นว่า Kahn เองก็ออกจะรู้สึกหดหู่ใจ<br />
เป็นอย่างมาก ณ ขณะนั้น ซึ่งเขาก็ได้ถามผมว่า ได้ข่าวแล้วใช่ไหม ผม<br />
ตอบกลับไปว่า ครับ ทราบแล้วครับ ผมเพิ่งเดินทางมาจากปารีส แล้วเขา<br />
ก็หันหน้ามาหาผมมาด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความอาลัยพร้อมกับถาม<br />
ผมว่า แล้วจากนี้ไปฉันจะทำงานไปเพื่อใคร<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
95
Louis I. Kahn: The Yogi of Architecture<br />
ความเป็นโยคีแห่งสถาปัตยกรรม<br />
96<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: ขอให้คุณช่วยอธิบายถึงเหตุการณ์ในตอนที่ได้พบกับ Louis I. Kahn<br />
เป็นครั้งแรก<br />
A: ผมพบ Louis I. Kahn ครั้งแรกในปี 1958 ขณะที่ผมได้เดินทางไป<br />
สหรัฐอเมริกาซึ่งก็เป็นการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาครั้งแรกด้วยทุนความ<br />
ร่วมมือจาก Graham Foundation Fellowship เพื่อนของผมคนหนึ่งอยู่ที่<br />
นิวยอร์กพาผมไปฟิลาเดลเฟียเพื่อไปดูงานของ Louis Kahn และก็รวมถึง<br />
ไปที่สำนักงานของเขาด้วย ผมไม่เคยรู้จัก Louis Kahn รวมถึงผลงานของ<br />
เขามาก่อนเลย มันจึงเป็นเสมือนแรงผลักดันที่ทำให้ผมมีความสนใจที่จะ<br />
รู้จักตัวตนของเขา รวมถึงผลงานต่างๆ ของเขาให้เพิ่มมากขึ้น เรามีโอกาส<br />
ได้พูดคุยสอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของเขาที่สำนักงานซึ่งเขาให้<br />
ความเอาใจใส่ต้อนรับพวกเราเป็นการส่วนตัว และเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ<br />
อย่างคาดไม่ถึงในท่าทีรวมถึงการแสดงออกดังกล่าว ที ่ออกจะเป็นไปได้<br />
ยากที่สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงผู้หนึ่งจะพึงมีต่อชายแปลกหน้าคนหนึ่ง<br />
หลังจากได้อธิบายให้เขาฟังถึงที่มาที่ไปของ Graham Foundation<br />
Fellowship รวมถึงการร่วมงานของผมกับ Le Corbusier แล้ว ผมก็ได้<br />
นำเสนอภาพถ่ายผลงานของผมบางส่วนที่ได้เริ่มลงมือก่อสร้างแล้วต่อ<br />
Louis Kahn เช่น งานอาคารพักอาศัย ATIRA หรือ Premabhai Hall รวม<br />
ถึงบ้านของผมเอง เมื่อเขาได้เห็นงานเหล่านั้นแล้ว ปฏิกิริยาที่เขามีต่อ<br />
ผลงานต่างๆ ดูจะเป็นปฏิกิริยาที่แสดงออกตามธรรมชาติในการให้ความ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
97
สนใจอย่างชัดเจนต่อเนื้อหาต่างๆ ที่มีอยู่ในผลงานเหล่านั้น เขาชื่นชมในการ<br />
มีคุณสมบัติที่ดำรงไว้ซึ่งสาระสำคัญที่อยู่บนรากฐานดั้งเดิมของวัฒนธรรม<br />
ที่ยังคงปรากฏอยู่ในงาน ATIRA Housing ผ่านการใช้หลังคาโค้งที่ยาว<br />
ต่อเนื่องไปจนสุดขอบอาคาร เขากล่าวว่าวิธีนี้อาจดูเป็นวิธีการที่ผิดแผก<br />
แตกต่างออกไปจากแบบแผนที่ทำกันโดยทั่วไป แต่ก็เป็นวิธีการที่มีความ<br />
ชัดเจนในตัวมันเองเมื่อพิจารณาถึงแง่ของการออกแบบ เป็นวิธีการจบ<br />
อาคารซึ่งมีทั้งความกล้าและความท้าทาย มันเป็นสิ่งที่ดีที่มีความพยายาม<br />
ในการทดลองที่จะสร้างการออกแบบที่มีพื้นฐานอยู่บนความเรียบง่ายและ<br />
ตรงไปตรงมามากกว่าที่จะจงใจให้ความสำคัญกับอาคารผ่านรายละเอียด<br />
ปลีกย่อยต่างๆ โดยที่รายละเอียดเหล่านั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน<br />
เมื่อพินิจพิเคราะห์ถึงวิธีการวางผังหลักของตัวอาคารที่ก่อให้เกิดจุดตัดที่<br />
สำคัญ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ผมได้นำมาใช้ในบ้านของผมเองด้วยแล้ว<br />
นั้น ผลที่ได้ตามมาก็คือ มันทำให้เกิดการแยกครัว ห้องน้ำ และบันไดออก<br />
ไปจากส่วนใช้งานในชีวิตประจำวันและส่วนของห้องนอน รวมถึงการ<br />
เปลี่ยนแปลงและการกระจายตัวไปจนสุดขอบเขตต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาตาม<br />
ความลึกและระยะทางที่มีอยู่ในผังของอาคาร Louis Kahn จึงเริ่มพูดถึง<br />
คุณสมบัติของความเป็นที่ว่างหลักและความเป็นที่ว่างสนับสนุนในที่ว่าง<br />
ทางสถาปัตยกรรม (Master and Servant Spaces) 23 ซึ่งเป็นแนวความคิด<br />
ในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ผมยังคงไม่ค่อยได้ทำการศึกษา หลังจาก<br />
นั้น เขาได้นำเอาโครงการออกแบบสถานทูตที่ลูอันดา (Luanda) ของ<br />
98<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
23 Master and Servant Spaces หนึ่งในแนว<br />
ความคิดเกี่ยวกับการออกแบบสถาปัตยกรรม<br />
ของ Louis I. Kahn ที่ให้ความสำคัญต่อการ<br />
จัดการที่ว่างทางสถาปัตยกรรม (spatial organisation)<br />
24 Indian Institute of Management<br />
เขามาให้ดูและได้เปรยถึงความเหมือนกันใน<br />
แนวทางการทำงานระหว่างผังบ้านของผมกับ<br />
ผังของสถานทูตที่เขาออกแบบ สิ่งที่เขาให้ความ<br />
สำคัญอย่างชัดเจนอันได้แก่ความสำคัญของการ<br />
ออกแบบหลังคาสองชั้น รวมถึงการเอื้อให้เกิด<br />
การทอดตัวของเงาเพื่อตอบสนองต่ออาคารที่ต้อง<br />
อยู่ในสภาพอากาศที่มีทั้งความร้อนและต้องอยู่<br />
ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพอากาศ สิ่งนี้<br />
ฝังรากลึกอย่างแน่นหนักในความรู้สึกนึกคิดของ<br />
ผม กระทั่งทุกวันนี้ ผมยังจำได้ถึงสิ่งที่ทั้ง Kahn<br />
และ Le Corbusier ต่างก็ให้ความสำคัญ ไม่ว่า<br />
จะเป็นเรื่องของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการสร้าง<br />
ผลลัพธ์ที่เป็นทางเลือกให้กับการสร้างสรรค์<br />
แนวทางตามธรรมชาติที่เอื้อต่อการเกิดสภาวะ<br />
แห่งการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แนวทางการศึกษา<br />
หลักที่ใช้กับ IIM Building 24 นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่ง<br />
ของผลที่มาจากการที่แนวความคิดดังกล่าวนั้น<br />
ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องภายใต้การให้<br />
ความเอาใจใส่ต่อประเด็นซึ่งทั้ง Le Corbusier<br />
และ Louis Kahn ต่างก็ให้ความสำคัญเป็นอย่าง<br />
มาก<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
99
หลังจากนั้นในวันเดียวกัน เขาได้ให้ผมดูสไลด์ที่เป็นทั้งแบบร่างแสดง<br />
แนวคิดและแบบที่เขียนขึ้นมาแล้ว รวมถึงหุ่นจำลองของงาน Richards<br />
Medical Centre และงาน Salk Institute สิ่งที่ Kahn นำมาให้ผมดูทำให้ผม<br />
ได้ตระหนักถึงความเอาใจใส่ของเขาในทุกรายละเอียดบนแบบที่ทำขึ้น<br />
ตั้งแต่วิธีการเขียนตัวอักษรต่างๆ ด้วยมือ (calligraphy) และวิธีร้อยเรียง<br />
ผ่านการเขียน (writing) ซึ่งทำให้แม้แต่ข้อความและการให้ข้อมูลทั่วไป<br />
ต่างๆ ดูมีคุณค่ามีความสำคัญขึ้นมาเมื่อผ่านวิธีการสื่อความหมายต่างๆ ที่<br />
มีอยู่ในนั้น ผมคิดเอาเองว่ามันต้องเป็นเวลาต่อเนื่องอย่างยาวนานที่เขา<br />
ต้องปลูกฝังสิ ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจนเป็นกิจวัตรในฐานะที่สิ่งเหล่านี้คือความ<br />
จำเป็นพื้นฐานที่มีผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น หลายปี<br />
ผ่านไปหลังจากนั้น ผมยังคงรับรู้ได้ถึงคุณสมบัติเหล่านี้ในทุกผลงานการ<br />
ออกแบบของ Louis Kahn<br />
สิ่งที่พิเศษแต่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญอีกประการของ Kahn เห็นจะ<br />
เป็นเรื่องการขาดการเอาใจใส่ในการให้ความสำคัญต่อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ<br />
สถานภาพทางการเงิน ถึงแม้ตอนนั้นเป็นเพียงแค่การพบกันครั้งแรก เขา<br />
ก็ยังเชิญให้เราไปร่วมรับประทานอาหารเย็น และเขาเองก็ยังต้องเอ่ยปาก<br />
ขอใช้งบกับเลขาฯ ของเขา และก็เป็นเช่นเดียวกันเมื่อเขาตกลงที่จะทำการ<br />
ออกแบบให้กับ IIM มันเป็นการทำงานโดยไม่มีทั ้งการทำสัญญาอย่างเป็น<br />
ทางการ ไม่มีทั้งการกำหนดเรื่องของค่าตอบแทนที่เรียกเก็บกันตามปกติแต่<br />
100<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
อย่างใด จะมีก็แต่เพียงค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายจริงส่วนตัวของเขาเท่านั้น<br />
และเขาก็ยังคงเป็นบุคคลที่ไม่เคยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนตราบจนวาระ<br />
สุดท้าย เขาเป็นผู้ที่มีแต่การให้ โดยทั้งหมดทั้งมวลแล้ว สิ่งที่เขาคาดหวังที่<br />
จะได้รับกลับมานั้นมันเป็นเพียงแค่เรื่องของการยอมรับ รวมถึงการได้รับ<br />
การสนับสนุนจากผู้คนรอบข้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้แสดงออกถึงความเป็นครู<br />
ที่มีอยู่ในตัวเขาโดยที่มันมักจะทำหน้าที่เป็นเครื่องชี้นำทางให้กับเขาอยู่เสมอ<br />
Q: แล้วคุณได้ไปเยี่ยมชมผลงานชิ้นใดของเขาบ้าง แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณ<br />
ประทับใจในผลงานชิ้นนั้นๆ<br />
A: การได้เยี่ยมชมงาน Richards Medical Centre ดูจะเป็นประสบการณ์<br />
ที่คาดไม่ถึงและน่าจะเป็นที่น่าจดจำที่สุดแล้ว ซึ่งมันก็ตรงข้ามกันอย่าง<br />
สิ้นเชิงกับการได้ไปเห็นผลงานศาลฎีกาที่ออกแบบโดย Le Corbusier เป็น<br />
ครั้งแรก แต่ทั้งสองผลงานก็เสมอกันในแง่มุมของความชัดเจน ในงานศาล<br />
ฎีกา การทอดตัวอยู่ในเงามืดที่เกิดจากการมองย้อนแสงและเมื่อมองไป<br />
ยังหลังคาที่ราวกับว่ามันลอยอยู่กลางอากาศของตัวอาคารเอง ก็ทำให้ผม<br />
มองเห็นและรับรู้ได้ทั้งการยกตัวลอยออกจากกันรวมถึงแรงยึดเหนี่ยวที่มี<br />
ต่อกันระหว่างส่วนของตัวอาคารหลักและส่วนของหลังคา ราวกับว่ามันคือ<br />
การขยายความในเนื้อหาที่เกี่ยวพันอยู่กับความรู้สึกแห่งความเป็นเทือกเขา<br />
หิมาลัย<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
101
Richards Medical Centre
Salk Institute
ในงาน Richards Medical Centre ก็เช่นกัน ที่ผมมองเห็นและรับรู้ได้ถึง<br />
ภาพลักษณ์ของความเป็นสังคมโลกยุคใหม่ สำนวนวิธีการและภาษาใหม่ๆ<br />
ของการออกแบบอาคารสูง สิ่งเหล่านี้ถูกแสดงออกผ่านส่วนบริการที่วางตัว<br />
เรียงกันขึ้นไปตามความสูงของอาคารโดยได้รับการออกแบบให้มีลักษณะ<br />
ของการเป็นอาคารสูง (tower) ที่มีการใช้อิฐเป็นวัสดุหลัก โดยมีส่วน<br />
ต่อเนื่องถัดมาในแต่ละชั้นของอาคารเป็นชุดของหน้าต่างกระจกที่ถูก<br />
ออกแบบให้ปราศจากโครงของกรอบกระจกที่มุมของอาคาร และนั่นทำให้<br />
เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจนภายใต้ความเรียบความนิ่งของอาคารที่สูง<br />
ตระหง่านผ่านความแตกต่างที่มีระหว่างส่วนทึบตันที่ถูกก่อด้วยอิฐ กับส่วน<br />
ที่เป็นความใสและเบาที่เกิดจากกระจก การสะท้อนแสงและรายละเอียด<br />
ต่างๆ ของหน้าต่างกระจกเหล่านั้นยังอยู่ในความทรงจำของผมมาจนทุก<br />
วันนี้ โครงการนี้ผมยังได้เห็นถึงความเป็นไปของเมืองในอนาคตข้างหน้า<br />
ซึ่งอันที่จริงแล้ว งาน The Bharat Diamond Bourse ที่ผมกำลังออกแบบ<br />
อยู่ขณะนี้ ผมก็กำลังพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงนัยต่างๆ เหล่านี้อยู่เช่นกัน<br />
Q: ก่อนหน้าที่จะเริ่มต้นทำางานโครงการ IIM คุณได้พบกับเขาอีกบ้าง<br />
หรือไม่<br />
A: ในปี 1960 Holmes Perkins ซึ่งดำรงตำแหน่งคณบดีที่ University of<br />
Pennsylvania ในขณะนั้นได้เชิญให้ผมไปบรรยายที่นั่น ผมสันนิษฐานเอา<br />
เองว่าการตีความของผมเกี่ยวกับผลงานการออกแบบของ Le Corbusier<br />
104<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
25 Mughal Garden รูปแบบการวางผังสถา-<br />
ปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์และพระราชนิยมใน<br />
ราชวงศ์โมกุล สถาปัตยกรรมโมกุลได้รับอิทธิพล<br />
โดยตรงจากรูปแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย โดย<br />
มีเนื้อหาหลักของการวางผังที่อยู่บนรากฐานของ<br />
ความเป็นเรขาคณิตและสมดุลแบบสมมาตร<br />
ในการบรรยายครั้งนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ Kahn ให้<br />
ความสนใจ จากเหตุผลดังกล่าว หลังจากการ<br />
