ASA CREW VOL.14

ASACREW


ASA Media Director’s words

งานสถาปนิก ’62 ใช้ประเด็น “สถาปัตยกรรม

สีเขียว” มาเป็นแนวคิดหลักในการนําเสนองาน

ภายใต้ชื่อ “กรีน อยู่ ดี” หรือ “Living Green”

ASA CREW ฉบับนี้จึงคัดสรร​เอาประเด็นดัง

กล่าวมาอยู่ในคอลัมน์หลักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

ความเห็นของผู้เชี ่ยวชาญที ่มาร่วมพูดคุยกัน

ถึงสถานการณ์การออกแบบสถาปัตยกรรม

สีเขียว​ในปัจจุบัน ทั้งในระดับประเทศและระดับ

สากล บทความพิเศษพัฒนาการสถาปัตยกรรม

ยั่งยืนในประเทศไทย โครงการสถาปัตยกรรมที

น่าสนใจ รวมไปถึงการสรุปงาน สถาปนิก ’62

สําหรับท่ านที่พลาดไป เชิญพลิกอ่านกันได้เลย

ครับ

ผศ. ดร.กมล จิราพงษ์

บรรณาธิการบริหาร

As Architect ’19 Expo embraces Green Architecture with its theme,

‘Living Green’, ASA CREW brings you some very interesting observations

and updates on this rising architectural movement. Featured in this

issue are roundtable discussion between experts and academics about

the current local and global scenario of Green Architecture, a special

article on the development and tendency of sustainable architecture

in Thailand, reviews of outstanding green architectural projects as well

as ASA CREW’s special report on this year’s Architect ’19 Expo. Enjoy!

Asst. Prof.Kamon Jirapong, Ph.D.

Managing Editor


Editor’s words

Living Green

กระแสและการตื่นตัวในเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียวในบ้านเรานั้น

ได้รับความสนใจมาสักพักใหญ่แล้ว และก็ถูกพูดถึงและมีความเข้าใจมากขึ้น

ไม่เพียงเฉพาะแค่ในวงวิชาชีพและแวดวงการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รับรู้

และได้รับความสนใจในสังคมวงกว้าง ซึ่งในบางแง่มุมนั้น คำว่า สีเขียว หรือ

กรีน นี้ ก็กินความกว้าง มีเฉดสีที่หลากหลาย และในขณะเดียวกัน ก็อาจ

กล่าวได้ว่ามีความซ้ำและเชยอยู่ในที เพราะแนวคิดเรื่องกรีนนี้ถูกนำไปพูด

ถึงและนำไปใช้เป็นจุดขายอย่างแพร่หลายมากมาย แต่หากมองในบางแง่มุม

นั้น องค์ความรู้ หลักการ และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดกรีนนี้

ก็ต้องถูกทบทวนและพัฒนาให้เหมาะสม สอดคล้องกับวิถีชิตและสถานการณ์

ของสังคมในยุคปัจจุบัน

ASA CREW ฉบับนี้ จึงได้นำเสนอเนื้อหาหลักภายใต้ธีม ‘Living Green’

ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของงานสถาปนิก ’62 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และถือเป็นการขยายความต่อเนื่องในเรื่องของ

ประเด็นดังกล่าว โดยได้คัดเลือกโครงการสถาปัตยกรรมสีเขียวที่สอดคล้องกับ

ธีมมานำเสนอเป็นไฮไลท์ ประกอบด้วย อาคารอทิตยาทร ของมหาวิทยาลัย

มหิดล, อาคารสำนักงานของบริษัท Inter Crop, โรงเรียนนานาชาติ Raintree

และ บ้านพักอาศัยของคุณขวัญใจ ซึ่งทั้งสี่โครงการนี้น่าจะช่วยสะท้อนให้เห็น

ถึงภาพรวมของการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียวได้พอสังเขป นอกจากนี้ ยัง

มีคอลัมน์อื่นๆ ที่ให้มุมมองและเนื้อหาสาระที่ครอบคลุมเรื่องกรีนในมิติต่างๆ

และเป็นที่ทราบกันดีว่า ในยุคนี้ สังคมโลกต้องเผชิญกับสภาวะปัญหาต่างๆ

โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งวิชาชีพสถาปนิกก็มีส่วนสำคัญมากวิชาชีพ

หนึ่งในการช่วยลดการใช้พลังงานและทรัพยากรต่างๆ และยิ่งไปกว่านั้น การ

ออกแบบสถาปัตยกรรมในอนาคตอันใกล้นี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ซึ่งนอกจาก

ที่สถาปนิกจะต้องสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่ น่าใช้

น่าชื่นชมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานและทรัพยากร

ต่างๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดอีกด้วย รวมไปถึงบางประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้อง ก็

ขอเป็นกำลังใจให้สถาปนิกรุ่นใหม่ต่อความท้าทายที่ว่านี้ครับ

ด้วยความนับถือ

กฤษณะพล วัฒนวันยู

บรรณาธิการ

Interest in the green architecture movement in Thailand

has been strong for quite some time. It has been widely

discussed and debated in professional and educational

circles, and awareness of it has been growing steadily

among society as a whole too.

Green architecture encompasses a broad range of definitions

and shades. Its concepts are often overused, used

as a selling point for many projects, to the point that it

has sometimes fallen out of favour. But if we look at it

from another angle, the principles and technology that

make up green architecture should not be ignored. Instead,

we should rethink and renew them in accordance

with our current ways of life and predicament.

This edition of ASA CREW presents the theme ‘Living

Green’, which is inspired by the main topic of the Architect

’19 Expo that was organized by the Association

of Siamese Architects back in May. Giving us the opportunity

to explore this theme are profiles of four green

projects, including the Aditayathorn building at Mahidol

University, the Inter Crop Office, Raintree International

School and Kwanjai House. Together, these buildings give

a general picture of the green architecture and design

movement as it stands today. Also in this volume are

stories that offer fresh perspectives on other dimensions

of green architecture.

That society today faces various problems, particularly

in relation to the environment, is common knowledge.

One of the key challenges the architectural profession

will face in the near future is reducing mankind’s use

of energy and natural resources. Architects working

in this contemporary moment not only have to create

comfortable, pleasant and beautiful architecture, they

must also be cognizant of environmental issues, energy

conservation and resource usage, as well as the social

factors their buildings have an impact upon. With this

edition, I hope to encourage the new generation to address

these urgent challenges.

Regards,

Kisnaphol Wattanawanyoo

Editor

แก้ไขข้อมูลของ ASA CREW เล่ม 13: High Life ในหน้า 36 ให้ถูกต้องคือ - Manatspong Sanguanwuthirojana (Hypothesis)

– ทางทีมงานขออภัยในความผิดพลาดนี้อีกครั้ง

3


Update

50 ปี อาษาอนุรักษ์

(พ.ศ. 2511-2561) ตอนที่ 3

The 50th Anniversary of ASA

Conservation (1968-2018) Part 3

Text: ปองขวัญ สุขวัฒนา ลาซูส / Pongkwan S. Lassus

Translation: ธนว์กัญญา แจ้งใจธรรม / Tanakanya Changchaitum

ยุคที่ 4: นักอนุรักษ์รุ่นใหม่ การปฏิรูปการทำงาน

อนุรักษ์ฯ

และการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมชุมชน (พ.ศ.

2545-ปัจจุบัน) ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่

ผู้เขียนได้เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานด้วย

ตัวเองจึงสามารถบันทึกการทำงานได้อย่างละเอียด

กว่าในช่วงที่ผ่านมาและจะขอบันทึกเหตุการณ์

โดยเสมือนผู้เขียนเป็นบุคคลที่ 3 ที่จะกล่าวถึง

การปฏิบัติงานตามตำแหน่งโดยไม่เป็นลักษณะ

การเล่าเรื่องของตัวเอง

ในปี พ.ศ. 2545 คุณประภากร วทานยกุล เป็น

นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ มีการปฏิรูปการ

ทำงานโดยเปลี่ยนแปลงให้ประธานกรรมาธิการ

อนุรักษ์ฯ เข้ามารับตำแหน่งกรรมการบริหาร

สมาคมฯ ในตำแหน่งอุปนายก ได้เชิญ ดร.วีระพันธุ์

ชินวัตร มาเป็นอุปนายก เพื่อร่วมกันทำงานอย่าง

ใกล้ชิด ไม่เป็นเอกเทศเหมือนที่ผ่านมาในอดีต และ

ตำแหน่งประธานกรรมาธิการอนุรักษ์ฯ ยังคงอยู่

ได้มีการปรับเปลี่ยนกรรมาธิการอนุรักษ์ฯ ใหม่ทั้ง

ชุดเป็นนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ในสมัยนั้น ซึ่งหลายท่าน

ทำงานต่อเนื่องมาหลายสมัย อาทิ คุณปองขวัญ สุข

วัฒนา ลาซูส ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว

คุณวสุ โปษยะนันท์ และมีการปฏิรูปการท ำงานของ

กรรมาธิการฯ โดยการขยายขอบข่ายการทำงาน

ให้มีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้น งานใหญ่ที่สำคัญก็คือ

งานประเมินสภาพอาคารรางวัลอนุรักษ์ดีเด่นใน

รอบ 20 ปี เพื่อการปรับปรุงเกณฑ์การให้รางวัล

ในอนาคต การทำงานครั ้งนี้ทำให้เกิดการสร้าง

สถาปนิกรุ่นใหม่ให้เข้ามาสัมผัสกับคุณค่าอาคาร

ที่เป็นมรดกสถาปัตยกรรมได้อย่างกว้างขวาง

เนื่องจากในรอบ 20 ปี ที่สมาคมสถาปนิกสยามฯ

ได้มอบรางวัลให้กับอาคารกว่า 170 อาคารทั้ง

ประเทศ งานประเมินสถานภาพอาคารเหล่านี้ต้อง

พึ่งอาจารย์ สถาปนิก และนักศึกษาสถาปัตยกรรม

จำนวนมากเพื่อออกสำรวจ และจัดทำรายงาน

เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ ถือเป็นโครงการ

ที่สร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามารู้จักและสัมผัสกับ

มรดกสถาปัตยกรรมจนเห็นคุณค่า เกิดความรัก

และหวงแหนในมรดกสถาปัตยกรรมเหล่านี้

The Fourth Period: New generation conservationists:

Reforming conservation approaches

and conservation of local architectural heritage

In 2002, Prabhakorn Vadanyakul, the then

President of the Association of Siamese Architects,

initiated the reform of the association’s

operations by assigning the Chairman

of the Conservation Commission to join the

executive board as Vice President. With Dr.

Weeraphan Shinawatra as Vice President, the

work of the ASA Architectural Conservation

Committee was carried out more collaboratively.

And while the Chairman of the ASA

Architectural Conservation Committee still

remained a part of the organizational structure

of the association, the members of this committee

were replaced by a younger generation

of conservationists, such as Pongkwan Lassus,

Assistant Professor Sudjit Sananwai and Vasu

Poshyanandhana. Many of them had already

been working under the ASA Architectural

Conservation Committee during different ASA

president’s terms.

Coinciding with these changes was a broadening

of the committee’s scope, a development

which resulted in several new projects. One of

these was the evaluation of ASA Architectural

Conservation awarded buildings and revision

of the award criteria, which was done for

the first time in 20 years. The collaboration

attracted a large number of new generation

architects and architectural students to experience

and learn about the existing architectural

heritage. On the occasion of its 20th

anniversary, the Association of Siamese Architects

awarded over 170 buildings nationwide.

Since evaluation drew on the knowledge and

experience of a large number of professors,

practitioners and students in architecture to

carry out surveys and submit research reports,

the project ended up recruiting a younger

generation of architectural researchers who

were then able to have first-hand experience

of the country’s architectural heritage.

The project not only succeeded in its goal of

evaluating existing architectural heritage but

also raised awareness among a new generation

who came to appreciate the value of

architectural heritage.

A book, 174 Architectural Heritages in Thailand,

featuring photographs and brief histories

4

5


นอกจากนี้ยังมีการจัดทำหนังสือ 174 มรดก

สถาปัตยกรรมในประเทศไทย เพื่อรวบรวม

ภาพถ่ายสวยงามและประวัติอาคาร 174 อาคารที่

ได้รับรางวัลอนุรักษ์ฯ ดีเด่นปี พ.ศ. 2525-2545

เพื่อเป็นการเผยแพร่ต่อยอดการคัดเลือกรางวัลให้

ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น การจัดทำหนังสือ

เล่มนี้ภายใต้การดูแลของคุณปองขวัญ สุขวัฒนา

ลาซูส ในฐานะบรรณาธิการ ได้ส่งผลต่อยอดให้

เกิดการจัดเก็บข้อมูลอาคารรางวัลอนุรักษ์ฯ ดีเด่น

อย่างเป็นระบบในสมัยต่อๆมาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากนั้นอีก 10 ปี จากการเก็บรวบรวมข้อมูล

อย่างเป็นระบบ หนังสือเล่มที่ 2 คือ 183 มรดก

สถาปัตยกรรมในประเทศไทย ก็ออกสู่สายตา

สาธารณชน เพื่อได้ชื่นชมผลงานอาคารรางวัล

อนุรักษ์ดีเด่น อีก 183 อาคารที่ได้รับรางวัล

อนุรักษ์ฯ ดีเด่นปี พ.ศ. 2546-2555

ในช่วงปี พ.ศ. 2549-2551 คุณสิน พงษ์หาญยุทธ

ขึ้นเป็นนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้เชิญ

ให้คุณปองขวัญ มาเป็นอุปนายกและประธาน

กรรมาธิการอนุรักษ์ฯ เพื่อบริหารงานด้านการ

อนุรักษ์ให้มีขอบข่ายงานที่กว้างขวางขึ้น ประกอบ

กับในปี พ.ศ. 2551 จะเป็นหมุดหมายสำคัญใน

วาระครบรอบ 40 ปี การทำงานของกรรมาธิการฯ

โดยทางสมาคมฯ สนับสนุนเรื่องงบประมาณอย่าง

เต็มที่ จึงได้มีการแต่งตั้งกรรมาธิการและให้ท่าน

เหล่านั้นได้ร่วมกันเสนอโครงการใหม่ๆ เพื่อเตรียม

เฉลิมฉลองวาระนี้ขึ้นมากมายหลายโครงการ

ส่วนใหญ่ยังดำเนินต่อเนื่อง และได้รับการต่อยอด

มาจนถึงทุกวันนี้ โครงการเหล่านั้นคือ

โครงการแผนที่วัฒนธรรมท้องถิ่นริมน้ำบางกอก

(บ้านบุ – กุฎีจีน)

โครงการนี้ริเริ่มโดย ดร.วีระพันธุ์ ชินวัตร ในปี

พ.ศ. 2550 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเห็น

คุณค่าร่วมกันในมรดกวัฒนธรรมริมน้ำซึ่งเป็น

รากเหง้าของชาวบางกอก การจัดทำแผนที่มรดก

วัฒนธรรมจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

ทั้งคนในชุมชน นักวิชาการท้องถิ่น สถาบันการ

ศึกษานอกและในพื้นที่ กรมศิลปากร บ้าน วัด

โรงเรียน รวมถึงเยาวชนในพื้นที่ เป็นการกระตุ้น

of 174 buildings given ASA Architectural Conservation

awards between 1979 and 2002 was

also published. The book aimed to promote

both the buildings and selection process of

the awards to the general public. The making

of the book was supervised and directed by

the assigned editor, Pongkwan Lassus, and

this process resulted in a systematic method

which is still used today to collect data of

buildings that have won ASA Architectural

Conservation Awards.

Thanks to this systematic data collection, a

second book, 183 Architectural Heritages in

Thailand, was released a decade later. This

brought to public attention the 183 buildings

that had won ASA Architectural Conservation

Awards between 2003 and 2012.

Sinn Phonghanyudh assumed the office of

President of the Association of Siamese Architects

between 2006 and 2008, and invited

Pongkwan Lassus to be the Vice President and

Chairperson of the ASA Architectural Conservation

Committee, which aimed to expand its

scope to be more comprehensive. The year

2008 was an important milestone as it marks

the 40th anniversary of the commission. With

the association provided full financial support,

the members proposed ideas for projects that

would, under the supervision of Chairperson

Pongkwan Lassus, be carried out in celebration

of this special occasion. Most of these

projects are still operating today.

The following projects were initiated as part

of the ASA Architectural Conservation Committee’s

40th anniversary:

Cultural Mapping of Water-based Communities

in Bangkok (Baan Bu-Kudeejeen)

Initiated by Dr. Weeraphan Shinawatra in

2007, this project aimed to create a collective

awareness in the cultural values of

water-based communities that have been the

root of Bangkok and its people. This cultural

mapping succeeded thanks to the collaboration

of all the stakeholders, from people in

the local communities, academics, education

institutes inside and outside of the area to the

Department of Fine Arts, temples and schools,

including teachers and pupils. The project has

helped the locals to appreciate the value of

their home – one of the oldest communities

in Bangkok – and inspired them to value and

preserve their heritage. The cultural mapping

project received tremendous support from

ให้เกิดการรัก/หวงแหน ในมรดกของตน ซึ่งเป็นย่านเก่าที่เป็นจุดกำเนิดของ

กรุงเทพฯ และเนื่องจากพื้นที่ย่านกะดีจีนกำลังมีปัญหาที่ชุมชนถูกไล่รื ้อจาก

ทางวัดกัลยาณมิตร รวมถึงการที่ทางวัดกำลังรื้อทำลายโบราณสถานระดับ

ชาติ จึงได้รับการสนับสนุนจากชุมชนด้วยดีในการดำเนินโครงการ

โครงการฟื้นฟูย่านกะดีจีน (พ.ศ. 2551-2554)

ในปีต่อมา ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ได้เข้ามารับช่วงต่อเป็นหัวหน้าโครงการ

จัดทำโครงการฟื้นฟูย่านกะดีจีน โดยมีการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างเข้มข้น

ร่วมกับนักศึกษาภาควิชาผังเมือง ชาวชุมชน และภาคเอกชน ภายใต้การ

ประสานงานของสมาคมสถาปนิกสยามฯ ภายใน 4 ปี เกิดโครงการและ

กิจกรรมเชิงอนุรักษ์ศิลปและวัฒนธรรมและฟื้นฟูย่านเก่ามากมาย ในพื้นที่

จนได้ขยายขอบเขตไปทำรวมเป็นย่านกะดีจีน-คลองสาน โครงการต่างๆ

เหล่านี้ อาทิ โครงการชาวย่านคิดนิสิตจัดให้ ประกอบด้วยโครงการย่อย

การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะของ 6 ชุมชนในย่านกะดีจีน คือ ชุมชนกุฎีจีน

ชุมชนวัดกัลยาณ์ฯ ชุมชนวัดประยูรฯ ชุมชนกุฎีขาว ชุมชนวัดบุปผาราม

และชุมชนโรงคราม

จากความสำคัญของย่านกะดีจีนที่รวมเอาชุมชนชาวพุทธ

คริสต์ อิสลาม 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ ที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

มาตั้งแต่สมัยอยุธยา สมาคมสถาปนิกสยามฯ จึงได้รับความกรุณา

จากพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยูรวงศาวาส และอธิการบดี

มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เป็นองค์ประธานในการจัดประชุม

คณะทำงานจากทุกภาคส่วนที่วัดของท่าน จึงได้เกิดความร่วมมือ

ร่วมใจ จากทั้ง บ้าน วัด โรงเรียนและราชการ (บวรร) เป็นอย่างดียิ่ง และ

ได้มีการจัดงานประเพณีต่างๆ ของทุกศาสนา เป็นประจำมาเป็นเวลา 4 ปี

โดยได้มีการนำเอาแนวคิดที่จะนำศิลปะเข้ามานำโครงการให้เกิดการร่วมมือ

ร่วมใจของชาวชุมชน เกิดเป็นโครงการ “ศิลปในซอย” ที่ได้รับการตอบรับ

อย่างดีจากทั้งชาวชุมชน องค์กรร่วมจัดกว่า 70 องค์กร และประชาชนชาว

กรุงเทพมหานครที่ได้มาร่วมงาน

โครงการจัดทำทะเบียนอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ออนไลน์ (online)

จากแนวคิดเรื่อง Heritage at Risk ของ ICOMOS ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา)

สนั่นไหว ได้ริเริ่มโครงการประกวดจัดทำทะเบียนอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์

online ขึ้นในปี พ.ศ. 2550 เป็นการใช้เทคโนโลยีทางการสื่อสารสมัยใหม่

ประกอบกับการมีส่วนร่วมของคนในสังคมมาช่วยจัดทำทะเบียนข้อมูลของ

อาคารหรือชุมชนที่มีคุณค่าแต่มีปัญหา มีความเสี ่ยงที่จะถูกรื้อทำลาย ขาด

การดูแลเอาใจใส่ หรือจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยมีการประกวดการจัด

ทำทะเบียนอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ online ขึ้น พร้อมด้วยกิจกรรมการ

อบรมวิธีเก็บข้อมูลตามหลักวิชาการและเผยแพร่ผ่าน website แบบ real time

ผลที่ได้จากโครงการนี้นอกจากจะช่วยให้การอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรม

และชุมชนขยายไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้นแล้ว จากข้อมูลทะเบียนอาคารที่

people within the community, in part, due

to the ongoing eviction conflict between the

Kadeejeen neighborhood and Kalayanamit

Temple, which has a controversial plan to

demolish an important historical site located

within its property.

Revitalize Kadeejeen project 2008-2012 (Kadeejeen

neighborhood includes six communities,

one of them is Kudeejeen Community)

The following year, Pongkwan Lassus invited

Dr. Niramon Kulsrisombat to take lead of the

project and initiate the plan to revitalize the

Kadeejeen neighborhood. The collaboration

with the community was close and intense,

with students from the department of urban

planning, community members and the private

sector working together under the supervision

and coordination of the ASA. Within

the span of four years, the area saw a great

number of art and cultural preservation and

revitalization projects and activities. The initiative

was expanded to encompass the area

of Kadeejeen and expanded to Klongsarn with

projects such as the refurbishment of public

spaces in six different local communities

(Kudeejeen, Wat Kalaya, Wat Prayoon, Kudee

Khao, Buppharam and Rong Kram).

The significance of the Kadeejeen neighborhood

is its status as a melting pot where Buddhist

(Theravada and Mahayana), Catholic and

Muslim communities have all lived together

peacefully since the Ayutthaya period. The

association invited Phra Phrombundit, the

abbot of Prayurwongsawas Temple and the

President of Mahachulalongkorn University,

to sit as the Chairmen of the working committee

and requested his permission to use

the temple’s space for project meetings. The

sense and spirit of collaboration from the

people, temple and schools, as well as government

agencies, was positive. There were

events such as fairs and festivals hosted by

people living in the area for four consecutive

years. There was also an attempt to use art

to promote a collaborative community spirit,

which led to the birth of projects such as ‘Art

in Soi’. In addition to the positive feedback

from within the communities and general

public who visited, more than 70 organizations

participated in these projects.

The good news is that the project has grown

successfully. Dr. Niramon Kulsrisombat was

given the chance, after his successful work

as leader of the Kadeejeen project, to estab-

6

7


มีค่าแต่อยู่ในภาวะเสี่ยงเหล่านี้ยังได้ส่งผลต่อมาใน

หลายรูปแบบ มีทั้งกรณีที่ทำให้ผู้ครอบครองอาคาร

มองเห็นคุณค่าจนนำไปสู่การบูรณะปรับปรุง นำ

มาใช้สอยต่อไปได้อย่างเหมาะสม จนกลับมาได้

รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นในที่สุดและที่เป็น

ไปในทางตรงกันข้ามที่ผู้ครอบครองยังยืนยันจะ

เดินหน้ารื้อทำลายอาคารเก่าที่ทรงคุณค่าทิ้งไป

อย่างในกรณีของการรื้อมรดกสถาปัตยกรรมแบบ

โมเดิร์นเพื่อก่อสร้างศาลฎีกาหลังใหม่ แม้จะเหนี่ยว

รั้งไว้ไม่ได้แต่ก็ถือว่าสมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้

ร่วมมีบทบาทในการจัดกิจกรรมเพื่อให้ข้อมูลและ

ข้อโต้แย้งทางวิชาการไว้ แล้วทำให้เกิดการตื่นตัว

แก่สังคมในการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมยุค

โมเดิร์น เป็นที่น่าเสียดายว่าโครงการนี้ไม่ได้รับการ

ต่อยอดมาถึงปัจจุบันเนื่องจากขาดผู้ดำเนินการต่อ

และการสนับสนุนทางด้านงบประมาณ

โครงการ ASA VERNADOC

ในการประสานงานกับเครือข่ายการอนุรักษ์ต่างๆ

เช่น ICOMOS Thailand ยังได้นำมาซึ่งการขยาย

ผลในหลายโครงการของสมาคมสถาปนิกสยามฯ

เช่น โครงการ ASA VERNADOC หรือค่ายสำรวจ

รังวัดมรดกสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นด้วยวิธี VERNA-

DOC โดยการริเริ่มของ ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา)

สนั่นไหว ผู้แทนประเทศไทยในคณะกรรมการ

วิชาการระหว่างประเทศของอิโคโมสทางด้าน

มรดกสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (ICOMOS-CIAV)

และเป็นผู้นำเทคนิควิธีการเก็บข้อมูลและนำเสนอ

มรดกพื้นถิ่นที่เรียกว่า Vernacular Architecture

Documentation จากความรู้ดั้งเดิมของสถาปนิก

ชาวฟินแลนด์ ผ่านทางอาจารย์ Markku Mattila

แห่งมหาวิทยาลัย Helsinki มาถ่ายทอดใน

หมู่สถาปนิก และนิสิตนักศึกษาไทยตั้งแต่ปลาย

ปี พ.ศ. 2550

และจัดแสดงในงานสถาปนิก ’51 ร่วมกับงานฉลอง

ครบรอบ 40 ปี อาษาอนุรักษ์ จนประสบความ

สำเร็จเป็นที่สนใจอย่างมากและได้จัดต่อเนื่องเป็น

ประจำทุกปี ตั้งแต่นั้นมา โครงการ ASA VER-

NADOC ได้ถูกนำไปปรับใช้อย่างกว้างขวางผ่าน

เครือข่ายของผู้เข้ารับการอบรม นับเป็นกิจกรรม

ซึ่งสามารถรวบรวมข้อมูลขอสถาปัตยกรรม

lish the Urban Design Development Center

(UDDC) at Chulalongkorn Univeristy, and

he still continues to work with Kadeejeen-

Klongsan Union, which is now known as the

Kadeejeen-Klongsan Conservation Foundation.

One of the goals remains to preserve and

revitalize this historic neighborhood. Some of

the local people have established their own

local museum, known today as one of the

area’s cultural tourism destinations. In light

of this successful collaboration based on a

concrete action plan and pilot project, the

Bangkok Metropolitan has since suggested

the development of a master plan. In addition,

Prayuraongsawas Temple was awarded a UN-

ESCO Heritage Award Asia Pacific in 2014 for

the restoration of the Phra Borommathat Maha

Chedi and its role in community revitalization,

achieved through its active participation as a

part of civil society.

Competition for Online Registration / Architectural

Heritage Data Collection

Through the ICOMOS-endorsed Heritage at

Risk, Assistant Professor Sudjit Sananwai

began a competition for online registration/

data collecting of architectural heritage back

in 2007. Through the use of an online platform

and public participation, we were able to collect

data about at risk architectural heritage

and buildings that face problems, such as the

threat of being demolished, a lack of proper

conservation approaches and methods, or

damage caused by natural disasters. The

competition was held alongside a workshop

on how to collect data and real-time data

presentation through online platforms.

The project did not only promote architectural

heritage conservation among the younger

generation, it also yielded some interesting

data on architectural heritage that is at risk.

There were cases where the owners of listed

buildings became aware of the value of the

buildings they own. After being given proper

restoration and new usages, some of these

buildings ended up receiving ASA Architectural

Conservation awards. There were also less

successful results such as the demolition of

the Supreme Court building. Despite failing

to stop the destruction of this valuable piece

of modern Thai architecture, the Association

of Siamese Architects did provide scientific

information opposing its demolition. Such

attempts, along with online and offline campaigns,

raised awareness in society about the

value of modern Thai architectural heritage.

พื้นถิ่นของไทยด้วยระบบเดียวกันได้เป็นจำนวน

มาก และเป็นเครื่องมือสร้างคนรุ่นใหม่ให้เกิด

การเห็นคุณค่ามรดกสถาปัตยกรรม ด้วยการ

เข้าไปใช้ชีวิตทำกิจกรรมเขียนแบบในพื้นที่แหล่ง

มรดกสถาปัตยกรรมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ได้มี

โอกาสไปเห็นด้วยตา วัดและวาดด้วยมือ เกิด

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวชุมชนในพื้นที่ ภาพ

เขียนด้วยมือที่อาศัยความเพียรและเวลาได้เผย

ให้เห็นถึงคุณค่าของมรดกสถาปัตยกรรมแก่

ผู้ครอบครองหรือผู้อยู่อาศัยที่เขาอาจไม่เคยได้รับรู้

ถึงคุณค่าเหล่านี้มาก่อน สถาบันการศึกษาด้าน

สถาปัตยกรรมหลายๆ สถาบันได้นำเอากิจกรรม

นี้ไปใช้ในหลักสูตรหรือกิจกรรมนอกสถานที่ของ

ตน จนคำว่า VERNADOC เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

ไม่เฉพาะในเมืองไทยแต่ได้รับการต่อยอดไปเป็น

ค่ายระดับนานาชาติ ในทุกการประชุมใหญ่สามัญ

ประจำปีของ ICOMOS CIAV นอกจากนั้นยังได้

รับความสนใจจากหลายประเทศในภูมิภาคแถบ

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำไปทดลองจัดค่ายต่อ

โดยประสานงานผ่านทาง ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา)

สนั่นไหว และสมาคมสถาปนิกสยามฯ อาทิเช่น

อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย นับว่า

ได้มีส่วนช่วยผลักดันให้กิจกรรม VERNADOC

แพร่หลายไปได้อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและ

ต่างประเทศ และเป็นกิจกรรมที่สร้างแรงจูงใจให้

คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มรดก

สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นได้เป็นอย่างดี จนทำให้เธอ

ได้รับรางวัล CIAV Award 2013 ในที่ประชุม

ใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2556 ของ ICOMOS-

CIAV ณ ประเทศโปรตุเกส และรางวัลบุคคลดีเด่น

ด้านการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม จากสมาคม

สถาปนิกสยามฯ ในปี พ.ศ. 2554 นอกจากนี้

ยังมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ได้นำการ

ออกค่าย VERNADOC ไปใช้เป็นกิจกรรมเพื่อ

การวิจัยเพื่อพัฒนาฟื้นฟูย่านเก่าหลายแห่ง นับ

เป็นเครื่องมือที่ดีในการสร้างความตระหนักรู้ร่วม

กันของมรดกสถาปัตยกรรมชุมชน จนเกิดการ

รัก/หวงแหน สงวนรักษาให้คงอยู่และต่อยอดไปใช้

ในเชิงการท่องเที่ยว และการเป็นแหล่งเรียนรู้ทาง

วัฒนธรรมของพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย

โครงการจัดทำฐานข้อมูลอนุรักษ์ฯ

For now, however, the project has had to

cease operation due to a lack of personnel

and budget.

ASA VERNADOC

The ASA Architectural Conservation Committee,

in collaboration with other conservation

institutes such as ICOMOS Thailand, have

brought about the birth and development of

many projects. ASA VERNADOC (vernacular

documentation is a methodology for vernacular

architecture study that emphasizes

the on-site collection of data to produce high

quality measured drawings) is a project initiated

by Assistant Professor Sudjit Sananwai,

Thailand’s representative in the ICOMOS-CIAV

(ICOMOS International Committee on Vernacular

Architecture). She adopted a vernacular

architecture documentation method that

originated in Finland and was introduced to

her by Professor Markku Mattila of Helsinki

University. The method was made known to

Thai architects and architecture students in

late 2007.

The first collection of vernacular documents

was put together in an exhibition which featured

in Architect Expo 2008 and celebrated

40 years of ASA Conservation. It received

overwhelming interest from viewers and has

been included in the Architect Expo’s program

ever since. ASA VERNADOC has been widely

adapted through an expanding network of

workshop participants, and created a growing

database on Thailand’s vernacular architecture

heritage using an organized method

and system. It is also a tool that inspires the

younger generation to appreciate the value

of architectural heritage. Through a personal

two-week experience that entails drawing

and documenting works of vernacular architecture

on site, they are able to see the

works with their own eyes and to measure

the proportions and document them using

their own hands. Through this activity, a valuable

exchange of knowledge and experience

between architects, architecture students

and locals has taken place. Thanks to the

architects’ dedication, these hand-drawn

documents bring about a greater realization

on the part of owners and locals about the

value of vernacular architecture.

Several architectural departments of universities

have adopted this activity as a part of their

curriculum and field trip activities while the

term VERNADOC is gradually becoming more

8

9


ในปี พ.ศ. 2551 คุณปองขวัญได้วางระบบการ

จัดเก็บข้อมูล ในรูปหนังสือ CD Rom และการนำ

ฐานข้อมูลเข้าบรรจุในเว็บไซต์ของสมาคมสถาปนิก

สยามฯ ในปี พ.ศ. 2557 ซึ่งประกอบด้วย

- ฐานข้อมูลรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น ปี พ.ศ. 2525-

2545 จำนวน 174 อาคาร

- ฐานข้อมูลบุคลากรด้านการอนุรักษ์

- ฐานข้อมูลอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในสมัยต่อๆ มา มีการปรับ

เปลี่ยนระบบภายในและปรับการใช้งานของเว็บไซต์

ข้อมูลเหล่านี้จึงไม่ได้ปรากฏในหน้าเว็บไซต์ของ

สมาคมสถาปนิกสยามฯ มาจนถึงทุกวันนี้

โครงการนำร่องการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรม

ยุคโมเดิร์น

ในปี พ.ศ. 2549 ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ได้นำ

เรื่องการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น

มาหารือกับกรรมาธิการอนุรักษ์ ฯ ให้รับเป็นธุระ

เนื่องจากในยุคที่อดีตกรมศิลป์ นิคม มูสิกะคามะ

ได้เคยออกจดหมายมาถึงสมาคมสถาปนิกสยามฯ

เพื่อขอความร่วมมือในการจัดทำเกณฑ์ในการขึ้น

ทะเบียนโบราณสถานมรดกสถาปัตยกรรมโมเดิร์น

เนื่องจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ มีองค์ความรู้

ทางด้านคุณค่าของมรดกสถาปัตยกรรมประเภท

นี้ ทางกรรมาธิการฯ ได้มอบหมายให้ ผศ.ยงธนิศร์

พิมลเสถียร จัดทำบทความเรื่อง

“การอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น”

ขึ้น หลังจากนั้นสมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้ร่วม

กับ TCDC ในการจัดนิทรรศการ “อยากทันสมัย

สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของไทย พ.ศ. 2518-2537”

ขึ้นในปี พ.ศ. 2551 เพื่อเผยแพร่ความสำคัญและ

คุณค่าของมรดกสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในประเทศ

ไทยขึ้นเป็นครั้งแรก และได้มีการตั้งคณะทำงาน

เกี่ยวกับการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมโมเดิร์น

ในสมัยต่อๆ มา

การสร้างเครือข่ายอนุรักษ์

ในช่วงนี้มีการทำงานเป็นเครือข่ายกับหลายองค์กร

อย่างกว้างขวาง อาทิ มีการทำ MOU ร่วมกับ

recognized, not only in Thailand but internationally

thanks to the organization of international

VERNADOC camps, which are held

at ICOMOS CIAV’s annual general meeting.

Architecture communities across Southeast

Asia and the Asia-Pacific, in countries such as

Malaysia, Indonesia and Australia, have shown

keen interest in the method. Some have consulted

Assistant Professor Sudjit Sananwai

and her team to garner suggestions about

putting together VERNADOC camps in their

countries. Not only that, VERNADOC has motivated

the younger generation of architects,

students and locals to be more engaged in the

preservation of local architectural heritage.

Assistant Professor Sananwai’s contributions

earned her the CIAV Award 2013 at

ICOMOS-CIAV’s general meeting held in 2013

in Portugal, as well as a Distinguished Person

to receive ASA Architectural Conservation

award in 2011. Some university professors

have also adapted VERNADOC camp as an

activity for their research and revitalization

projects carried out in historic neighborhoods.

VERNADOC has proven to be an excellent tool

that creates greater awareness in the value

and importance of vernacular architecture

as it inspires architectural practitioners and

local communities to cherish and preserve

their heritage. In addition, the data itself

has become an archive for Thai vernacular

architecture heritage and found a role as

historical references that are often used to

help promote tourism destinations where

local cultures can be appreciated.

The making of Architectural Heritage database

In 2008, Pongkwan Lassus began developing

a database system in CD Rom and online

formats. The database, which was collated

on ASA’s official website in 2013, consisted of:

- ASA Architecture Conservation awarded

buildings from 1962 – 2002 (174 buildings)

- Practitioner in Architectural Conservation

- Valuable Architectural Heritage

Unfortunately, due to several changes and

technical adjustments on the ASA website in

later years, this database disappeared.

Pilot project for Modern Thai Architecture

Heritage Conservation

In 2006, Dr. Sumet Jumsai na Ayudhaya

brought forward the issue concerning the

conservation of modern Thai architecture.

10 11

สมาคมอิโคโมสไทย และไปทำงานร่วมกับ

กรรมาธิการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะ

และวัฒนธรรม แห่งวุฒิสภา ในเรื่องการ “ร่าง

กฎบัตรประเทศไทยเพื่อการอนุรักษ์แหล่งมรดก

วัฒนธรรม” และ “การบริหารจัดการมรดก

วัฒนธรรมในศาสนสถาน” มีการทำงานร่วมกับ

SCONTE ในการคัดค้านโครงการ “รื้อ-สร้างใหม่

อาคารศาลฎีกา” มีการร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรม

แห่งกรุงเทพมหานครในการจัดนิทรรศการ “รวม

มิตรอนุรักษ์” โดยเปิด 9 ห้องนิทรรศการให้

เครือข่ายอนุรักษ์ได้มาแสดงผลงาน และในการจัด

งานสถาปนิกที่สืบต่อกันมาทุกปี ได้มีการปฏิรูป

การจัดส่วนงานนิทรรศการของงานอนุรักษ์ให้มี

พื้นที่กว้างขางขึ้น ซึ่งนอกจากจะแสดงงานโครงการ

ต่างๆ ของกรรมาธิการอนุรักษ์ฯ ของสมาคม-

สถาปนิกสยามฯ แล้ว ยังได้เชื้อเชิญให้เครือข่าย

อนุรักษ์อื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีพื้นที่แสดง

ผลงาน เพื่อผนึกกำลังให้งานอนุรักษ์ขยายผลเป็น

ที่แพร่หลายและรับรู้จากสาธารณชนในวงกว้าง

มากขึ้น (มีต่อฉบับหน้า)

The matter was discussed after the former

Director-General of the Department of Fine

Arts, Nikom Musikama, issued a letter to the

Association of Siamese Architects requesting

we collaborate to help develop criteria for

the registration of modern Thai architecture

in Thailand as historical sites. The commission

assigned Assistant Professor Yongthanit

Pimonsatien to publish an article titled

‘Conservation of Modern Thai Architecture’. In

2008 , the Association together with TCDC put

together the exhibition ‘Keeping Up: Modern

Thai Architecture 1967-1987’ to promote the

importance and values of modern Thai architecture

for the first time in Thailand. What

ensued was the establishment of a working

committee focusing specifically on the conservation

of modern Thai architecture. This

has continued to operate ever since.

Creation and Expansion of Conservation

Network

During this period the number of collaborations

was broadly expanded. They included an

MOU with ICOMOS Thailand, and collaborating

with the Senate Standing Committee on

Religion, Morality, Ethics, Arts and Culture on

the creation of a Thailand Charter on cultural

heritage management and the management of

cultural heritage in religious places. We also

worked together with SCONTE on a campaign

opposing the demolition and reconstruction

of the Supreme Court building.

At the Bangkok Art and Culture Center, the

ASA Conservation Network put together the

exhibition ‘Anurak REMIX’ (a conservation

mini-expo); nine exhibition rooms at the BACC

welcomed the presentations and projects of

the ASA Conservation Network. And at the annual

Architect Expo, the space provided to the

ASA Conservation Network, which showcases

projects by the ASA Architectural Conservation

Committee and partners both from the

government and private sector, has grown

larger every year. Taken together, all these

developments are helping to raise awareness

and appreciation for architectural conservation

among the general public.

(To be continued)


Review

งานสถาปนิก ’62: กรีน ได้ อีก

Architect '19

Green Means More

Text: วิญญู อาจรักษา / Winyu Ardrugsa

Translation: สุชานาฏ จารุไพบูลย์ / Suchanart Jarupaiboon

Photo: ASA

นับตั้งแต่ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรม-

ราชูปถัมภ์ เริ่มจัดงานสถาปนิกพร้อมๆ กับ

การนำเสนอแนวคิดหลัก (theme) อย่างใด

อย่างหนึ่งสู่สังคมเมื่อปี พ.ศ. 2540 ยังไม่เคย

มีครั้งไหนที่ประเด็นทางด้าน “สถาปัตยกรรม

สีเขียว” หรือ “สถาปัตยกรรมยั่งยืน” ได้รับการ

ปักธงให้เป็นแนวคิดหลักขับเคลื่อนงานอย่างชัดเจน

มาก่อน งานสถาปนิกครั้งที่ 23 ซึ่งเพิ่งผ่านพ้น

ไปเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมภายใต้แนวคิด “กรีน

อยู่ ดี” หรือ “Living Green” จึงถือเป็นครั้ง

แรก โดยคณะผู้จัดงานได้หยิบยกเอาปัญหาทาง

สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และ

ข้อจำกัดทางทรัพยากรต่างๆ มาเป็นกรอบในการ

ตรวจสอบความเป็นไปของงานสถาปัตยกรรม

ความสัมพันธ์กับบริบทเมืองและสังคม พร้อมทั้ง

การแสดงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีสรรค์สร้าง

สภาพแวดล้อมต่างๆ กล่าวได้ว่านี่เป็นความท้าทาย

อย่างยิ่งในการดึงเอาเนื้อหาซึ่งบ่อยครั้งถูกมอง

ว่าเป็นกลจักรเบื้องหลังงานสถาปัตยกรรม และ

โดยธรรมชาติแล้วมีรายละเอียดทางเทคนิคมาก

พอสมควร ออกมาวางไว้เบื้องหน้าซึ่งต้องพูดถึง

การออกแบบ การก่อสร้าง และการใช้ชีวิตไป

พร้อมๆ กัน

หากเปรียบกับงานสถาปนิกในช่วงปีหลังๆ จะพบ

ว่าส่วน ASA Zone ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของสมาคม

สถาปนิกสยามฯ ในปีนี้ มีรูปแบบและโทนสีที่เป็น

อันหนึ่งอันเดียวกันมากกว่าปีก่อนๆ โดยคณะ

ผู้ออกแบบได้เลือกใช้ท่อกระดาษสีน้ำตาลเป็นวัสดุ

หลักในการกำหนดพื้นที่ และต่อเป็นโครงสร้างรับ

น้ำหนักในลักษณะต่างๆ โดยเป็นวัสดุรีไซเคิลจาก

เยื่อกระดาษที่สามารถนำไปขึ้นรูปได้ใหม่ภายหลัง

การใช้งาน นอกจากนี้ยังมีผ้ากระสอบและผ้าใบกัน

ฝุ่นซึ่งใช้กันตามสถานที่ก่อสร้างร่วมด้วยในหลายๆ

ส่วน สิ่งที่น่าสนใจในพื้นที่ราว 7,000 ตร.ม. ของ

สมาคมในปีนี้ คือการแบ่งพื้นที่ราว 1,000 ตร.ม.

ออกมาเป็นส่วน ASA Shop, ASA Friends และ

ASA Club บริเวณด้านนอกโถงจัดแสดงหลัก เพื่อ

รองรับทั้งสมาชิกสมาคมฯ และประชาชนทั่วไป

น่าเสียดายว่าความกลมกลืนในภาพรวมของพื้นที่

ASA Zone ไม่ได้นำมาซึ่งความหลากหลายของ

รูปแบบการทดลองที่อาจสะท้อนว่าสถาปัตยกรรม

Ever since the Association of Siamese Architects

under Royal Patronage (ASA) organized

its first Architect Expo as a themed exhibition

in 1994, never had “green architecture”

or “sustainable architecture” been a central

theme of these events. The 23rd Architect

Expo, recently held in May under the concept

“Living Green”, was the first to have included

this theme. In this event, organizers used

environmental problems, climate change, and

resource limitations to set a framework for

assessing the frontiers of architectural design

in the current urban and social contexts, and

showcased products and creative innovations

that sustain the environment. It is indeed a

great challenge – bringing what is often seen

as a mechanism behind architectural design

and technical complexity to the forefront,

which requires simultaneous discussions

about design, construction and living.

