ASA JOURNAL 06/59

ASACREW

วารสารสถาปัตยกรรม

ของสมาคมสถาปนิกสยาม

ในพระบรมราชูปถัมภ์

THE ARCHITECTURAL JOURNAL

OF THE ASSOCIATION OF

SIAMESE ARCHITECTS

UNDER ROYAL PATRONAGE


ไม้ เฌอร่า ที่ 1 ในใจผู้บริโภค 5 ปีซ้อน


หนังสือเลมนี้เปนบันทึกสวนหนึ่งจากการศึกษาเรื่องของมนุษย วัฒนธรรม พฤติกรรม

การออกแบบ ในกระบวนการทำงานของ Office for Metropolitan Architecture (OMA)

โดย Albena Yaneva ซึ่งใชเวลาระหวางป 2002-2004 ทำงานและรวบรวมขอมูลสำหรับ

งานวิจัยของเธอที่ OMA ในรอตเตอรดัม ในหนังสือเลมนี้ Yaneva ใช วิธีถายทอดเรื่องราว

ตางๆ ออกมาเปนเรื่องสั้นที่บอกเลาถึงการทำงานของสถาปนิกที่ OMAโดยการใชโมเดล

กระบวนการสรางสรรค เทคนิควิธีการทำงานในแตละวันที่มีผลตอสถาป ตยกรรมที่โดดเดน

ของ Rem Koolhaas และ OMA ขอมูลตางๆ มาจากการ ใชเวลาของผูเขียนในการทำงาน

การพูดคุยกับสถาปนิก และการติดตามเรื่องราวของโปรเจ็คตตางๆ เชน Seattle Public

Library ในซีแอตเทิล The Whitney Museum of American Art ในนิวยอรก CCTV

ในปกกิ่ง Los Angeles County Museum of Art ในลอสแอนเจลิส และ la Casa da

Musica ในปอรโต เปนตน

เกี่ยวกับผูแปล

ประภาศร คุณะกฤดาธการ ศึกษาที่โรงเรยนเซนตโยเซฟคอนเวนต กอนที่จะเดินทางไปศึกษา

ตอที่โรงเรยน Copper Hills High School และ Saint Croix Lutheran High School

ประเทศสหรัฐอเมรกา จากนั้นเขาศึกษาตอระดับอุดมศึกษาในหลักสูตรนานาชาติ สาขาการออกแบบ

สถาปตยกรรม (INDA) คณะสถาปตยกรรมศาสตร จุฬาลงกรณมหาวทยาลัย และจบการศึกษา

ในป 2558 โดยไดรับวทยาศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ประภาศร ไดรับรางวัลยอดเยี่ยม

จากการประกวดวทยานิพนธ Degree Shows ในป 2558 ในสาขาสถาปตยกรรม (Best of

Architecture Design) และรางวัลยอดเยี่ยมของทุกสาขา (Best of the Show)

แปลและเรยบเรยงโดย

ประภาศร คุณะกฤดาธการ

ปภพ เกิดทรัพย

จัดพมพโดย บรษัท คอรปอเรชั่น โฟรดี

ขนาด 14 x 21.5 เซนติเมตร

ISBN 978-616-91669-5-5

พมพที่ SUPERPIXEL

รายละเอียดเพมเติม

ติดตอ art4d, 02-260-2606-8

สั่งซื้อ

art4d.com/shop


THEMES

38

38 MAIIAM Contemporary

Art Museum

46 ASA Lanna Center

54 Naiipa Art Complex

62 Pattaya Country Club

70 Choui Fong Tea Café

54

62

46

70

6 ASA CONTENTS วารสารอาษา


35/11 Kanchanapisek Rd., Dokmai, Prawet, Bangkok 10250 Tel: +66(0)2 3655899 Fax: +66(0)2 3655890 FB: www.facebook.com/famelinegroup


SECTIONS

NEWS

18 The Inauguration of ASA Lanna

Center

24 Co-Create Design Workshop :

Mahakan Living Museum

18

WORK IN PROGRESS

28 TCDC Khon Kaen

32 Re | Sort Gra | Ble

CONVERSATION

78 Wolf D. Prix

COMMITTEE

84 ASA-CAN Workshop 2016: Living

with Khlong at Lak Ha Floating

Market Community

84

CONSERVATION

90 VERNADOC Thailand and

Beyond

HISTORY

96 Charming Bangluang

Community

PROFESSIONAL

102 Design for Environmental

Performance

110 MATERIALS

112 ASA CARTOON

8 ASA CONTENTS วารสารอาษา


สวนประกอบของระบบการกอสรางอยางยั่งยืน

¹Çѵ¡ÃÃÁ·ÕèÁÕ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾áÅлÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾¢Í§¼ÅÔµÀѳ±

¤ÇÒÁÊдǡʺÒµ‹ÍÊØ¢ÀÒ¾áÅФÇÒÁ»ÅÍ´Àѵ‹Í¼ÙŒãªŒ

»ÃѺ»ÃاÊÀÒ¾áÇ´ÅŒÍÁ

¡ÒÃÅ´¼Å¡Ãзº ÁÅÀÒÇÐ áÅСÒÃÊÌҧ¢Í§àÊÕÂ

¡ÒÃ㪌¾Åѧ§Ò¹ÃÇÁÖ§·ÃѾÂÒ¡ÃÍ‹ҧÁÕ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾ÊÙ§ÊØ´

¤ÇÒÁ¤ØŒÁ¤‹Òµ‹Í·ÃѾÂÊÔ¹

LEED rating levels

LEEDS ໚¹â»Ãá¡ÃÁ·Õèä´ŒÃѺ¡ÒÃÃѺÃͧã¹àÃ×èͧÍÒ¤ÒÃÊÕà¢ÕÂÇ

â´ÂµÃÐ˹ѡ֧¢Ñ鹵͹㹡ÒÃàÃÔèÁ¡‹ÍÊÌҧÍÒ¤Òà ÇÑÊ´Ø¡‹ÍÊÌҧ

ÃÇÁä»Ö§ÇѵػÃÐʧ¤¢Í§¡ÒÃ㪌ÍÒ¤ÒÃ

Saint-Gobain ໚¹ÊÁÒªÔ¡ÃдѺá¾ÅµµÔ¹ÑèÁ¢Í§ USGBC

áÅоѹ¸ÁÔµÃÊÓ¤Ñޢͧ LEEDS

LEEDS äÁ‹ä´Œà¾Õ§ÃѺÃͧ¼ÅÔµÀѳ±á¤‹à©¾ÒÐʋǹ

Ëҡᵋ¨ÐàÊÃÔÁÊÌҧÈÑ¡ÂÀÒ¾ÁÒ¡¢Ö鹌Ò㪌 Saint-Gobain

Gyproc ¤Ãº·Ñé§Ãкº ¡ÒÃ໚¹Ê‹Ç¹Ã‹ÇÁã¹â¤Ã§¡ÒèÐä´ŒÃѺ

¤Ðá¹¹áÅÐÁÙŤ‹Ò¢Í§ÍÒ¤ÒÃà¾ÔèÁÁÒ¡¢Öé¹

มาตรฐานที่ไดรับ Certification Standard

ÁÍ¡. 219-2552

©ÅÒ¡à¢ÕÂÇ TGL-49-10

British Standard BSEN 520:2004 +A:2009

European Standard EN520-Type A

American Standard ASTMC 1396-Section 5

Singapore Green Label Accreditation


พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทย

กุสินาราเฉลิมราชย์ ตั้งอยู่ที่เมืองกุสิ-

นารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐ

อินเดีย มีอาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร

เป็นสถาปนิกผู้ถวายงาน ได้ด าเนิน

งานก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2547 มี

รูปแบบทางสถาปัตยกรรมผสมผสาน

ลักษณะเด่นของศิลปะสถาปัตยกรรม

ไทยนับแต่สมัยสุโขทัยลงมาจวบจนถึง

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระมหาธาตุ

องค์นี้นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้

เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะ

สถาปัตยกรรมไทยของพระบาทสมเด็จ

พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดยในขั้นตอนการออกแบบนั้น

พระองค์ได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย

ในการเลือกแบบเจดีย์จากแบบร่างที่

สถาปนิกได้ทูลเกล้าฯ ถวาย และได้

ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเพิ่มเติม

เป็นลาดับ ตั้งแต่เริ่มการออกแบบ

กระทั่งมีการพัฒนามาเป็นรูปแบบที่

สมบูรณ์เป็นที่พอพระราชหฤหัย

โดยได้พระราชทานลายพระหัตถ์ปรับ

แก้ไขขนาดเรือนธาตุยอดกลางให้มี

ขนาดใหญ่ขึ้น โดยขนาดของเรือนธาตุ

ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามพระบรมราช

วินิจฉัยนี้ เมื่อสร้างเป็นองค์จริงแล้วจะ

มีขนาดและสัดส่วนที่งดงามพอดีเมื่อ

มองจากระดับสายตาคนดูโดยทั่วไป

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าพระทัยที่

ลึกซึ้งในเรื่องของขนาด สัดส่วนทาง

สถาปัตยกรรม และสภาพแวดล้อม

ขอน้อมเกล้าฯ ถวายอาลัยดวงพระวิญญาณ

พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ข้าพระพุทธเจ้า

กองบรรณาธิการวารสารอาษา

ข้อมูลและภาพจากหนังสือ

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับ

งานศิลปะและการออกแบบ”

จัดทาโดยมหาวิทยาลัยศิลปากร

พิมพ์ครั้งแรกในปี 2550

The design and construction

of Phra Mahathat Chalermratcha

Sattha Stupa at Wat Thai Kusinara

Chalermraj, a Thai Monastery

Kusinara Mahaviharn, locating

in the city of Kusinara in Uttar

Pradesh, India had Professor

Wanida Puengsoonthorn as the

architectural consultant. The construction

was completed in 2004

with architectural attributes that

combine distinctive characteristic

of Thai architecture from Sukhothai

till Rattanakosin Era. The stupa is

one of the astounding examples of

King Bhumibol Adulyadej’s genius

in Thai architecture as witnessed

in his creative contribution in the

design process where he personally

selected and critically commented

on the preliminary drawings. Under

his direction and judgment, the

design of the stupa had been developed

and completed. His Majesty

the King’s personal engagement

in the project is reflected from the

way in which he referred to the

stupa as “my chedi” with the architect

as he provided hand-written

comments on the drawing suggesting

that the size of the central

part of the stupa should be made

larger, consequentially resulting in

the perfect physical and visual proportion

and scale of the structure.

The work is another manifestation

of His Majesty the King’s profound

understanding in the details of Thai

architecture and the surrounding

environment and context of the

work.

In remembrance of His Majesty King

Bhumibol Adulyadej, we express our

deepest condolences. ASA Journal

Editorial Staffs.

Credit: “King Bhumibol Adulyadej

and His Versatility in the Arts &

Design”, published by Silpakorn

University, 2007


นับตั้งแต่มีประกาศสานักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทร

มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช

บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ นั้น

บรรดาพสกนิกรได้รับทราบด้วยความโทมนัสยิ่ง ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี

ที่พระองค์ทรงครองราชย์ ไม่มีวันใดที่ว่างเว้นจากการทรงงาน หยาดเหงื่อ

จากพระวรกายได้หยาดหยดไปทุกถิ่นแดนไทย เพื่อหาหนทางที่จะพลิกฟื้น

แผ่นดินที่ทุรกันดารให้กลายเป็นแผ่นดินทองที่อุดมสมบูรณ์ โครงการใน

พระราชดาริของพระองค์ไปถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า เพื่อให้ปวงประชา

ได้อยู่ดีกินดี พระองค์คือพ่อหลวงที่ทรงสอนลูกไม่ให้ฟุ้งเฟ้อตามหลักปรัชญา

ของเศรษฐกิจพอเพียง ยังประโยชน์สุขอย่างยั่งยืนแก่ประเทศชาติ

แต่บัดนี้พ่อหลวงของแผ่นดินได้เสด็จกลับสู่สวรรคาลัยแล้ว ปวงชนชาวไทย

ต่างร่าไห้เสียใจสุดจะบรรยาย เหมือนดังขาดร่มโพธิ์ร่มไทรที่แผ่กิ่งก้านให้

ความร่มเย็นแก่ปวงประชามาเนิ่นนาน ปวงข้าพระพุทธเจ้าต่างล้วนสานึก

ในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายอาลัยให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย

ให้พระองค์ทรงสถิตอยู่ ณ แดนสรวงอย่างสุขสราญ ปวงชนชาวไทยจะขอ

สืบสานพระปณิธานของพระองค์ท่านนั่นคือ การเป็นลูกที่คิดดี ประพฤติดี

เพื่อร่วมกันพัฒนาชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสานึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

อันหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการบริหาร และเจ้าหน้าที่สมาคม

สถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

หลังจากการพระราชพิธีทรงบาเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร

ถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

จานวน ๕๐ วันแล้ว สมาคมสถาปนิกสยามฯ มีความประสงค์ขอร่วมเป็น

เจ้าภาพร่วมบาเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมราลึกถึง

พระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งนี้หากได้รับกาหนดวัน

และเวลาจากสานักพระราชวังแล้ว จะประชาสัมพันธ์ให้รับทราบต่อไป

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โทรศัพท์ ๐๒-๓๑๙-๖๕๕๕ l โทรสาร ๐๒-๓๑๙-๖๔๑๙ l อีเมล asaisaoffice@gmail.com l www.asa.or.th


FOREWORD

ADVISORS

AJAPHOL DUSITNANOND

PICHAI WONGWAISAYAWAN

ASSOC. PROF. TONKAO PANIN, PH.D.

ASSOC. PROF. M.L. PIYALADA

THAVEEPRUNGSRIPORN, PH.D.

MONGKON PONGANUTREE

EDITOR IN CHIEF

SUPITCHA TOVIVICH

CONTRIBUTORS

CHARINEE ARTACHINDA

JAKSIN NOIRAIPHOOM

NICHANUN SUWOONA

PANNIPA PINDAVANIJA

PAPHOP KERDSUP

PATTARANAN TAKKANON

SORAVIS NA NAGARA

SUDJIT S. SANANWAI

WARUT DUANGKAEWKART

WINYU ARDRUGSA

XAROJ PHRAWONG

SPECIAL THANKS TO

all(zone)

ARCHITECTS 49

ASA-CAN TEAM

CHALERMPRAKIAT INSTITUTE OF THAI ART

AND ARCHITECTURE, SILPAKORN

UNIVERSITY

IDIN ARCHITECTS

OFFICE OF BANGKOK ARCHITECTS

SOMDOON ARCHITECTS

STU/D/O ARCHITECTS

TCDC

VERNADOC

WANIDA PHUNGSOONTHORN

WOLF D. PRIX

ENGLISH TRANSLATOR

TANAKANYA CHANGCHAITUM

GRAPHIC DESIGNERS

WILAPA KASVISET

CO-ORDINATOR

KETSIREE WONGWAN

THE ASSOCIATION OF SIAMESE

ARCHITECTS UNDER ROYAL

PATRONAGE ORGANIZES

248/1 SOI SOONVIJAI 4 (SOI 17)

RAMA IX RD., BANGKAPI,

HUAYKWANG, BANGKOK 10310

T : +66 2319 6555

F : +66 2319 6419

W : asa.or.th

E : asaisaoffice@gmail.com

PRINT

SUPERPIXEL

HOUSE 5 SOI SUKHUMVIT 26

(ATTHA KRAWI 1) SUKHUMVIT RD.

KLONGTON KLONGTEOY

BANGKOK 10110 THAILAND

T : +66 2258 2349

E : information.superpixel@gmail.com

“Environment” ฉบับนี้เป็นการนำาเสนอตัวอย่างอาคารที่น่าสนใจที่สภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยสำาคัญ

ในการ shape รูปทรงและพื้นที่ว่างภายใน ทั้งในเชิงการออกแบบที่สอดคล้องกับธรรมชาติและ

สภาพแวดล้อมโดยรอบ การสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นมาใหม่ภายในอาคาร การออกแบบเพื่อ

การประหยัดพลังงาน และการสื่อสารทางสัญลักษณ์ที่มีความสัมพันธ์กับบริบทโดยรอบ ได้แก่

MAIIAM Contemporary Art Museum โดย all(zone), ที่ทำาการสมาคมสถาปนิกสยาม

ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ล้านนา) โดย Somdoon Architects, Naiipa Art Comlex โดย Stu/D/O

Architects, Pattaya Country Club โดย The Office of Bangkok Architects และ Choui

Fong Tea Café โดย IDIN Architects นอกจากนี้ยังมีบทสัมภาษณ์ Wolf D. Prix ผู้ซึ่งสมาคม

สถาปนิกสยามฯ จัดบรรยายไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และอัพเดทจาก 2 กรรมาธิการฯ ได้แก่

กิจกรรม VERNADOC ของกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และเวิร์กช็อป ASA-CAN: Living

with Khlong ที่ชุมชนหลักห้า ของกรรมาธิการสถาปนิกเพื่อสังคมและเมือง

The “Environment” issue features some interesting examples of environmentally

conscious architecture where the ‘environment’ is the key factor of the formation of

space and form. The notion also includes designs where nature and the surroundings

are highly incorporated into the facilitation of the interior environment, the design

of energy-saving approaches and the symbolic expression of a building towards the

context it is located in. Among the selected projects are MAIIAM Contemporary Art

Museum by all(zone), The office of the Association of Siamese Architects under Royal

Patronage (Lanna) or ASA Lanna Center by Somdoon Architects, Naiipa Art Complex

by Stu/D/O Architects, Pattaya Country Club by The Office of Bangkok Architects and

Choui Fong Tea Café by IDIN Architects. Read our interview with Wolf D. Prix, the

legendary architect whose first lecture in Bangkok was hosted by ASA earlier in

August, and the latestupdates from two committees: VERNADOC by the Committee

of Art and Cultural Conservation and ASA-CAN Workshop: Living with Khlong at

Lak Ha Community by ASA-Community Act Network.

ADVERTISING DEPARTMENT

T : +66 2260 2606-8

F : +66 2260 2609

SUBSCRIBE TO ASA JOURNAL

T : +66 2319 6555

12 ASA EDITORIAL วารสารอาษา


สารจากนายกสมาคม

คณะกรรมการบริหารสมาคมสถาปนิกสยาม

ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2559 - 2561

นายกสมาคม

นาย อัชชพล ดุสิตนานนท์

อุปนายก

นาวาเอก สันติ พรหมสุนทร

ผศ. ดร. ธนะ จีระพิวัฒน์

ผศ. สุดจิต สนั่นไหว

ผศ. กิจโชติ นันทนสิริวิกรม

นาย ปรีชา นวประภากุล

นาย นันทพล จั่นเงิน

เลขาธิการ

นาย ชาติเฉลิม เกลียวปฏินนท์

นายทะเบียน

พ.ต.ท. สักรินทร์ เขียวเซ็น

เหรัญญิก

นาง ภิรวดี ชูประวัติ

ปฏิคม

นาย ทรงพจน์ สายสืบ

ประชาสัมพันธ์

ผศ.ดร. สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย

กรรมการกลาง

นาย ณัฐสิทธิ์ อิทธิถาวร

ม.ล. วรุตม์ วรวรรณ

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา

นาย ขวัญชัย สุธรรมซาว

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกอีสาน

ผศ.สุรศักดิ์ โล่ห์วนิชชัย

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ

นาย วิวัฒน์ จิตนวล

ด้วยสานักพระราชวังประกาศ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เสด็จสวรรคต ทางสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอน้อมเกล้าถวายอาลัย ให้พระองค์

เสด็จสู่สวรรคาลัยและน้อมสานึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น จึงมีนโยบายจะจัดทาหนังสือ

วาระพิเศษ เพื่อราลึกถึงพระอัจฉริยภาพที่มีต่อวงการสถาปัตยกรรมของไทย สาหรับมอบให้แก่

สมาชิกสมาคมฯ และประชาชนที่สนใจ คาดว่าจะดาเนินการจัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5

ธันวาคมนี้ และมีโครงการจะจัดทาหนังสือ “บ้านไทยในสมัยรัชกาลที่ 9” เพื่อรวบรวมองค์ความรู้

ทางด้านสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับบ้านพักอาศัยในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2489 – 2559

โดยกาหนดให้เสร็จทันช่วงงานสถาปนิก’60

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ได้เตรียมการจัดทารายการพิเศษเป็นวีดิทัศน์ เรื่องเกี่ยวกับองค์ความรู้

ของสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ โดยจะมีการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิในวงการสถาปนิกที่เชี่ยวชาญ

ด้านสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ เพื่อบันทึกจัดเก็บองค์ความรู้เหล่านี้และนามาเผยแพร่ให้กับ

สมาชิกและประชาชนต่อไป

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันสถาปนิกสยามเพื่อรองรับกิจกรรมต่อเนื่อง ที่ต้องการ

อาศัยผู้ชานาญการพิเศษเข้ามาบริหารจัดการ ได้เริ่มดาเนินการทดลองการบริหารโครงสร้างใหม่

มาตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ในกรอบเวลา 1 ปี เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ โครงสร้างสถาบัน

สถาปนิกสยาม ประกอบด้วย 3 สานัก ดังนี้

1. สานักวิชาการ มีขอบเขตงานแบ่งเป็น 3 ศูนย์ คือ

1.1 ศูนย์อบรมวิจัยและพัฒนาวิชาชีพ มีหน้าที่จัดอบรมและพัฒนาเทคนิควิชาชีพ

วิชาการด้านการออกแบบ รวมถึงจัดทาฐานข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ

สถาปัตยกรรม

1.2 ศูนย์ข้อมูลกฎหมายอาคาร มีหน้าที่ติดตาม ศึกษา ค้นคว้า รวบรวม และจัดระบบ

ข้อมูลกฎหมายอาคารและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม

1.3 ศูนย์คุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม มีหน้าที่ศึกษาปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ

ของวิชาชีพ เช่น พรบ. ควบคุมอาคาร และกฎข้อบังคับต่างๆ ที่มีผลต่อการประกอบ

วิชาชีพ รวมถึงการจัดตั้งอนุญาโตตุลาการ เพื่อชี้ขาดการตีความข้อกฎหมายต่างๆ กับ

หน่วยงานของรัฐ

2. สานักมรดกเมือง มีขอบเขตงานแบ่งเป็น 2 ศูนย์ คือ

2.1 ศูนย์อนุรักษ์สถาปัตยกรรม มีหน้าที่ดาเนินงานด้านการบริหารจัดการองค์ความรู้

ด้านการอนุรักษ์และข้อมูลมรดกสถาปัตยกรรม พร้อมสนับสนุนทางวิชาการด้านสถาปนิก

ชุมชน ในเรื่องการออกแบบชุมชน ผังเมือง และสิ่งแวดล้อมเมือง

2.2 ศูนย์ท่องเที่ยวสถาปัตยกรรม ทาหน้าที่จัดทาฐานข้อมูลและกาหนดเส้นทางการ

ท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับแหล่งมรดกสถาปัตยกรรม พร้อมประสานงานร่วมมือกับหน่วยงาน

การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการขยายฐานให้บริการด้านการท่องเที่ยว

เชิงวัฒนธรรมแบบครบวงจรในอนาคต

14 ASA EDITORIAL วารสารอาษา


คณะกรรมการกองทุนสมาคมสถาปนิกสยาม

ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2558-2560

ประธานกรรมการกองทุน

นาย บุญญวัฒน์ ทิพทัส

กรรมการกองทุน

นาย วีระ ถนอมศักดิ์

ดร. ศุภกิจ มูลประมุข

ผศ. ณัฐธร ธรรมบุตร

ผศ. มนต์ผกา วงษา

นาย อัชชพล ดุสิตนานนท์

นาง ภิรวดี ชูประวัติ

สถาบันสถาปนิกสยาม โดย

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

ประธานสถาบันสถาปนิกสยาม

ดร. วีระพันธุ์ ชินวัตร

ผู้อำานวยการสำานักวิชาการ

นาย ธานินทร์ ศรีเบญจรัตน์

ผู้อำานวยการสำานักมรดกเมือง

นาง ปองขวัญ ลาซูส

ผู้อำานวยการสำานักสารสนเทศ

ดร. กมล จิราพงษ์

หัวหน้าศูนย์อบรมวิจัยและพัฒนาวิชาชีพ

นาย ธานินทร์ ศรีเบญจรัตน์

หัวหน้าศูนย์ข้อมูลกฎหมายอาคาร

นาย สุพินท์ เรียนศรีวิไล

หัวหน้าศูนย์คุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพ

สถาปัตยกรรม

นาย สุทธิศักดิ์ ชยุตสาหกิจ

หัวหน้าศูนย์อนุรักษ์สถาปัตยกรรม

นาง ปองขวัญ ลาซูส

หัวหน้าศูนย์ท่องเที่ยวสถาปัตยกรรม

นางสาว ลัคณา สันติณรงค์

3. สานักสารสนเทศ มีขอบเขตงานแบ่งเป็น 2 ศูนย์ คือ

3.1 ศูนย์อาษาคลาวด์ ทาหน้าที่เป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรม

ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้บริการแก่สมาชิกและประชาชน ในรูปแบบของนิทรรศการและ

การแสดง จนถึงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมในอนาคต

3.2 ศูนย์อาษาครู ทาหน้าที่เป็น Content Development Center เพื่อใช้เป็นแหล่ง

ผลิตเนื้อหาและองค์ความรู้ เผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ รวมถึงการพัฒนา

ระบบสารสนเทศทั้งหมดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อใช้เป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์

ศักยภาพของสถาปนิกไทย

โดยโครงสร้างของสถาบันทั้งหมดนี้จะมีประธานสถาบันเป็นผู้กากับดูแล และมีผู้อานวยการสานัก

3 สานัก พร้อมกับหัวหน้าศูนย์แต่ละศูนย์บริหารจัดการให้เกิดความมั่นคงและเป็นประโยชน์สูงสุด

ถือได้ว่าสถาบันสถาปนิกสยาม จะเป็น Profit Center ให้กับสมาคมฯ ต่อไปในอนาคต

หนึ่งในนโยบายการปฏิรูปสื่อ สมาคมฯ ได้ทาการติดตั้งระบบการประชุมทางไกล (TELE-

CONFERENCE) เชื่อมส่วนกลางกับสาขาทั้งสามภูมิภาคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทาให้การติดต่อ

สื่อสารระหว่างส่วนกลางกับภูมิภาคมีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น การจัดบรรยายทางวิชาการ

สามารถดาเนินการได้แม้แต่ในส่วนภูมิภาคเอง และถ่ายทอดไปยังภูมิภาคอื่นรวมถึงส่วนกลาง

เพื่อให้สมาชิกได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง

สมาคมฯ ได้มีโครงการสารวจและวิจัยความพึงพอใจของสมาชิกสมาคมฯ ที่มีผลต่อการให้

บริการของสมาคมฯ ในด้านต่างๆ ทาการสารวจจานวนสมาชิกและสถาปนิกทั่วประเทศ (ซึ่งจะ

คัดเลือกเฉพาะกลุ่ม) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจะนาผลที่ได้มาวางแผนการพัฒนาการให้บริการ

และการทาแผนกลยุทธ์ ให้ตรงเป้าหมายและเกิดประโยชน์ต่อสมาชิกมากที่สุด

วันที่ 27 – 29 ตุลาคม สมาคมฯ ได้เข้าร่วมงาน JIA National Convention 2016 และ

ประชุมทวิภาคีกับสมาคมสถาปนิกญี่ปุ่น ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น โดยมี อาจารย์ ดร.ธนะ

จีระพิวัฒน์ อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ อาจารย์ชาติเฉลิม เกลียวปฏินนท์ เลขาธิการ คุณกษมา

วรรณศิลป์ ผู้จัดการสมาคมฯ และคุณสถิรัตร์ ตัณฑนันทน์ ในฐานะประธานสภาสถาปนิกเอเชีย

(ARCASIA) เป็นผู้แทนสมาคมฯ เพื่อแลกเปลี่ยนหารือด้านการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม

และวางแผนการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสมาคมในอนาคตต่อไป

อัชชพล ดุสิตนานนท์

นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ

ปี 2559-2561

หัวหน้าศูนย์อาษาครู

นาย ชนพ ศิริกมลมาศ

หัวหน้าศูนย์อาษาคลาวด์

ดร. กมล จิราพงษ์

วารสารอาษา

EDITORIAL ASA 15


MESSAGE

FROM

THE PRESIDENT

EXECUTIVE COMMITTEE

THE ASSOCIATION OF

SIAMESE ARCHITECTS

UNDER ROYAL PATRONAGE

2016—2018

PRESIDENT

AJAPHOL DUSITNANOND

VICE PRESIDENT

CAPT. SANTI PROMSUNTORN

ASST.PROF.THANA CHIRAPIWAT, PH.D.

ASST.PROF.SUDJIT SANANWAI

ASST.PROF.KIJCHOT NUNTANASIRIVIKROM

PREECHA NAVAPRAPAKUL

NANTAPON JUNNGURN

SECRETARY GENERAL

CHARTCHALERM KLIEOPATINON

HONORARY REGISTRAR

POL.LT.COL.SAKARIN KHIEWSEN

HONORARY TREASURER

PIRAWADEE CHUPRAWAT

SOCIAL EVENT DIRECTOR

SONGPOT SAISUEB

PUBLIC RELATIONS DIRECTOR

ASST.PROF. SURAPONG LERTSITHICHAI,

PH.D.

EXECUTIVE COMMITTEE

NATHASITH ITTHITHAVORN

M.L. VARUDH VARAVARN

CHAIRMAN OF NORTHERN REGION (LANNA)

KHWANCHAI SUTHAMSAO

CHAIRMAN OF NORTHEASTERN REGION

(ESAN)

ASST. PROF. SURASAK LOWANITCHAI

CHAIRMAN OF SOUTHERN REGION (TAKSIN)

WIWAT CHITNUAN

ASA FUND COMMITTEE,THE ASSOCIATION

OF SIAMESE ARCHITECTS UNDER ROYAL

PATRONAGE 2015-2017

CHAIRMAN OF ASA FUND COMMITTEE

BOONYAWAT TIPTUS

COMMITTEE

VEERA THANOMSAKDI

SUPAKIT MULPRAMOOK, PH.D.

ASST.PROF. NADADHORN DHAMABUTRA

ASST.PROF. MONPAKA VONGSA

AJAPHOL DUSITNANOND

PIRAWADEE CHUPRAWAT

The Royal Household Bureau had announced the passing of His Majesty King

Bhumibol Adulyadej on October 13 th , 2016. With the deepest condolence, the

Association of Siamese Architects under Royal Patronage puts together a special

publication in remembrance of the King’s genius and contribution in Thai architecture.

The book will be available for both ASA members and the general public and is expected

to complete the publishing process by December 5 th of this year. ASA is also planning

to publish another publication, “Thai Houses in the Reign of King Rama IX”, as a

collection of body of knowledge of the development of residential architecture in

Thailand between 1946 and 2016. The book is scheduled to complete before

Architect Expo 2017.

The PR department is also preparing the special program about the historical

and architectural background of royal funeral pyre, which will feature interviews of

experts whose comprehensive knowledge in the architecture of the royal funeral

pyre will be properly recorded and made accessible to the public as well.

There have been some significant changes in the institute’s organizational structure

to serve the expanding and ongoing activities that require specific knowledge

from experts from different fields. The new management under the new organizational

structure has been implemented since October 1 st , 2016 with the set out time frame

of one year before the evaluation of achievement is conducted. The new organizational

structure of the Institute of Siamese Architects comprises of three offices as

follows:

1. The Office of Academic Center: The scope of work encompasses 3 different

centers:

1.1 Training Research and Professional Practice Development Center whose

roles include organizing trainings for professional technique development

as well as academic, design and creating architectural profession-related

database.

1.2 Building Regulation Information Center operates in following up,

studying, researching, collecting and archiving information about building

laws and regulations including those related to architectural practice.

1.3 Architect Professional Practice Protection Center deals with the studying

and researching of professional conflicts and issues such as building control

bills and regulations and their effects on architectural practitioners. Its role

also includes the appointment of arbitrator(s) to provide legal judgments and

interpretations between architectural practitioners and governmental agencies.

2. The Office of Urban Heritage the scope of work encompasses the operations

of 2 centers:

2.1 Architectural Conservation Center

The center’s operation revolves around the management of body of knowledge

in architectural conservation and information about architectural

heritages. It also provides academic supports in community, urban planning

and environmental design to community architects.

2.2 Architectural Tourism Center

The center works primarily in creating database and architectural tourism

routes. Its role is also to facilitate collaborations with tourism agencies,

both domestic and international, and expand cultural tourism service to be

more comprehensive in the future.