บรรยายเสร็จสิ้นลงแล้วผมได้อธิบายถึงกลวิธี<br />
ต่างๆ ที่ Le Corbusier ใช้ในการทำงาน อีกทั้ง<br />
การให้ได้มาซึ่งรากฐานทางความคิดที่มีความ<br />
ชัดเจนในตัวเอง รวมถึงการแสดงผลปรากฏออก<br />
สู่สาธารณะได้อย่างเหนือความคาดหมาย โดย<br />
ณ จุดนี้เองที่น่าจะเป็นการสร้างให้เกิดข้อกังขา<br />
ที่ว่า Le Corbusier มีวิธีการอย่างไรในการสร้าง<br />
เนื้อหาต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาจากการทำงานกับ<br />
สถาปนิกรุ่นเยาว์ที่มีประสบการณ์น้อยอย่างผม<br />
(คบเด็กสร้างบ้าน)<br />
Kahn ฟังผมอธิบายถึงความเห็นของผมเกี่ยวกับ<br />
การออกแบบบ้าน Villa Shodhan ผ่านวิธีการที่<br />
ใช้การพลิกบ้าน Villa Savoye กลับ รวมถึงแนว<br />
ความคิดในการออกแบบห้องประชุมสภาที่มีที่<br />
มาจากหอทำความเย็นของโรงไฟฟ้าที่เมือง<br />
Ahmedabad เรายังได้พูดคุยกันเกี่ยวกับสวน<br />
Mughal Garden 25 สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของ<br />
อินเดีย ตลอดจนสถาปัตยกรรมคลาสสิคในมุม<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
105
มองของผม การสังเกตของทั้ง Louis Kahn และศาสตราจารย์ McHarg<br />
บนสิ่งต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น เป็นมุมมองที่เปิดกว้าง และจากการที่ผม<br />
ก็ไม่เคยถูกสอนด้วยวิธีนั้นๆ มาก่อน การได้เริ่มมีประสบการณ์รวมถึง<br />
โอกาสที่ได้พบเจอสิ่งต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อผม<br />
ทั้งในเชิงวิชาการและเชิงวิชาชีพ<br />
และก็ช่างโชคดีที่ในปี 1962 คณบดี Perkins ได้เชิญผมให้ไปร่วมสอน<br />
เป็นเวลาครึ่งหนึ่งของภาคการศึกษา ทำให้ความคาดหวังที่จะได้มีโอกาส<br />
และมีเวลามากขึ้นในการพบกับ Kahn อีกครั้งเป็นจริงขึ้นมา หลังจากนั้น<br />
ผมยังคงได้มีโอกาสเดินทางไปที่เพนซิลเวเนียอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี<br />
1974 และ Kahn ก็มักจะให้เวลากับผมอยู่เสมอๆ และมันก็คงเป็นไปได้ว่า<br />
โชคชะตาได้ดลบันดาลให้ผมมีครูอีกหนึ่งคนเป็นคนที่สอง<br />
ถึงแม้ว่า Kahn จะให้ความสำคัญกับ Le Corbusier ในฐานะของการเป็น<br />
ครูที่ไม่แสดงตัวตนของเขา ผมก็ยังเห็นถึงความเป็นโยคีอินเดียในตัวของ<br />
Kahn โยคีผู้มองหาความเป็นตัวของตัวเองที่แท้จริงอยู่เสมอ เพราะเขาเชื่อ<br />
ว่าในความเป็นตัวของตัวเองนั้นเป็นที่ที่มีดุลยภาพของโลกอันสุดแสนจะ<br />
กว้างใหญ่ที่มีทั้งความกลมกลืนเต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์<br />
106<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: คุณจำาโครงการออกแบบต่างๆ ที่สำานักงานของ Kahn รับผิดชอบ<br />
อยู่ในขณะนั้นได้หรือไม่<br />
A: ผมรู้สึกประทับใจในการเอาใจใส่ที่มีต่อรายละเอียดต่างๆ ของโครงการ<br />
Salk Institute ในขณะนั้น หากพิจารณาเพียงแค่แบบของโครงการที ่อยู่<br />
บนกระดาษแล้วละก็ มันไม่สามารถชี้ให้เห็นถึงผลที่จะเกิดขึ้นจริงๆ บน<br />
ตัวงานสถาปัตยกรรมของสถาบันดังกล่าวได้เลย เป็นต้นว่าสีของคอนกรีต<br />
รวมถึงสีของส่วนที่เป็นไม้ เช่นเดียวกับรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมต่างๆ<br />
วิธีการทำรอยต่อที ่คาบเกี่ยวอยู่บนความแตกต่างระหว่างวัสดุ ไปจนถึง<br />
ที่ว่างทางสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นภายในตัวอาคารเองและระหว่างตัวอาคาร<br />
ต่างๆ สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผมได้มากที่สุดเห็นจะเป็นภาพลักษณ์<br />
ที่ดูลึกลับซ่อนเร้นของตัวสถาปัตยกรรมที่ดูราวกับว่ากำลังอยู่ในห้วงอวกาศ<br />
ลานโล่งขนาดใหญ่ระหว่างกลุ่มอาคารรูปทรงลูกบาศก์ทั้งหลายทำหน้าที่<br />
เป็นที่ตอบรับปรากฏการณ์ต่างๆ ของดวงจันทร์และพระอาทิตย์ได้อย่าง<br />
ไม่มีที่ติ ส่งผลให้อาคารที่ขนาบอยู่ทั้งสองข้างทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องมือ<br />
ที่ทำหน้าที่ในการแสดงผลที ่มีต่อปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน มัน<br />
เป็นประสบการณ์และการรับรู้ที่มีต่อสถาปัตยกรรมอันเป็นทั้งความรู้สึกที่<br />
พิเศษและมีพลังมหาศาลที่หาได้ยากยิ่ง<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
107
นอกจากนี้ ผมก็ยังรู้สึกประทับใจในผลที่เกิดจากการให้ความสำคัญและ<br />
ความเคร่งครัดที่มีต่อเนื้อหาและความเป็นเรขาคณิตที่ปรากฏอยู่ในวิธีการ<br />
ที่ตัวสถาปัตยกรรมถูกออกแบบขึ้นมา วิธีการสร้างความเชื่อมโยงและการ<br />
อ้างอิงซึ่งกันและกันผ่านมุมองศาที่กระทำระหว่างกันและการทำซ้ำใน<br />
ส่วนต่างๆ สร้างให้เกิดการรับรู้ได้ผ่านการมีประสบการณ์ร่วมที่ไม่ต่างจาก<br />
การมีประสบการณ์ร่วมเมื่อไดัฟังเพลง March ที่ประพันธ์โดย Beethoven<br />
คอนกรีตที่ผมมักจะถือว่าเป็นวัสดุที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรในคุณสมบัติ<br />
ของตัวมันเองมากนัก กลับถูกทำให้เป็นวัสดุที่มีความประณีตได้ไม่ต่างจาก<br />
หินอ่อน ประการสุดท้าย ร่องน้ำที่ถูกวางตำแหน่งไว้ ณ ตรงกลางของลาน<br />
ที่อยู่ระหว่างกลุ่มของอาคารและด้วยความใสที่มีอยู่ทั้งในน้ำที่นิ่งและใน<br />
น้ำที่ไหล ก่อให้ความหมายอันเป็นที่มาของปรัชญาในการออกแบบของ<br />
Louis Kahn ที่ว่าด้วยเรื่องของคุณสมบัติทางโสตสัมผัสของความสงัด<br />
ท่ามกลางความเชื่อมโยงสอดประสานของเหล่าความสงัดที่มีอยู่นั้นๆ ที่<br />
ส่งผลต่อปฏิกิริยาของความรู้สึกในการรับรู้<br />
Q: อะไรเป็นที่มาที่ไปของการตัดสินใจที่จะเชิญ Louis Kahn มารับหน้าที่<br />
ออกแบบสถาปัตยกรรมให้กับโครงการ IIM<br />
A: ในปี 1962 Kasturbhai Lalbhai กรรมการอาวุโสและเป็นผู้ที่ได้รับการ<br />
ยอมรับอยู่ในวงการอุตสาหกรรมของอินเดียอีกทั้งยังเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุน<br />
ต่อวงการสถาปัตยกรรมซึ่งก็เป็นผู้ที่เชิญ Le Corbusier เพื่อมารับหน้าที่<br />
108<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ออกแบบให้กับอาคารพิพิธภัณฑ์และอาคาร Mill Owners’ Association<br />
ในเมือง Ahmedabad เขาแจ้งความประสงค์ที่จะให้ผมออกแบบ Indian<br />
Institute of Management โดย Dr.Vikram Sarabhai ผู้ที่จบการศึกษามา<br />
จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) และเป็นทั้งนักวิทยา-<br />
ศาสตร์รวมถึงนักอุตสาหกรรมผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของ IIM ใน<br />
ขณะนั้น ได้มอบหมายให้ผมทำรายละเอียดโครงการดังกล่าวขึ้น และเขา<br />
ก็เป็นคนที่ตัดสินใจว่าควรจะเชิญสถาปนิกผู้มีชื่อเสียงเช่นเดียวกับ Le<br />
Corbusier มาเพื่อรับหน้าที่ในการออกแบบ แล้วก็น่าจะเชิญสถาปนิก<br />
ชั้นนำท่านอื่นๆ อีกที่ได้รับการยอมรับอยู่ในระดับเดียวกันให้มาร่วมทำงาน<br />
โดยมอบหมายให้ผมได้ร่วมอยู่ในคณะทำงานออกแบบสถาปัตยกรรม<br />
ให้กับสถาบันดังกล่าว แต่เนื่องจากรายชื่อของสถาปนิกที่ได้รับการเสนอชื่อ<br />
ขึ้นมาโดยคณะกรรมการดังกล่าวนั้นยังไม่มีผู้ใดที่ได้รับการยอมรับที่เสมอ<br />
เหมือนกับ Le Corbusier ได้เลย ผมจึงโน้มน้าวและชี้ชวนคณะกรรมการ<br />
ให้เชิญ Louis Kahn เนื่องด้วย Kahn มีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์เฉกเช่น<br />
เดียวกับ Frank Lloyd Wright ที่คณะกรรมการเหล่านั้นรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่ง<br />
คณะกรรมการทุกท่านก็ให้ความเห็นชอบ หลังจากได้รับการอนุมัติจากทาง<br />
คณะกรรมการที่เป็นผู้ว่าจ้าง ผมจึงเริ่มดำเนินการโดยส่งโทรเลขไปยัง<br />
Kahn พร้อมทั้งขอร้องให้เขาเข้ามารับหน้าที่นี้ อีกทั้งยังได้ให้คำมั่นสัญญา<br />
กับเขาว่าผมจะรับหน้าที่เป็นสถาปนิกที่ทำหน้าที่คอยประสานงานต่างๆ ให้<br />
อยู่ทางนี้ด้วยตัวเองถ้ามันเป็นความประสงค์ของเขา<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
109
Indian Institute of Management
Q: แล้วในกรณีนี้ Kahn ได้มาใช้สำานักงานของคุณใน Ahmedabad สำาหรับ<br />
การทำางานออกแบบของเขาที่ทำาให้กับโครงการ IIM บ้างหรือไม่<br />
A: Kahn ไม่ได้มาใช้สำนักงานของผมเลย เนื่องจากทางผู้ว่าจ้างต้องการให้<br />
ใช้ National Institute of Design (NID) เป็นที่ทำการของโครงการ โดย<br />
มอบหมายให้ผมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ว่าจ้างและด ำเนินการประสาน<br />
งานกับ Kahn ผู้ทำหน้าที่เป็นสถาปนิกหลักของโครงการ คณะทำงาน<br />
ทั้งหมดได้รับการว่าจ้างจาก NID โดยมีผมเป็นผู้ประสานงาน เราทั้งหมด<br />
ทำงานในนามของ NID ต่อมาได้มีการย้ายที่ทำงานดังกล่าวไปอยู่ที่หน้า<br />
งาน และก็อยู่ที่นั่นตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ (1992) และเราก็ได้ใช้สำนักงาน<br />
ของโครงการแห่งนี้เป็นที่ที่เราเฝ้ามองเฝ้าสังเกตการณ์ในความเป็นไปต่างๆ<br />
ของโครงการมาโดยตลอด หลังจากการเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันของ<br />
Kahn ผมกับ Anant Raje ได้เข้ามาร่วมกันรับหน้าที่ในการดำเนินงาน<br />
ทั้งหมดต่อ ซึ่งอันที่จริงแล้วในขณะนี้ Anant Raje ก็ได้เข้ามารับบทบาทใน<br />
การเป็นสถาปนิกหลักให้กับงานในส่วนที่เหลือทั้งหมดของโครงการ นับ<br />
เป็นคุณูปการของ NID ที่ทำให้เหล่านักเรียนภายใต้สถาบันดังกล่าวได้มี<br />
โอกาสเข้ามามีส่วนร่วมและได้รับรู้ในปรัชญารวมถึงขั้นตอนและกรรมวิธีใน<br />
การทำงานต่างๆ ของ Louis Kahn<br />
112<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
อีกทั้งมันก็เป็นโอกาสที่ดีที่ Louis Kahn เองก็เห็นชอบที่จะรับมอบหมาย<br />
งานดังกล่าวตามการชักชวนของผม และมันก็ไม่ได้สร้างให้เกิดความแตก-<br />
ต่างใดๆ ทั้งสิ้นสำหรับ Louis Kahn ไม่ว่าเขาจะทำงานอยู่ที่ไหนเนื่องจาก<br />
มีผมอยู่ในฐานะผู้รับผิดชอบที่จะดำเนินการให้แนวความคิดในการออกแบบ<br />
ต่างๆ ของเขาสำเร็จลุล่วงลงให้ได้โดยสมบูรณ์แบบตามที่เขาคาดหวังไว้<br />
จากเหตุผลที่ได้กล่าวไปแล้ว ผนวกกับความรับผิดชอบที่ Louis Kahn มีต่อ<br />
การทำงานสถาปัตยกรรม รวมถึงผมผู้ทำหน้าที่ประสานงานต่างๆ เพื่อที่จะ<br />
ให้เขาเดินทางมา Ahmedabad ได้อยู่เสมอ โดย Kahn จะใช้เวลาในการ<br />
ทำแบบขั้นต้นต่างๆ อยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย ถึงแม้ว่าเราจะมีปัญหาในเรื่องของ<br />
การแลกเปลี่ยนเงินอยู่เสมอๆ แต่ Kahn ก็เห็นด้วยที่จะปรับตัวในเรื่องของ<br />
สภาพความเป็นอยู่ให้เข้ากันได้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจัดหาและนำเสนอให้<br />
กล่าวได้เลยว่าเราทุกคนในอินเดียให้ความสำคัญและความเอาใจใส่ใน<br />
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพยายามนำเสนอ รวมถึงการดำเนินการให้สิ ่งต่างๆ<br />
เหล่านั้นบรรลุผลตามความมุ่งมาดปรารถนาของเขาในทุกประการ ทั้งนี้ก็<br />
เพื่อให้บรมครูสถาปัตยกรรมเช่นเขาได้มีโอกาสสร้างความภาคภูมิใจให้<br />
เกิดขึ้นในงานสถาปัตยกรรมที่เขาออกแบบ และก็นับเป็นโชคดีของเราที่เขา<br />
พิสูจน์สิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้เป็นที่ประจักษ์<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
113
Q: ถ้ากล่าวถึงที่มาในการเชิญ Louis Kahn แล้ว อะไรคือปัจจัยหลักของ<br />
การให้ความสำาคัญที่อาจจะมีมากกว่ากัน ระหว่างผลงานการออกแบบ<br />
ของเขาหรือปรัชญาของเขา ถ้าคุณสามารถแยกแยะให้เห็นความแตกต่าง<br />
ได้อย่างชัดเจนระหว่างประเด็นทั้งสอง<br />
A: มันไม่ใช่ทั้งปรัชญาหรือหรือผลงานสถาปัตยกรรม แต่มันเป็นเรื่องของ<br />
ความมีสติสัมปชัญญะไหวพริบปฏิภาณที่มีต่อสิ่งแวดล้อม มันเป็นเรื่องของ<br />
การให้คุณค่า การให้ความสำคัญ และการเอาใจใส่ ที่สร้างความเชื่อมั่นให้<br />