Compared to Architect Expos held in recent

years, we can see that ASA Zone, ASA’s major

zone this year, was more congruous in terms

of form and color tone. The designer team

selected brown paper tubes as the main

material for area demarcation and connected

them into weight-carrying structures in various

ways. These tubes recycled from paper

pulp can be formed into something new after

use. In addition, sackcloth and anti-dust

canvas commonly seen in construction sites

were used in several areas. What’s interesting

about this area of some 7,000 square

meters is the fact that an area of some 1,000

square meters was set aside for ASA Shop,

ASA Friends, and ASA Club outside the main

exhibition hall, welcoming ASA members

and the general public alike. Unfortunately,

the overall congruity of the ASA Zone did

not bring with it a diversity of experiments

that may reflect green architecture’s many

possibilities. In addition, the presentation of

several exhibition areas such as Innovation

Green Materials, Smart Cities, ASA Friends

or Ancient Wisdom from Three Regions was

rather academic, and because of this they did

not attract many viewers, and visitor participation

was low. However, the ASA Members

zone was as fascinating as ever. Several studios

selected their best works and presented

ideas relevant to the theme, focusing on the

relationship between the environment and

various aspects of architecture, such as restrictions

on building coverage ratio, use of

local materials under new approaches, use

of old buildings in ways that are more eco-

12

13


สีเขียวมีความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างไรบ้าง นอกจากนี้

พื้นที ่นิทรรศการหลายส่วน เช่น Innovation

Green Materials, Smart Cities, ASA Friends

หรือ ภูมิปัญญา 3 ภูมิภาคสู่ปัจจุบัน ได้รับการนำ

เสนอที่ค่อนข้างเป็นวิชาการจึงมีแรงดึงดูดความ

สนใจและการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชมได้ไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม พื้นที่จัดแสดงงานสถาปัตยกรรม

ส่วน ASA Members ยังคงเป็นพื้นที่ซึ่งมีเนื้อหา

ที่น่าสนใจเช่นเคย โดยหลายสำนักงานได้คัดเลือก

ผลงานและนำเสนอแนวคิดซึ่งเกี่ยวข้องกับธีมงาน

ที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมและ

สถาปัตยกรรมในแง่มุมต่างๆ เช่น การจำกัดพื้นที่

อาคารคลุมดิน การใช้วัสดุพื้นถิ่นในแนวทางใหม่

การปรับเปลี่ยนการใช้สอยอาคารเก่าให้เชื่อมต่อ

กับสภาพแวดล้อมมากขึ้น และอื่นๆ อีกหลาย

ประเด็น ในพื้นที่ส่วนนี้ Yimsamer Studio ได้

ถ่ายทอดผลงานของสำนักงานต่างๆ ในห้องฉาย

ภาพขนาดใหญ่ในลักษณะ Interactive Infographic

Installation ที่สร้างประสบการณ์มากกว่า

การมองดูแบบและหุ่นจำลองด้านนอก (เช่นเดียว

กับพื้นที่ของ Green Building Showcase 360°)

ซึ่งตรงข้ามกับการจัดแสดงผลงานสถาปัตยกรรม

ที่ได้รับรางวัลสำคัญอย่าง ASA Emerging Architecture

Awards 2019 ที่เป็นนิทรรศการ

แบบเรียบง่ายแต่ไม่สามารถทำให้ผลงานรางวัล

ดีเด่น Raintree International School โดย

GreenDwell และผลงานรางวัลสมควรเผยแพร่

อย่าง บ้านบรรจบ โดย ณัฏฐวุฒิ พิริยประกอบ,

Ahsa Farmstay โดย Creative Crews, โครงการ

สวนศิลป์อาจารย์ป๋วย โดย สถาปนิกชุมชนและ

สิ่งแวดล้อมอาศรมศิลป์ และโครงการ Visavapat

Headquarter โดย ลูกเล่นสถาปนิก มีพลังที่จะ

แสดงตัวเป็นกรณีศึกษาที่สอดคล้องกับธีมการจัด

งานได้ ทั้งๆ ที่แต่ละโครงการล้วนถูกพัฒนาขึ้นมา

ผ่านแนวคิดที่น่าสนใจ เช่น การวางอาคารร่วมกับ

สภาพแวดล้อมให้เป็นส่วนหนึ ่งของการเรียนรู้ของ

เด็ก การสร้างรูปทรงที่ท ำงานร่วมกับการไหลของน้ำ

การใช้วัสดุเก่าในพื้นที่และการท ำงานร่วมกับชุมชน

การฟื้นฟูพื้นที่ปิดล้อมในเมืองเป็นพื้นที่สาธารณะ

และการสร้างสัดส่วนสมดุลระหว่างพื้นที่ใช้งาน

และพื้นที่สีเขียว

conscious, and others. In this zone, Yimsamer

Studio displayed its works in a large theater as

an interactive infographic installation, creating

an experience that offered more than just

exterior inspection of models (similar to Green

Building Showcase 360°). This contrasted

with the exhibition of architectural designs

that won ASA Emerging Architecture Awards

2019, which was a simple exhibition. However,

it failed to highlight the award-winning

Raintree International School by GreenDwell

and other award winners such as Baan Banjob

by Natthawut Piriyaprakob, Ahsa Farmstay

by Creative Crews, Puey Ungphakorn Artistic

Park by Arsom Silp Institute of the Arts, and

Visavapat Headquarters by Looklen Architects.

The exhibition failed to show their potential

as case studies relevant to the event’s theme,

even though the concept behind each of these

projects was fascinating, such as designing a

building with the environment in mind and

using it as part of a children’s learning center,

creating a structure that works in tandem with

water flowing, using old materials and working

with the community, reviving an enclosed area

in the city and turning it into public space,

and creating a balance between area for use

and green space.

The seriousness of this zone for professional

architects stood in contrast from the more

fun interpretation of “green design” in the

ASA Student Exhibition area, held by students

from over 30 institutions. Most of their works

interacted better with the audience than in

other parts of the Expo. What’s worth noting

is that the works that won awards still equate

greenness with green space. Green Delivery,

from the Architectural Education and Design,

King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang,

won the first prize. The first runner

up was Trash to Tree from Silpakorn University,

highlighting management of increasing waste

by redesigning parcel boxes and plastic bottles

into seed and plant containers that can be

taken home. Meanwhile, Urban Nature of Chiang

Mai, won Popular Vote, with Rajamangala

University of Technology Lanna reminding us

of urban expansion at the expense of forest

areas, via the use of a forest model that allows

visitors to pin more plants on it. A work that

sees greenness in a different light, Breathable

City by Thammasat University, won a

ภูมิปัญญา 3 ภาคสู่ปัจจุบัน

ASA Emerging Architecture

Award 2019

14 15


ASA Workshop & Student

Activites

ASA Workshop & Student

Activites

ความจริงจังบนพื้นที่ของสถาปนิกอาชีพข้างต้นนี้

แตกต่างจากความสนุกสนานในการตีความคำว่า

“green design” ในพื้นที่ ASA Student Exhibition

ของนักศึกษากว่า 30 สถาบัน ซึ่งผลงานส่วนมาก

สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมได้ดีกว่าพื้นที่ในส่วนอื่นๆ

สิ่งที่น่าสังเกตคือผลงานที่ได้รับรางวัลยังเลือก

มองความเขียวเป็นพื้นที่สีเขียว โดย Green Delivery

รางวัลชนะเลิศ จากสาขาวิชาครุศาสตร์

สถาปัตยกรรมและการออกแบบ สถาบัน

เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

และ Trash to Tree รางวัลรองชนะเลิศ จาก

มหาวิทยาลัยศิลปากร กังวลกับการเพิ่มขึ ้นของ

ขยะเหลือใช้โดยนำกล่องบรรจุภัณฑ์ทางไปรษณีย์

ขวดพลาสติกกลับมาออกแบบแทรกเมล็ดพันธุ์

และต้นไม้จริงๆ ที่เอากลับบ้านได้ ซึ่งนี่รวมถึง

Urban Nature of Chiang Mai รางวัล Popular

Vote โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

ซึ่งกระตุ้นเตือนปัญหาการขยายตัวของเมืองและ

การลดลงของผืนป่าผ่านหุ่นจำลองที่ให้คนปักต้นไม้

เพิ ่มได้ ผลงานที่มองความเขียวต่างออกไปในที่นี้

เป็นผลงานรางวัลชมเชย Breathable City ของ

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนำเสนอเรื่องการ

ถ่ายเทอากาศ ผ่านโต๊ะหน้าจอ interactive ที่

ผู้ชมสามารถขยับชิ้นส่วนต่างๆ ไปมาเพื่อดูการไหล

ของกระแสลม ตั้งแต่ระดับการจัดเครื่องเรือนจนถึง

การวางกลุ่มอาคาร

สำหรับ ASA Student Workshop ในปีนี้ นักศึกษา

ต่างสถาบันกว่า 70 คน ได้ลงศึกษาพื้นที่แขวง

ตลาดน้อย โดยผลงานชนะเลิศ Throwback

นำเสนอการเล่าประวัติศาสตร์ของชุมชนผ่าน

สถาปัตยกรรมใหม่ที่มีรากอยู่บนพื้นที่เก่า ส่วน

ผลงาน จนตรอก ซึ่งได้รางวัล Popular Vote เลือก

พัฒนาพื้นที่ซอกตึกระดับเหนือดินเป็นทั้งอาคาร

และสวนขนาดเล็ก ความสนใจในพื้นที่เมืองของ

workshop ยังเป็นโจทย์ของ ASA Seminar ด้วย

โดยใช้แนวคิด “ดิน น้ำ ลม ไฟ” ที่ทำให้การพูดคุย

นั้นครอบคลุมประเด็นสวนสาธารณะสำหรับ

ทุกคน ความสัมพันธ์ บ้าน+เมือง+น้ ำ สถาปัตยกรรม

หายใจได้ และงานออกแบบแสงสว่างที่เปลี่ยนการ

รับรู้ในเมืองไป อย่างไรก็ตาม การเสวนาที่เข้มข้น

ที่สุดในงานสถาปนิกปีนี้คือการจัดเวทีสาธารณะ

“ทางเลียบเจ้าพระยา: สร้างสรรค์หรือทำลาย” โดย

ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที ่สมาคมสถาปนิกสยามฯ

เป็นแกนกลางเชิญทั้งฝ่ายผู้ศึกษาออกแบบ ฝ่าย

ที่ตั้งคำถามกับโครงการ ฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ และ

ประชาชนทั่วไป มาร่วมกันถกประเด็นและมีการ

ประเมินโดยองค์กรวิชาชีพ ภาคการศึกษา และ

ภาคประชาสังคมต่างๆ เพื่อส่งข้อสรุปจากเวทีไป

ยังภาครัฐ ซึ่งหลายฝ่ายที่เข้าร่วมมีความกังวล

และต้องการให้ภาครัฐชะลอและปรับกระบวนการ

ทำงานให้เปิดกว้าง เพื่อเดินไปสู่คำตอบจากทุกภาค

ส่วนโดยไม่เป็นไปตามโจทย์ที่ตั้งไว้ล่วงหน้า

a consolation prize. It presents air flow via an

interactive screen, allowing viewers to shift

various pieces around to see wind directions,

from furniture arrangement to designing of

building clusters.

For this year’s ASA Student Workshop, more

than 70 students from various schools went

on a field study in Talad Noi District. First prize

winner, Throwback, recounted history of the

community through new architecture with

history of an old area. Meanwhile, Cornered,

which won Popular Vote, chose to develop the

space between buildings over the ground into

a building and a small garden. The Workshop’s

interest in urban space was also a topic of

discussion in the ASA Seminar, under the

concept “earth, water, wind, fire.” Among the

things discussed were an idea of a public park

for all; the relationship between houses, cities,

and water; breathable architecture; and

lighting design that changes urban perception.

However, the most intense discussion

in this year’s Architect Expo occurred during

a public debate on “Chao Phraya Boardwalk:

Creative or Destructive?” It was an important

activity spearheaded by ASA, which invited the

people who conducted a feasibility study for

this project as well as those who questioned

the merits of the project, experts and the

public to discuss various issues. The debate

was also observed by professional associations,

academics, and civil society who will

then submit conclusions made at this forum

to the government. Several of the participants

expressed concern and wanted the

government to delay the project and enable

increased participation, so all sectors can

collectively find a solution without starting

at a pre-determined point.

16 17


Assawin Choochottavorn

ASA FORUM Review

เมื่อข้ามจากงานสัมมนามายังส่วน ASA Forum

ซึ่งในปีนี้มีจำนวนสถาปนิกไทยและต่างชาติขึ้นเวที

กันอย่างละครึ่ง การบรรยายทั้งหมดดูจะนำเสนอ

แง่มุมที่หลากหลายต่อความยั่งยืนได้เป็นอย่างดี

โดย คำรน สุทธิ จาก Eco Architect ให้ความ

สำคัญกับความเรียบง่ายแบบพื้นถิ่นที ่ตอบกับภูมิ-

อากาศของบ้านเรา รวมถึงการค้นหาแรงบันดาล

ใจจากวิถีชีวิตในพื้นที่ซึ่งเห็นได้ชัดในผลงาน Sleep

Station หรือ Cocoa Valley Resort Phase 2 ใน

ประเด็นเดียวกันนี้ อัศวิน ชูโชติถาวร ซึ่งเป็น Associate

จาก Foster + Partners ชี้ว่าการศึกษาลง

ไปในองค์ประกอบพื้นถิ่นร่วมกับการใช้เทคโนโลยี

นั้นจะนำมาซึ่งคำตอบที ่มีคุณภาพ โดยโครงการ

ต่างๆ ใน Masdar City เป็นตัวอย่างที่เกิดจากการ

ศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอย่างหอลม Barjeel

เวิ้งหน้าต่าง Mashrabiya รวมถึงสวนและตรอก

Moving forward to the ASA Forum: participants

in this year’s forum were half Thai and

half foreign architects. All lectures presented

different and interesting perspectives on

sustainability. Khamron Suthi from Eco Architect

focused on local simplicity based on

Thailand’s climate and finding inspiration from

local ways of life, clearly reflected in Sleep

Station and Cocoa Valley Resort Phase 2. On

this very issue, Assawin Choochotetavorn,

Associate from Foster + Partners, pointed out

that a study into local elements in conjunction

with the use of technology will yield great

results. Various projects in Masdar City were

examples from the study of local architectural

styles such as Barjeel Wind Tower, Mashrabiya

window screens, as well as gardens and alleys

in Middle Eastern cities. Conducting research

in tandem with designing from the beginning

of a project was what Nico Kienzl, Atelier Ten’s

Director, emphasized as extremely important.

While it leads to invisible architecture, it also

https://youtu.be/VT1Z9Nf7fiM

Kai-Uwe Bergmann

https://youtu.be/_gz_zmKYZKk

Assawin

Choochottavorn

Foster + Partners

Kai-Uwe Bergmann

Bjarke Ingels Group

(BIG)

Khamron Sutthi

Eco Architect

Sanne van der Burgh

Apichart Srirojanapinyo

& Chanasit Cholasuek

Nico Kienzl

Atelier Ten

https://youtu.be/ehSg-0t8aWk

https://youtu.be/D5fco9aoIJA

Khamron Sutthi

Nico Kienzl

Sanne van der Burgh

MVRDV

https://youtu.be/RRzQPncKIqY

https://youtu.be/45CJWW6F3Z4

Apichart

Srirojanapinyo &

Chanasit Cholasuek

Stu/D/O Architects

18 19


ซอยของเมืองในตะวันออกกลาง การค้นคว้าคู่ไป

กับการออกแบบตั้งแต่เริ่มโครงการนั้นเป็นสิ่งที่

Nico Kienzl ผู้อำนวยการของ Atelier Ten ย้ำ

ว่าเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน แม้จะก่อให้เกิด invisible

architecture หรือสถาปัตยกรรมที่มองไม่เห็นแต่

ก็แฝงนำให้เกิดความเฉพาะตัวและประสิทธิภาพ

โดยมีตัวอย่างเป็นการจำลองสถานการณ์ที่ละเอียด

ซึ่งทำให้โครงการโดมกระจก Jewel หน้าสนามบิน

Changi สามารถสร้างสภาวะสบายและเหมาะสม

ให้กับผู้ใช้และสวนด้านในได้ อย่างไรก็ตาม

การทดลองบนข้อจำกัดที่ดูเป็นไปไม่ได้กลับนำ

สถาปัตยกรรมสีเขียวแบบเดิมๆ ไปสู่ความเป็นไป

ได้ใหม่ๆ โดย Sanne ven der Burgh จาก MVRDV

นำเสนอโครงการ Markthal ซึ่งเป็นหนึ่งตัวอย่าง

ที่มองความยั่งยืนผ่านการเชื่อมโยงลักษณะ typology

ใหม่ ส่วนผสมกิจกรรม และการจัดการ

พลังงาน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นแนวทางที่คล้ายคลึง

กับ Bjarke Ingels Group (BIG) โดย Kai-Uwe

Bergmann ยกเอาโครงการ Copenhill ที่สถาปนิก

เป็นผู้นำในการออกแบบโรงกำจัดขยะและผลิต

พลังงานให้กลายเป็นเนินเขาสำหรับการเล่นสกี

ไปพร้อมๆ กัน ในความเข้มข้นของเนื้อหาทั้งหมด

นี้ ชนาสิต ชลศึกษ์ และอภิชาต ศรีโรจนภิญโญ

ช่วยนำเอาแนวคิดต่างๆ กลับมายังบริบทของไทย

โดยผลงานต่างๆ ของ Stu/D/O เช่น Kurve 7 หรือ

Inter Crop Office ได้สะท้อนว่าการใส่ใจใน

ส่วนผสมระหว่างการออกแบบทดลองและการ

คำนึงถึงสภาพแวดล้อมและเมืองจะก่อให้เกิดงาน

สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจและมีคุณค่าได้

creates uniqueness and effectiveness. For

example, a detailed simulation made it possible

to create Jewel at Singapore’s Changi

Airport, bringing comfort and suitability for

use to users and the gardens inside. However,

an experiment within limitations that

appear impossible can create new frontiers

for green architecture. Sanne ven der Burgh

from MVRDV presented Markthal, one of

the projects that sees sustainability via a

new connection typology, a combination of

activities, and energy management, which in

fact is quite similar to the approach taken

by Bjarke Ingels Group (BIG), with Kai-Uwe

Bergmann citing Copenhill, a project led by

architects that designed a waste treatment

and energy-generating plant that can also

serve as a ski slope. For all the intensity of

the content discussed here, Chanasit Chonlasuek

and Apichart Srirojanapinjo applied

these concepts in the Thai contexts. Various

works by Stu/D/O, such as Kurve 7 or Inter

Crop Office, reflects the attention paid to the

combination between experimental design

and environmental and urban concerns, and

how they can lead to interesting and meaningful

architectural styles.

ASA International Design

Compettition 2019

Student Exhibition

ASA International Design Competition

มุมมองต่อความยั่งยืนในมิติต่างๆ ได้ถูกผลักไปจน

สุดทางในการประกวดแบบ ASA International

Design Competition ซึ่งผลงานรางวัลที่หนึ่ง The

Eternity Sustainability โดย ธัญญเดช พรพงษ์

ได้นำเสนอสถานที่จัดการศพในวิธีต่างๆ ที่จะยัง

ประโยชน์ให้กับสภาพแวดล้อมต่อไป ส่วนผลงาน

รองชนะเลิศ Re-Freeze the Arctic โดย Faris

RajakKotahatuhaha จากอินโดนีเซีย เจาะไปที่

ปัญหาการละลายของภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลก โดย

เสนอนาวาสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่สามารถ

สร้างก้อนน้ำแข็งและเป็นพื้นที่การวิจัยและสถาน

ที่ท่องเที่ยวไปในตัว ส่วน the Hidden Life of

Perspectives towards sustainability in all

dimensions were pushed to the edge in ASA

International Design Competition. First prize

winner, The Eternity Sustainability by Yan

Phornphong, proposes facilities for managing

dead bodies that will have environmental

benefits. The first runner up, Re-Freeze the

Arctic by Faris RajakKotahatuhaha, from Indonesia,

highlighted ice melting at the poles

and proposed large-scale naval architecture

that can produce ice and serve as a center for

research and tourism at the same time. The

second runner up, Hidden Life of Architecture

by Taitawip Thirapongphaiboon, was a work of

surrealism imagining the world where architecture

is a species that can grow, become

20 21


Green Building Showcase

ASA Friend

Architecture ซึ่งได้รางวัลที่สาม โดย ไททวีป ตีระ-

พงศ์ไพบูลย์ เป็นผลงานเหนือจริงที่จินตนาการ

ถึงโลกซึ่งสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งมีชีวิตพันธุ์หนึ่งที่

จะเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและปรับ

เปลี่ยนตัวเองได้ นอกจากนี ้ยังมีผลงานชมเชย

Mobius Ring in a Vertical City จากประเทศ

จีน ซึ่งพูดถึงการเชื่อมต่อชุมชนในเมืองทั้งในมิติ

จิตวิญญาณและระบบนิเวศด้วยโครงสร้างวงแหวน

ลอยตัว ส่วนผลงาน PUPA และ Pole Forest

จากไทยมีแนวคิดเอาตึกร้างมาพัฒนาเป็นฟาร์ม

แมลงและแนวคิดเก็บเสาไฟฟ้าหรือเสางานระบบ

ต่างๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายหลังการนำระบบลง

ใต้ดินมาพัฒนาเป็นแนวเส้นพื้นที่สีเขียวให้กับสัตว์

ขนาดเล็กต่างๆ ในเมือง ภายใต้หัวข้อ Uncanny

Sustainability ผลงานทั้งหมดนี้เชื้อเชิญให้เรา

ลองขยับความเข้าใจเรื่องความยั่งยืนออกจากการ

วางให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางไปสู่การคำนึงถึงองค์

ประกอบอื่นๆ ในสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว ซึ่งเรา

อาจเป็นผู้ทำให้แปลกแยกออกไปทั้งๆ ที่ยังมีความ

สัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของเราไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

มาโดยตลอด

งานสถาปนิกในปีนี้เปรียบเสมือนการเปิดตัวครั้ง

ใหม่ของตำราเล่มสำคัญที่มีองค์ความรู้ “การกรีน”

อัดแน่นอยู่ภายใน ทว่าการดึงเอาประเด็นต่างๆ

จากหนังสือเล่มนี้มาคลี่ออกบนพื้นที่จัดงานนั้นดูไม่

สัมพันธ์กับปริมาณที่ว่างนัก การออกแบบพื้นที่และ

การสื่อสารเรื่องราวที่น่าสนใจบางส่วนไม่เอื้อให้เกิด

ปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมหรือผู้ฟังเท่าที่ควร อย่างไรก็ดี

หากพิจารณากันที่การริเริ่มและเนื้อหาของ

กิจกรรมต่างๆ ทั้งในและนอกพื้นที่แล้ว งาน

สถาปนิกในปีนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยย้ำว่า

การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมผ่านการคำนึงถึง

ความสัมพันธ์ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม

นั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และ

ลดผลกระทบจากพลวัตความเปลี่ยนแปลงต่างๆ

ได้ ที ่สำคัญการขยายขอบเขตความเข้าใจของเรา

ต่อความยั่งยืนใน “สถาปัตยกรรมสีเขียว” ก็ดูจะ

เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เรา “อยู่ดี” ได้จริงๆ

part of the ecological system, and adapt. Additionally,

Mobius Ring in a Vertical City, from

China, which received a consolation prize,

addressed the connection of urban communities

spiritually as well as ecologically by a suspended

ring structure. Meanwhile, PUPA and

Pole Forest, from Thailand, presented ideas

under the topic Uncanny Sustainability, such

as developing abandoned buildings into insect

farms, as well as collecting electricity or other

structural poles remaining after the electricity

system was moved underground, using them

to demarcate green space for small animals

living in the city. All these works invited us

to expand our view of sustainability, shifting

from a human-centered view towards taking

other elements surrounding us into account,

which we may have unknowingly alienated,

even though they continue to affect our life

directly or indirectly.

This year’s Architect Expo was like a new

launch of a major textbook containing knowledge

on “living green” on every one of its

pages. However, the elements drawn from it

to be explored further in the exhibition area

did not seem to correspond with the available

space. The design of areas and communication

of some interesting concepts were unable

to generate enough interaction with viewers

or listeners. However, in terms of initiatives

and activity content, both in and outside

the exhibition area, the Expo served as an

important reminder that architecture that

takes into consideration new relationships

with the environment is crucial for improving

quality of life and minimizing impacts from

the dynamics of changes. Just as important,

the expansion of our view on sustainability in

“green architecture” seems to be the only way

that will truly lead us towards “green living.”

22 23



"245 KGS CARBON MONOXIDE."

Traditional cremation releases carbon monoxide

to the atmosphere.

"CITY-EDGE"

18xx

"28 GALLONS OF FUEL."

Traditional cremation requires a lot of fuel

per event.

"DEATH IS THE FINAL STAGE OF OUR LIFE...

IT IS THE LAST SUSTAINABILITY THAT WE CAN CONTRIBUTE."

The new eco-crematorium is a project which standing somewhere between the research possibility and the surreal vision.

Leading us to question on the sensitive topics; “the modern funeral” and “the modern graveyard” in which how they have harshly affected the environment for a long time.

Not only, questions along with the modern funeral procedures, and body disposal processes.

But will also try to change the perception of living people to their beloved dead persons. Both of memorialization and appreciate the poetics of death.

The new eco-crematorium integrated into the typical "empty" or "unbuilt space" of each city.

Creating the new type of public space and serving as the eco-crematorium itself underground in parallel.

This prototype eco-crematorium is the place for reutilizing our dead body back to nature in different eco-methods.

"800,000 GALLONS."

The chemical formaldehyde leakstoxically

to the earth annual in the usa.

"FLOWERS."

Traditional condolence flowers produced, treated

with chemicals.

unbuilT

sPaCe

"Animal farm"

unbuilT

sPaCe

"Public space"

unbuilT

sPaCe

"Memorial"

"COFFINS."

16,000 km2 of forest used for wooden caskets and

coffins.

"TRANSPORTATION."

The typical graveyard is far away from the community.

it also consumes the energy for logistic.

"IT IS TImE TO TALK ABOUT DEATH."

Nearly 2 people die each second or 150,000 people die each day.

Burial is the commonly chosen method which has negative impacts on the environment. Chemical formaldehyde leaks out toxically to the earth as well as a ton of wooden coffins wasted. Cremation is not the better choice either. The process

consumes a lot of fuel and releases carbon monoxide to the atmosphere.

“This new eco-crematorium” uses the alkaline hydrolysis for body disposal. Reutilizing every single part of the dead body contributes back to nature and the surrounding context.

"CITY-DOWNTOWN"

20xx

"SITE."

Most of the modern cities have a crematorium or a graveyard in the middle of an urban area. The graveyard was built at the city-edge long time ago,

then, It was swallowed up by the urban area once the city expanded.

This piece of land has been creating a dark and gloomy spot in the city.

It is a problem of urban planning for a long time which is a contradiction with a rapidly growing of urban area.

What if we change the perception of a graveyard and repropose inside the town instead?

unbuilT

sPaCe

"Urban farm"

unbuilT

sPaCe

"Energy resource"

"EMBALMING FLUID."

4.3 million gallons of embalming fluid containing the

carcinogen formaldehyde.

"HEADSTONES + LANDS."

Traditional memorization headstones are not friendly to the

environment itself, plus, engraving, installing, digging process

as well as the lands for the graveyard.

TYPICAL

GRAVEYARD

(OUTSIDE OF THE CITY)

unbuilT

sPaCe

"Aquatic farm"

unbuilT

sPaCe

"Educational"

unbuilT

sPaCe

"Aquatic farm"

"FIGURE-GROUND."

A typical crematorium or a graveyard out of the town is not working effectively for logistics and service for a local community.

The new eco-crematorium proposed at the "empty" or "unbuilt spaces" inside the city instead. It is the place for the reutilizing dead body in different

eco-burial methodologies to create specific activities and benefits to the local in each context (see page 2).

GF

-1 F

PUBLIC CIRCULATION

SERVICE / STAFF CIRCULATION

"MEMORIALIZATION

AREA"

"ENERGY TRANSFORMATION

BURIAL."

"JUNGLE BURIAL."

"SEA BURIAL."

"EDUCATIONAL

BURIAL."

"URBAN-FARM BURIAL."

"SKY BURIAL."

"THE PLACE WHERE LIVING + DEATH PEOPLE / ANIMALS + NATURE ARE TOGETHER."

underground (-1). At the ground level, the smooth contour will be weaving up in multiple directions with grid walkway system.

"I MISS YOU,...DAD" "ECO-RIP" BERLIN

I am here under the tree...

under the shade of you...

"THE NEW WAY OF MEMORIALIZATION."

Not only about changing the cremation process by itself.

But this crematorium also promotes eco-friendly condolence to the death with the new way of memorialization.

Our next generation of society will remember their beloved with surrounding nature…

FUNERAL SERVICE HALL

Using the ink from the

burial process to write

down the condolence

message

GF

-1

CAIRO

LIVING CLOSE BY YOUR BELOVED AGAIN!

(PARK)

ALKALINE HYDROLYSIS

OPERATION HALL

NEW YORK

HONG KONG

"FLEXIBILITY AND EXPANDABILITY."

Modular grid system allows the eco-crematorium to adapt

and expand wherever in all big cities globally.

From the most high-rate death city in the world, Cairo to the

densest cities; New York, Berlin or Hong Kong.

FLYING FREELY LIKE BIRDS!

"THE CONTINUITY OF OUR LIFE IN THE NEW FORMS."

Our life journey will be not ended once we died.

We will support all creatures and integrate back again as one with nature !

SWIMMING WITH THE FISH!

(SEA BURIAL)

"SKY BURIAL."

changing the ashes to feed the birds like the tradition in Tibet.

"JUNGLE BURIAL."

planting the jungle in the city by the ashes for the animals.

"URBAN FARM BURIAL."

planting bio vegetables by the ashes.

Creating urban food self-supporting.

square grid system

"DIFFERENT WAYS OF BURIAL."

preserved area like Australia. Or the urban-farm for lack of food city or areas in Africa.

BE THE SHADE OF TREES FOR LIVING PEOPLE AND

ANIMALS!

(JUNGLE BURIAL)

"SEA BURIAL."

"ENERGY TRANSFORMATION BURIAL."

generating the electricity for the nearby community from

the heating along the alkaline hydrolysis process.

"EDUCATIONAL BURIAL."

donating all/part of the body for education purpose.

Update

Uncanny

Sustainability

First Prize

THE ETERNITY SUSTAINABILITY

Yan Phornphong, Germany

ASA International Design

Competition 2019

กิจกรรมประกวดแบบโดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ ASA International

Design Competition ในปีนี ้ ทุ่มเทให้กับความคิดใหม่ๆ

ในการพัฒนาอย่างยั ่งยืน การคิดที ่โดดเด่น เกินคาดเดา และการ

เปลี่ยนแปลงจนทําให้ได้รับนิยามศัพท์ว่า ‘น่าอัศจรรย์’

The ASA International Design Competition this

year is dedicated to fresh ideas in sustainability

– approaches so radical, unanticipated,

and transformative they earn the epithet

‘uncanny’.

ENT

ENT

“Uncanny Sustainability” ควรเปิดเส้นทางไปสู่ขั ้นตอนต่อไปใน

สถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม: สภาพแวดล้อมที ่สร้างขึ้น

โดยไม่มองมนุษย์เป็นศูนย์กลางอีกต่อไป แต่มุ่งมั ่นในการเป็นอยู่ที่ดี

ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด สถาปัตยกรรมที ่ยั่งยืนมีความก้าวหน้าอย่าง

มากในการลดการใช้พลังงานและทรัพยากรอื ่นๆ แต่ความท้าทายที

ยิ่งใหญ่ยังคงอยู่และต้องการวิธีการตอบสนองที่ชัดเจน

ทางออกที่น่าอัศจรรย์ควรคิดถึงแนวทางดังต่อไปนี้

- สามารถสร้างจินตภาพให้สังคม และจุดประกายความตื ่นตัวใน

การคิดแนวทางใหม่ให้บ้านและเมือง

- ช่วยสร้างและปรับเปลี ่ยนกระบวนทัศน์จากความคิดที ่มนุษย์เป็น

ศูนย์กลาง สู่แนวคิดที ่สรรพสิ ่งบนโลกเป็นศูนย์กลาง เพื ่อสร้าง

สภาพแวดล้อมที ่มนุษย์อยู่อย่างสมดุลอย่างแท้จริงกับทุกสรรพ-สิ ่ง

ในธรรมชาติ

- นําไปสู่การหาแนวคิดที ่ยิ่งใหญ่ ที ่จะช่วยเร่งการเปลี ่ยนแปลง

ทางออกที่สังคมนําไปใช้ได้ แก้ปัญหาอย่างครอบคลุมเป็นองค์รวม

และนําไปใช้ในบริบทอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง

ดังนั้นความท้าทายคือการนําเสนอแนวคิดที ่สร้างความอัศจรรย์ใจ

และเหมือนเหตุการณ์ที ่ชวนฉงนอย่างน่าทึ ่ง ท้าทายความคิดเดิมของ

เราและขยายมุมมองของเราสู่มิติใหม่

คณะกรรมการจะให้รางวัลแก่ผลงานที่นําเสนอทางแก้ไขหรือแนว

ทางใหม่ๆ ไม่ว่าจะด้วยความท้าทายกับสิ ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ศักยภาพ

ที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ หรือความสามารถในการสร้าง

แรงบันดาลใจให้สังคม

‘Uncanny sustainability’ should open a route

to the logical next steps in eco-friendly architecture

: a built environment that is no

longer human-centric but dedicated to the

well-being of all living beings. Sustainable

architecture has taken great strides in minimizing

the consumption of energy and other

resources, but great challenges remain and

they demand bold responses.

‘Uncanny’ solutions are :

- vital to capture the public imagination, igniting

passion for reconceiving homes and cities.

- essential to shift the paradigm from humanto

world-centric thinking for the environment

where man is in true harmony with the rest

of nature.

- critical to find big ideas that accelerate

change – accessible, holistic solutions with

broad applications.

The challenge is therefore to present ideas

that surprise and – like any ‘uncanny’ event

– challenge our assumptions and widen our

views of what is possible. The judges will reward

entries that provide this shock of fresh

possibilities, whether by their challenge to

conventions, their transformative potential,

or their capacity to inspire.

THE ETERNITY SUSTAINABILITY

A new type of eco-crematorium to reutilize our dead body back to nature

The new eco-crematorium is a project which standing somewhere between

the research possibility and the surreal vision. Leading us to question on the

sensitive topics; “the modern funeral” and “the modern graveyard” in which

how they have harshly affected the environment for a long time.

Not only, questions along with the modern funeral procedures, and body

disposal processes.

1/2

But will also try to change the perception of living people to their beloved

dead persons. Both of memorialization and appreciate the poetics of death.

unbuilT

sPaCe

"Garden"

ENT

10 m

SERVICE (BOH)

2/2

MEMORIALIZATION

PASSAGE

MEMORIALIZATION

HALL

MEMORIALIZATION

HALL

SEA BURIAL

(SWEET WATER)

This prototype eco-crematorium is the place for reutilizing our dead body

back to nature in different eco-methods.

Our life journey will be not ended once we died. This eco-crematorium will

carry-on our life and soul into the new chapter in different actions. We will

support all creatures and integrate back again as one with nature.

“DEATH IS THE FINAL STAGE OF OUR LIFE... IT IS THE LAST SUSTAINABILITY

THAT WE CAN CONTRIBUTE”.

1

2

3

4

A

ENTRANCE

HALL

B C D

ENTRANCE

HALL

URBAN FARM

BURIAL

SEA BURIAL

(SEA WATER)

ENERGY

TRANSORMATION

GENERATOR

HALL

ALKALINE

HYDROLYSIS

HALL

JUNGLE

BURIAL

STAFF

AREA

EDUCATIONAL

BURIAL

STAFF

AREA

The new eco-crematorium integrated into the typical "empty" or "unbuilt

space" of each city. Creating the new type of public space and serving as

the eco-crematorium itself underground in parallel.

24 25


“REFORESTATION IN TROPICAL REGIONS HAS THE

SAME ROLE AS FREEZING THE POLAR ICE CAPS”

BACKGROUND CONTEXT

In fact the change in sea ice is seen as one of the key global climate variables

confirming model estimates of global scale warming of our planet

through the Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) process.

Extensive investigations at the leading edge of Antarctic System Science

have recently uncovered a number of surprises, many somewhat counterintuitive,

each having significant consequences in the Arctic and through

teleconnections to the rest of our planet.

In fact the change in sea ice is seen as one of the key global climate variables

confirming model estimates of global scale warming of our planet

through the Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) process.

Extensive investigations at the leading edge of Arctic System Science have

recently uncovered a number of surprises, many somewhat counterintuitive,

each having significant consequences in the Arctic and through teleconnections

to the rest of our planet.

Basic need was brougth our concerns about the important Trees in Tropical

Sites. The question stands on what if it will be happened in the cold area

without tree. The need would be emerged the area’s context, how it would

be arctic without ice? Re-iceberg-isation as a term to explain our understanding

in paradox term of re-forestration of green to be iceberg recovery

system.

GLOBAL CATHASTROPHIC

The potential effects of Arctic regime shift ( or tipping points- when a natural

system, such as the ice cap, undergoes a dramatic change) on the rest

of the world are substantial, yet poorly understood. Human Driven climate

change greatly increases the risk of Arctic regime shifts, so reducing global

greenhouse gas emissions is crucial to reducing the risk. Shifts in Snow

distribution that warm the ocean which alters the climate patterns as far as

Asia. It could be affect the moonsoon.

RECOVERY ARCTIC

Iceberg needs a year to be established and three years to be released as

water again. In order to alter ice to be frozen immedietely, air turbins move

actively to maintain the prospective ice in ideal temperature. Prior the water

to be placed, reverse osmotic layers would be filter the water from salt

to keep the purity of water in cut short the time efficiency of ice-making.

NEW ICE BABY

The decline trend of extent ice each year based on NASA’s picture presents

the immediate call to recover Arctic. Restore substraction area with addition

by filterosmotic

- freeze the ice water. As if a submarine, balast tank relieve and get

in water to sink by the time ‘the new baby ice born’ ready to be realesed and

sticked on the other babies.

SAN FRANCISCO

PORTLAND

T L E

B A N G K O K

KUWAIT CITY

M U M B A I S E A T

CALCUTTA

HO CHI MINH CITY

J A K A R T A

SINGAPORE

KUALA LUMPUR NEW

WAHINGTON D.C

NEW YORK CITY

B O S T O N

M I A M I

ORLEANS

HONGKONG CHARLESTON

SHANGHAI H O U S T O N

B E I J I N G H A V A N A

T O K Y O

S D Y N E Y L O N D O N

A D E L A I D E BARCELONA

P E R T H L I S B O N

O D E S S A D A K K A R

I S T A N B U L A C C R A

ST. PETERSBURG PARAMARIBO

STOCKHOLM RIO DE JANEIRO

COPENHAGEN BUENOS AIRES

AMSTERDAM L I M A

V E N I C E SAN DIEGO

B R U S S E L S T R I P O L I

J E D D A H

GLOBAL SUSTAINABILITY

Based ideas was brought our concerns about the important Trees in

Tropical Sites. The question stands on what if it will be happened in the

cold area without tree. The need would be emerged the area’s context,

how it would be Antarctic without ice? Re-iceberg-isation as a

term to explain our understanding in paradox term of re-forestration of

green to be iceberg recovery system.

Uncanny idea for global impact.

IDEAS

Based on research, ice nowadays contains salt more and triggers to melt

the ice. From that fact, the frezeer sets with osmotic layers inside the hexagonal

ice cast to divide the pure water and salt water. Additionally, air

moving tunnel surrounds the cast to press the cold temperature to freeze.

While the water is accomadated, its cover on the top is closing to accelerate

the water to be freeze. An ice berg will be released by Upnormal freezer

each month with hexagonal shape in order to be puzzling with the further

hexagonal ice. Six lines as if six hands to engage one ice berg to other icebergs.

Considering a small tubular type to be produced with 25 meters ice

and 5 meters thickness. The 2027 m3 of volume would contribute Arctic to

reveal balance number that has been melted. Since the Upnormal Freezer

is movable and adjustable prototype, future massive development would

be high possibility as accountable ‘save earth agent’ in extending ice.

ELABORATION

The main function as Ice Berg-maker could be develop comprehensively as

Underwater Sightseeing, Research, Living Quarter and Antarctic Eco-Tourism.

DROP & RELEASE

Adapt submarine system as movable model engages to be flexible in all

situation of weather. Bulb shape for bottom part to be dynamic with specific

gravity of water. In normal activity, the Freezer stays floating in Arctic

Sea. Sinking to underwater to store up prospective ice to be shaped in.

While floating with the water inside the hexagonal cast, Reverse osmotic

process is on-going to divide fresh water and salt water. The salt water

with compressed amount will be turning out to filter area and throwing

away through bottom valve to the sea – some of salt water will be flowing

to crystallization salt development area. Upon completing desalinate process,

top lid closes to enclosure the cold temperature. Within a month, new

ice baby releases by sinking. By the time, repeating the storing water after

going up to the surface, the Upnormal Freezer pushes the new baby ice to

stick on other existing ice. Hexagonal shape has been considered as further

production in extending ice area.

PROBLEM

IDEA

Second Prize

RE-FREEZE THE ARCTIC

Faris RajakKotahatuhaha, Indonesia

Third Prize

THE HIDDEN LIFE OF ARCHITECTURE

Taitawip Thirapongphaiboon, Thailand

RE-FREEZE THE ARCTIC

Re-iceberg-isation Hexagonal Tubular Ice Arctic

+ + = >

BACKGROUND CONTEXT

In fact the change in sea ice is seen as one of the key global climate variables confirming

model estimates of global scale warming of our planet through the Intergovernmental Panel

on Climate Change (IPCC) process. Extensive investigations at the leading edge of Antarctic

System Science have recently uncovered a number of surprises, many somewhat counterintuitive,

each having significant consequences in the Arctic and through teleconnections to

the rest of our planet. In fact the change in sea ice is seen as one of the key global climate

variables confirming model estimates of global scale warming of our planet through the

Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) process. Extensive investigations at the

leading edge of Arctic System Science have recently uncovered a number of surprises, many

somewhat counterintuitive, each having significant consequences in the Arctic and through

teleconnections to the rest of our planet.

Basic need was brougth our concerns about the important Trees in Tropical Sites. The question

stands on what if it will be happened in the cold area without tree. The need would

be emerged the area’s context, how it would be arctic without ice? Re-iceberg-isation as a

term to explain our understanding in paradox term of re-forestration of green to be iceberg

recovery system.

VS

GLOBAL CATHASTROPHIC

The potential effects of Arctic regime shift ( or tipping points- when a natural system, such

as the ice cap, undergoes a dramatic change) on the rest of the world are substantial, yet

poorly understood. Human Driven climate change greatly increases the risk of Arctic regime

shifts, so reducing global greenhouse gas emissions is crucial to reducing the risk. Shifts in

Snow distribution that warm the ocean which alters the climate patterns as far as Asia. It

could be affect the moonsoon.

RECOVERY ARCTIC

Iceberg needs a year to be established and three years to be released as water again. In order

to alter ice to be frozen immedietely, air turbins move actively to maintain the prospective

ice in ideal temperature. Prior the water to be placed, reverse osmotic layers would be filter

the water from salt to keep the purity of water in cut short the time efficiency of ice-making.

NEW ICE BABY

The decline trend of extent ice each year based on NASA’s picture presents the immediate

call to recover Arctic. Restore substraction area with addition by filter-osmotic - freeze the

ice water. As if a submarine, balast tank relieve and get in water to sink by the time ‘the new

baby ice born’ ready to be realesed and sticked on the other babies.

GLOBAL SUSTAINABILITY

Based ideas was brought our concerns about the important Trees in Tropical Sites. The question

stands on what if it will be happened in the cold area without tree. The need would be

emerged the area’s context, how it would be Antarctic without ice? Re-iceberg-isation as a

term to explain our understanding in paradox term of re-forestration of green to be iceberg

recovery system. Uncanny idea for global impact.

IDEAS

Based on research, ice nowadays contains salt more and triggers to melt the ice. From that

fact, the frezeer sets with osmotic layers inside the hexagonal ice cast to divide the pure

water and salt water. Additionally, air moving tunnel surrounds the cast to press the cold

temperature to freeze. While the water is accomadated, its cover on the top is closing to

accelerate the water to be freeze. An ice berg will be released by Upnormal freezer each

month with hexagonal shape in order to be puzzling with the further hexagonal ice. Six lines

as if six hands to engage one ice berg to other icebergs. Considering a small tubular type

to be produced with 25 meters ice and 5 meters thickness. The 2027 m3 of volume would

contribute Arctic to reveal balance number that has been melted. Since the Upnormal Freezer

is movable and adjustable prototype, future massive development would be high possibility

as accountable ‘save earth agent’ in extending ice.

ELABORATION

The main function as Ice Berg-maker could be develop comprehensively as Underwater

Sightseeing, Research, Living Quarter and Antarctic Eco-Tourism.

DROP & RELEASE

Adapt submarine system as movable model engages to be flexible in all situation of weather.

Bulb shape for bottom part to be dynamic with specific gravity of water. In normal activity,

the Freezer stays floating in Arctic Sea. Sinking to underwater to store up prospective ice

to be shaped in. While floating with the water inside the hexagonal cast, Reverse osmotic

process is on-going to divide fresh water and salt water. The salt water with compressed

amount will be turning out to filter area and throwing away through bottom valve to the

sea – some of salt water will be flowing to crystallization salt development area. Upon

completing desalinate process, top lid closes to enclosure the cold temperature. Within a

month, new ice baby releases by sinking. By the time, repeating the storing water after going

up to the surface, the Upnormal Freezer pushes the new baby ice to stick on other existing

ice. Hexagonal shape has been considered as further production in extending ice area.

HOPE AGAINST HOPE

In a recent decade, global society agrees to bring the world to be a better

place. The momentous decision came as an auspicious beginning. It came as

a joy of the promising world for not only human but also other living creatures

and nature. Still, until now, the way in which the world propose to create

sustainable development has not yet truly sustain others. It is the way in

which we are considering human beings as the center of everything. Nature

is still dismally crippled and “Sustainability for all" is merely political rhetoric.