16 ASA EDITORIAL วารสารอาษา


THE INSTITUTE OF SIAMESE ARCHITECTS

(ISA) BY THE ASSOCIATION OF SIAMESE

ARCHITECTS UNDER ROYAL PATRONAGE

CHAIRMAN OF THE INSTITUTE OF SIAMESE

ARCHITECTS

WEERAPHAN SHINAWATRA, PH.D.

DIRECTOR THE OFFICE OF ACADEMIC

CENTER

THANIN SRI BENJARAT

DIRECTOR THE OFFICE OF URBAN HERITAGE

PONGKWAN LASSUS

DIRECTOR THE OFFICE OF INFORMATION

TECHNOLOGY

KAMON JIRAPONG, PH.D.

HEAD OF TRAINING RESEARCH AND

PROFESSIONAL PRACTICE DEVERLOPMENT

CENTER

THANIN SRI BENJARAT

HEAD OF BUILDING REGULATION

INFORMATION CENTER

SUPIN RIANSRIVILAI

HEAD OF ARCHITECT PROFESSIONAL

PRACTICE PROTECTION CENTER

SUTTHISAK CHAYUTSAHAKIJ

HEAD OF ARCHITECTURAL CONSERVATION

CENTER

PONGKWAN LASSUS

HEAD OF ARCHITECTURAL TOURISM CENTER

LACKANA SANTINARONG

HEAD OF ASA CREW CENTER

MR.CHANOP SIRIKAMOLMAS

HEAD OF ASA CLOUD CENTER

KAMON JIRAPONG, PH.D.

3. The Office of Information Technology: The scope of work encompasses 2

different centers:

3.1 ASA Cloud Center: Distribute and promote architectural knowledge in

different forms and platforms to provide accessible services for members

and the general public in the forms of exhibitions, showcases, etc. Its role

also includes the plan to start Thailand’s first museum of architecture in the

future.

3.2 ASA Crew Center: Operate as a Content Development Center where

architectural contents and knowledge are produced in the forms of online

media and hardcopy publications. The center also aims to develop the entire

information technology system to render optimized efficiency and use it as

an effective platform for the promotion of Thai architects’ talents and

potentials.

The new structure will be directed by the President with Directors overseeing the

three offices and Heads of the centers supervising the management and implementation

of policies to generate outcomes of highest reliability and benefit. The Institute

of Siamese Architects will be functioning as the Profit Center for the association in

the future to come.

One of the highlighted policies is media reform in which the association installs

teleconference system that connects the headquarters to the three regional branches,

allowing the communication between the central and regional unit to be faster and

more convenient. For instance, academic lectures can be organized by one of the

regional branches and broadcasted to other branches as well as the headquarters

as the members and interested individuals are offered greater access to knowledge

and information.

The association has conducted a survey to explore and research the members’

satisfaction about different aspects of the association’s services. The survey is done

members and architects from around the country (selected and categorized into

groups). The obtained data and results will be used for the planning and development

of services and strategies to best serve the members’ interests and demands.

On October 27 th – 28 th , the association participated JIA National Convention 2016

held in Osaka, Japan and attended the bilateral meeting with the Japan Institute of

Architects. As the association’s representatives, Professor Dr. Thana Chirapiwat, Vice

President in International Affairs, Chartchalerm Klieopatinon, the Association Secretary-

General, Kasama Wannasilpa, Association Manager and Sathirut Tandanand, the

President of ARCASIA, discussed and exchanged with JIA about many aspects of

architectural practice including the plan for the development of future collaborations

between ASA and JIA.

AJAPHOL DUSITNANOND

ASA PRESIDENT 2016-2018

วารสารอาษา

EDITORIAL ASA 17


NEWS

Somdoon Architects

THE 01

INAUGURATION

OF

ASA LANNA

CENTER

01

นับเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โครงการ “อาคาร

ที่ทาการสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

(ล้านนา)” แห่งนี้ ได้ถูกริเริ่มโดยคณะกรรมาธิการสถาปนิก

ล้านนาในการสรรหาที่ดินเพื่อตั้งที่ทาการถาวร ภายใต้

การสนับสนุนจากคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ โดย

คณะกรรมการชุดต่างๆ ได้อุทิศทั้งแรงกาย แรงใจ และ

สละเวลาร่วมดาเนินการอย่างแข็งขันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่

การสรรหาที่ดิน ศึกษาความเป็นไปได้ จัดการประกวด

แบบ พัฒนาแบบ และดาเนินการก่อสร้าง จนกระทั่งถึง

ปัจจุบันที่การก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมิถุนายน

2559 ที่ผ่านมา ทั้งนี้การเปิดที่ทาการถาวรของสมาคมฯ

ในภาคเหนือนั้น มีขึ้นก็เพื่อขยายความร่วมมือไปยังภาค

ส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพออกแบบและก่อสร้างใน

ส่วนภูมิภาคให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยหน้าที่หลักของอาคาร

ที่ทาการสมาคมสถาปนิกสยามฯ (ล้านนา) จะเป็นทั้ง

ศูนย์ดาเนินกิจกรรมทางด้านวิชาชีพและด้านบริการ ทั้งใน

เรื่องการอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรม การพัฒนาสังคม

การต่างประเทศ และการประชาสัมพันธ์ ซึ่งล้วนเป็น

กิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะและวิชาชีพสถาปัตยกรรม

ตามวัตถุประสงค์หลักของสมาคมฯ

อาคารที่ทาการสมาคมฯ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินบริเวณ

แยกทางหลวงหมายเลข 107 กับ 121 อาเภอเมือง จังหวัด

เชียงใหม่แห่งนี้ ได้รับการออกแบบโดย Somdoon Architects

ซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดแบบ

18 ASA NEWS วารสารอาษา


และดาเนินการก่อสร้างโดย หจก. ภูขวัญคอนสตรั๊คชั่น โดย

แนวความคิดในการออกแบบของอาคารขนาด 800 ตาราง-

เมตรแห่งนี้ มาจากการผสมผสานและแสดงออกถึงอัต-

ลักษณ์ของล้านนาบนความต้องการประโยชน์ใช้สอยใหม่

ผ่านการตีความคาว่า “ล้านนา” หรือ “ดินแดนที่มีนานับ

ล้าน” ให้สะท้อนออกมาเป็นกายภาพของอาคารผ่านการ

จาลองภาพลักษณ์ธรรมชาติของทุ่งนาทางภาคเหนือโดย

การใช้หญ้าถอดปล้อง และองค์ประกอบสาคัญอย่างศาลา

ที่ตั้งอยู่เพื่อจาลองให้นึกถึงเถียงนากลางทุ่งนาแห่งนั้น การ

เลือกบรรจุการใช้งานต่างๆ ซ่อนไว้ภายใต้ผืนนาจาลองนั้น

ก็เพื่อทาให้เมื่อมองมาจากภายนอกจะเห็นเพียงภาพของ

นาขั้นบันไดและศาลาตั้งอยู่ ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของ

สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและอัตลักษณ์ของล้านนา ภายใน

โครงการจะพบกับ ‘ลาน’ ที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วยระนาบ

กาแพงอิฐ และห้องที่รองรับการใช้งานต่างๆ โดยการ

เปิดโล่งของพื้นที่บริเวณลานนี้ ยังช่วยสร้างความต่อเนื่อง

และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสเปซบริเวณ

ผืนนาด้านบนกับการใช้งานด้านล่าง การใช้วัสดุพื้นถิ่น

อย่าง อิฐมอญปั้นมือ และศิลาแลงยังถูกนามาใช้ในรูปแบบ

ใหม่เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับอาคาร การจัดวางของที่ว่าง

และองค์ประกอบของอาคารที่ปรากฏให้เห็นในอาคาร

สานักงานสมาคมฯ แห่งนี้แสดงให้เห็นได้อย่างเหมาะสม

ถึงการอยู่ร่วมกันของความเป็นล้านนาแบบดั้งเดิมและ

ความต้องการใช้สอยสมัยใหม่

02

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการ โดยเฉพาะ

บริษัทผู้สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างและการติดตั ้ง

ซึ่งให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งและสนับสนุนกิจกรรมสมาคมฯ

เสมอมา

1. บริษัท ซิก้า (ประเทศไทย) จำากัด

2. บริษัท อ.ป.ก. ดาวคู่ (1988) จำากัด

3. บริษัท กลาสไลน์ จำากัด

4. บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำากัด (มหาชน)

5. บริษัท สยามพัฒนาคอนกรีต จำากัด

6. บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำากัด

7. บริษัท กู๊ดซีล (แปซิฟิก) จำากัด

8. บริษัท เอสซีจี ซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง จำากัด

9. บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำากัด

10. บริษัท สยามมอร์ตาร์ จำากัด

11. บริษัท เซลโลกรีตไทย จำากัด

12. บริษัท เอเชีย แอพพลิเคเตอร์ จำากัด

13. บริษัท กระจกไทยอาซาฮี จำากัด (มหาชน)

14. บริษัท ซีวิลมาสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำากัด

15. บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำากัด

16. บริษัท โอลิมปิคกระเบื้องไทย จำากัด

17. บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิปซั่ม จำากัด (มหาชน)

18. บริษัท เชียงใหม่สุขสวัสดิ์ จำากัด

19. บริษัท พาเร็กซ์กรุ๊ป จำากัด

20. บริษัท แซง-โกแบ็ง เวเบอร์ จำากัด

21. บริษัท วีวีพี มาร์เก็ตติ้ง จำากัด

22. บริษัท จีคอนส์ (ประเทศไทย) จำากัด

23. บริษัท อั๊คโซ่ โนเบล เพ้นท์ส (ประเทศไทย) จำากัด

24. บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำากัด

25. บริษัท โจตันไทย จำากัด

26. บริษัท เบเยอร์ จำากัด

27. บริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำากัด

28. บริษัท สยามซานิทารีแวร์ จำากัด

29. บริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำากัด

30. บริษัท เวลคราฟท์ โปรดัคส์ จำากัด

31. บริษัท แซนมาร์ท จำากัด

32. บริษัท ออลกู๊ด อินเตอร์เนชั่นเนล จำากัด

33. บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำากัด (มหาชน)

34. บริษัท โอเชี่ยนนิวไลน์ จำากัด

35. บริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำากัด

36. บริษัท ลิกมันไลท์ติ้ง จำากัด

37. บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำากัด (มหาชน)

38. บริษัท เพาเวอร์เมติค จำากัด

39. บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า

40. บริษัท นีโอ เอ็นเตอร์เทนเมนท์แกลเลอรี่ จำากัด

41. บริษัท พรีเมียร์ โพรดักส์ จำากัด (มหาชน)

42. บริษัท ซิมเมอร์ เมตัล สแตนดาร์ด จำากัด

43. บริษัท แพรคติก้า จำากัด

44. บริษัท ฮาโก้ อิเลคทริค (ประเทศไทย) จำากัด

45. บริษัท นครพิงค์ ออโตโมชั่น ซีเครียวริตี้ ไอ ที จำากัด

46. บริษัท พานาโซนิค อีโค โซลูชั่นส์ เซลล์ (ประเทศไทย) จำากัด

47. JOB TRADING COMPANY LIMITED

48. บริษัท พงศ์ชัยพัฒนา (1977) จำากัด

20 ASA NEWS วารสารอาษา


03

Initiated in 2010, the completion of ‘ASA Lanna

Center’ is the result of the true ASA’s collective force,

from the Lanna architect committee that took the responsibility

of finding the most suitable location with

support from the association’s board of directors. It has

been a long journey of dedication and hard work, from

location scouting, studying possibilities, organizing design

competition, design development and construction until

the project’s completion in June of 2016. The opening of

the association’s northern headquarters aims to expand

the collaboration to other design/construction sectors

within the region to facilitate a stronger professional

network. ASA Lanna Center will be functioning as the

hub of activities and services that encompass architectural

conservation, social development, international

affairs and public relation, serving not only the interest

of architectural industry and profession but also the

general public.

Locating on a land near the intersection of highways

(Route 109 and 121) in the city area of Chiang Mai province,

the center has Somdoon Architects, the winner of the

competition, overseeing the architectural design with

Phukwan Construction in charging of the construction.

The concept behind the design of this 800-square meter

project derives from the integration of Lanna identity

and the program’s required functionalities. Through the

interpretation of the word ‘Lanna’ or ‘the land of a million

rice fields’, the architecture’s physicality is materialized

into the landscape that simulates the geographical of

paddy fields in the northern region. The presence of the

pavilion as one of the most important elements of the

program is inspired by wood sheds commonly found in

rice fields in Thailand. Hidden underneath the simulated

paddy are spaces of various functionaries. Looking from

outside, one can see the landscape of terraced agricultural

land with a pavilion situating in the middle. Both

the pavilion and the landscape represent the region’s

vernacular architecture and Lanna identity. The program

is made of a ‘ground’ that is embraced by a series of

brick walls and rooms. The openness of this particular

ground facilitates the continuity and harmony between

the functional spaces located on the sunken floor and

the rice field landscape on the ground floor. Unconventional

use of local materials such as handmade red bricks

and laterite ends up contributing interesting features to

the building and the program. The allocation of spaces

and architectural compositions of ASA Lanna Center is

a unique and contemporary example that interestingly

encapsulates the coexistence between traditional Lanna

and modern functionality.

01 section diagram แสดง

การใช้งานและความต่อเนื่อง

ของสเปซ

02 บริเวณลานที่ถูกเปิดเพื่อ

เชื่อมมุมมองไปยังศาลาที่อยู่

ด้านบน

03 การใช้วัสดุในส่วนต่างๆ ของ

อาคารสะท้อนความเป็นล้านนา

แบบสมัยใหม่

TEXT

Paphop Kerdsup

PHOTOS

Ketsiree Wongwan

except as noted

22 ASA NEWS วารสารอาษา


บรรยากาศการเปิดประตูบ้านของชุมชนป้อมมหากาฬ

เต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่น ได้รับความสนใจจาก

ผู้คนจานวนมากทั้งอาสาสมัครจากหลากหลายวิชาชีพ สื่อ

และผู้คนทั่วไปที ่สนใจ สาหรับการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อป

ในหัวข้อ Co-Create Design Workshop : Mahakan Living

Museum | ออกแบบ สร้างป้อมฯ สร้างเมือง เมื่อวันที่

17-18 กันยายน ที่ผ่านมา ณ ชุมชนป้อมมหากาฬ ซึ่ง

การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นการร่วมมือจากหลายสถาบัน

เเละสาขาอาชีพ โดยมีกลุ่มร่วมจัดทาโดย กรรมาธิการ

สถาปนิกเพื่อสังคมและเมือง (ASA-CAN) และกรรมาธิการ

อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม (ผ่านกิจกรรม VERNADOC

ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปี) สมาคมสถาปนิกสยามฯ สถาบัน

อาศรมศิลป์ ตัวแทนจาก Mahakan Model กลุ่มสถาปนิก

และนักวางผังจิตอาสา ร่วมด้วยภาคี นักวิชาการอื่นๆ

อีกหลายสถาบันและสาขาวิชาชีพ จุดประสงค์ของการ

จัดเวิร์กช็อปในครั้งนี้ คือ การร่วมกันคิดเเละออกเเบบ

การจัดทาแผนเเม่บทในการพัฒนาชุมชนป้อมมหากาฬ

เเบบมีส่วนร่วม ทั้งนี้ยังได้เป็นการเเลกเปลี่ยนประสบการณ์

เเละความเห็นของเเต่ละภาคี โดยกลุ่มผู้ดาเนินการจาก

หลากหลายวิชาชีพทาหน้าที่เป็นสื่อกลางและผู้ช่วยใน

การถ่ายทอดสิ่งที่คนในชุมชนอยากเล่าออกมาให้ผลลัพธ์

เกิดประโยชน์ ในแบบรูปธรรม เพื่อเป็นทางเลือกในการ

วางแผนพัฒนาและอนุรักษ์พื ้นที่ต่อไป ซึ่งในระยะเวลา

ของการทากิจกรรมในสองวันนี้ ได้ผลลัพธ์ที่อยู่ภายใต้

หัวข้อ “ตรอก | บ้าน | ป้อม: เพลินมหากาฬ – เดิน ชม

คุย ลุย กิน” ที่สื่อถึงการเพลิดเพลินกับการทากิจกรรม

ภายในชุมชน อาทิ เดินชมการเเสดง นิทรรศการ การ

พูดคุยกับคนในชุมชน ชิมอาหารอร่อย

CO-CREATE

DESIGN

WORKSHOP

MAHAKAN

LIVING MUSEUM

01

02

การทางานในกลุ่มย่อยเเบ่งตามประเด็น 6 ประเด็น

ได้แก่ 1.)พิพิธภัณฑ์มีชีวิต เป็นการระดมสมองร่วมกัน

ระหว่างชาวชุมชน เครือข่ายชาวบ้าน และนักวิชาชีพต่างๆ

เพื่อออกแบบเส้นทางเดินเยี่ยมชมบ้านโบราณที่มีเรื่อง-

เล่าและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ โดยชาวบ้าน

ได้ลงแขกและลงมือปรับปรุงพื้นที่จริงในส่วนของเส้นทาง

การเดินหลัก มีการทาความสะอาด ประดับธงเพื่อความ

สวยงามและนาทาง รวมถึงการลงมือขัดและเคลือบผิว

บ้านไม้โบราณด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ อย่างกระดาษทรายและ

เทียนไข ในส่วนของแผนระยะยาวมีการเสนอปรับปรุง

และเชื่อมโยงพื้นที่ในชุมชนให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่สวยงาม

ให้สาธารณะเข้ามาใช้สอยได้อย่างร่มรื่นและปลอดภัย

2.)พื้นที่สาธารณะ เริ่มจากการทาความสะอาดและปรับปรุง

ภูมิทัศน์ให้ชุมชน เส้นทางเดินหรือเส้นทางจักรยานใน

อนาคต การทาสัญลักษณ์นาทาง เเละเเผนที่ ไปจนถึง

การออกแบบปรับปรุงทางกายภาพต่างๆ 3.)ที่อยู่อาศัย

ให้ความรู้การดูแลรักษาบ้านไม้โบราณ ออกแบบปรับปรุง

ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ 4.)การจัดการเเละเศรษฐกิจ

สร้างสรรค์ การทาเเผนที่ร้านค้า “มหากาฬ มาหากิน”

ภายในชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้

ให้เเก่ชุมชน มีการจัดทากองทุนโดยหักจากค่าอาหารที่

ขายในชุมชนส่วนหนึ่งเพื่อเป็นทุนให้คนในชุมชนที่อยาก

จะจัดตั้งทาอาชีพต่อไป 5.)เเผนพัฒนาย่านเมืองเก่า:

มองถึงประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับผลกระทบของการพัฒนา

เมืองที่ทาให้เกิดการไล่รื้อชุมชนเก่าในย่านเมืองเก่าใน

ภาพรวม 6.)เด็กเเละเยาวชน ทากิจกรรม “ถ่ายภาพ”

เพื่อสื่อสารความเป็นชุมชนป้อมมหากาฬจากมุมมอง

ของพวกเขา มีการวางเเผนการจัดตั้งกองทุนสาหรับเด็ก

เพื่อใช้ประโยชน์ในการทากิจกรรมภายในชุมชน และ

การจัดอบรมมัคคุเทศน์น้อย

24 ASA NEWS วารสารอาษา


02

The air was filled with a good vibe and warmth on

the open-house day in the Mahakan Community and

was paired with overwhelming interest from volunteers

of different professional backgrounds, media and people

who were eager to participate in the Co-Create Design

Workshop : Mahakan Living Museum held from the

17 th – 18 th of September 2016. The activity welcomed

collaborative participation from several different institutes

and professions including ASA-CAN and the Conservation

Committee (through the VERNADOC activity which will

be held in the later part of the year), the Association of

Siamese Architects and Arsom Silp Institute, representatives

from Mahakan Model, volunteer architects and

urban planners and a network of academics from different

institutes and professional fields. The objective of the

workshop was to brainstorm and design a master plan

for the development of the Mahakan community through

a participative approach. The project also granted

opportunity for experiences and opinions between

different networks to be exchanged. The operators from

different disciplines of professions acted as the mediator

and facilitators for the community members by materializing

their ideas into tangible results that would be

used in the development and conservation plan for the

area in the future. The two-day duration of the activity

gave the results that coincided with the name ‘alleyway /

home/ fort: enjoy Mahakan – walk – sightseeing – talk –

experience – eat’ where the activities taking place

within the community included performances, exhibitions,

conversations with the locals and the tasting of

delicious foods.

01 กลุ่มเยาวชนร่วมคิดและนำา-

เสนอแนวทางการอนุรักษ์และ

พัฒนาชุมชนของตนเอง

02 การแบ่งกลุ่มย่อยทำางานของ

ภาคีที่หลากหลายประกอบด้วย

ทั้งชาวชุมชน เครือข่ายชาวบ้าน

สถาปนิก นักวางผังเมือง ร่วม

ด้วยภาคีนักวิชาการหลากหลาย

สถาบันและสาขาวิชาชีพ

TEXT

ASA-CAN Team

PHOTOS

Arthit Tangtatsawad

The sub-groups explored the six following topics

1) Living Museum: a brainstorming between community

members, networks of locals and professionals for

the design of a sightseeing route that would guide

visitors to ancient residencies and interesting pieces

of architecture in the area as well as facilitate the locals

collaboration toward the improvement of the actual

sights included in the route. They also took charge of

cleaning and decorating the route with flags, which not

only beautified the community but also provided proper

direction while the houses’ wooden surfaces were

polished and recoated using simple tools like sand paper

and candle wax. The long-term plan proposes and links

different areas in the community into a beautiful and

safe green space that will be open for public access.

2) Public spaces were cleaned while the landscape was

improved and prepared for future sightseeing and bicycle

routes. Signage and maps were made to properly guide

visitors through the routes. 3) Local residences provided

basic knowledge in ancient wooden house conservation

and improvement of public utilities. 4) A general management

and creative economy approach toward the making

of local maps ‘Mahakan Eating Map’ to attract tourists

and generate income for the community and its members

was also implemented. (A fund was established with

portion of the profits being used to help the locals

make a better living by providing them with occupational

opportunities). 5) The old town development plan:

collectively looking into the consequences of gentrification

that cause old communities to disappear.

6) Local youths: photography activities were initiated to

capture and showcase the characteristics of the community

from the children’s points of view. There is also

a plan to establish a fund for the children, in which the

money can be used toward the organization of future

activities including a young tour guide training session.

26 ASA NEWS วารสารอาษา


The alternative of architecture

We provide quality and

affordable products as

Aluminium Composite FR

Solid & Hollow high quality

Polycarbonate 36-40 micron

anti UV coating & radiation

protective layer

INTER QUALITY CENTER CO.,LTD. Tel 02-5303644-46

www.inter-quality.com


WORK IN PROGRESS

TCDC KHON KAEN

ARCHITECTS 49

01

01 แนวคิดสะท้อนข้อความพูด

คุยผ่าน faÇade ที่อยู่บริเวณ

ด้านหน้าของโครงการ

ลักษณะพิเศษของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือ

ภาคอีสาน คือ ภูมิภาคที่มีความแห้งแล้งเป็นส่วนมาก

ปริมาณฝนและแหล่งน้าน้อย อีกทั้งพื้นดินทรายก็ไม่

สามารถกักเก็บน้าได้มาก จากสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น

ทาให้ทุกคนต้องสู้ชีวิตกับสภาพแวดล้อมที่แร้นแค้น วิถี-

ชีวิตในภูมิภาคอีสานจึงพัฒนาองค์ความรู้ และวัฒนธรรม

ต่างๆ จาก “ความจากัด” ของทรัพยากรที่มีอยู่ ก่อเกิด

เป็นความสร้างสรรค์จากความจากัด เป็นตัวตนความพิเศษ

ของอีสานที่น่าเชิดชู ดังนั้นแนวความคิดในการออกแบบ

จึงเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดความคิดสร้าง-

สรรค์ที่เป็นแบบฉบับของอีสาน

ความกันดารของอีสานเป็นสิ่งที่ตอกย้าให้คนอีสาน

เห็นความสาคัญกับต้นไม้ ใหญ่ที่มีอยู่อย่างจากัด อีกทั้ง

เมื่อมีการเปิดพื้นที่เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย และ

สร้างกิจกรรมสอดแทรกไปกับต้นไม้ที ่มีอยู่เดิม ก่อเกิด

เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่สาคัญของคนอีสาน ที่จะสามารถ

สร้างสรรค์ชุมชนร่วมกับต้นไม้ที่มีอยู่อย่างจากัดได้เป็น

อย่างดี

การพบปะแลกเปลี่ยนก่อเกิดปฏิสัมพันธ์ที่ทาให้เกิด

ความคิดสร้างสรรค์ ในแบบฉบับของอีสานที่เกิดจากลักษณะ

ของการสัญจรอันเป็นเอกลักษณ์ของคนอีสาน คือ การ

เดินผ่านใต้ถุนบ้านจากหลังหนึ่งสู่อีกหลังหนึ่งโดยไม่มีรั้ว

บ้านกั้นขวาง เพื่อหลบความร้อนจากแสงแดด ดังนั้นเมื่อ

ลักษณะเด่นของการยกใต้ถุนบ้านร่วมกับพื้นที่ใต้ต้นไม้

เดิมที่เกิดขึ้น จึงเป็นตัวแทนถึงจุดเด่นของพื้นที่คนอีสาน

ที่ใช้พบปะกันในชีวิตประจาวัน

การออกแบบกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโครงการ คานึง

ให้เกิดปฏิสัมพันธ์สูงสุด โดยเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยต้นไม้

และการมองเห็น โดยเฉพาะการเกิดปฏิสัมพันธ์กับผู้คน

หลากหลายที่เดินผ่านไปมารอบโครงการ จากความสาคัญ

ที่เกิดขึ้นนั้น จึงทาให้เกิดแนวคิดสะท้อนข้อความพูดคุย

ผ่าน façade ที่อยู่บริเวณด้านหน้าของโครงการ ที่จะทา

หน้าที่สื่อสารข้อความจากภายในโครงการสะท้อนสู่ผู้คน

ที่ผ่านไปมา โดยจะเป็นวัสดุที่สะท้อนภาพกิจกรรมภายใน

โครงการออกสู่มุมมองของผู้คนด้านนอก และเมื่อโครงการ

TCDC จะประชาสัมพันธ์นิทรรศการพิเศษที่เกิดขึ้น ก็

สามารถส่งสารสู่บุคคลภายนอกผ่าน façade ได้เช่นกัน

โดยแผ่นวัสดุสะท้อนสามารถปรับเปลี ่ยนและทาหน้าที่

แปรอักษรได้

28 ASA WORK IN PROGRESS วารสารอาษา


02

02-03 การออกแบบเน้นให้เกิด

ปฏิสัมพันธ์สูงสุด โดยเชื่อมโยง

เข้าหากันด้วยต้นไม้และการมองเห็น

LOCATION

Kalapapruek Road,

Muang, Khon Kaen

ARCHITECT

Architects 49

MEMBER ID

1-0011

INTERIOR DESIGNER

Interior Architects 49

LANDSCAPE DESIGNER

Landscape Architects of

Bangkok

STRUCTURAL ENGINEER

Architectural

Engineering 49

SYSTEM ENGINEER

M&E Engineering 49

BUILDING AREA

1,500 sq.m.

03

With unique characteristics of low precipitation,

poor water resources, and soil that is unable to retain

sufficient water, Isan people are forced to live with these

kinds of limitation. The creativity in Isan, therefore, emerges

under these constraints to build its knowledge and culture.

The design intension is to create a place where creativity

flourishes along Isan ways of living.

Scarcity plays an important part in the essential role

of limited trees in Isan’s community. Therefore, site

planning is focused in design to let users to have a friendly

access and allow activities around every single existing

tree on the site.

As creativity occurs while interacting and knowledge

exchanging are enhanced, Isan people often utilize the

ground space under the house as public circulation areas

in order to provide shading from the sun. Therefore, this

ground space as well as the spaces under the trees

represent meeting areas where ideas are exchanged

reflecting the Isan people daily life.

Furthermore, the programs are designed to maximize

interactions between users and the existing trees

which also enhances the interactions between users

and other people who passes by. With the importance

of this interaction and communication, the façade behaves

as a communicator. In normal operation, it enhances

the activities inside by reflecting the images of the people

inside to be visible from the outside. Whenever TCDC

would like to communicate with the public, the façade will

be adapted to operate as an enormous message board.

30 ASA WORK IN PROGRESS วารสารอาษา



RE | SORT GRA | BLE

NUZEN

01

01 ทัศนียภาพแสดงภาพรวม

โครงการบริเวณด้านหน้า

ภายหลังการปิดตัวลงด้วยเงื่อนไขทางธุรกิจของโรงงาน

และสัมปทานเหมืองหินอ่อน การสานต่อกิจการบนพื้นที่

และต้นทุนที่หลงเหลืออยู่จึงกลายเป็นตัวเลือกสาคัญที

ทางสถาปัตยกรรมเข้าช่วย จุดเด่นสาคัญของ Re | Sort

Gra | Ble คือความพยายามสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง

พื้นที่การใช้งานกับสภาพแวดล้อมของที ่ตั้ง จนสามารถ

ทาให้เจ้าของโครงการเลือกเปลี่ยนสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมให้ กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนการใช้งานภายในพื้นที่ทุกๆ

กลายเป็นธุรกิจบริการชิ้นใหม่ภายใต้ชื่อ Re | Sort Gra | ส่วนภายในโครงการได้อย่างถ้วนทั่ว มากกว่าที่จะแค่

Ble โครงการสถานพักตากอากาศขนาด 1,000 ตาราง- ยึดเอาแต่เพียงความสาคัญไปไว้ที่ห้องพักเพียงอย่างเดียว

เมตร บนพื้นที่ อาเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่ เท่านั้น นอกจากนี้ ด้วยพื ้นเพเดิมของที่ตั้งที่เคยเป็น

มีแนวคิดสาคัญอยู่ที่การพัฒนารูปแบบสถาปัตยกรรม เหมืองหินอ่อนมาก่อน ต้นทุนที่มีอยู่เดิมอย่าง ‘หินอ่อน’

ให้สอดรับไปกับการใช้กายภาพของที่ตั้งและบริบท รวม ทั้งแบบสมบูรณ์และกึ่งสมบูรณ์ จึงกลายมาเป็นตัวละคร

ทั้งการสร้างความเชื่อมต่อของทัศนียภาพที่มีอยู่ทั้งในระดับ หลักที่ถูกนามาใช้ประกอบอาคารอย่างหลากหลาย ตั้งแต่

มองเห็น และระลึกเห็น แม้ว่าในแรกเริ่มข้อจากัดเรื่อง การนามาใช้เป็นขอบและผนังสระ การนามาใช้เป็นเฟอร์-

มุมมองอันเนื ่องมาจากลักษณะของที่ตั้งที่เป็นที่ราบโล่ง นิเจอร์และสุขภัณฑ์บางประเภท ไปจนถึงความพยายาม

จะกลายมาเป็นอุปสรรค แต่ด้วยการทางานของสถาปนิก ใช้หินเหล่านั้นมาทาผนังแทนอิฐ ผนวกกับการผสมผสาน

ทาให้สามารถใช้ศักยภาพของพื้นที่และตัวอาคารให้กลาย ของสะสมของเจ้าของโครงการอย่างไม้รูปพรรณ ไม้แป้น

เป็นภูมิทัศน์ในตัวของมันเองได้ โดยที่ยังคงรองรับหน้าที่ เกล็ดหลังคา และไม้จากเรือนเก่าหลากหลายขนาด เข้ามา

การใช้สอยไปได้พร้อมๆ กัน ผ่านการวางผังและภาษา เป็นวัสดุประกอบอาคารในพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย

32 ASA WORK IN PROGRESS วารสารอาษา


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมไดที่ WWW.BLUESCOPE.CO.TH

ประกวดออกแบบอาคาร

ที่ใชวัสดุ ผนังและหลังคาเหล็ก

สำหรับสถาปนิกวิชาชีพ

โดยอาคารไมจำกัดรูปแบบ

การออกแบบ และพื้นที่อาคาร


02

02 ส่วนห้องพักที่มีการใช้หิน

อ่อนเดิมภายในพื้นที่มาเป็น

วัสดุหลัก

03 ความเป็นเหมืองหินอ่อนเดิม

ของพื้นที่ช่วยให้เกิดสเปซที่หน้า

สนใจขึ้นภายในโครงการ

LOCATION

Pak Chong,

Nakhon Ratchasima

ARCHITECT

Nuzen

MEMBER ID

08413

INTERIOR DESIGNER

Nuzen

LANDSCAPE DESIGNER

Nuzen

STRUCTURAL ENGINEER

Ponwit Phongsri

SYSTEM ENGINEER

The lines

BUILDING AREA

4,000 sq.m.