กับทางคณะทำงานในการที่จะเชิญ Louis Kahn วิธีการสอน ความคิด รวม<br />
ถึงแนวทางในการทำงานของ Kahn มีผลต่อความรู้สึกของคณะกรรมการ<br />
ที่เป็นผู้ว่าจ้างเป็นอย่างมาก เมื่อมีความเข้าใจที่ชัดเจนดังกล่าวบังเกิดขึ้น<br />
จึงส่งผลให้ Kahn ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มประสิทธิภาพ จะมีอยู่บ้างก็<br />
เพียงข้อเสนอแนะเล็กๆ น้อยๆ ในบางกรณีเท่านั้น ถึงกระนั้นก็ไม่มีผู้ใด<br />
ที่จะมีข้อโต้แย้งต่อวิธีการออกแบบของ Kahn<br />
อันที่จริงแล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งในระหว่างการตรวจความคืบหน้าของโครงการ<br />
ที่ Kahn ได้เผยให้ผมฟังถึงวิธีการที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติวิชาชีพสถา-<br />
ปัตยกรรมซึ ่งมันก็คือการทำให้เจ้าของโครงการนั้นมีความเชื่อมั่นอย่างเต็ม<br />
เปี่ยม การทำให้เขาเข้าใจในคุณค่าและความสำคัญของสถาปนิกซึ่งรวม<br />
ถึงปรัชญาการทำงานและแนวทางการทำงาน เมื่อมีความรู้สึกเชื่อมั่น<br />
ให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกันได้เกิดขึ ้น เขาก็จะให้การสนับสนุนในการ<br />
114<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ทำงานอย่างเต็มความสามารถตลอดไปจนกระทั่งโครงการนั ้นๆ เสร็จสิ้น<br />
โดยสมบูรณ์ ผมเชื่อว่า Kahn ก็ปฏิบัติต่อผู้ร่วมงานในสำนักงานของเขา<br />
เองรวมถึงผู้รับเหมาก่อสร้างด้วยวิธีการอย่างเดียวกันนี้ และนี่คือเหตุผล<br />
ที่ว่าทำไมอาคารที่ Kahn ออกแบบทั้งหลายจึงสัมฤทธิผลด้วยการได้รับ<br />
การยกย่องให้เป็นผลงานชั้นครู<br />
อย่างไรก็ตาม Kahn ได้กำหนดแนวความคิดในการออกแบบสำหรับ<br />
โครงการ IIM ผ่านความชัดเจนในปรัชญาซึ่งมีส่วนคล้ายคลึงกับวิถีที่นักบุญ<br />
ต่างๆ ของชาวอินเดียได้เคยกล่าวเอาไว้ในอดีต ยกตัวอย่างเช่นแนวทาง<br />
การออกแบบที่ให้ความสำคัญกับความตั้งใจจริงที่จะแสดงให้เห็นถึงนัยและ<br />
ความหมายของสาระสำคัญที่มีอยู่ในงาน โดยสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกแสดงให้<br />
เป็นที่ประจักษ์ได้ผ่านรูปทรงต่างๆ ในสถาปัตยกรรมถึงแม้ว่ามันจะมี<br />
คุณสมบัติที่มีความเป็นนามธรรมอยู่มากก็ตาม ผลการทำงานของเขา<br />
นำเสนอสาระสำคัญต่อสถาปัตยกรรมผ่านความจำเพาะเจาะจง พวกเรา<br />
ทุกคนต่างยกย่องให้ Kahn เป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเป็นนักออกแบบอย่าง<br />
แท้จริง ดังจะเห็นได้จากผลงานที่ปรากฏอยู่ในรูปแบบของหุ่นจำลองและ<br />
แบบร่างต่างๆ ว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว นั่นก็คือสิ่งที่เขาได้บอกกล่าว<br />
ผ่านผลงานซึ่งมีอิทธิพลต่อผู้คน ตลอดจนความสามารถในการสร้างการ<br />
ยอมรับและความเห็นชอบจากผู้คนได้ในขณะเดียวกัน<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
115
ในฐานะสถาปนิกคนหนึ่งผมคิดว่า Kahn ได้แสดงให้พวกเราเห็นถึง<br />
เส้นทางอีกหนึ่งเส้นทางของแนวทางการทำงานออกแบบสถาปัตยกรรม<br />
โดยส่วนตัวแล้วทั้งผมและครอบครัวนั้น การเดินทางมาอินเดียของเขา<br />
3-4 ครั้งในหนึ่งปีระหว่างปี 1962-1974 ได้มีส่วนเสริมสร้างความเชื่อมั่น<br />
ที่มีในตัวผมจากพ่อแม่ของผมอีกด้วย ความคิดเห็นของ Kahn ที่มีต่อความ<br />
เป็น Le Corbusier รวมถึงผลงานของเขาในอินเดีย ทำให้ผมตรึกตรองถึง<br />
ครูคนแรกของผม (หมายถึง Le Corbusier: ผู้แปล) ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น<br />
เป็นต้นว่า ผมยังจำได้แม่นยำถึงคำจำกัดความที่ Kahn มีต่อที่ประชุม<br />
เกี่ยวกับอาคารที่ประชุมสภาที่ออกแบบโดย Le Corbusier ว่าเป็นดัง the<br />
frozen dream ที่เป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะยืนหยัดในอุดมการณ์<br />
อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดอุดมการณ์เหล่านั้นให้กลายมาเป็นความจริง<br />
ขึ้นมาจนได้ ผมเป็นหนี้ทางความคิดต่อ Kahn ในเรื่องของความมีไหวพริบ<br />
ปฏิภาณที่เขามีต่อสิ่งแวดล้อม ดังเช่นการออกแบบอาคารของโรงเรียน<br />
สถาปัตยกรรมที่ผมได้ออกแบบเอาไว้ในปี 1964 แนวความคิดต่างๆ ของ<br />
Kahn เกี่ยวกับห้องเรียนที่อยู่ภายใต้ร่มเงาในสภาวะแวดล้อมที่เปิด ชั้น<br />
เรียนต่างๆ ถูกทำให้เชื่อมโยงเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน รวมถึงการศึกษาที่มีมิติ<br />
ที่หลากหลาย ได้ส่งอิทธิพลต่อการปฏิบัติวิชาชีพและการสอนสถาปัตย-<br />
กรรมของผมเสมอมา ว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ด้วยการดำรงอยู่ของ<br />
ความเป็นโรงเรียนสถาปัตยกรรมในรูปแบบดังกล่าวมาตลอดระยะเวลากว่า<br />
30 ปี (1992) เรายังคงรับรู้ได้ถึงการมีตัวตนของ Kahn อยู่ผ่านแนว<br />
ความคิดต่างๆ เหล่านี้ในหลายประการ<br />
116<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: คุณได้รับโอกาสในการทำางานร่วมกับบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ของสถาปัตย-<br />
กรรมสมัยใหม่ถึงสองท่านซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก มีอะไรที่<br />
จะแสดงถึงเหตุผลที่มาที่ไปในความสำาคัญรวมถึงคุณลักษณะที่มีอยู่ในการ<br />
ออกแบบของบุคคลทั้งสองท่านได้อีกบ้าง<br />
ทั้งสองมีความเป็นตัวของตัวเองโดยสัญชาตญาณ รวมถึงความเข้าใจอย่าง<br />
ลึกซึ้งในความต่อเนื่องของกระบวนการทั้งกระบวนที่แสดงออกถึงความเป็น<br />
ไปของชีวิต ด้วยผลงานต่างๆ ทั้งในรูปของบทความ การวาดการเขียน และ<br />
ผลงานออกแบบของบรมครูทั้งสอง ได้แสดงให้เห็นถึงขอบเขตที่ไม่มีที่สิ้นสุด<br />
ในความเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ การเพิ่มพูนพฤติกรรมการทำงาน<br />
เหล่านี้ทั้งในสภาวะที่อยู่ภายใต้จิตสำนึกหรือแม้กระทั่งในสภาวะที่อยู่ภายใต้<br />
จิตใต้สำนึกนั้นสามารถรับรู้ผ่านแง่มุมต่างๆ ของชีวิต สิ่งเหล่านี้แทรกซึมอยู่<br />
ในทุกๆ ที่ ตัวอย่างเช่น การถามคำถามพื้นๆ ที่มีความชัดเจนอยู่ในตัวเอง<br />
ณ เวลาหนึ่งๆ อาจนำมาซึ่งคำตอบมากมายที่ส่งผลต่อการแสดงออกที่แตก<br />
ต่างกันในหลากหลายทิศทาง และในท้ายที่สุด มันก็แสดงให้เห็นถึงสัจธรรม<br />
ที่เป็นความจริงของชีวิต<br />
พูดในแง่มุมที่เกี่ยวกับความเป็นสถาปัตยกรรมแล้วความรู้สึกที่ว่านี้ถูกแสดง<br />
ให้เห็นได้ในวิธีการที่มีความพิเศษและแตกต่างออกไปอย่างมาก เป็นต้นว่า<br />
เมื่อทั้ง Le Corbusier และ Kahn ต่างจะต้องมาทำงานและเดินทางมา<br />
อินเดียทั้งๆ ที่ปฏิกิริยารวมถึงการแสดงออกต่างๆ ผ่านงานสถาปัตยกรรม<br />
ของคนทั้งสองนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ ้นเชิง แต่บุคคลทั้งสองก็ได้ให้<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
117
ความเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งต่อนัยต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์<br />
ที่มีมาหลายศตวรรษของวัฒนธรรมที่มีอยู่ ณ ที่แห่งนี้ โดยสัญชาตญาณ<br />
แล้ว คนทั้งสองรับรู้ถึงความเป็นไปของถิ่นฐานที่อยู่แห่งนี้ รวมถึงลักษณะ<br />
พื้นฐานทางด้านสังคมที่มีอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนที่ดำรงชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้<br />
ซึ่งมันก็คงจะเหมือนกับแพทย์ที่เข้าใจ รับรู้ได้ ตระหนักถึง และให้ความ<br />
สำคัญกับปัจจัยต่างๆ ที่จะมีผลต่อการทำงานอันจะทำให้แพทย์เหล่านั้น<br />
สามารถล่วงรู้ได้อย่างทันท่วงทีในการที่จะเผชิญกับโรคภัยต่างๆ การได้<br />
เดินทางไปเยือนโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การได้<br />
พบเห็นสัตว์และพืชพรรณต่างๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีส่วนทำให้บุคคลทั้งสอง<br />
สามารถค้นพบวิธีการที่ทำให้สถาปัตยกรรมสามารถแสดงออกถึงประเด็น<br />
ต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์<br />
สิ่งที่ผมยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ก็คือ ความเหมือนกันในวิสัยทัศน์<br />
ของบุคคลทั้งสองที่มีต่อความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์โดยปราศจากการ<br />
ยึดมั่นถือมั่นที่จะกำหนดให้ความสำคัญเหล่านั้นกลายมาเป็นเป็นเพียงแค่<br />
สิ่งที่ต้องเจริญรอยตาม แต่กลับสร้างการทำงานที่มีประสิทธิภาพได้ด้วย<br />
การตีความสิ่งต่างๆ เหล่านั้นขึ้นมาใหม่ และเมื่ออาคารที่เขาทั้งสอง<br />
ออกแบบได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ การรับรู้ถึงอาคารเหล่านั้นด้วยประสบการณ์<br />
และความเข้าใจในแง่มุมมของความสำคัญและความเหมาะสมนั้น<br />
สามารถเทียบเคียงได้กับกลุ่มอาคารและอาคารที่มีความสำคัญทาง<br />
ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ของอินเดีย<br />
118<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
26 Jahaz Mahal at Mandu Jahaz Mahal<br />
แปลว่า พระราชวังที่มีรูปแบบคล้ายกับเรือ<br />
ปรากฏชื่อเป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่<br />
บนผืนทะเลสาบหรือสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่บน<br />
ผืนดินที่ถูกขนาบด้วยผืนน้ำขนาดใหญ่ Jahaz<br />
เป็นชื่อเรียกสถาปัตยกรรมในรูปแบบดังกล่าวที่<br />
มีความสำคัญและตั้งอยู่ในเมืองที่มีความสำคัญ<br />
ทางประวัติศาสตร์หลายแห่งในอินเดีย Jahaz<br />
Mahal ที่เมือง Mandu นั้นมีลักษณะเฉพาะที่<br />
ให้ความสำคัญกับการสรรค์สร้างวิธีคิด จังหวะ<br />
และระบบการที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดอยู่บนการ<br />
จัดการพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ที่เรียงรายต่อเนื่องกัน<br />
อยู่บนระนาบพื้น ทั้งในส่วนที่เป็นการเปิดพื้นที่<br />
ตรงกลางภายในอาคารและระหว่างกลุ่มของ<br />
อาคาร (court)<br />
Q: คุณกำาลังจะบอกว่าบุคคลทั้งสองเป็นบุคคล<br />
ที่มีความละเอียดอ่อนในการรับรู้เป็นอย่างยิ่ง<br />
A: ใช่แล้ว ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว จะเป็นไปได้<br />
อย่างไรที่ส่วนของอาคารตามแนวตัดขวางที่มีอยู่<br />
ในกลุ่มอาคารหอพักที่ Louis Kahn ออกแบบ จึง<br />
มีคุณสมบัติที่นับได้ว่ามีส่วนร่วมที่คล้ายคลึงเป็น<br />
อย่างมากกับกลุ่มอาคาร Jahaz Mahal at<br />
Mandu 26 ที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในศตวรรษที่ 15<br />
เป็นไปได้อย่างไรที่สัดส่วนต่างๆ ของอาคารนับ<br />
ตั้งแต่ส่วนค้ำยันเสริมเพื่อใช้รับน้ำหนักอยู่ใน<br />
โครงสร้างหลักเรื่อยไปจนถึงแม้แต่ส่วนช่องเปิด<br />
ต่างๆ ของอาคารจึงสามารถสร้างความรู้สึกที่เกือบ<br />
จะเหมือนกันให้กับเราได้จนราวกับว่างานทั้งสอง<br />
นั้นมีส่วนร่วมอยู่ภายใต้สกุลช่างเดียวกัน อันที่จริง<br />
หลังจากเริ่มทำงานออกแบบในส่วนของหอพัก<br />
สำหรับโครงการ Indian Institute of Management<br />
ไปได้ประมาณหนึ่งปี ผมได้ให้ Kahn ดู<br />
ภาพถ่ายของกลุ่มอาคารที่ Mandu แล้ว Kahn ก็<br />
ได้อุทานออกมาว่า “มันช่างเป็นเรื่องของความ<br />
เป็นธรรมชาติในการตั้งคำถามที่ก่อให้เกิดการได้<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
119
มาซึ่งคำตอบโดยแท้” ซึ่งประโยคดังกล่าวชี้ชัดถึงวิธีการของเราในการ<br />
ตั้งคำถามต่างหากที่มันจำเป็นจะต้องมีความชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง<br />
Q: ทั้ง Le Corbusier และ Louis Kahn มีแนวทางในการสร้างวิธีการ<br />
ออกแบบกันขึ้นมาได้อย่างไรบ้าง เป็นไปได้ไหมว่าบุคคลทั้งสองนั้นต่าง<br />
ให้ความสำาคัญกับการเอาใจใส่อย่างทั่วถึงอันมีผลต่อสภาวะในการ<br />
ตัดสินใจส่วนบุคคลที่มีอยู่ในตัวเองของคนทั้งสองอยู่แล้วในเวลาที่คน<br />
ทั้งสองทำางานออกแบบ<br />
A: หลังจากได้เรียนรู้การทำงานกับทั้ง Kahn และ Le Corbusier ทำให้ผม<br />