LIVING ORGANISM

26 27

We know that sustainability in architecture nowadays is to reduce waste,

produce more clean energy, and so on, which seems impressive, yet mainly

for the human. What if, however, an architecture can sustain not only itself

but also other lives? What if, an architecture can grow, reproduce and

metabolize by itself. What if, we are perceive an architecture not only as a

building but also as a living organism?

THE HIDDEN LIFE OF ARCHITECTURE

We know that architecture, in general, is artificial and inactive. When we

live in a building it seems to be static and just a structure of something.

But, imagine of the marvelous world that architecture could talk with each

other through their embedded roots and signals. Imagine that buildings

could have a friendship, have communities and protect both their own tribes

and others-- animals, human, and trees. Imagine an architecture that can

pass knowledge through there genes and evolve them through the genetic

algorithm that can adapt itself and its community within any context. In a

sense, the architecture is not having only a concrete structure but, among

them, also the hidden life There will be the day when both architecture and

living creatures could formulate a biological community of interacting organisms

and their physical environment. This will be the day when the human

race will be able to live with the new meaning of “Sustainability Ecosystem”


With the rapid growth of global populations, it is predicted that by the year 2050, the planet will be packed

with 2.2 billion more people in addition to our 7.6 billion. This will result in the global food shortage to feed

billions more mouths as well as a challenge for our current paradigm of cultivating our current food sources.

Our current food system relies greatly on the global livestock industry, which has already been taking up to 70%

of global agricultural lands. Apart from gobbling large amounts of Earth’s lands and water, raising livestock,

such as cows, pollutes substantial amounts of waste detrimental to the environment. Greenhouse gases are

apparently being emitted more from raising livestock than cars, trains and planes combined.

While many solutions are being speculated to combat the challenge of efficiently producing more food with less

waste, a new food source seems to promise an optimistic future to the billions of hungry mouths. Insects.

emission than insect

PROTEIN

FAT

FIBER

MINERALS

MORE

MINERALS

+VITAMINS

emission than cattle

Insects are nutritious and high in fat, fibers, minerals, proteins in the amounts that is comparable to livestock.

While it takes 200 m 2 of land and 11,000 liter of water to produce 1 lb of beef, it only takes 15 m 2 of space and

0.5 liter of water to produce 1lb of cricket with roughly the same amounts of nutrients and even less waste

produced. Insects can also be cultivated on organic waste which make them a more sustainable choice of food

source.

Sathorn Unique Tower (Ghost Tower) is an unfinished skyscraper that was left abandoned during the 1997 Asian financial

crisis. It is Bangkok’s most prominent derelict building with a prime location. Its intriguing and haunting appearance

attracts numbers of curious urban explorers as well as the passer-bys.

While insect consumption has long been embraced by many cultures mostly in South America, Africa and Asia,

eating insects is mostly seen as an exotic culinary experience for tourists and not much consumed by the mass

market.

Thailand is one of the countries with long history and culture of eating insects and is listed as one of the

countries with most recorded species of edible insects.

Recorded number of edible insect species by

country.

(From 1-5 to 300 by color intensity lightest to

darkest)

source: Center of Geo Infomation, Wageningen

University.

Data Collected in 2012.

Bangkok is the capital city of Thailand and the most populous in the whole country with populations of approximately

14 million people. Bangkok’s beauty lies in the chaotic and unpredictability of its bustling urban and food cultures.

The metropolis skyline and architecture is intrigued by juxtaposition of newly-cladded buildings with traditional

houses, and sleek skyscrapers with those concrete blocks left abandoned and decayed.

The project proposes a site of

an existing derelict of 185m

height located in a prime

location where city CBD, old

districts and Bangkok’s central

pier is interconnected.

The eerie interior of the building

are now currently occupied

by elements improvised by

nature.

Like a larva in the transformative stage into a pupa, the decaying skyscraper is wraped by the modular insect farms.

This outer cocoon shells of insect farms reinforce, augment and manipulate whatever natural ecosystem inside the

derelict tower into a more sustained ecosystem suitable for different insect species as well as tropical plantations.

With the tower transformation, the abandoned skyscraper is reactivated as an urban future food farms as well as a

vertical natural oasis. With its prime location, the project would have a positive urban impact of activating the current

vacant waterfront into a more festive, cultural field hosting markets with fresh products of the future food source. Insects.

Honorable Mention Awards

MOBIUS RING IN A VERTICAL CITY

Xiu Li, Pianpian Yu and Yuan Jing, China

Honorable Mention Awards

PUPA

Supakrit Wongviboonsin, Panitnan Patanayindee and Eakapob Huangthanapan,

Thailand

PUPA

INTRODUCTION

GLOBAL ENTOMOPHAGY

CULTIVATING THROUGH

PRODUCTIVE

METAMORPHOSIS

CONCEPT

1960 2050 The project proposes to tackle the global issue of food production through

architectural intervention. This architectural intervention is programmed as

modular insect farm/factory that could be stacked and scaled into a skyscraper.

Inspired by the natural metamorphoses process of an insect, the project acts like

SITE

an architectural parasite attaching to an existing structure of an abandoned (or

not) building. Like a cocoon enveloping a larvae, this architectural metamorphosis

could reactivate an abandoned and decaying building back to life. The farmed

insects would as well foster and sustain an augmented ecosystem within a building.

Edible

40%

Space Needed

200m 2

Water Needed

11,000L

Edible

80%

Space Needed

15m 2

Water Needed

0.5L

x100more

greenhouse

x100Less

greenhouse

CBD

OLD TOWN

RIVER

REACTIVATING GHOST TOWER

Urban fringe is a special area with harsh environment and emerging problems

formed in the process of rapid urbanization. It is the space carrier for the

transition, integration and conflict between urban and rural social systems.

Not only is there no living space for animals, but the residents also live in a

low-quality sandwiched life. Based on the concept of integration and circularity

of mobius ring, the design constructs a sustainable system in the site

by using three parts of the original building, energy block and Mobius Ring

Road , expanding and connecting the space in different vertical dimensions.

Architecture and energy blocks are divided into four layers: the first layer is

the ecological layer, which weakens the dominance of human beings over

land, provides habitat for animals, and is used in ecological agriculture; the

second layer is the economic layer, which provides trade fairs for residents

and forms a good ecological and economic cycle chain with one layer of

connectivity; the third layer is the living layer, which increases the opportunities

for interaction between neighbors and promotes coexistence of human

beings and other life. The fourth level is the spiritual level, expanding communication

and interaction, and recovering the spiritual world that residents

lack. Mobius rings connect dispersed energy blocks and buildings to form

an infinite reciprocating ecological ring. Changing the unsustainable status

of the community with a simple ring to welcome an incredible new life.

The rapid growth of global populations, from 7.6 to 9.8 billion in thirty years,

calls for emergent attentions of global food shortage and challenges our

current paradigm of cultivating food sources. Our current food system relies

greatly on the global livestock industry, which consumes 70% of the global

agricultural lands and pollutes substantial wastes hazardous to the environment.

Among many solutions being speculated to combat the challenge, a

new food source seems to promise an optimistic future to the billions of

hungry mouths. Insects.

Thailand is one of the countries with a long history and culture of eating

insects and is listed as one of the countries with the most recorded species

of edible insects. With Bangkok being the capital of bustling urban and food

culture, the project proposes to tackle the global issue of food production

through architectural intervention within the site in Bangkok.

The project proposes a site of an existing abandoned 185m tall building

located in a prime location where city CBD, old districts and Bangkok’s

central pier is interconnected. This architectural intervention is programmed

as modular insect farm/factory that could be stacked and scaled into a

skyscraper. Inspired by the natural metamorphosis process of an insect, the

project acts like an architectural parasite attaching to an existing structure

of a derelict building. Like a cocoon enveloping a larva, this architectural

metamorphosis could reactivate an abandoned and decayed building back

to life. The farmed insects would as well foster and sustain an augmented

ecosystem within a building.

The project does not only promise a solution to the global food issue through

architectural intervention. This intervention also innovatively transforms an

urban derelict into an urban oasis, activating urban prime spot, creating

public realms and feeding back the city food from its own waste.

28 29


Honorable Mention Awards

POLE FOREST

Witchan Wanchit, Thailand

JUDGES

Nico

Kienzl

Nico is a founding director of Atelier Ten’s New York City office and member of Atelier Ten’s US

and international leadership group. He consults on a wide variety of large scale residential,

commercial and institutional buildings, as well as on masterplan and renovation work in the

United States, Europe, South America and Asia.

Atelier Ten

Nico specializes in the application of advanced building analysis including facade optimization,

daylight and shading analysis, and in the optimization of building systems.

Sanne Van

Der Burgh

MVRDV

Sanne van der Burgh is Senior Associate at MVRDV, one of the most innovative architectural

practices in the world based in the Netherlands. Sanne leads multiple design teams and

projects in various scales and countries. She is also responsible for keeping the office in the

frontline of technological innovation through implementation of parametric methodologies

and has a passion for sustainable workflows. Sanne has a versatile background, her work

ranges from small scale product design up to large scale regional masterplans.

Assawin

Choochottavorn

Foster + Partners

Assawin Choochottavorn is Associate at Foster + Partners with experience in design management

and world-class design projects from London and the Middle East. He has experience

in projects of various size and scale, with particular knowledge of luxury developments. At

Foster + Partners, he has worked on various projects including a schematic design of the

Aldar Central Market project, which his involvement spanned from the façade design to the

coordination of hotel and retail, the design and detailing of various projects in the UAE such

as Sheikh Zayed Museum, Masdar University and Residential Towers, Reem Island as well as

the Global Financial Centre, Bund project where he helped develop the facade design from

conception to construction.

Singh

Intrachooto

Dr. Singh Intrachooto is Associate Professor of Building Innovation at Kasetsart University

Architecture. He is the founding director of the Creative Center for Eco-design and the

design principal of Osisu, a design company known for products from ‘upcycled’ materials.

He represents Thailand’s National Innovation Agency (NIA) as its Design Innovation Ambassador

and heads the country’s technical committees for creating upcycled labeling schemes.

Kasetsart University

Architecture,

Research & RISC

"Nature" is changing all the time according to human access, animals are in

nature changing all the time too. Some animals are eventually reduced and

extinct, because of the environment did not unsuitable for them. Sometimes

many problems happened from these animals because of they just want

to living their lives.

"Bangkok" a metropolis that growing all the time to support many people

who come in to seize their opportunities and living their lives, but in many

corners there are many small creatures still struggling to survive too.

Even today, people began to focus on increasing green spaces, but the

limitations of this city are the density of the buildings, houses and transport

systems that almost have not enough space to create a large green space

for this city. And what area should we create that?

“Utility pole” is a column or post used to support overhead power lines

and various other public utilities. There are many rumors in Bangkok, but

soon it will disappear because it will be buried underground. And it will be

withdrawn. If we don't withdraw it? Can we use it instead of the tree trunk?

This design uses materials that cannot be degraded, such as plastic, to be

re-compacted to become a modular model for easy repeatability. By bringing

the cover onto the unused power line so that it becomes a shelter for those

animals and becoming a small forest that is linked together

If the architecture is to create an environment in which people can live and

use. Creating the Pole Forest is like creating an environment too. That is

conducive to the living of all living things, while creating a green spaces for

the city which may be the starting point for other creatures to live with us.

Rita

Soh

RDC Architects

/ ARCASIA

Apichart

Srirojanpinyo

Stu/D/O

Through her work with RDC Architects and her contribution to many industry boards, Rita

Soh is playing an instrumental role in positioning Singapore as an architecture capital in Asia.

Rita is well placed to be giving advice. The businesswoman has had an illustrious career

spanning more than three decades in the architecture and design space. She joined the

Singapore-based architecture firm RDC in 1989 after attaining her professional registration

and has worked her way up the ranks over the years to become a member of the advisory

board in the managing director capacity

Born in Bangkok and educated in both Thailand and the United States, Mr. Apichart received

his Master degree in Architecture and Urbanism from MIT (Massachusetts Institute of Technology)

and his Bachelor of Architecture from Chulalongkorn University. Between his two

degrees, he worked at Architects 49 Limited for 4 years where his works received multiple

awards including ASA Gold Medal Architecture of the year for the project ‘Royal Archives,

Repository, and Information Center’ at Nakhon Pathom. In 2010, he founded Stu/D/O Architects

in Bangkok with Chanasit Cholasuek. Stu/D/O Architects’ completed projects are

internationally recognized and awarded. ‘Naiipa Art Complex’ has been recently selected for

the 2017 Honorable Mention from The Arcasia Awards for Architecture

30

31


Update

รางวัลสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ 2562

ASA Emerging Architecture

Award 2019

รางวัลสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ดีเด่น

(Gold Medal Award)

Raintree International

School, Bangkok

by GreenDwell

โครงการนี้มีความโดดเด่นทางด้านการวางผังอาคารร่วมกับ

ธรรมชาติ โดยผังอาคารถูกออกแบบให้วางหลบต้นไม้เก่าที่มีอยู่

ในพื้นที่เดิม และมี court ตรงกลางเชื่องระหว่าง 2 อาคาร ทำให้

ลมธรรมชาติพัดผ่านตัวโครงการได้ นอกจากนี้ สถาปนิกพยายาม

นำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้ในพื้นที่ภายในอาคารให้มากที่สุด และ

การออกแบบพื้นที่กึ่งภายนอกอาคาร ทำให้เกิดการเชื่อมโยงการ

ใช้งานที่อยู่ภายในและธรรมชาติที่อยู่ภายนอกอาคาร

32

33


รางวัลสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ ที่สมควรแก่การเผยแพร่

(Silver Medal Award)

Bunjob House : House of Flow, Surat Thani

by Nutthawut Piriyaprakob

โครงการพยายามให้ผู้อาศัยมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติ และมีการ

เลือกใช้วัสดุที่หาได้จากพื้นที่ สถาปนิกมีนวัตกรรมการออกแบบ

ระบบประสานเรื่องแสงสว่าง ลมธรรมชาติ และการรองรับ

น้ำฝนที่นำกลับมาใช้ใหม่ร่วมกับงานสถาปัตยกรรมได้อย่างน่า

สนใจ

รางวัลสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ ที่สมควรแก่การเผยแพร่

(Silver Medal Award)

AHSA Farmstay, Chiang Rai

by Creative Crews

โครงการ AHSA Farmstay ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงเอกลักษณ์

ของความเป็นอาคารพื้นถิ่นทางภาคเหนือ การใช้การระบาย

อากาศโดยวิธีธรรมชาติและระบบการป้องกัน 2 ชั้น ที่สามารถ

ป้องกันความเย็นในช่วงฤดูหนาว อาคารใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็น

ธรรมชาติ เช่น ไม้ที่รื้อถอนจากบ้านเก่าเพื่อลดผลกระทบต่อ

สิ่งแวดล้อม และการให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการก่อสร้าง

อาคาร และแลกเปลี่ยนความรู้ด้านความยั่งยืนระหว่างคนในชุมชน

และนักท่องเที่ยว

34

35


รางวัลสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ ที่สมควรแก่การเผยแพร่

(Silver Medal Award)

Puey Ungphakorn Artistic Park, Pathum Thani

by Arsomsilp Community and Environmental

Architect

โครงการนี้ถูกออกแบบโดยการปรับพื้นที่อาคารเก่าที่มีอยู่เดิมให้

กลายเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับชุมชน การออกแบบมีกระบวนการ

ระดมความคิดเห็นจากคนในชุมชน อาคารถูกออกแบบโดยการ

ใช้ระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติร่วมกับการใช้แสงธรรมชาติ มี

การใช้วัสดุไม้จากโรงงานเก่าในพื้นที่นำกลับมาใช้ใหม่

รางวัลสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ ที่สมควรแก่การเผยแพร่

(Silver Medal Award)

Visavapat Headquarter, Chiang Rai

by นัทพันธ์ ธีระจรุงเกียรติ, นงลักษณ์ บุญแสง,

กิตติชัย เชียวชอุ่ม, ธนกร สมสุข และ บริษัท ลูกเล่น

สถาปนิก จํากัด

อาคารมีการออกแบบโดยผสานพื้นที่ใช้งานภายในร่วมกับ

ธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจ มีการออกแบบแผงบังแดดได้อย่างมี

ประสิทธิภาพ โครงการยอมเสียพื้นที่ขายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้

กับโครงการ สถาปนิกมีการจำลองผล (Simulation) เพื่อพิสูจน์

สมมติฐานในการออกแบบ

36 37


Update

รางวัลอาคารเขียว

Green Building

Awards

ในช่วงปี พ.ศ. 2557-2561 มีอาคารสร้างใหม่ที่ได้ผ่านการตรวจ

ประเมินอาคารเขียว ตามมาตรฐานเกณฑ์การประเมินความยั่งยืน

ทางพลังงาน และสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TREES (Thai’s Rating

of Energy and Environmental Sustainability) จัดโดยสถาบัน

อาคารเขียวไทย และมีอาคารที่ได้รับรางวัลในระดับ Gold และ

Platinum ดังตัวอย่างอาคารชุดนี้

Active Design

Passive Design

สํานักงานการไฟฟ้าส่วน

ภูมิภาค จ.อุบลราชธานี

(2018) ระดับ Gold

EEC Academy (2015)

ระดับ Gold

ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์

(ประเทศไทย) จํากัด (2017)

ระดับ Platinum

โชว์รูมและศูนย์บริการโตโยต้า

แก่นนคร (2015)

ระดับ Platinum

7-Eleven สาขาธาราแสควร์

(2014) ระดับ Platinum

อาคาร 60 พรรษา

ราชสุดาสมภพ (2014)

ระดับ Platinum

38

39


Review

โอเอซิสในกล่องกระจก

Oasis in the

Glass Box

Text: สิปปวิชญ์ กำบัง / Sippawich Kambung

Translation: ธนว์กัญญา แจ้งใจธรรม / Tanakanya Changchaitum

Photo: Courtesy of architect

อาคารอทิตยาทร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

เป็นอาคารทางการศึกษา ออกแบบโดยคุณชาตรี ลดา-

ลลิตสกุล บริษัท ต้นศิลป์ สตูดิโอ จํากัด ซึ่งได้เคยฝาก

ผลงานออกแบบไว้ในมหาวิทยาลัยมหิดลหลายโครงการ

ก่อนหน้านี้ อาคาร MUIC ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อปี

พ.ศ. 2560 เป็นอาคารสูง 6 ชั ้น มีส่วนจอดรถใต้ดินอีก 3

ชั้น ในงานออกแบบชิ้นนี้ คุณชาตรีเองได้แสดงให้เห็นถึง

การผสานแนวคิดทางด้าน tropical architecture กับ

ปรัชญาทางการศึกษา ผ่านแนวความคิดในการออกแบบ

ที่คุณชาตรีเรียกว่า “oasis”

เมื่อเราเดินทางมายังมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

ทางด้านรั้วมหาวิทยาลัยบนถนนพุธมณฑล เราจะ

สามารถสังเกตเห็นอาคารสมัยใหม่รูปทรงกล่อง

เรียบง่าย ตั้งอยู่บนพื้นที่สีเขียวของมหาวิทยาลัย

ที่สังเกตเห็นได้ง่ายคือผิวผนังกระจกขนาดใหญ่

ราวกับไม่อาทรต่อแสงแดด เราจึงติดต่อขอ

สัมภาษณ์สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารเพื่อขอโอกาส

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเด็นต่างๆ ในการออกแบบ

อาคารหลังนี้

Arriving at the Salaya Campus of Mahidol University

and looking along the fenced perimeter

that separates the property from Putthamonthol

Road, one notices a modern-looking,

box-shaped building located on the expansive

green grounds of the academy. Impossible to

miss is the large glass structure that seems

to show no fear of the unforgiving sun. We

made a few contacts and landed ourselves

an interview with the architect of the project,

42

43


อาคารอทิตยาทร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัย

มหิดล (MUIC) เป็นอาคารทางการศึกษา ออกแบบ

โดยคุณชาตรี ลดาลลิตสกุล บริษัท ต้นศิลป์

สตูดิโอ จำกัด ซึ่งได้เคยฝากผลงานออกแบบไว้

ในมหาวิทยาลัยมหิดลหลายโครงการก่อนหน้านี้

อาคาร MUIC ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อปี พ.ศ.

2560 เป็นอาคารสูง 6 ชั้น มีส่วนจอดรถใต้ดินอีก

3 ชั้น ในงานออกแบบชิ้นนี้ คุณชาตรีเองได้แสดงให้

เห็นถึงการผสานแนวคิดทางด้าน tropical architecture

กับปรัชญาทางการศึกษา ผ่านแนวความคิด

ในการออกแบบที่คุณชาตรีเรียกว่า “oasis”

สถาปนิกผู้ออกแบบเล่าให้ฟังถึงความใส่ใจเรื่องการ

ออกแบบสถาปัตยกรรมเมืองร้อน นิยามของคำว่า

oasis ถูกตีความและแสดงออกผ่านภาษาทาง

สถาปัตยกรรมด้วยการสร้างคอร์ท (courtyard)

กลางอาคาร ซึ่งใช้สำหรับปลูกต้นไม้ใหญ่ เช่น

ยางนา ซึ่งมีลักษณะลำต้นที่สูงชะลูด เมื่อลำต้น

เสียดยอดพ้นตัวอาคารขึ ้นไปก็จะไปแผ่กิ่งใบ

ด้านบน กลายเป็นร่มเงาไม้ขนาดใหญ่ให้กับตัว

อาคาร ซึ่งตัวพื้นที่คอร์ทกลางนี้เองยังทำหน้าที่

เป็น “พื้นที่ระหว่าง” (in-between space) ซึ่ง

เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศเมืองร้อน ใน

ส่วนนี้สถาปนิกได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การอยู่

ระหว่าง คือเป็นความระหว่างของภายในกับ

ภายนอก เป็นพื้นที่ที่ปรากฏอยู่ในสถาปัตยกรรม

เมืองร้อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สำคัญของมนุษย์ที่

ดำรงชีวิตในเขตร้อนชื้น เช่น ประเทศไทย

เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างภายนอกอาคารกับ

ภายใน มีส่วนในการกรองความร้อนและความชื้น

ไม่ให้เข้าสู่ตัวอาคารโดยตรง และเป็นพื้นที่ใช้

this with a view to discussing the conception

of this striking work of architecture.

The Aditayathorn Building of Mahidol University

International College (MUIC) is an

educational building designed by Chatri Ladalalitsakul

of Tonsilp Studio, who was behind

the design of several other buildings at the

university. The structure, completed in 2017, is

six-stories high and has three levels of underground

parking. For this project, Ladalalitsakul

strived to combine the aesthetics of tropical

architecture with the university’s educational

philosophy through a design concept that he

refers to as ‘oasis’.

In this project the word ‘oasis’ is interpreted

and expressed through an architectural language

that considers the courtyard a central

part of its grammar. The courtyard here accommodates

towering evergreens – their tall

trunks and luscious leaves provide welcome

shade to the building’s functional spaces –

and serves as the in-between space between

inside and outside. Common in tropical architecture,

such spaces resonate with the

climatic conditions and lifestyles of people

in tropical countries such as Thailand. They

play an important role in filtering the heat and

humidity from directly entering the building.

For this project, the courtyard also creates a

space where informal interactions take place,

encouraging extracurricular learning experiences.

The architect calls it a ‘gray space’, on

account of its role as both an in-between

โถงทางเข้าหลักของอาคาร

แสดงให้เห็นพื้นที่เชื่อมต่อ

ระหว่างภายนอกกับภายใน

Main entrance hall acts

as a transition space

between inside and outside.

โถงส่วนกลางภายในอาคาร

ออกแบบด้วยแนวคิดโอเอซิส

มีการให้แสงสว่างธรรมชาติ

ภายในพื้นที่

The inner courtyard expresses

the idea of oasis

which let the natural

light comes through interior

space.

“พื้นที่ระหว่าง” (in-between space) ซึ ่งเป็นเอกลักษณ์

เฉพาะของประเทศเมืองร้อน ในส่วนนี ้สถาปนิกได้อธิบาย

เพิ่มเติมว่า การอยู่ระหว่าง คือเป็นความระหว่างของ

ภายในกับภายนอก เป็นพื ้นที่ที่ปรากฏอยู่ในสถาปัตยกรรม

เมืองร้อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สําคัญของมนุษย์ที่ดํารงชีวิตใน

เขตร้อนชื้น เช่น ประเทศไทย เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง

ภายนอกอาคารกับภายใน

44

45


โครงสร้างอาคารคอนกรีต ทำ

หน้าที่เป็นองค์ประกอบอาคาร

ที่ใช้ในการกรองแสง

Concrete structure applied

into shading devices.

มีการออกแบบผังบริเวณเพื ่อสร้างสภาพภูมิอากาศจุลภาค

(micro climate) ของพื ้นที่ก่อสร้างอาคาร เก็บหน้าดินเดิม

ของพื้นที่และต้นไม้ใหญ่เดิมไว้ มีการปลูกต้นไม้ใหญ่เพิ ่มให้ได้

1 ต้น ต่อพื ้นที่เปิดโล่ง 100 ตารางเมตร ส่วนของพื ้นที่ดาด

แข็ง (hard scape) ก็มีการให้ร่วมเงาเพื ่อลดการสะท้อน

ความร้อนเข้าสู่อาคาร และการหมุนเวียนนํ ้ำใช้ในโครงการ

46 47

งานที่เรานิยมใช้สอยอยู่เป็นประจำตั ้งแต่อดีต

แนวคิดนี้เองยังสอดคล้องกับการสร้างพื้นที่

ปฏิสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการ เพื่อช่วยส่งเสริม

ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกห้องเรียนของ

ผู้ใช้อาคาร ซึ ่งสถาปนิกนิยามพื้นที ่ลักษณะนี้ว่า

“พื้นที่สีเทา“ (gray space)

เมื่อพิจารณาจากพื้นที่ใช้สอยของอาคาร MUIC นี้

เราจะพบว่าพื ้นที่ส่วนคอร์ทกลางของอาคารได้ทำ

หน้าที่ของการเป็น in-between space สำหรับ

การเป็นจุดเชื่อมต่อของพื้นที่ภายในกับธรรมชาติ

ภายนอก และเป็น gray space สำหรับส่งเสริม

ให้เกิดกิจกรรมสร้างปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มผู้ใช้งาน

อาคารได้อย่างลงตัว

ส่วนสำคัญอีกเรื่องหนึ่งเบื้องหลังรูปทรงของ

อาคารที่ต้องกล่าวถึงคือ การให้ความสำคัญกับ

การออกแบบอาคารเพื่ออนุรักษ์พลังงานในอาคาร

ซึ่ง รศ.ธนิต จินดาวณิค อาจารย์ประจำคณะ

สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาร่วมเป็นทีมงานออกแบบ

อาคารหลังนี ้ โดยมีการคำนึงถึงประเด็นการ

อนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานในอาคาร

อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่ตอนเริ่มต้น

กระบวนการออกแบบ สำหรับประเด็นต่างๆ ที่

ทีมงานให้ความสำคัญเริ่มตั้งแต่งานวางผังบริเวณ

และภูมิสถาปัตยกรรม มีการออกแบบผังบริเวณ

เพื่อสร้างสภาพภูมิอากาศจุลภาค (micro climate)

ของพื้นที่ก่อสร้างอาคาร เก็บหน้าดินเดิมของพื้นที่

และต้นไม้ใหญ่เดิมไว้ มีการปลูกต้นไม้ใหญ่เพิ่มให้

ได้ 1 ต้น ต่อพื้นที่เปิดโล่ง 100 ตารางเมตร ส่วน

ของพื้นที่ดาดแข็ง (hard scape) ก็มีการให้ร่มเงา

เพื่อลดการสะท้อนความร้อนเข้าสู่อาคาร และการ

หมุนเวียนน้ำใช้ในโครงการ

space and an area that enhances interactions

and activities among the building’s users.

A focus on energy-saving has a direct impact

on its physical appearance. One of the experts

working on the design team of the project,

Associate Professor Thanit Chindavanig of

Faculty of Architecture, Chulalongkorn University,

stresses that the design does not

only include energy-saving efficiencies but

rather prioritized them in the early stages of

the development of the site plan and landscape

architecture. The site plan is designed

to have its own micro climate. The original

soil and existing evergreens were preserved

and a large new tree was planted on every

100-square-meters of open space. The landscape

is thoughtfully shaded to minimize the

heat being reflected into the building while a

wastewater treatment system ensures maximum

water-use efficiency.

The glass shell – the key architectural composition

that directly impacts the building’s

energy usage – is made of highly-efficient,

heat-protection glass. This was installed carefully

to prevent air from leaking through the

door and window frames (leaks affect the use

of air conditioning, which consumes a large

amount of electricity). This design resulted

in a positive energy saving with an OTTV rate

of 21 w/m2 (energy saving laws dictate that

OTTV must not exceed 50 w/m2) and a RTTV

rate lower than 6 w/m2 (the RTTV rate must

not exceed 15 w/m2 according to the Energy

Conservation Act).



บริเวณโถงทางเข้าชั้น 5

Fifth floor's entrance

hall

เปลือกอาคารกระจก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผล

โดยตรงกับปริมาณการใช้พลังงานในอาคารนั้น มี

การใช้กระจกกันความร้อนประสิทธิภาพสูง และ

มีการใส่ใจรอยต่อไม่ให้เกิดการรั่วซึมของอากาศที่

บานกรอบหน้าต่างและประตู ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ

การใช้เครื่องปรับอากาศอันเป็นปัจจัยหลักของการ

ใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคาร ผลจากการออกแบบ

นั้นสามารถคำนวณค่าการใช้พลังงานโดยรวมของ

อาคารที่ได้ผลดีอย่างยิ่ง โดยมีค่าการถ่ายเทความ

ร้อนรวมผนังภายนอก (OTTV) ที่ 21 w/m2

(ตามกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานกำหนดไว้ < 50

w/m2) และมีค่าการถ่ายเทความร้อนรวมหลังคา

As for brightness, the glass walls and courtyard

of the design bring natural light in to the

different functional spaces throughout the

day. Nevertheless, the heat associated with

natural lighting is also carefully controlled to

not affect the level of thermal comfort. By

dividing areas into different zones, each no

larger than 200 square meters, exposure to

sun direction is something the design carefully

considers.

The courtyard helps create natural ventilation,

serving as a void that enables the stack-effect

ทางเชื่อมและระเบียงบริเวณ

ชั้น 4 ของอาคาร เป็นพื้นที

ส่วนกลางสำหรับรองรับ

กิจกรรมต่างๆ

Connected walkway and

terrace on the fourth

floor

จุดที่น่าสนใจมากอีกจุดหนึ่งคือ พื้นที่บริเวณชั้น 6 ของ

อาคาร บริเวณนี้มีพื้นที่ใช้งานเป็นห้องย่อย รูปทรงอิสระ

ซึ่งมีกรอบภายนอกเป็นผนังกระจก ในส่วนนี ้ไม่มีการปรับ

อากาศ แต่มีการทําช่องเปิดขนาดเล็ก เพื ่อให้อากาศไหล

เวียนได้ เป็นการระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติเช่นกัน

ส่วนผนังกระจกนั้นทําหน้าที่ในการบังฝนเข้าสู่ตัวอาคาร

เท่านั้น

โถงทางเดินบริเวณชั้น 3

The walkway hall on the

third floor.

48

49


โถงทางเข้าอาคาร ใช้ตัว

อาคารชั้นบนเพื่อช่วยในการ

บังแสงแดดให้กับพื้นที่ภายใน

The use of upper volume

as daylight protection

for the main entrance

hall.

ภาพสามมิติแสดงโถงโอเอซิส

กลางอาคาร และพื้นที่ใช้งาน

ชั้น 6

3D illustration shows

the oasis at the courtyard

and other area on

the sixth floor.

ผังบริเวณอาคารอาทิตยทร

MUIC lay out

50

L A Y O U T

51 NORTH

SCALE

0 10 50 100


6.00 4.50 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 4.50 5.00 6.00

13

6.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 6.00

6

15 2 14

GROUND FLOOR PLAN

6.00 4.50 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 4.50 5.00 6.00

6.00 4.50 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 4.50 5.00 6.00

11 10 12

16 5 17

4

7 3

8

GROUND FLOOR PLAN

1

6.00 6.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 6.00 6.00

3rd 6th 3rd FLOOR PLAN

PLAN

6.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 6.00 6.00

14 20 15 16 17 18

21

19

19 13 33 21 22 23 24 4 4 2220

10

18

11 17 12

2425 26

23

16

25 28

27

15 14

27 26

12 913

28 29

11

5 29

10

30

9

31

5

3032

8 8

2 1 1

6

34 33 31

6

7 7

33 34 32

2nd 5th 5th FLOOR PLAN

PLAN

6.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 6.00 6.00

9

6.00 6.00 4.50 4.50 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 4.50 4.50 5.00 5.00 6.00 6.00

6.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 6.00

GROUND FLOOR PLAN

1 = PORCH

2 = ENTRANCE HALL

3 = MULTIPURPOSE COURT

4 = POND OVERFLOW

5 = CANTEEN

6 = RESTAURANT 1

7 = RESTAURANT 2

8 = RESTAURANT 3

9 = RESTAURANT 4

10 = WASH & GARBAGE

11 = WASH & GARBAGE

12 = SECURITY & GUARD

13 = GUARD

14 = PASSENGER LOBBY

15 = PASSENGER LOBBY

5th FLOOR PLAN

2nd 2nd FLOOR PLAN PLAN

6.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 6.00

1 = 1 PASSENGER = PASSENGER LOBBY LOBBY 16 = 16 GENERAL = RESOURCE CLASS ROOM & STUDY 2 ROOM

2 = 2 PASSENGER = PASSENGER LOBBY LOBBY 17 = 17 GENERAL = FAA CLASS STAFF ROOM OFFICE1

3 = 3 SERVICE = 13 SERVICE LOBBY LOBBY

11 14 18 = 18 GENERAL = 153D CLASS ANIMATION

10

ROOM LAB 9 12

4 = 4 FIREMAN = FIREMAN LOBBY LOBBY 3 19 = 19 GENERAL = PRINT CLASS RESOURCE 4ROOM 8LAB

5 5 = CONTROL ROOM

16 20 =

520 STORAGE = 3D 1PRINT 17/ LASER CUTTER

6

16 17

= 6 GENERAL = DARK CLASS ROOM ROOM 7 21 = 21 TERRACE = 3D SCAN

7 = 7 GENERAL = PHOTO CLASS LAB ROOM 6 22 = 22 LARGE = SCREENING CLASS ROOM 1318

8 = 8 GENERAL = PHOTO CLASS SHOOT 6 ROOM 5 23 = 23 LIBRARY = CONTROL ROOM9

12 13

19

9 = 9 STORAGE = CONTROL 2 ROOM 24 = 524 LARGE = AUDIO CLASS RECORDING ROOM 14 SUITES

10 10 = GENERAL = ANIMATION

11 CLASS LAB ROOM (STOP 13 MOTION) 25 = 25 TERRACE = PROFESSIONAL 20

11 11 = GENERAL = ANIMATION CLASS LAB ROOM (2D) 12 4

12 = GENERAL

10

26 = CENTRAL AUDIO ADMINRECORDING LAB

12 = SERVER CLASS ROOM ROOM 4 27 = 26 LARGE = CONTROL MEETING 1ROOM21

13 13 = GENERAL = BREAKOUT

8CLASS 9ROOM

3

7

28 = 327 LARGE = FOLEY MEETING LAB2

22

8 23

14 14 = GENERAL = STORAGE CLASS ROOM 11

15 = GENERAL 7CLASS ROOM

2 29 = 28 DEAN = LARGE COMPUTER LAB

15 = MATERIALS & EQUIPMENT 10

1 24

6.00 4.50 6.00 8.00 4.50 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 4.50 8.00 5.00 4.50 6.00 5.00 6.00

16 = SERVICE LOBBY

1420

15 16 17 18

17 21

= FIREMAN LOBBY 19

19 13 3 21 22 23 24

4

20 22

10 18 11 12 17

25 24 26 23

28

27

16

25

15 14

27 26

9

12 13

28 29

11

5 29

10

30

9

5 3130

32

8 2 1

8

6

34

31

33

7

33 32

6

7

34

0 10 25

50

SCALE

3rd 6th FLOOR FLOOR PLAN PLAN

6.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 6.00

22 15

12 13

14

1623

17 24

21 33 4 4 25

17 20

18

19

= EXECUTIVE MULTIPURPOSE

11 10

18 19 20 21

16 15

22

5

26

13 14

12 11

9 9 10

23

8 8

2 5 28 1 1 24 27

7 7 6

2726 28 25

6 15 2 14

6

29

1

4th 4th FLOOR PLAN PLAN SCALE SCALE

GROUND FLOOR PLAN

1 = 1 PASSENGER = PASSENGER LOBBY LOBBY

2 = 2 PASSENGER = PASSENGER 15LOBBY

3 = 3 SERVICE = SERVICE LOBBY LOBBY

4 = 4 FIREMAN = FIREMAN LOBBY LOBBY

5 = 5 TERRACE = WAITING HALL

6 = 6 STUDENT = SMALL HALL 11 STUDIO 10

7 = 7 NURSE = GREEN ROOM ROOM

8 = 8 SOUND = COSTUME LAB SHOP

9 = 9 MEETING = LARGE 2 STUDIO

10 10 = LARGE = PROP CLASS SHOP ROOM 2

11 11 = COMPUTER = SEWING LAB ROOM 4

12 12 = COMPUTER = ACTING LAB LAB3

13 13 = FREE = STORAGE LAB 2 9 1

14 14 = FREE = PAINTING LAB 1 STUDIO

15 15 = COMPUTER = DESIGN 8LAB STUDIO 2 1

16 16 = COMPUTER = DESIGN

7LAB STUDIO 1 2

17 17 = LARGE = DESIGN CLASS STUDIO ROOM

6

31

6.00 4.50 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 4.50 5.00 6.00

6th FLOOR PLAN SCALE SCALE

GROUND 4th FLOOR PLAN PLAN

52

25

0 010 10 25 25 50 50

6.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 6.00

2nd 5th FLOOR FLOOR PLAN PLAN

12 13

14

3 4

6th FLOOR PLAN

18 = 18 MEETING = DESIGN 1 STUDIO 4

19 = 19 OFFICE = DRAWING STUDIO

16 20 = 20 SERVER = 17 STORAGE ROOM 2

21 = 21 STUDENT = STUDENT GALLERY STUDIO / EXHIBITION 1

22 = 22 LECTURE = STUDENT STUDIO 2

23 = 23 MEETING = STUDENT 3 STUDIO 18 193

20

24 = 24 LARGE = STUDENT CLASS ROOM STUDIO 3 4 21

25 = 25 LARGE = DESIGN CLASS ROOM REVIEW

227

1

26 = 26 LARGE = DESIGN CLASS ROOM REVIEW 8 2

27 = 27 LARGE = STORAGE CLASS ROOM 3 4

28 = 28 LARGE = STORAGE CLASS ROOM 4 5

29 = 29 LARGE = STORAGE CLASS ROOM 5 9

30 = 30 LARGE = FOYER CLASS ROOM 23 10

31 = 31 LARGE = EDITING CLASS ROOM SUITES6

32 = 32 MEETING = MASTERING 28 4 ROOM 24

33 = 33 LARGE = COMPUTER CLASS ROOM LAB 112 (EDITING)

34 = 34 LARGE = COMPUTER

2726 25

CLASS ROOM LAB 121 (EDITING)

0 010 10 25 25 50 50

2 5

1

6.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 8.00 6.00

5th 2nd FLOOR PLAN

1 = PASSENGER LOBBY

18 = DESIGN MEETING STUDIO 1 4

แปลนอาคารอาทิตยทร

2 = PASSENGER LOBBY

19 = DRAWING OFFICE STUDIO

3 = SERVICE LOBBY

MUIC floor plans20

= STORAGE

SERVER ROOM

2

4 = FIREMAN

FIREMAN

LOBBY

LOBBY 21 = STUDENT

STUDENT GALLERY

STUDIO 1

/ EXHIBITION

5 = WAITING HALL

TERRACE

22 = STUDENT STUDIO 2

LECTURE

6 = SMALL STUDIO

STUDENT HALL

23 = STUDENT STUDIO 3

MEETING 3

7 = GREEN ROOM

NURSE ROOM

24 = STUDENT STUDIO 4

LARGE CLASS ROOM 3

8 = COSTUME SHOP

25 = DESIGN REVIEW 1

SOUND LAB 25 LARGE CLASS ROOM 7

9 = LARGE STUDIO

26 = DESIGN REVIEW 2

MEETING 2

26 LARGE CLASS ROOM 8

10 = PROP SHOP 27 = STORAGE 3

10 LARGE CLASS ROOM 2 27 LARGE CLASS ROOM 4

11 = SEWING ROOM 28 = STORAGE 4

12 11 = ACTING COMPUTER LAB LAB 4

29 28 = STORAGE LARGE CLASS 5 ROOM 5

13 12 = STORAGE COMPUTER 1 LAB 3

30 29 = FOYER LARGE CLASS ROOM 9

14 13 = PAINTING FREE LAB STUDIO 2 31 30 = EDITING LARGE CLASS SUITESROOM 10

15 14 = DESIGN FREE LAB STUDIO 1 1 32 31 = MASTERING LARGE CLASS ROOM ROOM 6

16 15 = DESIGN COMPUTER STUDIO LAB 2

33 32 = COMPUTER MEETING 4 LAB 2 (EDITING)

17 16 = DESIGN COMPUTER STUDIO LAB 31

34 33 = COMPUTER LARGE CLASS LAB ROOM 1 (EDITING) 11

17 = LARGE CLASS ROOM 1 34 = LARGE CLASS ROOM 12

0 10 25

50

SCALE

0 10 25

50

4th FLOOR PLAN

GROUND FLOOR PLAN

1 = PASSENGER LOBBY

21 = PASSENGER PORCH LOBBY

32 = SERVICE ENTRANCE LOBBY HALL

43 = FIREMAN MULTIPURPOSE LOBBYCOURT

5 =

4 TERRACE POND OVERFLOW

6 =

5 CLASS

CANTEEN

ROOM 15 & 16

7 =

6 CLASS

RESTAURANT

ROOM

1

14

8 = TERRACE

7 RESTAURANT 2

9 = STORAGE 1

8 RESTAURANT 3

10 = CASED-BASED LEARNING 2

9 RESTAURANT 4

11 = CASED-BASED LEARNING 1

10 WASH & GARBAGE

12 = FACULTY LOUNGE 1

11 WASH & GARBAGE

13 = SPECIAL INSTRUCTOR 1

14 12 = BBA SECURITY STAFF & OFFICE GUARD

15 13 = THM GUARDSTAFF OFFICE

14 = PASSENGER LOBBY

15 = PASSENGER LOBBY

5th FLOOR PLAN

SCALE

SCALE

SCALE

6th FLOOR PLAN

1 = PASSENGER LOBBY

2 = PASSENGER LOBBY

3 = SERVICE LOBBY

4 = FIREMAN LOBBY

5 = CONTROL ROOM

6 = DARK ROOM

7 = PHOTO LAB

8 = PHOTO SHOOT

9 = CONTROL ROOM

10 = ANIMATION LAB (STOP MOTION)

11 = ANIMATION LAB (2D)

12 = SERVER ROOM

13 = BREAKOUT ROOM

14 = STORAGE

15 = MATERIALS & EQUIPMENT

SCALE

(RTTV) ต่ำกว่า 6 w/m2 (ตามกฎหมายการ

อนุรักษ์พลังงานกำหนดไว้ < 15 w/m2)

สำหรับแสงสว่างนั้น มีการคำนึงถึงการนำแสง

ธรรมชาติเข้ามาใช้ในอาคารผ่านทางผนังกระจก

และจากการเปิดพื้นที่คอร์ทกลางอาคาร ซึ่งทำให้

มีแสงสว่างที่ได้มาตรฐานสำหรับการใช้งานในพื้นที่

ต่างๆ ตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตาม มีการคำนึงถึง

ความร้อนที่เข้ามาภายในอาคารด้วย ว่าจะไม่ทำให้

เกิดความร้อนเกินกว่าภาวะน่าสบายในการใช้งาน

ด้วยการแบ่งพื้นที่เป็นโซนอุณหภาพ แต่ละโซน

ไม่เกิน 200 ตารางเมตร และคำนึงถึงทิศที่รับ

ความร้อนของแต่ละโซนด้วย

พื้นที่คอร์ทกลางยังมีส่วนช่วยให้เกิดการระบาย

อากาศในอาคารแบบธรรมชาติ โดยทำหน้าที่เป็น

ปล่องระบายความร้อนอาคารสู่ภายนอก (wind

stack effect) จุดที่น่าสนใจมากอีกจุดหนึ่งคือ

พื้นที่บริเวณชั้น 6 ของอาคาร บริเวณนี้มีพื้นที่

ใช้งานเป็นห้องย่อย รูปทรงอิสระ ซึ่งมีกรอบ

ภายนอกเป็นผนังกระจก ในส่วนนี้ไม่มีการปรับ

อากาศ แต่มีการทำช่องเปิดขนาดเล็ก เพื่อให้

อากาศไหลเวียนได้ เป็นการระบายอากาศโดยวิธี

ธรรมชาติเช่นกันส่วนผนังกระจกนั้นทำหน้าที่ใน

การบังฝนเข้าสู่ตัวอาคารเท่านั้น

16 = SPECIAL INSTRUCTOR 2

17 16 = FACULTY SERVICE LOBBY LOUNGE 2

18 17

= WORKSHOP-BASED FIREMAN LOBBY LEARNING 1

19 = WORKSHOP-BASED LEARNING 2

20 = BUSINESS SIMULATION

21 = STOCK TRADING DEMO

22 = STORAGE 2

23 = TERRACE

24 = CLASS ROOM 17

25 = CLASS ROOM 18 & 19

นอกจากนี้ยังมีการคำนึงถึงผลกระทบระหว่างการ

ก่อสร้างอาคารด้วย ว่าจะไม่ทำให้เกิดมลภาวะแก่

พื้นที่โดยรอบ ด้วยการวางมาตรการและวางแผนใน

การก่อสร้างให้มีความปลอดภัยและปลอดมลพิษ

อาคารหลังนี้จึงนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีหลังหนึ่ง

ในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมร่วมสมัยใน

ประเทศไทย ด้วยการสร้างแนวความคิดในการ

ออกแบบอาคารที่แสดงถึงความเข้าใจในภูมิปัญญา

ของความเป็นประเทศร้อนชื้น ผสานกับปรัชญาเชิง

สังคมในการสร้างพื้นที่สำหรับการศึกษา และการ

ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความเหมาะสม

เพื่อแก้โจทย์ในการออกแบบและก่อสร้าง

0 10 25

50

0 10 25

50

16 = RESOURCE & STUDY ROOM

17 = FAA STAFF OFFICE

18 = 3D ANIMATION LAB

19 = PRINT RESOURCE LAB

20 = 3D PRINT / LASER CUTTER

21 = 3D SCAN

22 = SCREENING

23 = CONTROL ROOM

24 = AUDIO RECORDING SUITES

25 = PROFESSIONAL

AUDIO RECORDING LAB

26 = CONTROL ROOM

27 = FOLEY LAB

28 = LARGE COMPUTER LAB

0 10 25

50

53

ventilation. Another interesting part of the

design is on the sixth floor, where the space

is divided into several small, freeform rooms

partitioned by glass walls. While this area

has no air conditioning system, a series of

small openings here accentuate airflow and

natural ventilation while glass walls protect

the interior from rain.

