03.07.2020 Views

ASA JOURNAL 04/59

Transform your PDFs into Flipbooks and boost your revenue!

Leverage SEO-optimized Flipbooks, powerful backlinks, and multimedia content to professionally showcase your products and significantly increase your reach.

วารสารสถาปัตยกรรม<br />

ของสมาคมสถาปนิกสยาม<br />

ในพระบรมราชูปถัมภ์<br />

THE ARCHITECTURAL <strong>JOURNAL</strong><br />

OF THE ASSOCIATION OF<br />

SIAMESE ARCHITECTS<br />

UNDER ROYAL PATRONAGE<br />

GEODESIC DESIGN<br />

M SPACE<br />

SPACETIME ARCHITECTS<br />

<strong>04</strong><br />

2016<br />

STEEL<br />

I LIKE DESIGN STUDIO<br />

COMMENTS FROM THE JUDGES: 2016<br />

ARCHITECTURAL DESIGN AWARDS /<br />

INTERVIEW WITH LACATON & VASSAL /<br />

THE ADAPTIVE REUSE OF UNPLE<strong>ASA</strong>NT<br />

PLACES


พื้นถิ่นบันดาลใจ<br />

สัมผัสที่แข็งแกร่งและนุ่มนวลในเนื้อเดียว<br />

ผนังหลังคาจรดพื้น ดีไซน์สถาปัตยกรรมแนวใหม่ด้วยแรง<br />

บันดาลใจจากเรือนพื้นถิ่นไทยลื้อ ในแคว้นสิบสองปันนา ผสาน<br />

รวมกับเรือนชนบทของสวิส สู่บ้านสไตล์โมเดิร์นตะวันออก ตั้ง<br />

ตระหง่านโดดเด่นบนเนินเขาในโซนเขาใหญ่ ที่สถาปนิกผู้ออกแบบ<br />

ให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยการดีไซน์ตามบุคลิกของผู้<br />

อยู่อาศัยโดยไม่ละทิ้งความสาคัญของสภาพภูมิประเทศ เพื่อ<br />

ความสุข ความอบอุ่นของบ้านหลังนี้


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กวิน ว่องวิกย์การ อาจารย์<br />

ประจาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย<br />

เชียงใหม่ ผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิก DESTROY<br />

DIRTY THING CO., LTD. และล่าสุดเป็นเจ้าของ<br />

ผลงานประกวดแบบตามโครงการจัดสร้าง<br />

ข่วงหลวงเวียงแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็น<br />

สวนสาธารณะและพื้นที่กิจกรรมสาหรับชาวเมือง<br />

เชียงใหม่ สถาปนิกผู้ออกแบบบ้านของคุณสายใจ<br />

บุณยโชติมา หลังนี้ ได้เน้นความสาคัญของการใช้<br />

งานโดยไม่ละทิ้งความสุนทรีย์ที่ผู้อยู่อาศัยจะได้<br />

ซึมซับ เกิดเป็นบ้านอารมณ์ 2 ขั้วตามบุคลิกของ<br />

ผู้อยู่อาศัย ที่ซึ่งเข้ากันได้อย่างไม่ขัดเขิน ทั้งความ<br />

แข็งแกร่งดูมีพลังจากภายนอกและอ่อนหวานเบา<br />

สบายเมื่ออาศัยภายใน ตอบโจทย์รูปแบบโรงนาที่<br />

โปร่งโล่ง มีสัมผัสที่นุ่มนวลของความเป็นไม้ ความ<br />

กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ดึงดูด<br />

สายตาด้วยผนังหลังคาจรดพื้น ที่คุณกวินได้กล่าว<br />

ถึงแนวความคิดและที่มาที่ไปของการดีไซน์ที่เป็น<br />

เอกลักษณ์นี้ว่า “ดีไซน์สร้างประสบการณ์อยู่อาศัย<br />

ที่แตกต่างจากประสบการณ์ที่อาศัยในเมือง...<br />

เพราะอยู่บนเนินเขา มีทิวทัศน์สวยงาม ดีไซน์จึง<br />

ต้องกลมกลืนกับธรรมชาติ และมักต้องเผชิญกับ<br />

ลมแรง โครงสร้างจึงต้องเรียบ ไม่เป็นซอกเก็บลม<br />

มองหาการผนึกผืนหลังคากับผนังให้เป็นหนึ่ง<br />

เดียวกัน เพื่อให้เกิดความเรียบดูเป็นมวลที่มีความ<br />

มั่นคง มองจากภายนอกจะต้องปลอดภัย เมื่ออยู่<br />

ภายในก็จะให้อารมณ์บางเบา อบอุ่น”<br />

สเปกที่หลังคาห้าห่วง ชิงเกิ้ล รุ่นลายไม้ สีในเนื้อ<br />

กระเบื้องหลังคาคอนกรีตแผ่นเรียบที่ให้สีน้าตาล<br />

ไหม้คล้ายไม้ กลมกลืนกับธรรมชาติโดยรอบ ซึ่ง<br />

หลังคาชิงเกิ้ลนี้ ตอบโจทย์ด้าน Mood & Tone<br />

และการใช้งานที่เสริมความนุ่มนวลแบบไม้แต่มี<br />

คุณสมบัติที่แข็งแกร่งจากวัสดุคอนกรีต เสน่ห์ที่น่า<br />

สนใจอยู่ที่การเซาะร่องบนแผ่นกระเบื้อง ทาให้เป็น<br />

กระเบื้องแผ่นเรียบที่มีมิติร่องไม้ ไม่เรียบจนเกินไป<br />

และด้วยความหนาที่พอเหมาะจึงสามารถนามา<br />

ประยุกต์ใช้เป็นผืนผนังได้ตามแรงบันดาลใจ ดีไซน์<br />

มีความร่วมสมัยเข้ากับแบบบ้านที่ผสมผสานความ<br />

โมเดิร์นแต่เป็นพื้นถิ่นได้ดี<br />

ด้วยรูปแบบโครงสร้างที่ดีไซน์ให้ผืนหลังคายาวถึง<br />

พื้น กลืนความเป็นผนังได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทาให้<br />