มาถึงจุดที่เชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นจะได้รับการพัฒนาขึ้นบนความ<br />
ไม่ยึดมั่นถือมั่นและการมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อปัจจัยใหม่ๆ เท่านั้น และมัน<br />
ก็แทบจะอยู่บนรอยต่อที่หมิ่นเหม่ระหว่างความคิดสร้างสรรค์และความ<br />
ไร้เดียงสาเลยทีเดียว ในขณะที่นั่งทำงานอยู่กับโต๊ะเขียนแบบ ณ จุดนั้น ณ<br />
พื้นที่ตรงนั้น มันกลายเป็นสื่อกลางหรือที่ที่รวบรวมและดึงเอาประสบการณ์<br />
ที่มีอยู่แล้วออกมาทำงาน เป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า ตบะ (tapasya; penance)<br />
อันเป็นคุณสมบัติของการมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำ รวมถึงการตรึกตรอง<br />
อย่างรอบคอบต่อสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในงาน รวมถึงแนวความคิดต่างๆ ที่กำลัง<br />
มีอยู่ต่อสิ ่งต่างๆ เหล่านั้น ณ ที่ตรงนั้น คำตอบทั้งหลายก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น<br />
จากบทสนทนาที่ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ผ่านการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น<br />
ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วรอยยิ้มที่มีแต่ความปีติก็จะปรากฏ ว่าไปแล้วมันก็แทบ<br />
120<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
จะเหมือนกับการเกิดของเด็กคนหนึ่ง แต่ต่างกันตรงที่ว่ามีเพียงผู้ที่เป็นคน<br />
รังสรรค์งานเหล่านั้นขึ้นมาเท่านั้นที่จะรับรู้ได้ถึงการดิ้นรนหาช่องทางต่างๆ<br />
ที่มีอยู่ในการทำงาน<br />
อันที่จริงแล้วคำพูดของ Le Corbusier ที่ว่า “เมื่อเขาเริ่มลงมือทำงานมัน<br />
เป็นสีน้ำเงิน แต่เมื่อถึงเวลาที่ทำงานเสร็จ มันเป็นสีเขียว และเขาก็ไม่รู้ว่า<br />
มันเกิดขึ้นได้อย่างไร” นั้นเป็นคำพูดที่แสดงนัยอย่างชัดเจน ตัวของผมเอง<br />
นั้นก็มิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าอะไรคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในที่นี้ที่สัมพันธ์<br />
อยู่กับเนื้อหาของความเป็นองค์รวมที่กำลังดำเนินอยู่ภายในตัวของมัน<br />
โดยตัวของมันเอง มันเป็นสิ่งที่เราเรียกขานกันว่า ญาณ (dhyana; meditation)<br />
บทความงานเขียนต่างๆ ของ Le Corbusier และ Kahn เน้นย้ำถึง<br />
เรื่องที่ควรจะเป็นในงานสถาปัตยกรรมและการวางผังเมือง ด้วยการทำงาน<br />
ทั้งสองประเภทดังกล่าวจึงเกิดคำถามว่าอะไรเป็นเรื่องของการแสดงออก<br />
และการที่ทำให้รับรู้ได้ ตลอดจนในรูปแบบใดที่มันควรจะเป็น เขาทั้งสองไม่<br />
เคยพยายามที่จะสร้างการตัดสินผลงานรวมถึงวิธีการออกแบบของเขาเอง<br />
อีกทั้งไม่เคยที่จะยึดมั่นถือมั่นอยู่ในทฤษฎีของตน<br />
ตัวอย่างเช่น ในการออกแบบก่อสร้างอาคารต่างๆ ของ Capitol Complex<br />
ที่ Chandigarh นั้น Le Corbusier จะพูดถึงแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความ<br />
เป็นที่ตั้งของโครงการ ที่มีทั้งภูเขา ต้นไม้ ฝน ดวงตะวัน เขาไม่เคยที่จะพูด<br />
เกี่ยวกับคุณสมบัติทางสถาปัตยกรรมทั้งในงานออกแบบศาลฎีกาและใน<br />
งานออกแบบที่ประชุมสภา ซึ่งอันที่จริงแล้ว เขาได้คิดค้นรูปทรงใหม่ของ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
121
ห้องประชุมสภาเอาไว้ให้เป็นรูปทรงของอาคารที่<br />
ขึ้นรูปมาจากรูปทรงของหอหล่อเย็นที่ Ahmedabad<br />
เช่นเดียวกันกับการที่เขาคิดค้นคุณลักษณะ<br />
ที่สำคัญของ Shodhan House ขึ้นมาจากรูป<br />
จำลองต่างๆ ที่มีอยู่ในอินเดีย ระเบียงเฉลียงต่างๆ<br />
ที่มีอยู่ใน Shodhan House ก็มีที่มาจากฉาก<br />
การแสดงความรักของพระนางราธาที่มีต่อพระ<br />
กฤษณะ 27 เฉลียงนอกชานที่มีความลึกของ<br />
Sarabhai House นั้น ก็มีที่มาจากการทำความ<br />
เข้าใจของ Le Corbusier ในคุณสมบัติแบบป่า<br />
ร้อนชื้นและอาจรวมถึงคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ที่<br />
ปรากฏอยู่และถ่ายทอดเอาไว้ในภาพเขียนของ<br />
Henri Rousseau 28<br />
เช่นเดียวกันกับ Kahn ที่เอ่ยถึงมหาวิทยาลัยแห่ง<br />
แรกของเมือง Bologna โดยเฉพาะเรื่องของทาง<br />
เดินต่อเนื่องในร่มของอาคารที่เชื่อมต่อระหว่าง<br />
อาคารต่างๆ (arcade) เขาพูดถึงการแบ่งแยก<br />
ระหว่างพื้นที่ที่มีความเคร่งครัดต่อหน้าที่ในการ<br />
ใช้งานของมัน (sacred) กับพื้นที่ที่ต้องทำหน้าที่<br />
27 พระนางราธากับพระกฤษณะ พระกฤษณะ<br />
เป็นอวตารของพระนารายณ์ตามความเชื่อใน<br />
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และเป็นองค์ดำเนิน<br />
เรื่องหลักในมหากาพย์รามายณะ โดยมีพระนาง<br />
ราธาเป็นพระมเหสีเอกของพระองค์<br />
28 Henri Rousseau จิตรกรชาวฝรั่งเศสยุคอิม-<br />
เพรสชันนิสม์ในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษ<br />
ที่ 19 ผลงานของ Rousseau ส่วนหนึ่งเป็นเรื่อง<br />
ของการจินตนาการถึงสภาพแวดล้อมที่อยู่ห่าง<br />
ไกลจากสภาพแวดล้อมที่จิตรกรใช้ชีวิตอยู่ โดย<br />
เฉพาะอย่างยิ่ง สภาวะแวดล้อมในภูมิประเทศที่<br />
อยู่ในเขตร้อน<br />
122<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ในการตอบสนองในเรื่องของการใช้งานต่อพื้นที่ที่มีความเคร่งครัดเหล่านั้น<br />
(profane) ผ่านส่วนที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างอาคาร โดยพื้นที่เหล่า<br />
นี้นั้นถูกใช้เป็นทางสัญจรร่วมต่างๆ (ghats) ดังจะเห็นได้ในการจัดการพื้นที่<br />
ระหว่างส่วนที่ใช้งานเพื่อกิจกรรมทางวิชาการและส่วนที่ใช้เป็นที่พัก เขาพูด<br />
ถึงปฏิสัมพันธ์ของการแลกเปลี่ยนที่มีอยู่ทั้งในเรื่องความเป็นศาสตร์และ<br />
กรรมวิธีของการทำอาหารที่มีที่มาจากหลายๆ ภูมิภาค เขาพูดถึงที่ว่างใน<br />
งานสถาปัตยกรรมที่ผ่านการให้ความสำคัญกับเรื ่องของการสร้างมันขึ้นมา<br />
ให้เกิดร่มเงาที่ตอบสนองต่อการใช้งานในยามบ่ายที่ต้องเผชิญกับความ<br />
ร้อน รวมถึงการเปิดพื้นที่โล่งในใจกลางของอาคารที่เอื้อต่อการสัมผัสกับ<br />
กระแสลมที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านไปในยามเย็น เขาพูดถึงแม้กระทั่งเรื่อง<br />
การเตรียมการสำหรับการทำอาหารที่มีคุณภาพดีสักหนึ่งมื้อ รวมไปถึงการ<br />
ที่จะสร้างความอิ่มอกอิ่มใจสร้างความเพลิดเพลินอันเป็นเรื่องของความสุข<br />
ที่เกิดขึ้นผ่านการได้ร่วมรับประทานอาหารในมื้อนั้นๆ<br />
ด้วยวาทกรรมอันมีชั้นเชิงต่างๆ ที่ทำงานผ่านทั้งปัจจัยภายในและปัจจัย<br />
ภายนอกดังกล่าว จึงเป็นที่มาที่ทำให้บุคคลทั้งสองดำรงความเป็นอิสระ<br />
จากการแสดงออกทางความคิดทางสถาปัตยกรรมแบบเดิมๆ ที่ซ้ำซากและ<br />
ย่ำอยู่กับที่ ไปสู่อิสรภาพในการค้นหาข้อคิดเห็นที่มีความหมายและมีความ<br />
สำคัญอยู่ในข้อจำกัดต่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งที่ทั้งสองยึดมั่นเป็น<br />
หลักการและให้ความสำคัญในการทำงานมาโดยตลอด<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
123
Q: ประสบการณ์ส่วนตัวของคุณกับการทำางานกับบุคคลทั้งสองนั้นเป็น<br />
อย่างไรบ้าง ชีวิตการทำางานในหนึ ่งวันเมื่ออยู่ในที่ทำางานของบุคคลทั้ง<br />
สองนั้นเป็นอย่างไรบ้าง<br />
A: ตอนนั ้นผมอายุ 23 ปี มันเหมือนกับเด็กเล็กๆ คนหนึ่งที่แทบจะไม่มี<br />
ประสบการณ์ใดๆ ในการทำงานทั้งสิ้น โลกที่ไม่คุ้นเคยนี้ก็ดูออกจะน่า<br />
หวาดระแวงอยู่มิใช่น้อย แต่ก็ยังคงแฝงเอาไว้ด้วยความท้าทาย มันไม่มีทั้ง<br />
สิ่งใดที่ได้รับการให้ความสำคัญเป็นพิเศษหรือสิ่งใดที่มีผลในการสร้างให้<br />
เกิดการมีอคติต่อมันมากกว่าสิ่งอื่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนคนหนึ่งทำได้ ณ<br />
ขณะนั้นคือการซึมซับและทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต มันเป็น<br />
ช่วงชีวิตของผมที่กำลังเปลี่ยนผ่านโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวจนถึงทุกวันนี้ เป็น<br />
เสมือนช่วงเวลา 7 ปีในความทรงจำที่ยังคงดำเนินต่อไปอยู่ อีกทั้งยังเป็น<br />
ความทรงจำที่ผมยังคงสัมผัสได้อยู่เสมอ<br />
ในขณะที่ผมได้ร่วมงานกับ Kahn ตอนอายุ 34-35 ปีแล้ว เวลานั้นผมรู้จัก<br />
ตัวของผมเองมากกว่าเดิมผ่านประสบการณ์ต่างๆ ที่มีมาก่อนหน้า รวมถึง<br />
ความรู้ความเข้าใจที่ได้รับจากการปฏิบัติวิชาชีพผ่านผลงานชิ ้นต่างๆ แต่ก็<br />
อีกนั่นแหละ ที่ผมยังคงจมอยู่ในความปลาบปลื ้มชื่นชมอย่างท่วมท้นใน<br />
ภาษาทางสถาปัตยกรรมของ Kahn รวมถึงปรัชญาที่เขาเชื่อมั่นและผลงาน<br />
การออกแบบสถาปัตยกรรมของเขา มันมากเสียจนผมแทบจะหลงลืม<br />
ความเป็นตัวตนของผมเองไปเลยเสียด้วยซ้ำ ซึ่งอันที่จริงแล้วผมแทบจะ<br />
ถอนตัวออกจากสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจาก Le Corbusier ในเรื่องแง่มุมต่างๆ<br />
124<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ของการเป็นนักออกแบบเสียด้วยซ้ำไป และก็มีบ่อยครั้งที่ผมมักจะมีข้อ<br />
ขัดแย้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการทำงานส่วนตัวของผมเองกับ<br />
งานต่างๆ ที่ผมทำงานร่วมกับ Kahn อยู่ในเวลาเดียวกัน แต่ Kahn ก็ได้<br />
ช่วยให้ผมเติบโตขึ้นผ่านการให้ข้อคิดเห็นของเขาบนแนวทางการออกแบบ<br />
สถาปัตยกรรมของผม ซึ่งบ่อยครั้งก็เป็นข้อขัดแย้ง แต่มันก็ยังคงก่อให้เกิด<br />
ประเด็นทางความคิดเป็นอย่างมาก<br />
เพื่อเป็นการยกตัวอย่างให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ผมเริ่มต้นฝึกงานใน<br />
สำนักงานของ Le Corbusier โดยทำหน้าที่เขียนรูปตัดขวางของอาคาร<br />
ศาลฎีกาที่เมือง Chandigarh ในช่วงบ่ายของทุกๆ วันที่ Le Corbusier<br />
ทำงานอยู่ที่สำนักงาน เขามักจะใช้เวลาไปกับการสลับเข้าไปตรวจงานตาม<br />
โต๊ะทำงานของแต่ละคน และอาจจะนั่งทำงานอยู่ ณ ตรงนั้นตลอด 5<br />
ชั่วโมงในบ่ายวันนั้น หรือแค่แก้ไขแบบที่ทำอยู่โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที<br />
ด้วยการที่ผมเองนั้นไม่รู้ทั้งภาษาฝรั่งเศสรวมถึงผลงานการออกแบบ<br />
สถาปัตยกรรมต่างๆ ของ Le Corbusier เลย มันจึงเป็นสิ่งที่ยากมาก<br />
สำหรับผมในการเข้าถึงและเข้าใจข้อคิดเห็นของ Le Corbusier รวมทั้งการ<br />
ทำความเข้าใจต่อบทสรุปต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต่อให้ผมได้เรียนรู้ในการให้ความ<br />
สำคัญของ Le Corbusier ที่มีต่อที่ว่างทางสถาปัตยกรรม มุมมองของเขา<br />
แบบแผนของเขามาแล้ว แต่ทุกวันนี้ ผมก็ยังคงมุ่งมาดปรารถนาที่จะเข้าใจ<br />
ในแก่นของเนื้อหาสาระต่างๆ ที่ถูกแสดงให้ปรากฏออกมาผ่านวิธีการให้<br />
ความสำคัญที่มีต่อสาระต่างๆ เหล่านั้น<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
125
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีผมพยายามที่จะจดจำวิธีการที่ Le<br />
Corbusier พินิจพิเคราะห์ drawing วัตถุ และอาคารต่างๆ ที่มันไม่ได้เป็น<br />
เพียงแค่การดูให้รู้เอาไว้เฉยๆ แต่เป็นการดูเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจอย่าง<br />
ถ่องแท้ ซึ่งมันไม่เหมือนกับการทำความเข้าใจที่มีรูปแบบแค่เพียงแบบ<br />
อย่างตามมาตรฐานทั่วๆ ไป แต่ก็คงเทียบเคียงได้กับการมองดูสิ่งต่างๆ<br />
รอบตัวด้วยสายตาของเด็กคนหนึ่ง หรือการมองด้วยดวงตาที่สามของผู้ที่<br />
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในความหมายของประวัติศาสตร์นั้นจำเป็นต้อง<br />
ถูกทำความเข้าใจในฐานะของการเป็นลำดับที่ต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอนด้วย<br />
สายตาที่มีจุดมุ่งหมายไปยังอนาคตที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้แต่ก็เป็นอนาคต<br />
ที่เป็นหมุดหมายเพื่อที่จะไปให้ถึง<br />
เรายังคงต้องค้นหาเมล็ดพันธุ์ที่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ได้มาซึ่งต้นไม้<br />