03

After the business operation of the marble factory

and mining concession came to an end, continuing the

enterprise on the remaining land and capital becomes

the challenge for the owner who ends up transforming

the existing assets into a new hospitality service that

goes by the name Re | Sort Gra | Ble. The 1,000-square

meter resort in Pak-Chong, Nakhon Ratchasima is

materialised from the concept where architecture is

developed to coincide with the site’s physical characters

and context and its connection with the landscape in

both visual and intuitive level. The site comes with a

limitation with its geographical characteristic as an open

plain that becomes an obstacle for the way the architecture

wishes to be perceived. The architect, however,

maximises the potential of the space and architectural

structure into a distinctive piece of landscape in its own

right while fulfilling the required functionalities through

carefully orchestrated floor plan and architectural

language. The result is the program that stimulates the

unobstructed functional flow instead of putting the emphasis

entirely on the interior of the rooms. Additionally,

the site’s background as a mine has ‘marble’ in both

complete and almost-complete condition as the perfect

capital. The material is chosen as the protagonist of this

architectural narrative, appearing in different shapes and

forms as the structure’s compositions. Marble can be

found in elements such as the pool, furniture and parts

of sanitary ware, including the construction of the resort’s

walls where the luxurious material is used instead of

bricks. The owner’s collection of ornamental wood,

vintage roof shingles, and wooden panels of various

sizes salvaged from demolished antique buildings on

the site are reused as building elements in different

parts of the architecture, adding an interesting flair to

the program’s overall aesthetic.

34 ASA WORK IN PROGRESS วารสารอาษา


MAIIAM

CONTEMPORARY

ART

MUSEUM

CHIANG MAI

all(zone)

TEXT

Charinee Artachinda

PHOTOS

Ketsiree Wongwan


ARCHITECT

all(zone)

MEMBER ID

น 009-58

LIGHTING DESIGNER

Kris Manopimok

DAYLIGHT DESIGNER

Narongwit Areemit

LANDSCAPE ARCHITECT

Rachaniporn

Tiempayotorn

ENVIRONMENTAL GRAPHIC

DESIGNER

Cookies Dynamo

ENGINEER

Next Innovation

CONTRACTOR

Urban Form

BUILDING AREA

3,300 sq.m.

โดยส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเกิดโครงการออกแบบอาคาร

สาธารณะประเภทอาคารจัดแสดงศิลปวัตถุอย่าง art gallery

หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะ รวมไปถึงอาคารประเภทโรงละคร

โรงมหรสพ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่สาหรับศิลปะการแสดง

โดยเฉพาะ นักออกแบบมักจะคิดถึง space ที่ว่างเปล่า

แต่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอย อารมณ์ แสง และ

สิ่งแวดล้อมตามความต้องการของศิลปินซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์

งานศิลปะหรือข้อกาหนดในการจัดวางงานของภัณฑารักษ์

ดังนั้นสถาปนิกจะตอบโจทย์ความอิสระไม่มีข้อผูกมัด

ตายตัวของศิลปะร่วมสมัย โดยเจาะจงออกแบบตระเตรียม

พื้นที่ว่างเปล่า พยายามลดทอนความสาคัญหรือความ

โดดเด่นของ space ให้เป็นเพียงพื้นที่ห่อหุ้มรักษาและ

น้อมรับความเข้มข้นจากงานศิลปะผู้เป็นพระเอกใน space

นั้น ห้องสีขาวว่างเปล่าสัดส่วนเวิ้งว้างจึงเกิดเป็นสิ่งแวดล้อม

ที่ผู้ชมรู้สึกไม่คุ้นเคย แสงสะท้อนพื้นและผนังสีขาวผืน

กว้างอาจก่อให้เกิดความรู้สึกกดดันและความ “ไม่กล้า”

ขึ้นในใจผู้ชมมือสมัครเล่น โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ผู้ชม

มิได้สบายใจเท่าใดนักในการเสพงานศิลปะร่วมสมัย แต่

โดยปัจจุบันแล้ว ทั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะและ art gallery เกิด

ขึ้นใหม่มากมาย ผู้คนเริ่มหันมาสนใจและ “กล้า” เข้ามา

เยี่ยมเยือนด้วยวาระต่างๆ กันไป นอกจากการชื่นชมศิลปะ

แล้ว อาจมีบางกลุ่มต้องการสิ่งแวดล้อมที่แปลกและงาม

เพื่อถ่ายภาพสวยๆ หรือต้องการสถานที่นัดพบพูดคุย

ทานอาหาร พักดื่มกาแฟ หรือแม้แต่แวะซื้อหนังสือ เข้า

ห้องน้า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเพียงทางผ่าน หรือจุดหมายปลาย

ทางก็ตาม พื ้นที ่รองรับกิจกรรมเหล่านี ้ก็คือสิ ่งที ่อาคาร

สาธารณะทางศิลปะต้องเตรียมพร้อมเพื่อรองรับผู้เข้าชม

ในปัจจุบันและอนาคต

“ใหม่เอี่ยม: MAIIAM” พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย

ตั้งอยู่ที่อาเภอสันกาแพง จังหวัดเชียงใหม่ ชื่อที่เรียบง่าย

จาง่ายแต่สื่อความหมายชัดเจนนี้ ไม่เพียงทาให้เป็นที่รู้จัก

ในเวลาอันรวดเร็วแต่ ชื่อ “ใหม่เอี่ยม” ยังดึงดูดความสนใจ

ของ ผศ.ดร.รชพร ชูช่วย และทีมงานสถาปนิกบริษัท

ออลโซน จากัด ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อก้าวเข้ามารับผิดชอบ

ในฐานะสถาปนิกของโครงการ ผศ.ดร.รชพร ชูช่วย เล่า

ให้ฟังถึงความลงตัวที่เกิดจากกระบวนการคัดสรรทีมงาน

และผู้ที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างจริงจัง การถูกคัดสรร

เริ่มต้นมาจากเจ้าของงานซึ่งเป็นทั้งนักสะสมและภัณฑา-

รักษ์ Mr. Jean-Michel Beurdeley และคุณภาวพันธ์

บุนนาค บู๊ทซ์ (ทายาทในเจ้าจอมเอี่ยม พระสนมเอกใน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่มา

ของชื่อพิพิธภัณฑ์) หลังจากการเริ่มประสานงานและเสนอ

แนวความคิดแลกเปลี่ยนปรับความเข้าใจจนสามารถผ่าน

บททดสอบจนเป็นที่ไว้วางใจแล้ว เจ้าของโครงการจึงได้มอบ

ความรับผิดชอบให้ทางทีมออลโซนออกแบบกระบวนการ

เลือกผู้ร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรและนักออกแบบแขนง

In most cases, once a public building project with the

functionality of an art gallery or art museum, including

theatres where space is designed and constructed

specifically for artistic performances, is conceived,

designers or architects often visualize an empty space

where functionality, ambience, lighting and the environment

can be flexibly adjusted according to the aesthetics

and artistic direction of a curator or an artist whose work

is being exhibited or performed. As a result of that,

an architect tends to fulfill the requirement for the

unbounded artistic freedom of contemporary art by

preparing a space that is simplified to preserve and

embrace every form of artistic content of the work—

a platform where art is the only protagonist. The oversized

proportion of a super spacious white room gives

out a distant vibe and environment many find to be

unfamiliar. Reflections from the white floor and bright

white massive walls may feel forceful and intimidating

as many, especially the novice exhibition goers, can be

easily ‘discouraged’ by the entire scenario, especially in

Thailand where most viewers tend to feel a bit uncomfortable

being among the surrounds of contemporary

art. But with new art museums and galleries blossoming,

people have become more interested and ‘brave’ enough

to walk into an art space, each with different intentions

and occasions. Apart from the works of art, certain groups

of people come with the desire to experience a new

and unique environment where they could take a couple

of nice photos, some look for a new place to hang out,

have a meal or a cup of coffee with friends or buy an

interesting book to read, while there are some who stop

by for need to go to the toilet. Being a quick stop or a

destination, these functionalities and spaces are what

a public art space/building, today and in the future, needs

to prepare to accommodate its potential viewers.

MAIIAM Contemporary Art Museum located in

the San Kamphaeng district of Chiang Mai whose simple,

denotatively ear-catching name not only earned the space

instant recognition from the art and not-so-art crowds,

but also attracted a great deal of attention from Assistant

Professor Dr. Rachaporn Choochuey and the team of

architects from all(zone) from the very first time they were

asked to take on the responsibility of serving as the project

architects. Dr. Rachaporn cited the perfect collaboration

as the result of a carefully selected team. The selection

began from the owners, Mr. Jean-Michel Beurdeley and

Eric Bunnag Booth (an heir of Jao Jom Iam, the royal consort

of King Rama V, who the museum’s name is derived

from) who are both collectors and curators. After a

considerable process of collaboration and exchange of

ideas and opinions, the owners entrusted the all(zone)

team to put together their group of collaborators including

engineers, designers from different disciplines and contractors.

The choices were made basednot on familiarity,

but the potential of the individuals and the attitude they

all share that is to ‘want to work and want the work

to be great.’ With this common ground, the process

continued smoothly, uninterrupted, was executed on

time and as expected.

วารสารอาษา

THEME ASA 39


ต่างๆ ไปจนถึงผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยใช้หลักในการเลือก

ที่ไม่ได้ใช้ธรรมเนียมคนรู้จัก แต่พิจารณาเฉพาะผู้ที่มี

ศักยภาพและทัศนคติเดียวกัน กล่าวคือจะต้อง “อยาก

ทางานและอยากทางานให้ดี” จากจุดยืนร่วมกันนี้ การ

ทางานจึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว เรียบร้อย เป็นไปตาม

กรอบเวลาและกรอบความคาดหวังที่ตั้งใจไว้

โจทย์ของโครงการนี้ถูกกาหนดอย่างชัดเจน คือต้องการ

ใช้งบประมาณการก่อสร้างที่ไม่สูงมาก สามารถซ่อมแซม

ทั้งอาคารและระบบต่างๆ ได้ด้วยความสามารถของท้องถิ่น

เช่น การเลือกใช้วัสดุหรือระบบ hardware ใดๆ ส่วนใหญ่

ต้องมี supplier ที่สามารถให้บริการหรือมีชิ้นส่วนอะไหล่

ที่หาได้ในจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ต้องรอส่งของจากกรุงเทพฯ

หรือสั่งจากต่างประเทศมากนัก และต้องการอาคารจัด-

แสดงที่สามารถแสดงศิลปะได้ทั่วทุกพื้นที่ ผู้ชมสามารถ

มองเห็นได้จากทั่วทุกบริเวณ เช่น หากมีการแสดง performance

art ที่โถงกลางนิทรรศการ ผู้คนที่ร้านอาหาร

จะต้องสังเกตเห็นได้ ทาให้เกิดความสนใจ สามารถเลือก

ได้ว่าจะเดินเข้ามาเพื่อรับชมหรือทานอาหารต่อไป จาก

โจทย์นี้สถาปนิกได้เข้าสารวจชิ้นงานศิลปะ collection ที่

สะสมไว้ซึ่งมีมากมายหลากหลายแขนง รวมถึงยังมิได้ถูก

เลือกว่าชิ้นใดจะนามาจัดแสดง จึงจาเป็นต้องทาความเข้าใจ

ชิ้นงานโดยรวม การเก็บรักษางานพร้อมการจัดแสดงตาม

มาตรฐานสากล ขนาดงานที่เล็กหรือใหญ่มีมากน้อยเพียง

ใด นามาเป็นกรอบของการออกแบบคุณภาพ space แบ่ง

ได้เป็น 3 ประเภท คือ ประเภทแรกเป็นพื้นที่เปิดที่มี

การควบคุมน้อยที่สุด จัดแสดงโดยใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ

ในอุณหภูมิจริง แต่ออกแบบระบบหมุนเวียนอากาศโดย

พัดลม ซึ่งจัดแสดงศิลปะสะสมที่สามารถอยู่ในสภาพ-

แวดล้อมปกติของอาคารได้ (existing environment)

ประเภทที่สองคือ มีการควบคุมสิ่งแวดล้อมทั้งอุณหภูมิ

ความชื้นและแสงสว่าง แต่ยังสามารถเลือกใช้แสงธรรมชาติ

จากด้านนอกได้ ประเภทที่สามคือ พื้นที่ที่ควบคุมสิ่ง

แวดล้อมอย่างเคร่งครัด รวมถึงความปลอดภัย จะเห็นได้

ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ยอมให้ปัจจัยธรรมชาติภายนอกเป็นผู้นา

มาซึ่งสิ่งแวดล้อมภายใน แต่ทั้งนี้สถาปัตยกรรมก็ยังถูก

ออกแบบให้ทาหน้าที่ของการเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะ

อย่างเต็มที่ ทั้งหน้าที่หุ้มห่อวัตถุอันสาคัญให้ปลอดภัย

และจัดแสดงตัววัตถุนั้นอย่างเต็มศักยภาพ นาไปสู่ประสบ-

การณ์การรับชมทั้ง space และศิลปะในเวลาเดียวกัน

40 ASA THEME วารสารอาษา


01

The brief was clear: the budget must not be too high,

the maintenance of the structure and system works

could be done using local resources, for instance, materials

or hardware systems needed to have Chiang Mai-based

suppliers in case future replacements had to be made,

minimizing the use of materials that had to be shipped

from Bangkok or overseas. Other requirements included

a maximized use of exhibition space with unobstructed

visual access, for example, if there was a work of performance

art being performed at the main exhibition grounds,

people sitting in the restaurant must be able to notice it.

The design of the space should stimulate their interest

although let it remain their choice as to whether or not to

continue with their meal or walk to the exhibition area to

see the performance. With the details of the brief given,

the architects explored the owners’ massive collection.

At that time, there had not been any decision made about

which works would be chosen for exhibition, which meant

that the design team had to have a comprehensive understanding

of the entire collection, including international

standards in terms of preservation, art exhibition and

sizes and numbers of works. Such understanding was

later used as a design framework, which conceived the

three types of spaces of the museum. The least restricted

is an open exhibition space designed to have access to

natural light and be exposed to the actual temperature

with fans being used to enhance the ventilation. The

works selected for this space are the ones that cannot

be affected by the existing environment. Then there’s

the second type of space where the environment

(temperature, humidity and light) is controlled through

the selective use of natural light. The third type of the

space is the one with a highly restricted environment

and security. It’s evident that most of the spaces of the

museum allow outside factors such as nature to make

its presence in the interior environment. Nevertheless,

the architecture is designed to fully function as an art

museum from the highly standardized protection and

security employed for the preservation of the art objects

to the viewing experience where art and space are

presented collectively.

02

01 ความใหญ่โตกว้างขวางเกิน

สัดส่วนคุ้นเคยของมนุษย์ถูก

ตัดทอนลงด้วยการออกแบบ

ชั้นลอยเสริมทั้ง 2 ด้านแบบ

สมมาตร ปล่อยให้โถงกลางซึ่งใช้

เป็นพื้นที่อเนกประสงค์โดนบีบ

เน้นมวลความมหาศาลของความ

ว่างเปล่า ทำาให้ space ติดตา

ตรึงใจผู้มาเข้าชมโดยทั่วกัน

02 ผนังระหว่างคอร์ตกลางและ

โถงภายในอาคาร ซึ่งสามารถ

ปรับเปลี่ยนหน้าที่ได้ทั้งการแบ่ง

กั้นพื้นที่ขาดออกจากกันเมื่อปิด

ประตูสนิท หรือทำาหน้าที่แบ่งแยก

space เป็นสัดส่วนแต่ยอมให้มี

ความเชื่อมต่อเมื่อเปิดบานซอย

และสามารถรวม spcae เข้าด้วย

กันเมื่อเปิดออกทั้งหมด

วารสารอาษา

THEME ASA 41


11

UP

8

9

11

12

10

13

UP

11

14

1ST FLOOR PLAN

1 Plaza

2 Entrance Hall

3 Museum Shop

4 Restaurant

5 Kitchen

6 Courtyard

7 Workshop

8 Screening Room

9 Chao Chom Iam Room

10 Main Hall

11 Sky light area

12 Gallery

13 Office

14 Existing house

15 Visitor parking

5

6

7

2 M

4

3

2

15

1

42 ASA THEME วารสารอาษา


03

03 space ภายในที่ใช้แสง

ธรรมชาติและแสงประดิษฐ์ไป

ด้วยกัน การวางศิลปะวัตถุไว้เป็น

กลุ่มก้อน และค่อนข้างกระชั ้นชิด

ทำาให้เกิด "บทสนทนา" ที่น่าสนุก

ระหว่าง งานศิลปะ สิ่งแวดล้อม และ

ตัวผู้เข้าชม

เมื่อเข้ารับชมศิลปะร่วมสมัยที่ใหม่เอี่ยมแห่งนี้ ผู้-

รับชมจะถูกเร้าด้วยสิ่งแวดล้อมที่พูดคุยโต้ตอบกับศิลปวัตถุ

บทสนทนาที่เกิดจากการตั้งโจทย์ของ space (จากสถาปนิก)

ขับให้ศิลปะตอบรับด้วยการแสดงออกถึงตัวตนของงาน

รวมถึงตัวตนของ curator ผู้สะสมและจัดแสดงงานอัน

เป็นที่รัก ความเข้มข้นของบทสนทนาดังกล่าวเร้าให้ผู้-

รับชมเข้าไปร่วมสนทนาและออกความคิดเห็นไปด้วย ซึ่ง

การแสดงออกเกิดขึ้นตามอัธยาศัยในรูปแบบต่างกันไป

เช่น โต้ตอบกับ space และงานศิลปะด้วยท่าทางการมอง

การโน้มตัวรับปรับระยะระหว่างตัวเรา space และงาน

ศิลปะ การมองหาทางไปต่อ การเงยหน้ามองแสงจาก

ด้านบน บางคนแสดงออกผ่านเลนส์อย่างมืออาชีพหรือ

บางคนโต้ตอบกับเรื่องราวต่างๆ ด้วยกล้องดิจิตอลมือถือ

รวมถึงการกล่าวถึงโดยตรงทั้งเรื่องงานศิลปะ งานสถาปัตย-

กรรม อาหาร หนังสือ ต้นไม้ กระจก และอื่นๆ การส่งต่อ

เรื่องราวอย่างมีความคิดปัจเจกผนวกกับประสบการณ์

จริง ถูกถ่ายทอดสู่สังคมจริงและสังคมในโลกอินเตอร์เน็ต

บทสนทนาที่สามจากผู้ชมนี้ทาให้ “ใหม่เอี่ยม” เป็นที่

รู้จักในฐานะจุดหมายปลายทางในเวลาอันสั้น

หากพิจารณาจากโจทย์ทางกายภาพ เช่น ที่ตั้งอาคาร

อาคารเก่าที่เป็นโกดังขนาดใหญ่ ต้นไม้ดั้งเดิม และสิ่ง-

แวดล้อมที่ไม่ได้เป็นกายภาพ เช่น ความเร็วของรถบน

ถนน ทักษะงานช่างพื้นถิ่น ความกล้าความกลัวของคน

ในสังคมไทยกับงานศิลปะร่วมสมัย และปัจจัยอีกหลาย

อย่างที่ shape สถาปัตยกรรมให้เกิดงานอย่างใหม่เอี่ยม

นี้ขึ้น ตัวอย่างเช่น ด้านหน้าอาคารโค้งมองดูทันสมัยนั้น

เกิดจากโค้งของวงเลี้ยวรถยนต์อันเนื่องมาจากทางโครงการ

ไม่มีพื้นที่จอดรถแยกออกไป ความโค้งรับธรรมชาติวง

เลี้ยวทาให้เข้าถึงง่ายขึ้น (ที่จอดรถปัจจุบันอยู่ด้านข้าง

โครงการ ซึ่งได้พื้นที่มาในช่วงเวลาที่ก่อสร้างใกล้เสร็จแล้ว)

การใช้กระจกเกรียบซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้กันในงานประเพณี

ผู้ออกแบบใช้ pattern ที่ดาเนินเรื่องราวจากเดิม แต่กรุ

อย่างเรียบง่ายให้ความเป็นผืน มากกว่าความเป็นเกล็ด

กระจก การออกแบบด้านหน้าเป็นผืนใหญ่ไม่มีลายละเอียด

อ่อนช้อยจุกจิก เนื่องจากสถาปนิกวิเคราะห์ผลกระทบ

ทางการรับรู้จากถนนสายเชียงใหม่-สันกาแพง ซึ่งเป็น

ถนนที่มีการจราจรไม่แออัด ดังนั้นผู้ใช้เส้นทางมักจะขับรถ

ด้วยความเร็ว รวมถึงต้นไม้ใหญ่หน้าพื้นที่ตั้งโครงการ

ใหญ่โตจนพิจารณาว่าสถาปัตยกรรมไม่สามารถแข่งขัน

ประชันความเด่นได้ จึงออกแบบให้ด้านหน้าเป็นแผ่นผืน

เรียบขนาดมหึมา โดยใช้วัสดุกระจกชิ้นเล็กที่เหมือนจะ

กลืนหายไป แต่ก็มีตัวตนอย่างเข้มแข็ง เรียงตามแนวตั้ง

สลับลายเรียบง่าย และกาหนดความละเอียดของชิ้น

กระจกตาม scale และกรอบความรับรู้ของมนุษย์

Viewing the works of contemporary art at MAIIAM

Contemporary Art Museum, one is constantly made

aware of the environment that seems to converse and

interact with the art objects. The conversations are

conceived from the space’s inquiry (designed by the

architects), which calls out for the works to answer back

by expressing their artistic nature as well as the characteristics

of the curators who also collect and showcase

their collection with great passion. The level of intensity

of the conversation stimulates viewers to be more

engaged and expressive of their opinions. Expressions

appear differently in manners and actions as viewers

may interact with the artworks simply by looking or

leaning closer towards the exhibited objects as the

space between them and the works is naturally adjusted.

Automatically, they look for further ways to go, some

look upward to the light coming in from the roof, some

experience and capture the space through a professional

lens, while many interact with digital cameras on their

smartphones. Many, too, address the experience directly

with their company in relation to the art, architecture,

food, books, the trees, the mirror and so on. Stories

are passed on through each individual’s thoughts and

experiences, by face to face interaction or via the Internet

world while it’s the latter that put MAIIAM on the map

as a new destination within a short period of time.

We can consider physical factors such as the site’s

location, the large, old warehouse that was the museum’s

original structure, the existing trees, and the non-physical

environment such as the speed of the cars on the road

or the skills of the local artisans, the feeling of slight

intimidation Thai people have when it comes to contemporary

art, and several other possibilities as the elements

that shape an architectural creation like MAIIAM. Some

of the examples are such as the modern-looking arch

structure that derives from the curve caused by the

steering angle of a car. The reason behind such solution

is the fact that the program, originally, did not have a

separate parking space. As a result, creating the curved

radius that naturally grants easier access to the museum’s

space was one of the design team’s intentions (the new

parking space is now located next to the museum and

was obtained when the construction was almost completed).

Mirror glass mosaics commonly used in traditional

Thai architecture are rearranged in scale and while the

pattern remains the same, the size of the mirror is larger

and renders the more panel-like composition rather than

a series of mosaics. The façade is very simplified with

no excessive ornamental details that would go unnoticed

anyway (the architects analyzed the visual perception of the

passerby who commutes on Chiang Mai-San Kamphaeng

route, which is less congested hence a faster driving

speed). With the timbers in front of the project too large

for the architecture to compete, the massive and super

simplistic mass of the façade was the chosen solution.

Tiny pieces of mirror are used for the seamlessness they

are able to contribute to the mass while the essential

identity of the material still shines. The configuration of

the pattern is simply done with the details and proportion

carefully designed to derive from human scale and

perception.

วารสารอาษา

THEME ASA 43


ทางเข้าอาคารถูกรีดให้สูงและแปลกไปกว่าความคุ้นเคย

ของสัดส่วนมนุษย์ เป็นภาษาสื่อสารถึง space และฟังก์-

ชั่นพิเศษที่แตกต่างไปจากชีวิตประจาวัน แต่ในทางกลับ

กัน ทางเข้าอันมีชั้นเชิงอาจทาให้ผู้เข้าชมรู้สึกไม่สบายใจ

ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องสะสมมาจากการมีประสบการณ์การ

ชมงานศิลปะที่อื่นๆ ทางผู้ออกแบบตอบโจทย์นี้ด้วยการ

เชื้อเชิญจากเครื่องมือที่คนไทยคุ้นเคยกันดี นั่นคือใช้

วัฒนธรรมอาหารเป็นสื่อกลาง โดยออกแบบพื้นที่ร้าน

อาหารให้อยู่ด้านหน้าสุดและเปิดเผยอย่างสมบูรณ์ กล่าว

คือเป็นการออกแบบอย่างจงใจที่จะต้อนรับให้เข้าสู่อาคาร

ด้วยความสบายใจ เกิดความผ่อนคลายลดความเคอะเขินลง

ใหม่เอี่ยมเป็นบทสนทนาระหว่างผลงานศิลปะและ

พื้นที่ว่าง จะเห็นได้ว่า การออกแบบอาคารหนึ่ง สถาปนิก

มิได้นาปัจจัยเพียงบริบทรอบๆ งานสถาปัตยกรรมมา

พิจารณาเท่านั้น หากแต่ต้องดึงเอาสิ่งแวดล้อมรอบด้าน

ทั้งสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมจริงทางกายภาพ

รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ต้องคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

บ้างเป็นการตอบโจทย์ บ้างเป็นการให้โจทย์ ทาให้สถาปัตย-

กรรมนั้น มีชีวิตชีวา มีการโต้ตอบที่ยังไม่ได้จบไปเมื่อจบ

งานออกแบบและก่อสร้าง แต่น่าจะเป็นบทสนทนาที่ผู้ชม

แอบได้ยินและเข้าร่วมโต้ตอบในวงสนทนาที่กว้างใหญ่

ขึ้นต่อไป

04 ด้านหน้าอาคารเน้นความเป็น

ผืนแผ่น ปิดด้วยกระจกเกรียบ

ทำามุมอย่างร่วมสมัย เกิดความ

เคลื่อนไหวจากคุณสมบัติการ

สะท้อนตามธรรมชาติวัสดุ

สถาปนิกตั้งใจเปิดเผยส่วนของ

ร้านอาหารให้ชัดเจนเมื่อแรกเห็น

เพื่อเชื้อเชิญให้ผู้มาเยี่ยมชม

ไม่เคอะเขินต่อการชมงานศิลปะ

ด้านข้างมีประตูทางเข้าหลัก เล็ก

และสูงผิดปกติสัดส่วนที่คุ้นเคย

สื่อสารให้ทราบถึงความเป็น

ศิลปะร่วมสมัย

ชาริณี อรรถจินดา

สถาปนิกและนักออกแบบ

การบอกเล่าเรื่องราว

The building’s entrance is cut to be unconventionally

high as most find it to be quite deviated from the familiar

human scale. The architectural language communicates

the space and special functionalities into the physicality

that one may not find in everyday life. On the other hand,

such an unorthodox entrance can cause discomfort to

viewers, which are accumulated from their previous art

viewing experiences. The design team worked out the

issue by using food as a medium. The design picks up on

Thai society’s rich food culture and included the restaurant

as a part of the program. Located right at the front of the

museum, the space completely opens itself, through the

carefully executed design, welcoming people into the

building as the awkwardness and discomfort are relieved.

The building is a conversation between arts and

spaces. It is evident that to design a building, what an

architect factors and considers are not only the architecture’s

surrounding context, but every aspect of the

environment be they cultural or physical. What is also

included is the speculated changes of the environment;

some are solutions while some are challenges, but what

they all offer is the spirit and livelihood the architecture

embodies and contains. Even after the design and construction

were completed, conversations continue, new

discourses emerge, being heard and partaken in, still,

by viewers, and endlessly they grow.

04

44 ASA THEME วารสารอาษา


ASA

TEXT

Warut Duangkaewkart

PHOTOS

Ketsiree Wongwan

LANNA

CENTER

CHIANG MAI

SOMDOON ARCHITECTS


ARCHITECT

Somdoon Architects

MEMBER ID

ก 1-219

INTERIOR DESIGNER

Somdoon Architects

LANDSCAPE DESIGNER

Shma

STRUCTURAL ENGINEER

CT23 /

Engitect Engineering

SYSTEM ENGINEER

GEO Design &

Engineering Consultant

CONTRACTOR

Phukuan Construction

BUILDING AREA

800 sq.m.

จากการประกวดออกแบบ “ที่ทาการสมาคมสถาปนิก

สยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ล้านนา)” เพื่อใช้เป็นที่

ทาการสมาคมฯ และเป็นศูนย์กิจกรรมหลักของสมาคมฯ

ในภาคเหนือ เมื่อปี พ.ศ. 2557 โดยผู้ชนะการประกวด

แบบในโครงการนี้ คือ Somdoon Architects เป็นเวลา

สองปีโดยประมาณที่ได้ศึกษา พัฒนาแบบ และก่อสร้าง

จนอาคารที่ทาการสมาคมฯ หลังใหม่สาหรับสถาปนิก

ชาวล้านนานั้น เป็นรูปเป็นร่างและพร้อมที่จะเปิดใช้งาน

อย่างเป็นทางการแล้ว โครงการนี้ตั้งอยู่บนถนนโชตนา

ที่เชื ่อมจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังอาเภอแม่ริม โดยมี

ฉากหน้าเป็นมุมเปิดกว้างที่มองเห็นดอยสุเทพสัญลักษณ์

สาคัญประจาเมืองเชียงใหม่ โครงการนี้ถูกออกแบบภายใต้

แนวความคิด ‘ล้านนา...ดินแดนที่มีนานับล้าน’ คาเปรียบ-

เปรยภูมิประเทศของภาคเหนือแต่เก่าก่อน ที่สถาปนิก

ยกขึ้นมา เพื่อมุ่งให้โครงการนี้ย้อนไปสร้างภาพลักษณ์ที่

ให้ความสาคัญกับการคานึงถึงบริบทของภาคเหนือแบบ

ถ่อมตน เมื่อมองจากภายนอกตัวอาคารถูกออกแบบให้

แสดงออกถึงความกลมกลืนกับบริบทโดยรอบ มีเพียง

ศาลาพื้นถิ่นและทุ่งนาที่แสดงออกผ่านทางภายนอกของ

อาคารเท่านั้น

“เมื่อพูดถึงสมาคมสถาปนิกสยามฯ เรามองว่าอาคาร

หลังนี้ควรเป็นเสมือนตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่ออาคาร

หรือโปรแกรมสมัยใหม่เข้ามา เราสามารถประยุกต์ให้

มันสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างความเป็นล้านนา

ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่สนใจกัน แต่เรา

มองไปยังการสร้าง landscape เป็นหลัก รวมไปถึงการ

นาเอาสัญลักษณ์อย่างศาลาพื้นถิ ่นที่เรารู้สึกว่า มันมี

ความสมบูรณ์ในตัวของมันเองอยู่แล้วมาใช้ ภาพรวมที่

ออกมาจึงเป็นไปในลักษณะนี้” พันธุ์พงษ์ วิวัฒน์กุล

กล่าวถึงแนวความคิดที่เป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบ

โครงการนี้

จากการประกวดสู่การก่อสร้าง แบบของ Somdoon

Architects ถูกปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับบริบท

มากขึ้น จากเดิมที่ระดับของ landscape นั้นเป็นระดับ

เดียวกับพื้นถนนโดยรอบ แต่เนื่องด้วยปัญหาจากทางลง

อุโมงค์ข้ามแยกดอนแก้วที่ตัดผ่านถนนด้านหน้าโครงการ

พอดี ทาให้มุมมองที่วางไว้แต่เดิมนั้นเปลี่ยนไป สถาปนิก

จึงเลือกที่จะยกตัวอาคารให้สูงขึ ้นและออกแบบให้เป็น

เสมือนนาขั้นบันไดไล่ระดับขึ้นไปจากทางเท้า จนไปถึง

ลานอเนกประสงค์และศาลาที่ตั้งอยู่ด้านบนของตัวอาคาร

ซึ่งทาให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อมองจากถนนโชตนา

และยังช่วยให้มุมมองจากภายในโครงการไปยังดอยสุเทพ

นั้นชัดเจนและเปิดกว้างมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้

ตัวอาคารแสดงตัวสู่สาธารณะ สร้างความน่าสนใจและ

ทัศนคติที่มีต่อสมาคมสถาปนิกสยามฯ (ล้านนา) ให้กับ

ประชาชนอีกด้วย นอกจากศาลาพื้นถิ่นแล้ว ทุ่งนาที่ถูก

ออกแบบนั ้นเป็นส่วนสาคัญที่สถาปนิกให้ความสนใจใน

การสื่อสารความเป็นพื้นถิ่นออกมา เดิมที่สถาปนิกตั้งใจ

The design competition held in 2014 for the new

“Office of The Association of Siamese Architects under

Royal Patronage (Lanna) or ASA Lanna Center," which

would be used as the association’s main activity center

in the northern region, had Somdoon Architects as its

winner and, after two years spent studying and developing

its design and construction, the building is

now ready for its official opening. Located on Chotana

Road that links Chiang Mai’s city center to the Mae Rim

sub district, the building opens its front towards a view of

the city’s iconic symbol, Doi Suthep. Under the concept ‘

Lanna…the land of millions of rice fields,’ the metaphorical

saying refers to the region’s past geographical characteristics

and the design is realized to humbly encapsulate

the region’s cultural and environmental context. Looking

from the outside, the building is materialized to be in

physical harmony with its surroundings, with a vernacular

pavilion and landscape of rice fields being the only visually

accessible elements.