ไม่เกิดปีกชายคาในพื้นที่รอบนอกตัวบ้าน จึงไม่<br />

เสี่ยงต่อการปะทะลมแรงที่อาจพัดหลังคาเปิด และ<br />

เกิดความเสียหายได้ ซึ่งวัสดุที่สามารถทนทานต่อ<br />

สภาพอากาศได้ดีและยังให้ความรู้สึกถึงไม้ที่อ่อนโยน<br />

แต่มั่นคงทนทาน ดูแลรักษาง่าย สุดท้ายจึงมาลง


themes<br />

38<br />

46<br />

54<br />

38 Food Villa Market<br />

46 NAT Motor Head Office<br />

54 House Udonthani<br />

62 KMUTNB Engineering<br />

Laboratory<br />

62<br />

4 AsA CONTENTS วารสารอาษา


85.0<br />

135.0<br />

185.0<br />

85.0<br />

135.0<br />

185.0


sectioNs<br />

© Iwan Baan<br />

NeWs<br />

14 serpentine Gallery Pavilion and<br />

summer Houses<br />

20 Bangkok 250 2<br />

24 Thai Green Building Expo and<br />

Conference<br />

26 Bluescope Design Award 2016<br />

Work iN progress<br />

28 PT Town shopping Complex<br />

32 Baan Prachachuen<br />

14<br />

88<br />

committee<br />

70 Comments from the Judges:<br />

2016 Architectural Design Awards<br />

coversatioN<br />

90 Lacaton & Vassal Architectes<br />

historY<br />

1<strong>04</strong> The Adaptive reuse of<br />

Unpleasant Places<br />

110 PrODUCT NEws<br />

112 AsA CArTOON<br />

6 AsA CONTENTS วารสารอาษา


FOREWORD<br />

ADVISORS<br />

AJAPHOL DUSITNANOND<br />

PICHAI WONGWAISAYAWAN<br />

ASSOC. PROF. TONKAO PANIN, PH.D.<br />

ASSOC. PROF. M.L. PIYALADA<br />

THAVEEPRUNGSRIPORN, PH.D.<br />

MONGKON PONGANUTREE<br />

EDITOR IN CHIEF<br />

SUPITCHA TOVIVICH<br />

CONTRIBUTORS<br />

ADISORN SRISAOWANUNT<br />

CHARINEE ARTACHINDA<br />

NAPAT CHARITBUTRA<br />

PAPHOP KERDSUP<br />

PISIT ROJANAVANICH<br />

SORAVIS NA NAGARA<br />

SUPITCHA TOVIVICH<br />

XAROJ PHRAWONG<br />

SPECIAL THANKS TO<br />

AESTHETICS ARCHITECTS<br />

ARCHITECTS TRACT<br />

GEODESIC DESIGN<br />

I LIKE DESIGN STUDIO<br />

LACATON & VASSAL<br />

MSPACE ARCHITECTS<br />

SPACETIME<br />

ENGLISH TRANSLATOR<br />

TANAKANYA CHANGCHAITUM<br />

GRAPHIC DESIGNERS<br />

WILAPA KASVISET<br />

THEETAT THUNKIJJANUKIJ<br />

CO-ORDINATOR<br />

KETSIREE WONGWAN<br />

THE ASSOCIATION OF SIAMESE<br />

ARCHITECTS UNDER ROYAL<br />

PATRONAGE ORGANIZES<br />

248/1 SOI SOONVIJAI 4 (SOI 17)<br />

RAMA IX RD., BANGKAPI,<br />

HUAYKWANG, BANGKOK 10310<br />

T : +66 2319 6555<br />

F : +66 2319 6419<br />

W : asa.or.th<br />

E : asaisaoffice@gmail.com<br />

PRINT<br />

SUPERPIXEL<br />

HOUSE 5 SOI SUKHUMVIT 26<br />

(ATTHA KRAWI 1) SUKHUMVIT RD.<br />

KLONGTON KLONGTEOY<br />

BANGKOK 10110 THAILAND<br />

T : +66 2258 2349<br />

E : information.superpixel@gmail.com<br />

วารสารอาษาฉบับนี้เป็นการนำาเสนออาคารที่ใช้เหล็กเป็นวัสดุก่อสร้างที่น่าสนใจ เพื่อให้เห็น<br />

ความหลากหลายของประเภทอาคาร ขนาดอาคาร และรูปแบบอาคารที่นำาเหล็กไปใช้ ทั้งอาคาร<br />

สาธารณะขนาดใหญ่ บ้านพักอาศัยขนาดเล็ก อาคารสูง อาคารที่ต้องการช่วงพาดกว้าง อาคารที่<br />

มีความงามเรียบง่ายแบบสากล อาคารที่เน้นความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และอาคารที่มีความเป็น<br />

ไทยร่วมสมัย ได้แก่ Food Villa Market โดย l Like Design Studio, NAT Motor Head<br />

Office โดย M Space, House Udonthani โดย SPACETIME Architects และ Civil Chemistry<br />

& Electrical Industry Engineering Lab มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ<br />

โดย Geodesic Design นอกจากนี้วารสารอาษาฉบับนี้ยังมี บทความพิเศษ “ถอดบทเรียนอาษา<br />

สู่สามัญ: บันทึกจากการคัดเลือกผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่น พ.ศ. 25<strong>59</strong>” โดย คุณพิศิษฐ์<br />

โรจนวานิช อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ พ.ศ. 2543-2545 และหนึ่งในกรรมการตัดสินของ<br />

ปีนี้ ท้ายเล่มยังมีบทสัมภาษณ์พิเศษของ Lacaton & Vassal สถาปนิกคู่ชื่อดังจากประเทศ<br />

ฝรั่งเศสที่มาร่วมเป็นวิทยากรให้กับงาน <strong>ASA</strong> Forum ที่ผ่านมา<br />

This issue of <strong>ASA</strong> Journal features buildings with an interesting use of steel as<br />

the principle construction material. Our intention is to manifest a great diversity of<br />

genres, scales and styles of architectural creations ranging from large public buildings,<br />

small residences, skyscrapers, buildings with extended structural spans, architectures<br />

of universal simplicity and iconic built structures to works of contemporary Thai<br />

architecture in which steel plays an interesting role. In order to better exemplify<br />

such an inspiring use of the material, we bring you in-depth reviews of projects<br />

that truly encapsulate the potential and character of steel, be they Food Villa Market<br />

by I Like Design Studio, NAT Motor Head Office by M Space, House Udonthani by<br />

SPACETIME Architects or Civil Chemistry & Electrical Industry Engineering Lab, King<br />

Mongkut’s University of Technology North Bangkok by Geodesic Design. There is<br />

also a special article “Learning the Lessons, <strong>ASA</strong>’s Back to Basic: 2016 Architecture<br />