ที่เมื่อโตเต็มที่แล้วแข็งแรงและเป็นที่พึงปรารถนา แบบร่างทางความคิดบน<br />
กระดาษชิ้นเล็กขนาดเพียงแค่แสตมป์ก็สมควรสื่อให้เห็นถึงองค์ประกอบ<br />
สำคัญๆ ของเมืองเมืองหนึ่งได้ รูปตัดเล็กๆ หนึ่งรูปแนวตัดก็ควรอธิบายให้<br />
เห็นถึงความเป็นที่ตั้งของโครงการ คุณสมบัติของสิ่งแวดล้อมบริเวณที่อยู่<br />
รายรอบ รวมไปถึงแก่นสารสาระที่ครอบคลุมไปจนถึงเนื้อหาหลักของสิ่ง<br />
ต่างๆ ที่มีอยู่ในที่นั้นๆ สำหรับผมแล้ว มันเป็นการเรียนรู้ที่แตกต่างจากการ<br />
เรียนรู้ที่มีอยู่โดยทั่วไป มันเป็นเรื่องของการเรียนรู้เพื่อพินิจพิเคราะห์ให้เห็น<br />
ถึงผังพื้นของอาคาร รวมถึงระบบการทำงานที่มีความแตกต่างออกไปอย่าง<br />
126<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
สิ้นเชิง การพินิจพิเคราะห์สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดติดกับความเป็นระบบ<br />
ระเบียบแบบแผนของการทำงาน แต่เป็นรูปแบบของการทำงานที่เป็นรูป<br />
เป็นร่างจับต้องได้ชัดเจน พูดสั้นๆ ได้ว่ามันสร้างการปลดปล่อยพันธนาการ<br />
ทางความคิดของการทำความเข้าใจระบบการทำงานต่างๆ ที่มีอยู่ในผังพื้น<br />
โดยที่ผังพื้นที่ว่านั้นมิได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดวางสิ่งต่างๆ ลงในผังให้<br />
ครบถ้วน การทำความเข้าใจระบบการทำงานในรูปด้านที ่มิได้เป็นเพียงแค่<br />
การจัดวางสิ ่งต่างๆ ที่อยู่บนรูปด้านของอาคาร หรือการขึ้นของดวงอาทิตย์<br />
ที่มิใช่เป็นเพียงแค่สิ่งที่บ่งบอกว่ามันคือเวลาเช้าเพียงเท่านั้น<br />
ในทางตรงกันข้าม Kahn ได้ทำให้ผมพึงระวังต่อการไหลเวียนของอากาศ<br />
ผ่านกระแสลม ความชัดเจนในโครงสร้างของการทำงาน ข้อดีในความตรง<br />
ไปตรงมาของระนาบพื้นผิว ความงดงามในความเป็นเรขาคณิต และแก่น<br />
ความหมายอันมีความลึกซึ้งที่อยู่ในคำหรือประโยคต่างๆ ภาษาของ Kahn<br />
ก่อให้เกิดความตระหนักในมรดกทางวัฒนธรรมอันมีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ<br />
ที่เรียกกันว่า อุปนิษัท (the Upanishads) 29<br />
การดำรงชีวิตอยู่บนความถูกต้องแม่นยำและเต็มไปด้วยความมีระบบ<br />
ระเบียบแบบแผนภายใต้ความสามารถในการพินิจพิเคราะห์ทั้งในระดับ<br />
รายละเอียดต่างๆ จนถึงความสัมพันธ์ในภาพรวมของเขา ส่งผลให้ผม<br />
เอาใจใส่และระมัดระวังมากขึ้นต่ออุปนิสัยในการทำงานของผมเอง หลัง<br />
จากการได้ร่วมงานกับ Kahn เป็นเวลาถึง 14 ปี ผมก็ยังคงกำลังพยายามทำ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
127
้<br />
สิ่งเหล่านี้ให้มีความสมบูรณ์ ด้วยการผสมผสาน<br />
รวบรวมกันขึ้นของประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี<br />
ทำให้ผมตระหนักว่า สถาปัตยกรรมเปรียบได้กับ<br />
ชีวิตที่มีความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ผันแปร มี<br />
สภาวะที่มีความเป็นรูปธรรมและสามารถสัมผัส<br />
ได้จริงๆ เป็นเสมือนสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ถูกสร้าง<br />
ขึ้นอย่างตั้งใจด้วยความเฉพาะเจาะจงสอดคล้อง<br />
ตอบรับกับความเป็นสถานที่ ณ สถานที่นั้นๆ ที่มี<br />
เอกลักษณ์เฉพาะตัว เราจึงต้องแสดงให้เห็นถึง<br />
ระบบระเบียบของการทำงานในขั้นตอนของการ<br />
ทำงานที่มีความแตกต่างกันออกไป และทำให้<br />
ระบบระเบียบรวมถึงขั้นตอนเหล่านั้น ทำงาน<br />
เกี่ยวโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดังนั้น อะไรก็ตาม<br />
ที่เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนจึงจำเป็นต้องสอด<br />
ประสานเข้าไปในโครงข่ายรวมทั้งหมดของการ<br />
ออกแบบ เพราะฉะนั้นทั้งความเป็นอันหนึ่งอัน<br />
เดียวกันและความหลากหลายจึงยังคงต้องมีอยู่<br />
ด้วยกันทั้งคู่ แต่การมีอยู่ของทั้งสองสิ่งนั้นจะต้อง<br />
ไม่ส่งผลกระทบที่จะทำให้เกิดการลดคุณค่าใน<br />
ตัวเองของความเป็นแก่นสารเนื้อหาสาระที่สำคัญ<br />
29<br />
อุปนิษัท ในเชิงนัยของกระบวนการทำงาน<br />
ของ Louis Kahn นั้น Doshi หมายถึง องค์-<br />
ความรู้ที่สร้างและสั่งสมกันมา และเกิดการ<br />
ถ่ายทอดของกระบวนการทางความคิดจาก<br />
รุ่นสู่รุ่น<br />
128<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ปี 1962 เมื่อผมออกแบบอาคารเรียนของโรงเรียนสถาปัตย์ ข้อคิดเห็นโดย<br />
รวมของ Kahn ทำให้ผมเกิดข้อสรุปที่จะดำเนินการออกแบบให้มีธรรมชาติ<br />
ของการเปิดช่องเปิด เพื่อตอบสนองต่อแสงที่มาทางด้านทิศเหนือซึ่งทำให้<br />
ผมกำหนดระบบของโครงสร้างและระบุระยะช่วงกว้างของห้องเรียนต่างๆ<br />
ขึ้นมาในอาคาร อาคารที่ว่าดังกล่าวจึงมีอิทธิพลของ Kahn อยู่ในตัวงาน<br />
มากกว่าอิทธิพลของ Le Corbusier<br />
Q: คุณต้องมีโอกาสในวาระต่างๆ หลายวาระแน่ๆ ที่ได้แลกเปลี่ยนความคิด<br />
เห็นกับ Kahn เกี่ยวกับโครงการออกแบบต่างๆ ของคุณเอง ถ้าโครงการ<br />
ออกแบบโรงเรียนสถาปัตย์เป็นหนึ่งในโครงการเหล่านั้น มีตรงไหนบ้าง<br />
ที่อิทธิพลของ Kahn ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนหรือมันเคยมีบ้างไหมที่มัน<br />
จะชัดเจนขึ้นมาได้ขนาดนั้น<br />
A: ในความเป็นครูของ Kahn แล้ว เขามักจะเป็นคนที่เปิดรับอยู่เสมอ เขา<br />
พยายามมองหาองค์ประกอบที ่เล็กน้อยที่สุดที่จะก่อให้เกิดความเป็นไปได้<br />
ในการออกแบบและมักจะผลักดันสนับสนุนนักเรียน สำหรับ Kahn ต้นตอ<br />
ที่มาของแนวความคิดที่ต่างออกไปสามารถมีอยู่ในทุกๆ ที่ ไม่เว้นแม้แต่<br />
บันไดหรือที่ว่างตรงกลางระหว่างอาคาร เรื่อยไปจนถึงห้องที่เป็นหลัก<br />
สำคัญต่างๆ ในอาคาร อย่างในกรณีของหอคอยสำหรับเก็บน้ำที่ Gujarat<br />
State Fertilizers Township เขาได้แสดงทัศนคติของเขาอย่างชัดเจนที่มี<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
129
•• ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและ<br />
ความหลากหลายจึงยังคงต้องมีอยู่ด้วย<br />
กันทั้งคู่ แต่การมีอยู่ของทั้งสองสิ่งนั้นจะ<br />
ต้องไม่ส่งผลกระทบที่จะทำาให้เกิดการ<br />
ลดคุณค่าในตัวเองของความเป็น<br />
แก่นสารเนื้อหาสาระที่สำาคัญ 130 กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล<br />
••
ต่อการออกแบบ เขาได้เสนอที่จะทำให้มันเป็นเสมือนฟองอากาศที่ล่องลอย<br />
อยู่ในอากาศ แนวความคิดเช่นนี้ตรงกันข้ามกับแนวทางการออกแบบที่มี<br />
ชีวิตชีวาแบบอุษาคเนย์ของผมที ่จะทำให้หอเก็บน ้ำดังกล่าวกลายมาเป็น<br />
ส่วนที่ทำให้เกิดโรงละครกลางแจ้งที่อยู่ด้านล่าง โดยมีหอคอยที่มีรูปร่าง<br />
เหมือนกรวยอยู่ด้านบนและเชื่อมต่อกันด้วยบันไดเวียนที ่จะได้รับการติดตั ้ง<br />
เอาไว้ภายนอกของส่วนที่เป็นหอสูง ในที่สุดแล้วเมื่อ Kahn ได้เห็นภาพถ่าย<br />
ของอาคารที่เสร็จสมบูรณ์เขาก็ตบเบาๆ ที่หลังผมพร้อมแสดงความคิดเห็น<br />
ด้วยว่า ในที่สุดแล้ว ตัวเขาเองนั้นก็ได้ให้ความเห็นชอบกับแนวทางดังกล่าว<br />
Q: แล้วเรื่องของแบบร่างรวมถึงแบบต่างๆ ที่ถูกเขียนในฐานะของการเป็น<br />
สื่อกลางในการสื่อสาร อีกทั้งยังเป็นบทสรุปของกระบวนการออกแบบนั้น<br />
เป็นอย่างไรบ้าง<br />
A: เมื่อ Kahn ลงมือทำงาน นั่นหมายถึงการร่างแบบ (sketch) และการ<br />
เขียน (drawing) มันขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจงโดยให้ความพิถีพิถันเป็น<br />
พิเศษราวกับว่ามันเป็นเสมือนผลงานจิตรกรรมเลยทีเดียว การทำงานด้วย<br />
กระดาษไข (เมื่อถึงขั้นตอนของการออกแบบ: ผู้แปล) นั้นเป็นวิธีการที่เข้า<br />
มาสร้างสมดุลให้กับงาน วิธีการเขียนเพื่อให้ความหมายต่างๆ ของ Kahn<br />
มีรูปแบบเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเขียนด้วยมือที่ใช้เขียนตัวอักษร<br />
ที่สร้างให้เกิดการผันแปรและการเน้นย้ำที่ขึ้นอยู่กับความหนาความบาง<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
131
ของเส้นที่ใช้ การใช้สีก็เช่นกัน ที่เป็นเสมือนการแสดงออกทั้งในแง่ของ<br />
ความกระฉับกระเฉงและความสุภาพอ่อนโยนอันเป็นความพยายามในการ<br />
หลีกเลี ่ยงที่จะก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งเมื่อมันเป็นวิธีการที่ทำงานอยู่<br />
บนกระดาษไข (เมื่อถึงขั้นตอนของการออกแบบ: ผู้แปล) มันเป็นวิธีการ<br />
เดียวกับที่ศิลปินใช้ในการขับเคลื่อนแนวความคิดของการทำงานให้ดำเนิน<br />
ไปได้โดยไม่มีอุปสรรค<br />
สำนักงานของ Kahn มีวิธีการทำงานด้วยหุ่นจำลองที่หลากหลายเมื่องาน<br />
อยู่ในขั้นตอนของการออกแบบ การทำหุ่นจำลองจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้กับ<br />
แทบจะทุกคนที่นั่งทำงานกันอยู่ที่นั่น Kahn พูดคุยสื่อสารอย่างเข้าถึงได้กับ<br />
ทุกๆ คนที่อยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ทำงานอยู่กับเขา หรือนักเรียนที่มาเรียนรู้<br />
จากเขา สำหรับ Kahn ผู้คนที่เขาสื่อสารด้วยทั้งหลายนั้นเปรียบเสมือน<br />
กับการสนทนาที่ทำให้เกิดเสียงสะท้อนต่างๆ ที่แสดงออกถึงการรับรู้และ<br />
การให้ความสำคัญของเขาที่มีต่อผู้คนรอบข้าง<br />
Q: อะไรเป็นความทรงจำาเกี่ยวกับช่วงเวลาที่คุณกับบุคคลทั้งสองได้มี<br />
โอกาสใช้เวลาร่วมกันในการไปตรวจความคืบหน้า ณ สถานที่ก่อสร้าง<br />
ของโครงการต่างๆ<br />
A: ในความเป็นศิลปินของ Le Corbusier แล้ว เขาไม่สะทกสะท้านต่อ<br />
ผลกระทบอันเกิดจากการที่มีความไม่ลงตัวเกิดขึ้นบ้าง หรือการขาดความ<br />
132<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
เที่ยงตรงแม่นยำบ้างในงาน เพราะเขามักจะคิดค้นวิธีการทำงานใหม่ๆ ขึ้น<br />
มาซึ่งเป็นผลจากการที่เขามักจะสร้างทางเลือกให้กับการตัดสินใจของเขา<br />
เองอยู่เสมอ สำหรับ Le Corbusier มันเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของเกมและ<br />
การรู้เท่าทันในเกม การรู้เท่าทันที่จะสร้างการแก้ไขปัญหาให้กับปัญหาที่ไม่<br />
สามารถคาดการณ์ได้และอยู่นอกเหนือความคาดหมายที่เรียกได้ว่ามันมัก<br />
จะเป็นการพลิกสถานการณ์เหล่านั้นให้เป็นโอกาส กรณีของ Kahn การ<br />
ทำงาน ณ สถานที่ก่อสร้างมักจะถูกกำหนดกฎเกณฑ์และได้รับการ<br />
ไตร่ตรองเอาไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี มันจะไม่มีทางที่จะมีช่องว่างให้กับ<br />
โอกาสของการที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดมาก่อนแบบนั้นเป็นอันขาด<br />
ตัวอย่างที่เป็นที่รู้กันเป็นอย่างดีก็อย่างเช่นการทาสีด้านข้างของแผงกันแดด<br />
ในงาน Unitè d’habitation ที่ Marseilles ให้เกิดเป็นการแก้ไขผลทาง<br />
สายตาอันเป็นผลมาจากเหล่าหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ที่พบเห็นได้โดยทั่วไป<br />
แต่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาสำหรับ Le Corbusier และจากการทดลองนี้ Le<br />
Corbusier ริเริ่มการทำให้เกิดมิติอีกมิติหนึ่งกับปริมาตร รวมถึงพื้นผิวของ<br />
อาคาร อีกทั้งยังพบวิธีการลดบทบาทของหน้าต่างและพื้นผิวต่างๆ สำหรับ<br />
Le Corbusier ปัญหาหนึ่งหนึ่งที่มีอยู่จะทำให้ได้มาซึ่งคุณสมบัติพิเศษบาง<br />
ประการที่แอบแฝงอยู่ในตัวมันด้วย<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
133
Unitè d’habitation
Q: แล้วในกรณีของ Kahn<br />
A: Kahn แม้จะมีความแตกต่างจาก Le Corbusier ในแง่ที่เขามีพื้นเพ<br />
มาจากความเป็นยุโรปตะวันออก แต่เขาก็ยังคงเชื่อมั่นในความถูกต้อง<br />
แม่นยำและให้ความสำคัญต่อเนื้อหาสาระสำคัญที่มีอยู่ในการก่อสร้าง<br />
เช่นกัน ที่แม้กระทั่งวิธีการก่ออิฐก็ยังคงต้องอยู่ในวิธีการที่มีความเฉพาะตัว<br />
ตัวอย่างเช่นส่วนฐานของอาคารต่างๆ ทั้งหมดในโครงการ IIM ที่ถูกสร้าง<br />
ขึ้นมาแล้วนั้น Louis Kahn ไม่ตรวจรับงานและต้องการให้รื ้อทำใหม่<br />
ทั้งหมดให้เป็นไปตามแบบที่เขาต้องการจะให้มันเป็น แต่หลังจากที่<br />