‘When we think about the Association of Siamese

Architects, our view is that the building should be

an example of how a modern building or architectural

program can be applied to suit the ‘Lanna’ context of

the site, which is an issue many are interested in. We

also look further to the design of the landscape as the

major element while the pavilion, we feel, has its own

complete meaning. That’s pretty much the big picture,”

Punpong Wiwatkul explained of the concept that

marked the starting point of the design of the project.

From competition to construction, the design by

Somdoon Architects was adjusted to better fit with

not only the context that surrounds the building but

also the original level of the landscape that is pretty

much the same as the roads and new tunnel that cuts

through the Don Keaw Intersection right in front of the

project, a factor which affected the initial plan of the

program and the overall perspective. Consequentially,

the architect decided to elevate the building to be higher

with additional steps that are reminiscent of the landscape

of a terraced rice field. The steps ascend from

the footpath level to the multifunctional grounds and

the pavilion located at the top of the main office building.

As a result, the pavilion and terraced landscape become

more visually distinctive when looked upon from Chotana

Road. The new configuration also grants the program

a better and unobstructed perspective of Doi Suthep,

while the building whose physical presence becomes

more recognizable, helps ASA Lanna to attract greater

interest and recognition from the public. In addition to

the vernacular pavilion, the rice field plays an important

role as an element that the architect is interested in

and eventually communicates as a vernacular characteristic

of the program. The architect’s initial intention

was for the landscape to house an actual rice field with

proper growth and cultivation, however, with issues

such as the long-term maintenance and budget to be

considered, the design of the terraced landscape was

adjusted to feature horsetail plantings which were chosen

for their long and straight stems that bear physical resemblance

to a rice plant. The final result that the landscape

offers is not only aesthetically interesting but also blends

beautifully in with the program’s surrounding context.

วารสารอาษา

THEME ASA 47


48 ASA THEME วารสารอาษา

01



ที่จะใช้พื้นที่ในการปลูกข้าว ทานากันจริงๆ แต่เนื่องจาก

ปัญหาระยะยาวที่อาจจะเกิดขึ้นในการดูแลรักษาและ

งบประมาณ สถาปนิกจึงปรับเปลี ่ยนที่จะใช้หญ้าถอด-

ปล้องที่ลาต้นนั้นมีลักษณะ สูง ตรง คล้ายกับต้นข้าวมา

แทนในการสร้าง landscape แบบทุ่งนาขั้นบันได ซึ่งทาให้

ภาพรวมที่ออกมานั้นยังคงมีความน่าสนใจและกลมกลืน

ไปกับบริบทโดยรอบ สาหรับพื้นที่ภายในโครงการ สถาปนิก

เลือกใช้วัสดุที่แสดงออกถึงความเป็นพื้นถิ่นอย่างกาแพง

อิฐ ที ่นาสายตาคนที่เข้ามาใช้งานตั้งแต่บริเวณที่จอดรถ

จนมาถึงทางเข้าหลัก ที่กาแพงอิฐนั้นเรียงยาวตลอดตัว

อาคารที่แบ่งกั้นพื้นที่ภายในกับภายนอกอย่างชัดเจน

ปลายกาแพงอิฐเป็นบันไดขึ้นไปสู่ศาลาและทางเดินด้านบน

ส่วนด้านซ้ายเปิดออกสู่โถงกลางอาคารก่อนที่จะแยกเข้าสู

พื้นที่ภายใน ที ่ตัวอาคารแบ่งแยกออกเป็นเรือนๆ ตาม

ลักษณะของเรือนพื้นถิ่น โดยมีพื้นที่ว่างระหว่างเรือนใช้

เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่คอยรองรับกิจกรรมต่างๆ ที่จะ

เกิดขึ้นและเป็นความตั้งใจของสถาปนิกที่ต้องการให้เกิด

ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ที่ว่าง กับ ผืนนา และศาลาด้านบน

ที่เป็นการประยุกต์สถาปัตยกรรมแบบล้านนาให้เป็น

สถาปัตยกรรมแบบร่วมสมัย

“เราพยายามเลือกวัสดุที่ใกล้เคียงกับพื้นถิ่นมาใช้

อย่างหญ้าถอดปล้อง ต้นกล้วย ส่วนตัวอาคารนอกจาก

อิฐที่นามาใช้แล้ว เราทดลองทาผนังที่ใช้ไม้ไผ่เป็นพิมพ์

ซึ่งผลลัพธ์ออกมาอาจจะไม่เนี้ยบเหมือนที่ต่างประเทศ

เขาทากัน แต่ว่ายังมีความดิบแบบพื้นถิ่นที ่เราว่ามันมี

สเน่ห์เฉพาะตัว เราว่าเชียงใหม่เป็นเมืองง่ายๆ สถาปนิก

ส่วนใหญ่รู้จักกัน สนิทกัน มันมีความง่ายแบบที่เรามอง

ว่ามันควรจะเป็น อาคารหลังนี้ก็ควรที่จะแสดงออกแบบ

เดียวกัน” พันธุ์พงษ์บอกเล่าถึงความคิดที่เขามีต่อตัว

อาคารและบริบทตามแนวความคิดที่มีในการออกแบบ

01 มุมมองจากถนนฝั่งตรงข้าม

ที่มองเห็นศาลาและเนินหญ้าไล่

เรียงขึ้นไปเป็นขั้นบันได

02 ความต่อเนื่องของพื้นที่

ภายในจากโถงทางเข้าไปสู่คอร์ท

กลางอาคาร

02

วารสารอาษา

THEME ASA 49

01


03 มุมมองที่เห็นความต่อเนื่อง

จากคอร์ทกลางอาคารไปยังศาลา

พื้นถิ่นด้านบน

04 ตัวอาคารถูกแบ่งแยกออก

เป็นหลังคล้ายกับการปลูกเรือน

แบบพื้นถิ่นและเชื่อมโยงด้วยทาง

เดินโดยรอบ

05 ผนังปูนที่หล่อด้วยไม้ไผ่และ

อิฐมอญถูกเลือกมาใช้เป็นวัสดุ

หลักภายในโครงการนี้

03

04

50 ASA THEME วารสารอาษา


6

10 9 7

5

5

8

8

2

1ST FLOOR PLAN

1 Court

2 Meeting Room

3 Office

4 Library

5 Toilet

6 Parking

7 Pantry

8 Storage

9 Pump Room

10 MDB Room

3

1

4

8

2 M

05

For the interior, one of the architect’s materials of

choice was red brick that was used to express the

characteristics of Chiang Mai’s vernacular architecture

in the shape and form of brick walls that lead one’s

perspective in from the parking area to the main entrance.

The wall rests along the building and clearly separates

the interior and exterior spaces. Situated at the end of

the wall are a series of steps that lead up to a pavilion

and walkways. The left side opens up to the building’s

main foyer as the circulation brings users to other parts

of the interior space comprised of a cluster of buildings

and an architectural program that is inspired by that of

the region’s vernacular residencies with spaces between

buildings functioning as multifunctional grounds for

future activities. It was also the architect’s intent to

facilitate interaction between empty spaces, the rice

field and the pavilion as a contemporary approach to

Lanna Architecture.

“We try to use materials with physical resemblances

to those used in Lanna Architecture such as Horsetail,

Banana trees or bricks, which are used with the buildings.

We also experiment with the use of bamboo as a mold

for the wall construction. The final results may not be as

polished as you would see in other works, especially

in foreign countries, but it embodies this sense of

a local rawness that we find to be very unique and

charming. Chiang Mai is an easygoing city and most

of the architects know each other and are quite close.

It’s the simplicity that is unlike others and we feel like

that is how it should be. This building should express a

similar sense of simplicity, too.”

วารสารอาษา

THEME ASA 51


06

ท้ายที่สุดการออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพ-

แวดล้อมนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละพื้นที่ สาหรับ

สถาปัตยกรรมในภาคเหนือลักษณะนี้ สถาปนิกยังคง

ต้องทดลองและพัฒนาในการผสมผสานสถาปัตยกรรม

พื้นถิ่น และสถาปัตยกรรมร่วมสมัยต่อไป ซึ่งที่ทาการ

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ล้านนา)

น่าจะเป็นแนวทางให้เข้าใจได้อีกทางหนึ่งว่าการออกแบบ

ที่คานึง และแสดงออกถึงบริบทอย่างถ่อมตนนั้นเป็น

อย่างไร

Ultimately, the design and definition of environmentally

or contextually conceived architecture depends

on the perception of each locality. For the architecture of

the north, especially those of this nature, the fusions of

vernacular and contemporary architecture still continue

to be experimented with and developed. The new office

of The Association of Siamese Architects under Royal

Patronage (Lanna) or ASA Lanna Center can serve as

an example that allows for us to see and understand

what architecture is with a humble consideration being

given to what its context really is all about.

06 ศาลาพื้นถิ่นถูกจัดวางไว้บน

ลานอเนกประสงค์ด้านบนอาคาร

และล้อมรอบไปด้วยหญ้าถอด

ปล้องที่เปรียบเสมือนนาข้าว

07 กำาแพงอิฐที่เรียงตัวกันเป็น

ผนังกั้นระหว่างพื้นที่ภายในและ

ภายนอกแต่ยังคงออกแบบให้

อากาศถ่ายเทได้ดี

วรุตร์ ดวงแก้วกาศ

สถ.บ จากมหาวิทยาลัย

เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

และ ปริญญาโทสาขาทัศนศิลป์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สนใจใน

การออกแบบพื้นที่สาธารณะ

และการเชื่อมโยงความสัมพันธ์

ระหว่างมนุษย์ สถาปัตยกรรม

และสภาพแวดล้อม

07

52 ASA THEME วารสารอาษา


NAIIPA

ART

COMPLEX

BANGKOK

STU/D/O ARCHITECTS

TEXT

Xaroj Phrawong

PHOTOS

Spaceshift Studio


ในขณะที่ความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานครได้

ขยายตัวแบบไร้ทิศทาง จนปัจจุบันพื้นที่สีเขียวมีสัดส่วน

ที่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ทั้งที่พื้นที่สีเขียวจาเป็น

ต่อจิตวิญญาณของมนุษย์ แต่กรุงเทพมหานครดูจะไม่มี

ความสนใจที่จะให้คุณค่าของการเพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียวนี้

ให้มากขึ้น ในวิธีการสร้างเมืองให้น่าอยู่นั้น การสร้างพื้นที่

สีเขียวให้เกิดร่มเงามีความสาคัญ มันสามารถลดความ

เครียดเพราะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจคนเมืองได้ Edward

Twitchell Hall ได้เสนอไว้ในหนังสือของเขา The Hidden

Dimension ถึงมิติซ่อนเร้นของมนุษย์ในที่สาธารณะ Hall

ได้อธิบายเมืองที่มีขอบป่าหรือพื้นที่สีเขียวกับอาคารว่า

มีผลต่อกลุ่มคนที่จะทาให้เกิดระยะกับพื้นที่ภายนอกและ

ภายในจากเงาไม้ คนเราจะมีความรู้สึกปลอดภัยดีเมื่อมี

เงาให้ซ่อนตัว และยินดีจะอยู่ในระยะของเงาไม้ที่เกิดขึ้น

มากกว่าจะเปิดเผยอยู่ตรงกลางของภายในหรือภายนอก

พื้นที่ของเงาเหล่านี้จึงช่วยให้มนุษย์สามารถมีกิจกรรมกับ

เมืองได้เพราะเป็นจุดหยุดพัก สามารถเกิดบทสนทนากัน

ในหมู่ผู้คนของชุมชนได้ การหลบตัวภายในเงาเหล่านี้

ทาให้รู้สึกปลอดภัย เพราะการเกิดสภาวะนิรนาม (Anonymity)

คือสภาวะที่รู้สึกปลอดภัย เป็นส่วนตัว แม้จะอยู่

ในพื้นที่สาธารณะท่ามกลางคนที่ไม่รู้จัก ในขณะที่พื้นที่

สีเขียว ร่มเงาไม้ในเมืองได้หายาก การก่อสภาวะที่จะ

รู้สึกปลอดภัยด้วยเงาไม้ หรือลดความเครียดลงก็ยากขึ้น

แต่ที่ซอยสุขุมวิท 46 ซึ่งเชื่อมระหว่างถนนพระรามที่ 4

มายังถนนสุขุมวิทเพื ่อต่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าพระโขนง

มีสถาปัตยกรรมสีดาทะมึนตั้งอยู่แบบแทรกตัวไปกับเหล่า

ต้นไม้ใหญ่ สถาปัตยกรรมนี้ดูแปลกแยกออกจากสภาพ

โดยรอบที่เป็นเมืองมากเพราะเหล่าต้นไม้ใหญ่ที่หายากของ

กรุงเทพมหานครกลับมารวมอยู่ที่นี่หลายต้นจนร่มครึ้ม

As Bangkok’s urban sprawl continues in uncontrollable

directions, causing the capital city to contain the

least green space per capita in Asia, and despite the

spiritual impact that nature or green spaces have on

human beings being a well-known fact, Thailand’s capital

city shows little interest in the importance of increasing

the proportion of its green space. To make a city more

livable, green space plays a significant role simply because

it can reduce people’s stress and be used as recreational

grounds for the city’s dwellers. Edward Twitchell Hall

proposes the idea of the human’s ‘hidden dimension’ in

public space in his book, The Hidden Dimension, where

he provides an interesting explanation stating that a city

with a forest as its border or the relationship between

green space and a building are related to space between

interiors and exteriors created by the shade of a tree and

the connection of the space to people’s emotions. Human

beings tend to feel safe when hidden under the shade

or a shadow and prefer to stay within the range of the

shade rather than be exposed at the center of an interior

or exterior space. The shaded space, therefore, helps

people to interact or participate in activities with a city

because they function as resting areas, not to mention

how they stimulate conversations between people.

Hiding under the shadow makes people feel safe due to

the state of ‘anonymity’ that is created with a sense of

security and privacy of being surrounded by strangers

in a public space. In the meantime, the scarcity of green

and shaded spaces means that the state where such

a sense of security and relaxation is brought about by

the shade of a tree is less likely to be achieved. Nevertheless,

on Sukhumvit Soi 46 that connects Rama IV to

Sukhumvit road and Phra Khanong BTS Station, a cluster

of black-colored architectural structures stand amid a

luscious mass of large timbers. Such is situated in great

contrast to the urban surroundings due to the presence

of some of Bangkok’s largest trees that provide the area

with shade through their succulent green masses.

ARCHITECT

Stu/D/O Architects

MEMBER ID

1-0248

INTERIOR DESIGNER

Stu/D/O Architects

LANDSCAPE DESIGNER

Field Landscape Studio

STRUCTURAL ENGINEER

BNG Engineering

SYSTEM ENGINEER

MEE Consultant

CONTRACTOR

Sittanant

BUILDING AREA

2,000 sq.m.

01 สถาปัตยกรรมบอกเล่าเรื่อง

ราวของบริบท เปลือกด้านซ้าย

ค่อยๆ กลายรูปจากเรียบเป็น

พับ เพื่อสื่อถึงความเป็นเมือง

กลายสู่ป่า

01

วารสารอาษา

THEME ASA 55


CDU

CDU

CDU

CDU

CDU

CDU

CDU

4.65

CDU CDU CDU CDU

6

กลุ่มอาคารสีดาเหล่านี้ คือ โครงการ ในป่า อาร์ท

คอมเพลกส์ ออกแบบสถาปัตยกรรมโดย บริษัท สตูดิโอ

อาร์คิเทคส์ จุดเริ่มต้นของโครงการเริ่มจากทางเจ้าของ

เป็นผู้ที่สนใจในงานศิลปะเป็นทุนเดิม โจทย์แรกคือการ

สร้างโปรแกรมที่เป็นพื้นที่พบปะ แลกเปลี่ยนสาหรับกลุ่ม

คนที่ทางานทางด้านศิลปะและการออกแบบ สุดท้ายจึง

กลายเป็นโปรแกรมเป็นพื้นที่สานักงานให้เช่าเน้นไปยัง

ผู้ที่ทางานศิลปะ โจทย์ที่สองคือ เจ้าของโครงการมีความ

ผูกพันต่อต้นไม้เดิมในผืนที ่ดิน ต้องการให้รักษาต้นไม้

เดิมไว้ให้มากที่สุด จากโจทย์ทั้งสองข้อ ทาให้สถาปนิกมี

แนวคิดในการออกแบบว่า ต้องการสร้างสถาปัตยกรรม

ที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมเดิมที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่

ให้พื้นที่ศิลปะ สถาปัตยกรรม สอดแทรกอยู่ในต้นไม้ที่

เป็นตัวแทนของธรรมชาติอย่างแนบเนียน รูปทรงของ

สถาปัตยกรรมจึงเป็นสิ่งที่ถูกเสนอรองลงมาจากความ

ต้องการให้ธรรมชาติแสดงตัวออกมา เปลือกโดยรอบจึง

เป็นกระจก 3 ชนิด ดูเรียบง่ายจนสถาปัตยกรรมกลาย

เป็นฉากให้กับต้นไม้ในที่สุด เปลือกอาคารแม้ว่าจะเป็น

สิ่งที่ดูเรียบง่าย แต่สถาปนิกเสนอถึงระดับความขุ่นใส

เพื่อนาเข้าสู่การรับรู้สภาวะการเข้าถึงสเปซส่วนต่างๆ

3

RL.

2

RL.

1.50

2

1

1

RL.

2

4

1ST FLOOR PLAN

01 Rental (Office)

02 Rental (Restaurant)

03 Recording Studio

04 Existing Building

(Now as Co-working Space:

Pencaved)

2 M

56 ASA THEME วารสารอาษา


This particular group of black buildings is known under

the name of Naiipa Art Complex. Stu/D/O Architects

not only oversaw the architectural design but, the owner

who has a personal interest and passion for art, also initiated

the project. The first requirement was for the architects

to design a program that functions as a space for

the art and design crowds to meet and exchange ideas.

The brief was later reconciled into a project of office spaces

for rent with the preferred tenants being those who work

in the art or design industries.The second requirement

came from the owner’s special connection with the trees

growing on the land and his wish for the design team

to help preserve as many of them as possible. With

such requirement in mind, the architects came up with

the design concept for an architectural program that

blends itself in with the surroundings of these massive

greeneries as the art and architectural spaces are submerged

into the spectacular urban forest. This explains

why the architectural form is considered a second priority

next to the manifested presence of nature. Three different

types of glass were used within the buildings’ shell,

allowing for the simplicity of form and surface to serve

as the backdrop of the trees. The seemingly simple

composition, such as the building’s shell, was carefully

thought out as the architects decided to use different

levels of transparency to create and give different stages

of accessibility to the spaces.

02

02 กระจกฝ้าของ faÇade ลด

แสงที่เข้ามายังภายในเพื่อสร้าง

ความสลัว

03 สะพานเชื่อมระหว่าง 2 ส่วน

ซึ่งต้องใช้การทำางานที่หน้างาน

เพื่อหลบต้นไม้

03

วารสารอาษา

THEME ASA 57


04


04 กล่องกระจกช่วยสะท้อน

บริบท

05 กระจกสะท้อนและพรางตัว

กระจกชนิดแรกคือกระจกฝ้า (Translucent Glass)

ถูกใช้มาเป็นเปลือกหุ้มด้านหน้าอาคาร เมื่อเข้ามาจาก

ถนนซอยจะพบกับ façade ที่เป็นกระจกฝ้าพับเอียงไปมา

ซึ่งเป็นการล้อไปกับความเป็นเมืองภายนอกและป่าภายใน

การเลือกใช้วัสดุนี้ที่ด้านนอกเกิดจากประเด็นในด้านการ

ใช้สอยที่ต้องการกรองแสงอาทิตย์จากทิศตะวันออกให้

เข้ามายังสเปซภายในไม่มากนักจนเกิดเป็นแสงสลัวให้

สามารถรักษาบรรยากาศร่มครึ้มไว้ พร้อมไปกับสร้างความ

เป็นส่วนตัว และการออกแบบเปลือกส่วนนี้ให้ค่อยๆ คลี่

ตัวมันเองจากผนังกระจกฝ้าเรียบจากมุมมองทางทิศใต้

แล้วพับไปมาเป็นมิติต่างๆ ไปยังทิศเหนือ เพื่อเป็นการ

อุปมาอุปไมยถึงความเป็นเมืองจากภายนอกค่อยๆ สู่ป่า

ภายใน กระจกชนิดที่สองคือกระจกรีเฟล็กทีฟ (Reflective

Glass) สถาปนิกใช้บริเวณที่ล้อมต้นไม้เพื่อทาการลวงตา

ให้ผู้เข้าใช้โครงการรู้สึกว่าพื้นที่ป่าในเมืองแห่งนี้กว้างขึ้น

จากการสะท้อนของกระจก ซึ่งผลลัพธ์ของแนวคิดนี้จะพบ

ได้ชัดเจนที่บริเวณทางเดินชั้น 2 ที่รายล้อมต้นไม้ใหญ่อยู่

การใช้กระจกรีเฟล็กทีฟในส่วนนี้ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์กับ

ผู้เข้าใช้ จากการสังเกตของผู้เขียนเมื่อเข้าไปเยือน ผู้คนจะ

เล่นกับการสะท้อนมากกว่าพื้นผิวแบบอื่น และกระจก

ชนิดที่สามคือส่วนกระจกใส (Transparent Glass) ที่ถูก

นามาใช้เป็นเปลือกหุ้มร้านค้าเพื่อบ่งบอกถึงกิจกรรมภายใน

กระตุ้นให้ผู้คนจากภายนอกอยากเข้ามาใช้สอยภายใน

The first type of glass is ‘translucent glass’ that is

used as the shell for the building’s façade. Entering the

project from Soi Sukhumvit 46, one would find a series of

folding glass façades that mimic the urban surroundings

and the forest inside the Naiipa’s perimeter while also

creating a sense of privacy for users. The clean and sleek

surface of the translucent shell gradually reconciles itself

from the south side to the folding dimension that leads

towards the north, metaphorically conveying a transition

from the urban environment to the sea of forest that lies

inside the project. The second type of glass is ‘reflective

glass,‘ which the architects used to wrap the trees. The

method employed creates an illusion as users feel the

space become visually bigger due to the reflections that

the glass creates. Such effect is very noticeable from the

second-story walkway that wraps around a number of

the big trees. The use of reflective glass also enhances the

space’s interactions with users, which seem to be more

active compared to other types of surfaces. ‘Transparent

glass‘ is the third type of glass used as the shell of the

retail spaces which grants users full access to activities

going on inside and stimulates people to come in and

use the program.

05

วารสารอาษา

THEME ASA 59


จากแนวคิดที่ต้องการรักษาต้นไม้เดิมให้อยู่ร่วมกับ

สถาปัตยกรรมได้ สถาปนิกจึงใช้ทางเลือกเป็นการแบ่ง

ตัวอาคารออกเป็น 2 ส่วน แต่ให้เชื่อมหากันด้วยสะพาน

เหล็ก ขั้นตอนส่วนนี้สถาปนิกใช้วิธีปรับแบบหน้างาน

เพื่อให้พื้นทางเดินสามารถหลบต้นไม้เดิมเพื่ออยู่ร่วมกัน

ได้มากที่สุด ซึ่งจะสังเกตได้จากทางเดินไม้ที่เชื่อมระหว่าง

อาคารทั้งสองลาต้นจะแทรกทะลุผ่านพื้นมาอย่างพอดี

จากการทางานด้วยการลงวัดพื้นที่จริง ทาให้รูลอดที่พื้นไม้

ของลาต้นไม้ทั้งเจ็ดช่องอยู่ร่วมกันอย่างพอดี ไม่ทาร้ายกัน

ทุกขั้นตอนการออกแบบถูกสร้างในกรอบที่จะวางสเปซ

แต่ละส่วนให้ทาลายต้นไม้เดิมน้อยที่สุด ซึ่งขั้นตอนการ

ทางานจึงวางแต่ละส่วนให้หลบตามต้นไม้เดิมทั้งสิ้น เพื่อ

รักษาสภาพแวดล้อมจากธรรมชาติเดิมให้อยู่ร่วมกับเมือง

ได้ จนในที่สุดได้พาศิลปะพบธรรมชาติ แม้ว่าจะเป็นพื้นที่

เล็กๆ เมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่ของกรุงเทพมหานคร

แต่ก็เป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยให้เมืองหลวงแห่งนี้มีชีวิตชีวา

มากขึ้นได้เป็นอย่างดี

Under the preservation approach that prioritizes

preservation of trees alongside the presence of an architectural

structure, the architect’s solution led to the

separation of the functional spaces into two buildings

connected together by a steel bridge. For this particular

process, the architects readjusted the design on site in

order for the construction of the walkway to minimize the

number of trees that had to be cut down, following the

concept of ‘coexistence’ and the owner’s wish to keep

as many trees as possible. What’s noticeable from the

wooden walkways that connect the two buildings are

the way the seven trunks seem to perfectly pierce through

the built structure, which illustrates the working process

where the architects work closely on site, resulting in

most of trees being creatively preserved and protected.

Every step of the design takes place with an intention to

avoid destruction, and it seems that the goal has been

achieved beautifully. At Naiipa, built structures are designed

to be a part of, not to replace the existing environment,

helping nature to find its way to coexist with the city.

Ultimately, art and nature are met in this space that may

seem tiny when compared to the vastness of Bangkok,

but the livelihood and vibrant energy it brings to the capital

city are undeniably pleasant and invigorating.

06 ต้นไม้แทรกอยู่ระหว่าง

สถาปัตยกรรม ช่วยสร้าง

บรรยากาศธรรมชาติ

สาโรช พระวงค์

สถ.บ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี

ราชมงคลธัญบุรี และ สถ.ม.

มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นอาจารย์

ประจำาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

ธัญบุรี และอาจารย์พิเศษใน

สถาบันอื่นๆ

06

60 ASA THEME วารสารอาษา


PATTAYA

COUNTRY

CLUB

CHONBURI

TEXT

Jaksin Noyraiphoom

PHOTOS

Rungkit Charoenwat

THE OFFICE OF BANGKOK ARCHITECTS (OBA)


ในปัจจุบันนี้ ทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงประเด็นเรื่อง

การออกแบบสถาปัตยกรรมที่คานึงถึงสภาพแวดล้อม

สิ่งที่ปรากฏตามสื่อส่วนใหญ่มักจะเป็นภาพของสถาปัตย-

กรรมที่มีการประหยัดพลังงาน เช่น มีหลังคาเขียว สวน

ลอยฟ้า แผงโซล่าร์เซลล์ กังหันลม หรือผนังกระจกพิเศษ

จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็น “กรอบ” ของสถาปัตยกรรม

ประเภทนี้ไปโดยปริยาย ทาให้หลายคนอาจมีความคิดว่า

การออกแบบสถาปัตยกรรมที่คานึงถึงสภาพแวดล้อม

จะต้องมีลักษณะดังกล่าวนี้เท่านั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง

แล้ว ยังมีอีกหลากหลายรูปแบบและหลากหลายวิธี ใน

การจะออกแบบสถาปัตยกรรมที่คานึงถึงสภาพแวดล้อม

โดยที่ไม่ได้ยึดติดอยู่แค่กรอบของการประหยัดพลังงาน

และตัวอย่างที่ดีชิ้นหนึ่ง ได้แก่ อาคารคลับเฮ้าส์หลังใหม่

ของ Pattaya Country Club อาคารคลับเฮ้าส์รูปทรง

แปลกตาหลังนี้ ตั้งอยู่ภายในสนามกอล์ฟ Pattaya Country

Club ที่สร้างขึ้นเพื่อทดแทนอาคารคลับเฮ้าส์หลังเดิมที่เล็ก

และมีสภาพทรุดโทรมเนื่องจากผ่านการใช้งานมานาน

โดยโจทย์เบื้องต้นที่ทาง The Office of Bangkok

Architects (OBA) สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารคลับเฮ้าส์

หลังใหม่นี้ได้รับจากทางเจ้าของโครงการคือ สร้างศูนย์

รวมกิจกรรมแห่งใหม่ให้กับสนามกอล์ฟแห่งนี้

“โจทย์ของการออกแบบอาคารหลังนี้ก็ไม่มีอะไรมาก

ก็คือสร้างอาคารคลับเฮ้าส์หลังใหม่ ที่เป็นศูนย์รวมกิจกรรม

ให้กับสนามกอล์ฟแห่งนี้แทนที่คลับเฮ้าส์หลังเดิม โดยที่

อาคารหลังใหม่ที่จะสร้างขึ้นนี้ จะต้องมีความเป็นเอกลักษณ์

และช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโครงการ” สมิตร

โอบายะวาทย์ จาก OBA กล่าวถึงแนวคิดภาพรวมใน

การออกแบบอาคารคลับเฮ้าส์หลังใหม่

ด้วยความที่บริเวณที่ตั้งของคลับเฮ้าส์หลังนี้ ตั้งอยู่

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติของสนามกอล์ฟ

ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ สระน้า บ่อทราย และเนินหญ้า เหล่านี้

ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสาคัญของทีมงานผู้ออกแบบ

ที่มีความต้องการจะสร้างให้อาคารหลังนี้ให้กลืนไปกับ

ธรรมชาติรอบข้าง จนคล้ายว่าไม่มีอาคารหลังนี้อยู่เลย

หลังคาทรงโค้งจึงได้รับการเลือกมาใช้ เพื่อให้สะท้อนถึง

สภาพภูมิประเทศของสนามกอล์ฟ

“เราตั้งใจจะใช้หลังคาทรงโค้งเพื่อสื่อถึงเนินดินใน

สนามกอล์ฟ โดยอาคารหลังนี้ก็จะเหมือนเนินดินเนินหนึ่ง

ที่มีพื้นที่ใช้สอยต่างๆ อยู่ข้างใต้ โครงสร้างโค้งนี้จะโค้ง

ตั้งแต่หลังคาเรื่อยลงมาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของผนัง

เมื่อมองอาคารนี้แล้วจะรู้สึกเหมือนว่า ตัวอาคารกลืนหายไป

กับธรรมชาติ” นิธิ จันทร์จิเรศรัศมี สถาปนิกผู้รับผิดชอบ

โครงการ กล่าวถึงที่มาของรูปทรงอาคาร

The present day is a time when whenever there is

a discussion about environmentally conscious architectural

design, the images of energy-saving architecture

projected in the mainstream media are often those with

Green roofs, rooftop gardens, solar cell panels, windmills

or special glass walls. Somehow, these things have

created a ‘frame’ for this type of architecture, consequentially

and reasonably causing many to think of them as

the go-to elements when it comes to the design of an

environmentally conscious building. The truth of the

matter is, however, that there are several other approaches

and solutions that can be utilized in the design of environmentally

friendly architecture as one does not have

to stick to the norms of conventional energy saving

methods. One of the model examples of such is the

new clubhouse building of the Pattaya Country Club.

The unusual-looking structure is located on the Pattaya

Country Club’s perimeter and was built to replace the

original, smaller and older clubhouse due to its deteriorated

condition after a long period of usage. The initial

brief given to The Office of Bangkok Architects (OBA),

the project’s architect was for them to design a new

activity center for the country club.

“The brief for the project was really nothing complicated.

It was basically the design of the new clubhouse

that would be used as an activity center for the country

club. The new structure would replace the old and needed

to have a unique character that would complement the

positive image of the project,” shared Smith Obayawat

of OBA when discussing the overall concept behind the

design of the project.

With the location of the site being surrounded by

the luscious nature of the golf course with large timbers,

ponds, sand and grass hills, these elements became the

key inspirations for the design team whose wish was

to create a work of architecture that could visually and

physically submerge its presence and become seamlessly

unified with the surrounding nature. Such intent

explains why the arched roof structure was chosen to

reflect the landscape of the golf course.

“We intended for the arched roof to symbolize the

grass hills of the golf course. The building itself is another

hill in the landscape but with different functionalities

inside. The arched structure gradually curves down from

the peak of the roof and reconciles into a part of the wall.

Once you look at this building, you feel like the entire

structure is merged into the surrounding nature,” said

Nithi Janjirejrassamee, the architect assigned to oversee

the design of the building.