Awards — Notes from a Judge” by Pisit Rojanavanich, the former President of the<br />

Association of Siamese Architects (2000-2002) and a member of this year’s judging<br />

committee. Last but not least, don’t forget to read our conversation with Lacaton &<br />

Vassal, the eminent French architect duo who spoke at this year’s <strong>ASA</strong> Forum.<br />

ADVERTISING DEPARTMENT<br />

T : +66 2260 2606-8<br />

F : +66 2260 2609<br />

SUBSCRIBE TO <strong>ASA</strong> <strong>JOURNAL</strong><br />

T : +66 2319 6555<br />

8 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา


สารจากนายกสมาคม<br />

สวัสดีครับ<br />

1 กรกฎาคม 25<strong>59</strong> ศูนย์สารสนเทศสถาปนิกสยามฯ ในรูปแบบ<br />

ของ Content Development Center ได้เริ่มขับเคลื่อนเป็นทางการ<br />

ขั้นต้นจะทดลองระบบในกรอบเวลา 6 เดือน เพื่อเปิดมิติใหม่ของสื่อ<br />

สิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ให้แก่สมาชิกและประชาชนในวงกว้าง โดย<br />

จะทำาการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ของสมาคมฯ ที่ซอยราชครูเป็น<br />

ที่ทำาการถาวรต่อไป<br />

ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ฝ่ายต่างประเทศได้เข้าร่วม<br />

ประชุมคณะกรรมาธิการด้านสถาปัตยกรรมสีเขียวของสมาพันธ์<br />

สถาปนิกเอเชีย (ARCASIA Committee on Green and Sustainable<br />

Architecture – ACGSA) ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศ<br />

ศรีลังกา โดยมีเนื้อหาที่สำาคัญ คือ แผนและนโยบายในการพัฒนา<br />

สถาปัตยกรรมอย่างยั่งยืน เกณฑ์การประเมินอาคารเขียวและ<br />

การมอบรางวัลอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในประเทศต่างๆ<br />

ระหว่างวันที่ 11-25 กรกฎาคม คณะกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลป-<br />