The impact of the construction on the environment

was carefully monitored to ensure

that the surrounding area was not affected.

The protocols and planning were also cautiously

developed to maximize the safety and

pollution control measures. An exemplary

work of contemporary architecture, the building

displays a conceptualization and execution

that does not only reflect a deep understanding

of the inherited architectural wisdom of

tropical countries, but also thoughtfully incorporates

the social philosophy of the learning

space. Its creative application of technology,

meanwhile, resulted in successful solutions

that optimized both the design and construction

process.

Project name: Aditayathorn Building (MUIC)

Owner: Mahidol University

Location: Salaya, Nakhon Pathom

Area: 67,901 sq.m.

Year of completion: 2017

Architect: Tonsilp Studio


Review

สถาปัตยกรรมผสาน

ธรรมชาติกับเมือง

Green (Urban) Catalyst

Text: พีรณัฏฐ์ อุไรรัตน์ / Peeranat Urairat

Translation: ธนว์กัญญา แจ้งใจธรรม / Tanakanya Changchaitum

Photo: Courtesy of architect

54

เมื่อเราพูดถึงการออกแบบสถาปัตยกรรม มักมีจุดเริ ่มต้น

ได้หลากหลายแนวทางและความน่าจะเป็นเช่นกัน ถ้าเรา

ตั้งสมการว่า คน + ต้นไม้ + ที่ทํางาน + เมือง จะเกิดอะไร

ขึ้น และสามารถเกิดความสัมพันธ์ในรูปแบบไหน ด้วย

วิธีการอย่างไรบ้าง

โดยหลักทางคณิตศาสตร์ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับตัวแปร

อันหลากหลายที่เข้ามาสัมพันธ์กันในรูปแบบต่างๆ

ของสมการ ทั้งเรียบง่ายและซับซ้อน สิ่งที่เรา

ได้เรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์ทางการคำนวณ คือ

ความสัมพันธ์ของตัวเลขและการสร้างระบบวิธี

การได้มาซึ่งคำตอบ เมื่อเราพูดถึงการออกแบบ

สถาปัตยกรรม มักมีจุดเริ่มต้นได้หลากหลาย

แนวทางและความน่าจะเป็นเช่นกัน ถ้าเราตั้ง

สมการว่า คน + ต้นไม้ + ที่ทำงาน + เมือง จะ

เกิดอะไรขึ้น และสามารถเกิดความสัมพันธ์ใน

รูปแบบไหน ด้วยวิธีการอย่างไรบ้าง

หากใครมีโอกาสสัญจรบนทางพิเศษศรีรัชเป็น

ประจำ โดยผ่านบริเวณย่านประดิพัทธ์ ด้วยมุมมอง

ที่สังเกตเห็นชัดเจนจากระดับบนทางพิเศษ จะเห็น

อาคารรูปร่างเป็นชั้นๆ มีพื้นที่ปลูกพืชพรรณไม้ ไล่

ระดับเรียงลงมา และมีส่วนยื่นของอาคารออกไป

ในทิศทางต่างๆ กัน เราอาจจะมองและสามารถ

จินตนาการได้ว่ารูปร่าง-รูปทรงภายนอกของอาคาร

คล้ายกับพื้นที่ทำการเกษตรบริเวณที่ลาดเชิงเขา

หรือนาขั้นบันได (rice terrace) ซึ่งเป็นลักษณะภูมิ-

ทัศน์วัฒนธรรมที่ทำกันมาตั้งแต่โบราณกาล เป็น

พื้นที่เกษตรกรรมที่เพาะปลูกด้วยความเชื่อและ

วัฒนธรรมดั้งเดิม โดยมีความสัมพันธ์กับวัฏจักร

และฤดูกาลของการปลูก ซึ่งกลไกเหล่านี้แสดงถึง

ความเข้าใจในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

อาคาร 7 ชั้น ที่มีรูปทรงซ้อนกันไปมาเป็นลักษณะ

ทางกายภาพของอาคาร Inter Crop Office ได้รับการ

ออกแบบโดย Stu/D/O Architects โดยการเริ่มต้น

สร้างโปรแกรมทางสถาปัตยกรรมเกิดจากการตั้ง

คำถามและสมการที่เรียบง่ายอย่างสร้างสรรค์ เช่น

การสร้างสถาปัตยกรรมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ส่งผล

กระทบต่อบริบทรอบข้างให้น้อยที ่สุดได้อย่างไร

55

In mathematics, figuring out an answer relies

on the many variations that are expressed

and related in both simple and complicated

equations. Nevertheless, what we have learnt

is that beyond every mathematical result

are relationships of numbers, systems and

methodologies that have been formulated and

developed to help us find the right answers.

When discussing architectural design, we all

know beginning can be diverse and probabilities

can be countless. So if people + tree

+ workplace + city were to be the equation,

what will the results be? What possible types

of relationships and methods can be created

out of this equation?

The commuters of Srirat Expressway who

drive passed Pradipath district of Bangkok

would probably notice a building with trees

lusciously growing on its terraced floors

purposefully descending and extruding in

different directions. Such physical features

can easily lead one to imagine the landscape

of a rice terrace, one of the most ancient

agricultural methods in human civilization.

This type of agricultural land is conceived

from and exists out of traditional beliefs and

cultures that are closely related to agricultural

cycles and changing seasons. These mechanisms

are the manifestation of human’s true

understanding in the sustainable coexistence

between themselves and nature.

The seven-story building with overlapped

masses describes the physical features of

Inter Crop Office’s building. Designed by Stu/

D/O Architects, the building’s architectural

program is developed from creatively simple


ทางเข้าหลักของอาคาร

Main entrance of the

building

เนื่องจากอาคารที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาขั้น

บันไดหลังนี ้ แทรกตัวอยู่ในย่านชุมชนพักอาศัย 1-2

ชั้น ซึ่งเป็นพื้นที ่ที่รายล้อมไปด้วยบ้าน ทางผู้ออกแบบ

ได้ทําการลดทอนสัดส่วนความเป็นอาคารที ่ดูเป็นตึก

ทึบตัน เพื่อให้ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม บริบท

ของย่านพักอาศัยโดยรอบให้มากที่สุด นอกจากนี ้ยัง

เป็นการสร้างพื้นที่เชื่อมต่อธรรมชาติให้แก่ผู้ใช้อาคาร

ด้วย

การหลีกเลี่ยงให้อาคารเป็นตึกที่กรุรอบด้าน

ด้วยกระจกที่สะท้อนแสงจ้าไปรบกวน บ้าน

ที่อยู่อาศัยโดยรอบ เป็นต้น หรือการสร้าง

ภาษาในการออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างไร

ให้สามารถสื่อสารถึงอัตลักษณ์ (identity)

ปรัชญาการทำงานขององค์กร character ของ

ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และการสร้างสิ่ง

แวดล้อมในการทำงานที่มีความสัมพันธ์กับ

ธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไรบ้าง

เนื่องจากอาคารที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาขั้น

บันไดหลังนี้ แทรกตัวอยู่ในย่านชุมชนพักอาศัย

1-2 ชั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รายล้อมไปด้วยบ้าน ทาง

ผู้ออกแบบได้ทำการลดทอนสัดส่วนความเป็น

อาคารที่ดูเป็นตึกทึบตัน เพื่อให้ดูกลมกลืนกับ

สภาพแวดล้อม บริบทของย่านพักอาศัยโดยรอบให้

มากที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างพื้นที่เชื่อมต่อ

ธรรมชาติให้แก่ผู้ใช้อาคารด้วย รูปทรงของอาคาร

ที่ยื่นออกไปในทิศทางต่างๆ กัน ช่วยสร้างร่มเงา

ให้แก่พื้นที่ใช้สอยทั้งภายในและภายนอก และ

มุมมองจากด้านบนอาคาร สามารถมองเห็นพื้นที่

สีเขียวที่ซ้อนเหลื่อมกันในแต่ละชั้น แสดงถึงความ

เชื่อมต่อของพื้นที่สวนในแต่ละชั้นด้วย รวมถึงการ

ออกแบบรายละเอียดของระบบห่อหุ้มอาคาร (façade)

โดยใช้แนวระแนงไม้แนวตั้งที่ถูกออกแบบ

ให้ตอบสนองหน้าที่ในระดับที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะ

เป็นการทำหน้าที่เป็นตัวกรอง ปรับแต่ง และการ

ป้องกันแสงแดดได้แตกต่างกันในแต่ละองศาของ

ฤดูกาล โดยเพิ่มการลงรายละเอียดของการกำหนด

equations and questions: How to create architecture

with the least possible impact on the

surrounding context? How to avoid creating

a mirror-cladded building that would reflect

sunbeams to the neighboring residences?

How to develop an architectural language that

can communicate the organization’s identity

and philosophy, all the way to the characters

of its agricultural products? How to facilitate

a close and sustainable relationship between

a work environment and nature?

Since this rice terrace-inspired structure situates

in a residential neighborhood surrounded

mostly with 1-2 story high residential buildings,

the architect simplifies the dense mass

and proportion of the building in order for it to

be more physically fitting with the surrounding

environment and context. The design is realized

to facilitate a connection that brings the

building’s users closer to nature. The extruding

and descending masses provide shaded

areas for both exterior and interior functional

spaces. The top view of the building reveals

the superimposed green spaces and the way

the garden areas on each floor are connected.

The details of the façade are made up of a

series of vertical wooden laths designed to

serve different roles and functionalities, such

as a filter that helps adjust and minimize the

presence of sunlight whose direction is varied

by the change of seasons. The details and the

depth of the wooden laths are included in the

56 57


การให้ความสําคัญของ user experience ถูกถ่ายทอด

ไปส่วนต่างๆ ของอาคารอย่างแนบเนียน เช่น การ

ออกแบบการสัญจรทางตั ้ง โดยตั ้งคําถามกับการใช้งาน

ประสบการณ์ที่แตกต่างที่เกิดขึ้นจากมุมมองในแต่ละ

ระดับความสูง

การวิเคราะห์เรื่องการแผ่รังสี

ของแสงอาทิตย์

Solar Radiation Analysis

ความลึกของหน้าไม้ระแนง ซึ่งนอกจากการตอบ

สนองเรื่องแสงและความร้อน ยังส่งผลต่อการมอง

เห็นจากภายในออกสู่ภายนอก (visual connection)

ของผู้ใช้สอยอาคารอีกด้วย การออกแบบ

จัดวางพื้นที่รองรับงานระบบ (service core) เช่น

ห้องงานระบบ ห้องเก็บของ บันไดหนีไฟ และห้องน้ ำ

ไว้บริเวณทิศตะวันตก เพื่อเป็นการป้องกันความ

ร้อนเข้าสู่อาคาร การสร้างความต่อเนื่องกันของ

layer ต่างๆ ของอาคาร พื้นที่ภายใน แนวกระจก

ระแนงไม้ และธรรมชาติภายนอก ถูกเรียงร้อย

ลำดับกันอย่างละเมียดละไม ทั้งยังสามารถตีความ

ได้ในมิติที่แตกต่างในมุมมองของการสร้างสรรค์

สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Architecture)

ที่สามารถนำจิตวิญญาณของความเป็นงาน

สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (Vernacular Architecture)

ในอดีต ให้กลับมาสู่มิติของการใช้พื้นที่รองรับ

กิจกรรมและอยู่อาศัยในบัจจุบันได้อย่างลงตัว

การให้ความสำคัญของ user experience ถูก

ถ่ายทอดไปส่วนต่างๆ ของอาคารอย่างแนบเนียน

เช่น การออกแบบการสัญจรทางตั้ง โดยตั้งคำถาม

กับการใช้งาน ประสบการณ์ที่แตกต่างที่เกิดขึ้น

จากมุมมองในแต่ละระดับความสูง

การที่บันไดทำหน้าที่เชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะ

เป็นระหว่างพื้นที่ภายใน หรือภายในสู่พื้นที่สวน

ภายนอก ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ผู้ใช้สอยอาคารใช้

บันไดให้มากขึ้น การออกแบบอาคารร่วมกับการ

ออกแบบพื้นที่ภายนอก landscape ช่วยสร้าง

บรรยากาศที ่เป็นธรรมชาติพื้นที่สีเขียวโอบล้อม

อยู่ในทุกๆ ชั้น ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องมุมมอง

การมองเห็นเป็นจุดพักสายตาและเป็นพื้นที่คลาย

อิริยาบทจากการความเหนื่อยล้า จากการทำงาน

design for such attributes do not only affect

the light and heat filtration, but also the visual

connection of the building’s users. The service

areas, such as the storage area, fire escape

and restrooms, are located towards the west

wing with a solid façade, preventing the heat

of the afternoon sun from coming into the

building. The building’s different layers from

the interior spaces, glass walls and partitions,

to the wooden laths, as well as the presence

of nature, are interwoven into a delicate

spatial flow. The design can be interpreted

as Modern Architecture that does not only

incorporate but also embraces the spirit of

vernacular architecture of the past, reintroducing

it to the dimension of contemporary

modern-day users’ activities and behaviors.

The emphasis on user experience seamlessly

transpires to different sections of the building.

For instance, the design of the vertical

circulation is derived from the architect’s

question about the functionality of stairs,

including people’s different experiences and

perceptions towards height and level. The

staircases, which link the building’s interior

spaces together and to the balconies, are

designed to naturally encourage users to

use the stairs more. The corresponding and

complementing design of the building and the

outdoor landscape enable each of the floors

to be embraced by the element of nature.

Apart from the visual connection, these green

spaces are where users are able to rest their

eyes and relax their body from extended working

hours. The rooftop garden on the fifth floor

is the building’s largest green space designed

กระบวนการออกแบบทาง

สถาปัตยกรรม

Architectural Design

Process

58

59


มุมมองจากสวนชั้น 5

View from Roof Garden

on the fifth Floor

มุมมองจากการซ้อนกันของ

หลังคา สะท้อนแนวคิดเรื่อง

นาขั้นบันได

Stacking Roof layers that

reflected the idea of

Rice Terrace

การสร้างพื้นที่ปลูกต้นไม้โดยรอบยังช่วยลดความ

ร้อนให้กับอาคารโดยตรง และทําให้ภาพนาขั ้นบันได

ของอาคารสมบูรณ์ขึ้นด้วยการเลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่

ดูเป็นเส้นคล้ายต้นข้าว ซึ ่งช่วยให้เกิดมิติของความ

พลิ้วไหวเมื่อลมพัด สร้างบรรยากาศที่นุ่มนวลลดทอน

เส้นสายที่แข็ง ให้เกิดความสมดุลกันมากขึ้น

ความสัมพันธ์ของอาคารกับ

สวนภายนอก

The Relationship between

Building and Outdoor

Green Space.

60 61

โดยเฉพาะพื้นที่ roof garden ชั้นที่ 5 ซึ่งเป็นพื้นที่

สีเขียวขนาดใหญ่ที่สุดในอาคาร ถูกออกแบบให้เป็น

ได้ทั้งพื้นที่รองรับกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร เช่น

กิจกรรมสังสรรค์ประจำปีหรือบางเวลาสามารถ

เปลี่ยนเป็นพื้นที่ทดลองผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

ย่อมๆ ได้ การสร้างพื้นที่ปลูกต้นไม้โดยรอบยัง

ช่วยลดความร้อนให้กับอาคารโดยตรง และทำให้

ภาพนาขั้นบันไดของอาคารสมบูรณ์ขึ้นด้วยการ

เลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่ดูเป็นเส้นคล้ายต้นข้าว ซึ่ง

ช่วยให้เกิดมิติของความพลิ้วไหวเมื่อลมพัด สร้าง

บรรยากาศที่นุ่มนวลลดทอนเส้นสายที่แข็ง ให้เกิด

ความสมดุลกันมากขึ้น

to accommodate different activities such as

the company’s annual gathering. It is also used

as a space where small experiments on the

company’s agricultural products are carried

out. Having areas for trees to grow directly

contribute to the lowered temperature of the

functional spaces. The rice terrace-inspired

landscape is made more complete with the

use of plants whose physical attributes are

similar to those of rice paddies. The delicate

leaves flow when touched by the wind, collectively

softening the stiff lines of the architectural

form, bringing greater balance to the

overall structure.


แผนผังแสดงการออกแบบ

รายละเอียดแผงกันแดด

The Diagrams : Facade

Details

พื้นที่ส่วนต้อนรับ

Reception area

ภาพตัดอาคาร

Main Section

โครงการนี้ทำให้รับรู้ถึงการค้นหาแนวทางและ

รายละเอียดจากการออกแบบสถาปัตยกรรมที่

เต็มเปี่ยมไปด้วยมุ่งมั่นและตั้งใจ ผ่านการระดม

ความคิด วิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆ อย่างละเอียด

ถี่ถ้วนมากที่สุด ผลลัพธ์จะส่งผลโดยตรงถึง

ประสบการณ์ผู้ใช้สอยอาคาร ผ่านในรูปแบบของ

การเพิ่มคุณภาพในการทำงาน คุณภาพในการใช้

ชีวิต ทั้งยังเป็นโอกาสดีที่ทำให้คนได้ใกล้ชิดและใช้

เวลาเรียนรู้และผ่อนคลายกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

เปรียบเสมือนการหยอดสารชนิดหนึ่งลงไปในพื้นที่

สถาปัตยกรรมสามารถสร้างการปฏิสัมพันธ์ของ

คนอยู่ร่วมกับพื้นที่สีเขียว และในอนาคต สาร

ที่ว่านี้อาจเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการขยายตัวของ

สถาปัตยกรรมที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ส่งผลต่อเมืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Project Name: Inter Crop Office Building

Owner: Inter Crop Co.,Ltd.

Location: Bangkok, Thailand

Site Area: 2,450 sqm.

Built Area: 3,500 sqm.

Year of Completion: 2018

Architect: Stu/D/O Architects

The project is the manifestation of a dedicated

and determined search for the right

approach and details of architectural design,

which resulted from intensive brainstorming,

and elaborate and detailed analyses of

factors and variations. Created is the work

of architecture whose functionality and

aesthetics collectively shape positive user

experience and optimize the quality of both

the workplace and people’s lives. The building’s

architectural program enables people to

be a little bit closer to nature, realizing the

importance of its presence as a result. It was

as if some sort of substance was dropped into

an architectural space and it somehow helped

nurture the interaction and coexistence between

human and the natural elements of

green space. Hopefully, we will get to see this

substance work its magic and help grow the

kind of architecture that is able to sustainably

coexist with nature, endlessly and beautifully

expanding its presence and impact on cities

and urban spaces.

62 63


Review

เรียนรู้ เข้าใจ เพื่อการอยู่ร่วม

กับธรรมชาติอย่างยั ่งยืน

Learning Green : Raintree

International School

Text: Warut Duangkaewkart / วรุตร์ ดวงแก้วกาศ

Translation: นิศาชล บุญช่วยคุ้ม / NisachonBoonchuaykum

Photo: Courtesy of architect

ในยุคที่การออกแบบเพื่อความยั่งยืนถูกพูดถึงมาก

ขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยนัก เพราะ

มีหลายบริษัทที่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ และยึดถือเป็น

แนวทางการทำงานที่สำคัญ GreenDwell เป็นหนึ่ง

ในกลุ่มสถาปนิกที่แนวทางการออกแบบยืนอยู่บน

พื้นฐานของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านงาน

สถาปัตยกรรม เช่นเดียวกับชื่อบริษัทที่ถูกตั้งขึ้น

เพื่อแสดงจุดยืน และแนวทางที่ รักศักดิ์ สุคนธะ-

ตามร์ และ ศิริทิพย์ หาญทวีวงศา ผู้ก่อตั้งบริษัท

GreenDwell เชื่อว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ

งานออกแบบ

ด้วยมุมมองต่องานสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืนที่ไม่ใช่

เพียงเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน หรือการอยู่กับ

ธรรมชาติเท่านั้น สถาปัตยกรรมที่ดีควรทำหน้าที่

ตอบโจทย์ของผู้ใช้งาน และสร้างให้เกิดคุณภาพ

ชีวิตที่ดีในระยะยาว โดยเริ่มตั้งแต่พื้นที่ใช้สอย

ภายในบ้าน การออกแบบให้บ้านอยู่สบาย อยู่แล้ว

มีความสุข ออฟฟิศที่คนทำงานสามารถนั่งทำงาน

To say sustainable design is now more popular

in Thailand would be an understatement –

many architects already consider it central to

their work. One such example is GreenDwell,

a name that reflects the role its founders,

Raksak Sukontatarm and Siritip Harntaweewongsa,

believe design should play.

In their eyes, sustainable architecture isn’t

about only energy saving or living with nature

– it should aspire to solve the user’s

problems and create a better quality of life

for the long haul. It all starts with creating a

functional space in the house, or a design that

64 65


ได้เป็นระยะเวลานาน โดยไม่บั่นทอนสุขภาพ

ร่างกายลงไป อยู่ในพื้นที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ รวม

ไปถึงโครงการที่จะกล่าวถึงอย่างโรงเรียนอนุบาล

ที่เป็นเสมือนสถานที่บ่มเพาะเด็กเล็ก ในช่วงเวลาที่

การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่จะเป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิต

จะถูกปลูกฝังผ่านช่วงเวลานี้ ผ่านระบบการเรียนรู้

และรับรู้จากครูที่เป็นเสมือนตัวอย่าง รวมถึง

สถาปัตยกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศที่

เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้เหล่านั้น

มุมมองจากทางเข้าที่ตัวอาคาร

Main entrance of the

building

Raintree International School คือโรงเรียน

อนุบาลทางเลือก ที่เน้นการเรียนรู้รูปแบบ Child

Centric มุ่งเน้นการเรียนรู้ที่มีตัวนักเรียนเป็น

ศูนย์กลาง ส่งเสริมการเรียนรู้ที่มากกว่าแค่ภายใน

ห้องเรียน เป็นโจทย์ที่ทาง GreenDwell ได้รับมา

พัฒนาแนวความคิดต่อ โดยเริ่มจากการศึกษาพื้นที่

และบริบทโดยรอบ ทั้งทิศทาง แดด ลม ฝน รวมถึง

ตำแหน่งต้นไม้เดิมที่อยู่ภายในพื้นที่ ที่ถูกรักษาไว้

และกลายมาเป็นส่วนสำคัญในงานออกแบบ

โครงการนี้ ซึ่งก่อนที่จะเริ่มกระบวนการออกแบบ

นั้น สถาปนิกได้ทำการศึกษา และทำความเข้าใจ

ในหลักสูตรทั้งหมดที่ทางโรงเรียนได้วางแผนไว้

ทำความเข้าใจในกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นภายใน

พื้นที่ เพื่อให้เกิดการออกแบบที่เหมาะสมกับการ

ใช้งานมากที่สุด เป็นการคำนึงถึงการออกแบบที่

พื้นที่ชั้นสองที่ตัวอาคารโค้ง

สอดรับกับต้นไม้เดิมในพื้นที่

Space of the second

floor curves along an

existing tree

results in a comfortable home, or a well-lit

office that allows workers to work happily

for long periods without negatively impacting

their health. Sustainable design can even

be applied to those places that nurture the

development of small children, such as kindergartens.

Early childhood is an important

time when children gain knowledge that will

be the foundation for their lives. Architecture

within this context can provide the proper

environment for learning.

ลานกิจกรรมภายนอก

ห้องเรียนที่เชื่อมกับคอร์ท

ต้นไม้โดยรอบ

Activity ground that

connects with green

courtyard

Raintree International School is an alternative

kindergarten that focuses on a childcentric

learning, a system which puts children

themselves at the center and aims to provide

learning not just inside the classroom.

GreenDwell developed this idea by studying

the area and its surrounding context. The

66 67


Raintree International School คือโรงเรียนอนุบาล

ทางเลือก ที่เน้นการเรียนรู้รูปแบบ Child Centric มุ่ง

เน้นการเรียนรู้ที่มีตัวนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริม

การเรียนรู้ที่มากกว่าแค่ภายในห้องเรียน เป็นโจทย์ที่ทาง

GreenDwell ได้รับมาพัฒนาแนวความคิดต่อ โดยเริ ่ม

จากการศึกษาพื้นที่ และบริบทโดยรอบ ทั ้งทิศทาง แดด

ลม ฝน รวมถึงตําแหน่งต้นไม้เดิมที ่อยู่ภายในพื้นที่ ที่

ถูกรักษาไว้ และกลายมาเป็นส่วนสําคัญในงานออกแบบ

โครงการนี้

ช่องเปิดขนาดใหญ่ช่วยทำให้

พื้นที่ทั้งสองชั้นเชื่อมโยงถึงกัน

Void connecting spaces

together

ยั่งยืนในเบื้องต้น เพราะพื้นที่บางพื้นที่นั้น สามารถ

ออกแบบเพื่อที่จะใช้งานร่วมกันได้ หากเกิดความ

เข้าใจในรูปแบบการใช้งาน ทำให้สามารถกระชับ

พื้นที่ที่จะเกิดขึ้นให้มีเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เป็นปัจจัย

ที่จะส่งผลถึงงบประมาณ และการก่อสร้าง หรือ

ความสิ้นเปลืองที่จะเพิ่มขึ้นตามมาโดยไม่จำเป็นได้

จากการศึกษาบริบทของพื้นที่ ตัวอาคารถูกจัดวาง

อย่างอิสระ ไหลไปตามที่ว่าง ตามแนวของต้นไม้

เดิมจนเกิดเป็นรูปทรงเส้นโค้ง และก่อให้เกิดคอร์ท

เปิดโล่ง 2 คอร์ท ที่ถูกนำมาใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรม

เรียนรู้กลางแจ้งสำหรับนักเรียน เป็นเสมือนลาน

อเนกประสงค์ธรรมชาติ ที่ช่วยให้เด็กได้ใกล้ชิดกับ

ต้นไม้ แสงแดด และลม ซึ่งจะช่วยปลูกฝังให้เข้าใจ

เรื่องความสำคัญของธรรมชาติ ที่สถาปนิกเองมอง

ว่านี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการอยู่อาศัยแบบ

ยั่งยืนเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ คอร์ททั้ง 2 คอร์ท

ยังถูกเชื่อมโยงด้วยลานใต้อาคารที่เป็นพื้นที่แบบ

semi-outdoor รองรับกิจกรรมที่ต้องการพื้นที่นอก

ห้องเรียน ซึ่งโถงนี้เป็นตัวเชื่อมพื้นที่ชั้นล่างทั้งหมด

ทำให้กิจกรรมในแต่ละพื้นที่ถูกเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วย

กัน และช่วยดูแลความปลอดภัยต่างๆ สำหรับ

โรงเรียนอนุบาลได้ดีขึ้น สำหรับพื้นที่ห้องเรียน

ต่างๆ ถูกจัดเรียงตามผังของอาคารโดยสถาปนิก

ออกแบบให้ทุกห้องมีแสงธรรมชาติส่องสว่าง เพื่อ

ลดการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวัน โดยเฉพาะบริเวณ

ชั้นสองที่ช่องแสงถูกออกแบบให้อยู่เหนือระดับ

กำแพง เพื่อนำแสงเข้ามาใช้ในพื้นที่ห้องเรียนแต่ละ

directions of sunlight, wind, rain and trees on

the site became important elements in the

design. Before starting the design process, the

architects carefully studied the curriculum

and learning activities offered by the school

in order to reach the best design for those

functions. This work process reveals their

fundamental interest in sustainable design.

After all, it is only by understanding how a

certain space will be used that designers are

able to design a space compatible with all

the different activities.

The building is placed freely in the space along

the row of existing to form a curve line and

two open courtyards. These courtyards are

used for outdoor activities and also serve as

a natural multipurpose deck where students

can enjoy the trees, sunlight and wind. The

architects believe that cultivating an understanding

of the importance of nature is an

important part of sustainable architecture. A

semi-outdoor deck which can also be used

for activities connects the two open courtyards

and ground floor area. Classrooms are

arranged so as to maximize natural lighting

and minimize electricity usage; windows in

these classrooms, especially those on the

second floor, have windows over wall-height

to let in as much sunlight as possible and

make the space look open and comfortable.

68 69


ความสูงของฝ้าและช่องแสง

ด้านบนช่วยทำให้พื้นที่ภายใน

ห้องเรียนรับแสงธรรมชาติ

ได้เต็มที่

The high ceiling and

window allow natural

light into interior space

จากมุมมองนี ้ การออกแบบที ่คํานึงถึงผู้ใช้เป็นสําคัญ

ถือว่าเป็นการออกแบบเพื ่อความยั ่งยืนที ่ดีที่สุดทางหนึ ่ง

เพราะเมื่ออาคารถูกใช้งานแล้วสามารถตอบโจทย์ได้ครบ

ถ้วน อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างให้เกิดคุณภาพชีวิตให้ดี

มากขึ้น ช่วยปลูกฝังทัศนคติที่ดีผ่านประสบการณ์ที่ได้รับ

จากงานสถาปัตยกรรม สิ่งเหล่านี้ย่อมย้อนกลับไปก่อให้

เกิดสังคมที่ดีต่อไปในอนาคต

ผนังกระจกช่วยทำให้พื้นที่

ภายในรู้สึกโปร่ง และเชื่อมโยง

กับพื้นที่ภายนอกมากขึ้น

Interior spaces are more

open up and connect to

the outside by glass wall

ห้องให้มากที่สุด พื้นที่โดยรวมจึงดูโปร่ง และสบาย

ตาอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ที่ผู้ออกแบบเชื่อว่าเป็นองค์

ประกอบของความยั่งยืนที่สำคัญ ซึ่งสถาปนิกและ

สถาปัตยกรรมมีส่วนร่วมสร้างได้

จากมุมมองนี้ การออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้เป็น

สำคัญถือว่าเป็นการออกแบบเพื่อความยั่งยืนที่ดีที่

สุดทางหนึ่ง เพราะเมื่ออาคารถูกใช้งานแล้ว

The designers believe these are all important

facets of sustainability which architects and

architecture can participate in creating.

From GreenDwell’s perspective, a design

that is considerate of the end user is one

of the most sustainable designs possible.

In their view buildings that serve all their

requirements, support better life quality and

70 71


แผนผังการคำนวนทิศทางของ

ลมและอุณภูมิภายในพื้นที่

Diagrams show the ventilation

and temperature

calculated onto site

สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วน อีกทั้งยังช่วยเสริม

สร้างให้เกิดคุณภาพชีวิตให้ดีมากขึ้น ช่วยปลูก

ฝังทัศนคติที่ดีผ่านประสบการณ์ที่ได้รับจากงาน

สถาปัตยกรรม สิ่งเหล่านี้ย่อมย้อนกลับไปก่อให้

เกิดสังคมที่ดีต่อไปในอนาคต ถือเป็นแนวความคิด

ที่สำคัญสำหรับประเภทอาคารที่ผู้ใช้งานต้องใช้

เวลานานในการใช้สอย เช่น บ้าน โรงเรียน หรือ

อาคารสำนักงาน พื ้นที่เหล่านี้สามารถก่อให้เกิด

การปลูกฝังที่ดี เช่นเดียวกับ Raintree International

School ที่หากเด็กนักเรียนเรียนรู้ว่าการอยู่

กับธรรมชาติเป็นอย่างไร รวมถึงการอยู่ร่วมกับ

ผู้อื่นและการเข้าใจบริบทโดยรอบเป็นอย่างไร น่า

จะถือว่าเป็นการสร้างรากฐานให้กับสังคมเพื่อ

พัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างดีทีเดียว

cultivate good attitudes through experience

of the architecture will help create a better

society in the future – an important concept

for buildings such as houses, schools or office

buildings. A kindergarten where students learn

how to live with nature and to understand

their surroundings, and where the foundations

for a society that follows the tenets of sustainable

development are being successfully

laid, Raintree International School is a prime

example of this idea in action.

ผังอาคารชั้นหนึ่ง ผังอาคารชั้นสอง

Ground floor plan

Second floor plan

Project Name: Raintree International School

Owner: Raintree Thailand

Location: Nang Linchi Road, Sathon, Bangkok

Area: 1,500 sq.m.

Year of completion: 2017

Architect: GreenDwell

Interior designer: Studiomake, Curious Gang

72 73


Review

บ้านข้าวต้มมัด

ที่หายใจร่วมกับธรรมชาติ

A Breathing House

Alongside with Nature

Text: กิตติ เชาวนะ / Kitti Chaowana

Translation: นิศาชล บุญช่วยคุ้ม / Nisachon Boonchuaykum

Photo: Courtesy of architect

ภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยที่กำลังย่างเข้าสู่

สังคมผู้สูงอายุ มีการตั้งคำถามและพยายามเสนอ

คำตอบกันอย่างกว้างขวางและหลากหลายว่าเราจะ

ออกแบบ สร้างสรรค์ สภาพแวดล้อม บ้าน ชุมชน

และสังคมเพื่อตอบโจทย์นี้ได้อย่างไรบ้าง เมื่อทราบ

ว่ามีโครงการบ้านของคุณน้าฝาแฝดที่อยากมีบ้าน

วัยเกษียณหลังหนึ่งของ Eco Architect ซึ่งเน้น

การออกแบบที่เข้ากับบริบทและสภาพแวดล้อมจึง

เป็นสิ ่งที่ชวนให้คิดว่าผู้ออกแบบจะเสนอแนวทาง

ที่ท้าทายนี้เช่นไร โดยเมื่อได้พูดคุยกับคุณคำรณ

สุทธิ สถาปนิกผู้ออกแบบและผู้บริหารของ Eco

Architect จึงได้ทราบแนวคิดหลักที ่เป็นเกณฑ์ใน

การออกแบบและพัฒนาแบบของสำนักงานที่มุ่ง

เน้น “ต้องอยู่สบายโดยพึ่งพาธรรมชาติก่อนจะ

พึ่งพาเทคโนโลยี” มุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างบ้านบน

ฐานคิด “บ้านที่หายใจร่วมกับธรรมชาติ” ส่วน

จะหายใจแบบไหน อย่างไร มีหลายคำตอบหลาก

74 75

As Thailand approaches aged society status,

a lot of ideas about how to best create environments,

houses, communities and societies

that meet these newfound circumstances are

circulating. In light of this, it is interesting to

study the solution the designers of Eco Architect

Company came up with when they were

commissioned to create a house for a pair of

retired female twins. After talking with Khamron

Sutthi, the architect and the executive of

Eco Architect, we learned that the main aim

was to make a comfortable living space that

relies more on nature than on technology,

to build a house that coexists with nature

but does it in a range of ways that depend



อาคารรูปทรงเรียบง่าย เน้น

ระแนงเพื่อป้องกันแสงแดด

เข้าสู่อาคาร และมีถังเก็บน้ำ

ในชั้นใต้ดินเพื่อเก็บน้ำฝนไว้

ใช้ในอาคาร

Fins can prevent sunlight

entering the building.

Water tank in basement

is used to store

the rainwater.

ทางลาดรอบอาคารต่อเนื่องกับ

สวนภายนอกที่เอื้อต่อกิจกรรม

โปรดในการดูแลต้นไม้

The ramp, around building

continuing with the

garden, facilitates for

the gardening.

หลายตามปัจจัยที่ต่างกันออกไปแต่ละบริบท โดย

หลักการ 4 อย่างนี้คือ 1) eco proficiency เรา

ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ต้องศึกษา ทดลอง และ

พัฒนาอยู่ตลอดเวลา 2) vernacular architecture

ต้องตอบสนองบริบท ความเชื่อ ศาสนา และ

ทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง 3) human centric ต้องตอบ

โจทย์ตัวตนของผู้อยู่อาศัย 4) harmony ต้องมี

ความสอดคล้องกลมกลืน

บ้านเดี่ยวหลังขนาดพอเหมาะวางตัวบนเนินเขา

ถัดจากแนวระดับน้ำทะเลไม่มากนัก บนเกาะ

สิเหร่ พื้นที่นอกเมืองภูเก็ต หลังไม่เล็กไม่ใหญ่

เกินไป หลังคาจั่ว พร้อมหลังคาปีกนกลดชั้นยื่น

ยาวออกมาทั้ง 2 ด้าน รูปแบบอาคารโดยรวม

เรียบง่ายไม่ซับซ้อน มีพืชพันธุ์มากมายรายล้อม

รอบๆ บริเวณรอบบ้าน มีทางลาดรอบอาคารต่อเนื่อง

กับสวน ผู้เขียนได้พบคุณน้าวัยเกษียณสองท่าน

กำลังดูแลตกแต่งต้นไม้อย่างกระฉับกระเฉง มี

รอยยิ้มอิ่มสุข ต้อนรับด้วยเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

บริเวณโถงใต้ชายคาหน้าบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่หลัก

นอกบ้านทั้งเพื่อการพักผ่อน รับแขก และพื้นที่

พักระหว่างตกแต่งดูแลสวน การสนทนาระหว่าง

สถาปนิกและคุณน้าขวัญใจ-คุณน้าไพจิตร ดูเหมือน

เป็นการพบปะเยี่ยมเยียนของคนในครอบครัว

และญาติสนิทมากกว่าจะเป็นการพบลูกค้าของ

สถาปนิก และเราเองก็รู้สึกถึงความอบอุ่นในการ

ต้อนรับของญาติผู้ใหญ่เช่นเดียวกัน เป็นสิ่งหนึ่ง

ที่ยืนยันได้ว่าเจ้าของบ้านมีความสุขในการใช้ชีวิต

ในบ้านหลังนี้มากทีเดียว ทำให้เรายิ่งสนใจในราย

ละเอียดการออกแบบที่สามารถสร้างความสุขแก่

ผู้อยู่อาศัยได้ขนาดนี้

เราได้เรียนรู้กระบวนการออกแบบ ที่สถาปนิก

เห็นคุณน้าฝาแฝดทั้งสองท่าน เหมือนข้าวต้มมัดที่

on each context. To build such a house, the

designers worked with four principles: 1) designers

should be experts in the ecological

aspects of their work and consistently study,

experiment and strive to improve; 2) the

design should take its cue from vernacular

architecture and respond to beliefs, religions

and other culturally relevant matters; 3) the

design should be human centric and serve

the owner’s lifestyles; 4) the design should

be harmonious.

Today, a single house that satisfies all of these

principles stands on the hill above sea on Sire

Island, in a suburb of Phuket. Its gabled roof

is supported by cantilevered pinion roofs on

both sides. The simple house is surrounded

with many kinds of trees and walkways that

connect to the garden. During the writer’s visit,

the owners, two retired ladies, were pruning

plants. They welcomed us with happy smiles

and spoke in the front foyer which serves as

the main area for relaxing, welcoming guests

and resting when in the garden. The warm

meeting between the architect and the owners,

Mrs Kwanjai and Mrs Paijit, felt more like

a family visit than a client visit. And seeing

how happy the owners are living in this house

only made us more interested in the details

of the design.

For the architect, these two elderly ladies

are as close as khao tom mud, a Thai dessert

of sticky rice and banana that are always

bound together. They do activities together all

the time, even though one of them prefers

housework and the other prefers to work

outside. As a result, the architect felt that

76 77

การออกแบบและพัฒนาแบบของสํานักงานที่มุ่ง

เน้น “ต้องอยู่สบายโดยพึ ่งพาธรรมชาติก่อนจะพึ ่งพา

เทคโนโลยี” มุ่งมั ่นตั้งใจที ่จะสร้างบ้านบนฐานคิด “บ้านที

หายใจร่วมกับธรรมชาติ” ส่วนจะหายใจแบบไหน อย่างไร

มีหลายคําตอบหลากหลายตามปัจจัยที ่ต่างกันออกไป

แต่ละบริบท


เราได้เรียนรู้กระบวนการออกแบบ ที่สถาปนิกเห็นคุณน้า

ฝาแฝดทั้งสองท่าน เหมือนข้าวต้มมัดที ่ไปไหนมาไหน

ด้วยกันเสมอ แม้มีความชอบความถนัดบางอย่างที ่ต่าง

กันบ้าง คือคนหนึ่งชอบเป็นแม่บ้าน อีกคนชอบทํางาน

บ้านของ “คุณน้าข้าวต้มมัด” จึงไม่ควรจะแยกหลัง

สถาปนิกสร้าง mass ของห้อง 2 ส่วน เชื ่อมด้วยโถง

และบันได และลาน เหมือนบ้านไทย

โถงบันไดหลักโล่งช่วยระบาย

อากาศในอาคาร

The stair hall can support

the air ventilation.

ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ แม้มีความชอบความ

ถนัดบางอย่างที่ต่างกันบ้าง คือคนหนึ่งชอบเป็นแม่

บ้าน อีกคนชอบทำงาน บ้านของ “คุณน้าข้าวต้ม

มัด” จึงไม่ควรจะแยกหลัง สถาปนิกสร้าง mass

ของห้อง 2 ส่วน เชื่อมด้วยโถงและบันได และลาน

เหมือนบ้านไทย ทดลองออกแบบเป็นสี่เหลี่ยมกับ

สามเหลี่ยม และมีเส้นรัดรอบ ที่ทำหน้าที่เป็นแผง

กันแดดเข้าสู่อาคารด้วย ในช่วงแรกของการพัฒนา

แบบ สถาปนิกเสนอเป็นบ้านชั้นเดียว แต่เจ้าของ

อยากอยู่ชั้นสอง (ก่อน) เพราะรู้สึกปลอดภัยกว่า

และสามารถเห็นวิวได้ชัดเจน สถาปนิกจึงพัฒนา

แบบทำห้องนอนชั้นล่างไว้เผื่อสำหรับเป็นห้องนอน

ในอนาคตซึ่งทั้งสองจะย้ายลงมาอยู่ด้วยกัน ไม่

อยากอยู่ห่างกัน มีการเตรียมพื้นที่สำหรับพยาบาล

เพื่อดูแล ทางลาด และเตรียมห้องน้ำที่เหมาะสม

สำหรับผู้สูงอายุไว้ การออกแบบชั้นล่างให้ทุกส่วน

เป็นทางราบ ไม่มีระดับ

เมื่อได้ดูรายละเอียดการออกแบบส่วนต่างๆ ร่วม

กับการพูดคุยกับผู้ออกแบบและเจ้าของบ้านพบว่า

บ้านที่ดูเรียบง่ายหลังนี้กลับเต็มไปด้วยรายละเอียด

การร่วมคิดกันมากมาย ทั ้งความเข้าใจเรื่อง

ทรัพยากรและสภาพแวดล้อม

มีการยื่นหลังคาออกไปค่อนข้างยาวถึง 4-5 เมตร

จากประสบการณ์การเรียนรู้ที่ว่าภูเก็ตมีลมฝน

หนักมาก และพัฒนาการทางความคิดด้านงาน

ออกแบบว่าถ้าอยู่ในร่ม (shading) เมื่อลมวิ่งผ่าน

จะเสียพลังงาน ความร้อน เป็นหลักการ earth

cooling ที่เปลี่ยนลมอุ่นให้กลายเป็นลมเย็น มี

การศึกษาและทดลอง (model study) พัฒนา

their houses shouldn’t be separated, so he

connected them via a hall, staircase and deck

in accordance with traditional Thai house

planning. The design deploys rectangular and

triangular forms with a ban which is shading

fin. Initially, the architect suggested a one

story house but the owners requested two

stories, because they feel safer staying on

the second floor and it offers a better view.

A guest bedroom was therefore included on

the lower floor for future use.

Also included is a room for nursing, as well

as ramps and a proper bathroom suitable

for elderly people. The ground floor is flat

without any steps.

After talking with the architect and owners

and examining the design thoroughly, it became

clear that this simple house is full of

carefully considered details that reveal a deep

understanding about natural resources and

the environment. The roof has 4-5-meter-long

eaves because of the heavy rains in Phuket.

The architect used cooling theory, which dictates

that wind that flows through a shaded

area loses heat energy, to cool warm winds.