ARCHITECT

The Office of Bangkok

Architects (OBA)

MEMBER ID

1-0083

INTERIOR DESIGNER

The Office of Bangkok

Designers (OBD)

LANDSCAPE DESIGNER

A Plus L

Landprocess

STRUCTURAL ENGINEER

QBIC Engineers and

Architects

SYSTEM ENGINEER

QBIC System

Engineering

CONTRACTOR

Sino Thai Engineering

and Construction

BUILDING AREA

3,500 sq.m.

วารสารอาษา

THEME ASA 63


64 ASA THEME วารสารอาษา

01


02

01 ตัวอาคารเน้นการใช้เส้นโค้ง

ซึ่งเมื่อมองจากภายนอกจะมี

ลักษณะคล้ายเนินดิน

02 ภายในอาคารคลับเฮ้าส์ ได้

รับการออกแบบให้สามารถมอง

เห็นทิวทัศน์โดยรอบได้อย่าง

กว้างไกล

03 บรรยากาศที่โปร่งโล่ง ช่วยให้

อากาศและลมธรรมชาติสามารถ

ถ่ายเทได้ดี

03

วารสารอาษา

THEME ASA 65


ภายในโครงสร้างโค้งขนาดใหญ่ เป็นที่บรรจุพื้นที่

ใช้สอยต่างๆ ประกอบด้วย ส่วนต้อนรับ โถงทางเดิน

ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ร้านอาหาร พื้นที่จัดกิจกรรม และ

พื้นที่บริการต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ มีพื้นที่รวมกันราว 3,500

ตารางเมตร ตัวอาคารมีรูปร่างค่อนไปในทางยาว ทอดไป

ตามแนวตะวันออก ตะวันตก มีความสูง 2 ชั้น ซึ่งเป็น

ความสูงที่กาลังเหมาะสม ผังแต่ละชั้นมีการใช้เส้นโค้ง

เพื่อให้เป็นภาพรวมเดียวกับรูปทรงของหลังคา ภายใน

ตัวอาคารได้รับการออกแบบให้มีความโปร่ง เต็มไปด้วย

พื้นที่เปิดโล่งภายในอาคารที่สามารถระบายอากาศด้วย

วิธีธรรมชาติได้ เพื่อให้ผู้คนที ่อยู่ด้านในสามารถสัมผัส

ธรรมชาติจากภายนอกได้ โดยมีส่วนที่ปิดทึบและกั ้น

ห้องเท่าที่จาเป็นเท่านั้น

นอกจากรูปทรงและการวางผังอาคารแล้ว อีกส่วน

สาคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของผู้ออกแบบใน

การจะทาอาคารหลังนี้มีความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม

โดยรอบคือ การใช้วัสดุ ที่ทางผู้ออกแบบได้เลือกที่จะใช้

คอนกรีตทาสีขาว มาเป็นส่วนประกอบหลักของอาคาร

ทั้งในส่วนของโครงสร้างหลังคาโค้ง ผนัง พื้น และเสา

เพื่อแสดงถึงความน้อย และมีเท่าที่จาเป็น “คือตอนแรก

เราก็คิดอยู่เหมือนกันว่า จะทาหลังคาให้เป็น Green roof

หรือมีต้นไม้ขึ้นตามผนัง แต่เรามองว่าสิ่งเหล่านั ้นมัน

ไม่จาเป็น มันเหมือนพยายามจะเป็นธรรมชาติ ทั้งๆ ที่

จริงๆ มันคือการฝืนธรรมชาติ เราเลยเลือกที่จะทาอาคาร

ออกมาให้ดูเรียบที่สุด และกลมกลืนกับธรรมชาติให้มาก

ที่สุด” สมิตรกล่าวเสริม

04 การใช้สีขาวทั้งภายนอกและ

ภายใน ช่วยให้ตัวอาคารดูเรียบ-

ง่าย และไม่แปลกปลอมจาก

สภาพแวดล้อมโดยรอบ

05 ภายในห้องอาหาร เน้นการใช้

แสงธรรมชาติและสามารถเปิด

มุมมองสู่ภายนอกได้ดี

7

1

3

2

5

6

4

2ND FLOOR PLAN

1 Drop-off

2 Entrance Lobby

3 Proshop

4 Male Locker

5 Female Locker

6 Restaurant

7 Main Kitchen

4 M

66 ASA THEME วารสารอาษา


Within the colossal structure, different functional

spaces are contained ranging from a reception area,

hallway, changing rooms and restaurant to activity spaces

and service areas, all of which account to a total 3,500

square meters of space. The rather long form of the

building rests along an east-west orientation, making its

2-story height physically reasonable. Each floor plan

employs curvy lines to generate a collective shape that

coincides with the form of the roof. Inside, the space

was designed to contain great spaciousness with an

abundant amount of open spaces and optimized natural

ventilation as the interior offers users access to the

nature outside while the enclosure and partitioning of

certain spaces are derived from functional necessities.

In addition to the building’s shape and floor plan,

another important part that reflects the architect’s

attempt to make the structure look physically harmonized

with its surroundings is achieved through the

choice of materials. White concrete was used as the

key composition material of the building, from the arched

structure of the roof to the floor and columns, expressing

a minimal and efficient use of materials. “We were

thinking about using a Green roof with crawling plants

on the walls but then realized that these things aren’t

really mandatory. It felt like a reasonable attempt to be

natural while in fact, it’s the total opposite. Our final

decision was, therefore, to create a building whose

physicality is so humble and clean that it harmonizes

itself in as a part of the nature that is its surrounding

context.” Smith added.

04

05

วารสารอาษา

THEME ASA 67


SOUTH ELEVATION

และแม้แนวคิดด้านการประหยัดพลังงานจะไม่ได้ถูก

เน้นมากนักในการออกแบบ หากแต่แนวคิดดังกล่าวนี้ได้

ปรากฏอยู่ในคลับเฮ้าส์หลังนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่

ตัวอาคารส่วนใหญ่เปิดโล่ง ให้มีการถ่ายเทอากาศด้วย

วิธีธรรมชาติ ช่วยลดพื้นที่ห้องปรับอากาศลงไปได้มาก

ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือ พลังงานที่จะต้องใช้ในการ

ปรับอากาศก็ลดลงไปด้วยเช่นกัน หรือจะเป็นการวางด้าน

แคบของอาคารตามแนวตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งเป็นทิศ

ที่มีแดดแรง นอกจากนี้ ในส่วนที่เป็นห้องภายในอาคาร

ยังมีการคานึงถึงการใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ เพื่อช่วย

ลดพลังงานจากไฟฟ้าแสงสว่างในช่วงเวลากลางวัน ทาให้

นอกจากจะมีความกลมกลืนกับธรรมชาติโดยรูปทรงแล้ว

ตัวอาคารเองก็ยังมีส่วนช่วยลดผลกระทบที่จะมีต่อธรรมชาติ

เช่นกัน แม้คุณสมบัติข้อนี้จะไม่ได้ถูกเน้นให้เด่นชัดก็ตาม

อาคารคลับเฮ้าส์หลังใหม่ของ Pattaya Country Club

หลังนี้ ถือเป็นหนึ่งในอีกหลายๆ ชิ้นงาน ที่มีการตีความ

การออกแบบสถาปัตยกรรมที่คานึงถึงธรรมชาติและ

สภาพแวดล้อม ในมุมมองที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง

โดยที่ไม่ต้องยึดติดอยู่กับกรอบหรือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ที่ทาต่อๆ กันมา อันเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า ใน

ทางสถาปัตยกรรมนั้น สาหรับโจทย์หนึ่ง คาตอบที่เหมาะสม

อาจไม่จาเป็นต้องมีเพียงคาตอบเดียวเสมอไป

06 ตัวอาคารคลับเฮ้าส์เมื่อมอง

จากภายนอก จะมีลักษณะคล้าย

เนินดินเนินหนึ่ง กลมกลืนกับ

สภาพแวดล้อมของสนามกอล์ฟ

จักรสิน น้อยไร่ภูมิ

จบการศึกษาจากคณะสถาปัตย-

กรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจาที่

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และ

การออกแบบ มหาวิทยาลัย

เทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

ศาลายา ควบคู่ไปกับการเป็น

สถาปนิกและนักเขียนอิสระ

And even while the energy-saving concept is not

boldly emphasized in the design, it does appear in the

details of the structure’s design such as the openness

of space that maximizes natural ventilation and reduces

a great deal of air conditioned space, naturally contributing

to a significantly less use of air conditioning. The

east-west orientation of the building allows for it to make

the best of the natural light, which is used as the lighting

source of several parts of the interior, consequentially

decreasing the need for artificial light during the day.

Such an approach to energy savings allows for the

building to engage with nature at a level that goes beyond

the physicality of form to the environmental impact it is

able to minimize. The new clubhouse of Pattaya Country

Club is one of many projects that interprets environmental

architecture in its own way as it breaks away from the

norms and conventions and is therefore a perfect example

that, when it comes to architecture, the right solution

for something does not have to be just one.

06


ARCHITECT

IDIN Architects

MEMBER ID

1-0195

INTERIOR DESIGNER

IDIN Architects

STRUCTURAL ENGINEER

Pakanut

Siriprasopsothorn

BUILDING AREA

1,145 sq.m.

หากพิจารณาดูในบรรดาสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ

จานวนมาก นอกเหนือไปจากความสวยงามของกายภาพ

ภายนอกและการจัดการกับที่ว่างภายในที่สอดรับกับ

การใช้งานของอาคารอย่างเหมาะสมแล้ว การเข้าใจใน

คุณลักษณะเฉพาะของที่ตั้งและสภาพแวดล้อม จนกระทั่ง

สามารถดึงเอาศักยภาพของมันออกมาใช้ได้อย่างเต็ม

ประสิทธิภาพเอง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ออกแบบทุกคน

ไม่ลืมที่จะให้ความสาคัญกับมันด้วยเช่นกัน เพราะการ

ออกแบบสถาปัตยกรรมที่สามารถดาเนินเรื่องราวไปกัน

ได้กับที่ตั้งนั้น ย่อมหมายถึงว่าสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา

สามารถอยู่ร่วมกันกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติได้

อย่างลงตัว โดยเฉพาะยิ่งหากสถาปัตยกรรมนั ้นๆ ต้อง

ไปตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความเป็นธรรมชาติสูง การออกแบบ

อาคารให้เกิดการสร้างผลกระทบที่น้อยที่สุด ยังคงรักษา

สภาพเดิมของบริบทไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถ

สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับพื้นที่ได้จึงกลายมาเป็นโจทย์

สาคัญของสถาปนิกในปัจจุบัน Choui Fong Tea Café

หรือ คาเฟ่ไร่ชาฉุยฟง ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกจาก

IDIN Architects เอง ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างสาคัญที่การ

ทางานระหว่างงานออกแบบและธรรมชาติสามารถหา

จุดบรรจบกันได้อย่างลงตัว

การเกิดขึ้นของโครงการ Choui Fong Tea Café

ที่ตั้งอยู่บนพื ้นที ่ของไร่ชาฉุยฟง อ.แม่ริม จ.เชียงราย

แห่งนี้นั้น สืบเนื่องมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ

CHOUI FONG

TEA

CAFÉ

CHIANG RAI

IDIN ARCHITECTS

TEXT

Paphop Kerdsup

PHOTOS

Spaceshift Studio


If we were to consider a mass number of architecture

that had been and is being created, apart from the

physical beauty and allocation of space that do not only

serve but complement a building’s functionality, understanding

specific characteristics of a site and its surrounding

environment that ultimately bring out the program’s full

potential is one of the factors that most architects prioritize.

The truth of the matter is, an architectural design has its

own story and it evolves or coincides with the context

of its location. This means that it is up to the architect

for the man-made structure to be able to find its way to

fittingly coexist with the environment, particularly when

there is a presence of nature involved. To design a building

with the most minimized effect on the environment and

respect to the original condition of the context while still

being able to create new experiences is not only a task

but a challenge that today’s architects find their ways to

overcome. Choui Fong Tea Café with architectural input

of IDIN Architects is an interesting and successful case

where design and nature meets at the perfect point of

reconciliation.

The birth of the Choui Fong Tea Café on the estate

of Choui Fong Tea Plantation in Mae Chan district of

Chiang Rai province is a result of the owner’s intent to

further the business’ economic growth. With the owner

foreseeing the potential of expanding the business to

be more than just a producer and exporter of tealeaves,

one of the attempts is to develop and distribute their own

brand and products. As the business operation grows,

then comes the idea of creating a space within the estate


กิจการไร่ชาฉุยฟง ซึ่งผู้ประกอบการเล็งถึงการขยายตลาด

ออกไปจากการเป็นเพียงผู้ผลิตและส่งออกใบชาเป็นวัตถุดิบ

เพียงอย่างเดียว มาเป็นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ออกขายด้วยตนเอง โดยการดาเนินงานก็ขยายต่อมา

จนกระทั่งเกิดเป็นแนวคิดที่จะสร้างพื้นที่ของตนขึ้นใน

บริเวณไร่ชา เพื่อที่นอกจากจะเป็นสถานที่รองรับกิจกรรม

อย่างหลากหลาย ตั้งแต่พื้นที่ร้านจาหน่ายผลิตภัณฑ์จาก

ใบชาและของที่ระลึกต่างๆ ไปจนถึงพื้นที่ให้ความรู้และ

จัดเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการดื่มชา ตัวสถาปัตยกรรมเองยัง

สามารถกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่สะท้อนภาพ-

ลักษณ์ของไร่ชาฉุยฟงออกมาได้อย่างชัดเจน พื้นที่การ

ใช้งานขนาด 1,145 ตารางเมตร ของ Choui Fong Tea

Café นั้น ถูกแบ่งการใช้งานออกเป็น 2 ส่วน คือที่อาคาร

รองซึ่งเป็นเพียงห้องน้า และอาคารหลักที่ทาหน้ารองรับ

กิจกรรม 3 ส่วน คือ ส่วน Café ส่วนพื้นที่นั่งรับประทาน

(roof deck) และส่วนจาหน่ายผลิตภัณฑ์ชา (tea gallery)

ซึ่งทั้งสามส่วนข้างต้นถูกออกแบบให้เป็นมวลอาคารที่ลอย

อยู่เหนือพื้นและแยกกันตามการใช้งาน แต่ก็ยังสามารถ

เดินเชื่อมต่อถึงกันได้ โดยที่แต่ละส่วนจะมีคอร์ทต้นไม้

อยู่ที่บริเวณด้านหลัง ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นเพียงกาแพง

กันดินคอนกรีตเปลือย เพื่อสื่อแสดงถึงความเรียบง่าย

จากสัจจะของวัสดุ

ความน่าสนใจที่ทาให้อาคาร Choui Fong Tea Café

แห่งนี้มีความพิเศษและแตกต่างจากอาคารอื่นๆ คือการ

ออกแบบสถาปัตยกรรมที่สามารถผสานไปกับที่ตั้งของ

โครงการได้อย่างลงตัว ด้วยลักษณะเฉพาะของไร่ชาฉุยฟง

ที่เป็นเนินเขาขนาดใหญ่หลายเนินสลับซับซ้อนที่มีความ

สูงต่าแตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละเนินต่างก็ให้มุมมองที่มี

ความสวยงามแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น

การจะออกแบบสถาปัตยกรรมลงไปบนพื้นที่ที่มีลักษณะ

เฉพาะเช่นนี้ “ทางเราจึงหนักใจไม่น้อย” จีรเวช หงสกุล

สถาปนิกจาก IDIN Architects กล่าว “เพราะอาคาร

ต้องมีความโดดเด่น แต่ก็เคารพถ่อมตัวในเวลาเดียวกัน

การฝังอาคารลงไปบนเนินจึงน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม

ที่สุด ซึ่งแนวคิดนี้ทางเราต้องทาความเข้าใจกับเจ้าของ

พอสมควร เพราะทางเจ้าของเองตั้งใจอยากให้อาคาร

ทั้งหมดถูกวางโดดเด่นอยู่บนยอดเนิน” จะพบว่าโจทย์

สาคัญอีกหนึ่งข้อในการออกแบบอาคารแห่งนี้ นอกจาก

ประเด็นเรื่องความโดดเด่นและถ่อมตัวที่สถาปนิกได้

กล่าวมาแล้ว ตาแหน่งที่ตั้งของโครงการเองก็เป็นอีกปัจจัย

สาคัญที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ จนในท้ายที่สุด

ที่ตั้งที่ได้ซึ่งเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุดทั้งจากการมองออกไป

และจากการมองเข้ามายังภายในอาคาร จึงเกิดจากการ

ตัดสินใจร่วมกันระหว่างทั้งสถาปนิกและเจ้าของโครงการ

อย่างลงตัว

01 การวางตัวของอาคาร

เป็นการบรรจบกันอย่างลงตัว

ระหว่างความโดดเด่นของ

สถาปัตยกรรม และความถ่อมตัว

ที่มีต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ

02 มุมมองจากภายในคาเฟ่ที่

เผยให้เห็นทิวทัศน์ทางธรรมชาติ

ที่กว้างใหญ่ของไร่ชาฉุยฟงได้

อย่างน่าสนใจ

TEA CAFÉ

TOILET

LAYOUT

72 ASA THEME วารสารอาษา


01

02

วารสารอาษา

THEME ASA 73


การเลือกออกแบบอาคาร Choui Fong Tea Café

ให้ฝังอยู่ในเนินดิน ก่อนที่จะแทงตัวทะลุออกมาเพื่อรักษา

สภาพของยอดเนินชาเอาไว้นั้น นอกจากจะไม่ทาให้เกิด

สิ่งปลูกสร้างที่ดูแปลกแยกมาทาลายทัศนียภาพอันสวย-

งามของไร่ชาฉุยฟงแล้ว การวางตัวของอาคารโดย IDIN

Architects ในลักษณะนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถ

เดินจากยอดเนินไปยังบนหลังคาของอาคาร และรับชม

ภาพของไร่ชาแบบพาโนรามาได้อย่างรอบทิศ เพราะ

ความต้องการให้ผู้คนได้สัมผัสกับมุมมองที่ต่างไปของ

สภาพแวดล้อมผ่านการเดิน ทาให้พื้นที่ถูกออกแบบให้

เดินจากบริเวณด้านล่างขึ้นไปยังยอดเนิน ก่อนที่จะเดิน

ลงเพื่อเข้าไปภายในตัวอาคาร ความต่อเนื่องของพื้นที่นี้

เองที่นามาซึ่งความน่าสนใจให้กับโครงการ มุมมองที่ได้

ซึ่งเป็นจุดขายสาคัญของอาคารหลังนี้ จึงมีตั้งแต่ภาพไร่ชา

ที่ลดหลั่นซ้อนทับกันไปโดยรอบ ไปจนถึงภาพบรรยากาศ

การเก็บชาระหว่างวันของพนักงานในไร่ชาแห่งนี้ นอก-

จากนี้ รายละเอียดปลีกย่อยอย่างการแยกส่วนห้องน้าออก

ไปอีกอาคารหนึ่งใกล้บริเวณที่จอดรถ ก็เป็นการออกแบบ

เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นทวีคูณในช่วงฤดูท่องเที่ยว

ของไร่ชาฉุยฟงแห่งนี้

74 ASA THEME วารสารอาษา


04

03

03 การยกอาคารลอยสูงขึ้นจาก

ระดับพื้นทำาให้รู้สึกราวกับว่าผู้ใช้

อาคารกำาลังลอยอยู่

04 การจัดการกับลำาดับการเข้าถึง

ของการใช้งานต่างๆ ที่ต้องเดินลง

ก่อนที่จะเดินขึ้นไปยังอีกพื้นที่

ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับ

สเปซและมุมมองที่เกิดขึ้นใน

ระหว่างทางนั้น

that is planned to accommodate not only a wide range

of activities, from a retail and souvenir shop to a learning

space where workshop about tea drinking would be held,

but the architecture the owner hopes to become a new

landmark that rightly encapsulates the image of Choui

Fong Tea Plantation. The 1,145 square-meter space of

Choui Fong Tea Café is divided to house two sets of

functionalities. With the separate restroom building

nearby, the main building hosts activities of a café, a roof

deck and Tea Gallery. The spaces for the three programs

are reconciled into a series of connected building masses

with certain parts of the structure elevated above the

ground. While each mass contains its own separate

functionality, the architect designs a series of walkways

to facilitate the overall flow for the program’s circulation.

Locating at the back of each architectural mass is a green

courtyard whose exposed-concrete retaining wall

bespeaks the simplicity of truth to material tenet.

One of the most interesting attributes that differentiate

Choui Fong Tea Café from ordinary buildings is the

architectural design that is beautifully integrated to the

project’s location. The unique characteristic Choui Fong

Tea Plantation is its majestic landscape where luscious,

green hills ripple in a seemingly endless sea of mountain

with each hill provides a different perspective to the landscape.

Designing a piece of architecture on the land of

such distinctive geography was, in Jeravej Hongsakul,

the project architect’s words, “quite unsettling”. “The

architecture needs to stand out but it has to be humble

at the same time. While the idea of burying certain parts

of the structure into the hill seems like the most suitable

approach to how the program would play out, there was

some explanation and reconciliation to be done because

the owner’s initial intention was to have all the buildings

located on top of the hill to attract attention.” Another

major challenge of the project, apart from the equilibrium

state of the architecture’s humbleness / noticeability, is

the location, which was one of the most contemplated

factors. The architect and owner finally agreed upon the

spot that would be the site of the project. The land grants

amazing view of the estate when looked from the inside

of the building, and the angles where different perspectives

of the architecture can be perceived from the outside.

The buried mass of Choui Fong Tea Café is designed

to pierce out not only maintain but accentuate the summit

of the hill the building rests itself in. The design harmonizes

the built structure to the spectacular scenery of

the plantation while the buildings’ orientation that the

team of IDIN Architects decided on offers a chance for

visitors to walk from the top of the hill to the building’s

rooftop. There, they are able to embrace the unobstructed

panorama of the plantation. With the desire for visitors

to experience varying view of the environment, both built

and natural, through walking, the space is designed for

one to walk from the lower floor to the top of the hill

before the circulation continues downward to the inside

the building. Such continuity brings interesting element

to the program where the view of terraced tea field,

which is the project’s greatest attraction, and workers

doing their daily tasks harvesting tea leaves become

significant parts of the experience. There are other miscellaneous

details such as the toilets, which are put in

a separate outbuilding locating near the parking space

to accommodate the number of visitors that is doubled

during the high season.

วารสารอาษา

THEME ASA 75


ความท้าทายสาคัญของโครงการ คือการออกแบบ

โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม ซึ่งสถาปนิกเลือกยกอาคาร

ให้ลอยอยู่เหนือระดับพื้น ซึ่งเมื่อมองเข้ามาภายในอาคาร

จากเชิงเขา จะเห็นเพียงเสาเพียงต้นเดียวเท่านั้นที่ทา

หน้าที่ค้าอาคารแต่ละหลังไว้ ในขณะที่การเลือกใช้วัสดุ

นั้น การคงไว้ซึ่งสัจจะของวัสดุโดยไม่มีการทาสี นอกจาก

จะช่วยสื่อถึงความเรียบง่ายแบบตะวันออกเหมือนอย่าง

ที่ปรากฏให้เห็นในวัฒนธรรมการดื่มชาแล้ว เนื้อแท้ของ

วัสดุเหล่านั้น ทั้งผนังปูนเปลือย ไม้สนสีธรรมชาติ หรือ

แม้แต่บานกระจกและเหล็ก ยังช่วยผสานสถาปัตยกรรม

ให้เข้ากับธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว ทว่าภาย-

ใต้การก่อสร้างของอาคารหลังนี้ ปัญหาที่ทางสถาปนิก

ต้องเผชิญนั้นกลับเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน

กับผู้รับเหมาในพื ้นที่ อาจด้วยเพราะความไม่คุ้นเคยใน

รูปแบบการก่อสร้าง แต่สถาปนิกก็สามารถแก้ปัญหาใน

ส่วนนี้ได้ด้วยการทาแบบภาพ 3 มิติ ขึ้นมาในแต่ละส่วน

ร่วมกับการใช้เวลาเข้าไปพูดคุยในระหว่างการก่อสร้างที่

ค่อนข้างมาก ทาให้ในท้ายที่สุด ความพิเศษที่เกิดขึ้น

นอกเหนือไปจากรูปแบบสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจแล้ว

การทางานร่วมกันอย่างเข้มแข็งระหว่างเจ้าของโครงการ

สถาปนิก และผู้รับเหมา ยังนามาซึ่งมิตรภาพภายหลังที่

อาคารเสร็จสิ้นอีกด้วย

แม้ข้อเสียที่เกิดขึ้นกับอาคารจะมีอยู่บ้าง อย่างเช่น

ความร้อนที่เกิดอยู่ตลอดเวลาจากแสงที่ตกลงบนกระจก

บานใหญ่ของอาคารบริเวณพื้นที่ Tea Gallery หรือความ

ชื้นที่อาจเกิดจากการระบายน้าได้ไม่รวดเร็วเพียงพอบริเวณ

หลังคาของอาคาร ทว่าสิ่งที่ปรากฏชัดให้เห็นใน Choui Fong

Tea Café แห่งนี้ คือความใส่ใจในสภาพแวดล้อมของ

สถาปนิก ที่สามารถดึงเอาศักยภาพของที่ตั้งมาใช้ให้เกิด

ประโยชน์กับสถาปัตยกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยที่ในเวลาเดียวกันก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับ

ธรรมชาติด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นเป็นเพราะสถาปนิกจาก

IDIN Architects มองว่าสภาพแวดล้อมกับสถาปัตยกรรม

ก็เหมือนกับ “น้าที่ปลาต้องไปว่ายอยู่” ซึ่งจีรเวชยังได้

ทิ้งท้ายเกี่ยวกับนิยามตรงนี้ไว้อีกว่า “เราต้องเข้าใจที่ที่

สถาปัตยกรรมไปใช้ชีวิต ไปตั้งอยู่ ทั้งในเชิงกายภาพและ

เนื้อหาสาระที่อยู่โดยรอบ สถาปัตยกรรมที่ดีควรอยู่และ

ช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม โดยไม่ใช่ว่า

จะต้องเข้ากันไปหมดกับสภาพแวดล้อมก็ได้ มันอยู่ที่ว่า

เหมาะสมหรือไม่มากกว่า เพราะนั่นคือสิ่งที่สถาปัตยกรรม

ควรเป็นกับที่ที่มันอยู่”

One of the biggest challenges of the project is the

design of the architectural structure, which is elevated

to be above the ground level. Looking into the building

from the foot of the hill, one can see each building mass

being support by one, single column. The materials are

used with their true quality left exposed and celebrated

as no painting was done to cover the surfaces and textures.

It conveys the oriental simplicity that coincides

with the tea drinking culture as exposed concrete walls,

natural-color pine wood, steel frames and glass of the

openings blend the architecture to its surrounding in

such an interesting manner. Among the obstacles that

took place during the construction was the difficulty in

the communication between the architect and the local

contractor due to the contractor’s unfamiliarity with the

construction techniques required for the project. The

architect, however, worked out the problem by creating

three-dimensional perspectives of each section of the

program, accompanying with detailed on-site explanations.

The outcome is the intriguing architectural with

the byproduct being the friendship between the owner,

architect and contractor that lasts even after the completion

of the project as a result of their collaboration.

There are certain noticeable downsides about the

building such as the constantly emitting heat caused by

the reflection of sunlight on the massive of piece of

glass at the space near the Tea Gallery. Humidity is also

an issue due to inefficient drainage of the roof. But at

the end of the day, what one can recognize from Choui

Fong Tea Café is the architect’s acknowledgment in the

environment and ability to bring out the greatest potential

of the location to complement the presence of

architecture while the built structure stays humble and

respectful to nature. For the team of IDIN Architects,

the environment and architecture is like “water a fish

swims in”. Jeravej provides some interesting insights

about this particular metaphor that embodies the studio’s

work philosophy. “You need to have an understanding

in the place where the architecture is going to be in,

where it lives and grows, both in the physical aspect

and surrounding context. Good architecture should

not only ‘be’ in an environment, but also appropriately

complement it. It doesn’t have to be in a perfect or

seamless harmony. It’s more about suitability and

compatibility because that’s how architecture should be

and interact with the place it locates in.”

ปภพ เกิดทรัพย์

จบการศึกษาจากคณะสถาปัตย-

กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย ปัจจุบันทำาหน้าที่

เป็นกองบรรณาธิการวารสาร

อาษา นิตยสาร art4d และมี

ความสนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติ

วิชาชีพทางเลือกทางสถาปัตย-

กรรม และความสัมพันธ์ของ

สถาปัตยกรรมกับสื่อสิ่งพิมพ์

FRONT ELEVATION

76 ASA THEME วารสารอาษา


CONVERSATION

WOLF D PRIX

I THINK THE PHRASE ‘ARCHITECTURE MUST BLAZE’ HAS A

REBELLIOUS TONE, A BELIEF THAT ARCHITECTURE MUST STAND

FOR SOMETHING, WAS THERE ANY RELEVANCE TO THE CLIMATE

OF THE 1960S?

WOLF D. PRIX: Of course there was, the greatest influence was music

at this time and the philosophy and how the young people behaved.

We thought that we could make our future. We don’t have to look back

too much. Don’t look back was one of the things that give us the fantasy

of all the power of the fantasy. So we got really convinced that we can

pass the future and if I am honest now, I am not so sure that we have won.

LOOKING AT YOUR WORKS, I THINK YOU NEED TO BE VERY

BRAVE TO EXPERIMENT AND TO TRY IN WHAT THE OFFICE HAS

BEEN DOING, DO YOU HAVE ANY FEAR?

WP: No, I don’t have fear. Sometimes we think we are stupid. Because

we give the client more than he really understands.

YOU TALK ABOUT COMPUTERS. I’M NOT SURE THAT THIS EXISTED

WHEN YOU STARTED THE OFFICE?

WP: No, no, no not at all.

TEXT

Winyu Ardrugsa

PHOTOS

courtesy of

Coop Himmelb(l)au

วลีที่ว่า “สถาปัตยกรรมต้องร้อนแรงดังเปลวไฟ” (Architecture

Must Blaze) มีโทนของความเป็นขบถอยู่ ด้วย

ความเชื่อที่ว่าสถาปัตยกรรมจะต้องยืนหยัดเพื่อบางสิ่ง

คุณคิดว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับสภาพแวดล้อมทาง

สังคมและวัฒนธรรมในช่วงทศวรรษ 60 รึเปล่า?

Wolf D. Prix: แน่นอนครับ อิทธิพลที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลำนั้นคือ

ดนตรีและปรัชญำ รวมไปถึงกำรแสดงออกของคนหนุ่มสำว เรำคิดว่ำ

เรำคือผู้กำหนดอนำคตของเรำเอง เรำไม่ต้องมองกลับไปยังอดีตมำกนัก

และกำรที่เรำไม่มองกลับไปก็เป็นหนึ่งในสิ ่งที่สร้ำงควำมฝันและพลัง

อำนำจทั้งหมดของควำมฝันนั้น เรำเลยเชื่อมั่นว่ำเรำจะสำมำรถก้ำวผ่ำน

อนำคตไปได้ และถ้ำจะให้ผมพูดจริงๆ ผมก็ไม่แน่ใจนักว่ำเรำชนะมัน

จริงๆ รึเปล่ำ

SO HOW DO YOU BALANCE BETWEEN USING COMPUTERS AND

HOW DO YOU ALLOW TECHNOLOGY TO TAKE THE LEAD? TRADI-

TIONALLY ARCHITECTS STAND FOR THEIR OWN POSITION AND

AUTHORITY.

WP: Right now it is the atmosphere changes, from 1990s on people

believed that the computer is the master of the universe and they give

all of their ideas to the computer, not realizing that the computer is a

tool like a drawing pen but it is faster and you can create more shapes

and forms but I don’t believe, like Patrik is doing, that the computer is

a total utilitarian system and should not rule creating of the space,

therefore we always check between the computer drawing, model,

computer drawing, and of course for building a building, it is a tool

which brings a lot of advantages.

MANY OF YOUR PROJECTS INVOLVE EXISTING BUILDINGS, AND

THE DESIGN LANGUAGE THAT YOU HAVE DEVELOPED SEEMS TO

BE DIFFERENT FROM TRADITIONAL OR EXISTING ARCHITECTURE,

HOW DO YOU NEGOTIATE BETWEEN THESE DIFFERENCES?

WP: I will give you two little examples, first one is the European

Central Bank. We took the proportions of the existing building and

manipulated that but there is still a relation to the existing building.

And the roof of the Martin Luther Church, the old curve of the medieval

ossuary roof exists in our new roof as well so this is the relation. And

it is not a composition issue but it is more a respect issue.

78 ASA CONVERSATION วารสารอาษา


© Cristiano Bianchi

วารสารอาษา

CONVERSATION ASA 79


เมื่อกลับไปมองดูผลงานที่ผ่านมาของคุณ คุณต้องมีความกล้า

มากๆ ที่จะทดลองและพยายามทาในสิ่งต่างๆ ที่ออฟฟิศของ

คุณได้ทามาตลอด คุณมีความกลัวอะไรบ้างไหม?