พิจารณาดูแล้ว Kahn เลือกที่จะปรับเปลี่ยนส่วนของอาคารที่เหลือที่จะวาง<br />
อยู่บนฐานเหล่านั้นแทน และเพื่อที่จะฝึกฝนทักษะผนวกกับการให้ความรู้<br />
แก่ผู้ที่มีส่วนร่วมอยู่ในการก่อสร้าง เขาจึงให้ใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ไป<br />
กับการทำงานร่วมกับคนเหล่านั้น เพื่อที่เขาจะได้ส่วนของอาคารที่เป็น<br />
ซุ้มโค้งโครงสร้าง (arch) และผนังที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการ<br />
ทำงานสำหรับส่วนอื่นๆ หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการดังกล่าวเขาจึงยอม<br />
ให้เราทุกคนดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ ก่อนหน้าการมาของ Kahn ผมเอง<br />
ไม่ค่อยได้ตระหนักถึงความเที่ยงตรงแม่นยำขนาดนั้นสักเท่าไรนัก แต่ตอน<br />
นี้ผมได้กลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ก็ให้ความสำคัญในคุณสมบัติดังกล่าวของ<br />
การทำงาน<br />
136<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: อิทธิพลในรูปแบบใดบ้างที่คุณจะอธิบายให้เห็นภาพสำาหรับงานของ<br />
Louis Kahn<br />
A: ผมว่าน่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบโรมันรวมถึงขนาดสัดส่วน ระบบ<br />
ระเบียบในรูปแบบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ และความชัดเจน<br />
ของมัน แล้วก็ยังมีพวกเมืองโบราณต่างๆ ในยุโรปทั้งรูปแบบทางสถาปัตย-<br />
กรรมของปราสาทราชวังต่างๆ ซึ่งผมมั่นใจว่ามันก็ยังคงเป็นการอธิบาย<br />
ความที่ยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาในการตอบคำถามนี้ได้ แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่เขา<br />
ไม่พึงปรารถนาคือการผันแปรรูปทรงหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เกิดการเปลี่ยน<br />
วิธีการทำงานที่เป็นอยู่ของมันออกไปอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่นการที่เขา<br />
เลือกให้ความเอาใจใส่ต่อความเป็นเรขาคณิตที่เรียบง่ายดังเช่นวัดในนิกาย<br />
เชนที่เมือง Ranakpur โดยคุณสมบัติทางสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ในวัด<br />
ดังกล่าวนั้น เป็นผลจากความยอดเยี่ยมของการใช้หินอ่อนในการก่อสร้าง<br />
สำหรับส่วนที่เป็นเสาของอาคาร โดยไม่ต้องพึ่งพาการตกแต่งประดับ-<br />
ประดาใดๆ ให้มากมาย ในทางตรงกันข้าม การประดับประดาที่มากเสีย<br />
จนเกินไปของวัดนิกายเชนเช่นกันในเมือง Delwara นั้น ก็กลับสร้างความ<br />
รู้สึกยุ่งยากใจให้เขาได้ในขณะเดียวกัน เขาไม่เห็นด้วยกับคุณค่าของการ<br />
ให้ความสำคัญต่อการสลักเสลาที่มีความสลับซับซ้อนเสียจนวิธีการ<br />
ดังกล่าวมันเปลี่ยนเนื้อหาที่มีอยู่ในความเป็นวัสดุของหินอ่อน ทำให้<br />
หินอ่อนกลายเป็นเหมือนกับขี้ผึ้งจนรู้สึกได้ว่าหินอ่อนได้สูญเสียคุณสมบัติ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
137
ของความเป็นวัสดุในตัวของมันเองไปจนหมดสิ้น แต่เมื่อผมได้ให้คำ<br />
อธิบายต่อเขาเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องของความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณ<br />
ของเราที่มีอยู่ในนั้น เขาก็ไม่ได้ดึงดันที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ อีก<br />
สำหรับคนนอกเช่น Kahn ที่มาจากรากฐานทางวัฒนธรรมที่แตกต่างออก<br />
ไป ย่อมเลือกที่จะให้ความสำคัญอย่างชัดเจนในความเป็นดำหรือความ<br />
เป็นขาวไปเลย มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับความเป็นกลางๆ แบบเทาๆ<br />
ที่อยู่ระหว่างความโดดเด่นระหว่างของสองสิ่งที่ต่างกันสุดขั้ว แต่สำหรับเรา<br />
ถ้าปราศจากความเป็นกลางๆ แบบนี้แล้วก็ไม่มีทางที่จะมีสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บน<br />
ความแตกต่างอย่างสุดขั้วทั้งสองข้างนั้นได้เช่นกัน<br />
เท่าที่จำได้หนังสือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความสนใจให้กับ Kahn โดยเฉพาะ<br />
อย่างยิ่งหนังสือประเภทวรรณกรรมเช่น อาหรับราตรี อลิซในแดนมหัศจรรย์<br />
เป็นต้น ในความเห็นผม เขาได้พบกับคุณค่าที่มีอยู่ในนั้นผ่านแง่มุมที่<br />
หลากหลายของชีวิตทั้งในเชิงปรัชญาและความเชื่อที่มีอยู่ในหนังสือเหล่านี้<br />
เป็นไปได้ว่าหนังสือเหล่านี้นี่เองที่มีส่วนทำให้ Kahn เป็นบุคคลสำคัญที่มี<br />
ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่ง โดยสิ่งที่ได้<br />
รับการถ่ายทอดทั้งหมดที่ว่านั้นอยู่ในระดับที่หมายถึง รส [rasas (essence)]<br />
138<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: คุณมีความเห็นอะไรบ้างเกี่ยวกับ Indian Institute of Management<br />
อะไรคือสิ่งที่นับได้ว่าเป็นการค้นหาโดยพื้นฐานสำาหรับ Kahn ภายใต้<br />
การออกแบบสถาปัตยกรรมของเขาต่อโครงการดังกล่าว<br />
A: ผมคิดว่า IIM เป็นหนึ่งในโครงการที่สำคัญที่สุดในชีวิตการทำงานของ<br />
Kahn และผมเชื่อว่าเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เมื่อเทียบกับโครงการออกแบบ<br />
อื่นๆ ของเขาแล้ว โครงการนี้มีขนาดใหญ่กว่าโครงการอื่นๆ โครงการ IIM<br />
สร้างอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 40 เอเคอร์ มันอาจเป็นโครงการกลุ่มอาคาร<br />
ทางการศึกษาที่เขาออกแบบเพียงโครงการเดียวเท่านั้นที่ดำเนินการก่อสร้าง<br />
จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ มันยังเป็นโครงการที่สร้างแนวทางใหม่ต่อการ<br />
ออกแบบอาคารที่มีรูปแบบเป็นสถาบันสมัยใหม่และมีความร่วมสมัยให้<br />
ปรากฏผลขึ้นมาได้จริงๆ ในประเทศอินเดีย<br />
ความเชื่อของ Kahn ที่มีต่อมนุษย์และความเป็นมนุษย์ เป็นแนวความคิด<br />
เพียงหนึ่งเดียวที่มีอิทธิพลสำคัญที่สุดต่อ IIM เขาได้โน้มน้าวคณะทำงาน<br />
ผู้เป็นเสมือนเจ้าของโครงการให้ตระหนักถึงการมีแนวความคิดในการ<br />
ออกแบบที่มิได้คำนึงถึงเพียงแต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเท่านั้น<br />
โดยการคำนึงถึงเพียงแต่ประเด็นดังกล่าวเป็นหลักเพียงประการเดียวจะท ำให้<br />
ไม่สามารถสนองตอบต่อสิ่งที่สถาบันพึงปรารถนาได้ ประเด็นที่เกี่ยวข้อง<br />
กับการจัดการนั้น อันที่จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่การตอบในเรื่องของรูปแบบ<br />
การใช้งานต่างๆ และการตอบสนองต่อการใช้งานรวมถึงการได้รับประโยชน์<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
139
จากการใช้งานภายใต้รูปแบบการใช้งานที่เห็นและ<br />
เป็นกันอยู่โดยทั่วไป แต่ด้วยความเป็นสถาบัน<br />
ดังกล่าวมันควรต้องเป็นอะไรที่มีความหมายมาก<br />
กว่านั้น สิ่งที่เขาเน้นย้ำและยืนยันอย่างชัดเจนก็<br />
คือเรื่องการผนวกเอาวัฒนธรรมเข้าไปอยู่ในเรื่อง<br />
ของการศึกษา รวมถึงสภาวะที่ดีซึ่งจะส่งผลต่อ<br />
ทั้งร่างกายและจิตใจ เขาจึงมุ่งหวังที่จะก่อให้เกิด<br />
สถานะของความเป็นมนุษย์ให้บังเกิดในสถานที่<br />
ที่แสนจะราบเรียบที่เขาไม่คุ้นเคยแห่งนี้ ที่ที่ขาด<br />
แคลนทั้งต้นไม้และแหล่งน้ำ<br />
IIM มีส่วนคล้ายคลึงที่สร้างความเชื่อมโยงไปยัง<br />
มหาวิทยาลัยนาลันทา 30 ที่อยู่ทางภาคตะวันออก<br />
ของอินเดีย และสันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นมา<br />
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 มันตอบคำถามหลายๆ คำถาม<br />
เกี่ยวกับการให้ความสำคัญต่อบทบาทของความ<br />
เป็นสถาบันทางการศึกษาที่ตอบรับกับความเป็น<br />
คณะและความเป็นผู้เรียน นาลันทาเป็นหนึ่งใน<br />
กลุ่มอาคารทางการศึกษาที่ถูกสร้างขึ้นราวกับว่า<br />
มันถูกให้ความสำคัญประดุจงานศิลปะที่จะต้อง<br />
30 Nalanda University อารามสงฆ์ขนาดใหญ่ที่ถูก<br />
ขนานนามว่ามหาวิทยาลัยนาลันทา นาลันทาเป็น<br />
สถานที่พำนัก สถานที่เรียนรู้พระธรรมวินัยและเผย<br />
แพร่พระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา นาลันทา<br />
ได้รับการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานตั้งแต่<br />
คริสต์ศตวรรษที่ 5 จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 12 และอยู่<br />
ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของกษัตริย์ในราชวงศ์<br />
คุปตะต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ปาละ<br />
140<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ทำขึ้นมาด้วยทักษะและความพิถีพิถันจากวัตถุดิบต่างๆ ที่มีอยู่บนพื้น<br />
โลก โดยทำให้มันมีคุณสมบัติที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวไปกับผืนโลก<br />
คุณสมบัติทางเรขาคณิต สัดส่วนต่างๆ ของอาคารที่มีความแตกต่างกัน<br />
ออกไป การให้ความสำคัญอย่างเคร่งครัดต่อการจัดวางตัวอาคารที่ตอบรับ<br />
กับสภาพแวดล้อม ทั้งหมดนี้คือการแสดงนัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติ<br />
แห่งความเป็นสถานที่ สภาพอากาศ และการยึดมั่นในแนวทางของการ<br />
ปฏิบัติที่สอดคล้องและเหมาะสม อันเป็นคุณสมบัติสำคัญในการทำให้ IIM<br />
นั้นเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อการศึกษา การปฏิบัติ และการเรียนรู้<br />
ตัวผังบริเวณหลักของสถาบัน IIM แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกได้แก่<br />
กลุ่มอาคารที่เป็นแก่นหลักของสถาบันอันประกอบด้วยอาคารห้องสมุด<br />
อาคารอำนวยการ อาคารที่เป็นห้องเรียนต่างๆ และส่วนที่เป็นหอพัก ส่วน<br />
ที่สองได้แก่กลุ่มอาคารในส่วนที่เป็นที่พักอาศัยสำหรับคณาจารย์และ<br />
เจ้าหน้าที่ของสถาบัน ในการสร้างความชัดเจนและการแยกทั้งสองส่วน<br />
ออกจากกันนั้นเป็นผลมาจากการกำหนดให้มีส่วนที่เป็นผืนน้ำขนาดใหญ่<br />
(ซึ่งอาจจะถูกเรียกได้เลยว่าเป็นทะเลสาบ) ลงในการวางผังแม่บทหลักเพื่อ<br />
แบ่งแยกพื้นที่ออกจากกัน ทั้งในแง่ของขอบเขตทางกายภาพและขอบเขต<br />
ในการมองเห็นซึ่งกันและกัน ระหว่างส่วนพักอาศัยของเจ้าหน้าที่และส่วน<br />
พักอาศัยของนักศึกษา<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
141
แนวความคิดหลักของการออกแบบผังแม่บทในส่วนของตัววิทยาเขตนั้น<br />
เริ่มต้นจากการออกแบบวางผังในส่วนกลุ่มก้อนของอาคารหอพักที่จะใช้<br />
เป็นที่พักสำหรับนักศึกษาราว 300 คน กลุ่มก้อนของอาคารที่เป็นหอพักทั้ง<br />
15 หลัง ถูกออกแบบให้เรียงตัวต่อเนื่องถึงกันทั้งหมดเหมือนกับถูกร้อยเอา<br />
ไว้ด้วยกันด้วยสายสร้อยที่มีลูกประคำวางตัวเรียงกันเป็นแถวลูกต่อลูก<br />
ต่อเนื่องกันไป ดังนั้นจึงเกิดการแทรกตัวด้วยชุดของที่ว่างขึ้นระหว่างอาคาร<br />
มันเป็นที่ว่างที่ถูกกำหนดขึ้นมาสำหรับการเอื้อให้เกิดการรวมกลุ่มกัน เป็น<br />
ที่ว่างที่มีขนาดและสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการรวมตัวกันที่เกิดขึ้นจาก<br />
การจัดกลุ่มกันของนักศึกษา<br />
ที่ว่างทั้งหลายระหว่างอาคารในส่วนของหอพักเหล่านี้จะถูกเชื่อมโยงเข้าไป<br />
กับทางเดินในส่วนของกลุ่มอาคารที่ใช้เป็นห้องเรียนและห้องสัมมนา ผล<br />
จากวิธีการดังกล่าวก่อให้เกิดการตอบสนองซึ่งกันและกันระหว่างนักศึกษา<br />
กับสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านวิชาการอย่างต่อเนื่องทั้งในเวลากลางวัน<br />
และเวลากลางคืน ส่วนของหอสมุดกลางถูกวางไว้ ณ ตำแหน่งที่ไม่เพียง<br />
แต่อยู่ในแนวแกนและอยู่ในส่วนของที่ว่างหลักท่ามกลางกลุ่มอาคารเท่านั้น<br />
แต่มันยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับส่วนของห้องเรียนต่างๆ ที่อยู่อีกปีกหนึ่งของ<br />
อาคารและส่วนที่ทำงานของคณาจารย์ที่อยู่อีกปีกหนึ่งของอาคารด้วย<br />
ผลที่เกิดขึ้นจากวิธีการนี้ทำให้ห้องสมุดถูกกำหนดให้เป็นที่ที่สร้างให้เกิด<br />
ปฏิสัมพันธ์กันระหว่างนักศึกษากับคณาจารย์<br />