The architect also made a model study to

develop a 45-degree linear shading fin that

blocks sunlight, wind and rain on the east and

west sides of the house. On the north side,

air gaps over the ceiling reduce heat. Cross

ventilation and single-loaded planning are

also used for ventilation. Bathrooms on the

east side of the property have raised windows

78 79



อีกประเด็นสําคัญที ่เราได้เรียนรู้คือ ความเข้าใจและใส่ใจที

ผู้ออกแบบมีต่อเจ้าของบ้าน ที่เชื่อว่าบ้านที่มีชีวิต อาจเป็น

บ้านที่รกหน่อย ตามวิถีชีวิตและบุคลิกของเจ้าของบ้าน จึง

ได้เว้นพื้นที่รอบบ้านไว้เพื่อทําสวน งานอดิเรก เป็นพื้นที่ใช้

ชีวิตของคุณน้า เว้นที ่ว่างภายในไว้ เพื่อให้เจ้าของมาเติมเต็ม

ประสบการณ์และความทรงจําที่ดี รวมทั้งมีการปรับแบบหน้า

งานร่วมกัน “บ้านมันจะไม่เหมือน drawing ที ่เราวาดเพราะ

มันต้องพัฒนาจนสร้างเสร็จ พอไปเจอปัญหามันก็ต้องแก้

ปัญหาให้ได้ เป็นบ้านที่ถูกพัฒนาด้วยปัญหา”

ห้องนอนตกแต่งเรียบง่าย

อบอุ่น ตามลักษณะของ

เจ้าของบ้าน

The simply and warmly

bedroom is consistent

with the characteristics

of owner.

แผงกันแดด ลม ฝน แนวนอน 45 องศา ด้าน

ทิศตะวันออกและตะวันตก แนวตั้งด้านทิศเหนือ

การจัดทำช่องอากาศ (air gap) เหนือฝ้าเพดาน

เพื่อลดความร้อน และมีช่องให้อากาศไหลได้ตรง

กัน (cross ventilation) การวางผังห้องเป็น singleloaded

เพื่อการระบายอากาศที่ดี การเอาห้องน้ำ

มาบังแดดด้านทิศตะวันออก เพื่อให้แดดฆ่าเชื้อ

และเปิดช่องเปิดสูง เพื่อระบายอากาศ โดยไม่มี

การรบกวนทางสายตา รวมทั้งมีการจัดเตรียมถัง

เก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อเก็บน้ำฝนตก 8 เดือน ใช้

ในฤดูแล้งที่ขาดน้ำ

อีกประเด็นสำคัญที่เราได้เรียนรู้คือ ความเข้าใจ

และใส่ใจที่ผู้ออกแบบมีต่อเจ้าของบ้าน ที่เชื่อว่า

บ้านที่มีชีวิต อาจเป็นบ้านที่รกหน่อย ตามวิถีชีวิต

และบุคลิกของเจ้าของบ้าน จึงได้เว้นพื้นที่รอบบ้าน

ไว้เพื่อทำสวน งานอดิเรก เป็นพื้นที่ใช้ชีวิตของ

คุณน้า เว้นที่ว่างภายในไว้ เพื่อให้เจ้าของมาเติม

เต็มประสบการณ์และความทรงจำที่ดี รวมทั้งมีการ

ปรับแบบหน้างานร่วมกัน “บ้านมันจะไม่เหมือน

drawing ที่เราวาดเพราะมันต้องพัฒนาจนสร้าง

เสร็จ พอไปเจอปัญหามันก็ต้องแก้ปัญหาให้ได้ เป็น

บ้านที่ถูกพัฒนาด้วยปัญหา” สิ่งที่ผู้เขียนได้เห็นมี

มากกว่ารายละเอียดการออกแบบที่ดี ที่เหมาะสม

กับผู้อยู่อาศัยและบริบท หากแต่ยังมีสายสัมพันธ์

ที่ร้อยรัดมัดเชื่อม ผู้ออกแบบกับผู้อยู่อาศัย และ

สถาปัตยกรรมกับสภาพแวดล้อม

that offer ventilation without compromising

privacy. A large water tank, for use during

droughts, was added so that rain can be saved

during the eight month-long wet season.

Another important component of this house

is the understanding and caring attitude of

the architect. He believed a lively house might

be a bit untidy according to owners’ lifestyle,

so he provided some area around the house

where the owners can enjoy gardening and

their hobbies. He also left ample interior

space free for the owners to fill with their

experiences and memories.

There was some design adaptation during the

construction period. “The house is not exactly

like the drawings we originally made because

we developed it right through until completion.

When we saw a problem, we solved it.

This is a house that was developed through

its problems.” Overall this is a design that

clearly serves both the owner’s needs and the

context. It also shows the strong bond that

exists between the designer and the owners,

the architecture and the environment.

ห้องใต้หลังคา ซึ่งเป็นพื้นที่

เก็บของ เป็นช่องอากาศ (Airgap)

และช่วยระบายอากาศ

ทั้งอาคาร

(Cross ventilation) The

garret, the storage area,

act as air-gap supporting

the cross ventilation

Project Name: Baan Khun Kwanjai

Owner: Khun Kwanjai boonpegtrakhul

Location: Koh Sirae, Ratsada, Muang, Phuket

Area: 750 sq.m

Year of completion: 2016

Architect: Eco Architect Co.,Ltd.

Interior designer: Eco Architect Co.,Ltd.

Landscape architect: Eco Architect Co.,Ltd.

80 81


Roundtable Talk

กรีน อยู่ ดี

Green Living

Text: สุพิชชา โตวิวิชญ์ / Supitcha Tovivich

Translation : ธนว์กัญญา แจ้งใจธรรม / Tanakanya Changchaitum

Photo: เรืองศักดิ์ บุณยยาตรา / Ruangsak Boonyayatra

เรื่อง green architecture และ green living ไม่ใช่

เรื่องใหม่อะไร และคําว่า green หรือ สีเขียว นี้ก็ได้รับ

ความสนใจจากทุกภาคส่วน รวมถึงมีการนําไปใช้กันใน

หลายวงการอย่างมากมาย ASA CREW ฉบับนี้จึงได้

ชวนบุคคลในแวดวงวิชาการและวิชาชีพมาล้อมวงพูด

คุยถึงเรื่อง green และพัฒนาการที่เปลี่ยนไปจากจุด

เริ่มต้น รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการออกแบบที่

สัมพันธ์กับแนวคิด green living ในปัจจุบัน

นำสนทนาโดย

ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์

อาจารย์ประจำหลักสูตร

ระดับป.โท-เอก สาขา

สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น คณะ

สถาปัตยกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยศิลปากร

รศ. ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร

อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม-

ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา-

วิทยาลัย

ดร.อัจฉราวรรณ จุฑารัตน์

อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม-

ศาสตร์และการออกแบบ มจธ.

/ ประธานจัดงานสถาปนิก ’62

สถานการณ์ของการออกแบบเพื่อ green living

ในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งในระดับประเทศ

และระดับสากล

อรรจน์: demand กับ supply ยังไม่ค่อย match

กัน บางครั้งเราคิดว่าชาวบ้านอยากได้แบบนี้ เรา

ก็ใส่เทคโนโลยีใส่อะไรให้เต็ม เพราะคิดว่าเป็น

คำตอบ แต่จริงๆ ชาวบ้านต้องการแค่ open space

หรือพื้นที่สีเขียว และอากาศบริสุทธิ์ จึงเริ่มมี

กระแสจากต่างประเทศเข้ามาเยอะในเรื่องของ

green living ชาวบ้านก็งงว่าอะไร green อะไร

ไม่ green ดูจากทีวีเขาบอกว่า green แบบนี้

แต่บางคน afford ไม่ไหว รัฐบาลบอกว่าต้องใช้

พลังงานทดแทนหรือรถยนต์ไฟฟ้า ชาวบ้านบอก

ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันเป็นช่วงของการ

ออกแบบที่มีความสับสนอยู่

แสดงว่าคำว่า green ก็มีหลาย green ตั้งแต่

เข้มมากไปจนถึงเข้มน้อย

อัจฉราวรรณ: ปีที่แล้วกับปีนี้อาจารย์ได้เข้าไปมี

ส่วนร่วมกับ ARCASIA หรือสมาพันธ์สถาปนิก

แห่งเอเชีย และเห็นแนวโน้มของกระแส green ใน

แถบเอเชียว่าเป็นอย่างไรบ้าง หลายประเทศตอนนี้

หันกลับมาดูว่าแต่ละคนตัวตนเป็นอย่างไร ความ

แข็งแรงของในแต่ละพื้นถิ่นกลับมา เหมือนกับ

back to the basic แล้วก็เอาความเป็นตัวคน วัสดุ

พื้นถิ่นที่มี หรือสไตล์ที่มีต่อยอดไปกับเทคโนโลยี

หลายประเทศ approach ทางนี้ มันก็เลยดูเป็น

ของเขา กลับมาในฝั่งของเราบ้าง อย่างที่อาจารย์

อรรจน์บอก เหมือนสับสนนิดหน่อยว่าจะไปทาง

ไหน ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นความท้าทาย หลายคน

ยังมองว่าอาคารที่ green แพงและเชย ทั้งที่จริงๆ

แล้วมันก็มีชั้นเชิงในการออกแบบ คงต้องมี platform

ในการคุยกันว่าเราน่าจะไปทางไหน ขาดอะไร

แล้วจะให้ส่วนไหนช่วยตรงไหนบ้าง ใครมีบทบาท

และอะไรคือความท้าทาย

อรรจน์: พออาจารย์พูดอย่างนี้ ผมนึกภาพออก

เลย ผมเคยไปประชุม ARCASIA จะมีตัวแทน

ประเทศแถบเอเชียใต้ อย่างเนปาล อินเดีย และ

ศรีลังกา คำว่า green ของเขาจะพิเศษแบบของ

เขาไปเลย ส่วนประเทศไทยเราจะอยู่ตรงกลาง

ระหว่างญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ แล้วก็มองสองฟาก

นี้คนละเรื่องกันเลย

มันคือโลกที่เป็น passive design กับ active

design อย่างนั้นหรือเปล่าคะ คือเป็นเทคโนโลยี

อยู่กับวิถีธรรมชาติ

อัจฉราวรรณ: ใช่ค่ะ

อรรจน์: เรารู้สึกว่าเราอยู่ตรงกลาง เราว่าเราเจริญ

ไปทางสิงคโปร์หรือมาเลเซีย แต่ขณะเดียวกันก็มี

ความเป็นพื้นถิ่นอยู่เหมือนกัน จริงๆ คำว่า green

living มีความท้าทายในหลายมิติอยู่เหมือนกัน

มักจะมีคนบอกว่า green แล้วมันจะแพง ฉันยัง

ยากจนอยู่เลย ฉันจะ green ได้อย่างไร ตอนนี้

ความท้าทายในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง

82

83


ความท้าทายคือเมืองเจริญเติบโตรวดเร็วมาก ราคา

ที่ดินขึ ้น แต่เรื ่องกฎหมาย กฎระเบียบ EIA ตามไม่ค่อย

ทัน ทําให้โครงการต่างๆ ไม่รู้จะไปต่ออย่างไรดี เพราะ

ไม่สามารถออกแบบทางเลือกให้ชาวบ้านได้ ทุกอย่าง

ถูกบังคับด้วยราคาที ่ดิน จริงๆ เราอยากให้คนอยู่

อาศัยมีทางเลือกที่จะ “live” แบบ “green” ได้ วันนี้

แทบจะไม่มีทางเลือกเลย

อรรจน์: ความท้าทายคือเมืองเจริญเติบโตรวดเร็ว

มาก ราคาที่ดินขึ้น แต่เรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ

EIA ตามไม่ค่อยทัน ทำให้โครงการต่างๆ ไม่รู้จะไป

ต่ออย่างไรดี เพราะไม่สามารถออกแบบทางเลือก

ให้ชาวบ้านได้ ทุกอย่างถูกบังคับด้วยราคาที่ดิน

จริงๆ เราอยากให้คนอยู่อาศัยมีทางเลือกที่จะ

“live” แบบ “green” ได้ วันนี้แทบจะไม่มีทางเลือก

เลย green living มีทางเลือกแค่ว่าจะขี่จักรยาน

ไปทำงานดีไหม ไม่มีทางเลือกว่าจะอยู่บ้านเปิด

หน้าต่างระบายลม ซึ่งอยู่ไม่ได้หรอกทั้งฝุ่นและ

ความร้อน คนอยากจะปลูกผักกินเองก็ไม่รู้จะ

ปลูกตรงไหน อยากใช้ชีวิตแบบที่มัน green ก็ไม่มี

ทางเลือกให้เขา เลยกลายเป็นข้อจำกัด เป็นความ

ท้าทายของสถาปนิกว่าเราจะสามารถออกแบบ

ทางเลือกให้ผู้อยู่อาศัยได้หรือไม่ ในสิ่งที่ทำให้เขา

เลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตแบบ green หรือไม่ ผมเคย

ออกแบบบ้านให้กับคนรวย ซึ่งเลือกที่จะทำบ้าน

ไม่ปรับอากาศเขามีทางเลือกที่จะปิดแอร์แล้วเปิด

หน้าต่างระบายลม แต่ชาวบ้านอยู่คอนโดฯ 20

ตารางเมตร ไม่มีทางเลือกเลย green living มัน

ท้าทายที่เราจะสามารถออกแบบทางเลือกให้คน

ได้อย่างไรบ้าง

อัจฉราวรรณ: นอกจากทางเลือกแล้ว แน่นอนก็

เป็นความท้าทายที่สถาปนิกจะต้องใช้องค์ความรู้

ในการบูรณาการให้ได้ โดยดูการใช้ชีวิตตั ้งแต่ตื่น

นอน ไปทำงาน กินข้าว จนกระทั่งกลับบ้าน แล้วก็

ดีไซน์ให้เชื่อมโยงกันทั้งวงจร ก็จะได้เข้าใจถึงมนุษย์

การใช้งาน แต่อันนี้ก็จะได้ดูเรื่องของทางเลือก ส่วน

ตัวมองว่าความท้าทาย หนึ่ง การใช้องค์ความรู้

บูรณาการในการออกแบบให้ได้ สอง เรื่องของ

innovation หรือความสร้างสรรค์ในการสร้าง

นวัตกรรม ถ้าเราไม่มีความคิดสร้างสรรค์ การจะ

สร้างทางเลือกก็ยากพอสมควร เช่น เราอยากได้

วัสดุที่มีคุณสมบัติดี แต่ราคาย่อมเยา ดูเป็นพื้นถิ่น

แต่พื้นถิ ่นก็อาจจะไม่คงทนหรือติดไฟได้ แต่จะ

นำเข้ามาก็แพงอีก ก็ต้องใช้ความสร้างสรรค์ในการ

สร้างนวัตกรรมมาช่วย อันนี้คือความท้าทายที่จะ

ต้องมีการร่วมมือกันในหลายองค์กร เช่น สถาบัน

การศึกษาสถาปนิก และ industry สาม เรื่องโลก

ร้อน แน่นอนเราอาจจะต้องออกแบบให้ retention

หรือ adaptive คือเราอาจจะออกแบบเหมือนเดิม

แต่ปรับนิดหนึ่งว่า ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

มันจะทำให้ direction ของ design เป็นไปเพื่อ

retention หรือรับมือ disasters หรืออย่างนี้ได้

อย่างไร ซึ่งก็ต้องให้ตอบโจทย์ สมมติบ้านเรามี

เรื่องน้ำท่วม ก็ต้องดีไซน์ว่าจะทำอย่างไรให้รับมือ

ตรงนี้ได้

ฟังดูแล้วเหมือนบทบาทสถาปนิกจะทำงาน

คนเดียวไม่ได้ ต้องทำงานทั้งกับสถาบันการ

ศึกษา ภาครัฐ เอกชน รวมไปถึงผังเมือง ภูมิ-

สถาปัตยกรรม เหล่านี้แต่ละคนมีบทบาทหน้าที่

อะไรบ้างที่จะทำให้ green living สามารถทำได้

จริงในชีวิตประจำวัน

อรรจน์: บางทีเราอาจจะต้อง back to the basic

ภูมิสถาปนิกจะออกแบบอย่างไรให้มีพื้นที่ซึม

น้ำ ไม่ใช่เป็นพลาซ่า หมดแล้วอากาศร้อน พอ

ข้างนอกร้อน คนข้างในก็ต้องเปิดแอร์ อยู่ไม่ได้ พอ

มาถึงสถาปนิกขึ้นต้องเข้าใจว่าประเทศไทยแดดแรง

ต้องออกแบบให้มีการกันแดดและการระบายลม

84

85


สิ่งเหล่านี้เรามีคำว่า integrated design หรือ

การออกแบบบูรณาการ ความท้าทายคือเราจะทำ

อย่างไรให้ทีมงานทำงานกันภายใต้แนวคิด green

living ได้ตั้งแต่โครงการเริ่มต้น ไม่ใช่มาเพิ่มกัน

ทีหลังเหมือนทุกวันนี้

อัจฉราวรรณ: อยากจะเสริมตรงนี้ว่า บทบาทของ

สถาปนิกแข็งแรงมาก มีบทบาทที่สำคัญมากใน

การเป็นผู้นำ อันนี้เป็นศิลปะของสถาปนิกที่จะต้อง

convince และรวบรวมทีมให้มาเป็นอันหนึ่ง

อันเดียวกัน หรือบางครั้งอีกสิ่งหนึ่งที่ท้าทายคือ

เรื่องทางเทคนิคที่สถาปนิกอาจยังไม่ค่อยชำนาญ

หรือเรื่องการดูแลรักษา และ operate ถ้าได้เรียนรู้

และเสริมกันและกันให้มีความแข็ง จะมีความ

มั่นใจในการที่จะเป็นผู้นำหรือการทำงานร่วมกัน

ให้บรรลุได้

อรรจน์: ปัจจุบันหลายโปรเจ็กต์ในช่วงของ conceptual

design สถาปนิกทำตัวเหมือนเป็น project

manager นะ คือ คิดวิธี collaboration ขึ้นมา ไม่ใช่

ศิลปินเดี่ยว อันนี้คือบทบาทสถาปนิกสมัยใหม่ที่ท ำ

หน้าที่ตรงนี้มากขึ้น

ตอนแรกเหมือนสถาปนิกจะมีความรู้สึกว่าพอ

เราจะต้องออกแบบเพื่อ green งานจะสวยไหม

ต้องนั่งมาคำนวณ OTTV, RTTV กระจกต้องเป็น

สีเขียวอะไรอย่างนี้ ตอนนี้ยังคุยกันเรื่องพวกนี้

อยู่ไหมคะ จะปรับทัศนคติตรงนี้ของสถาปนิก

ได้อย่างไรบ้าง

อรรจน์: ถ้าเป็นสถาปนิกที่มีความรู้เรื่อง engineer

จะรู้ว่ามีทางออกเยอะมาก ถ้าเราศึกษาตรงนี้

เยอะๆ ก็จะรู้ทางออกเยอะ สถาปนิกต้องมีความรู้

กว้างและมีความรู้ลึกด้วยในระดับหนึ่ง ถ้าหาก

กว้างแล้วลึกไม่พอ ก็ไปหาผู้เชี่ยวชาญได้

อัจฉราวรรณ: จริงๆ การเข้าถึงข้อมูล หรือการ

สร้างแพลตฟอร์มในการแชร์ข้อมูลก็สำคัญ มอง

ว่าอย่างงานสถาปนิก ’62 ที่สมาคมฯ จัดไปก็ตอบ

โจทย์ตรงนี้ เพราะมีการแลกเปลี่ยนในเวทีของ

สัมมนา หรือ Green Building Showcase ก็ตาม

ไม่ว่าคนรุ่นใหม่รุ่นเก่า หรือเจ้าของโครงการหรือ

บุคคลทั่วไปสามารถเรียนรู้ได้ว่ามันมีทางออกหรือ

มีเทคนิคอย่างไรบ้าง

86 87


Green

Living

Moderator

Assistant Professor

Supitcha Tovivich, Ph.D, is

a faculty member of the MA

and PhD in Vernacular Architecture

Program at Silpakorn

University.

What is the current situation regarding Design

for Green Living, both in Thailand and

regionally?

Assoc. Prof. Atch: The demand and supply

don’t quite match. Sometimes we follow what

we think people want. We add all kinds of

technology, thinking that this might be a solution.

However, people themselves are simply

looking for an open space, a green space

with fresh air. There has also been a vigorous

import of international trends about Green

Living. Here, the general public tend to get

confused about what’s Green and what isn’t.

They see television programs where people

say this or that is Green, but at the end of the

day, they can barely afford to be Green. The

government too is out there telling people to

use alternative energy and electrical cars, and

people are saying that’s impossible to follow.

It’s still a very confusing time for Green Living.

So there are different shades of Green, is what

you’re saying?

Dr. Acharawan: Last year, I took part in ARCA-

CIA (Architects Regional Asia) and witnessed

the tendency of the Green movement in Asia.

Several countries are currently re-examining

their identities and really bringing back the

strengths of locality. It’s like they are going

back to basics, using their local identities,

indigenous materials and styles alongside

modern technology. Many countries are taking

this approach so it is being interpreted

as something that’s really their own. With

Thailand, as Assoc. Prof. Sreshthaputra expressed,

we’re a bit confused about which

direction we’re actually heading towards. It’s

a challenge in a way. Many people still have

this perception that a Green building has to

be expensive and physically unattractive when

the reality is, many elements of design can

be incorporated into it. There should be a

platform for people to discuss the direction

we’re taking, what we lack and what can be

done to fulfill what’s missing, including new

roles and challenges.

Dr. Sreshthaputra: Now that you mention

it, I recall attending an ARCASIA conference

with Asian countries such as India, Nepal

and Sri Lanka, each with their own particular

definition of ‘Green’. Thailand is somewhere

between Japan, South Korea and Singapore.

Would you say there’s a world of passive and

active design where technology and nature

coexist?

Assoc. Prof. Atch: I think Thailand is somewhere

in the middle of it. We’re saying that

we’re growing in somewhat the same trajectory

as Singapore and Malaysia, but there are

certain vernacular elements we’re embracing.

There remains several challenging aspects to

the term ‘Green Living’. People tend to think

of Green as something that is going to cost

them a lot of money. It’s an ‘‘I’m poor, how

can I adopt Green!’’ sort of mindset.

Assoc. Prof. Atch: The challenge is that the

city is expanding at such a fast pace. Land

prices continue to skyrocket. Yet when it

comes to laws or EIA regulations, we simply

can’t keep up. This delays progression, as it

is not possible to provide alternative Green

design solutions for people as everything is

forced by land price. We really want to create

an option for people to adopt ‘Green living’ but

currently choices are limited. What we have

is whether we can ride a bike into work, but

we can’t really choose to live in a naturallyventilated

house with fully-openable windows

because of dust and heat. People who want

to grow their own vegetables don’t have the

space to make that happen either. They want

to go Green but they aren’t given much of

a choice. These issues offer challenges for

architects as we attempt to design alternatives

for city-dwellers, ultimately allowing

them to live Green. I used to design houses

for rich people. They would request options

for living-spaces that were ‘not’ constantly

air-conditioned, spaces where they had the

choice to switch-off air-conditioning and open

windows for fresh air. Yet people living in a 20

square-meters condominium don’t have that

choice. This is challenging us to design more

living alternatives for a majority of people who

don’t have that luxury.

Dr. Acharawan: Apart from such options, it’s

surely a challenge for architects to utilize and

integrate a body of knowledge taken from the

observation of peoples’ daily routines – from

the moment they wake up, head-off to work,

eat a meal and finally return home. Green

design should be executed in a way where

Acharawan Chutarat, Ph.D,

President of the ASA Architect’19

Organizing Committee,

and also teaches at

School of Architecture and

Design, KMUTT.

Associate Professor Atch

Sreshthaputra, Ph.D, Faculty

of Architecture, Chulalongkorn

University

their entire cycle connects. That’s how we

are able to understand users and the entirety

of their functions. From there, you can

look at a myriad of possibilities for creating

greater options. Personally, I think that the

challenges are; one, the successful integration

of a precise body of knowledge into the

design response; and two, increased innovation.

If we are unable to instigate creativity

and innovation simultaneously, it’s going to

be difficult to create new alternatives. For

instance, we want a quality material with

a vernacular aesthetic, one that is durable,

resistant to fire and comes at a reasonable

price. With expensive imported materials out

of the question, we need to be creative and

innovative. Therein lies the challenge, and it

requires collaboration and contributions from

different sectors and organizations be they

educational institutes, practicing architects or

industry. A third challenge is climate change

and how it in-turn impacts on the direction of

design. Certainly, there are things like adaptability

to think about when it comes to design.

In cases such as disasters, design needs to

answer specific conditions, for example, how

can design be incorporated to help us bettercope

with seasonal flooding.

It sounds like the kind of thing that cannot be

achieved by architects alone. It sounds like

something relying on collaboration between

educational institutes, the government and

private sector, and one including aspects of

urban-planning and landscape architecture.

How do you think their roles contribute to

making ‘Green Living’ a practical and everyday

lifestyle for everyone?

Assoc. Prof. Atch: Perhaps we do have to go

back to basics. Landscape architects have

to learn to design a landscape and use the

ground’s inherent ability to absorb water

instead of turning the entire program into

a paved plaza. Once the temperature rises,

external areas become excessively hot, forcing

people to go inside and turn on air-conditioning.

Architects need to understand Thailand’s

local climate then design sun-protection

and ventilation systems accordingly. We call

this ‘Integrated Design’. The challenge is how

architects can facilitate collaboration and

get everyone to work together under a Green

living concept at the earliest stage of a project,

not later.

Dr. Acharawan: I want to add here that architects

play a very strong and important

role in leading the movement. We have to

both mobilize and convince a team to work

together towards this particular goal. Another

challenging element is the technical and

operational aspects in which architects may

not be entirely proficient. In such cases, we

learn to work in ways that complement each

other’s know-how and strengths, allowing

architects the confidence to lead collaboration

and reach Green objectives.

Assoc. Prof. Atch: For some projects, during

the conceptual design process, an architect

must serve as project manager. They have

to put-in-motion collaborative methods and

creative approaches. They’re not solo-artists.

This has become the role and duty of many a

modern-day architect.

Architects are usually concerned with how

a building will ‘look-like’ when it has to be

Green and there are elements of Green design

like the calculation of OTTV, RTTV and the

use of glass and the like. Are these issues

still being discussed and how can we change

this preconceived notion?

Assoc. Prof. Atch: An architect with engineering

knowledge would know that there are a

vast number of solutions available. If they

were to study the issue more profoundly,

they’d be aware of many possibilities and

options. An architect needs to acquire both

a broad and deep knowledge, one that is sufficient

to work with experts on, things that

they themselves may not be totally knowledgeable

about.

Dr. Acharawan: Facilitating access to information

and creating a platform where

information and knowledge can be shared

is of paramount importance. Indeed, Architect’19

event provides that because there

are exchanges happening through seminars,

forums or even Green Building showcases. So

whether you’re young or old, an owner or a

user, you’re welcome to come and learn about

these solutions, alternatives and techniques.

88

89


Feature

พัฒนาการสถาปัตยกรรม

ยั ่งยืนในประเทศไทย

Text: ภัทรนันท์ ทักขนนท์ / Pattaranan Takkanon

ภาพที่ 1 พัฒนาการของ

สถาปัตยกรรมยั่งยืนของ

ประเทศไทยนับตั้งแต่ยุคโมเดิร์น

Timeline

ไทย นานาชาติ

1930-1960

-สถาปัตยกรรม

ยุคโมเดิร์น

ทศวรรษ

1930-1960

พ.ศ. 2491-2500

(1948-1957)

สถาปัตยกรรม แนว

เน้นปัจจัยแวดล้อม

ยุคหลังสงครามมหา

เอเซียบูรพา ภายหลัง

การมีสถาปนิกสำเร็จ

หลักสูตรสถาปัตยกรรม

1973

-วิกฤตน้ำมันโลก

1972

-การประชุม

สหประชาชาติ

เรื่องสิ่งแวดล้อม

ของมนุษย์ 1985

ทศวรรษ

1970

พ.ศ. 2501-2515

(1958-1972)

ยุคทองยุคแรกของ

สถาปัตยกรรมใน

ไทย สถาปัตยกรรม

แนวเน้นปัจจัย

แวดล้อม เน้นสภาวะ

แวดล้อมสัมพันธ์และ

ภูมิภาคนิยม

1989

-"The End of Future"

หนังสือเล่ม

แรกเรื่อง Global

Warming

1987

-Brundtland Report

"Our Common Future"

เริ่มใช้คำว่า

Sustainable Development

เป็นครั้งแรก

-ค้นพบรูโหว่โอโซน

ขั้วโลกใต้

ทศวรรษ

1980

1997

-พิธีสารเกียวโต

1993

-ก่อตั้ง USGBC

1992

-"Agenda 21" 2000

-ประกาศใช้ LEED

1990

-เกณฑ์ BREEAM

ทศวรรษ

1990

พ.ศ. 2535

(1992)

พ.ร.บ.

พลังงาน

พ.ศ. 2540

(1997)

วิกฤต

เศรษฐกิจไทย

2002

-Earth Summit เพื่อ

Sustainble Development

ทศวรรษ

2000

พ.ศ. 2550 (2007)

พ.ร.บ. พลังงาน

(ปรับปรุง) และ

TEEAM

พ.ศ. 2552 (2009)

จัดตั้งสถาบันอาคาร

เขียวไทย

2015

-Paris Agreement

ทศวรรษ

2010

พ.ศ. 2553 (2010)

ประกาศใช้เกณฑ์

TREES-NC

สถาปัตยกรรมในประเทศไทยมีพัฒนาการมา

โดยตลอดภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของสภาพ

แวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ที่ได้รับอิทธิพลจาก

ปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทั้งนี้ จากการ

ศึกษาพบว่าสถาปนิกไทยมีความคิดเห็นที่หลาก

หลายต่อปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบสถาปัตยกรรม

[1] โดยมองว่ารูปแบบสถาปัตยกรรมถูกกำหนด

หรือเปลี่ยนแปลงตามปัจจัย 4 ประการ ได้แก่ 1)

ยุคสมัยและกระแสโลก 2) การตลาดตามความ

ต้องการของลูกค้า 3) เทคโนโลยีและวัสดุ และ 4)

ทัศนะของผู้ออกแบบ นอกจากนี้ในปัจจุบัน ด้วย

เทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วฉับไวยิ่งกว่ายุคใดๆ

ยิ่งทำให้การส่งผ่านข้อมูลและถ่ายทอดรูปแบบ

ทางสถาปัตยกรรมข้ามพรมแดนเกิดขึ้นได้อย่าง

รวดเร็วมากขึ้น ท่ามกลางรูปแบบสถาปัตยกรรม

ที่หลากหลาย สถาปัตยกรรมยั่งยืนเป็นแนวทาง

หนึ่งในการออกแบบที่มีความสำคัญยิ่งในปัจจุบัน

เนื่องจากอาคารเป็นส่วนที่ถือเป็นผู้บริโภคพลังงาน

หลักของโลก โดยใช้พลังงานกว่าร้อยละ 40 ของ

ทั้งหมด [2] และใช้ทรัพยากรอื่นๆ อย่างมหาศาล

ส่งผลต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มความ

รุนแรงของสภาวะโลกร้อน จนนำมาสู่การเรียกร้อง

ให้ออกแบบสถาปัตยกรรมโดยคำนึงถึงการรักษา

สมดุลทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อม

เศรษฐกิจ และสังคม เกิดเป็นแนวคิดของ

สถาปัตยกรรมเขียว (Green Architecture) หรือ

สถาปัตยกรรมยั่งยืน (Sustainable Architecture)

จึงน่าสนใจศึกษาว่าสถาปัตยกรรมดังกล่าวมี

พัฒนาการมาอย่างไร

พ.ศ. 2516-2525 (1973-1982)

ยุคเศรษฐกิจซบเซา สถาปัตยกรรม

แนวเน้นปัจจัยแวดล้อม เน้นความ

โปร่งเบา และเพิ่มเติมธรรมชาติ-

แวดล้อมสัมพันธ์

พ.ศ. 2535 (1992)

เริ่มยุคการออกแบบ

อาคารอนุรักษ์พลังงาน

90 91

พ.ศ. 2553 (2010)

เริ่มยุคการออกแบบ

อาคารเขียว

อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกณฑ์และแนวความคิดใน

การออกแบบสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นให้

เห็นพัฒนาการการออกแบบสถาปัตยกรรมตั้งแต่

ยุคโมเดิร์นและโพสต์โมเดิร์น โดยอ้างอิงผลงาน

และแนวคิดของสถาปนิกต่างชาติ การศึกษา

เกี่ยวกับพัฒนาการของสถาปัตยกรรมยั่งยืน

โดยเฉพาะในประเทศไทยยังมีจำกัด [3] และยัง


ภาพที่ 2 อาคารอำนวยการโรง

พยาบาลราชวิถี โดยสถาปนิก

กรมโยธาเทศบาล (สนิท ฉิม-

โฉม) สร้างเสร็จ พ.ศ. 2493

ภาพที่ 3 อาคารศรีเฟื่องฟุ้ง

(คาเธ่ย์ทรัสต์) โดยสำนักงาน

สถาปนิก อินทาเรน พ.ศ.

2517

ไม่มีการกล่าวถึงอาคารเขียวที่มีความเคลื่อนไหว

ชัดเจนขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้ข้อมูลที่

เป็นปัจจุบันของประเทศไทย ผู้เขียนจึงใคร่ขอเรียบ

เรียงแนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อความ

ยั่งยืนและสภาพแวดล้อมจากการศึกษาทบทวน

วรรณกรรมของผู้เขียนเอง โดยสรุปปัจจัยที่มีผล

ต่อพัฒนาการสถาปัตยกรรมดังกล่าวในแต่ละช่วง

เวลาเป็น timeline ดังภาพที่ 1 และเสนอการแบ่ง

ยุคพัฒนาการสถาปัตยกรรมยั่งยืนในประเทศไทย

เป็นดังนี้

1. สถาปัตยกรรมจากภูมิปัญญา

2.สถาปัตยกรรมภายหลังการมีหลักสูตร

สถาปัตยกรรม

3. สถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม

4. สถาปัตยกรรมยั่งยืนที่ประเมินสมรรถนะอาคาร

แบบองค์รวม

5. สถาปัตยกรรมเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี

1. ยุคสถาปัตยกรรมจากภูมิปัญญา

เป็นช่วงก่อนยุคโมเดิร์น (คริสต์ทศวรรษ 1930-

1960) ที่ใช้เป็นจุดตั้งต้น timeline ดังภาพที่ 1

โดยสถาปัตยกรรมของไทยในช่วงเวลานี้เติบโต

จากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่ตอบสนองต่อสภาพ

แวดล้อม มีสัจจะของโครงสร้างและวัสดุ มีความ

เป็นธรรมชาติ และมีลักษณะความงามเฉพาะของ

แต่ละท้องถิ่น

2. ยุคสถาปัตยกรรมภายหลังการมีหลักสูตร

สถาปัตยกรรม

การศึกษาสถาปัตยกรรมมีผลมากต่อทัศนะของ

ผู้ออกแบบซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดรูปแบบ

ของสถาปัตยกรรม โดยการเรียนการสอน

อย่างเป็นทางการของไทยเริ่มจากการที่กลุ่ม

สถาปนิกรุ่นบุกเบิกซึ่งสำเร็จการศึกษาจาก

ต่างประเทศได้กลับมาปฏิบัติวิชาชีพและเปิด

สอนวิชาสถาปัตยกรรม จนมีการก่อตั้งคณะ

สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขึ้นเป็นแห่งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2482 แนวการสอน

สถาปัตยกรรมในระยะเริ่มแรกเป็นแนวสากลที่เน้น

การออกแบบอย่างคลาสสิคตามแนวของสถาบัน

โบซาร์ (Ecole des Beaux-Arts) แห่งฝรั ่งเศส

ต่อมาจึงมีการปรับเป็นแนวโมเดิร์น (Modern

Architecture) ซึ่งช่วงเวลาการสอนของไทยตรงกับ

ช่วงที่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นนี้กำลังรุ่งเรืองเต็มที่

ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา หากเมื่อพิจารณาใน

เชิงพัฒนาการของสถาปัตยกรรมยั่งยืน จะพบว่า

ภายหลังจากที่มีสถาปนิกสำเร็จจากหลักสูตร

ของไทยแล้ว จึงเริ่มมีบทบาทในการออกแบบ

สถาปัตยกรรมซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามมหาเอเซีย

บูรพา คือช่วงที่ต้องประหยัด สถาปัตยกรรมใน

ช่วง พ.ศ. 2491-2500 นี้ สถาปนิกได้คำนึงถึง

สภาพภูมิอากาศท้องถิ่นในการออกแบบมากขึ้น

แทนที่จะอิงรูป แบบสถาปัตยกรรมตะวันตกอย่าง

ช่วงก่อนสงคราม [4] หลังคามักเป็นทรงจั่ว ชายคา

ยื่นจากผนังรอบอาคาร ช่องเปิดขนาดใหญ่ขึ้น เป็น

ลักษณะสถาปัตยกรรมเพื่อการกันแดดกันฝนและ

การระบายอากาศ ตัวอย่างอาคาร อาทิ อาคาร

อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี (ภาพที่ 2)

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2501-2515 เป็นช่วงที่มีการ

พัฒนาการศึกษาตามแผนการพัฒนาสังคมและมี

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงมีการออกแบบและ

ก่อสร้างอาคารเป็นจำนวนมาก ถือเป็นยุคทอง

ยุคแรกของสถาปัตยกรรมในประเทศไทย โดย

สถาปัตยกรรมแนวเน้นปัจจัยแวดล้อมในช่วงนี้

แบ่งออกเป็นแนวสภาวะแวดล้อมสัมพันธ์ ที่มีการ

ใช้แผงบังแดด (ภาพที่ 3) การใช้บล็อกหรือแผง

โปร่ง การยื่นชายคามาก และแนวภูมิภาคนิยม ที่

มักใช้หลังคาเอียงลาด

ช่วงพ.ศ. 2516-2525 เป็นช่วงที่ประเทศไทย

ประสบปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

สถาปัตยกรรมแนวเน้นปัจจัยแวดล้อมมีลักษณะ

โปร่งเบาขึ้น แนวสภาวะแวดล้อมสัมพันธ์ ไม่นิยม

ใช้ครีบหรือแผงกันแดดอย่างแน่นหนาเช่นช่วง

ก่อนนี้ แต่ใช้แผงกันแดดทางนอนในรูปแบบต่างๆ

แบบเรียบๆ (ภาพที่ 4) ส่วนแนวภูมิภาคนิยม

เน้นการออกแบบทรงหลังคาที่มีลักษณะปกคลุม

และนอกจากนี้ยังมีแนวทางย่อยที่ 3 เพิ่มเติม

คือ แนวธรรมชาติ-แวดล้อมสัมพันธ์ ซึ่งเป็นแนว

ที่สถาปัตยกรรมสอดคล้องกลมกลืนกับที่ตั้ง ไม่

ทำลายสภาพแวดล้อม

92 93


ภาพที่ 4 อาคารสำนักงานใหญ่

ธนาคารแห่งประเทศไทย โดย

สถาปนิก บริษัท ดีไซน์ 103

จำกัด และบริษัท เอฟ.ซี.เดอเว-

เกอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

เริ่มโครงการ พ.ศ. 2513 เสร็จ

พ.ศ. 2526

ภาพที่ 5 Sun-path Diagram

ที่ใช้ในการหามุมแดดในการ

เรียนการสอนสถาปัตยกรรม

ที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม

ต่อมาวิกฤติเศรษฐกิจปี

พ.ศ. 2540 ทำให้วิชาชีพ

สถาปัตยกรรมได้รับผลกระทบ

อย่างมาก ลูกค้าหันมาให้

ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายระยะ

ยาว การบำรุงรักษาอาคาร

อาคารต้องประหยัดพลังงาน

มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความ

เคลื่อนไหวทางสังคม เช่น การ

ประกวดแบบบ้านประหยัด

พลังงาน การพัฒนาเกณฑ์

ประเมินอาคาร TEEAM โดย

ความดูแลของกรมพัฒนา

พลังงานทดแทนและอนุรักษ์

พลังงาน (พ.พ.) อย่างไรก็ตาม

การออกแบบอาคารของไทยใน

ยุคนี้ยังคงเน้นที่การประหยัด

พลังงานเป็นหลักมากกว่า

สิ่งแวดล้อม

3. สถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม

ภายหลังจากวิกฤตการณ์น้ำมันโลก ในปี พ.ศ.

2516 นานาชาติมีความเคลื่อนไหวเพื่อการ

ประหยัดพลังงานโดยต่อเนื ่อง จนกระทั่งในปี

พ.ศ. 2530 สมัชชาโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและ

การพัฒนา ที่องค์การสหประชาชาติจัดตั้งขึ้น ได้

พิมพ์เอกสารชื่อ “Our Common Future” ออกเผย

แพร่ โดยเรียกร้องให้ชาวโลกเปลี่ยนแปลงวิถีการ

ดำเนินชีวิตที่ฟุ่มเฟือยและวิถีทางการพัฒนาเสีย

ใหม่ เพื่อให้ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและข้อจำกัด

ของธรรมชาติ เกิดการให้นิยาม “การพัฒนาที่

ยั่งยืน” เป็นครั้งแรก และมีอิทธิพลต่อการออกแบบ

งานสถาปัตยกรรมต่อมา ในช่วงเวลานี้สหราช

อาณาจักรได้สร้างเกณฑ์การประเมินอาคารด้าน

ความยั่งยืน (BREEAM) ออกมาเป็นครั้งแรกเมื่อปี

ค.ศ. 1990 และต่อมาในปี ค.ศ. 1992 การประชุม

Earth Summit ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศ

บราซิล ก็ได้มีแผนปฏิบัติการ “Agenda 21” ออก

มาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในปีเดียวกันนี้ ตรง

กับพ.ศ. 2535 ของไทย กระทรวงพลังงานได้

ประกาศพ.ร.บ.ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตาม

มาตรการกำกับดูแลของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ

สังคม ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) [5] เกิดความ

เปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาสถาปัตยกรรมและ

วิชาชีพเพื่อสามารถคำนวณพลังงานสำหรับอาคาร

ควบคุม 9 ประเภท สังเกตได้ว่าในช่วงเวลานับจาก

พ.ร.บ.นี้มีผลงานวิชาการ งานวิจัยเกิดขึ้นมากมาย

มีอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่จบการศึกษาด้าน

ภูมิอากาศและสถาปัตยกรรมจากต่างประเทศ

และกลับมาสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนที่มี

ความเฉพาะทางด้านการออกแบบตอบสนองต่อ

สภาพแวดล้อม เช่น สาขาเทคโนโลยีอาคารของ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาสถาปัตยกรรม

เขตร้อนของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

เจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสาขานวัตกรรม

อาคารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งนี้ งาน

ที่ปรากฏส่วนใหญ่ในยุคนี้เน้นเรื่องการบังแดด

เปลือกอาคารเพื่อการป้องกันความร้อน และการ

ออกแบบเพื่อแสงธรรมชาติเพื่อลดการใช้พลังงาน

ในอาคาร

4. สถาปัตยกรรมยั่งยืนที่ประเมินสมรรถนะ

อาคารแบบองค์รวม

หลังจากที่สหราชอาณาจักรมีเกณฑ์ BREEAM

(Building Research Establishment Environmental

Assessment Method) เพื่อประเมินความ

ยั่งยืนของอาคาร ในปี ค.ศ. 1990 สหรัฐอเมริกา

ก็ได้ประกาศเกณฑ์ LEED (Leadership in Energy

and Environmental Design) ในปี ค.ศ. 2000 ทั้ง

สองเกณฑ์ต่างก็เป็นแนวทางในการประเมินอาคาร

ที่คำนึงถึงองค์รวมทั้งด้านความยั่งยืนของบริบทที่

ตั้งโครงการ การประหยัดพลังงาน การอนุรักษ์

น้ำ การเลือกวัสดุอาคาร การจัดการขยะ คุณภาพ

สภาวะแวดล้อมภายในอาคาร ผลกระทบต่อสภาพ

แวดล้อม รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ เป็นต้น สำหรับ

ประเทศไทย สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรม-

ราชูปถัมภ์ และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย

ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รวมตัวกันจัดตั้งสถาบัน-

อาคารเขียวไทย (Thai Green Building Institute,

TGBI) ขึ้นในปี ค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552) และจัด

ทำเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและ

สิ่งแวดล้อมไทย (Thai’s Rating of Energy and

Environmental Sustainability หรือ TREES) ใน

ปีถัดมา ด้วยตระหนักถึงการส่งเสริมให้อาคารของ

ไทยมีคุณภาพดีขึ้น สร้างความยั่งยืนทางพลังงาน

และสิ่งแวดล้อม โดยควรเป็นเกณฑ์การประเมินที่

คำนึงถึงบริบทของประเทศเราเอง เกณฑ์ดังกล่าว

ที่มักเรียกสั้นๆ ว่า “เกณฑ์อาคารเขียว” ได้ช่วย

กระตุ้นให้ภาคส่วนต่างๆ ขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริม

ความยั่งยืนในมิติต่างๆ โดยเฉพาะการออกแบบ

เชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco Design) ที่ได้รับความ

สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ [6] ดังมีผู้ประกอบการมุ่งมั่น

พัฒนานวัตกรรมวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อ

สิ่งแวดล้อมเพื่อใช้กับอาคารเขียวมากขึ้น

5. สถาปัตยกรรมเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี

เมื่อพิจารณาพัฒนาการของสถาปัตยกรรมยั่งยืน

จากปัจจัยแวดล้อมทั้งของไทยและต่างประเทศ จะ

พบว่าความเปลี่ยนแปลงในช่วงแรกเป็นไปอย่าง

ช้าๆ ในช่วง 5 ปีแรกหลังประกาศใช้เกณฑ์อาคาร

94 95


ภาพที่ 6 อาคาร 60 พรรษาราชสุดาสมภพ ผ่านการรับรองตามเกณฑ์ TREES-NC ในระดับ

PLATINUM

เขียว มักมีโครงการที่เข้ารับการประเมินน้อย

และหลังจากนั้นจึงมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับประเทศที่เป็นผู้นำในการจัดทำเกณฑ์

เช่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ต่างก็ได้

พัฒนาเกณฑ์ใหม่เพื่อประเมินโครงการให้มีความ

เหมาะสมเฉพาะเจาะจงกับลักษณะโครงการมาก

ขึ้น สำหรับประเทศไทย สถาบันอาคารเขียวไทย

ได้เล็งเห็นว่าทิศทางสากลในการพัฒนาสถาปัตย-

กรรมยั่งยืนในอนาคตจะให้ความสำคัญแก่สุขภาพ

คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being)

ของผู้ใช้อาคารมากขึ้น เช่น การออกแบบเพื่อ

ทุกคน การคำนึงถึงสังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นเป้าหมาย

ที่สถาปัตยกรรมของไทยควรจะได้รับการพัฒนา

ต่อไป เพื่อความยั่งยืนอย่างสมดุลทั้งด้านสภาพ

แวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ดังที่ตั้งหวังไว้

5 th Edition

C

M

ภาพที่ 7 อาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ของ Daikin ผ่านการรับรองตามเกณฑ์ TREES-

NC ในระดับ PLATINUM

อ้างอิง

[1] ผุสดี ทิพทัส, ชัยบูรณ์ ศิริธนะวัฒน์, และ วิมลรัตน์ อิสระ

ธรรมนูญ, สถาปัตยกรรมหลัง พ.ศ. 2540: วิกฤตการณ์และ

ทางเลือกของสถาปนิกไทย. 2553, กรุงเทพฯ: สมาคมสถาปนิก

สยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์.