WP: ไม่นะ ผมไม่กลัวอะไร บำงทีเรำก็คิดว่ำเรำโง่เหมือนกัน เพรำะ

สิ่งที่เรำให้ลูกค้ำนั้นเกินกว่ำที่เขำเข้ำใจมันได้จริงๆ

คุณพูดถึงคอมพิวเตอร์ แต่ตอนที่คุณเริ่มก่อตั้งออฟฟิศ

ใหม่ๆ นั้น คอมพิวเตอร์น่าจะยังไม่ถูกนามาใช้อย่างตอนนี้

WP: ไม่ๆ ไม่มีเลยครับ

ถ้าอย่างนั้นคุณสร้างสมดุลระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์อย่างไร

แล้วคุณยินยอมให้เทคโนโลยีเป็นตัวนาอย่างไรบ้าง เพราะ

โดยปกติแล้ว สถาปนิกมีจุดยืนและอานาจในการตัดสินใจ

ของตัวเองมาตลอด

PEOPLE BELIEVED THAT

THE COMPUTER IS

THE MASTER OF THE

UNIVERSE AND THEY

GIVE ALL OF THEIR IDEAS

TO THE COMPUTER,

NOT REALIZING THAT

THE COMPUTER IS

A TOOL LIKE

A DRAWING PEN

WP: ตอนนี้บรรยำกำศมันเปลี่ยนไปแล้ว นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 90

เป็นต้นมำ ผู้คนเชื่อว่ำคอมพิวเตอร์คือผู้ควบคุมจักรวำล และพวกเขำก็เอำ

ควำมคิดทั้งหมดไปฝำกไว้กับคอมพิวเตอร์ โดยไม่ตระหนักว่ำคอมพิวเตอร์

เองก็เป็นเครื่องมือหนึ่งเหมือนกับปำกกำเขียนแบบ แต่มันทำงำนได้เร็วกว่ำ

และมันก็สำมำรถสร้ำงรูปทรงได้มำกกว่ำ แต่ผมไม่เชื่อนะ อย่ำงในกรณี

ของ Patrik และสิ่งที่เขำกำลังทำอยู่ ว่ำคอมพิวเตอร์จะเป็นระบบที่สร้ำง

อรรถประโยชน์ ให้เรำโดยเบ็ดเสร็จขนำดนั้น และมันก็ไม่ควรจะเข้ำมำ

ควบคุมกำรสร้ำงที่ว่ำง เพรำะฉะนั้นแล้ว เรำจึงตรวจสอบควำมสมดุล

ระหว่ำงกำรเขียนแบบด้วยคอมพิวเตอร์ โมเดล และกำรสร้ำงอำคำรขึ้น

มำสักอำคำรหนึ่งจริงๆ มันก็เป็นเครื่องมือที่นำมำซึ่งประโยชน์และข้อ

ได้เปรียบหลำยอย่ำง

© Duccio Malagamba

80 ASA CONVERSATION วารสารอาษา


โปรเจ็คต์หลายๆ อันของคุณเกี่ยวข้องกับอาคารที่มีอยู่

แล้ว และภาษาทางการออกแบบที่คุณได้พัฒนาขึ้นก็ดูจะ

แตกต่างจากสถาปัตยกรรมแบบประเพณีรวมไปถึงอาคารที่

มีอยู่แล้วในบริบท คุณได้ต่อรองหรือประนีประนอมความ

แตกต่างเหล่านี้อย่างไร?

WP: ผมจะยกตัวอย่ำงเล็กๆ น้อยๆ ให้คุณฟังสักสองตัวอย่ำงนะครับ

อันแรกคือ European Central Bank เรำเอำสัดส่วนของอำคำรที่มีอยู่

แล้วมำจัดกำรใหม่ โดยที่ยังคงควำมสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวอำคำรเดิม

อยู่ อีกอันหนึ ่งคือหลังคำของโบสถ์ Martin Luther Church ที ่เส้นโค้ง

ของหลังคำโครงกระดูกแบบยุคกลำงยังคงมีอยู่ในโครงสร้ำงหลังคำใหม่

ที่เรำสร้ำงขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นควำมเกี่ยวโยงที่ว่ำ มันไม่ได้เป็นประเด็นเรื่อง

ขององค์ประกอบทำงสถำปัตยกรรมหรืออะไร แต่เป็นเรื่องของกำรให้

ควำมเคำรพมำกกว่ำ

ตอนนี้คุณมีโปรเจ็คต์ในหลายประเทศ ในแต่ละที่มีความเฉพาะ

เจาะจงที่แตกต่างกันออกไป คุณเจรจาหรือประนีประนอม

เพื่อการมีอยู่ขององค์ประกอบทางท้องถิ่น (ถ้ามี) ในงาน

ของคุณอย่างไร?

WP: คุณหมำยถึงว่ำคุณเป็นห่วงสถำปัตยกรรมของประเทศจีนอะไร

แบบนั้นใช่ไหม กับกำรที่พวกเขำกลับไปหำหลักกำรเก่ำๆ ใช่ไหม ผม

ก็ยังทำงำนในแบบเดิม ถ้ำงำนของผมไม่ได้อยู่ในพื้นที่ซึ่งเปิดกว้ำงที่ซึ่ง

ผมมีอิสระ จริงๆ แล้วอำคำรของเรำทำงำนได้ดีมำก กำรใช้งำนต่ำงๆ

ก็สมบูรณ์แบบ วัสดุคือสิ่งที่แตกต่ำงไป เรำไม่ต้องใช้ดินสร้ำงเพรำะตอนนี้

เรำมีคอนกรีต และถ้ำเรำต้องใช้ดินในแอฟริกำ ผมก็อำจจะผสมมันเข้ำ

กับคอนกรีตเพรำะมันเป็นวัสดุที่ดีกว่ำ

นักศึกษาหลายคนสงสัยว่าอะไรคือแรงบันดาลใจในการออกแบบ

งานของคุณในแง่ของการสร้างรูปทรงขึ้นมาใหม่สักอันหนึ่ง

เช่น คุณตัดสินใจอย่างไรว่าเส้นโค้งนี้จะพอดีหรือสมบูรณ์แบบ

คุณมีทางเลือกอื่นๆ เผื่อไว้บ้างหรือเปล่า?

WP: ผมก็หวังว่ำตอนนี้โรงเรียนต่ำงๆ จะสร้ำงบรรยำกำศใหม่ๆ ที่เรำ

จะสำมำรถพัฒนำสถำปัตยกรรมในแนวทำงที่มีควำมเป็นมนุษย์ ยั่งยืน

และไม่ฟุ่มเฟือยได้มำกขึ้น ผมไม่ทรำบว่ำมันจะคลี่คลำยไปอย่ำงที่หวัง

หรือไม่ แต่ในอนำคตเรำคงได้ทรำบกัน ก่อนอื่น เพื่อเป็นกำรตอบคำถำม

แรกของคุณ คุณพ่อของผมเป็นสถำปนิกและผมก็ช่วยงำนในออฟฟิศมำ

ตั้งแต่ผมอำยุสิบขวบ ผมได้ทำควำมรู้จักกับแง่มุมเชิงหัตถศิลป์ที่นิยำม

สถำปัตยกรรม และในยุคสมัยนั้นก็มีคนทำงำนเก่งๆ เยอะมำกมำยที่

ช่ำชองเรื่องเชิงเทคนิค พวกเขำสำมำรถเขียนหรือวำดอะไรขึ้นมำได้โดย

ไม่ต้องใช้สเกลเลยด้วยซ้ำ นี่เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มำตั้งแต่ยังเด็ก

เรำต้องกำรจะเปลี่ยนสถำปัตยกรรมและทำงเดียวที่จะทำได้ในควำมคิด

ของเรำนั้น ก็คือกำรสร้ำงคำนิยำมใหม่ให้กับกระบวนกำรออกแบบ ที่มี

ควำมสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับทฤษฎีของ Freud ผ่ำนกำรใช้จิตใต้สำนึกของ

เรำ เพรำะเหตุนี้จริงๆ แล้วเรำจึงเป็น deconstructivist เพรำะ Derrida

NOW YOU HAVE PROJECTS IN MANY COUNTRIES. IN DIFFERENT

PLACES, THERE ARE DIFFERENT SPECIFICITIES. HOW DO YOU

NEGOTIATE TO INCLUDE SOME OF THE LOCAL ELEMENTS, IF

THERE ARE SOME, INTO YOUR WORK?

WP: You mean you are concerned with the real architecture in China,

where they are going back to the so-called old rules and regulations?

I do it the same way if I am not in a free area where I can do what…

our buildings are working very well, the function of the building is

perfect. The material is different, yeah? Then we don’t build in clay

because we have concrete. And if I have to use clay in Africa I will

mix it up as concrete because it is a better material.

MANY STUDENTS WONDER WHAT IS THE INSPIRATION OF YOUR

DESIGN IN TERMS OF MAKING A NEW FORM? AND, FOR EXAMPLE,

HOW DO YOU MAKE DECISION THAT THIS CURVE WOULD BE

PERFECT, DO YOU HAVE ANY OTHER OPTIONS?

WP: I am hoping that the schools right now are providing a new

atmosphere that we can develop architecture in a humanistic, economical,

sustainable way. I don’t know whether that will work out

but we will see. First, to answer your first question, my father was

an architect, I was working in the office since I was ten years old,

but earlier so I got to know the craftsmanship of what architecture

means and this generation they were really good craftsmen I have to

say, they are technical, they can draw without the scale so this is what

I learned at home.

We wanted to change architecture and the only way to do it, we

thought, was to redefine a new designing process and this was related

to Freud, using our unconscious, and therefore we are really deconstructivist

because Derrida who founded this deconstuctivist philosophy

said that the unconscious written line or word improves the whole text

or the unconscious little painted thing is more important for the whole

painting than everything so then we thought: ok, so, if we can get rid

of the constraints, pressures, economic functional issues, then maybe

we can liberate the space.

Then we got a commission to do a house in California and then

I did a drawing with closed eyes in order to follow our design model

and then we measured the model and then we developed it as normal,

regular architects and made really regular plans and drawings. We are

doing a lot of models. More models than 3D models in the computer,

more physical models because this is another experiment. We want

to understand it by doing it and to be honest you can never ever get

control in a 3D model on the screen, never ever. You have to have it -

it is like talking in three dimensions, you cannot talk in one dimension.

I WOULD LIKE TO ASK YOU ABOUT THE INNOVATION AND IDEN-

TITY IN ARCHITECTURE. THE PLACE WE ARE SITTING NOW IS

VERY TELLING BECAUSE WE ARE SURROUNDED BY THESE BEAU-

TIFUL THAI BUILDINGS, BUT BEHIND US THERE ARE HUGE

TOWERS THAT COULD BE ANYWHERE. THAI ARCHITECTS ARE

VERY CONCERNED ABOUT IDENTITY.

WP: Identity doesn’t’ exist only here, just in form. This kind of cleverness

is in new materials and in the new structures, there are a lot of

elements, you can do it in a contemporary way. How comes that this

generation is asking for traditional identity? Architects can design a

modern house without losing any of the thing. The relation must be

still there relatively.

วารสารอาษา

CONVERSATION ASA 81


ที่เป็นคนเสนอปรัชญำ Deconstructivism บอกว่ำเส้นสำยหรือคำที่ถูก

เขียนขึ้นจำกจิตใต้สำนึกสำมำรถส่งผลให้ตัว text ดีขึ้นได้ หรือรำย-

ละเอียดเล็กๆ ในภำพวำดที ่เกิดขึ้นจำกจิตใต้สำนึกมีควำมสำคัญกับ

ภำพวำดทั้งภำพมำกกว่ำทุกสิ่ง ดังนั้นเมื่อเรำคิดว่ำ โอเค ถ้ำเรำสำมำรถ

กำจัดข้อจำกัด ควำมกดดัน ประเด็นเรื่องกำรใช้งำนเชิงเศรษฐกิจต่ำงๆ

ได้ เรำก็อำจจะปลดปล่อยที่ว่ำงให้เป็นอิสระได้

เรำได้ทำโปรเจ็คต์บ้ำนในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งผมหลับตำและทำกำร

ร่ำงแบบเพื่อให้ทุกอย่ำงเป็นไปตำมโมเดลกำรออกแบบของเรำ จำกนั้น

เรำจึงวัดโมเดลแล้วก็พัฒนำแบบ ทำแปลนไปตำมปกติแบบสถำปนิก

ทั่วไป เรำสร้ำงโมเดลเยอะมำก เป็นโมเดลจริงๆ มำกกว่ำโมเดลสำมมิติ

ในคอมพิวเตอร์ เพรำะเรำมองมันเป็นอีกหนึ่งกำรทดลอง เรำอยำกจะ

ทำควำมเข้ำใจมันโดยกำรลงมือทำมันจริงๆ และให้พูดตรงๆ คุณไม่สำมำรถ

ควบคุมโมเดลในจอภำพได้จริงๆ หรอก ไม่มีวันเลย ไม่ว่ำยังไงคุณก็ต้อง

มีโมเดลจริง มันเหมือนกับที ่กำรพูดเป็นสำมมิติ คือคุณไม่สำมำรถพูด

ในมิติเดียวได้

© Sergio Pirrone

เราอยากจะถามคุณเกี่ยวกับนวัตกรรมและอัตลักษณ์ใน

สถาปัตยกรรม อย่างสถานที่ๆ เรานั่งกันอยู่ตอนนี้ก็มีความ

ชัดเจนทางอัตลักษณ์มาก เพราะเราถูกล้อมรอบไปด้วยอาคาร

แบบไทยอันสวยงามมากมาย แต่ข้างหลังเราก็เป็นอาคารขนาด

ยักษ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป สถาปนิกไทยเองก็มีความกังวลใจ

เกี่ยวกับประเด็นเรื่องอัตลักษณ์มาก

WP: อัตลักษณ์ไม่ได้มีอยู่แค่ที่นี่ แค่เพียงรูปทรง ควำมชำญฉลำดแบบ

นี้ปรำกฏให้เห็นอยู่ในวัสดุใหม่ๆ มันมีองค์ประกอบมำกมำย คุณสำมำรถ

ทำมันได้ด้วยวิธีกำรที่ร่วมสมัย ทำไมคนรุ่นนี้ถึงมำถำมหำอัตลักษณ์ที่มี

ควำมเป็นธรรมเนียมนิยมกันล่ะ? สถำปนิกสำมำรถออกแบบบ้ำนโม-

เดิร์นได้โดยที่เขำไม่ต้องสูญเสียอะไร ควำมเกี่ยวเนื่องยังคงมีอยู่อย่ำง

สัมพันธ์กัน

การมีอยู่ของเทคโนโลยีตอนนี้ทาให้อะไรๆ ดูเป็นไปได้หมด

ในความคิดของคุณอะไรคือความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ใน

สถาปัตยกรรม?

WP: เรำควรจะแก้ปัญหำที่กำลังจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่ำงเช่น คุณก็คงรู้ว่ำ

ตอนนี้ในยุโรปกำลังเผชิญปัญหำใหญ่ ซึ่งก็คือผู้อพยพที่เดินทำงเข้ำมำ

จำกซีเรีย สิ่งที่ผมคำดกำรณ์ก็คือถ้ำปัญหำเรื่องโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไป

โดยไม่ได้รับกำรแก้ไข ประเทศทุกประเทศตั้งแต่บังกลำเทศขึ้นมำจะจม

อยู่ใต้น้ำ ซึ่งนั่นก็หมำยควำมว่ำสถำปนิกอย่ำงเรำๆ จะต้องพัฒนำกลยุทธ์

กันขึ้นมำในตอนนี้เลยเพื่อที่จะช่วยให้เรำรอดพ้นจำกกำรคุกคำมของน้ำ

ในอีก 20-50 ปี ทุกอย่ำงอำจจะสำยเกินไปเสียด้วยซ้ำ เรำจะมีจำนวน

ผู้อพยพที่สูงถึงหนึ่งล้ำนคนในประเทศ นั่นรวมไปถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรป

นี่คือควำมเป็นไปได้ที่เรำสำมำรถทำได้และเรำก็ควรจะทำมัน

WE WANTED TO CHANGE

ARCHITECTURE AND

THE ONLY WAY TO DO IT,

WE THOUGHT, WAS TO

REDEFINE A NEW

DESIGNING PROCESS

AND THIS WAS RELATED

TO FREUD, USING OUR

UNCONSCIOUS

82 ASA CONVERSATION วารสารอาษา


ในความเห็นของคุณ การประกวดแบบมีความสาคัญแค่ไหน

ต่อพัฒนาการของสถาปัตยกรรม รวมไปถึงการประกวด

แนวคิด เพราะเมืองไทยไม่มีอะไรแบบนั้นให้เห็นมากนัก

WP: กำรประกวดเป็นสิ่งที่เลวร้ำยที่สุดในชีวิตของสถำปนิกเพรำะ

พวกเขำใช้เรำและควำมคิดของเรำโดยที่ไม่ต้องจ่ำยเงิน คนแก่ๆ ชอบ

พูดว่ำ เรำไม่เคยประกวดแบบเลยตอนเรำยังหนุ่มๆ เรำประกวดเวลำได้

รับคำเชิญเท่ำนั้นแหละ คนหนุ่มสำวบอกว่ำเรำต้องกำรกำรประกวดแบบ

เพรำะไม่งั้นเรำก็ไม่มีวันได้งำน แต่คุณคิดว่ำคนที่เป็นคนตัดสินเขำเลือก

งำนที่ดีที่สุดเหรอ? ไม่มีทำงหรอก เพรำะฉะนั้นนี่เป็นควำมโง่ของสถำปนิก

ที่เชื่อว่ำพวกเขำต้องกำรกำรประกวดแบบแถมยังไม่มีใครจ่ำยเงินให้กับ

งำนที่ทำไปอีก นักลงทุนน่ำจะเชิญคนสักห้ำคน สมมติว่ำมีสำมคนที่เป็น

สถำปนิกที่มีชื ่อเสียงหน่อย และอีกสองหรือสำมคนที่เป็นสถำปนิกรุ่น

หนุ่มสำว และพวกเขำก็ต้องได้รับค่ำจ้ำงสำหรับแบบร่ำงขั้นต้นที่พวกเขำ

ทำ นั่นแหละถึงจะโอเค แล้วก็ไม่ต้องทำแบบไม่ออกนำมด้วย เปิดกำร

ประกวดให้สำธำรณะชนและลูกค้ำได้เข้ำถึงและเห็นไปเลยว่ำงำนที่สร้ำง

ขึ้นมีควำมเกี่ยวข้องกับสถำปนิกอย่ำงไร

ถ้าพูดเกี่ยวกับการเรียนการสอนสถาปัตยกรรม คุณคิดว่า

อะไรเป็นสิ่งที่สถาบันการศึกษาควรสอนผู้เรียนบ้างในปัจจุบัน?

WP: โรงเรียนที่ดีควรสอนให้ครอบคลุมห้ำแนวทำง พวกเขำควรสอน

ให้นักเรียนมีอิสระในกำรออกแบบ ให้พวกเขำมีควำมรู้ว่ำมีอะไรเกิดขึ้น

รอบๆ ตัวบ้ำง เช่น ทำไม Le Corbusier ถึงเป็นสถำปนิกที่ยอดเยี่ยมนัก

หรืออะไรก็ตำมแต่ คุณต้องมีควำมคิดควำมอ่ำนที่เป็นไปตำมควำมเป็น

จริง พวกเขำต้องมีควำมรู้เกี่ยวกับโครงสร้ำงและวัสดุ และหลักๆ ก็คือ

ขั้นตอนกำรก่อสร้ำง เพรำะไม่อย่ำงนั ้น project manager ก็จะเป็น

คนควบคุมทุกอย่ำงแล้วสถำปนิกก็จะกลำยเป็นคนที ่โดนโยนควำมผิด

ไปให้แทน

มันเป็นงำนที่หนักหนำและผมคิดว่ำมันถูกเปลี่ยนแปลงไปบ้ำงจำก

กำรมำถึงของคอมพิวเตอร์ กำรทำงำนบนคอมพิวเตอร์ใช้เวลำนำน

เพรำะฉะนั้นนักศึกษำจึงใช้เวลำเก้ำในสิบสัปดำห์ไปกับกำรเรียนรู้

โปรแกรม แล้วพวกเขำก็ได้อะไรที่คล้ำยฟองสบู่มำโดยที ่ไม่รู้ว่ำจะต้อง

ทำงำนอย่ำงไรต่อไป นั่นคือสิ่งที่เรำต้องเปลี่ยน

BECAUSE OF THE TECHNOLOGY EVERYTHING SEEMS POSSIBLE

NOW, SO WHAT IS THE CHALLENGE THAT YOU THINK STILL

REMAINS IN ARCHITECTURE?

WP: We should solve the upcoming problems. For instance, you know,

we have big problems in Europe right now with the refugees - the

refugees who are coming from Syria. What I can foresee is if the

climate change is going ahead, all the countries from Bangladesh up

to here, will be under water. So that means we architects have to

develop strategies right now that we avoid that the water can come

in. In 20, 50 years it is too late. We will have one million refugees of

this country in Europe or somewhere else. We have the possibilities

now to do so and we should do it.

IN YOUR OPINION, HOW IMPORTANT ARE COMPETITIONS FOR

THE DEVELOPMENT OF ARCHITECTURE? AND HOW IMPORTANT

ARE ONLY IDEA COMPETITIONS BECAUSE IN THAILAND THERE

ARE NOT THAT MANY COMPETITIONS.

WP: Competitions are the worst thing in an architect’s life because

they use us without paying to get our use. The old people always say:

oh, we never did the competition when we were young, only when

we were invited. Young people say: we need competition otherwise

we will not get a project. But, do you think that a jury chooses the

best? Never ever. So this is, this is the stupidity of architects. Believing

that they need competition and not get paid for it. The investors should

invite five people, let’s say three well known, and two or three younger

people and then pay the fee of the preliminary design and then it is

ok. Then, and make it not anonymous, make it open so that people

and the client can see whether there is a connection to the architect.

IN RELATION TO ARCHITECTURAL EDUCATION, WHAT

SHOULD BE TAUGHT TO THE STUDENTS NOWADAYS?

WP: A good school should teach in five areas. They should teach to

be free to design, to be educated that you know what is going on

around, and why Corbusier is such a good architect, or whatever, and

you have to get an idea about reality. Then they should know about

structure and materials and mainly how to build the things otherwise

the project manager are taking over and blaming the architect.

It is a lot of work and I think it has changed a little bit because of

the computer. The working on the computer takes a lot of time so

students are working nine weeks out of ten learning the program and

they have something a bubble like that then they don’t know how to

do. So we have to change that.

ดร. วิญญู อาจรักษา

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

และการผังเมือง มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์

วารสารอาษา

CONVERSATION ASA 83


ASA COMMITTEE

ASA-CAN WORKSHOP 2016

LIVING WITH KHLONG AT LAK HA

FLOATING MARKET COMMUNITY

TEXT

Pannipa Pindavanija

PHOTOS

City and Community

Rehabilitation Program -

CCRP

องค์ประกอบสำคัญของชุมชนดั้งเดิมหรือย่ำนชุมชน

เก่ำ ประกอบด้วย “ผู้คน” คือผู้ที่อยู่อำศัยสืบทอดวิถีชีวิต

หรือดำรงชีวิตอยู่ ในชุมชน “สถำนที่ดำรงวัฒนธรรม” คือ

มีที่ตั้งที่สะท้อนประวัติศำสตร์กำรตั้งถิ่นฐำน สถำนที ่ที่

สัมพันธ์กับกิจกรรมและวิถีชีวิตหรือประกอบประเพณี

ท้องถิ่น และ “อัตลักษณ์ทำงกำยภำพและวิถีชีวิตวัฒนธรรม”

คือมีลักษณะทำงกำยภำพหรือไม่ใช่กำยภำพที่สะท้อนให้

เห็นลักษณะเฉพำะของชุมชน พื้นที่ “คลอง” ในภำคกลำง

ของประเทศไทย เป็นพื้นที่ที่มีควำมน่ำสนใจทั้งในแง่ของ

ภูมินิเวศกำรตั ้งถิ่นฐำน วิถีชีวิต และควำมเปลี่ยนแปลง

อันรวดเร็วอันมีที่มำจำกผลกระทบจำกกระบวนกำรพัฒนำ

เมือง คลองเคยเป็นเส้นทำงสัญจรหลักทั้งในกำรเดินทำง

กำรขนส่งสินค้ำ เชื่อมทั้งผู้คนในหลำกวิถีและวัฒนธรรม

ชุมชนดั้งเดิมตำมเส้นทำงสำยคลองมีทั้งชุมชนเกษตรกรรม

อันเป็นแหล่งผลิตสินค้ำหลัก และชุมชนค้ำขำยในบริเวณ

ที่เป็นจุดตัดของกำรสัญจรที่มีขนำดใหญ่-เล็กแตกต่ำงกัน

ไปตำมบริบทของสภำพแวดล้อมและทำเลที่ตั้ง คณะทำงำน

โครงกำรฟื้นฟูเมืองและย่ำนชุมชนเก่ำจึงเลือกพื้นที่คลอง

เป็นพื้นที่เป้ำหมำยในโครงกำรปฏิบัติกำรเวิร์กช็อป “ASA-

CAN Workshop: Living with Khlong ที่ชุมชนตลำดน้ำ

หลักห้ำ” โดยคณะทำงำนจำกโครงกำรฟื้นฟูเมืองและ

ย่ำนชุมชนเก่ำ (เป็นโครงกำรที่กรรมำธิกำรสถำปนิกเพื่อ

สังคมและเมือง สมำคมสถำปนิกสยำมฯ ได้รับทุนสนับสนุน

จำกมูลนิธิทรัพย์สินส่วนพระมหำกษัตริย์และสถำบันพัฒนำ

องค์กรชุมชน) มีเป้ำหมำยหลักเพื่อสนับสนุน 2 ด้ำน คือ

ด้ำนกำรหนุนเสริมชุมชนในกำรฟื้นฟูในระดับพื้นที่และ

84 ASA ASA COMMITTEE วารสารอาษา


ด้านการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มี

ความสนใจการทางานร่วมกับชุมชน กระบวนการฟื้นฟู

ชุมชนเก่าในระดับพื้นที่ มีความสาคัญในการขยายฐาน ทั้ง

การหนุนเสริมการจัดการความรู้ชุมชน การกระตุ้นให้

ชุมชนเกิดความตื่นตัวในการรวมกลุ่มเพื่อการรักษาและ

จัดการทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งเปิดพื้นที่สร้าง

การมีส่วนร่วมและก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

ระหว่างคนในชุมชนและคนภายนอก นอกจากนี้การพัฒนา

และการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจการทางานร่วมกับ

ชุมชนและเรียนรู้กระบวนการการทางานแบบมีส่วนร่วม

แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นระหว่างกันและระหว่าง

คนในชุมชนก็เป็นปัจจัยที่สาคัญในการทาให้การดาเนิน

งานฟื้นฟูชุมชนดั้งเดิมเป็นไปอย่างยั่งยืน

01

The key elements of an old community or a neighborhood

are made of ‘people’ who live and inherit the

way of life as well as a ‘preserved cultural place,’ which

is essentially a physical space that reflects the history

of settlement and development of the community and

contextually relates to local activities, ways of life, or

functions as a place where local traditions/ceremonies

take place, and a ‘physical identity, way of life and culture’

which refers to certain specific physicalities or reflected

characteristics of a community. ‘Khlong’ (Thai word for

‘canal’) in the central region of Thailand is an interesting

geographical area for many reasons and in many aspects

from the ecology of the settlement and way of life to

the rapid changes caused by urban development. Canals

were once the main commuting routes people used

for transportation and shipping goods. They connect

people from different backgrounds and cultures as their

presence gave birth to local communities be they agricultural

communities that were the city’s main production

sources or commercial neighborhoods that emerged

around the areas where waterways intersected with

different scales of transportation which were formed

by the location’s context and environment.

The working committee of Living with Khlong at

Lak Ha Floating Market Community project became

involved through the City and Community Rehabilitation

Program (the program is funded by Crown Property

Bureau, Community Organizations Development Institute

(Public Organization) and the Association of Siamese

Architects). The project aims to support two aspects of

development. The first is to encourage and support

generation professionals who are interested in working

with the community by stimulating and encouraging the

locals to be united for the strengthened conservation

and management of resources within their community.

The project also creates a platform for participative

collaboration and exchange of knowledge between

community members and outsiders. Additionally, the

development and building of the next generation of

professionals who are driven to work with the community

and learn a collaborative and participative approach

toward the working process where knowledge and

opinions are critically and productively exchanged is

also one of the objectives of this community rehabilitation

project.

“Lak Ha Floating Market“ is a community located in

the area around Damnoen Saduak canal. Situated on the

border between Ratchaburi and Samut Sakhon province,

Damnoen Saduak is considered one of the area’s most

important canals. It was first conceived from an attempt

to dig a new communal route that would link Bangkok,

Samut Songkhram and Ratchaburi together. During the

reign of King Rama IV, Lak Ha was known as the most

vibrant floating market. The Lak Ha locals often reference

the images of the area being a renowned tourist

destination, which had been used by the Thai Tourism

Authority to create and promote the boom of this commercial

neighborhood in the past. The fact is that Lak Ha

วารสารอาษา

ASA COMMITTEE ASA 85


“ชุมชนหลักห้ำ” ตั้งอยู่ในพื้นที ่คลองดำเนินสะดวก

บริเวณรอยต่อของจังหวัดรำชบุรีและสมุทรสำคร คลอง

ดำเนินสะดวกถือเป็นคลองสำคัญที่เกิดจำกกำรขุดคลอง

เพื่อเชื่อมกำรคมนำคมระหว่ำงกรุงเทพฯ - สมุทรสงครำม -

รำชบุรี ในสมัยรัชกำลที่ 4 หลักห้ำเคยเป็นตลำดน้ำที่

คึกคักที่สุด ชำวหลักห้ำมักอ้ำงอิงภำพนำเที่ยวของ ททท.

ในกำรจินตภำพควำมเจริญของกำรค้ำในอดีต หลักห้ำเป็น

ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจำกกำรตัดถนน กำรพัฒนำเมือง

ที่ทำให้ชุมชนตลำดน้ำที่เคยคึกคักเปลี่ยนแปลงไป ใน

ปัจจุบันชำวหลักห้ำเริ่มกระบวนกำรฟื้นฟูโดยมีกำรรวมกลุ่ม

ในชุมชน ร่วมกันจัดกิจกรรมในวันสำคัญและกำรพยำยำม

ในกำรฟื้นฟูตลำดน้ำที่เคยคึกคักให้กลับมำเพื่อกำรฟื้น

เศรษฐกิจชุมชน กำรชวนให้ชุมชนร่วมกันทบทวนเนื้อหำ

ทำงประวัติศำสตร์ท้องถิ่น สร้ำงประวัติศำสตร์จำกคำบอก-

เล่ำและกำรจัดทำแผนที่วัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม เป็น

กระบวนกำรแรกๆ ที่ชุมชนจะได้ทำควำมเข้ำใจในตนเอง

เป็นเครื่องมือช่วยในกำรระบุอัตลักษณ์ชุมชน และกำร

กำหนดแนวทำงในกำรฟื้นฟูและพัฒนำ โดยมีเป้ำหมำย

หลักในส่วนของชุมชนเพื่อกระตุ้นให้เกิดสำนึกร่วมในชุมชน

ผู้เกี่ยวข้องและคนในพื้นที่เกิดควำมตระหนักถึงศักยภำพ

ของพื้นที่ และในส่วนผู้เข้ำร่วมโครงกำรได้เรียนรู้กำร

สร้ำงผลงำน ฝึกปฏิบัติกำรจัดทำแผนที่วัฒนธรรมจำก

กระบวนกำรกำรมีส่วนร่วม กำรร่วมกันทำควำมเข้ำใจ ระบุ

คุณค่ำ แลกเปลี่ยนควำมรู้และประสบกำรณ์กับชุมชน

รวมทั้งกำรผลิตสื่อ

02

03

86 ASA ASA COMMITTEE วารสารอาษา



โครงกำร “ASA-CAN Workshop: Living with Khlong

ที่ชุมชนตลำดน้ำหลักห้ำ” เน้นกำรทำ Cultural Mapping

ที่ตลำดน้ำหลักห้ำ ใช้เวลำดำเนินงำนแบบระยะสั้น รวม

ทั้งสิ้น 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 28-31 กรกฎำคม 2559 มี

ผู้เข้ำร่วมจำนวน 20 คน จำกหลำยสถำบันกำรศึกษำ

กระบวนกำรทำงำนทั้งสี่วันประกอบด้วย กำรรู้จักพื้นที

กำรสำรวจ กำรผลิตผลงำน และกำรนำเสนอ กำรทำ

ควำมรู้จักพื้นที่ - สำรวจ กำรสำรวจและกำรทำควำมรู้จัก

พื้นที่ควำมร่วมมือจำกกลุ่มรักษ์หลักห้ำ ผอ.โรงเรียนวัด

ประสำทสิทธิ์ นำยกเทศบำลตำบลศรีดอนไผ่ หน่วยงำน

รำชกำรในพื้นที่ และชำวชุมชนหลักห้ำมำร่วมเล่ำเรื่อง

ตลำดน้ำหลักห้ำ ทั้งยังได้ควำมร่วมมือจำกนักเรียนมัธยม

โรงเรียนประสำทรัฐประชำกิจ (โรงเรียนในพื้นที่) มำเป็น

ส่วนหนึ่งของกำรร่วมกันทำงำน กำรสำรวจมีทั้งกำรสำรวจ

กำยภำพเบื้องต้น เปิดโอกำสให้ผู้เข้ำร่วมโครงกำรมีอิสระ

ในกำรมองประเด็นที่ตนเองสนใจ และนำผลกำรสำรวจ

มำสร้ำงประเด็นในกำรสำรวจในขั้นตอนต่อไป กำรสำรวจ

ขั้นที่สอง ผู้เข้ำร่วมโครงกำรแต่ละกลุ่มมีประเด็นที่สนใจเป็น

ตัวกำกับทิศทำงในกำรสำรวจในขั้นตอนนี้ มีกำรสัมภำษณ์

กำรรู้จักพื้นที่นอกเหนือจำกทำงกำยภำพ รู้จักชุมชนผ่ำน

ควำมทรงจำและประวัติศำสตร์ครัวเรือน และเรื่องเล่ำ

เฉพำะบุคคล

01-02 สภาพกายภาพและที่ตั้ง

ชุมชนริมคลองดำาเนินสะดวก ยัง

คงวิถี-ชิวิตผูกพันกับน้ำา

03 นักศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการ

และทีมพี่เลี้ยงพูดคุยแลกเปลี่ยน

ประเด็นที่น่าสนใจ

04 สรุปประเด็นในการนำาเสนอ

ของแต่ละกลุ่ม หลังการสัมภาษณ์

และสำารวจเชิงลึก

04

is one of the many communities affected by the coming

of public roads. Urban development has caused the once

highly energetic floating market community to change.