142<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: ขอให้ช่วยอธิบายถึงความแตกต่างที่มีอยู่อย่างชัดเจนในแง่คุณภาพที่<br />
เกิดขึ้นของที่ว่างภายนอกในกลุ่มของอาคารทางการศึกษาทั้งหมด<br />
A: ถึงแม้ว่ารูปแบบการจัดการพื้นที่เปิดโล่งตรงกลางระหว่างกลุ่มอาคาร<br />
เพื่อเอื้อให้เกิดปฏิสัมพันธ์จะเป็นวิธีการที่ถูกทำต่อเนื่องกันมาในผังหลักและ<br />
ในภาพรวมทั้งหมด แต่พื้นที่เปิดโล่งในกลุ่มของอาคารที่ตอบสนองสำหรับ<br />
ภารกิจทางวิชาการก็ยังคงต้องคงรูปแบบของพื้นที่ที่มีความเป็นทางการอยู่<br />
ดังจะเห็นได้จากการเปิดพื้นที่โล่งกลางอาคารที่มีขนาดใหญ่เพียงผืน<br />
เดียว และเลือกใช้วัสดุที่เป็นพื้นแข็งเพื่อตอบสนองต่อการทำงานอย่าง<br />
สมเหตุสมผลแทนที่จะเป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาดเล็กหลายๆ ที่และกระจายตัว<br />
อยู่ตามจุดต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการตอบรับกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่มี<br />
อยู่รายรอบกลุ่มของห้องเรียนทั้งหลายรวมถึงหอสมุดกลางและส่วนบริหาร<br />
จัดการของคณะ อีกทั้งยังประโยชน์ให้เกิดการเน้นย้ำถึงความตรงไปตรงมา<br />
ที่มีต่อรูปแบบการทำงานของพื้นที่ พื้นที่ดังกล่าวจึงถูกออกแบบโดย<br />
ปราศจากการใช้พืชพรรณใดๆ มาเป็นองค์ประกอบ ณ จุดนี้จึงไม่มีใครที่ไม่<br />
สามารถรับรู้ได้ถึงความเป็นพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ<br />
ที่จะถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการและเป็นประจำในทุกๆ ปีการศึกษาไม่ว่าจะ<br />
เป็นการจัดประชุมใหญ่หรือการบรรยายทางวิชาการต่างๆ ฯลฯ<br />
ในส่วนที่พักของคณาจารย์และบุคลากรโดยรวมแล้ว อาจดูเหมือนอยู่ใน<br />
ระบบระเบียบแบบแผนที่ออกจะเป็นทางการอยู่ในตัวเองหากดูจากการ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
143
จัดวางผังโดยรวมของกลุ่มอาคาร แต่เมื่อได้เดินเข้าไปในกลุ่มอาคาร ได้<br />
เดินไปตามถนนที่อยู่ข้างในและเดินไปจนถึงพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ที่มีอยู่<br />
ในกลุ่มของอาคารโดยมีต้นไม้ขนาดใหญ่ยืนต้นให้ร่มเงากับทั ้งถนนและ<br />
กลุ่มบ้านที่มีอยู่ในนั้น จะพบว่าด้วยความเป็นจริงแล้ว มันก็ไม่ได้แสดงออก<br />
ให้เห็นถึงแง่มุมของรูปแบบที่มีความเป็นทางการมากเสียจนขนาดนั้น หรือ<br />
แม้แต่พื้นที่เปิดโล่งที่เปิดต่อเนื่องไปยังส่วนของหอพักนักศึกษา รวมถึงพื้นที่<br />
ที่ทอดตัวข้ามส่วนที่เป็นน้ำที่ถูกวางเอาไว้อยู่ในผังแม่บทตั้งแต่แรกเริ่มนั้น<br />
มันก็ยังคงทำหน้าที่ของมันในการแบ่งแยกกลุ่มของการทำงานออกจากกัน<br />
ยังคงนำเสนอกลไกการทำงานที่ทำหน้าที่ในการปลีกตัวให้กับกลุ่มอาคาร<br />
ดังกล่าวออกจากโลกของความเป็นวิชาการของกลุ่มอาคารอีกกลุ่มหนึ่ง<br />
Q: ว่าด้วยเรื่องของทะเลสาบส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของนำ้ำและได้ถูก<br />
นำาเสนอเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นั้นมันเป็นอย่างไรบ้าง<br />
A: ส่วนที่ว่าด้วยเรื่องของน้ำที่ถูกกำหนดเอาไว้ในผังให้ทำหน้าที่ในการ<br />
แบ่งแยกส่วนของพื้นที่ทางวิชาการออกจากส่วนของพื้นที่พักอาศัยของ<br />
บุคลากร จริงๆ แล้วมันเป็นเนื้อหาหลักในการวางผังรวมทั้งหมดของโครงการ<br />
ความคิดที่ว่านี้มีที่มาที่ไปจากตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการเดินทางมาอินเดีย<br />
ที่ Kahn นั้นได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่ Sarkhej Complex อันเป็น<br />
พระราชฐานฤดูร้อนของกษัตริย์มุสลิมแห่ง Ahmedabad ที่ถูกสร้างไว้<br />
144<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ตั้งแต่ปี 1447 กลุ่มอาคารดังกล่าวถูกสร้างขึ้นด้วยหินโดยประกอบไปด้วย<br />
ส่วนที่เป็นสุเหร่ามัสยิด ที่ฝังพระศพ พระราชวัง และพระราชนิเวศน์ที่ใช้<br />
ประทับในช่วงฤดูร้อน กลุ่มอาคารที่ว่าทั้งหมดถูกจัดวางเอาไว้อยู่รายรอบ<br />
ทะเลสาบที่ก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเช่นกัน<br />
คาดไม่ถึงว่าจากสภาวะความแห้งแล้งรวมถึงการขาดแคลนน้ำต่อเนื่อง มี<br />
ผลทำให้แนวความคิดในการสร้างทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่อีกทั้งยังมีความ<br />
ลึกมากนั้นไม่สัมฤทธิผล มันจึงไม่ได้รับการตอบสนองและไม่ได้รับการ<br />
เอาใจใส่เท่าที่ควร Kahn จึงต้องยอมรับอย่างไม่เต็มใจเท่าใดนักในการที่จะ<br />
ลบเอาส่วนที่อยู่ตรงกลางของผังรวมอันเป็นส่วนสำคัญสุดในผังออกไป<br />
เมื่อเขาตระหนักได้ถึงความยากลำบากในการกักเก็บน้ำจำนวนมหาศาล<br />
อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงการสูญเสียน้ำที่เกิดจากการระเหยออกไป และยัง<br />
ต้องแน่ใจด้วยว่ามันจะไม่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงขนาดใหญ่ตามมา และอีก<br />
หนึ่งประการสำคัญที่ทำให้มันก็เป็นที่น่าเสียดายก็เป็นผลอันเนื่องมาจาก<br />
การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ Kahn ที่ทำให้การทำงานในส่วนดังกล่าว<br />
หยุดชะงักและคงถูกทิ้งค้างเอาไว้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้นซึ่งก็เช่นเดียวกับ<br />
ในอีกหลายๆ ส่วนๆ ของพื้นที่ทั้งหมดในโครงการ มันคงจะเป็นเรื่องน่าสนใจ<br />
มากหากเราจะได้เห็นว่าภายใต้วิธีการอย่างไรบ้างที่บรมครูผู้นี้ได้ใช้ในการ<br />
วางแนวทางอันจะนำมาซึ่งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่อพื้นที่พื้นที่นี้ให้<br />
สัมฤทธิผลขึ้นมาได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
145
Q: มีสิ่งใดบ้างที่คุณจะพูดถึงวิธีการที่ Kahn ใช้ในการทำางานกับองค์-<br />
ประกอบต่างๆ ของสถาปัตยกรรมในฐานะของการเป็นสถาปนิก เป็นต้น<br />
ว่าเรื่องของรูปร่างรูปทรงของอาคาร เรื่องของแสง และอื่นๆ<br />
A: Kahn ผ่านช่วงเวลาของการสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานมาอย่าง<br />
ยาวนานจนกระทั่งเขาสามารถสร้างการจัดการที่มีประสิทธิภาพต่อวิธีการ<br />
ทำงานกับวัตถุดิบที่มีอยู่ในกระบวนการของการทำงานกับอาคารแต่ละหลัง<br />
ได้ชัดเจนขึ้นและชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่างด้วยการให้ลองเทียบกันดูระหว่าง<br />
โครงการ IIM และโครงการ Kimbell ทั้งในแง่มุมที่ว่ากันด้วยเรื่องของ<br />
รูปแบบความสัมพันธ์โดยรวมในโครงสร้างการทำงานของอาคาร ไปจนถึง<br />
แสงและที ่ว่างทางสถาปัตยกรรม แน่นอนว่าผลงานทั้งสองนั้นมีความ<br />
แตกต่างกันทั้งในเรื่องที่ตั้งที่งานทั้งสองตั้งอยู่ เรื่องของสภาพภูมิอากาศ<br />
เรื่องของวัสดุและเทคโนโลยี แต่ผมก็แน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้า ณ วันนี้<br />
Kahn จะต้องออกแบบ IIM เขาต้องออกแบบด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป<br />
จากเดิมอย่างแน่นอนโดยเฉพาะในแง่มุมที่ว่าด้วยเรื่องของแสงธรรมชาติ<br />
และแน่นอนมันจะต้องครอบคลุมไปจนถึงความสัมพันธ์ในเรื่องโครงสร้าง<br />
ของอาคารด้วย<br />
146<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
Q: มีสิ่งใดบ้างที่คุณจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ของ Kahn ที่มีต่อบุคคล<br />
รอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของการ<br />
ปฏิบัติวิชาชีพ<br />
A: ถึงแม้ว่าในความโอบอ้อมอารีที่มีอยู่ในฐานะของการเป็นครูและใน<br />
ฐานะผู้ร่วมงานของ Kahn จะมีอยู่อย่างไม่จำกัด แต่ชีวิตส่วนตัวและชีวิต<br />
ครอบครัวของเขาแล้ว เขาดูจะให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษซึ่งก็เป็นไปได้<br />
ว่าจากการที่เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยจะแสดงออกจึงเป็นการยากที่จะบอกกล่าว<br />
ถึงความยากลำบากที่เขามีอยู่ หรือปัญหาเรื่องทางการเงินที่เขาต้องเผชิญ<br />
ให้ผู้อื่นได้ร่วมรับรู้ อย่างไรก็ตาม กับเพื่อนที่มีความสนิทสนมกันแล้ว เขา<br />
ค่อนข้างเป็นคนที่เปิดเผยอยู่บ้าง ผมและครอบครัวมักจะได้รับการเชื ้อเชิญ<br />
ให้ไปเป็นแขกที่บ้านพักของเขาอยู่เสมอๆ และก็ได้รับรู้เกี่ยวกับการดำรงชีวิต<br />
ที่เคร่งครัดต่อความสมเหตุสมผลของเขา รวมถึงความรักของเขาที่มีต่อ<br />
ดนตรีผ่านการเล่นเปียโน รวมถึงความรักที่มีต่อการสะสมหนังสือหายาก<br />
สิ่งที่สร้างความรู้สึกได้อย่างเหนือความคาดหมายให้กับเรานั้นคงเป็น<br />
เรื่องของการที่ Esther 31 เองก็ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ในการเดินทางและ<br />
การไปพำนักอยู่ที่อินเดียของเขาซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า Kahn เองก็ได้<br />
บอกเล่าและถ่ายทอดเรื่องราวรวมถึงสิ่งต่างๆ ที่แสนจะยืดยาวและมากมาย<br />
ให้เธอได้รับรู้มาโดยตลอด ผมและภรรยารู้สึกซาบซึ ้งใจในของขวัญที ่คน<br />
ทั้งสองได้มอบให้เราอันได้แก่ต่างหูเพชรคู่ที่มอบให้ภรรยาของผม รวมถึง<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
147
ของเล่นเด็กราคาแพงที่เขาได้มอบให้ลูกสาวของ<br />
เรา เรารู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งที่ Kahn ถามถึง<br />
ภาพเขียนที่เขียนโดยลูกสาวคนเล็กของเรา Manisha<br />
ที่ทุกวันนี้มันก็ยังคงถูกแขวนเอาไว้บนผนัง<br />
ในห้องนอนของ Kahn<br />
Kahn เป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่ดูหนักแน่นเอา<br />
จริงเอาจังกับชีวิตและดูครุ่นคิดในขณะเดียวกัน<br />
เขาเป็นบุคคลที่ทำงาน ใช้ชีวิต และมีการดำเนิน<br />
ชีวิตที่เรียกได้ว่าให้ความสำคัญกับการครุ่นคิด<br />
และไตร่ตรองอย่างรอบคอบเป็นอย่างมาก<br />
ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้ที่น่าจะสามารถบอกเล่า<br />
คุณสมบัติดังกล่าวของเขาให้รับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้น<br />
ในราวปี 1963 Gira Sarabhai ได้เคยถามคำถาม<br />
พื้นๆ ต่อ Kahn ว่า สถาปัตยกรรมคืออะไร ซึ่ง Kahn<br />
ไม่อยากจะตอบคำถามดังกล่าวด้วยคำตอบแบบ<br />
พื้นๆ ทั่วไป แทนที่จะให้คำตอบกับ Gira Sarabhai<br />
เขากลับขอเวลาหนึ่งวันสำหรับคำตอบต่อคำถาม<br />
ดังกล่าว และในวันถัดมาเขาก็ได้กลับไปพร้อม<br />
31 Esther ภรรยาของ Louis I. Kahn ติดตาม<br />
บทสัมภาษณ์ของ Esther เพิ่มเติมได้ใน<br />
ภาพยนตร์เชิงสารคดี (Documentary) เกี่ยวกับ<br />
การสืบค้นถึงตัวตนที่แท้จริงของ Louis I. Kahn<br />
เรื่อง My Architect ที่มี Nathaniel Kahn บุตร<br />
ชายนอกสมรสของ Kahn เองรับหน้าที่เป็นทั้ง<br />
ผู้กำกับและรับบทในฐานะผู้ดำเนินเรื่องเพื่อ<br />
สร้างความเข้าใจในตัวบิดาที่เขาแทบจะไม่ได้มี<br />
โอกาสใกล้ชิด<br />
148<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
กับกระดาษที่มีประโยคที่อ่านได้ว่า<br />
“ว่าด้วยเรื่องของสถาปัตยกรรมแล้วถึงแม้ผมจะรับรู้ได้ในความ<br />
เป็นจิตวิญญาณของมัน แต่เมื่อถามถึงธรรมชาติของมันจริงๆ<br />
แล้ว ผมกลับเข้าไม่ถึงในความเป็นธรรมชาติของมัน ไม่ว่าจะเป็น<br />
สระว่ายน้ำ วัดเชน โรงเรียน ปราสาทราชวัง หรือโรงงาน ที่ล้วน<br />
แล้วแต่มีแสงสว่างอยู่ในตัวเอง หากแต่อยู่ที่ความปรารถนาของ<br />
มันในการที่จะเป็นสิ่งใดนั้น นั่นก็คือการที่มันจะต้องเข้าถึงแก่น<br />
แท้ในความเป็นตัวตนของมันเองให้ได้ ความเป็นตัวตนที่สุด<br />
แสนจะธรรมดาและมันก็เป็นเพียงแก่นแท้ของความเป็นตัวตน<br />
ที่แสดงออกถึงการมีชีวิตและการมีความเป็นศิลปะอยู่ในตัวของ<br />
มันเอง”<br />
สำหรับ Kahn ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างความถูกต้องให้เกิดขึ้นมาได้ถ้าหาก<br />
ความถูกต้องนั้นไม่ได้มาจากการไตร่ตรองมาแล้วอย่างรอบคอบ เขาเป็น<br />
บุคคลที่อยู่บนความแน่นอนอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยอุปนิสัยเช่นนี้กระมัง<br />