[2] World Business Council for Sustainable Development,

Energy Efficiency in Buildings: Business Realities and Opportunities.

2008.

[3] จักรสิน น้อยไร่ภูมิ, เขียวขบถ: หลากวิถีสถาปัตยกรรมสีเขียว.

2557, กรุงเทพฯ: คอมม่อนบุ๊คส์.

[4] วิมลสิทธิ์ หรยางกูร, พัฒนาการแนวความคิดและรูปแบบของ

งานสถาปัตยกรรม: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต. 2536, กรุงเทพฯ:

สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์.

[5] ธนิต จินดาวณิค, สถาปัตยกรรมและเทคโนโลยี. 2540,

กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

[6] ณัชวิชญ์ ติกุล, การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจในงาน

สถาปัตยกรรม. 2553, กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

ที่มาภาพ

ภาพที่ 2 http://www.rajavithi.go.th/rj/?page_id=427

ภาพที่ 4 http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/30829

ภาพที่ 6 http://www.cdtc.ac.th/cdtc/index.php/site/contentgeneral/1

ภาพที่ 7 http://www.daikinthai.com/corporate-information/

green-building

96

Y

CM

MY

CY

CMY

K


ASA Regional: Lanna

ล้านนา

สถาปนิกรุ่นใหม่แห่งภูมิภาค:

สาริน นิลสนธิ

Emerging Architect

of the North:

Sarin Nilsonthi

Text: อรุณ ภูริทัต / Aroon Puritat

Translation: นิศาชล บุญช่วยคุ้ม / Nisachon Boonchuaykum

Photo: Courtesy of architect

ช่วง พ.ศ. 2523-2533 เป็นช่วงเวลาที่กระแส

สถาปัตยกรรมล้านนาร่วมสมัยรุ่งเรืองเป็นอย่าง

มากที่เชียงใหม่ ไปพร้อมๆ กับกระแสค้นหา

“ความเป็นไทย” ในด้านต่างๆ ที่ถูกปลุกขึ้นมาต่อสู้

กระแสโลกาภิวัตน์ ด้วยความเป็นเมืองศูนย์กลาง

ด้านการท่องเที่ยว ทำให้งานออกแบบบ้านพัก

และโรงแรมในช่วงเวลานั้นนำเอารูปแบบและองค์

ประกอบสถาปัตยกรรมจากอาคารโบราณสถาน

เรือนพื้นถิ่นและงานสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล

มาปรับใช้กันอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงการออก

เทศบัญญัติและกฎหมายควบคุมอาคารฉบับต่างๆ

ที่กำหนดให้รูปแบบสถาปัตยกรรมในเขตเมืองเก่า

ต้องมีลักษณะทางสถาปัตยกรรม แบบล้านนา ยิ่ง

ทำให้รูปแบบสถาปัตยกรรมในแนวทางนี้แพร่หลาย

มากยิ่งขึ้นไปอีก

ในขณะที ่อีกฟากหนึ่ง รูปแบบงานสถาปัตยกรรม

สมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและมีความ

เป็นพหุนิยมในเชียงใหม่ ก็ค่อยๆ เติบโตมากขึ้น

ตามลำดับ ไปพร้อมๆ กับจำนวนสถาปนิกรุ่นใหม่

ที่ถูกผลิตออกมาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ สาริน

นิลสนธิ (สถาปนิก/ผู้ก่อตั้งบริษัท D KWA DE-

SIGN STUDIO) เป็นหนึ่งในสถาปนิกรุ่นใหม่ซึ่ง

จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

ล้านนา โดยเริ่มต้นวิชาชีพสถาปนิกในช่วงต้น

พ.ศ. 2543 และเมื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ผ่าน

Between 1980 and 1990, contemporary Lanna

architecture flourished in Chiang Mai. So, too,

did many branches of Thai tradition enlisted

to fight the effects of globalization. A city

with a thriving tourism industry, Chiang Mai

at that time was full of dwellings and hotels

boasting design motifs, patterns and elements

inspired by historic or vernacular buildings

and colonial-style architecture. Local decrees

and building control laws, which dictated that

buildings in the old town area should be in a

Lanna-style, also made this type of architecture

more prevalent.

On the other hand, however, a new generation

of architects who graduated from different

educational institutions have given rise to a

diversity of modern architectural styles and

creations. Sarin Nilsonthi is one of these young

architects. A graduate from Rajamangala

University of Technology Lanna, he began his

career in early 2000. After gaining over ten

years’ experience, he then decided to start his

own architecture firm, D KWA DESIGN STUDIO,

in 2012. Today, Sarin’s works usually combine

geometric forms and vernacular architectural

elements. Gable roofs have been used in many

of his projects, including his own dwelling, Ban

Dee Kwa in 2012, which has a concrete roof;

AMP 95 House from 2015, which uses metal

sheeting instead of ceramic roof tiles; and his

98 99


PSA House (2016)

Chiang Mai

การทำงานจริงมากว่า 10 ปี จึงได้ตัดสินใจก่อตั้ง

สำนักงานสถาปนิก D KWA DESIGN STUDIO ใน

พ.ศ. 2555 งานออกแบบสถาปัตยกรรมของสาริน

นั้นผนวกเอารูปทรงเรขาคณิตแบบต่างๆ เข้ากับ

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่น จะ

เห็นได้จากการนำเอารูปทรงหลังคาจั่วมาใช้ใน

อาคารบ้านพักอาศัยหลายหลังที่เขาออกแบบ ไม่

ว่าจะเป็น “บ้านดีกว่า” บ้านพักอาศัยหลังแรกของ

ตัวเองใน พ.ศ. 2555 ที่เป็นหลังคาคอนกรีต หรือ

บ้าน AMP 95 ของเพื่อนวิศวกร ใน พ.ศ. 2558 ซึ่ง

เลือกใช้วัสดุสมัยใหม่อย่างหลังคาเหล็ก แทนการ

ใช้วัสดุโบราณอย่างกระเบื้องดินเผาหรือไม้ ผลงาน

ล่าสุดอย่างบ้าน PSA ซึ่งเป็นบ้านหลังที่สองของ

สาริน ได้เริ่มคลี่คลายงานออกแบบ ไปสู่รูปทรง

เรขาคณิตมากขึ้น แต่ยังคงมีการจัดที่ว่างของชาน

และนำเอาพื้นที่สีเขียวเข้ามาสอดแทรกระหว่าง

พื้นที่อาคาร ไปพร้อมๆ กับการใช้องค์ประกอบ

อย่างผนังไม้ที่จัดวางคล้ายกับผนังของเรือนพื้นถิ่น

second house and latest project, PSA House.

The geometric forms of his building designs

are usually complimented by green areas as

well as wooden walls sporting vernacular

patterns. Nowadays, there are more freelance

architects and small architect companies in

Chiang Mai and that has led to more diversity

in architectural design. D KWA DESIGN STU-

DIO is just one of a group of new generation

architects working tenaciously and consistently.

It is not easy for a small firm to do this

100

101


PSA House (2016)

Chiang Mai

DKWA House (2012)

Chiang Mai

ปัจจุบันในเชียงใหม่ มีสถาปนิกอิสระและสำนัก

สถาปนิกขนาดเล็กเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง

ก็ทำให้งานออกแบบสถาปัตยกรรมในเชียงใหม่มี

ความหลากหลายมากขึ้น สำนักงานสถาปนิกอย่าง

D KWA DESIGN STUDIO นับเป็นหนึ่งในกลุ่ม

สถาปนิกรุ่นใหม่ที่ค่อยๆ พัฒนางานออกแบบของ

ตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง แต่การที่สตูดิโอออกแบบ

ขนาดเล็กจะสามารถยืนหยัดทำงานอย่างต่อเนื ่อง

ได้มากว่า 10 ปีขึ้นไปนั้น มีจำนวนไม่มากนัก การ

ล้มหายตายจากไปของสำนักงานสถาปนิกเล็กๆ

เหล่านี้ก็เกิดขึ้นตลอดเวลาไปพร้อมๆ กับการเกิด

ขึ้นมาของสถาปนิกรุ่นใหม่ที่ถูกผลิตเข้ามาทดแทน

เป็นวงจรหมุนเวียนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แต่ปัญหา

ที่ยังแก้ไขไม่ได้ก็คือจะทำอย่างไรให้สำนักงาน

ออกแบบขนาดเล็กเหล่านี้ มีโอกาสเติบโตได้อย่าง

ยั่งยืนและมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่

เกิดการ disruption อย่างหนักหน่วงของเทคโนโลยี

ในแวดวงวิชาชีพออกแบบสถาปัตยกรรมและใน

แวดวงการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม อีกทั้งปัญหา

ใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อมที่จังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ

ยังต้องเผชิญไปอีกหลายปีอย่างเรื่องฝุ่น pm 2.5

จะส่งผลกระทบโดยตรงต่องานออกแบบงาน

สถาปัตยกรรมและเมืองอย่างแน่นอน ซึ่งภูมิปัญญา

แบบงานสถาปัตยกรรมในอดีตที่มีลักษณะเปิดโล่ง

ให้อากาศไหลเวียน คงไม่สามารถตอบสนองต่อ

ปัญหาเรื่องฝุ่นขนาดเล็กนี้ได้อีกต่อไป ยังไม่นับ

รวมไปถึงเรื่องภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวที่รอ

เวลาประทุตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ อีกด้วย

for over 10 years, as they have done. These

companies tend to disappear just as rapidly

as new ones appear. The problem at the heart

of this continuous cycle is how to build opportunities

for these small companies to grow

sustainably and stably, especially at a time of

technological disruption for both architects

and educational institutions.

102

AMP 95 House (2015)

Chiang Mai

103


ASA Regional: Taksin

ทักษิณ

เมื่อสถาปนิกมาสร้างบ้านขาย

When Architects Enter the

Housing Estate Business

Text: กิตติ เชาวนะ / Kitti Chaowana

Translation: นิศาชล บุญช่วยคุ้ม / Nisachon Boonchuaykum

Photo: ทรงพันธุ์ จันทร์ทอง / Songpan Janthong

“เมื่อสถาปนิกมาสร้างบ้านขาย” คำโปรยเชิงตั้ง

คำถามเป็นไวรัลที่ถูกโพสต์และแชร์ในเฟซบุ๊ก สื่อ

โซเชียลอื่นๆ แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทั้งใน

หมู่คนทั่วไป คนที่ชอบแบบบ้านสวยๆ เหมือนใน

นิตยสาร หรือในหมู่สถาปนิก นักออกแบบ นิสิต

นักศึกษา ที่ดูจะสนใจประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาเพื่อ

แลกเปลี่ยน พูดคุย และตั้งคำถามต่อ

“การใช้สถาปนิกมาออกแบบบ้านซักหลังหนึ่งนั้น

ดูอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ มีต้นทุนที่สูงและมีการ

จัดการที่ยุ่งยากวุ่นวาย เราจึงพบว่าส่วนใหญ่มีแต่

บ้านเศรษฐีเท่านั้นที่จะจ้างสถาปนิกออกแบบ คน

ทั่วไปมักจะนิยมซื้อบ้านจัดสรรมากกว่า เพราะ

สะดวก สำเร็จรูปและสามารถกำหนดงบประมาณ

ได้แน่นอน ในขณะที่บ้านจัดสรรทั่วไปมักจะมี

รูปแบบตายตัว เพราะต้องเน้นจับตลาดใหญ่ แทบ

ไม่มีการพัฒนารูปแบบ จนกลายเป็นขาดความคิด

สร้างสรรค์ในการอยู่อาศัยไปเลย”

บทสนทนาที่ วิพิชญ์ ดุลยพัชร์ (Vipich Dulyapach)

ผู้บริหารโครงการและสถาปนิก ผู้อยู่เบื้องหลัง

ปรากฏการณ์นี ้ได้เกริ่นนำก่อนที่จะพูดคุยราย

ละเอียดมุมมองหลากหลายและท้าทายความคิด

หลังจากที่ได้เข้าชมพื้นที่โครงการ “คอมมูนนิพัทธ์

สงเคราะห์ (Commune Nipatsongkhro)” โครงการ

อสังหาริมทรัพย์จำนวน 6 ยูนิต ในโซนพื้นที่พัก

อาศัยย่านนิพัทธ์สงเคราะห์ใกล้ตัวเมืองหาดใหญ่

มีลักษณะเด่นสะดุดตา ด้วยความเรียบง่าย

แต่มีรายละเอียดที่ชวนค้นหา จากการจัดวางพื้นที่

อาคารที่มีการลดทอน mass อาคารสี่เหลี่ยมเรียบ

ง่ายสลับกันแต่ละยูนิตทั้งในผังและการใช้บันได

Recently a post with the tag line “When architects

enter the housing estate business”

went viral on Facebook and other social media.

It quickly became a hot topic of debate

and discussion among architects, designers,

students and anyone who enjoys the beautiful

houses we see in magazines.

“To have an architect design a house seems

to be a serious matter – expensive and complicated.

We assume that only rich people can

afford houses designed by architects, whereas

the average person buys houses from housing

estate projects because of their limited

budgets and the cheaper prices. But a housing

estate usually has a fixed design because it is

a mass product. It lacks design development

and creativity,” says Vipich Dulyapach, the

project director and architect behind Commune

Nipatsongkhro, a six-unit real estate

project in a residential zone in Nipatsongkhro

district near Hat Yai.

The overall look of this project is outstanding:

simple yet full of fascinating details. The mass

of the building was cut off alternately in each

unit. Staircases are used as connecting points

between leveled interior spaces. There are

small gardens in the front of the buildings,

rear terraces and artificial grass roof decks.

In an attempt to create a new typology that

sits between single house and townhouse,

the architect has tried to create the feel of

living in a single standalone house within

a built-up city context. Their prior projects

include Commune Nualkaew, which consists

of 14 townhouse units, and Commune Nualkaew

Twinhouse, a large twin house with an

open courtyard.

104 105


ระเบียงนั่งเล่นหลังบ้านใน

บรรยากาศสบายๆ ที่เกิดจาก

การวิเคราะห์พฤติกรรมและ

ความต้องการของลูกค้า

The cozy back terrace

caused by the analyzing

of behavior and desire of

customer.

บันไดกลางอาคารเชื่อมโยง

ห้องต่างระดับสามารถสร้าง

ความต่อเนื่องของพื้นที่ใน

อาคารได้ดี

The central stair connecting

the split level

can generate the continuity

of building space.

เป็นจุดเชื่อมพื้นที่ภายในต่างระดับ มีการจัดสวน

เล็กๆ ด้านหน้าอาคาร พื้นที่ระเบียงนั่งเล่นหลังบ้าน

และการจัดพื้นที่กิจกรรมปูหญ้าเทียมบนดาดฟ้า

ซึ่งผู้ออกแบบพยายามสร้างการอยู่อาศัยแบบบ้าน

เดี่ยวในบริบทเมือง นับเป็น typology ใหม่ ระหว่าง

บ้านเดี่ยวและห้องแถว เป็นตัวอย่างการแสวงหา

คำตอบที่เหมาะสมจากการแก้ปัญหาและ

สร้างสรรค์ใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการ

พัฒนาโครงการ “คอมมูนนวลแก้ว (Commune

Nualkaew)” ทาวน์เฮ้าส์ต่างระดับ 14 ยูนิต ที่มี

การแบ่ง space ต่างระดับเพิ่มความสะดวกในการ

ใช้งาน และโครงการ “Commune Nualkaew Twinhouse”

บ้านแฝดขนาดใหญ่พร้อมคอร์ทกลางบ้าน

เมื่อได้พูดคุยจุดเริ่มความคิดในการเพิ่มบทบาท

ตัวเองมาพัฒนาโครงการ พบว่าเกิดจากการตั้ง

คำถามมากมาย เช่น สถาปนิกมีความรู้เรื่องทิศทาง

แดด-ลม-ฝน-พื้นที่ แต่การตัดสินใจส่วนใหญ่มักอยู่

กับเจ้าของและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จุดยืน

ของสถาปนิกในวิชาชีพคืออะไร เราเห็นการพัฒนา

เมืองที่กระจายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ (urban sprawl)

เพราะคนส่วนใหญ่อยากอยู่บ้านเดี่ยว จึงเริ่มฉุกคิด

ว่าในเมื่อสถาปนิกมีความรู้และความเข้าใจใน

การพัฒนาเมือง ทำไมเราไม่สร้างการใช้ชีวิตที่ดี

สร้างคุณค่าและมูลค่าที่เหมาะสมในเมือง เชื่อว่า

สถาปนิกมีศักยภาพแต่บริบทไทยทำให้ขาดโอกาส

ในการแสดงฝีมือ งานนี้จึงถือเป็นการสร้างโอกาส

ให้ตัวเองเพื่อทำสิ่งนั้น

“ผู้ประกอบการคิดจากเล็กไปหาใหญ่ ทำหลัง

ที่ขายได้ และวางเต็มผังเพื่อเพิ่มยอดขาย ใน

ขณะที่สถาปนิกจะคิดทั้งผังก่อนว่าควรทำอะไร

ตรงไหนในภาพรวม แล้วค่อยย่อยมุมคิดใน

รายละเอียด...สถาปนิกเหมือนคนรับจ้างเล่น

ไพ่ ลูกค้าคิดว่าคุณเล่นเก่งเลยฝากเล่น....ทำไม

ไม่เล่นเองล่ะ?...ถ้าอยากให้มีอะไรเกิดขึ้นก็ต้อง

ทำเอง”

การได้พัฒนาโครงการแบบนี้ไม่เพียงแต่ได้ตอบ

คำถามที่สถาปนิกสงสัยใคร่รู้ แต่เป็นการขับเคลื่อน

วงจรชีวิตและการพัฒนางานสถาปัตยกรรม การ

ออกแบบ ที่ผู้บริหารโครงการและสถาปนิกสามารถ

ประมวลข้อมูลความต้องการของลูกค้าเพื่อหาพื้นที่

Before becoming a project developer Vipich

had a lot of questions he wanted answered. He

wondered why final decisions are usually

made by project owners and developers when

architects are the ones who know best when it

comes to the site and the elements. He wondered

also about the professional standpoint

of architects today. Urban sprawl continues

unabated because most people want to live

in detached houses. This state of affairs made

him consider why more architects, who understand

and have deep knowledge about city

development, don’t build living spaces in the

city more. He believes architects have the

potential to do this but that the Thai social

context denies them the opportunity to show

their full ability. This project, he decided,

would be his chance to work his idea out.

“Entrepreneurs start small. They build some

houses to sell and then expand to fill the

layout to increase sales. But architects design

the entire layout to plan where to build what

and then work on the details....Architects are

like employed poker players. Clients think you

are good at poker so they want you to play for

them. Why don’t you play for yourselves?...If

you want something to happen, you have to

make it happen.”

This kind of development doesn’t only answer

the questions architects ask themselves, but

also drives forward the evolution and improvement

of architectural design. The project

executives and architects involved analyze the

requirements of clients to find the right land

to develop. They then develop the design in

collaboration with the construction management

and sales team. And when the building

is finished, they can examine the results and

immediately react to improve the next project.

This project is a brave act of rebellion, the result

of creative ideas which involve more than

just architectural work. It can serve to help

architects gain information and knowledge

in real estate

development and make leaps forward in terms

of improving their ideas. It shows us what

can be achieved with housing estates when

you consider the dwelling’s value, not just its

106

107


พัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ได้ออกแบบและ

พัฒนารายละเอียดไปพร้อมกับการบริหารงาน

ก่อสร้างและการขาย รวมถึงเมื่อมีการใช้อาคารจริง

ก็สามารถนำผลสะท้อนย้อนกลับมาเรียนรู้พัฒนา

โครงการถัดไปได้ทันที เป็นอีกหนึ่งความกล้าฉีก

ขนบ ผลที่ได้จากความคิดสร้างสรรค์ที่มากกว่า

คุณภาพของงานสถาปัตยกรรม คือได้ข้อมูลความรู้

และการสร้างพัฒนาการงานอสังหาริมทรัพย์ รวม

ถึงพัฒนาการทางความคิดอย่างก้าวกระโดด ทำให้

เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากบ้านจัดสรร ที่

เน้นราคากำกับในท้องตลาดทั่วไป เป็นงานที่

มุ่งเน้นคุณค่าของการอยู่อาศัยเป็นสำคัญ (dwelling

value) ซึ่งอาจไม่ใช่แนวทางในการพัฒนา

โครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป เป็นตัวอย่างที่

น่าสนใจในการหาจุดสมดุลใหม่ระหว่าง การตัดผ้า

โหล - การสั่งตัดเฉพาะตัว การพัฒนาโครงการที่

เอาราคาเป็นตัวตั้ง – การใช้คุณค่าของการออกแบบ

เป็นสิ่งนำ และที่สำคัญ ได้สร้างพื้นที่สนทนา ลด

ช่องว่างของการสื่อสาร ระหว่างผู้คนทั่วไปกับ

สถาปนิกผู้ออกแบบ หาคำตอบที่เหมาะสม

ของการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมพื้นฐาน ซึ่งก็คือ

“บ้านที่ผู้อยู่อาศัยมีความสุข” นั่นเอง

price. This might not be a normal real estate

project, but it is a very interesting example

of one that strikes a new balance between

mass production and made-to-order. This

project can help open up a new space for

communicating and narrow the gap between

laymen and architects as they strive to fulfil

the central aim of architecture – buildings

that make their inhabitants happy.

ห้องพักผ่อน ทานอาหาร ชั้นล่าง

ต่อเนื่องกับระเบียงนั่งเล่นหลัง

บ้าน

The downstairs common

room continues to the

back terrace.

การตกแต่งอาคารที่เรียบง่าย

แต่โดดเด่น สอดคล้องกับรูป

แบบวิถีชีวิตในปัจจุบัน

Distinguished building

with minimal concept

design corresponds with

lifestyle nowadays.

ห้องนอนชั้นบนติดกับโถง

บันไดมองทะลุกระจกต่อเนื่อง

ไปถึงดาดฟ้าอาคาร

108

The roof deck can be

seen from the upstairs

bedroom.

109


ASA Regional: Esan

อีสาน

เล่าเรื่องจากเมืองเล็ก...

สถาปนิกทำอะไร?

Tales from small towns…

what do architects do?

Text: เพชรลัดดา เพชรภักดี / Pechladda Pechpakdee

Translation: สุชานาฏ จารุไพบูลย์ / Suchanart Jarupaiboon

Photo: Courtesy of architect

อาชีพสถาปนิกในบ้านเมืองที่พัฒนาแล้วนั้นมีความ

สำคัญ นอกเหนือจากการออกแบบแก่ลูกค้าที่เป็น

ประชาชน ภาคธุรกิจเอกชนแล้ว สถาปนิกยังมี

บทบาทในการให้ความเห็นในการพัฒนากายภาพ

ของเมือง รูปแบบสถาปัตยกรรม ให้แก่ภาครัฐอีก

ด้วย เช่น ในประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์ได้

เลือกใช้บริการของ โมเช่ ซาฟดี (Moshe Safdie)

ที่มีบริษัทหลักอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดย

เป็นผู้ออกแบบโครงการมารีน่า เบย์ แซนด์ และ

โครงการ Jewel ที่สนามบินชางงี ซึ่งมีรูปแบบที่

โดดเด่นเป็นหน้าตา ความภาคภูมิใจของเมือง

ในประเทศไทย สถาปนิกมีบทบาทและความ

สำคัญในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครและ

เมืองหลัก เมืองท่องเที่ยวในภูมิภาคอย่าง ภูเก็ต

เชียงใหม่ พัทยา ผู้อ่านเคยสงสัยหรือไม่ว่าแล้ว

สถาปนิกที่ทำงานในจังหวัดเล็กๆ มีจำนวนเท่าไร

เขาเหล่านั้น ทำอย่างไรที่จะยืนหยัดพิสูจน์ตนเอง

ในวิชาชีพในพื้นที่ ที่ไม่น่าจะมีคนเข้าใจถึงบทบาท

สถาปนิกมากนัก?

ผู้เขียน (ปัจจุบันสอนที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

และอยู่ในแวดวงวิชาการของพื้นที่ภาคตะวันออก

เฉียงเหนือ) ได้สัมผัสประสบการณ์การทำงาน

จากลูกศิษย์และเพื่อน พี่น้อง ในภูมิภาค พบว่า

หากเปรียบเทียบในระยะยี่สิบปีที่ผ่านมา การ

ประกอบอาชีพสถาปนิกในต่างจังหวัดยังมีจำนวน

น้อย แต่ในระยะหลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดย

สถาปนิกส่วนใหญ่ที่จบการศึกษาในต่างจังหวัด

หากไม่เข้ากรุงเทพฯ หรือไปเมืองหลักในภูมิภาค

หรือไม่ก็เข้ารับราชการแล้วทำงานในจังหวัดขนาด

เล็ก อาทิ หน่วยงานเทศบาล องค์การบริหาร

ส่วนจังหวัด สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง ใน

ระยะหลังผู้เขียนเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นจากรูปแบบ

สถาปัตยกรรมจากภาคธุรกิจเอกชนในต่างจังหวัด

ในเมืองต่างๆ อวดโฉมอย่างสวยงาม มีเอกลักษณ์

และมีการออกแบบพื้นที ่ที่ลงตัว คุ้มค่า ต่างจาก

อาคารทั่วไปในอดีต

บทความนี้เรียบเรียงจากศิษย์เก่าท่านหนึ่ง ที่ได้มา

เล่า แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานในภาค

อีสานให้รุ่นน้องที่คณะฟัง คุณวัชระ วรวิวัฒนวงศ์

In developed societies, the role of architects

is vital. In addition to designing structures for

individual clients and businesses, architects

are involved in urban planning and architectural

design for the public sector. For instance,

the Singaporean government selected Moshe

Safdie, whose architectural practice is based

in the United States, to design the Marina

Bay Sands complex and Jewel Changi Airport,

Singapore’s most iconic structures and pride.

In Thailand, the role and importance of architects

is largely confined to major cities

such as Bangkok and tourist locations like

Phuket, Chiang Mai and Pattaya. Have you ever

wondered how many architects there are in

smaller towns? What do they have to do to

prove the value of their profession in these

towns, where the role of architects is likely

to be underappreciated?

Based on the work experience shared with

me by my students and colleagues (currently

I’m a lecturer at Mahasarakham University) I

have found that over the past 20 years, the

number of architects working in small towns

was quite low. However, the number has

increased recently. Most architects graduating

from small-town schools either move

to Bangkok or regional centers or enter civil

service in the town, such as municipalities,

provincial administration organizations and

the Department of Public Works and Town &

Country Planning. In recent years, I’ve seen

signs of improvements, with more creative

and brilliant architectural styles of businesses

in various towns, many of which show clever

design of utility space, completely different

from most older buildings.

The following story was told by an alumni

who shared his experience working in the

Northeast of Thailand. Mr. Watchara Worawiwattanawong

(Boy) - an architect in his early

30s from Kalasin province who graduated from

the Faculty of Architecture, Urban Designs and

Creative Art, Mahasarakham University. After

graduation, he was determined to work in his

hometown. However, without any experience

to begin with, he decided to start his career as

an architect in a major construction material

company based in Roi Et which has several

110

111


(หรือ บอย) สถาปนิกหนุ่มในวัยสามสิบต้นๆ มี

ภูมิลำเนาอยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ จบการศึกษาระดับ

ปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง

นฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หลังจบ

การศึกษา บอยมุ่งมั่นจะประกอบอาชีพสถาปนิก

ในบ้านเกิด แต่ด้วยที่ยังไม่มีประสบการณ์ บอย

จึงเลือกทำงานเป็นสถาปนิกในบริษัทขายวัสดุ

ก่อสร้างเจ้าใหญ่ที่มีฐานธุรกิจอยู่จังหวัดร้อยเอ็ด

แล้วขยายสาขาไปทั่วประเทศ ต่อมาจึงเข้าทำงาน

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูก

สร้างให้ชาวต่างชาติในพัทยา เขาทำงานในตำแหน่ง

สถาปนิกสักระยะหนึ่งเพื่อสั่งสมประสบการณ์

โดยเรียนรู้จากงานทุกอย่างในบริษัท ตั้งแต่เข้าใจ

คุณสมบัติวัสดุ งานออกแบบ ติดต่อลูกค้า ถอด

ราคา ขออนุญาตก่อสร้าง เมื่อถึงเวลาที่บอยรู้สึก

อิ่มตัวและเรียนรู้เข้าใจงานแล้ว เขาอยากกลับบ้าน

เพื่อสร้างครอบครัวและดูแลคุณพ่อคุณแม่ อีกทั้ง

กิจการค้าขายของบ้านที่ภูมิลำเนา การกลับมาเปิด

บริษัทรับออกแบบอย่างเดียวในจังหวัดเล็กๆ อย่าง

จังหวัดกาฬสินธุ์ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะ

นั่นหมายถึงบอยต้องรับความเสี่ยงในการบริหาร

จัดการเองทั้งหมด หลายคนสงสัยว่าการกลับบ้าน

ของเขาเพื่อทำตามฝันนั้นจะรอดหรือไม่ เนื่องจาก

เส้นทางสถาปนิกในจังหวัดเล็กๆ นั้น ส่วนใหญ่มัก

รับราชการเป็นงานประจำ และรับออกแบบอาคาร

เป็นงานรองจะดูมั่นคงกว่า แต่จากประสบการณ์

การติดต่อกับลูกค้า บอยเห็นโอกาสว่าทุกคนมี

ความฝันอยากมีบ้านที่ดี เพียงแต่รอโอกาสและ

ความพร้อม

บอยกลับกาฬสินธุ์ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะทำบริษัท

รับออกแบบเพื่อสร้างงานสถาปัตยกรรมที่ดีให้

คนรู้จัก แต่สิ่งที่ท้าทายเขาอย่างมาก คือใครจะเป็น

ลูกค้า? ลูกค้าอยู่ที่ไหน? เขาเริ่มกิจการด้วยความ

หวังระคนสงสัย บอยเริ่มจากการเปิดบ้าน ปรับปรุง

ให้มีความเป็นออฟฟิศและติดป้าย ‘รับออกแบบ

อาคารโดยสถาปนิก’ ชื่อ ‘โฮมเมดดีไซน์’ ลูกค้า

รายแรกคือเพื่อนของแม่บอยที่ทำธุรกิจค้าขายใน

จังหวัด หลังจากผลงานเสร็จสิ้นบอยก็มีงานเข้า

มาเรื่อยๆ จากปากต่อปาก ทั้งรับออกแบบและ

ควบคุมงาน สักพักหนึ่งลูกค้าอยากให้บอยรับเหมา

ก่อสร้างแบบ turnkey ด้วย เขาได้ศึกษางานสักพัก

และปรึกษากับทางบ้านประกอบกับประสบการณ์

branches across the country. Subsequently, he

moved to a real estate company selling land

with buildings to foreigners living in Pattaya.

He worked as an architect to gain experience

there, learning from all operations – from

construction material quality, designing, engagement

with customers, price quotation, to

obtaining construction permits. When he felt

he had learned all aspects of its operations,

he decided to come home to take care of his

parents and their business in his hometown.

So he returned to the province and opened a

small design company. In a town like Kalasin,

the chance of success for a company engaged

solely in architectural design isn’t very

high. That means Boy had to take up all the

challenges, managing everything on his own.

Many doubted if his bid to fulfil his dreams at

his hometown would ever be successful, as

architects based in small towns often work

full-time in government agencies and may

engage in architectural design as a side job.

However, from his experience dealing directly

with customers, he learned that: everyone

dreams to have a home and will get one as

soon as they are financially secured and have

an opportunity to acquire one.

He returned to Kalasin determined to start a

company that would deliver great buildings to

his acquaintances. But the main challenge is,

who would be his clients, and where would he

find them? He started his business with a mixture

of hope and doubt. He remodeled part of

his home to a home office and hang up a sign

that says, “Home Design Service by Architect,”

naming his company “Homemade Design.” His

first client was a friend of his mother who

has retail business in the town. After the first

job was completed, he received many more

from word-of-mouth. He created designs

himself as well as supervised construction.

After a while, there was a growing demand

for turnkey construction. After studying the

possibilities and consulting with his family,

and with his experience having previously

worked for the major construction material

company, he decided to take on construction

contracts. Boy eventually felt he was headed

toward the right direction. His responsibilities

started from designing to price quotation and

purchase of materials. He is able to propose

a price that home owners find acceptable

บ้านเดี่ยว 2 ชั้น 4 ห้องนอน

จ.กาฬสินธุ์ (ปีที่สร้างเสร็จ:

พ.ศ. 2562)

Two-story House with

four bedrooms (2019)

Kalasin

บ้านเดี่ยว 1 ชั้น 4 ห้องนอน

จ.กาฬสินธุ์ (ปีที่สร้างเสร็จ:

พ.ศ. 2560)

One-story House with

four bedrooms (2017)

Kalasin

112 113


ที่มีในฐานะเคยเป็นสถาปนิกร้านขายวัสดุก่อสร้าง

เจ้าใหญ่ของประเทศ เขาจึงตัดสินใจรับงานรับเหมา

ด้วย ผลปรากฏว่า บอยรู้สึกว่ามาถูกทาง เขาเห็น

งานตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ถอดราคา ซื้อวัสดุ

เขาสามารถทำราคาที่เจ้าของบ้านพอใจและตัวเขา

เองก็มีกำไร แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้น คือเขาเข้าไป

นั่งในใจลูกค้า ในการรับหน้าที่สร้างบ้าน สร้าง

อาคารให้ตรงตามความฝัน โดยลูกค้าไม่ต้องกังวล

กับขั้นตอนการก่อสร้างจริง สำหรับลูกค้าทั่วไปแล้ว

ขั้นตอนนี้ที่เป็นภาระยิ่งใหญ่มากทั้งการติดต่อกับ

ผู้รับเหมา การควบคุมราคา และมาตรฐานของงาน

บอยมาถูกทางจริงๆ เขาหยิบโอกาสจากช่องว่าง

ที่ลูกค้าช่วยชี้ทาง และพัฒนาต่อจนทำให้งานของ

บอยมีเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้าง

มีกำลังซื้อและเห็นคุณค่าของสถาปัตยกรรมที่

รังสรรค์โดยสถาปนิก เช่นชาวต่างประเทศที่มี

ภรรยาเป็นคนไทย นักธุรกิจในท้องถิ่น แม่ค้า

พ่อค้า ข้าราชการ เป็นต้น ในช่วงหลังกิจการของ

บอยดีขึ้นเป็นลำดับจึงรับสถาปนิกผู้ช่วย

บอยย้ำว่า เข้าใจท้องถิ่น เข้าใจลูกค้า และพัฒนา

ตัวเองเสมอ เป็นเรื่องสำคัญ ลูกค้าเข้ามาอยู่เรื่อย

and earn a profit. What’s more, he takes a

client’s needs into consideration when building

them a home of their dreams. His clients

don’t need to worry about construction at

all. For ordinary customers, this is a burdensome

step, what with them having to contact

a contractor and control the cost and quality

of construction. He really did make the right

call. He seized opportunities given to him by

his clients and expanded his services from

there. As a result, he keeps receiving contracts

from customers with purchase power who appreciate

architectural value, such as foreigners

married to Thais, local businesspeople,

merchants, and government employees. As

his business continued to grow, he hired an

architect’s assistant.

Boy emphasized how important it is to understand

one’s locality and customer base

and never stop improving oneself. Customers

keep rolling in, impressed with his personality,

works created, and the services at Homemade

โครงการบ้านไม้ 3 ห้องนอน

จ.กาฬสินธุ์ (ปีที่ออกแบบ:

พ.ศ. 2561)

Timber House with three

bedrooms (2018) Kalasin

โครงการอาคารสหกรณ์ออม

ทรัพย์ สถานประกอบการ

กาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ (ปีที่

ออกแบบ: พ.ศ. 2561)

Kalasin Saving Cooperative

Office (2018) Kalasin

โครงการออกแบบปรับปรุง

บ้านเก่า 2 ชั้น จ.กาฬสินธุ์

(ปีที่ออกแบบ: พ.ศ. 2561)

Renovation of Two-story

House (2018) Kalasin

โครงการร้านกาแฟ จ.กาฬสินธุ์

(ปีที่ออกแบบ: พ.ศ. 2561))

Coffee shop design

(2018) Kalasin

เนื่องจากประทับใจในอัธยาศัย ผลงาน และบริการ

ของโฮมเมดดีไซน์ เขายังคงแสวงหาโอกาสจาก

ช่องทางในท้องถิ่น โดยออกแบบก่อสร้างบ้านหลัง

ที่สองแบบสำเร็จรูป ที ่สร้างจากเหล็กแล้วยกไป

ประกอบติดตั้งในพื้นที่อย่างรวดเร็ว สำหรับลูกค้า

ที่ต้องการมีบ้านหลังที่สองที่หัวไร่ปลายนา ซึ่งโดย

มากเป็นผู้มีกำลังซื้อและมักต้องการบ้านอีกหลังไว้

ทำการเกษตร เพื่อพักผ่อนในต่างจังหวัด บอยยัง

เห็นช่องทางที่ท้าทายอีก เขาอยากเข้าไปสร้างสรรค์

ผลงานอาคารดีๆ แก่ชาวบ้านทั่วไปที่มีฝัน อยาก

สร้างบ้าน แต่มีปัจจัยที ่จำกัดทำให้มีทางเลือก

ไม่มากนัก รูปแบบบ้านที่เห็นจึงเหมือนๆ กัน ทั้ง

สุนทรียภาพและภาวะความน่าสบาย (comfort

zone) ของอาคาร และหลายอาคารขาดเอกลักษณ์

ของความเป็นพื้นถิ่นและการออกแบบที่เหมาะสม

กับพื้นที่เขตร้อน

สำหรับบอย ความจำกัดเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการ

กำจัดความฝันของการมีบ้าน ถ้าอาคารทั้งหลาย

ทั้งในเมืองและในชนบทได้รับการออกแบบที่ดี น่า

จะช่วยให้ทั้งผู้อยู่อาศัย ใช้สอยอาคารมีความสุข

และสภาพแวดล้อมทั้งเมืองและชนบทโดยรวม

น่าจะมีสุนทรียภาพและความเป็นชุมชนที่น่าอยู่

อาศัยเช่นกัน เขามีแบบบ้านที่ออกแบบไว้พร้อม

ถอดแบบก่อสร้าง วัสดุ ประเมินราคาไว้เรียบร้อย

อยู่จำนวนหนึ่ง และหวังว่าแบบที่เขาและผู้ช่วยได้

ออกแบบไว้รอ จะมีเจ้าของบ้านเห็นคุณค่าบ้าน

อาคารที่ออกแบบตามหลักวิชาการสถาปัตยกรรม

นำไปสร้างตามฝัน

บอยเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ ปัจจุบัน

เราจะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นจากหลายๆ อาคาร

ในต่างจังหวัดที่รังสรรค์โดยสถาปนิกในพื้นที่ เขา

เหล่านั้นยืนหยัดท้าทายในการสื่อแสดงถึงบทบาท

ของสถาปนิกเช่นเดียวกับสถาปนิกในเมืองใหญ่

หลายคนอาจมีฝันต้องการทำงานในเมืองใหญ่

ในบริษัทที่ตนใฝ่ฝันเพื่อสร้างประสบการณ์และ

โอกาส สำหรับบอยแล้ว เขามีความฝันในการกลับ

มาทำงานที่ตัวเองรักและประกาศความเชื่อมั่นใน

วิชาชีพ ณ ภูมิลำเนาบ้านเกิด และบอยก็ได้พิสูจน์

ให้เห็นว่า เส้นทางที่เขาเลือกก็เป็นหนึ่งในเส้นทาง

ที่ใช่ และอาคารที่ออกแบบก็เป็นไปตามหลักการ

ทางสถาปัตยกรรมที่ได้ร่ำเรียนมา

Design. He continues to seek opportunities

available in his town by designing prefab

metal houses that are easily assembled for

customers looking to have a second house in

a corner of their farm. Most of these clients

are comfortably off and want a second home

to do farming or as a holiday home in a different

town. He also sees more challenging

opportunities ahead. He wants to create

good buildings for anyone who dreams to

have a home but whose choices are limited

due to lack of financial means. As a result,

most houses available often are very similar

in terms of aesthetics and comfort. Many

of them are devoid of local identity and the

design is not suitable for tropical climate.

For him, these constraints do not necessarily

rid people of their dreams to have a home. If

all buildings, in cities and towns alike, are well

designed, residents will be able to live in and

make use of them happily. The city or town’s

landscape will be much more pleasant and

the community much more livable. He has a

number of house designs that can be readily

translated into real homes, complete with the

estimated price of materials. He hopes that

these designs by him and his assistant will

one day become real homes for people who

appreciate them for being designed according

to the science of architecture.

Boy’s story is one of the success. These days

we see improvements in many buildings in

small towns designed by local architects.

These people are determined to prove the

importance of the role of architects, in the

same way as architects in major cities do.

Some may dream of working in big cities, in a

company of their dreams, to gain experience

and opportunities. For Boy, he dreams to do

what he loves and remains committed to

his profession in his hometown. And he has

proved that the path he has chosen is the

right one, that the buildings he has designed

are done so in accordance with the principles

of architectural design.