The locals begin and continue the rehabilitation process

through the unification of people in the community and

activities held on public holidays in an attempt to revitalize

the floating market and ultimately the local economy.

The program encourages the community to revisit the

historical content of the area, and recreate the history

from the locals’ own stories and narratives including

the making of a participative cultural map, which are

parts of the initial process that allows for the community

to acknowledge, understand and define its own identity.

The methods also help the involved collaborators and

the locals to realize the true potential of the area as the

participants learn the actual process of conceptualization

and materialization of the projects that lead to

successful end results. Along the way, they learn the

actual making of a cultural map through a participative

process, including the approach to understand and

identify the values of the community, exchange of

knowledge and experiences with the community and

the creation of effective media.

ASA-CAN Workshop: Living with Khlong at Lak Ha

Floating Market Community” focuses on the making of

a cultural mapping of the area. The short period of the

operation included 20 participants from different educational

institutes, while the 4-day period from the 18 th

to 31 st of July 2016 encompassed the surveying of

participants and exploration of the area, production and

presentation. The project received assistance from Rak

Lak Ha Group, the Director of Wat Prasartsit School,

Mayor of Sri Don Phai sub district municipality, local

governmental agencies and Lak Ha locals. The stories of

Lak Ha Floating Market were also retold to the secondary

students from from Prasart Ratprachakij School (a local

school) who took part in the work process. The survey

included the observation of the initial physical conditions

of the area as the participants were granted opportunity

and freedom to explore the issues they found interesting.

The results were used in the formation of topics for the

next stage of exploration. Guided by the issues they

found interesting, different groups of participants conducted

interviews as they learned about different aspects

of the neighborhood, in addition to its physical conditions,

through memories, narratives and history told by

families or at an individual scale.

The project emphasizes the participation in and creation

of a platform where locals’ opinions are presented,

acknowledged and discussed. Participants were divided

into groups as collaborations took place and opinions

were exchanged. The interesting issues conceived from

the surveys and interviews with the locals were presented

through six different approaches. 1) the pinning of important

locations in Lak Ha Floating Market Community

where a large map was created and the locals were

invited to pin the places that found interesting for their

historical significance, food or way of life. 2) stories told

through old pictures of community members as images

with collective memories bring a collective sense of

awareness and ownership to the locals. 3) Organizing

วารสารอาษา

ASA COMMITTEE ASA 87


โครงกำรเน้นกระตุ้นกำรมีส่วนร่วมและสร้ำงเวทีกำร

พูดคุยของคนในชุมชนจำกกำรนำเสนองำน โดยกำรแบ่ง

กลุ่มเพื่อทำงำนร่วมกัน แลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นในระหว่ำง

ผู้เข้ำร่วมโครงกำร ในประเด็นที่สนใจจำกกำรลงพื้นที่

พูดคุยกับคนในชุมชน มีสรุปกำรนำเสนอใน 6 รูปแบบ

คือ 1.) กำรร่วมกันปักหมุดพื้นที่สำคัญในชุมชนตลำดน้ำ

หลักห้ำ โดยกำรใช้แผนที ่ขนำดใหญ่และให้คนในชุมชน

ร่วมกันปักหมุดตำมพื้นที่ประเภทต่ำงๆ เช่น มีควำมสำคัญ

ต่อประวัติศำสตร์ชุมชน อำหำร วิถีชีวิต เป็นต้น 2.) กำร

ถ่ำยทอดเรื่องรำวจำกภำพเก่ำโดยคนในชุมชนเอง โดยใช้

ภำพที่มีควำมทรงจำร่วมกัน เพื่อดึงควำมทรงจำและสำนึก-

ร่วมในควำมเป็นเจ้ำของพื้นที ่ 3.) กำรจัดนิทรรศกำร

เปรียบเทียบภำพเก่ำและภำพปัจจุบันในสถำนที่จริง เพื่อ

กระตุ้นและแสดงให้เห็นควำมเปลี่ยนแปลงด้ำนกำยภำพ

และกำรใช้พื้นที่ 4.) กำรสร้ำงประเด็นฉุกคิดในด้ำนคุณค่ำ

ควำมคิดเห็นและแนวทำงกำรพัฒนำของคนในชุมชน

ด้วยกำรคำสัมภำษณ์ประกอบภำพ 5.) กำรสร้ำงแผนที่

วัฒนธรรมด้ำนอำหำรกำรกินภำยในชุมชน 6.) กำรจัด

นิทรรศกำรภำพถ่ำยเก่ำ รวมทั้งกำรใช้เวทีในกำรนำเสนอ

งำนเพื่อเปิดพื้นที่กำรแสดงควำมคิดเห็นและแลกเปลี่ยน

มุมมองทั้งจำกชุมชนอื่น ผู้เชี ่ยวชำญ ตัวแทนท้องถิ่น

โรงเรียน และคนในชุมชนต่อแนวทำงที่เป็นไปได้ในกำร

ฟื้นฟูและพัฒนำตลำดน้ำหลักห้ำ ผลของโครงกำร “ASA-

CAN Workshop: Living with Khlong ที่ชุมชนตลำดน้ำ

หลักห้ำ” นี้ ผลลัพธ์อำจไม่ได้ออกมำในรูปของแผนที่ทำง

วัฒนธรรมหรือกำรเรียบเรียงประวัติศำสตร์ชุมชนอย่ำง

เต็มรูปแบบ แต่ก็มีควำมพยำยำมที่จะสร้ำงพื้นที ่ที่เปิด

โอกำสให้คนในชุมชนได้ออกมำถ่ำยทอดเรื่องรำวทำง

THE PROJECT HIGHLIGHTS

THE COLLECTION OF INDIVIDUAL MEMORIES

AND COLLECTIVE IDENTIFICATION OF

THE COMMUNITY’S VALUE

ประวัติศำสตร์ชุมชนร่วมกัน ให้ควำมสำคัญกับกำรเก็บ

ข้อมูลควำมทรงจำเฉพำะบุคคล กำรร่วมกันระบุคุณค่ำ

ของชุมชนตลำดน้ำหลักห้ำ กำรเริ่มกำรสร้ำงชิ้นส่วนเล็กๆ

ทำงประวัติศำสตร์บอกเล่ำอันจะนำไปสู่กำรเขียนประวัติ-

ศำสตร์ชุมชนจำกวิถีชีวิตด้วยคนในชุมชนเอง รวมทั้ง

กำรช่วยในกำรกระตุ้นกำรรวมกลุ่มกันของคนในชุมชน

เชื่อมโยงภำคประชำชน ภำคประชำสังคม ท้องถิ่น วัด

โรงเรียนในพื้นที ่ กำรเกิดสำนึกร่วมให้เห็นควำมสำคัญ

ของในทรัพยำกรในพื้นที่ ในส่วนของผู้เข้ำร่วมโครงกำร

ได้ฝึกปฏิบัติกำรสำรวจ กำรสัมภำษณ์ กำรทำงำนร่วมกับ

ชุมชน และเปิดมุมมองและแนวทำงอันหลำกหลำยที่จะได้

มำซึ่งผลลัพธ์ของกำรทำงำน ผลของกำรร่วมกันปฏิบัติกำร

โครงกำรเวิร์กช็อปครั้งนี้ ชุมชนสำมำรถนำไปต่อยอด

เป็นเครื่องมือที่ใช้งำนได้จริงร่วมในแนวทำงกำรฟื้นฟู

ตลำดน้ำหลักห้ำ

06

88 ASA ASA COMMITTEE วารสารอาษา


05

05 ร่วมกันปักหมุดสถานที่

สำาคัญและเชิญคนในชุมชน

มาถ่ายทอดความทรงจำาจาก

ภาพถ่ายตลาดน้ำาดำาเนินสะดวก

ของ ททท.

06 นิทรรศการภาพถ่ายเก่าเล่า

วิถีชิวิตคนหลักห้า

07 คำาให้สัมภาษณ์จากคนใน

ชุมชน เห็นวิถีที่เปลี่ยนแปลงและ

คุณค่าของชุมชนหลักห้า

an exhibition to compare the before / after condition of

the actual places in the community to stimulate people’s

realization of the physical changes of the area including

how the areas have been used. 4) Raising issues concerning

people’s awareness in terms of the values,

opinions, and proposed development approaches though

interviews, images and video footage. 5) Creating the

food map to promote local food culture. 6) Organizing

the exhibition of old photography including a platform

where opinions and ideas were encouraged and exchanged

between locals, experts, community representatives,

schools and outsiders from different communities to

find a potential rehabilitation and development approach.

ASA-CAN Workshop: Living with Khlong at Lak Ha

Floating Market Community brought about a final result

that may not be a fully materialized cultural mapping,

but it is considered an attempt to create a platform where

the locals are able to collectively be a part of the making

of the contemporary history of their locality. The project

highlights the collection of individual memories and

collective identification of the community’s value. Once

small pieces of oral history are put together, what they

will eventually lead to is the making of the community’s

complete history that is still both relevant and truly

derived from the locals’ way of life. By encouraging

collaboration and unification between community

members, the project also brings together the public

sector, civil society, locals, temples and schools as every

involved party becomes aware of the importance of

local resources. For the participants, what they have

learned along the way is the actual practice of how

surveys, interviews and collaboration with a community

can be done. The experience will open new facets and

approaches that will bring successful outcomes of their

work and contributions. Ultimately, what this workshop

has to offer can be further developed and ramified into

actual rehabilitation tools that the Lak Ha Floating

Market needs to attain tangible and truly sustainable

development.

พรรณนิภา ปิณฑวณิช

คณะทำางาน “โครงการฟื้นฟูเมือง

และย่านชุมชนเก่า (City &

Community Rehabilitation

Program – CCRP)” โครงการฯ

สนับสนุนโดยมูลนิธิสำานักงาน

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และ

สมาคมสถาปนิกสยามฯ

07

วารสารอาษา

ASA COMMITTEE ASA 89


CONSERVATION

VERNADOC

THAILAND

AND BEYOND

TEXT

Sudjit S.Sananwai

90 ASA CONSERVATION วารสารอาษา


01

01 รูปตัดหลังคาหอเสวยฝ่ายหน้า

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน โดย

ณัฐพงศ์ ผลพิบูลย์ลาภ

Theewin S.

ค่ายสารวจรังวัดมรดกสถาปัตยกรรมพระราชนิเวศน์-

มฤคทายวันที่จัดในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ของพระราชนิเวศน์ฯ

ที่เปิดโอกาสให้ชาวค่าย VERNADOC ได้เข้าทาการศึกษา

นับตั้งแต่ RSU VERNADOC 2013 และ ASCC VER-

NADOC 2014 ที่จัดโดย มหาวิทยาลัยรังสิต ตามลาพัง

และจัดร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปีถัดมา

สาหรับปีนี้ถือเป็นปีแรกที่สมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้ร่วม

จัดกับมหาวิทยาลัยรังสิต อย่างเต็มรูปแบบในนาม ASA+RSU

VERNADOC 2016 โดยมี ผศ. สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว

เป็นผู้จัดการโครงการ และมีอาสาสมัครจานวน 82 คน

เข้าร่วมโครงการ โดยส่วนหนึ่งเป็นนักศึกษาหรือสถาปนิก

ที่มีประสบการณ์จากพื ้นที่อื่นๆ มาแล้วเข้าร่วมในฐานะ

VERNADOC Veteran ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอม

เกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัย

เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิและธัญบุรี ซึ่งผู้เคยผ่าน

ค่ายชุดนี้ถือเป็นกาลังสาคัญในการถ่ายทอดเทคนิคการ

ทางานให้แก่อาสาสมัครหน้าใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยในปีนี้

นอกจากนักศึกษาในรายวิชาของทางรังสิตเองแล้ว ยังมี

อาสาสมัครที่สนใจเข้าร่วมผ่านเว็บไซต์ www.vernadoc.com

ที่ได้ทดลองเปิดระบบให้สมัครออนไลน์เป็นครั้งแรกอีกด้วย

และนอกจากอาสาหน้าใหม่ชาวไทยแล้ว เป็นที่น่าสนใจว่า

ยังมีอาจารย์และสถาปนิกอาสาจากประเทศออสเตรเลีย

และอินโดนีเซียสมัครเข้าร่วมเรียนรู้วิธีการทางานและ

การจัดการค่าย VERNADOC จานวนอีก 10 คนด้วย

อาสาสมัครต่างชาติชุดนี้ ซึ่งนาทีมโดย Dr.Julie Nichols จาก

University of South Australia (UniSA) และ Dr.Kemas

Ridwan Kurniawan จาก Universitas Indonesia (UI)

ได้มีจุดมุ่งหมายร่วมกันที่จะเรียนรู้เทคนิคการทางาน เพื่อ

นาไปทดลองจัดค่าย Aceh VERNADOC 2017 ที่เมือง

อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซียบ้าง ในความร่วมมือของสอง

สถาบัน โดยมีประเทศไทยร่วมเป็นพี่เลี้ยง

ซึ่งผลจากการจัดค่ายในครั้งนี้ นอกจากการเรียนรู้

เทคนิคของ VERNADOC แล้ว ทั้งอาสาสมัครชาวไทย

และชาวต่างชาติเหล่านี้ยังมีโอกาสได้รู้จักขนบธรรมเนียม

ไทยตามแบบแผนของราชสานักรัชกาลที่ 6 ที่ทางพระราช-

นิเวศน์ฯ ได้รื้อฟื้นเพื่อให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้เรียนรู้และสัมผัส

ถึงวิถีชีวิตที่ร่วมยุคกับตัวพระราชนิเวศน์เมื่อเกือบ 90 ปี

แล้ว ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากในช่วงนั้นนักท่องเที่ยว

ที่มาเที่ยวชม จะเห็นชาวค่ายทั้งไทยแขกฝรั่งนุ่งโจงกระเบน

สีสันสดใส พร้อมใส่เสื้อกั๊กสีน้าเงินของ ASA VERNADOC

นั่งพับเพียบทางานตามอาคารทั้งเจ็ดหลังที่ได้รับมอบ-

หมาย ทั้งนี้เสียงสะท้อนจากทุกคนที่เพิ่งเคยมาเข้าค่าย

แห่งนี้ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้เรียนรู้อะไรเยอะ

มากๆ โดยเฉพาะเรื่องกิริยามารยาทที่พึงแสดงออกยาม

ที่อยู่ในเขตพระราชฐาน ซึ่งหาโอกาสได้ยากที่จะได้เรียนรู้

The architectural survey and documentation of the

heritage site at Mrigadayavan Palace was held for the

third year while the palace was opened for VERNADOC

volunteers to study its architectural elements after RSU

VERNADOC 2013 was successfully hosted by Rangsit

University and ASCC VERNADOC 2014 that had Kasetsart

University as an additional collaborator.

This year marked the first year for the Association

of Siamese Architects to be fully behind the organization

of the event with Rangsit University. Going by the name

ASA+RSU VERNADOC 2016 with Assistant Professor

Sudjit S.Sananwai as the director, the project welcomed

82 volunteers including a number of students and

experienced architects from the previous VERNADOC

including those from King Mongkut's Institute of Technology

Ladkrabang, Khon Kaen University, Mahasarakham

University, Naresuan University, Rajamangala

University of Technology Suvarnabhumi, Rajamangala

University of Technology Thanyaburi. These VERNADOC

veterans are a significant force who transmitted the

techniques and methods to the new volunteers. This

year, in addition to the students from Rangsit University’s

coursework, there were also interested volunteers who

applied to join the project through www.vernadoc.com,

which was open for online application for the first time

this year. 2016 also saw ten professors and architects

from Australia and Indonesia who volunteered due to

their interest in the methods and working process of

VERNADOC. This group of foreign volunteers led by

Dr.Julie Nichols from University of South Australia

(UniSA) and Dr.Kemas Ridwan Kurniawan from Universitas

Indonesia (UI) share the same objective and that is to

learn the techniques and processes, which will be used

for the organization of Aceh VERNADOC 2017 in Aceh,

Indonesia with the two institutions serving as collaborators

and Thailand as the supervisor.

What VERNADOC 2016 is able to offer is not only

the volunteers’ opportunity to learn techniques but also

a chance for international participants to personally

experience the ancient traditions practiced under King

Rama VI’s reign in which the palace is reintroduced to

visitors as a form of education. The volunteers get to

know about the way of life back in the early days of the

Palace that dates back 90 years ago. This special activity

explains the sight of Thai, Australian and Indonesian

volunteers wearing colorful traditional wraparound

trousers (jong kra-ben) with ASA VERNADOC’s navy

blue vests sitting at different corners of the Palace’s 7

buildings working on their documentation. The feedback

from the newcomers was unanimous as everyone

reported that they learned many things including the

traditional court manners and etiquette that even Thai

people haven’t had a chance to know previously. Another

part of the lesson was the Palace’s preservation of nature

and the environment, which resulted in the luscious and

majestic beauty of the landscape and explained Mrigadayavan’s

status as the place of retreat where King Rama VI

chose to spend time during the recovery of his health.

วารสารอาษา

CONSERVATION ASA 91


Sudjit S.

Sudjit S.

02 03

02 การสำารวจรังวัดและเขียนแบบ

ในสถานที่จริง ณ บ้านชาวบาตัก

ประเทศอินโดนีเซีย

03 มาระกุ มัตติลา ผู้ก่อตั้ง

VERNADOC กับอาสาสมัคร

ชาวอินโดนีเซีย

04 รูมะห์โบลอน : บ้านชาวบาตัก

ที่ทำาการสำารวจ

แม้จะเป็นคนไทยแท้ๆ ก็ตาม พร้อมกันนั้นทุกคนยังได้

ตระหนักในการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็น

องค์ประกอบสาคัญที่ส่งเสริมให้พระราชนิเวศน์แห่งนี้มี

ความสง่างามและสุขสบายสมกับเป็นพระราชนิเวศน์

เพื่อการแปรพระราชฐานรักษาพระวรกายของล้นเกล้า

รัชกาลที่ 6

และนับเป็นโชคดีของสมาชิกค่ายนี้ยิ ่งนักที่มีโอกาส

ได้ร่วมกิจกรรมที่สาคัญถึงสองงานคืองานสักการะต้นไม้

ประจาปีที่จัดโดยเหล่าข้าราชบริพารฝ่ายใน และงานคอนเสิร์ต

กลางแจ้งจากคณะนักดนตรีคลาสสิคชาวเกาหลี ซึ่งเดินสาย

แสดงมาแล้วทั่วโลกและมาจัดที่นี ่พอดีในวันที ่มีค่าย ซึ่ง

ทั้งสองงานนี้ ได้สร้างสีสันและความประทับใจให้กับผู้ร่วม

ค่ายทุกคนได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในค่าย VERNADOC

ครั้งใด

อนึ่งการที่ชาวค่ายได้รับสิทธิพิเศษให้ตั้งสตูดิโอเขียน-

แบบตลอดสัปดาห์ที่สองใต้พระที่นั่งสมุทรพิมาน ซึ่งเป็น

ห้องพระบรรทมของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พร้อมกับ

การจัดแสดงผลงานเก่าที่เคยสารวจที ่พระราชนิเวศน์นี้

เพื่อเป็นตัวอย่าง นับว่าสามารถสร้างความสนใจให้กับ

นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี และยังได้สร้างชีวิตชีวาให้กลับ-

คืนมายังพระราชนิเวศน์แห่งนี้ในบทบาทใหม่ นั่นคือ

สถานที่เรียนรู้เพื่อสืบค้นร่องรอยย้อนกลับไปหาอดีต

ทั้งนี้แบบทั้งหมดของ VERNADOC ที่เคยได้สารวจมา

และอาจเกิดมีขึ้นในปีต่อๆ ไป ของพระราชนิเวศน์แห่งนี้

This year’s volunteers were very lucky to be able to

witness the tree worshipping ceremony organized by

the Palace’s staff. They also got to enjoy a little music

in the park by a renowned Korean classical band that

had been touring around the world. These special events

made the experience even more impressive for

everyone.

The VERNADOC team was granted special permission

to set up a temporary studio throughout the second

week of the event under Samut Phiman Throne Hall, which

was once used as King Rama VI’s bedroom. The works

done during the previous VERNADOC on the same site

were put together into an exhibition that attracted considerable

interest from the tourists. A project such as

VERNADOC highlights another significant role of

Mrigadayavan Palace as new learning grounds where

history is revisited. The drawings of the Palace the

volunteers of VERNADOC have created since previous

years and the ones that are going to be made in the

future will be systematically collected and preserved as

a valuable database that can be accessed and studied

by the public or used for the future renovation of the

Palace. It is a rather surprising fact that the photographs

of the original structure of the Palace that had been

taken capture only 2-3 angles of its architecture while

the original blueprint is nowhere to be found despite

having a team of foreign workmen supervising the

construction with a systematic working standard at

the time. The survey carried out in contemporary times

creates valid documentation of the country’s architectural

heritage that will surely be useful in the future.

92 ASA CONSERVATION วารสารอาษา


04

Sudjit S.


จะได้ถูกรวบรวมและเก็บรักษาให้เป็นระบบเพื่อร่วมสร้าง

หลักฐานข้อมูลที่มีคุณค่าสาหรับสาธารณชนได้ใช้ในการ

สืบค้นศึกษาหาร่องรอยของสถาปัตยกรรมในช่วงสมัย

เดียวกัน หรือใช้ซ่อมแซมพระราชนิเวศน์แห่งนี้ก็ดี เพราะ

หลักฐานเก่าแก่เพียงอย่างเดียวที่พระราชนิเวศน์มีคือ

ภาพถ่ายเพียง 2-3 มุม เท่านั้น โดยปราศจากแบบก่อสร้าง

ต้นฉบับอย่างน่าประหลาด ทั้งที ่ออกแบบควบคุมงานโดย

ช่างต่างชาติซึ่งมีระบบในการทางานเป็นมาตรฐาน ดังนั้น

การร่วมทาแบบสารวจรังวัดในยุคนี้ย่อมหมายถึงการบันทึก

หลักฐานให้กับมรดกสถาปัตยกรรมสาคัญของชาติแห่งนี้

เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคตได้อย่างแน่นอน

เสร็จจากค่ายพระราชนิเวศน์นี้ ประมาณสองสัปดาห์

ต่อมา ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว ได้เดินทางไป

ออกค่ายต่อร่วมกับ Mr.Markku Mattila ผู้ริเริ่ม VERNADOC

ซึ่งบินตรงมาจากฟินแลนด์เพื่อสารวจบ้านของชาว Batak

ที่อยู่อาศัย ณ Lake Toba บนเกาะสุมาตรา ประเทศ

อินโดนีเซีย โดยได้ Ms.Unaisati Bujung สถาปนิกสาว

ชาวอินโดนีเซียผู้เพิ่งผ่านค่ายพระราชนิเวศน์ฯ บินมาสมทบ

พร้อมกับอาสาสมัครหน้าใหม่จากเมืองอาเจะห์ (Aceh)

ซึ่งได้รับมอบหมายให้มาเรียนรู้วิธีการจากกูรูต้นฉบับ

นับเป็นค่ายขนาดจิ๋วที่มีเพียง 4 คน โดยใช้เวลาตลอด 1

สัปดาห์ ในการสารวจและบันทึกตัวอาคารด้วยดินสอ

ก่อนแยกย้ายกันนากลับไปลงหมึกยังประเทศของใคร

ของมันโดยยังไม่ได้กาหนดวันเสร็จ แต่อย่างไรการมาของ

ผู้เชี่ยวชาญ VERNADOC ทั้งสองคนจากฟินแลนด์และ

ไทยในครั้งนี้ ทาให้ Dr. Kemas ผู้เคยผ่านค่ายไปหมาดๆ

หาเวลาบินตรงจากจาร์การ์ต้าเพื่อมาร่วมหารือและพูดคุย

ถึงโอกาสในการจัดค่ายที่อินโดนีเซีย จะได้ร่วมมือในการ

สร้างเครือข่ายสาหรับศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นซึ่งมีความ

หลากหลายในภูมิภาคอาเซียนและแปซิฟิคต่อไป

ทั้งนี้ความชัดเจนในอัตลักษณ์อันน่าตื่นใจของสถาปัตย-

กรรมของชาวบาตักและภูมิประเทศของทะเลสาบโตบา

สร้างความตื่นเต้นให้กับทุกคนที่เพิ่งเคยมาเยือนเป็นครั้งแรก

มาก ถึงกับเห็นพ้องต้องกันว่าควรได้จัด Batak VERNADOC

อีกสักครั้งโดยทีม veteran ชาวอินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อถึงเวลา

นั้นเชื่อแน่ว่าอาสาสมัครจากประเทศไทยคงพร้อมใจกันไป

ช่วยเหลือ เพราะมิตรภาพที่เกิดขึ้นในค่ายมฤคทายวัน ทาให้

เด็กไทยหลายคนก้าวข้ามพ้นอุปสรรคสาคัญในการสื่อสาร

ด้วยภาษาเป็นที่เรียบร้อยภายในเวลาเพียงแค่ 2 สัปดาห์

และพร้อมสาหรับการสารวจสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นทุกพื้นที่

ในโลกนี้อย่างแท้จริงแล้ว

05 เด็กหญิงในชุมชนสนใจใน

งานของอุไนซาติ บูจุง

06 ดร.จูลี่ นิโคลส์ จากมหา-

วิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย :

อาสาสมัครค่าย ASA+RSU

VERNADOC 2016

05

06

Sudjit S. Sudjit S.

94 ASA CONSERVATION วารสารอาษา


Theewin S.

07

Two weeks after Mrigadayavan Palace, Assistant

Professor Sudjit S.Sananwai joined another survey

with Mr.Markku Mattila, the initiator of VERNADOC

who flew all the way from Finland to explore the houses

of the Batak people at Lake Toba on Indonesia’s Sumatra

Island. Ms.Unaisati Bujung, an Indonesian architect

who volunteered through VERNADOC at Mrigadayavan

Palace met with the team of new volunteers from Aceh

who were assigned to survey and document the buildings

with pencil drawings. The team parted ways as the

drawings will be finalized with ink and, while the completion

of the works remains indefinite, the coming of two

VERNADOC experts from Finland and Thailand caused

Dr. Kemas who had just finished his VERNADOC session

to fly in from Jakarta to discuss the possibility of organizing

VERNADOC in Indonesia under the collaboration

of a network of students of vernacular architecture with

different educational and technical backgrounds from

different parts of Southeast Asia and the Asia Pacific.

The distinctive characteristic of Batak architecture’s

identity and the spectacular geography of Lake Toba

impressed everyone, especially those who were witnessing

them for the first time as it was mutually

agreed upon that another Batak VERNADOC must be

held by the Indonesian veterans in the future. When the

time comes, we believe that the Thai veterans will be

more than welcome to join because the friendship that

took place at Mrigadayavan Palace has taken manyThai

students past the language boundary despite the considerably

short period of time they spent together. With

this friendship, experience and expertise that are growing

by the day, everyone is now ready to explore and document

vernacular architecture in every corner of the world.