ที่ทำให้เขาต้องยับยั้งความคิดและความรู้สึกส่วนตัวหลายประการเอาไว้<br />
อย่างเช่นในกรณีของความรู้สึกของเขาที่มีต่อ Le Corbusier ผู้ซึ่งเป็น<br />
บุคคลที่ Kahn แสดงความยกย่องชื่นชมและเฝ้าติดตามการทำงานมาโดย<br />
ตลอด ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนมีโอกาสได้พบกันเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั ้น อีกทั้ง<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
149
•• Kahn เป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่ดู<br />
หนักแน่นเอาจริงเอาจังกับชีวิตและดู<br />
ครุ่นคิดในขณะเดียวกัน เขาเป็นบุคคลที่<br />
ทำางาน ใช้ชีวิต และมีการดำาเนินชีวิตที่<br />
เรียกได้ว่าให้ความสำาคัญกับการครุ่นคิด<br />
และไตร่ตรองอย่างรอบคอบเป็นอย่าง<br />
มาก ••<br />
150<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ยังเป็นครั้งนั้นครั้งเดียวที่ทั้งสองพบกันอย่างไม่เป็นทางการ แต่ Kahn ก็ได้<br />
พูดถึง Le Corbusier เอาไว้อย่างจริงจังและมันก็แสดงออกถึงความ<br />
ยกย่องชื่นชมของเขาที่มีต่อ Le Corbusier ซึ่งการแสดงความรู้สึกทั้งหมดนี้<br />
นั้นมาเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อภายหลังจากที่ Le Corbusier ได้เสียชีวิต<br />
สิ่งเหล่านี้นับได้ว่าเป็นบุคลิกภาพส่วนตัวของ Kahn ที่ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่<br />
เขาให้ความรักและการยกย่องชื่นชมอย่างจริงจัง เขากลับไม่เคยแสดงออก<br />
อย่างเปิดเผยให้ผู้อื่นรับรู้ สำหรับ Kahn สิ่งเหล่านี้กลายเป็นการเก็บงำซ่อน<br />
ความรู้สึกของเขาเอาไว้โดยลำพังในความเงียบสงัด และมันก็เป็นสิ่งที่เขา<br />
เลือกที ่จะดำเนินชีวิตของเขาในแบบนี้ เขาเป็นดังเช่นโยคีที่มักจะตั้งคำถาม<br />
โดยตลอดต่อความสัมพันธ์ที่อยู่บนความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ<br />
จักรวาลอันน่าพิศวงผ่านความลึกซึ ้งที่มีอยู่ในจิตใจซึ่งถูกเรียกขานกันว่า<br />
สภาวะแห่งจิต สภาวะแห่งจิตนี้เองที่คอยกระตุ้นเตือนเขามาโดยตลอด<br />
ตลอดระยะเวลาในช่วงชีวิตการทำงานของเขา ผลงานระยะหลัง รวมถึง<br />
งานเขียนบทความและแบบร่างต่างๆ ที่แสดงออกถึงความคิดความอ่าน<br />
ของเขา บ่งบอกถึงการท่องไปในความเงียบสงัดและความหมายที่มีอยู่<br />
ภายใต้แสงสว่างที่เขาเป็นผู้กำหนดมันขึ้นมา<br />
Vastu Shilpa Foundation for Studies and Research in Environmental<br />
Design ได้รับการจัดตั้งขึ้นในปี 1978 ด้วยวัตถุประสงค์คร่าวๆ 2 ประการ<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
151
•• ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างความถูกต้องให้<br />
เกิดขึ้นมาได้ถ้าหากความถูกต้องนั้น<br />
ไม่ได้มาจากการไตร่ตรองมาแล้วอย่าง<br />
รอบคอบ ••<br />
152<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ประการที่หนึ่งเพื่อริเริ่มการวิจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมของถิ่นที่อยู่ในประเทศ<br />
อินเดีย ที่จนถึงขณะนั้นแล้วยังไม่ได้รับการบรรจุให้อยู่ในนโยบายอย่าง<br />
จริงจังจากหน่วยงานใดๆ ที่ต้องทำหน้าที ่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมใน<br />
ถิ่นที่อยู่ของผู้คน วัตถุประสงค์ประการที่สอง เพื่อพัฒนารากฐานสำหรับ<br />
ทฤษฎีที่มีความเป็นมาตั้งแต่ดั้งเดิม รวมถึงธรรมเนียม การยึดถือปฏิบัติ<br />
ต่างๆ และบรรทัดฐานที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในถิ่นที่อยู่ของผู้คน อันสอดคล้อง<br />
กับบริบทต่างๆ ของอินเดียภายใต้ข้อแม้ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรต่างๆ<br />
ที่มีอยู่ เรื่องสภาพภูมิอากาศ เรื่องสภาพสังคมและวัฒนธรรม ด้วยการ<br />
ดำเนินการมาตลอดระยะเวลาหลายปี ทางมูลนิธิได้มีส่วนร่วมในการ<br />
ดำเนินงานโครงการรวมถึงกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้บรรลุความเชื่อมั่นที่มีอยู่<br />
ในหลักการทั้ง 3 ประการ อันได้แก่ การดำเนินงานโครงการวิจัยต่างๆ การ<br />
สร้างให้เกิดผลต่อการนำไปประยุกต์ (รวมถึงการเผยแพร่) และการเปิด<br />
ประเด็นเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทัศนคติกันอย่างกว้างขวาง<br />
และหลากหลาย<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
153
•• แหล่งที่มาของภาพประกอบภายในเล่ม<br />
ภาพ Le Corbusier / หน้า 12<br />
http://flashbak.com/wp-content/uploads/2015/05/corbusier.jpeg<br />
ภาพ Mill Owners’ Association / หน้า 21<br />
https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/<br />
72/d9/71/72d97132c07571e17ff9e4ba78ba206b.jpg<br />
ภาพประกอบเชิงอรรถที่ 3 Don Quixote / หน้า 25<br />
http://flavorwire.com/167355/literary-mixtape-don-quixote<br />
ภาพประกอบเชิงอรรถที่ 4 Trojan Horse / หน้า 26<br />
http://www.kidspast.com/images/trojanhorse1.gif<br />
ภาพ Shodhan House (1951) / หน้า 30<br />
https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/92/e3/e5/92e3e5f8e15c6dbd<br />
91141547b05e74aa.jpg<br />
ภาพ Villa Savoye (1928) / หน้า 31<br />
https://static.dezeen.com/uploads/2016/07/villa-savoye-le-corbusier-francemodernist-house-flavio-bragaia_dezeen_1568_5.jpg<br />
ภาพ Ahmedabad Textile Industry’s Research Association (ATIRA) (1951-1952) /<br />
หน้า 31<br />
http://en.wikipedia.org/wiki/Ahmedabad_Textile_Industry’s_Research_Association#/<br />
media/File:Ahmedabad_Textile_Industry%27s_Research_Association_building_<br />
(15_05_2006).jpg<br />
ภาพประกอบเชิงอรรถที่ 9 Amber Palace / หน้า 42-43<br />
เอื้อเฟื้อภาพถ่าย โดย ต้นเตย ศิระ อนามวงศ์<br />
ภาพประกอบเชิงอรรถที่ 10 Mandu / หน้า 44<br />
https://lh4.googleusercontent.com/-6NtEZBjmTY4/TC7BiHbpjGI/AAAAAAAAA<br />
GI/-6dcxzKZ9Fs/s640/Mandu-1076.JPG<br />
ภาพ Chandigarh Capitol Complex / หน้า 51<br />
https://static.dezeen.com/uploads/2016/08/capitol-complex-le-corbusierchandigarh-india-benjamin-hosking_dezeen_1568_1.jpg<br />
154<br />
กิจโชติ นันทนสิริวิกรม : แปล
ภาพ Sangath / หน้า 74-75<br />
บน http://1.bp.blogspot.com/_IVUE_zSW6ZE/TDv_so8Rh6I/AAAAAAAAAWM/XEh-<br />
HIFcbD2E/s1600/Sangath_Section-Alt.jpg<br />
ล่าง https://thearchiblog.files.wordpress.com/2012/04/sangath-ahmedabad-b-vdoshi-26.jpg<br />
ขวา http://images.adsttc.com/media/images/5038/17ad/28ba/0d59/9b00/0<br />
dec/large_jpg/stringio.jpg?1414199060<br />
ภาพ Louis I. Kahn / หน้า 96<br />
http://www.revistaplot.com/wp-content/uploads/2013/05/0023.jpg<br />
ภาพ Richards Medical Centre / หน้า 102<br />
บน https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/2c/70/71/2c7071f<br />
89d363835d66faf3052dd60b8.jpg<br />
ล่าง https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/76/c2/23/76c223ee6db8f<br />
8c68abb56b3a76bd50a.png<br />
ภาพ Salk Institute / หน้า 103<br />
บน http://media.architecturaldigest.com/photos/56834606b313ecbd<br />
18114b12/4:3/w_740/001%20IMG_3427.jpg<br />
ล่าง http://the-talks.com/wp-content/uploads/2016/02/Richard-Saul-Wurman-<br />
Salk-Institute-01-Jacqueline-Poggi.jpg<br />
ภาพ Indian Institute of Management / หน้า 110-111<br />
http://images.adsttc.com/media/images/5037/e64a/28ba/0d59/9b00/033e/<br />
large_jpg/stringio.jpg?1414231168<br />
ภาพ Unitè d’habitation / หน้า 135<br />
https://pautorf1.files.wordpress.com/2014/02/briey_unite_d_habitation.jpg<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
155
•• ดรรชนี<br />
A<br />
Ahmedabad<br />
22, 35, 39, 43, 45, 66, 85, 105, 109,<br />
112, 113, 144<br />
Ahmedabad Textile Industry’s Research<br />
Association (ATIRA)<br />
35, 97-98<br />
B<br />
Bach, Johann Sebastian (1685-1750)<br />
87<br />
Beethoven, Ludwig van (1770-1827)<br />
108<br />
Bharat Diamond Bourse, The<br />
104<br />
Bodiansky, Vladimir (1894-1966)<br />
32<br />
Bologna<br />
122<br />
C<br />
Capitol Complex<br />
48, 55, 121<br />
Chandigarh<br />
15, 17, 27, 32, 34, 44, 46, 48, 52-57,<br />
59-60, 65-67, 69, 83, 121, 125<br />
CIAM (Congrès Internationaux<br />
d’Architecture Moderne)<br />
15<br />
Correa, Charles (1930-2015)<br />
78<br />
D<br />
Drew, Jane (1911-1996)<br />
48, 53-54<br />
F<br />
Fry, Maxwell (1899-1987)<br />
48, 53-54<br />
Fuller, R. Buckminster (1895-1983)<br />
42<br />
G<br />
Giedion, Sigfried (1888-1968)<br />
46, 48<br />
Graham Foundation Fellowship<br />
97<br />
Gujarat State Fertilizers Township<br />
129<br />
I<br />
Indian Institute of Management (IIM)<br />
99-100, 104, 108-109, 112, 115, 136,<br />
139-141, 146<br />
J<br />
Jahaz Mahal<br />
119<br />
156<br />
ดรรชนี
Jaipur<br />
43, 65<br />
Jeanneret, Pierre (1896-1967)<br />
68, 83<br />
K<br />
Kahn, Esther<br />
147<br />
Kahn, Louis I. (1901-1974)<br />
43, 60, 89-92, 95, 97-100, 105-109,<br />
112-117, 119-122, 124-125, 127,<br />
129, 131-133, 136-139, 144-149,<br />
151<br />
Kanvinde, Achyut (1916-2002)<br />
35<br />
Kimbell<br />
146<br />
L<br />
Lalbhai, Kasturbhai (1894-1980)<br />
108<br />
Le Corbusier (1887-1965)<br />
13-15, 17-18, 22-25, 27-29, 32-36,<br />
39-41, 43-46, 48, 52-60, 62-63,<br />
66-67, 69-73, 77-79, 81-83, 85-93,<br />
95, 97, 99, 101, 104-106, 109, 116-<br />
117, 120-122, 124-126, 129, 132-<br />
133, 136, 149, 151<br />
Luanda<br />
98<br />
M<br />
Marseilles<br />
15, 32, 36, 133<br />
Master and Servant Spaces<br />
98<br />
McHarg, Ian (1920-2001)<br />
106<br />
Mill Owners’ Association<br />
19, 22, 27, 66, 109<br />
Mughal Garden<br />
105<br />
N<br />
National Institute of Design (NID)<br />
112<br />
P<br />
Perkins, G. Holmes (1904-2004)<br />
104, 106<br />
Prasad, Shivnath<br />
78<br />
Premabhai Hall<br />
97<br />
<strong>นักกายกรรมและโยคีแห่งสถาปัตยกรรม</strong><br />
The Acrobat and the Yogi of Architecture<br />
157
R<br />
Raje, Anant (1929-2009)<br />
112<br />
Ranakpur<br />
137<br />
Richards Medical Centre<br />
100-101, 104<br />
Rousseau, Henri (1844-1910)<br />
122<br />
S<br />
Salk Institute<br />
100, 107<br />
Sangath<br />
72-73<br />
Sarabhai House<br />
34, 70, 89, 122<br />
Sarabhai, Gira<br />
92, 148<br />
Sarabhai, Vikram (1919-1971)<br />
109<br />
Sarkhej Complex<br />
144<br />
Sense of Space<br />
28<br />
Shodhan House (Villa Shodhan)<br />
29, 105, 122<br />
shuttering<br />
36<br />
T<br />
tapasya<br />
120<br />
U<br />
Unité d’habitation<br />
15, 48, 133<br />
V<br />
Vastu-Shilpa Foundation for Studies and<br />
Research in Environmental Design<br />
151<br />
Villa Savoye<br />
29, 105<br />
W<br />
Wright, Frank Lloyd (1867-1959)<br />
109<br />
X<br />
Xenakis, Iannis (1922-2001)<br />
68<br />
158<br />
ดรรชนี