114

115


Studio Visit

Hypothesis

Text: ยินดี พุฒศิรยากร / Yindee Phuttasirayakorn

Photo: เรืองศักดิ์ บุณยยาตรา / Ruangsak Boonyayatra

http://www.hypothesis.co.th

ปีที่ก่อตั้ง: พ.ศ. 2552

ผู้ก่อตั้ง: เจษฎา เตลัมพุสุทธิ์ และ

มนัสพงษ์ สงวนวุฒิโรจนา

จํานวนพนักงาน: 15 คน

เจษฎา เตลัมพุสุทธิ์ และ

มนัสพงษ์ สงวนวุฒิโรจนา

Co-Founder และ

Design Director

“ดูเหมือนเราไม่ได้ดีไซน์อะไร แต่เรื ่องเหล่านี ้ก็ผ่านการ

ดีไซน์มาแล้วจากประสบการณ์และการทํางานร่วมกับคน

เก่งๆ เหมือนเราดีไซน์ figure ของคนให้ดีก่อน เรื่องดีไซน์

เสื้อผ้าเรื่องเครื ่องประดับ เขาก็จะเลือกของเขาเองว่าจะ

เซอร์ จะเนี้ยบ จะหรูแค่ไหนแล้วแต่คน Hypothesis ถูก

ดีไซน์ตามความจริง ทําให้ออฟฟิศที ่เราอยู่นี่มันจริง เรา

ไม่ได้สร้างดีไซน์ให้ออฟฟิศเราสวยมากๆ มีกระจก

ติดไฟ ผนังเรียบกริบ วันนึงมันก็เปลี่ยนไปไม่สวยไม่

เนี้ยบ เราก็ดีไซน์ตามที ่มันเป็นแบบนี้ตามความจริงที่มัน

เป็นอยู่ ผ่านไปอีก 10 ปี มันคือสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตาม

ความจริง และมันก็ปรับเปลี่ยนได้ตลอดไม่จําเป็นต้องเป็น

รูปแบบเดิมที ่เราออกแบบไว้ จะเปลี่ยนตู้เปลี่ยนโต๊ะก็ทําได้”

Hypothesis คือดีไซน์สตูดิโอที่เริ่มต้นจากความ

คิดย้อนแย้งและการตั้งสมมติฐานใหม่ในงาน

ออกแบบ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 คุณเจษฎา

เตลัมพุสุทธิ์ (กอล์ฟ) และ คุณมนัสพงษ์ สงวน-

วุฒิโรจนา (บิว) Co-Founder และ Design

Director มาร่วมพูดคุยถึงสมมติฐานใหม่ๆ ที่

กำลังทำการทดลองอยู่ และพาเยี่ยมชมสตูดิโอ

Hypothesis ที่ตั้งอยู่ในโกดังเก็บอะไหล่รถยนต์

เก่าชื่อ Factoria ของโครงการ Warehouse

26 ที่มีทั ้งร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ อาร์ทสตูดิโอ

Fabrication

ความเป็นมาของ Hypothesis

Hypothesis เริ่มต้นจากความต้องการสร้างสรรค์

งานออกแบบบนสมมติฐานใหม่ๆ ที่มีความแตกต่าง

จากการทำงานในสตูดิโอสถาปนิกแบบเดิมที่ทำอยู่

ทำงานที่ตัวเองได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์

ย้อนแย้งอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดการเรียนรู้การ

ทดลองใหม่ๆ ได้ผลสรุปเป็นความรู้ใหม่มากขึ้น

จากสตูดิโอเล็กๆ เติบโตมาเป็นสตูดิโอขนาดกลาง

มีพนักงาน 15 คนในปัจจุบัน ความต้องการหาพื้นที่

สำหรับทำสตูดิโอแห่งใหม่และแชร์พื้นที่ร่วมกัน

กับเพื่อนๆ เพื่อทำสิ่งที่ตัวเองรัก ก็มาลงตัวที่อาคาร

โกดังเก่า ในซอยสุขุมวิท 26 ปัจจุบันเป็นโครงการ

Warehouse 26 สตูดิโอของ Hypothesis ตั้ง

อยู่ในพื้นที่ ชั้นบนภายในอาคารโกดังเก่าที่ถูก

ออกแบบใหม่ใช้ชื่อว่า Factoria หมายถึง ความ

น่าจะเป็น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Hypothesis ที่นี่

เป็นอีกจุดเริ่มต้นของสมมุติฐานใหม่ เป็นโปรแกรม

ใหม่ที่ Hypothesis กำลังทดลองและพิสูจน์

ข้อสมมติฐานของตนเอง เป็นการก้าวข้ามออกมา

จากความเป็นสตูดิโอสถาปนิกหรือสตูดิโออินทีเรีย

ดีไซน์แบบเดิมๆ ไม่ได้เรียกตัวเองเป็น design studio

แต่เรียกตัวเองเป็น design agency ทำสิ่งที่มาก

กว่ารูปแบบที่สตูดิโอดีไซน์ต่างๆ ทำกัน จึงเกิด

เป็น Factoria ขึ้นมา เป็นที่ที่มีการรวมตัวกันของ

เพื่อนที่มีความฝันแตกต่างกัน บางคนอยากทำร้าน

อาหาร อยากทำคาเฟ่ อยากทำแกลเลอรี่ และมา

รวมตัวอยู่ด้วยกัน จึงเป็นที่มาของการเรียกสถานที่

116

117


แห่งนี้ว่า dream sharing space และยังพร้อมที่

จะเปิดพื้นที่ให้คนอื่นๆ เข้ามาแชร์ความฝันร่วมกัน

อยากทำอะไรก็มีพื้นที่ที่พร้อมจะทำให้ความฝันนั้น

เป็นจริง บางวันพื้นที่ภายใน Factoria ก็กลายเป็น

ปาร์ตี้ เป็นสถานที่จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

เป็นที่จัดงานให้กับองค์กรต่างๆ และเป็นพื้นที่ที่

พร้อมจะเป็นอะไรก็ได้สำหรับทุกคน เป็นบทบาท

ใหม่ที่ท้าทายดีไซเนอร์เมื่อกำลังข้ามขีดจำกัดที่

คุ้นเคยอยู่กับการทำแต่งานดีไซน์ที่ตัวเองถนัด

การออกแบบ Factoria และห้องทำงานของ

Hypothesis

อาคารโกดังเก็บอะไหล่รถยนต์เก่าเป็นคำตอบของ

การสร้าง Factoria โปรแกรมใหม่ที่ Hypothesis

สร้างขึ้นด้วยความเหมาะสมสอดคล้องกับความ

ต้องการใช้พื้นที่ที่หลากหลาย เป็นโปรแกรมย่อยๆ

ที่ถูกสร้างรวมอยู่ด้วยกัน มีลานจอดรถขนาดใหญ่

พื้นที่ของอาคารเก่าแห่งนี้ที่มีความโล่งกว้าง

สามารถออกแบบการใช้พื้นที่ให้เป็นไปตาม

โปรแกรมใหม่ที่ตั้งใจไว้ ประกอบกับความชำนาญ

ในการออกแบบพื้นที่ในลักษณะที่เป็นโกดังเก่ามา

หลายโปรเจ็กต์ จึงเป็นคำตอบของการเลือกสถานที่

แห่งนี้สร้างสตูดิโอ Hypothesis ขึ้นมา พร้อมกับ

พื้นที่ร้านอาหารที่ชื่อว่า Flavour Factor มีคาเฟ่ที่

ชื่อว่า Factoria Drinkbar มีห้องประชุมให้เช่าแชร์

ใช้พื้นที่ และมี Fabrication Lab ที่มีเครื่อง CNC

Router, Fiber Laser, CO2 Laser, 3D Printer

ไว้รองรับความต้องการที่แตกต่างกัน Hypothesis

เรียกทั้งหมดนี้ให้จำง่ายๆ ว่า “แชร์ เช่า ใช้” โดย

พื้นที่ทั้งหมดถูกจัดวางไว้ชั้นล่างของโถงอาคาร

เป็นพื้นที่เปิดสาธารณะรูปตัว U โดยพื้นที่ว่างตรง

กลางเป็นพื้นที่นั่งสำหรับร้านอาหารและคาเฟ่ และ

สามารถปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรม

ได้ทุกรูปแบบ ด้วยการออกแบบโต๊ะและชั้นวาง

ขนาดใหญ่ติดล้อไว้เพื่อให้ง่ายต่อเคลื่อนย้ายปรับ

เปลี่ยนให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ในรูปแบบต่างๆ

ส่วนพื้นที่ของสตูดิโอ Hypothesis ตั้งอยู่ชั้นบน

เป็นกึ่งพื้นที่สาธารณะ สำหรับดีไซเนอร์ทำงาน

และรองรับลูกค้า แต่ในขณะเดียวกัน ดีไซเนอร์ก็

สามารถลงมาทำงานในพื้นที่อื่นๆ ภายใน Factoria

ได้

โครงสร้างภายในของอาคารเก่ายังคงโครงสร้างเดิม

ไว้เช่นเดียวกับรายละเอียดร่องรอยความเก่าจาก

การใช้งาน มีเพียงการออกแบบพื้นที่ใช้งานในส่วน

ต่างๆ ที่กั้นพื้นที่ขึ้นมาในขนาดที่ต่างกัน ด้านหน้า

จากประตูชัตเตอร์แบบเดิมก็เปิดโล่งเป็นกระจก

ขนาดใหญ่ให้แสงสว่างส่องเข้าได้เต็มที่ เพิ่มความ

โปร่งโล่งให้พื้นที่ภายในทั้งหมด ช่องระบายอากาศ

ด้านบนปรับเปลี่ยนเป็นช่องแสงที่ช่วยสร้างมิติ

ของแสงให้กับพื้นที่อาคารภายในในแต่ละช่วง

เวลา เมื่อเดินขึ้นชั้นบนซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานของ

ดีไซเนอร์ก็ยังคงแนวคิดในการโชว์โครงสร้างและ

ร่องรอยเดิมๆ ดูเหมือนแทบจะไม่มีการดีไซน์

ตกแต่งอะไรเพิ่มเติมเข้าไปเลย มีการแบ่งห้องให้

ผู้เช่ารายอื่นเปิดออฟฟิศ แต่ภายในที่นั่งทำงานของ

Hypothesis เป็นพื้นที่โล่งๆ จัดวางชั้นวางของและ

โต๊ะทำงาน โต๊ะทำงานของดีไซเนอร์ก็เป็นโต๊ะพับ

แบบเรียบง่ายจากที่เคยใช้มาตั้งแต่ทำสตูดิโอ ใน

ยุคแรก เพราะสะดวกและง่ายในการเคลื่อนย้าย

ปรับเปลี่ยนผังการนั่ง ตู้และชั้นวางของใช้แบบ

สำเร็จรูปแบบคิวบิกที่สามารถเอามาต่อเพิ่มเข้าไป

ได้ หรือปรับเปลี่ยนการจัดวางได้ สีภายในเป็น

สีดำแบบเดียวกันทั้งหมด เพื่อความสะดวกในการ

ต่อเติมและควบคุมแสงจากการทำงานบนหน้าจอ

คอมพิวเตอร์ ไม่ให้เกิดการสะท้อนแสงกับภายนอก

ช่องแสงด้านบนที่เป็นช่องระบายอากาศเดิมของ

โกดัง ถูกติดฟิล์มปิดเพื่อป้องกันแสงที่ส่องเข้ามา

รบกวนการทำงาน แต่เปิดพื้นที่จั่วด้านหลังเป็น

ช่องกระจกเพื่อรับแสงสว่างและสัมผัสสีเขียวของ

ต้นไม้ภายนอก

ระบบไฟฟ้าเป็นกึ่งโมบายล์ใช้การโยงสายไฟและ

ปลั๊กไฟลงมาจากโครงสร้างคานด้านบน ง่ายต่อ

การเปลี่ยนตำแหน่งการใช้งาน และสะดวกกว่า

การใช้งานที่ติดตั้งไว้ที่พื้นหรือผนัง ทำให้พื้นที่

การใช้งานภายในปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ระบบ

แอร์ได้รับการออกแบบจากวิศวกรด้านระบบปรับ

อากาศโดยตรง มีการคำนวณพื้นที่การใช้งานและ

ความสูงให้เหมาะสมต่อการใช้งานที่จะทำให้ความ

เย็นทั่วถึงและประหยัดพลังงาน โดยทำการเคลือบ

โฟมเป็นฉนวนกันความร้อนบนหลังคาทั้งหลังของ

อาคารเพื่อไม่ให้ ความร้อนเข้ามาสะสมภายใน

ทำให้ไม่จำเป็นต้องทำฝ้า จึงยังคงโชว์โครงสร้าง

เดิมและกระเบื ้องหลังคาแบบเดิมไว้ได้โดยที่

ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์มาก

118

“เราไม่ได้ใช้สไตล์ในการทํางาน แต่เราใช้สมมติฐาน ซึ่ง

มันจะสร้างกรอบการทํางานให้เรา ยกตัวอย่าง เราจะ

ยิงกระต่ายสีดํา ฉะนั้นเราจะไม่ยิงกระต่ายสีขาว มีกรอบ

วิธีคิดทําให้เราตรงไปที ่ประเด็น ได้หาคําตอบใหม่ๆ สนุก

กับการทํางานดีไซน์ เราอยากจะบอกว่าเราไม่ใช่ออฟฟิศ

ที่ทําสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว ทําอินทีเรีย

ดีไซน์อย่างเดียว หรือทํา research อย่างเดียว Hypothesis

เป็น multidisciplinary design เราไม่ได้

บอกว่าทีมเราเก่งฉกาจ แต่เราทํางานร่วมกับคนเก่งๆ ที่

หลากหลาย และเราได้ความรู้จากคนเก่งๆ เหล่านั ้น”

119

แม้ว่าโซนทำงานของดีไซเนอร์อยู่ชั้นบนใกล้กับ

โครงหลังคาเดิมก็ไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนจาก

หลังคาที่เป็นกระเบื้องลอนคู่แบบเก่า ทำให้ภายใน

อาคารไม่สะสมความร้อนและไม่ต้องเปิดแอร์ทุกตัว

พร้อมกัน ใช้การเปิดสลับ เพื่อยืดอายุการใช้งาน

และประหยัดพลังงาน

การแบ่งพื้นที่ภายในสตูดิโอ

พื้นที่ทำงานของดีไซเนอร์ถูกแบ่งอย่างเรียบง่าย

โดยการจัดเป็นกรุ๊ปของดีไซเนอร์ ที่ประกอบด้วย

สถาปนิก อินทีเรียดีไซเนอร์ ฝ่ายเทคนิค และ

ไดเร็คเตอร์ฝ่ายต่างๆ ทั้งหมดนั่งรวมอยู่ในพื้นที่

เดียวกัน มีพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นโต๊ะประชุม และ

พื้นที่มุมพักผ่อน โดยไม่ได้กั้นห้องแบ่งพื้นที่แต่ละ

ฝ่าย แต่มีการออกแบบม่านผ้าสีขาวไว้ใช้กั้นพื้นที่

เพื่อความเป็นส่วนตัว และใช้ควบคุมพื้นที่สำหรับ

เปิดเครื่องปรับอากาศในกรณีที่มีดีไซเนอร์ทำงาน

อยู่น้อยคน ก็ใช้ม่านกั้นพื้นที่ทำงานและเปิดแอร์

เฉพาะตัวที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ไม่ต้องเปิดแอร์ทั้งหมด

ให้สิ้นเปลือง อีกทั้งม่านผ้าสีขาวนี้ได้ถูกออกแบบ

มาให้เปิดได้ขึงตึงเพื่อเป็นฟังก์ชั่นสำหรับการฉาย

โปรเจ็กเตอร์สำหรับพรีเซนต์งานในห้องประชุม

ที่สามารถใช้ม่านหลายด้านสำหรับเป็นฉากฉาย

โปรเจ็กเตอร์พร้อมกันหลายๆ ตัวได้ด้วย ระบบ

ม่าน ระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง จะถูกจัดวางตาม

โครงสร้างคานด้านบน ที่เป็นตัวแบ่งพื้นที่การใช้

งานโดยอัตโนมัติ การจัดวางโต๊ะทำงานก็เป็นไป

ตามระบบโครงสร้างอาคาร Hypothesis ยังมอง

ไปในอนาคตว่าพื้นการใช้งานนี้อาจจะเหลือเพียง

พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลเท่านั้น

วันหนึ่งทีมงานอาจจะนั่งทำงานกันอยู่ที่ไหนก็ได้

ไม่จำเป็นต้องมานั่งทำงานในสตูดิโอ อีกต่อไป

เพียงแต่มีพื้นที่นัดเจอกันบ้าง หรืออาจจะทำงาน

ผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมดก็เป็นได้

แนวความคิด และสมมติฐานของ Hypothesis

Hypothesis เป็นสตูดิโอที่ทำงานดีไซน์ทั้งด้าน

สถาปัตยกรรม งานอินทีเรียดีไซน์ branding design

รวมไปถึงงาน research โดยเฉพาะเพื่อการ

ดีไซน์ต่างๆ จึงเป็นเหตุผลที่ Hypothesis ทำงาน


เป็นมากกว่าการเป็นดีไซเนอร์ด้านใดด้านหนึ่ง

เท่านั้น สิ่งเหล่านี้เกิดมาจากการเป็นนักตั้งคำถาม

และสมมติฐานใหม่ๆ ที่ทำให้เกิดการทดลองและได้

ความรู้ใหม่ๆ ไม่สิ้นสุด การไม่ปิดกั้นตัวเองทำให้

เปิดรับการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย บางโปรเจ็กต์อาจ

จะรับทำงานเป็นสถาปนิก บางงานอาจทำอินทีเรีย

ดีไซน์ บางงานทำ research ให้ลูกค้าเพื่อทำ

โปรเจ็กต์ต่างๆ หรืออาจทำทั้งหมดเอง มีเพียงงาน

ในส่วนของงานระบบ, landscape, lighting design

และด้านวิศวกรรมที่ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

จากที่อื่นๆ Hypothesis ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ

ความงามในตัวงานออกแบบมากไปกว่าคุณค่าที่

เป็นมูลค่า หรือความสุขที่จะคืนกลับมาจากการ

ออกแบบสิ่งเหล่านั้น เพราะเชื่อว่างานออกแบบ

ที่ดีไม่ใช่แค่สวยแต่ต้องสร้างคุณค่าหรือมูลค่าเงิน

หรือมูลค่าความสุข กลับมาได้ด้วย ไม่ใช่แค่เป็น

งานออกแบบที่สวยแต่ไม่สามารถใช้งานแบบเดิม

อยู่ได้ ต้องเปลี่ยนการใช้งานไปเพราะไม่สามารถ

ทำเงินได้หรืออยู่แล้วไม่มีความสุข Hypothesis

จึงให้ความสำคัญกับการทำ research เพื่อหา

คำตอบให้กับโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นว่าควรเป็น

อะไร แบบไหน รูปแบบงานของ Hypothesis จึง

ไม่มีรูปแบบให้จดจำเฉพาะ ไม่จำกัดตัวเองว่าเป็น

งานออกแบบสไตล์ไหนแบบใด แต่ทุกงานจะเกิด

จากการสร้างสมมติฐานและหาคำตอบให้แต่ละ

โปรแกรมแต่ละกระบวนการ จากมิติของเวลา มิติ

ของการใช้งาน มิติของพฤติกรรมคนที่ใช้งาน จน

ท้ายที่สุดจึงนำฟอร์มเข้าไปใส่ให้เป็นรูปลักษณ์ของ

โปรเจ็กต์เหล่านั้น Hypothesis เชื่อว่าการทำงาน

ให้สวยเป็นแค่เปลือกที่ดีไซเนอร์ทำได้อยู่แล้ว แต่

สิ่งที่ควรจะให้ความสำคัญที่สุดคือการออกแบบนั้น

สร้างคุณค่าและความสุขได้หรือไม่

กระบวนการทำงาน

งานออกแบบทุกโปรเจ็กต์ของ Hypothesis เริ่ม

ต้นจากการทำงาน research ก่อนเสมอ ซึ่งถือ

เป็นหัวใจหลักในการทำงาน ซึ่งกระบวนการของ

งานดีไซน์ทั้งหมดจะต้องออกมาจากคำตอบที่ได้

จากการทำ research ซึ่งจะส่งผลให้งานออกแบบ

โปรเจ็กต์เหล่านั้นมีโอกาสที่จะใช้งานได้เต็ม

ประสิทธิภาพ และมีมูลค่ามากพอที่จะคืนผลกำไร

กลับมาให้กับเจ้าของโปรเจ็กต์ ซึ่งเกิดจากการ

ทำงานในขั้นตอนการ research อย่างเข้มข้น โดย Hypothesis เรียกขั้นตอน

นี้ว่า “เฟสศูนย์” เป็นกระบวนการที่เกิดก่อนทุกขั้นตอนในการทำงานดีไซน์

อย่างเช่นโครงการ ล้ง 1919 เป็นโครงการที่ Hypothesis เริ่มกระบวนการ

ทำงานตั้งแต่การตั้งคำถามและหาคำตอบว่าสถานที่แห่งนี้ควรจะเป็นอะไร ทั้ง

ในแง่ของความเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และการจะสร้างเพื่อพัฒนาเป็น

โปรแกรมใหม่ๆ ขึ้นมา จนนำไปสู่การออกแบบต่างๆ ออกมานำเสนอให้กับ

เจ้าของโครงการถึงความเป็นไปได้ ข้อดีข้อด้อย จุดอ่อนจุดแข็งในแต่ละรูปแบบ

เพื่อสรุปเป็นรูปแบบที่จะนำไปใช้ในการออกแบบในที่สุด ในส่วนของ

กระบวนการงานดีไซน์นั้น Hypothesis เป็นทั้งสตูดิโอสถาปนิกและสตูดิโอ

อินทีเรียดีไซน์ ทำให้กระบวนการทำงานประสานควบคู่กันไปเสมอในแต่ละ

โปรเจ็กต์ ต่างฝ่ายต่างเป็นที่ปรึกษาให้กันและกัน เพื่อให้งานออกแบบนั้น

มีความลงตัวมากที่สุดทั้งด้านสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายใน หรือ

ทำงานเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้แล้วแต่ความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้

แล้วยังรวมไปถึงการทำ branding หรือการสร้างภาพลักษณ์ ให้กับโปรเจ็กต์

หรือองค์กรต่างๆ รวมไปถึงการคิดชื่อ โลโก้ ทำกราฟิกดีไซน์ให้กับโครงการ

เหล่านั้นด้วย เรียกได้ว่าครบทุกกระบวนการทำงาน ซึ่งงานด้าน branding

ก็เกิดจากการทำ research บนพื้นฐานความเข้าใจเรื่องการตลาดและ

ประสบการณ์การทำงานด้านโฆษณาของคุณบิว รวมทั้งความสามารถใน

120

“เราทํางานจันทร์ถึงศุกร์ เรา

ไม่ทํางานเสาร์-อาทิตย์ เราคุย

กันไว้เลยว่าเสาร์-อาทิตย์เรา

จะไม่ทํางาน เราผ่านจุดที่เคย

ทํางานหนักทุกวันจนเราป่วยจน

ต้องตั้งคําถามว่าเราจะทําแบบนี้

ทําไม มันไม่เอื้อต่อสุขภาพชีวิต

เราเลย เราเลยตั้งใจกันว่าเราจะ

ทํางานให้เต็มที่จันทร์ถึงศุกร์ จะ

ลุยไซต์ จะทําอะไรดีไซน์อะไรก็

เต็มที ่ เสาร์-อาทิตย์เราจะหยุด

เพื ่อพักผ่อนตัวเอง ให้น้องๆ ไป

ใช้ชีวิต เสาร์-อาทิตย์คุณใช้ชีวิต

ให้เต็มที ่เลยนะ คุณจะไปดูดีไซน์

คุณจะไปอยู่กับครอบครัว หรือ

อะไรก็แล้วแต่ ถ้าคุณใช้ชีวิตอีก

มุมหนึ่งคุณจะเห็นมิติของการจะ

ทํางานว่าทําเพื ่ออะไร”

“ผมดูภาพรวมในส่วนของงานสถาปัตย์ทั้งหมด ดูแลน้องๆ ในทีม เวลาน้องๆ ส่งงาน

ผมจะปรึกษาหารือกับพี่บิวว่ามี feed back อะไรกลับมา ผมจะเป็นตัวกลางประสาน

กับน้องๆ อีกที บรรยากาศในการทำงานที่นี่สบายๆ ครับ เป็นออฟฟิศที่ค่อนข้างชิลล์

สถาปนิกกับอินทีเรียดีไซน์เรานั่งทำงานด้วยกันเลย เราสามารถคุยกัน หารือกัน แลก

เปลี่ยนความคิดสอบถามความเห็นกัน บางทีเราให้ทางอินทีเรียมาดูงานฝ่ายสถาปนิก

ว่ามีคำถามอะไร มาช่วยแนะนำอะไรได้บ้าง ฝ่ายสถาปนิกเองก็เข้าไปช่วยดูงานฝ่าย

อินทีเรียเหมือนกัน มันเป็นการแลกเปลี่ยนสาขาความรู้กัน ในมุมมองสถาปนิกมอง

อินทีเรียเป็นอย่างไร ในมุมมองอินทีเรีย มองงานสถาปนิกแล้วอยากเพิ่มมิติตรง

ไหน มันเป็นการทำงานที่ทำให้มีมิติที่หลากหลายขึ้น เราระดมสมองร่วมกันตั้งแต่เริ่ม

โปรเจ็กต์ เราพยายามผสานทุกองค์ประกอบเข้าหากันเพื่อให้งานไม่มีปัญหาว่าสถาปนิก

ทำมาแล้วอินทีเรียทำงานต่อไม่ได้ อินทีเรียอยากเจาะตรงนี้แล้วสถาปนิกบอกเจาะไม่ได้

มันไม่ได้ออกแบบมาให้เจาะ อะไรแบบนี้ เราเลยทำกระบวนการนี้ตั้งแต่ต้นเลยเพื่อให้

งานมันราบรื่นขึ้น”

121

เชิงการบริหารธุรกิจและออกแบบตกแต่ง รวมถึง

พร็อพต่างๆ ของคุณกอล์ฟ ทำให้เป็นจุดแข็งของ

Hypothesis มีมุมมองในมิติที่หลากหลายมากกว่า

งานออกแบบอย่างเดียว

เครื่องมือของ Hypothesis

เฟสศูนย์ หรือ research เป็นเครื่องมือสำคัญของ

การทำงานให้ประสบความสำเร็จของ Hypothesis

จากความเป็นนักตั้งคำถาม นักค้นคว้าทดลอง

เรียนรู้ศาสตร์ที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ตัวเอง

เรียนรู้ทดลองสิ่งใหม่ๆ จึงกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้

งานดีไซน์ต่างๆ ตอบโจทย์ให้กับลูกค้าได้ชัดเจน

และมากกว่าความต้องการสร้างอาคารสวยๆ ขึ้น

มา แต่ผลจากการ research นั้นทำให้เกิดการ

สร้าง branding นำไปสู่การออกแบบที่ตอบโจทย์

การใช้งานอย่างแท้จริง เป็นสถาปัตยกรรมที่มีชีวิต

สร้างมูลค่า สร้างความสุขได้ นอกจากนี้ Hypothesis

เป็นนักลงทุนเองด้วย โดยเริ่มจากการลงทุน

ทำ Factoria และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจ

ทั้งที่ออกแบบเองและที่ต่างๆ ไว้เป็นการเก็งกำไร

ความเป็น multi business design กำลังเป็นนิยาม

ใหม่ของ Hypothesis

พลสิทธิ์ แซ่เฮ้ง

Associate /

Senior Architect


ภัทริกา ท่าห้อง

Senior Interior Designer

“Senior Project Manager จะดูแลในส่วนภาพ

รวมของโปรดักชั่นทั้งหมดเลยและโปรดักชั่นใน

ส่วนของหน้างานด้วย การทำงานก็จะมีในส่วน

ของ development ด้วย การพัฒนาแบบก็จะ

ทำงานร่วมกันกับน้องๆ อินทีเรียดีไซเนอร์และ

สถาปนิก บรรยากาศการทำงานโดยรวมๆ อบอุ่น

ดีครับ เป็นพี่เป็นน้อง คุยกันในส่วนของการ

ทำงานเพื่อให้งานออกมาตามเป้าหมาย ในส่วน

ของผมเองจะดูในส่วนของแผนงานเป็นส่วนใหญ่

ในส่วนของออฟฟิศชอบความเป็นโกดังที่เป็นของ

เก่าของเดิมอยู่แล้ว ชอบสเปซที่นี่มาก”

สมเกียรติ นาคฤกษ์

Project Coordinator

“Senior Interior Designer จะใช้ประสบการณ์

ดูแลน้องๆ ว่าขั้นตอนนี้เราควรทำอะไรไป

พรีเซนต์ จากขั้นตอนนี้ต้องทำอะไรต่อไป เพื่อ

ให้งานมัน flow มากขึ้น ด้วยความที่เราเป็น

บริษัทขนาดกลางมีพนักงานเกือบ 15 คน ก็ได้

ทำงานร่วมกับทุกคนเลย ในงานโปรเจ็กต์ที่เราได้

ทำทั้งงานอินทีเรียและงานสถาปัตยกรรมรวมถึง

พี่ๆ ฝ่ายเทคนิคด้วยค่ะ ส่วนบรรยากาศในการ

ทำงานที่นี่ รู้สึกโชคดีที่ได้มาทำงานที่นี่เพราะ

ความที่เป็นโฮมออฟฟิศมาก่อนก็รู้สึกถึงความ

เป็นครอบครัวเป็นบ้านเป็นพี่เป็นน้อง ทำให้เรา

แฮปปี้กับการทำงาน”

มานพ พวงบุรี

Associate /

Senior Design Developed

“ทำงานที่ Hypothesis มาสองปีกว่าแล้ว ดูแล

ในส่วนของการประสานงานทั้งหมด ตั้งแต่ได้รับ

งานโปรเจ็กต์ใหม่มา เราก็จะติดต่อประสานกับ

ลูกค้าในส่วนของขั้นตอนต่างๆ ในขั้นตอนงาน

ดีไซน์มีคอมเมนต์อะไรเราก็มีหน้าที่ประสานกับ

ลูกค้าและบริษัทต่างๆ ให้เข้าใจตรงกัน ไปจนถึง

ขั้นตอนก่อสร้างที่เรายังต้องเป็น customer

service ที่ยังดูแลลูกค้า ติดต่อประสานงานหน้า

งานทั้งหมดให้งานจบเรียบร้อย เป็นงานที่ต้อง

สัมพันธ์กับทุกคนตั้งแต่ต้นจนจบเลย บรรยากาศ

ในออฟฟิศเราก็เป็นกันเองกับทุกคนในออฟฟิศ

เพราะเป็นความร่วมมือกัน ตั้งแต่ต้นจนจบ ใน

เรื่องการประสานงานกับลูกค้าเราก็เหมือนเป็น

ตัวแทนของบริษัทไปในตัว เราต้องทำให้ลูกค้า

มั่นใจ และเราก็ต้องเป็นตัวแทนของพี่กอล์ฟ

พี่บิวได้ในบางโอกาส ทำงานที่นี่มีความสุขในการ

ทำงานทุกๆ วันค่ะ”

ผลงานของ Hypothesis

ผลงานของ Hypothsis ในปัจจุบันเป็นงาน

ด้านการออกแบบตกแต่งภายในมีสัดส่วน

เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ของงานทั้งหมด งาน

ด้านสถาปัตยกรรมมีสัดส่วนประมาณ 40

เปอร์เซ็นต์ และอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นงาน

ด้าน research อย่างเดียวโดยเฉพาะ เหตุผล

ที่งานด้านอินทีเรียดีไซน์มีสัดส่วนมากกว่า

เนื่องจากปริมาณของงานที่เกิดจาก การ

สร้างโปรเจ็กต์ใหม่และปรับปรุงโปรเจ็กต์เดิม

ใหม่มีจำนวนมาก และมีรอบระยะเวลาของ

การทำงานสั้น ได้ผลตอบแทนเร็ว ต่างจาก

งานด้านสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นงานที่ใช้ระยะ

เวลาในการออกแบบนานเป็นงานที่ต้องใช้

เงินในการก่อสร้างสูง การตัดสินใจของลูกค้า

ทำได้ยากกว่า จึงมีสัดส่วนงานที่น้อยลงมา

รูปแบบงานของ Hypothesis ส่วนใหญ่เป็น

งานโรงแรมที่มีปริมาณเยอะที่สุด ทั้งงาน

สถาปัตยกรรมและงานออกแบบภายใน รวม

ร้านอาหาร โครงการต่างๆ ส่วนงานบ้านมี

สัดส่วนที่น้อย และ Hypothesis ออกตัว

ว่าไม่ได้รับออกแบบบ้านให้ทุกคน แต่เลือก

เฉพาะคนที่สนิทกันมาก หรือต้องมีเคมีบาง

อย่างตรงกัน มีโจทย์ที่ท้าทายถึงจะทำให้

เรียกได้ว่า ได้งานพรีเมี่ยมจริงๆ หากใครได้

Hypothesis ออกแบบให้ โดยที่ไม่ได้เลือกว่า

ขนาดจะเล็กหรือใหญ่ กำไรมากหรือน้อย ขอ

แค่ให้สนใจอยากทำ ก็ทำให้เต็มที่ ผลงานที่

โดดเด่นของ Hypothesis ได้แก่ Vinotto ผลงาน

122

ที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Hypothesis ที่ถูกดีไซน์เป็นสนิมภายใต้คอนเซ็ปต์ทำตึก

ให้น่าเกลียด เก่าตั้งแต่วันแรกที่สร้างทุกวันนี้ก็ยังอยู่เก่าเหมือนเดิม ออฟฟิศ

รามคำแหง 30 ที่ออกแบบให้เข้ากับเสาไฟฟ้าและหม้อแปลงขนาดใหญ่ที่ตั้ง

อยู่ด้านหน้าอาคาร พื้นผิวอาคารจะเหมือนเสาไฟฟ้า ระบบจะออกมาโชว์

ข้างนอกให้เหมือนกับสายไฟฟ้าข้างนอก IR-ON Hotel งานตกแต่งจากเศษ

เหล็ก Vivarium ผลงานที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานงานจากการเอาขยะมา

ทำงาน ที่ได้รับรางวัลจากการประกวดระดับนานาชาติมาทั้งคู่ นอกจากนี้ยัง

มีผลงานแนว luxury อย่าง Tee-Off House และ Navamin Residence ซึ่ง

แต่ละผลงานมีความโดดเด่นเฉพาะตัว และแตกต่างกันแทบจะสิ้นเชิง จาก

กระบวนการทำงาน การตั้งคำถามและหาคำตอบเพื่อตอบโจทย์ให้กับแต่ละ

ผลงานออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ไทม์ไลน์ในการทำงานแต่ละโปรเจ็กต์ของ Hypothesis

โดยแต่ละกระบวนการทำงานมีสัดส่วนเวลาประมาณ 1-4 เดือน ในแต่ละ

ขั้นตอน ตั้งแต่ research หรือ เฟสศูนย์ ขั้นตอนการออกแบบจะต้องนำเสนอ

กับลูกค้าทุกสัปดาห์ รวมระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ไปจนถึงการพัฒนา

แบบเพื่อการก่อสร้างจริง ระหว่างกระบวนการก่อสร้างฝ่ายเทคนิคจะเป็นคน

บอกว่า ช่วงไหนควรเข้าไปตรวจไซต์งาน เพื่อให้งานไม่ผิดพลาดไปจากแบบ

โดยแต่ละโปรเจ็กต์มีระยะเวลาในการทำงานไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับขนาดและ

กระบวนการทำงานที่ต้องสัมพันธ์กับลูกค้าหรือเจ้าของโครงการ งานที่เร็ว

ที่สุดที่เคยออกแบบคือ 3 อาทิตย์ เป็นงานออกแบบร้านค้าในห้างสรรพสินค้า

123

ทีมงาน

ปัจจุบัน Hypothesis มีทีมงานรวมกัน 15 คน โดย

แบ่งเป็น สถาปนิก 4 คน อินทีเรียดีไซเนอร์ 7 คน

ฝ่ายเทคนิค และ Coordinator 2 คน ฝ่ายธุรการ

และบริหาร 2 คนสัดส่วนของสถาปนิกและอินทีเรีย

ดีไซเนอร์จะปรับเปลี่ยนไปตามปริมาณงานใน

แต่ละช่วง ฝ่ายเทคนิคคือสถาปนิกและดีไซเนอร์

ที่มีความเข้าใจเรื่องงานดีไซน์และโครงสร้างงาน

ออกแบบก่อสร้าง บอกได้ว่าอะไรสร้างได้จริง

อย่างไร ต้องปรับแก้อะไรเพื่อให้เกิดการสร้างได้

จริง โดยจะทำงานกับทั้งสถาปนิกและอินทีเรียดี

ไซเนอร์ เป็นนักพัฒนาแบบและทำ specification

book ให้แต่ละโปรเจ็กต์ ทีมงานแต่ละฝ่ายทั้ง

ด้านสถาปัตยกรรม อินทีเรีย และ research จะ

มีไดเร็คเตอร์ ดูแล มีซีเนียร์แต่ละฝ่ายดูแลทีมที่

เป็นจูเนียร์อีกที งานออกแบบจากจูเนียร์จะผ่าน

การตรวจจากซีเนียร์ก่อนนำไปประชุมร่วมกับ

ไดเร็คเตอร์เพื่อสรุปและปรับแก้ ซึ่งจะทำให้งาน

เป็นระบบและรวดเร็วขึ้น ทีมงานของ Hypothesis

ทำงานร่วมกันทั้งหมด ทั้งในโปรเจ็กต์ที่เป็นงาน

ด้านสถาปัตยกรรมและออกแบบตกแต่งภายใน

โดยต่างก็เป็นที่ปรึกษาให้กันและกันเพื่อให้งาน

ดีไซน์โปรเจ็กต์ต่างๆ ออกมามีความสมบูรณ์ทั้ง

ฟังก์ชั่นของสถาปัตยกรรมและงานดีไซน์ตกแต่ง

ภายใน ไม่มีปัญหาในการใช้งานที่ไม่สมดุลกัน ที่

อาจจะนำไปสู่การต้องปรับเปลี่ยนโยกย้ายฟังก์ชัน

การใช้งานทำให้รูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเสียไป

การคัดเลือกทีมงาน

ทัศนคติที่ดีและความหลงใหลในวิชาชีพ เป็นตัว

เลือกอันดับแรกในการคัดสรรทีมงานของ Hypothesis

ในขณะที่ความสามารถนั้น Hypothesis

เชื่อว่าทีมงานสามารถทำให้เกิดการพัฒนาไป

ด้วยกันได้ แต่ทัศนคติที่ไม่ดีอาจจะทำให้ทีมไม่

สามารถทำงานให้สำเร็จลงได้ ความหลงใหลที่

จะเป็นดีไซเนอร์นั้นก็จะส่งผลให้เกิดความมุ่งมั่น

กระตือรือร้นที่จะทำงาน สร้างสรรค์ผลงานที่ดี

ออกมาตลอดเวลา ส่วนการวางตำแหน่งที่นั่งของ

ทีมงานนั้นใช้หลักทางโหราศาสตร์ตามธาตุของ

ฮวงจุ้ย แต่ละคน ว่าใครเหมาะสมที่จะนั่งตรง

ไหน นั่งกับใคร นั่งด้วยกันแล้วทำให้งานราบรื่น


ไม่กระทบกระทั่งกัน ส่งผลให้งานติดขัด ซึ่งเรื่องนี้

Hypothesis ก็ยืนยันเหตุผลด้วยการตั้งสมมติฐาน

และทดลองมาตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีใน

การทำงาน โดยมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ดูจาก

อุปนิสัยของแต่ละคนควบคู่กันไป ซึ่งพิสูจน์แล้วก็

มีความสอดคล้องกัน

เวลาในการทำงาน

Hypothesis เริ่มต้นเวลาทำงาน 10 โมงเช้า เลิก

งาน 1 ทุ่ม แต่ส่วนใหญ่เวลาเลิกงานของดีไซเนอร์

ก็มักจะเลยเวลาไปเสมอ แต่กติกาที่ชัดเจนในการ

ทำงานคือทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ให้เต็มที่และไม่มี

การทำงานวันเสาร์-อาทิตย์โดยเด็ดขาด เพราะ

ถือว่าเป็นเวลาที่จะได้พักผ่อนและใช้ชีวิตทำสิ่งอื่นๆ

ต่อให้มีงานด่วนแค่ไหนก็ไม่มีการเรียกทีมงานมา

ทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันจันทร์จะเป็นวันที่

ประชุมร่วมกัน เพื่อวางแผนการทำงาน วันอังคาร

ถึงศุกร์จะเรียกว่าเป็น design weekly เป็นระบบ

ที่วางแผนไว้ในแต่ละฝ่ายแต่ละโปรเจ็กต์ตรวจ

สอบตารางการทำงานว่าต้อง ทำอะไรบ้าง อยู่ใน

ขั้นตอนไหน ใครรับผิดชอบ มีรายงานอะไรบ้าง

เป็นระบบที่ออกแบบให้งานสามารถขับเคลื่อนไป

อย่างมีระบบและสามารถเข้าไปทำงานทดแทนกัน

ได้ตลอดเวลา

เป้าหมายและสมมติฐานใหม่ๆ ที่อยากทำ

เป้าหมายในการทำงานคือความสุข ที่จะยังได้

ทำงานต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ยึดติดกับความ

เป็น Hypothesis ไม่ได้คาดหวังจะต้องทำงาน

ด้านสถาปัตยกรรมหรืองานออกแบบตกแต่ง

ภายในไปตลอด ไม่ได้อยากทำงานเพียงเพื่อได้

เงินมากๆ แต่อยากได้ทำและทดลองอะไรใหม่ๆ

อยากมีโอกาสได้ไปถ่ายทอดความรู้ให้กับรุ่นน้องๆ

องค์กรหรือสถาบันต่างๆ ที่จะได้ต่อยอดความรู้

จากที่สั่งสมไว้ตลอดเวลาของการทำงานที ่ผ่าน

มา อยากใช้ความรู้ที่เกิดจากการตั้งสมมติฐาน

ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดเป็นทฤษฎีใหม่ๆ ให้

เกิดการนำไปใช้ต่อ งานเขียนคู่มือเป็นองค์ความรู้

ให้กับองค์กรต่างๆ จึงเป็นอีกหนึ่งความสุขและ

ความภาคภูมิใจที่ได้ทำ นำไปสู่ความคิดที่อยาก

ทำ Academy หรือ สถาบันด้านการออกแบบขั้น

สูง เป็นสมมติฐานใหม่ที่ Hypothesis อยากทำ

อยากสร้างให้เกิดการเชื่อมโยงกันระหว่างนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบกับดีไซเนอร์

มืออาชีพ ที่จะได้มีโอกาสทำงานร่วมกันในรูปแบบ Academy โดยมีโปรเจ็กต์

จากลูกค้ามาให้ทำงานจริง โดยมีดีไซเนอร์มืออาชีพเก่งๆ มาเป็นโค้ชให้ ไม่ใช่

แค่การฝึกงาน การฝึกงานอาจจะช่วยให้ได้รู้ได้เห็นกระบวนการทำงานต่างๆ

ได้รู้จักตัวเอง แต่ยังไม่ได้ลงมือทำแบบจริงจัง แต่ใน Academy จะได้เห็น

และลงมือทำในทุกกระบวนการทำงานอย่างแท้จริง ลูกค้าก็จะได้มีแบบงาน

ดีไซน์มากมายจากนักศึกษาที่อยู่ใน Academy ให้เลือกเป็นการประกวดแบบ

โดยที่มั่นใจได้ว่าจากแบบที่ออกมาจะได้งานคุณภาพดีเพราะมีโค้ชที่เป็น

มืออาชีพดูแล คนที่ชนะในการประกวดแบบอาจจะได้เรียนฟรี หรือได้ทุน

การศึกษา คนอื่นๆ ก็จะมาเป็นทีมที่ช่วยกันทำงานโปรเจ็กต์นั้นจนสำเร็จ

เป็นการลดช่องว่างระหว่างการเป็นนักศึกษาจบใหม่กับความเป็นดีไซเนอร์

มืออาชีพลง

ซึ่งส่วนใหญ่จะประสบปัญหาด้านโอกาสที่นักศึกษาจบใหม่จะได้ไปทำงานใน

สตูดิโอใหญ่ๆ เพราะไม่มีประสบการณ์ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากทำให้เกิดขึ้น

ได้จริง หรือใครที่อยากเห็นไอเดียนี้เกิดขึ้นจริงจะนำไปทำก็ได้

ฝากถึงน้องๆ ที่อยากทำสตูดิโอ

Hypothesis ฝากข้อคิดถึงน้องๆ ที่อยากทำสตูดิโอของตัวเอง ว่าการเปิด

สตูดิโอต้องมีความรู้ทั้งเรื่องดีไซน์และการบริหารธุรกิจด้วย ต้องรู้จักบริหาร

เงิน รู้จักต้นทุน กำไร และการลงทุน ถ้าไม่มีความรู้ด้านนี้ก็ควรหาเพื่อนหรือ

ผู้ร่วมลงทุนที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้มาร่วมงานด้วย ปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้การ

เข้าถึงงานดีไซน์มันทำได้ง่าย การสร้างสตูดิโอไม่จำเป็นต้องลงทุนมาก ไม่ต้อง

อยู่ในทำเลดีๆ แพงๆ ตกแต่งหรูหราสวยงาม

เพราะสิ่งเหล่านั้นคือต้นทุนที ่มีมูลค่าสูงอาจเป็นการใช้จ่ายที่สูญเปล่าเกิน

ไป หากไม่ต้องจ่ายต้นทุนเหล่านั้นก็จะมีเงินเหลือมากขึ้น อาจนำไปสร้าง

ประโยชน์อย่างอื่นได้มากกว่า และหากตั้งสตูดิโอขึ้นมาแล้วไม่อยากให้ทำงาน

ที่คิดแต่ผลกำไรขาดทุน ซึ่งอาจจะไม่สร้างความยั่งยืนในวิชาชีพเท่ากับการ

ทำงานที่มีคุณภาพดีที่สุดให้กับลูกค้าด้วยจิตวิญญาณของคนทำงานบริการ

มืออาชีพ เพราะสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นตัวอย่างให้กับรุ่นน้องต่อๆ ไป

124

Hypothesis

Organization

Diagram

Architect

พลสิทธิ์ แซ่เฮ้ง

Senior Architect

ฐิติพร ตรีเทพวิไล

Junior Architect

สุวรรณ สัจจพันธคีรี

Junior Architect

มนัสพงษ์ สงวนวุฒิโรจนา

Design Director

/ Architect

125

พลสิทธิ์ แซ่เฮ้ง

Associate /

Senior Architect

Interior

Designer

ภัทริกา ท่าห้อง

Senior Interior Designer

เจษฎา เตลัมพุสุทธิ์

Managing Director

ชัญญา กิตติกัลป์ ชนสรณ์ ยอดเยี่ยมยุทธ์

Junior Interior Designer Junior Interior Designer

ศกานต์ หอมสุคนธ์ พิมพิกา พงสาภิวัฒน์

Junior Interior Designer Junior Interior Designer

จิรายุ ประภาศรีวรกุล

Junior Interior Designer

Design

Developed

มานพ พวงบุรี

Senior Design Developed

เจษฎา เตลัมพุสุทธิ์

Design Director

มานพ พวงบุรี

Associate /

Senior Design

Developed

Coordinator

สมเกียรติ นาคฤกษ์

Project Coordinator

Manager/

Account

ทัศพร เตลัมพุสุทธิ์

Executive Manager

ณิชชารีย์ พงษ์อมรรัตน์

Administrator


International Architect

การส่งต่อทางความคิด

ผ่านชีวิตสถาปนิก:

อาราตะ อิโซซากิ

Kitakyushu Municipal Museum

of Art (1974) การ

แปลความวิหารแนว cathedral

ด้วยเทคนิควิธีแบบเอ็กซ์เพรส-

ชันนิสต์ในสถาปัตยกรรม

อาราตะ อิโซซากิ

สถาปนิก

จากนักวาดตัวน้อยในกลุ่มศิลปินรุ่นเยาว์ที่

ไม่รู้จักสถาปัตยกรรมศาสตร์และอยากเรียน

ดาราศาสตร์ แต่ด้วยยุคสมัยที่ประเทศต้องการ

บุคลากรสายวิศวกรรม ทำให้หนุ่มน้อยคนนั้น

สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์และเลือกเรียนภาค

วิชาสถาปัตยกรรมในที่สุด การเรียนช่วงแรกไม่

ตรงใจนัก เขาจึงอ่านหนังสือด้วยตัวเองและนั่น

ทำให้ ถ้อยคำของ เลอ คอร์บูซิเยร์ ที่ว่า “The

Acropolis made me a rebel” กลายเป็นประโยค

ที่จุดประกายความคิด ข้อถกเถียงท้าทายในการ

ออกแบบสถาปัตยกรรม ของสถาปนิกชาวญี่ปุ่น

นามว่า อาราตะ อิโซซากิ (Arata Isozaki) ผู้ที่ได้

รับรางวัล Pritzker Architecture Prize ปีนี้

ในช่วงแรกของวัยเรียน เขาจดจ่อกับแนวคิดปฏิวัติ

ของ เลอ คอร์บูซิเยร์ และ ออสการ์ นิวไมเออร์

และเมื่อได้พบกับอาจารย์เคนโซ ทังเกะ ผู้ที่

ยืนหยัดกล่าวถึงทฤษฎีออกแบบและผังเมือง

ท่ามกลางกระแสนิยมเชิงเทคโนโลยี เขาจึงตัดสินใจ

เลือกเรียนในห้องวิจัยของอาจารย์ทังเกะ จนถึง

ระดับบัณทิตวิทยาลัย และได้ทำงานในออฟฟิศของ

อาจารย์ทังเกะ ในเวลาต่อมา และใน laboratory

นั้นเอง เขาก็ได้พบวิธีปฏิวัติต่อชิคาโกสไตล์ในแบบ

ที่อ่อนโยนของ แฟรงค์ ลอยด์ ไรต์

Text: สิริพร ด่านสกุล/ Siriporn Dansakun

Photo: Courtesy of Arata Isozaki & Associates,

Koji Umeoka, Tadafumi Masuda,

Ryusuke Kamano, Motoyoshi Sano, Yoshihiro Fukai

จากการศึกษาแนวคิดปฏิวัตินิยมของสถาปนิก

4 แบบ อิโซซากิคิดว่าช่วงวัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยที่

สถาปนิกควรมีประเด็นบ่มเพาะความคิดเพราะ

มันจะมีผลต่อชีวิตการทำงาน และเมื่อเข้าสู่วัย

ทำงาน เขาตระหนักเสมอว่าจะพาตัวเองออกจาก

กรอบเดิมๆ และเมื่อแยกออกมาตั้งบริษัทเอง เขา

ก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะค้นหาสิ่งใหม่ สร้างสิ่งที่ตนเองคาด

126 127


ไม่ถึง จะสร้างสิ่งที่ตนไม่เคยคิดว่างามมาก่อน และ

จะต้องไม่ถูกฉุดรั้งไว้ด้วยมาตรวัดความงามในอดีต

ในวัยหนุ่ม อิโซซากิใช้ชีวิตในตอนกลางวันในฐานะ

สถาปนิก และในตอนกลางคืน ก็รวมกลุ่มกับเพื่อน

ศิลปินนักเคลื่อนไหว ผลงานชิ้นแรกที่สร้างในนาม

ของเขาคือ Shinjuku White House เป็นบ้านเพื่อน

ที่ใช้เคลื่อนไหวเชิงศิลปะดาดาอิซึ่ม (Dadaism

movement) ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เขาได้รับมอบ

หมายให้เขียนแปลน/ผังเมืองของกรุงโตเกียว เป็น

เมืองแห่งความใฝ่ฝันแห่งศตวรรษ 1960 และนั่น

คือจุดกำเนิดทฤษฎี “City in the Air” ที่จงใจสร้าง

โครงสร้างยักษ์ลอยฟ้าและตัดขาดกับเส้นทางของ

เมืองรอบๆ มันเป็นสถาปัตยกรรมที่ต่อต้านทฤษฎี

ผังเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนภาวะเมืองที่

ย้อนแย้งทางความสัมพันธ์ในสังคมขณะนั้น

เมื่อตั้งบริษัทของตนเอง เขาก็ทำในสิ่งใหม่ๆ ที่ย้อน

แย้งกับมาสเตอร์ทุกคนที่เขาเคยศึกษามา รวมไป

ถึงแนวทางของอาจารย์ทังเกะ ที่เขาอยู่ด้วยร่วม

10 ปี เขาเชื่อว่า ความจริงมีหลากหลาย แต่การ

จะถกเถียงสิ่งใดได้เราต้องเข้าถึงสิ่งนั้นก่อน ภายใต้

แววตาที่อ่อนโยนและวิธีพูดที่สุขุมนั้น เขาวาง

ตำแหน่งและหน้าที่ของตนเองในฐานะสถาปนิก

นักขับเคลื่อนสังคม ด้วยงานออกแบบที่มีการศึกษา

ประเด็นใหม่ๆ แต่ก็ส่งสารในเชิงการถกเถียงไป

พร้อมๆ กัน

อิโซซากิมีอิทธิพลในการเผยแพร่ความคิดในเชิง

ทฤษฎีผ่านหนังสือต่างๆ ของเขา และทุกวันนี้ยังคง

มีสถาปนิก และนักปรัชญาจากทั่วโลกข้ามน้ำข้าม

ทะเลไปพบเขาและคุยเรื่องของ ma หรือ ห้วงแห่ง

ที่ว่าง อย่างสม่ำเสมอ หนังสือเล่มแรกที่เขาภูมิใจ

คือหนังสือเรื่อง สู่ห้วงแห่งที่ว่าง และหนังสือที่ได้

รับการยอมรับในต่างประเทศคือ ความเป็นญี่ปุ่น

ในหนังสือของอิโซซากิ มีการอ้างอิงประวัติศาสตร์

ทฤษฎี ความเกี่ยวข้องของบุคคลเบื้องหลังตำนาน

แห่งสถาปัตยกรรม พร้อมแทรกแนวคิดที่สวน

กระแส เขาตีความทฤษฎีด้วยวิทยาศาสตร์การ

รับรู้ผ่านตัวละครในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

วิเคราะห์วิจารณ์ด้วยสำนวนจิกกัดและเผ็ดร้อน

ในขณะเดียวกัน ก็คบหากับกลุ่มศิลปินที่มีการ

เคลื่อนไหวเชิงปฏิวัติอย่างสม่ำเสมอ โดยหนึ่งใน

นักเขียนที่เขายอมรับว่ามีความเข้าใจในมิติของ

มนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง คือ จุนอิจิโร่ ทานิซากิ ผู้เขียน

หนังสือ เยิรเงาสลัว

นอกจากนั้นเขายังนำเสนอแนวคิดด้วยการจัด

นิทรรศการนิยามคำว่า ma ในกรุงปารีสอีกด้วย

และเมื่อคราวเป็นตัวแทนจัดนิทรรศการในงาน

เอ็กซ์โป เขาก็ได้เชิญ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา

ไปร่วมจัดแสดง ในฐานะนักออกแบบไทยที่มีสาส์น

ทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ

“สถาปัตยกรรมคือปรากฏการณ์” อิโซซากิกล่าว

เขาเชื่อว่าเมื่อเขาสร้างความจริงชุดใหม่มา

ทลายกรอบเก่า มันจะเกิดกรอบใหม่ และเขา

ต้องการทลายกรอบเหล่านั้นต่อไปเรื่อยๆ ทำให้

สถาปัตยกรรมทุกชิ้นมีความเปลี ่ยนแปลงไปตาม

กรอบความคิดใหม่ ที่เขาพยายามทำให้หลุดพ้น

จากกรอบคิดเก่า และแน่นอนว่า ยังคงแทรก

อารมณ์จิกกัดในการออกแบบเชิงตั้งคำถามให้

สังคมได้ถกเถียงกันอยู่เสมอ สถาปัตยกรรม

ของเขาจึงเป็นเหมือนปรากฏการณ์ที่ก่อตัวขึ้นใน

จังหวะนั้นๆ และขณะเดียวกันก็สื่อสาร/ส่ง

ข้อความอันรุนแรงออกสู่สังคม ดั่งงานศิลปะ

ของกลุ่มศิลปินที่รายล้อมตัวเขามาตั้งแต่เด็ก

จนโตนั่นเอง

อิโซซากิเติบโตผ่านการล่มสลายของเมืองในช่วง

สงครามโลก ศึกษาสถาปัตยกรรมผ่านจินตภาพใน

หนังสือ เรียนรู้วิธีการส่งสารและยืนหยัดในความ

คิดผ่านการทำงานของสถาปนิกและนักเคลื่อนไหว

ทางศิลปะรอบๆ ตัว และเขาเองก็เป็นผู้ส่งสารแห่ง

แนวคิด สู่ผู้คนและวงการตลอดระยะเวลาแห่งการ

ทำงานในโลกสถาปัตยกรรม

และสำหรับการค้นหาอัตลักษณ์ของที่ว่าง ไม่ว่า

จะความเป็นญี่ปุ่น หรือความเป็นไทย เพื่อจะหา

ทางออกของสถาปัตยกรรมแต่ละประเทศนั้น อิโซ-

ซากิได้ให้ความเห็นไว้ว่า “มันอยู่ที่วิธีจัดการ การ

ปะทะของวัฒนธรรมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอด

เวลาในทุกยุคสมัย เราไม่สามารถเอาตัวอย่าง

ประเทศไหนไปใช้กับประเทศไหนได้ เพราะวิธี

การไขไปสู่คำตอบมันเกิดจากปรากฏการณ์หลายๆ

แกนในสังคม ที่ก่อรูปสถาปัตยกรรมในยุคเปลี่ยน

ผ่านนั้นๆ”

128 129

Shinjuku White House

(1957) งานออกแบบชิ้น

แรกของ อิโซซากิ ที่กลาย

มาเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวทาง

ประวัติศาสตร์ของศิลปะดาดา-

อิซึ่มในญี่ปุ่น ปัจจุบันเปิดเป็น

ร้านกาแฟ สามารถเข้าไป

เยี่ยมชมได้

Shizuoka GRANSHIP

(1999) เรือยักษ์แห่งวัฒน-

ธรรมเป็นสัญญะแห่งการ

เริ่มต้นใหม่ในการฟื้นฟูเมือง

ชิสุโอกะ


What Architect Think?

ล้ง 1919

และการอนุรักษ์เพื่อ

ให้คงไว้ซึ ่งคุณค่า

ทางสถาปัตยกรรม

Text: วีรภา ดำสนิท / Weerapa Dumsanit

Photo: Courtesy of PIA

ถอดรหัสการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมไทย - จีน

ของท่าเรือกลไฟที่มีอายุเกือบ 200 ปี กับการ

บูรณะอย่างเข้มข้น

ฮวย จุ่ง ล้ง คือชื่อของท่าเรือกลไฟริมแม่น้ำ

เจ้าพระยาในอดีต หนึ่งในความสำคัญทาง

ประวัติศาสตร์ที่ยังคงอยู่เดิมเป็นของพระยาพิศาล

ศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) ชาวจีนที่เกิดบนแผ่นดิน

ไทย สมัยก่อนชาวจีนที่โล้สำเภาจากแดนมังกรจะ

มาขึ้นฝั่งและเหยียบแผ่นดินสยามครั้งแรกที่ฮวย

จุ่ง ล้ง ที่นี่จึงนับเป็นศูนย์รวมการค้าของชุมชนชาว

จีนโพ้นทะเลที่คึกคัก

เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในปี พ.ศ. 2462

(ค.ศ. 1919) “นายตัน ลิบ บ๊วย” ทายาทตระกูล

หวั่งหลี ได้เข้ามารับช่วงเป็นเจ้าของต่อจาก

ตระกูลพิศาลบุตร ประกอบกับเมื่อมีท่าเรือแห่ง

ประเทศไทย (ท่าเรือคลองเตย) ทำให้ท่าเรือกลไฟ

แห่งนี้ค่อยๆ ลดความสำคัญลง ตระกูลหวั ่งหลี

จึงใช้สถานที่แห่งนี้เป็นโกดังเก็บสินค้าของตระกูล

และเป็นบ้านพักอาศัยของหลงจู๊และคนงานนับ

ร้อยมายาวนาน

ตลอด 30 ปีที่คุณเปี๊ยะ - รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ผู้

ก่อตั้ง บริษัท PIA Interior สะใภ้ทายาทตระกูล

หวั ่งหลีรุ่นที่ 4 เดินทางมาไหว้บรรพบุรุษ เธอ

มองเห็นอาคารผ่านร้อนผ่านฝนและเสื่อมโทรม

ตามกาลเวลา รู้สึกเหมือนว่าที่นี่เป็น ‘เพื่อนเก่า

ที่มากด้วยเรื่องราวแต่กำลังจะถูกลืม’ จึงเกิดเป็น

แรงบันดาลใจที่จะอนุรักษ์และบูรณะพื้นที่สำคัญ

ทางประวัติศาสตร์ของตระกูล เพื่อรักษาไว้ให้คน

รุ่นหลัง

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี

ผู้ก่อตั้ง

บริษัท PIA Interior

“ล้งคืออาคารโบราณที่ต้องบูรณะ โดยใช้ตรรกะความ

เรียบง่าย แต่ให้ความสําคัญต่องานสถาปัตยกรรมเดิม

ให้คงไว้ และยังต้องคํานึงถึงความแข็งแรงของทั ้ง

โครงสร้างและตัวอาคาร”

130

131

สถาปัตยกรรมแบบจีน ซาน เหอ หยวน

ล้งนับว่าเป็นอาคารแห่งเดียวในกรุงเทพฯ ที่ยังหลง

เหลือรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบซาน เหอ หยวน

นั่นคือ ลักษณะอาคาร 3 หลังเชื่อมต่อกัน 3 ด้าน

เป็นผังรูปตัว U พื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างอาคาร

ทั้ง 3 หลังเป็นลานอเนกประสงค์ตามความเชื่อที่

ว่าให้ฟ้าดินเชื่อมถึงกัน ตัวอาคารก่ออิฐฉาบปูน

โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นไม้สัก ตั้งแต่ฐานราก,

พื้น, ระเบียง รวมถึงโครงหลังคา ส่วนหลังคา


มุงกระเบื้องเคลือบ อาคารหลักที่ขนานกับ

แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว

(เทพเจ้าผู้หญิงที่เป็นที่เคารพสักการะของชาวจีน

โพ้นทะเล)

“ล้งคืออาคารโบราณ ที่ต้องบูรณะ โดยใช้

ตรรกะความเรียบง่าย แต่ให้ความสำคัญต่องาน

สถาปัตยกรรมเดิมให้คงไว้ และยังต้องคำนึงถึง

ความแข็งแรงของทั้งโครงสร้างและตัวอาคาร

“แม้สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดคือ การทำ Boutique

Hotel เนื่องด้วยอาคารด้านข้างทั้ง 2 ด้านมี

ลักษณะเป็นห้องแถวโบราณ 4x8 เมตรที่เรียงราย

ทั้งชั้นบนและล่าง แต่ด้วยที่ตั้งของล้งอยู่ใกล้แม่น้ำ

ทำให้มีความชื้นสูง หากจะปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรม

ที่มีงานระบบต่างๆ มากมายคงจะยุ่งยากและไม่

เหมาะสม แนวคิดนี้จึงถูกตัดไป ประกอบกับพื้นที่

6 ไร่พระยาพิศาลศุภผลได้สร้างไว้เต็มพื้นที่ ดังนั้น

งานระบบต่างๆ จะต้องนำมาไว้ที่คอร์ทยาร์ดตรง

กลางทั้งหมด ซึ่งอาคารแห่งนี้เป็นโครงสร้างที่ไม่มี

เสารองรับ แต่เป็นการใช้ผนังทั้ง 4 ด้าน รับน้ ำหนัก

(Wall Bearing) โครงสร้างส่วนเหนือพื้นดิน เช่น

ผนังทั่วไป หรือหลังคา โดยผนังนี้ตั ้งอยู่ในน้ำที่มี

ฐานไม้สานอยู่ข้างล่าง หรือภาษาช่างโบราณเรียก

ว่า ซุงขัด (Floating Foundation)

การอนุรักษ์ส่วนอาคาร

“โจทย์คือคงความเป็นอาคารเดิมไว้ให้มาก แต่

เนื่องจากเป็นอาคารเก่าแก่ที่ผ่านกาลเวลา จากการ

อยู่อาศัยของผู้คนหลายชั่วอายุ ผ่านการซ่อมแซม

ปรับเปลี่ยน จนเราไม่สามารถรู้ได้ว่าใต้พื้นผนังเป็น

อย่างไร ดังนั้นสิ่งแรกที่ทำ คือการทำความสะอาด

เพื่อให้เห็นสภาพของเดิม และของจริงเป็นอย่างไร

หลังจากทำความสะอาด เราจึงได้เห็นรูปภาพ

โบราณที่วงกบประตูหน้าต่าง ซึ่งวาดโดยช่างฝีมือ

ชาวจีน ดิฉันจึงเชิญอดีตช่างใหญ่ของกรมศิลปากร

มาช่วยซ่อมแซมบูรณะ ซึ่งการบูรณะเป็นไปด้วย

ความระมัดระวัง และเพื่อให้กลับมาใกล้เคียงกับ

ของเดิมมากที่สุดโดยการใช้สีน้ำ ส่วนผนังที่มีร่อน

กระเทาะ เราเพียงแต่ซ่อมแซมเพื่อไม่ให้เกิดความ

เสียหายไปมากกว่าเดิม ด้วยการซ่อมขอบปูน หรือ

ที่ภาษาช่างเรียกว่า “การเย็บตะเข็บ” ซึ่งปูนที่น ำมา

ใช้นั้นเป็นปูนโบราณ หรือปูนน้ำอ้อย (ปูนหมัก)

มีคุณสมบัติทำให้อากาศถ่ายเท ความชื้นระเหย

ออกมาได้ (Breathable) ซึ่งดิฉันคิดว่าในเมื่อแก้ไข

เรื่องความชื้นในตัวอาคารไม่ได้ ก็ต้องให้ความชื้น

ระเหยออกมาเอง ในส่วนอื่นๆ ที่วัสดุเป็นไม้ เช่น

ราวระเบียง โครงหลังคา ทั้งหมดเรายังคงใช้ของ

เดิม เพียงแต่ขัดสีให้เห็นความสวยงามของเนื้อไม้

นอกจากนี้ หากมีสิ่งใดชำรุด เราก็ซ่อมแซมให้คง

ไว้ซึ่งของเดิมมากที่สุด

“เราโชคดีที่ได้รับความร่วมมือที่ดีจากผู้ออกแบบ

ทุกฝ่าย ในการแก้โจทย์งานระบบต่างๆ ให้เป็น

ไปด้วยดีคู่ขนานไปกับการจัดสรรพื้นที่ให้สวยงาม

เพื่อรองรับผู้มาเยือน

“สำหรับดิฉัน ‘ล้ง’ คือพื้นที่ที่แฝงไปด้วย

ประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณที่ควรค่าแก่การ

อนุรักษ์ไว้สำหรับคนรุ่นหลัง เพื่อมาเรียนรู้ มอง

เห็นและซึมซับซึ่งรากเหง้าของบรรพบุรุษ มาค้นหา

แรงบันดาลใจ รวมถึงมาพักผ่อนในบรรยากาศ

ริมน้ำกับสถานที่ที่ผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี ที่

แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหวั่งหลี และอาจจะ

เป็นเพื้นที่หนึ่งของคนไทยเชื้อสายจีนที่บรรพบุรุษ

เคยมาเทียบท่า ณ ท่าเรือกลไฟแห่งนี้ก็เป็นได้

‘ล้ง’ จึงมีเสน่ห์ที่เต็มไปด้วย ‘คุณค่าแห่งกาลเวลา’”

132

133



Users’ opinion

Lhong 1919

เดินทางมาเที่ยว เดินทางมาไหว้ศาลเจ้าหม่าโจ้ว เดินทาง

มาซึมซับอดีต เดินทางมาเพราะเสน่ห์ของอาคารโบราณ

หลากเหตุผลของการเดินทางมายังล้ง 1919 นี่คือหนึ่ง

มุมมองที่ผู้มาถึงรู้สึกได้จริง

Text and Photo: วีรภา ดำสนิท / Weerapa Dumsanit

“เดินทางไปล้ง เพราะพาคุณแม่เชื้อสายจีนไปไหว้ศาลเจ้าหม่าโจ้ว ครั้งแรกที่

เห็นนึกถึงบรรยากาศที ่สิงคโปร์ ที ่ศาลเจ้าและร้านอาหาร ผับ บาร์ หรือคอมมู-

นิตี ้ต่างๆ อยู่ร่วมกันได้ ซึ ่งภาพแบบนี้หาได้ยากในประเทศไทยส่วนใหญ่ศาลเจ้า

มักจะแยกอยู่ห่างไกล แต่ล้ง 1919 ทําให้เราเห็นว่าศาลเจ้าสามารถถูกนําเป็น

ส่วนหนึ่งของพื้นที่ศิลปะได้ รู้สึกว่าที่นี่ยังคงโครงสร้างเดิมไว้เยอะ ไม่ปรับ

แต่งใดๆ ชอบที่ได้เห็นอดีตผ่านเพดาน วงกบ และอาคารห้องแถวแบบจีนที

หาชมได้ยาก แอบคิดในใจว่า ที่นี่น่าจะเป็นโรงแรมนะ แต่เข้าใจว่ามีข้อจํากัด

ด้านการก่อสร้างจึงออกแบบมาเป็นสถานที ่ท่องเที ่ยวเชิงวัฒนธรรมแทน แต่

แอบเสียดายว่ายังเปิดใช้พื้นได้ไม่คุ้ม เพราะช่วงที่ไปแรกๆ พื้นที่ชั้น 2 บาง

ส่วนยังถูกปิดไว้ เข้าใจว่าเป็นเรื ่องการก่อสร้างและบูรณะ และร้านค้าบางร้าน

ในช่วงแรกๆ มีความยูนีคไปนิด เราอาจยังเข้าไม่ถึง มาแล้วยังไม่มีจุดนั ่งพัก

นานๆ ที ่จะใช้เวลาผ่อนคลายริมนํ ้ำ คงจะดีถ้าเจ้าของพื ้นที่เพิ่มสเปซสําหรับให้

นักท่องเที ่ยวแวะมาใช้เวลานานๆ ได้มาที ่นี่ถ่ายรูปสวยได้เห็นอดีตหลายๆ มุม”

มนภัค ศิริทาวรจันทร์

Tax Consultant

“เดินทางมาเที ่ยว ล้ง 1919 เพื ่อท่องเที ่ยว รูปแบบอาคารมีลักษณะเฉพาะ

ตัว มาที ่นี่ทําให้ได้เห็นอดีตที ่หาชมได้ยากสถาปัตยกรรมจีนมีความเก่าแก่

สะท้อนถึงการใช้ชีวิตของการค้าขายของคนจีนในยุคนั ้น มาเที่ยวแล้วเห็น

ภาพเลยว่า ในอดีต ชาวจีนไม่ได้เข้ามาแค่ทําการค้าแล้วก็กลับไป และเขามา

พร้อมวัฒนธรรมและการใช้ชีวิต สังเกตผนังโดยรอบของอาคาร บริเวณ

กรอบหน้าต่าง ยังพบเห็นงานจิตรกรรมฝาผนังที ่มีความสวยงาม ถ้ามอง

ในแง่งานอนุรักษ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดกันมา

ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นกัน สิ ่งหนึ่งที่ชอบคือ การพยายามรักษาสิ ่งเหล่านี ้ไว้ใน

รูปแบบเดิมให้ได้มากที่สุด การไม่พยายามบิดเบือนไปจากของเดิม แต่เป็น

การซ่อมแซม บํารุงรักษาให้กลับมาฟื ้ นขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อาทิ มุมศาล

เจ้าโบราณ อาคารห้องแถวโบราณ ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง ได้เห็นความ

ตั้งใจของผู้สร้างที ่จะพยายามรวมความใหม่ทั ้งการจัดร้านค้า ให้ผสานกับ

ความเก่าได้อย่างลงตัวกลมกลืน”

อังศดา โสภณานนท์

นักจัดกิจกรรมภาพยนตร์และนิทรรศการ

134

“ปกติผมจะมองหาสถานที ่พาลูกไปท่องเที ่ยวเรียนรู้นอกบ้านอยู่

เป็นประจํา พอรู้ว่าล้ง 1919 เปิด ก็อยากพาลูกไป เพราะเห็นว่าเป็น

สถาปัตยกรรมจีนที ่หาชมได้ยาก อยากให้ลูกได้สัมผัสบรรยากาศ

แปลกใหม่ ได้ย้อนประวัติศาสตร์ผ่านอาคารห้องแถวเก่าแก่แบบจีน

ได้เห็นการใช้ชีวิตของคนจีนในอดีต แล้วยังได้ไปไหว้ขอพรศาลเจ้า

หม่าโจ้วด้วย ส่วนตัวผมชอบบริเวณชั ้น 2 ของอาคาร ซึ่งมองเห็น

โครงสร้างเดิมได้อย่างชัดเจน แต่ละห้องเปิดเป็นโซนแสดงข้าวของ

เครื่องใช้โบราณ ความโดดเด่นของที ่นี่คือภาพวาดบนฝาผนัง ซึ ่งมีอายุ

กว่าร้อยปี ภาพวาดบนขอบหน้าต่างที ่บูรณะเสร็จแล้วก็จะมีกระจกกั ้น

เพื่อรักษาสภาพ ดูแล้วขลังดี ถือเป็นสถานที ่อีกแห่งที ่น่าพาครอบครัว

มาพักผ่อน พาเด็กๆ มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ถ้าทางโครงการ

สามารถจัดอีเวนต์ที ่น่าสนใจ มีคอนเซ็ปต์ดีๆ เช่น งานแฮนด์เมด

สไตล์จีน ก็น่าจะช่วยดึงดูดให้คนแวะมาเยี่ยมชมได้มากขึ้น”

สานุพันธ์ ชุมสาย ณ อยุธยา

บรรณาธิการบริหาร

135


One day with an architect

สัปปายะ สงบ ยั ่งยืน

Text : วีรภา ดำสนิท / Weerapa Dumsanit

Photo : จุลพร นันทพานิช / Julaporn Nuntapanich

อาจารย์จุลพร นันทพานิช

Julaporn Nuntapanich

สถาปนิก ป่าเหนือสตูดิโอ และ

อาจารย์พิเศษคณะ สถาปัตย-

กรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย

เชียงใหม่

อาจารย์จุลพร นันทพานิช แห่ง “ป่าเหนือสตูดิโอ”

อาจารย์พิเศษประจำคณะวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกเล่ากับ ASA CREW

ถึงกิจกรรมวันหยุดที่ชาว “ป่าเหนือสตูดิโอ” มัก

ใช้เวลาร่วมกันต่อเนื่องมาแล้วกว่า 3 ปี นั่นคือ

การทำสาธารณประโยชน์ โดยใช้วิชาชีพสถาปนิก

เข้าไปบูรณะวัดหลายๆ แห่ง โดยยึดหลักการ

น้อมนำธรรมชาติและวัฒนธรรมเข้ามาเป็นส่วน

หนึ่งอยู่เสมอ

“วันว่างของผมไปไหน…ผมไปวัด”

ผมตั้งใจว่าจะใช้อาชีพสถาปนิกช่วยทำ

สาธารณประโยชน์ โดยเปิดโอกาสให้น้องๆ ที่ร่วม

งานกันเข้ามามีส่วนร่วม ปีนี้ผมและน้องๆ กำลังช่วย

ออกแบบปรับปรุงแลนด์สเคปให้ทางวัดป่าพุทธาราม

(ถ้ำสติ) จังหวัดราชบุรี หลังจากมีโอกาสไปกราบ

พระอาจารย์สุรินทร์ รตนโชโต ฟังท่านเทศน์ธรรม

ท่านจึงได้หารือเรื่องแบบ ซึ่งโปรเจ็กต์นี้ วิศวกร

ออกแบบวัดแล้ว ผมจึงอาสาเสนอตัวช่วยงานนี้ใน

การจัดลำดับการก่อสร้าง

136

137


หนึ่งในความตั้งใจที่ผมตั้งไว้ทุกปี นั่นคือการช่วย

บูรณะวัด อย่างการปรับปรุงพระอุโบสถที่วัด

ศรีดอนไชย จังหวัดเชียงใหม่ บูรณะอุโบสถทรง

โบราณ โดยมีญาติโยมศรัทธาบริจาคเงินก้อนมา

เราใช้ความรู้ความสามารถทางสถาปัตยกรรมแก้

แบบให้เป็นทรงล้านนา ใช้ความชำนาญของเรา

นั่นคืองานออกแบบที ่เน้นเรื่องท้องถิ่นแต่ยังคง

ร่วมสมัย ให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์วัฒนธรรม

น้อมนำธรรมชาติออกแบบเป็นภูมิทัศน์ท้องถิ่นที่

ไม่ต้องใช้การดูแลรักษามาก เพราะทุกอย่างให้

ธรรมชาติเป็นผู้นำ

“ผมรู้สึกว่าอาชีพของพวกเราเป็นประโยชน์กับ

สาธารณะมากและที่สาธารณะบางแห่งก็ไม่ได้มี

งบประมาณจัดจ้างมากนัก ดังนั้นเป็นสิ่งควรค่า

แก่กาลเวลา ไปช่วยกิจการงานที่เป็นประโยชน์กับ

ส่วนรวม สิ่งที่ได้รับคือความสุข ความอิ่มใจ การ

ออกแบบของเรายึดหลักสัปปายะ คือออกแบบให้

สบาย ได้เจริญสติ เกิดความสงบยั่งยืนในใจ

มาในยุคที่น้ำไหลไฟสว่าง เกิดมาในคอนโดฯ มี

ทุกอย่างพร้อม น้องๆ ก็บอกได้ แต่หากได้เผชิญ

และเกิดในที่ที่ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ต้องอยู่ในภูเขา

ตัวคนเดียว นั่นล่ะเขาถึงจะเข้าใจ…พุทธศาสนา

เป็นสิ่งร่วมสมัยตลอดเวลา ลองไปศึกษาให้ดีก่อน

“สำหรับผมศาสนาให้ความสงบร่มเย็น ให้แนวทาง

ในการคิด อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือความยั่งยืน

พอมีหลักคิดแบบนี ้ก็ทำให้การงานออกแบบของ

ผมก็ดี ผมใช้หลักคิดปรัชญาจากความสงบนี้

ทำให้ลูกค้าได้รับอานิสงส์จากการออกแบบที่ดี

‘ถ้าไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเกรี้ยวกราด คุณจะ

สร้างสรรค์งานที่ดี’”

“ผมเป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้านแล้วมา

ออกแบบวัด ผมคิดว่าทำบ้านก็ต้องทำ ถ้า

เป็นงานออกแบบเราต้องชี้แจงลูกค้า แต่การ

ออกแบบวัดคือนำเสนอต่อครูบาอาจารย์ เรา

จะออกแบบสภาพแวดล้อมในวัดให้ยึดหลัก

สัปปายะได้อย่างไร ให้เป็นที่ที่สบาย รื่นรมย์ เจริญ

ทางธรรมแก่ผู้มาเยือน

“ผมขอฝากข้อคิดให้น้องๆ สถาปนิก ช่วยๆ กัน

เพราะวัดต้องการสถาปนิกมาก มีวัดหลายๆ วัดที่

ยังต้องการการออกแบบ การจัดการ การก่อสร้าง

ให้เหมาะสม ซึ่งอาชีพสถาปนิกของเราจำเป็นมาก

ที่จะสามารถช่วยสังคมในแวดวงศาสนา เราควรใช้

ความชำนาญของเราให้เป็นประโยชน์ เห็นน้องๆ รุ่น

ใหม่ หรือรุ่นลูกศิษย์หลายๆ คน มักจะบอกตัวเอง

ว่าเป็นคน “ไม่มีศาสนา” ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย

บางทีเขายังไม่ทันรู้ว่าศาสนาคือมรดกทางปัญญา

และปรัชญาของศาสนาที่แท้จริงคืออะไร ผมว่ามัน

เร็วไปที่เขาด่วนตัดสินและนิยามตนเองไปเช่นนั้น

บางครั้งเป็นเรื่องน่าสงสารพวกเขาเหล่านั้นด้วยซ้ำ

ที่ยังไม่ทันศึกษาอะไรให้ถ่องแท้แต่ด่วนตัดสินสรุป

ก่อนจะบอกว่าตัวเองไม่มีศาสนา ตราบใดเราเกิด

138

139


Film / Documentary

Louis Kahn’s Tiger City

(2018)

Text: สุปรียา หวังวัชรพล / Supreeya Wungpatcharapo

Photo: Tiger City Press Kit (https://filmfreeway.com/LouisKahnsTigerCity)

ผู้กำกับ: Sundaram Tagore

ระยะเวลาฉาย: 113 นาที

ภาพยนตร์สารคดี My Architect – A Sons

Journey ที่เคยออกฉายเมื่อปี 2003 ได้ถ่ายทอด

มุมมองของลูกชาย Nathaniel Kahn ที่พยายาม

ทำความเข้าใจความคิดของพ่อของตัวเองในฐานะ

สถาปนิกชื่อก้องโลก Louis I. Kahn ผ่านการ

เดินทางเยี่ยมชมผลงานออกแบบสถาปัตยกรรม

ของสถาปนิกใหญ่ผู้ล่วงลับ ในขณะที่ภาพยนตร์

สารคดี Louis Kahn’s Tiger City เรื่องนี้

เป็นการถ่ายทอดอีกภาพของความสำเร็จของ

ผลงานสถาปัตยกรรมจากสถาปนิกชาวตะวันตก

ในสายตาของนักประวัติศาสตร์ศิลปะเชื้อสาย

ตะวันออกอย่าง Sundaram Tagore ผู้กำกับ

ภาพยนตร์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในหลายประเทศทางตะวัน-

ตก ตั้งแต่เขาย้ายออกจากประเทศอินเดียเมื่อช่วง

ยังเป็นวัยรุ่น ทำให้ตัวเขาจึงค่อนข้างสนใจในการ

เรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่ต่างสังคมกัน รวมถึงเรื่อง

ราวระหว่างความเป็นตะวันออก-ตะวันตก และ

Tagore เคยฝากฝีมือของมาแล้วในงานกำกับ

ภาพยนตร์สารคดีผลงานชิ้นแรกเรื่อง Poetics of

Color: Natvar Bhavsar, A Painter’s Journey

เมื่อปี ค.ศ. 2010 นำเสนอเรื่องราวการใช้ชีวิตของ

ศิลปินชาวอินเดียในประเทศสหรัฐอเมริกา จนได้

รับรางวัลจากหลายเทศกาลทั้ง The Accolade,

The Indie Fest และรางวัลชมเชยจากนักวิจารณ์

แห่งชาติของสิงคโปร์ ประเภทภาพยนตร์สารคดี

ศิลปะใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปีและรางวัลผู้กำกับ

หน้าใหม่ยอดเยี่ยม ในปี ค.ศ. 2012

ที่มาของแรงบันดาลใจในการกำกับภาพยนตร์

สารคดีเรื่องที่สองของ Tagore นี้เขาเล่าว่าเกิดขึ้น

เมื่อครั้งที่ตัวเองได้รับทุนการศึกษาในปี ค.ศ.

1985 และมีโอกาสเดินทางไปยังบังกลาเทศเพื่อ

ศึกษาอาคารที่ออกแบบโดย Louis I. Kahn รวม

ถึง Sher-e-Bangla Nagor หรือที่รู้จักกันในชื่อ

Tiger (of Bengal) City หรืออาคารรัฐสภาที่

เป็นหัวใจของประเทศประชาธิปไตยที่เพิ่งจัดตั้ง

ขึ้นใหม่และสะท้อนทั้งสถาปัตยกรรมอนาคตและ

โบราณในเวลาเดียวกัน จากความยาวกว่า 113

นาที เราจะเห็นถึงสถาปัตยกรรมของ Louis I.

Kahn ที่พยายามสื่อถึงวิสัยทัศน์ทางศิลปะและจิต

วิญญาณของชาวบังกลาเทศ ขนานไปกับเรื่องราว

ชีวิตของขบวนการกอบกู้เอกราชของประเทศ และ

สถาปัตยกรรมที่เปรียบเสมือนตัวแทนของการก่อ

กำเนิดอุดมการณ์ประชาธิปไตยในบังคลาเทศ สำหรับ Tagore แล้วผลงาน

ชิ้นนี้คือภาพยนตร์ศิลปะเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ซึ่งเขามองว่า แม้ Louis I.

Kahn อาจใช้อิฐและปูนแทนสีและผ้าใบ แต่ผลงานออกแบบสถาปัตยกรรม

ของเขาได้สร้างสรรงานศิลปะชิ้นเอก ทั้งในเชิงปรัชญาและในแง่ของการ

ออกแบบและการปฏิบัติ

ในระหว่างการดำเนินการสร้างภาพยนตร์สารคดี Tagore ได้เดินทางไปทั่ว

โลกกว่า 14 ประเทศเพื่อค้นหาข้อมูลและพยายามทำความเข้าใจว่าสถาปนิก

ชาวอเมริกันที่เกิดในเอสโตเนียอย่าง Louis I. Kahn ได้สร้างอาคารที่ทัน

สมัยและซับซ้อนขนาดนี้ในประเทศที่ร่ำรวยทางวัฒนธรรมแต่ยากจนทาง

เศรษฐกิจอย่างบังคลาเทศนี้ได้อย่างไร รวมถึงบทสนทนากับผู้คนที่เกี่ยวข้องใน

ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในบังกลาเทศ นักประวัติศาสตร์ สถาปนิก

โดยหนึ่งในนั้นคือสถาปนิกรางวัล Pritzker

นับว่า Tiger City เป็นภาพยนตร์สารคดีอีกเรื่องหนึ่งที่ตามรอยสถาปัตยกรรม

ของ Louis I. Kahn และเหมือนจะช่วยตอกย้ำความเป็นตำนานทั้งผลงาน

ออกแบบสถาปัตยกรรมของเขาและตัวตนของสถาปนิกเอง ที่ยังสามารถมี

เรื่องราวให้บอกเล่า ตีความ และถ่ายทอดใหม่ได้เสมอ

จากความยาวกว่า 113 นาที เราจะเห็น

ถึงสถาปัตยกรรมของ Louis I. Kahn

ที่พยายามสื่อถึงวิสัยทัศน์ทางศิลปะและ

จิตวิญญาณของชาวบังกลาเทศ ขนานไปกับ

เรื ่องราวชีวิตของขบวนการกอบกู้เอกราช

ของประเทศ

140

141


Visual Essay

Text/ Photo: อัครา นักทำนา / Akkara Naktamna

“จากการที่ถ่ายภาพแนว Street Photography ทำให้ชอบสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงรอบๆ ตัว บ่อยครั้งที่พบเจอ

กับสิ่งแวดล้อมอันแปลกประหลาด พิลึกพิลั่น ดังเช่นเหล่าต้นไม้ต่างๆ ที่ดูดซับมลพิษในเมืองใหญ่เข้าไปเกินขนาด จนดูคล้ายพืช

กลายพันธุ์ประหลาดขนาดยักษ์ที่คืบคลานกลืนกินทุกๆ สิ่งรอบตัวมัน และรอวันเอาคืนกับพวกมนุษย์ที่ชอบทำลายธรรมชาติ หรือ

แม้แต่สิ่งต่างๆ ที่เราพบเจอทั่วไปในชีวิตประจำวัน หลายคนคิดว่ามันเป็นเพียงสิ่งของไร้ชีวิตและมักจะมองข้ามมันไป แต่หากลอง

สังเกตดูให้ดีจะพบว่าพวกมันสื่อสารกันและส่งสัญญาณลึกลับบางอย่างที่ไม่อาจเข้าใจได้ ราวกับฉากอันน่าสะพรึงกลัวในภาพยนตร์

วิทยาศาสตร์แนวทำลายล้างที่มักจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมเสมอ”

142

143


14

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

248/1 ซอยศูนย์วิจัย 4 ถนนพระรามที่ 9 แขวงบางกะปิ

เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310

The Association of Siamese Architects Under Royal Patronage

248/1 Soi Soonvijai 4, Rama IX Rd., Bangkapi,

Huaykwang, Bangkok, 10310 Thailand

Tel: 0-2319-6555 Fax: 0-2319-6555 press 120 or 0-2319-6419

www.asa.co.th / Facebook : asacrew / Email: asacrewmag@gmail.com

บรรณาธิการบริหาร

Managing Editor

ผศ. ดร.กมล จิราพงษ์

Asst. Prof.Kamon Jirapong, Ph.D.

บรรณาธิการ

Editor

กฤษณะพล วัฒนวันยู

Kisnaphol Wattanawanyoo

บรรณาธิการด้านเนื้อหาสถาปัตยกรรม

Architectural Feature Editor

ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์

Asst. Prof.Supitcha Tovivich, Ph.D.

บรรณาธิการภาษาอังกฤษ

English Editors

Max Crosbie-Jones

Alvaro Conti

David Fiske

Art Director

วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์

Wiciht Horyingsawad

Graphic Design

กนกพร ลออวิไล

Kanokporn Laorvilai

หัวหน้าฝ่ายศิลป์สื่อดิจิทัล

Digital Media Design Director

วีรพล เจียมวิสุทธิ์

Werapon Chiemvisudhi

หัวหน้ากองบรรณาธิการ

Head of Editorial team

รติรัตน์ นิมิตรบรรณสาร

Ratirat Nimitrabannasarn

กองบรรณาธิการ

Editorial Staff

ยินดี พุฒศิรยากร

Yindee Phuttasirayakorn

วีรภา ดำสนิท

Weerapa Dumsanit

Proofreader

ชญานี ขุนกัน

Chayanee Khunkan

ช่างภาพ

Photographer

เรืองศักดิ์ บุณยยาตรา

Ruangsak Boonyayatra

นักเขียนรับเชิญ

Contributors

ปองขวัญ ลาซูส

Pongkwan Lassus

วิญญู อาจรักษา

Winyu Ardrugsa

สิปปวิชญ์ กำบัง

Sippawich Kambung

พีรณัฏฐ์ อุไรรัตน์

Peeranat Urairat

กิตติ เชาวนะ

Kitti Chaowana

ภัทรนันท์ ทักขนนท์

Pattaranan Takkanon

อรุณ ภูริทัต

Aroon Puritat

เพชรลัดดา เพชรภักดี

Pechladda Pechpakdee

สิริพร ด่านสกุล

Siriporn Dansakun

สุปรียา หวังพัชรพล

Supreeya Wungpatcharapon

อัครา นักทำนา

Akkara Naktamna

นักแปล

Translator

นิศาชล บุญช่วยคุ้ม

Nisachon Boonchuaykum

ธนว์กัญญา แจ้งใจธรรม

Tanakanya Changchaitum

สุชานาฏ จารุไพบูลย์

Suchanart Jarupaiboon

การตลาด

Marketing

พิมพ์วิมล วงศ์สมุทร

Pimwimol Wongsamut

พิมพ์โดย

Printed by

เค.ซี.เพรส

K.C.PRESS

รายนาม

คณะกรรมการบริหาร

สมาคมสถาปนิกสยาม

ในพระบรมราชูปถัมภ์

ประจำปี 2561-2563

ASA Executive Committee

2018-2020

นายกสมาคม

President

นายอัชชพล ดุสิตนานนท์

Ajaphol Dusitnanond

อุปนายก

Vice President

นายเมธี รัศมีวิจิตรไพศาล

Metee Rasameevijitpisal

อุปนายก

Vice President

ผศ.ดร.ธนะ จีระพิวัฒน์

Asst.Prof.Thana Chirapiwat, Ph.D.

อุปนายก

Vice President

ดร.พินัย สิริเกียรติกุล

Pinai Sirikiatikul, Ph.D.

อุปนายก

Vice President

นายทรงพจน์ สายสืบ

Songpot Saiseub

เลขาธิการ

Secretary General

นายปรีชา นวประภากุล

เลขาธิการ

Preecha Navaprapakul

นายทะเบียน

Honorary Registrar

พ.ต.อ.สักรินทร์ เขียวเซ็น

Pol.Col.Sakarin Khiewsen

เหรัญญิก

Honorary Treasurer

นางภิรวดี ชูประวัติ

Pirawadee Chooprawat

ปฏิคม

Social Event Director

นายสมชาย เปรมประภาพงษ์

Somchai Premprapapong

ประชาสัมพันธ์

Public Relations Director

ผศ. ดร.กมล จิราพงษ์

Asst.Prof.Kamon Jirapong, Ph.D.

กรรมการกลาง

Executive Committee

นายเทียนทอง กีระนันทน์

Thienthong Kiranandana

กรรมการกลาง

Executive Committee

ดร.รัฐพงศ์ อังกสิทธิ์

Rattapong Angkasith, Ph.D.

กรรมการกลาง

Executive Committee

นายชายแดน เสถียร

Chaidan Satian

กรรมการกลาง

Executive Committee

นายรุ่งโรจน์ อ่วมแก้ว

Rungroth Aumkaew

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา

Chairman of Northern Region (Lanna)

นายอิศรา อารีรอบ

Issara Areerob

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกอีสาน

Chairman of Northeastern Region (Esan)

นายธนาคม วิมลวัตรเวที

Tanakom Wimolvatvetee

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ

Chairman of Southern Region (Taksin)

นายนิพนธ์ หัสดีวิจิตร

Nipon Hatsadeevijit

กองบรรณาธิการสื่อดิจิทัล

Digital Media Staff

พิมพ์ชนก ดำสนิท

Pimchanok Dumsanit

More magazines by this user
Similar magazines