07 รูปด้านเรือนพักอธิบดี

กรมมหาดเล็ก พระราชนิเวศน์-

มฤคทายวัน โดย นันทิน

อึ้งอักษรไพโรจน์

ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา)

สนั่นไหว

ผู้นำาค่ายสำารวจรังวัดมรดก

สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น

VERNADOC มาให้เป็นที่รู้จัก

ในประเทศไทย ในนามของค่าย

ASA VERNADOC

วารสารอาษา

CONSERVATION ASA 95


HISTORY

CHARMING

BANGLUANG COMMUNITY

เสน่ห์บางหลวง : เรือนแถวไม้ริมคลองใจกลางกรุง

TEXT

Nichanun Suwonna

96 ASA HISTORY วารสารอาษา


สุขสันต์ เจริญวรรธนะโพธิ์แก้ว

สุขสันต์ เจริญวรรธนะโพธิ์แก้ว

ตลาดคลองบางหลวง คาสาคัญอันระบุถึงพื้นที่พิเศษ

ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกรุง ล้อมรอบด้วยความเจริญ

ของเมืองและเทคโนโลยีทันสมัย ณ บริเวณริมลาคลอง

สายประวัติศาสตร์อย่างคลองบางกอกใหญ่หรืออีกชื่อที่

รู้จักกันคือ “คลองบางหลวง” ปรากฏเรือนแถวไม้ทอดตัว

ขนาบทางทิศตะวันตกของลาคลอง ตั้งแต่บริเวณวัด

คูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ ถึงบริเวณทางด้านทิศเหนือ

ของคลองบางจาก เขตภาษีเจริญ เรือนแถวไม้แสดงรูปแบบ

ทางสถาปัตยกรรมอย่างในอดีต ลักษณะเป็นเรือนแถวไม้

ชั้นเดียวทอดตัวเลียบไปตามลาคลองบางหลวง ปรากฏ

ชานหน้าเรือนยื่นมาทางลาคลอง โดยชานหน้าเรือนนี้

เชื่อมต่อกันจนกลายเป็นทางเดินไม้ริมแม่น้า มนต์เสน่ห์

ประการหนึ่งแห่งตลาดคลองบางหลวง

คลองบางหลวงหรือคลองบางกอกใหญ่นี้ เดิมคือแม่น้า

เจ้าพระยาเมื่อครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา หลังจากมีคาสั่ง

โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัดบางกอกเมื่อราวปีพุทธศักราช

2065 ในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้า โดยการขุด

คลองลัดนี้ประสงค์ ให้ย่นระยะเวลาในการเดินทางจาก

อยุธยาไปสู่อ่าวไทย เอื้อต่อเรื่องการคมนาคมและการค้า

ในสมัยนั้น ปัจจุบันคลองลัดที่ขุดขึ้นใหม่นี้ ได้กลายเป็น

แม่น้าเจ้าพระยาเส้นใหม่ บริเวณตั้งแต่หน้าวัดอรุณราช-

วรารามไปจนถึงหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ประกอบกับในช่วงสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ทาเลริมสองฝั่งคลองโดนจับจองในการสร้างเรือนอาศัย

โดยเฉพาะกลุ่มขุนนางและบรรดาเจ้านายชั้นผู้ ใหญ่ ทาให้

ชาวบ้านขนานนามคลองเส้นนี้ว่า “คลองบางข้าหลวง” หรือ

“คลองบางหลวง” อย่างที่เราได้ยินชื่อกันอย่างในปัจจุบัน

เส้นทางของคลองบางหลวงในฐานข้อมูลเชิงประวัติ-

ศาสตร์ที่มีการศึกษาไว้นั้น เป็นเส้นทางน้าตั้งแต่บริเวณ

ปากน้าที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ จนถึงประมาณบริเวณปาก

คลองด่าน มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นย่านเรือนขุนนาง

ชั้นผู้ใหญ่ แต่บริเวณที่ปรากฏชุดเรือนแถวไม้ริมน้าที่กล่าว

ไว้ในข้างต้นนั้น เป็นพื้นที่ส่วนที่ถัดเข้าไปโดยมีหลักฐาน

จากงานเขียนของขุนวิจิตรมาตรา กล่าวอ้างถึงบันทึก

ความทรงจาในช่วงระยะเวลาปีพุทธศักราช 2440 - 2446

ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ระบุความไว้ว่า

“...ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะเรียกเสียใหม่ว่า บ้านริมคลอง

บางหลวงเรียกว่า “บ้านข้าราชการ” เพราะส่วนมากเป็น

พวกรับราชการ ส่วนหลังบ้านริมคลองบางหลวงลึกเข้าไป

เรียกเสียใหม่ว่า “บ้านสวน” เพราะส่วนมากเป็นพวกทา

สวน แต่ทั้งสองพวกนี้เป็นชาวสวนเหมือนกัน มีฐานะดี

เหมือนกัน เป็นผู้ดีเหมือนกัน จะผิดกันก็เพียงว่าพวก

บ้านสวนใช้เครื่องนุ่งห่มสีค่อนข้างแก่และแต่งเครื่องประดับ

ทองมาก ส่วนพวกบ้านข้าราชการใช้เครื่องนุ่งห่มสีค่อน

ข้างอ่อนและไม่ ใช้เครื่องทองมาก...” (ขุนวิจิตรมาตรา

(สง่า กาญจนาคพันธุ์) : 2550, 7)

วารสารอาษา

HISTORY ASA 97


จากบันทึกความทรงจาข้างต้นนี ้ คาว่า “บ้านสวน”

น่าจะเป็นการกล่าวถึงพื้นที ่ที่ยังปรากฏเรือนแถวไม้ริม

คลองบางหลวงในปัจจุบัน ประกอบกับบทสัมภาษณ์ของ

สมาชิกที่อาศัยอยู่ในเรือนแถวริมน้าและบริเวณใกล้เคียง

บอกเล่าเรื่องราวผ่านความทรงจาร่วมกันว่า พื้นที่บริเวณนี้

เดิมเป็นพื้นที่สวน มีการปลูกผลไม้ หมากพลู เป็นตลาด

การค้าที่มีความคึกคักอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณ

เรือนแถวไม้ริมน้า ปรากฏร้านค้าหลากหลายไม่ว่าจะเป็น

ร้านตัดเสื้อ ร้านกาแฟโบราณ เขียงหมู ร้านขายผัก ร้าน

ขายทอง เป็นต้น และด้วยเหตุที ่ในอดีตการคมนาคมใช้

ทางน้าเป็นหลัก พื้นที่บริเวณนี้จึงถือเป็นทางเข้าออกทาง

เดียวที่สามารถสัญจรไปมาระหว่างแม่น้าเจ้าพระยาและ

เส้นทางลาคลองสาขาในพื้นที่ใกล้เคียง โดยความเป็น

ตลาดเก่าหรือย่านการค้าที่รุ่งเรืองในอดีต ค่อนข้างสอด-

คล้องกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมของเรือนแถวไม้ริมน้า

ที่ปรากฏชานหน้าเรือนที ่ปูด้วยไม้กระดานเชื่อมต่อยาว

จนกลายเป็นเป็นทางเดินไม้ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่สาหรับพ่อค้า

แม่ค้าชาวสวนที่หาบสินค้าจากสวนของพื้นที่ด้านในออกมา

ค้าขายและพื้นที่ชานหน้าเรือนนี้ก็มีความกว้างมากพอที่จะ

รองรับจานวนผู้คนจานวนมากในการเข้ามาทาการค้า

พรนิภา วงศ์พราวมาศ

98 ASA HISTORY วารสารอาษา


พรนิภา วงศ์พราวมาศ

พรนิภา วงศ์พราวมาศ

พรนิภา วงศ์พราวมาศ

ความเปลี่ยนแปลงสาคัญที่ส่งผลต่อเรือนแถวไม้ริมน้า

และตลาดบ้านสวนนี้ การเปลี่ยนแปลงสาคัญในช่วงแรก

คือการตัดถนนจรัญสนิทวงศ์และการเปลี่ยนแปลงของ

เส้นทางการคมนาคมจากทางน้ามาสู่ทางถนน ทาให้บทบาท

ของการเป็นชุมทางเชื่อมต่อเส้นทางการเดินเรือที่สาคัญ

ของคลองบางหลวงลดความสาคัญลง ตลาดที่เคยรุ่งเรือง

อย่างยิ่งเริ่มซบเซาลงและคงสถานะเป็นพื้นที่อยู่อาศัย

มากกว่าการเป็นย่านการค้าเช่นเก่าก่อน จนเมื่อประมาณ

สิบกว่าปีก่อนหน้านี้ คุณชุมพล อักพันธานนท์ เล็งเห็น

ความสาคัญของเรือนไม้สองชั้นที่มีสภาพค่อนข้างทรุดโทรม

บริเวณหัวมุมปากคลองบางหลวงและคลองบางจาก จึงลงทุน

ทาการปรับปรุงเรือนให้มีความแข็งแรง สวยงาม พร้อมนา

การแสดงหุ่นละครเล็กคณะคานายเข้ามาจัดเป็นการแสดง

จนเป็นที่รู้จักกันในนาม “บ้านศิลปิน” ซึ่งเสมือนเป็น

จุดเปลี่ยนครั้งที่สองที่ทาให้เรือนแถวไม้ริมน้าเดิมที่เงียบ-

เหงากลับมาเปิดต้อนรับผู้คนภายนอกอีกครั้ง

พรนิภา วงศ์พราวมาศ

วารสารอาษา

HISTORY ASA 99


พื้นที่ที่น่าสนใจของเรือนแถวไม้ริมน้าที่เกี่ยวพันกับ

ประวัติศาสตร์พื้นที่และยังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในปัจจุบัน

ที่เห็นได้ชัดเจนประการหนึ่ง คือ พื้นที่บริเวณชานหน้า

เรือน เมื่อลองเรียงลาดับการใช้พื้นที่ชานตามลาดับเวลา

แล้ว ในอดีตพื้นที่ชานหน้าเรือนเป็นพื้นที่สาหรับย่านการค้า

ผู้ใช้งานมีทั้งคนในชุมชนและคนภายนอกชุมชนที่เข้า-

ออกอย่างเสรี จนเมื่อสถานะของการเป็นย่านการค้า การ

เป็นชุมทางคมนาคมลดบทบาทลง เรือนแถวไม้ ริมน้าเป็น

เพียงพื้นที่อยู่อาศัยเท่านั้น ชานหน้าเรือนไม่ได้เป็นพื้นที่

สาธารณะอย่างเสรีเช่นในอดีต พื้นที่ใช้งานเพียงเฉพาะ

ผู้ที่คุ้นหน้าค่าตาและมีความระแวดระวังภัยจากบุคคล

แปลกหน้า หลังจากการเกิดขึ้นของบ้านศิลปิน จุดเปลี่ยน

ที่ทาให้เรือนแถวริมน้ากลายเป็นสัญลักษณ์สาคัญของ

ตลาดริมน้าในนาม “ตลาดน้าคลองบางหลวง” พื้นที่ชาน-

หน้าเรือนเปิดต้อนรับบุคคลภายนอกอีกครั้ง กลายเป็น

พื้นที่กึ่งสาธารณะที่เปิดให้ทั้งคนในชุมชนและคนภายนอก

ชุมชนสามารถใช้เส้นทางนี้ในการเดินทางระหว่าง วัด

คูหาสวรรค์ – บ้านศิลปิน – วัดกาแพง ซึ่งถือเป็นสถานที่

ท่องเที่ยวหลักสาคัญที่ปรากฏในพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกัน

พื้นที่ชานหน้าเรือนนี้มีสถานะแบบผสมผสานกันระหว่าง

การเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล โดยมีสถานะเป็นหน้าบ้านเป็น

ที่พักผ่อนหย่อนใจริมน้าของผู้เป็นเจ้าของ และมีเวลาเปิด-

ปิดการใช้พื้นที่ เพื่อจัดการในเรื่องความปลอดภัยของผู้-

อยู่อาศัยในบริเวณเรือนแถวไม้ริมน้า

ปัจจุบันเรือนแถวไม้ริมคลองบางหลวง ถือเป็นเสมือน

ภาพตัวแทนของการเป็นชุมชนริมคลองบางหลวง ที่ยังคง

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

ประการสาคัญคือความต้องการของคนในชุมชนที่ต้องการ

รักษาลักษณะของเรือนริมน้าชุดนี้เอาไว้ มีการร่วมแรง

ร่วมใจของคนในชุมชนช่วยเหลือในการซ่อมแซมเรือน

และชานหน้าเรือนอย่างสม่าเสมอ ทาให้ชุดเรือนแถวริม-

คลองบางหลวงนี้ยังคงสภาพที่สมบูรณ์สอดคล้องกันกับ

กระแสความนิยมการท่องเที่ยวแบบโหยหาอดีต (Nostalgia)

พอเหมาะกับเวลาการเกิดขึ้นของบ้านศิลปิน ที่มาพร้อมกับ

การจัดการแสดงหุ่นละครเล็กและในช่วงสุดสัปดาห์ก็มี

การจัดหาอาหารไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ทาให้ชุมชนริมคลองบางหลวงโดยเฉพาะตัวเรือนแถวริมน้า

ได้ต้อนรับกลุ่มคนหลากหลายประเภท ทั้งกลุ่มนักศึกษา

นักวิจัยที่เข้ามาทารายงาน เก็บข้อมูลพื้นที่ ในฐานะของ

การเป็นพื้นที่อันสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์หรือกลุ่มนัก-

ท่องเที่ยว ผู้นิยมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม

อยากสัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตริมน้า เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้

กลายเป็นองค์ประกอบที ่ประสานเข้าด้วยกันได้อย่าง

กลมกลืนและทาให้ตลาดคลองบางหลวง กลายเป็นหนึ่ง

ในสถานที่ท่องเที่ยวใจกลางกรุงที่สร้างความประทับใจให้

ผู้มาเยือน

ที่มาข้อมูล

โครงการแผนที่วัฒนธรรม

“บ้านเรา/บางหลวง”

วราห์ โรจนวิภาต. ย้ำารอยอดีต

คลองบางหลวง 2 เข้าถึงได้

จาก http://www.lekprapai.org/watch.php?

id=189

วิจิตรมาตรา

(สง่า กาญจนาคพันธุ์), ขุน,

เมื่อวานนี้ ตอนเด็กคลอง

บางหลวง เล่ม 1, กรุงเทพฯ:

กรุงสยามการพิมพ์, 2520.

นิชนันท์ สุวรรณะ

จบการศึกษาจากคณะโบราณคดี

มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบัน

ศึกษาต่อระดับปริญญาโท

สาขาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็น

ส่วนหนึ่งของคณะผู้วิจัยโครงการ

ศึกษาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่

ดำาเนินการโดยกองโบราณคดี

กรมศิลปากร

พรนิภา วงศ์พราวมาศ

100 ASA HISTORY วารสารอาษา


วัดทิพย์สุคนธาราม จ.กาญจนบุรี

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ

วัดราชผาติการาม วรวิหาร กรุงเทพฯ

วัดทิพย์สุคนธาราม จ.กาญจนบุรี

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ


PROFESSIONAL

DESIGN FOR

ENVIRONMENTAL

PERFORMANCE

การออกแบบเพื่อสมรรถนะด้านสภาพแวดล้อม

TEXT

Assistant Professor

Dr.Pattaranan Takkanon (TREES-A)

วิวัฒนาการสถาปัตยกรรมตาม

แนวทางการออกแบบเพื่อตอบสนอง

ต่อสภาพแวดล้อม

จากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (Vernacular Architecture)

ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไปตามที่ตั้งในแต่ละภูมิภาคของ

โลก มาสู่สถาปัตยกรรมชีวอากาศ (Bioclimatic Architecture)

หรือสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อ ‘ชีวะหรือ

ชีวิต’ และ ‘อากาศ’ ที่มีผลต่อความสบายตามสภาพ

ร่างกายของมนุษย์ (Olgyay, 1961) สถาปัตยกรรมยัง

คงมีวิวัฒนาการมาโดยลาดับ ดังเช่นในยุคปฏิวัติอุตสาห-

กรรมในยุโรปซึ่งเป็นที่มาของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่

(Modern Architecture) ที่พึ่งพาเครื ่องจักรกลในการ

สร้างความสบายในอาคาร สถาปัตยกรรมมีลักษณะปิด

กั้นตัวเองจากสภาพแวดล้อม ไม่เน้นการพึ่งพาสิ่งที่มีอยู่

ตามธรรมชาติ รูปแบบสถาปัตยกรรมจึงไม่บ่งบอกสภาพ

ภูมิอากาศพื้นถิ่นและดูราวกับสามารถตั้งอยู่ ณ ที่ใดก็ได้

ในโลกจนกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ดูเป็นนานาชาติ

(International Style) อันเป็นแนวทางการออกแบบที่

ตรงข้ามกับสถาปัตยกรรมชีวอากาศที่เคยมีมาอย่างสิ้นเชิง

แต่หลังจากภาวะวิกฤติด้านพลังงานของโลกที่เกิดขึ้น

ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1973 เกิดความเคลื่อนไหวในการ

ประหยัดพลังงานไปทั่วโลก กระตุ้นให้ภาครัฐ ภาคเอกชน

และประชาชนทั่วไปหันมาให้ความสนใจด้านการประหยัด

พลังงาน และโดยเฉพาะในงานอาคารที่พบว่ามีการบริโภค

พลังงานถึงกว่า 40% โดยประมาณทั่วโลก (World

Business Council for Sustainable Development, 2009)

เพื่อที่จะลดการใช้พลังงานในอาคารดังกล่าวจึงเกิดแนวทาง

การออกแบบที่เรียกว่า Passive Design ซึ่งเน้นการพึ่งพา

ธรรมชาติ ไม่ใช้การปรับอากาศและระบายอากาศที่พึ่งพา

เครื่องกลซึ่งต้องใช้พลังงาน การออกแบบตามแนวทาง

ดังกล่าวจึงเน้นการระบายอากาศด้วยวิธีธรรมชาติ การใช้

มวลสารของอาคาร การหันทิศทางอาคารและเจาะช่อง-

เปิดของอาคารให้สัมพันธ์กับทิศทางลมประจา การบังแดด

และการคานึงถึงแสงธรรมชาติเพื่อลดการพึ่งพาแสงจาก

หลอดไฟหรือแสงประดิษฐ์ เป็นต้น (B.W. Edwards., 2013)

102 ASA PROFESSIONAL วารสารอาษา


01

อย่างไรก็ตาม เมื่อมนุษย์มิได้มุ่งที่จะลดพลังงาน

อย่างแท้จริงแต่ใช้วิธีทางการเมืองระหว่างประเทศเพื่อ

ให้พลังงานมีราคาถูกจนกว่าจะพัฒนาเทคโนโลยีให้ได้

มาซึ่งแหล่งพลังงานใหม่ แนวทางการออกแบบนี้จึงได้

เสื่อมความนิยมลงในช่วงปี ค.ศ. 1980 โดยประมาณ

พร้อมกับช่วงเวลาของการพัฒนาแผงโซล่าเซลล์ (Solar

Cells) เพื่อทาความร้อนให้แก่อาคาร (อรรจน์ เศรษฐบุตร,

2551) อาคารจึงกลับมาเป็นระบบปิดด้วยเข้าใจว่า

ไม่จาเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ

และให้ระบบปรับอากาศทาหน้าที่แทน

แต่แล้วในปี ค.ศ. 1987 กลับมีการค้นพบว่าสาร CFC

ที่ใช้ทาความเย็นในเครื่องปรับอากาศมีผลทาลายชั้นโอโซน

ของโลก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกจากโรงงาน

ผลิตไฟฟ้าก็ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ทาให้เกิดแนวความ

คิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)

และในวงการสถาปัตยกรรมก็ได้เกิดแนวคิดเรื่อง สถาปัตย-

กรรมยั่งยืน (Sustainable Architecture) ที่เป็นการออกแบบ

โดยคานึงถึงพลังงานสะสมรวมตลอดวัฏจักรชีวิตของวัสดุ

หรือ Embodied Energy อย่างไรก็ดี แนวคิดเรื่องสถาปัตย-

กรรมยั่งยืนนี้ยังไม่ชัดเจนนักจึงมีการใช้คาว่า อาคารเขียว

(Green Building) ขึ้น โดย Daniels (1995) ได้ให้

ความหมายว่าเป็น “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

เพื่อช่วยให้อาคารสามารถใช้ประโยชน์จากสภาวะแวดล้อม

ตามธรรมชาติด้วยวิธี Passive อย่างเต็มที่และใช้วิธี Active

เท่าที่จาเป็น” อาคารเขียวนี้จึงนาแนวทางการออกแบบที่

พึ่งพาธรรมชาติ (Passive Design) ในทศวรรษ 1970

กลับมาใช้ใหม่โดยยังคงมีเป้าหมายทางการออกแบบเพื่อ

สร้างสภาวะน่าสบายและตอบสนองกับสภาพภูมิอากาศ

(Climate Responsive Design) มิใช่มุ่งเน้นแค่การประหยัด

พลังงาน แต่เป็นการผสมผสานองค์ความรู้ด้านการออกแบบ

Passive ร่วมกับเทคโนโลยีที่เหมาะสม ใช้พลังงานสะอาด

หรือพลังงานที่หาทดแทนได้ (Renewable Energy) และ

พึ่งพาเครื่องกลตามแนวทาง Active Design เท่าที่จาเป็น

01 Timeline ของสถาปัตยกรรม

เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม

(ภัทรนันท์ ทักขนนท์, 2559)

วารสารอาษา

PROFESSIONAL ASA 103


การจำาลองเพื่อประเมินสมรรถนะด้าน

สภาพแวดล้อมของงานออกแบบ

SIMULATION FOR ENVIRONMENTAL

PERFORMANCE ASSESSMENT OF

DESIGN

จากพัฒนาการของสถาปัตยกรรมดังที ่กล่าวมาจะ

เห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น

ตามสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ เศรษฐกิจ สังคม และ

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป กระบวนการออกแบบจึง

จาเป็นต้องใช้ทั้งองค์ความรู้เพื่อการออกแบบตอบสนอง

ต่อสภาพแวดล้อมและเครื่องมือเพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์ของ

งานออกแบบว่ามีสมรรถนะในการประหยัดพลังงาน

ทรัพยากร เป็นมิตรกับสิ ่งแวดล้อม และสาคัญที่สุดคือ

สร้างสภาวะน่าสบายสาหรับผู้ใช้อาคารได้ตามที่ตั้งเป้า-

หมายไว้หรือไม่

เครื่องมือในการพิสูจน์สมรรถนะอาคารดังกล่าวอาจ

เป็นการคานวณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างง่าย แต่

ในกรณีที่อาคารมีพื้นที่มาก รองรับกิจกรรมที่หลากหลาย

รูปแบบอาคารมีความซับซ้อนและต้องการการประเมินผล

การคานวณอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เช่น ต้องการ

ทราบประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนและประหยัด

พลังงานของอาคารในช่วงฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว หรือ

ตลอดทั้งปี การคานวณอย่างง่ายอาจมีข้อจากัด จึงจาเป็น

ต้องใช้โปรแกรมการจาลองแบบและคานวณด้วยคอมพิวเตอร์

(Modeling and Simulation) มาทาหน้าที่นี้

นอกจากการสารวจพื้นที ่ออกแบบ วิเคราะห์ตัวแปร

ด้านสภาพแวดล้อม อาทิ ทิศทางแดด ลมประจาและลม

ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งก่อสร้างรอบข้าง รวมถึง

ตัวแปรอื่นๆ ที่เป็นพื้นฐานในการวางผังและการออกแบบ

อาคารดังที่สถาปนิกส่วนใหญ่ได้ร่าเรียนมา การออกแบบ

สถาปัตยกรรมให้มีสมรรถนะสูงเพื่อตอบสนองต่อสภาพ-

แวดล้อมสามารถนาข้อมูลพื้นฐานที่ได้มาจากการสารวจ

เบื้องต้นไปใช้กับโปรแกรมเพื่อการจาลองแบบ เพื่อสร้าง

ทางเลือกในการออกแบบและเปรียบเทียบสมรรถนะด้าน

สภาพแวดล้อม เช่น การป้องกันความร้อน การประหยัด

พลังงาน การจาลองสภาพลมหรือการระบายอากาศใน

พื้นที่ อันจะช่วยให้ผู้ออกแบบสามารถตัดสินใจเลือกแบบ

ที่ดีที่สุดได้อย่างสมเหตุสมผล มีข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้

และการันตีความเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมของอาคาร

ในอนาคต ทั้งนี้โปรแกรมที่เลือกใช้ต้องผ่านการรับรอง

เรื่องความแม่นยาและผู้จัดทาแบบจาลองต้องมีองค์ความรู้

เพียงพอ พร้อมทั้งมีข้อมูล Input ที่ถูกต้องด้วย จึงจะนามา

ซึ่งผลการจาลองและคานวณแบบที่น่าเชื่อถือ

วิธีการจาลองสถานการณ์ด้วยคอมพิวเตอร์ หรือ

computer simulation มีหลากหลายและใช้กับช่วงการ

ทางานที่แตกต่างกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

(ภัทรนันท์ ทักขนนท์, 2558) โดยสามารถแบ่งเป็น

1) ช่วงวิเคราะห์-ประเมินก่อนการออกแบบ (Predesign

Analysis) ใช้การจาลองเพื่อประเมินกลยุทธ์

ในการออกแบบเบื้องต้น ช่วงนี้ยังไม่ต้องใช้แบบขั้น

ละเอียด แต่มีโปรแกรมที่ใช้วิเคราะห์สภาพภูมิอากาศ

สภาพแวดล้อมของที่ตั้งของอาคาร และเสนอแนะ

เทคนิคในการออกแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์

ดังกล่าว เช่น ควรใช้การระบายอากาศด้วยวิธีธรรมชาติ

หรือควรเน้นการใช้มวลสารของวัสดุ

2) ช่วงพัฒนาแบบ (Design Development) ช่วงนี้ต้อง

สร้างแบบจาลองอาคารขั้นละเอียดอันประกอบไป

ด้วยส่วนประกอบสถาปัตยกรรมอย่างครบถ้วน ข้อมูล

คุณสมบัติทางความร้อนของวัสดุ ภาระความร้อน

ภายในอาคารที่ได้จากการระบุชนิด จานวนอุปกรณ์

ประกอบอาคาร และจานวนผู้ใช้งานในพื้นที่ต่างๆ

ของอาคาร ตารางเวลาการใช้งานแต่ละพื้นที่ เป็นต้น

การจาลองสมรรถนะอาคารในขั ้นตอนนี้อาจเป็นไป

เพื่อศึกษาตัวแปรที่มีผลต่อสมรรถนะของงานออกแบบ

หรือที่เรียกว่า “Parametric Study” นั่นเอง เป็น

ประโยชน์ในการเปรียบเทียบทางเลือกในการออกแบบ

อาทิ เลือกวัสดุที่ช่วยป้องกันความร้อนและประหยัด

พลังงาน เลือกตารางเวลาการเปิด - ปิดเครื่องปรับ-

อากาศหรือการใช้งานอาคารที่มีผลต่อค่าพลังงานรวม

ของอาคาร นอกจากนี้โปรแกรมการจาลองในช่วง

พัฒนาแบบนี้ยังต้องการข้อมูลสภาพอากาศหรือ

สภาพแวดล้อมที่ตั้งโครงการด้วย ซึ่งระดับความ

ละเอียดของข้อมูลที่ต้องการอาจแตกต่างกันไปแล้ว

แต่โปรแกรม เช่น ข้อมูลรายชั่วโมง ราย 15 นาที

3) ช่วงหลังการออกแบบ (Post-design) โปรแกรม

การจาลองในส่วนนี้เป็นลักษณะ Rating tools โดย

เป็นการเปรียบเทียบตามรายการ และประเมินเป็น

ค่าระดับ มักนาไปใช้ในการประเมินภาพรวมทั้งโครงการ

เช่น การประเมินระดับการอนุรักษ์พลังงาน การ

ประเมินอาคารเขียว

02 ตัวอย่างแบบจำาลองทาง

ความร้อน (Thermal model)

ของบ้านพักอาศัยครอบครัว

ทักขนนท์

03 ผลการเปรียบเทียบอุณหภูมิ

ภายในอาคารจากการใช้วัสดุผนัง

แตกต่างกัน

104 ASA PROFESSIONAL วารสารอาษา


02

03

วารสารอาษา

PROFESSIONAL ASA 105


04

05

106 ASA PROFESSIONAL วารสารอาษา


เมื่อพิจารณาสภาวะน่าสบาย การประเมินสมรรถนะ

ด้านสภาพแวดล้อมของงานออกแบบควรครอบคลุม 4 ส่วน

ได้แก่ สภาวะน่าสบายทางอุณหภาพ (Thermal comfort)

สภาวะน่าสบายทางการมองเห็น (Visual comfort) สภาวะ

น่าสบายทางการได้ยิน (Audio comfort) และคุณภาพ

อากาศในอาคาร (Indoor air quality) นอกจากนี้การ

ประหยัดพลังงานซึ่งมีผลต่อปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอน

ยังเป็นอีกสิ่งที ่สาคัญยิ่ง โดยทั่วไปจึงต้องมีการประเมิน

สมรรถนะอาคารด้านการใช้พลังงานอีกด้วย โปรแกรม

การจาลองทั้งที่มีในท้องตลาดและเขียนขึ้นเองโดยคณะ

ทางานต่างๆ มักเป็นไปเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์เฉพาะ

ในการวิเคราะห์และประเมินสมรรถนะแต่ละด้าน จึงเป็น

ที่มาของการจาลองสภาวะทางความร้อน (Dynamic thermal

simulation) การจาลองแสงธรรมชาติและแสงประดิษฐ์

ในอาคาร การจาลองการใช้พลังงานของอาคาร (Energy

simulation) และการจาลองทางอุณหพลศาสตร์ของไหล

(Computational Fluid Dynamics, CFD) ที่ใช้ดูสภาพ

การระบายอากาศทั้งภายในและภายนอกอาคาร ผู้ออกแบบ

สามารถดูผลอุณหภูมิ ความดัน และความเร็วของลมใน

พื้นที่ศึกษาได้ตามต้องการ และแม้แต่สภาพแวดล้อม

ภายนอกอาคาร ในปัจจุบันก็ยังมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อประเมินสภาวะทางความร้อน

จากการใช้พืชพันธุ์ต่างๆ ซึ่งมีผลต่อการลดความรุนแรง

ของปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง

การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการจาลองแบบและ

คานวณเพื่อประเมินสมรรถนะด้านสภาพแวดล้อมของ

งานออกแบบได้รับความนิยมและมีการใช้งานอย่างแพร่-

หลายโดยเฉพาะในต่างประเทศ ส่วนในประเทศไทยผู้-

ออกแบบอาคารอาจพบข้อจากัดในเรื่องราคาลิขสิทธ์ของ

โปรแกรมที่จะใช้ รวมถึงการหาผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้

ความสามารถในการดาเนินการวิเคราะห์โครงการใน

ลักษณะดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการพัฒนา

โครงการตามแนวทางอาคารเขียวหรือโครงการที ่ตอบ-

สนองและเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมได้กลายเป็นวิถีของ

ปัจจุบันและอนาคต การใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมต่างๆ

เพื่อการจาลองสมรรถนะอาคารจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

และมีแนวโน้มที่จะเป็นตลาดแห่งการแข่งขันและเพิ่ม

ความสาคัญยิ่งขึ้นในอนาคต

โลกสถาปัตยกรรมในวันข้างหน้าจะไม่ใช่โลกของ

การออกแบบเพียงแค่จากสัญชาตญาณอีกต่อไป แต่เป็น

โลกของการใช้ข้อมูล การใช้องค์ความรู้จากการวิจัย เพื่อ

พิสูจน์ผลของงานออกแบบว่า สิ่งแวดล้อมที่สรรค์สร้างขึ้น

นั้นมีคุณค่าต่อชีวิตและเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมเพียงไร

อ้างอิง

B. W. Edwards., E., Naboni. (2013). Green Buildings Pay:

Design, Productivity and Ecology (Third ed.). Abingdon:

Routledge.

Daniels, K. (1995). Technology of Ecological Buildings.

Olgyay, V. (1961). Design With Climate: Bioclimatic Approach

to Architectural Regionalism. New Jersey: Princeton

University Press.

World Business Council for Sustainable Development. (2009).

Energy Efficiency in Buildings – Transforming the Market

France: Advence SA.

ภัทรนันท์ ทักขนนท์. (2558). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 01247532

Simulation for Envrionmental Performance Assessment

of Design. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

ภัทรนันท์ ทักขนนท์. (2559). สถาปัตยกรรมไม่แก่แดดแต่แก่ลม.

กรุงเทพฯ.

อรรจน์ เศรษฐบุตร. (2551). สถาปัตยกรรมสีเขียว:การท้าทายเพื่อ

ความยั่งยืน. วารสารสถาปัตยกรรมของสมาคมสถาปนิกสยามใน

พระบรมราชูปถัมภ์, 3, 70-76

04 ผลการเปรียบเทียบค่าไฟฟ้า

จากการใช้วัสดุผนังแตกต่างกัน

05 ผลการจำาลองสภาพการระบาย

อากาศภายในบ้านพักอาศัยด้วย

CFD

ผศ.ดร.ภัทรนันท์ ทักขนนท์

(TREES-A)

อาจารย์ประจำาภาควิชานวัตกรรม

อาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วารสารอาษา

PROFESSIONAL ASA 107


MATERIALS

FLEXI-PAVE

นวัตกรรมพื้นถนนโดย K.B. Industries บริษัทผู้ผลิตและ

พัฒนาวัสดุด้าน infrastructure สัญชาติอเมริกา Flexi-Pave

ผลิตขึ้นจากยางรถยนต์เก่าและหินทดแทนการใช้ยางมะตอย

มีคุณสมบัติในการดูดซึมน้า ลดปัญหาเรื่องการระบายน้าและ

น้าท่วมขัง โดยร้อยละ 23 ของวัสดุดังกล่าวจะเป็นรูพรุน

ทาให้ดูดซึมน้าได้ 3,000 แกลลอนต่อชั่วโมง ช่วยกรองสิ่ง

สกปรกก่อนที่น้าจะระบายลงสู่ชั้นดินซึ่งส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม

และระบบนิเวศน้า

kbius.com

AMERICAN HARDWOOD CLT

The Smile งานอินสตอลเลชั่นที่เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่าง

American Hardwood Export Council (AHEC), Alison

Brooks Architects และ Arup เพื่อจัดแสดงในงาน London

Design Biennale ที่ผ่านมา โดยนาไม้แปรรูป cross-laminated

timber (CLT) มาทดลองใช้เป็นโครงสร้างในที่พื้นสาธารณะ

ไม้ชนิดนี้เป็นไม้ชนิดพิเศษที่สามารถนามาใช้ในงานผนังและพื้น

โครงสร้างของไม้มีลักษณะเป็นชั้นๆ จากการประกอบกันในองศา

ที่เหมาะสมของไม้แต่ละชิ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือแผ่นไม้ที่มีความแข็ง

ตรง ไม่บิดงอ และมีความยืดหยุ่นสูง สามารถนาไปใช้กับงาน

prefabrication ได้ งานอินสตอเลชั่นชิ้นนี้ถือเป็นความพยายาม

ข้ามขีดจากัดเดิมในด้านรูปทรง แสดงให้เห็นการพัฒนาด้านวัสดุ

รวมไปถึงขีดความสามารถในการใช้ไม้แปรรูปในงานออกแบบ

ไปพร้อมๆ กัน

americanhardwood.org

thetulipwoodsmile.info

SHOCK ABSORPTION FLOOR

วัสดุปูพื้นลดแรงกระแทก ด้วยคุณสมบัติที่มีชั้นวัสดุโฟมช่วยลดแรงกด

ที่เท้าและข้อต่างๆ ทั้งยังลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บเมื่อพลัดหกล้ม

พื้นผิวทาจาก PVC ลายไม้สามารถโดนน้าและเช็คถูทาความสะอาดได้

เหมาะสาหรับติดตั้งในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นของผู้สูงวัยและเด็กเล็ก

ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยคุณสมบัติของวัสดุที่

ปราศจากสารระเหยที่เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม โดยได้

รับการรับรองจาก Eco-Label และ FLOORSCORE

scgbuildingmaterials.com

110 ASA MATERIALS วารสารอาษา


CARTOON

SRV

112 ASA ASA CARTOON วารสารอาษา

More magazines by this user
Similar magazines