สถาปัตยกรรม ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต<br />

ได้มีการออกค่าย <strong>ASA</strong>+RSU VERNADOC ณ พระราชนิเวศน์<br />

มฤคทายวัน โดยนิสิต นักศึกษา ทั้งไทยและนานาชาติ จำานวน 82 คน<br />

ได้ทำาการสำารวจรังวัด เพื่อบันทึกมรดกทางสถาปัตยกรรมและแบ่งปัน<br />

ความรู้ อันจะนำาไปสู่ความร่วมมือในการจัด ASEAN VERNADOC<br />

ในปีถัดไป<br />

อัชชพล ดุสิตนานนท์<br />

นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ<br />

ปี 25<strong>59</strong>-2561<br />

คณะกรรมการบริหารสมาคมสถาปนิก<br />

สยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์<br />

ปี 25<strong>59</strong> - 2561<br />

นายกสมาคม<br />

นาย อัชชพล ดุสิตนานนท์<br />

อุปนายก<br />

ดร. วีระพันธุ์ ชินวัตร<br />

นาวาเอก สันติ พรหมสุนทร<br />

ดร. ธนะ จีระพิวัฒน์<br />

รศ.ดร. ต้นข้าว ปาณินท์<br />

นาย ปรีชา นวประภากุล<br />

นาย นันทพล จั่นเงิน<br />

เลขาธิการ<br />

นาย ชาติเฉลิม เกลียวปฏินนท์<br />

นายทะเบียน<br />

พ.ต.ท. สักรินทร์ เขียวเซ็น<br />

เหรัญญิก<br />

นาง ภิรวดี ชูประวัติ<br />

ปฏิคม<br />

นาย ทรงพจน์ สายสืบ<br />

ประชาสัมพันธ์<br />

ผศ.ดร. สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย<br />

กรรมการกลาง<br />

ดร. กมล จิราพงษ์<br />

นาย ณัฐสิทธิ์ อิทธิถาวร<br />

ม.ล. วรุตม์ วรวรรณ<br />

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา<br />

นาย ขวัญชัย สุธรรมซาว<br />

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกอีสาน<br />

ผศ.สุรศักดิ์ โล่ห์วนิชชัย<br />

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ<br />

นาย วิวัฒน์ จิตนวล<br />

หมายเหตุ<br />

อยู่ระหว่างดำาเนินการเปลี่ยนแปลง<br />

คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ที่<br />

กระทรวงมหาดไทย<br />

คณะกรรมการกองทุนสมาคมสถาปนิก<br />

สยามในพระบรมราชูปถัมภ์<br />

ปี 2558-2560<br />

ประธานกรรมการกองทุน<br />

นาย บุญญวัฒน์ ทิพทัส<br />

กรรมการกองทุน<br />

ผศ.มนต์ผกา วงษา<br />

นาย วีระ ถนอมศักดิ์<br />

ดร. ศุภกิจ มูลประมุข<br />

ผศ. ณัฐธร ธรรมบุตร<br />

กรรมการกองทุนและ<br />

อดีตนายกสมาคม’57-<strong>59</strong><br />

นาย พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ<br />

กรรมการกองทุนและ<br />

อดีตเหรัญญิกสมาคม’57-<strong>59</strong><br />

นาย ครรชิต ปุณยกนก<br />

10 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา


MESSAGE<br />

FROM<br />

THE PRESIDENT<br />

EXECUTIVE COMMITTEE<br />

THE ASSOCIATION OF<br />

SIAMESE ARCHITECTS<br />

UNDER ROYAL PATRONAGE<br />

2016—2018<br />

PRESIDENT<br />

AJAPHOL DUSITNANOND<br />

VICE PRESIDENT<br />

WEERAPHAN SHINAWATRA, PH.D.<br />

CAPT. SANTI PROMSUNTORN<br />

THANA CHIRAPIWAT, PH.D.<br />

ASSOC. PROF. TONKAO PANIN, PH.D.<br />

PREECHA NAVAPRAPAKUL<br />

NANTAPON JUNNGURN<br />

SECRETARY GENERAL<br />

CHARTCHALERM KLIEOPATINON<br />

HONORARY REGISTRAR<br />

POL.LT.COL.SAKARIN KHIEWSEN<br />

HONORARY TREASURER<br />

PIRAWADEE CHUPRAWAT<br />

SOCIAL EVENT DIRECTOR<br />

SONGPOT SAISUEB<br />

PUBLIC RELATIONS DIRECTOR<br />

ASST.PROF. SURAPONG LERTSITHICHAI,<br />

PH.D.<br />

EXECUTIVE COMMITTEE<br />

KAMON JIRAPONG, PH.D.<br />

NATHASITH ITTHITHAVORN<br />

M.L. VARUDH VARAVARN<br />

CHAIRMAN OF NORTHERN REGION (LANNA)<br />

KHWANCHAI SUTHAMSAO<br />

Hello,<br />

This previous 1 st of July, the information technology center of the Association of<br />

Siamese Architects was officially launched as the Content Development Center and<br />

plans to take the next six months on as an operational, test run period. Our objective<br />

is to introduce our members and interested parties to the new format of the hardcopy<br />

of our publication and our online media, as we are preparing to renovate our<br />

commercial building located on Soi Ratchakru into a new office space specific for<br />

this project.<br />

In the middle of July, our international department attended the ARCASIA<br />

Committee on Green and Sustainable Architecture (ACGSA) at Colombo, Sri Lanka.<br />

The main content of the conference focused upon the policy of the sustainable<br />

development of architecture, the evaluation of the standards of green building and<br />

also an announcement ceremony celebrating eco-friendly buildings within the<br />

international scene.<br />

Between the 11 th -25 th of July, the committee of architectural conservation and<br />

Faculty of Architecture, Rangsit University organized <strong>ASA</strong>+RSU VERNADOC at<br />

Mrigadayavan Palace, a program that provided opportunities for 82 Thai and<br />

international students to participate and study architectural heritage while also<br />

sharing the knowledge they gained with others. The event not only served to<br />

benefit participants but also exhibited its potential to pave the way for ASEAN<br />

VERNADOC in years to come.<br />

AJAPHOL DUSITNANOND<br />

<strong>ASA</strong> PRESIDENT 2016-2018<br />

CHAIRMAN OF NORTHEASTERN REGION<br />

(ESAN)<br />

ASST. PROF. SUR<strong>ASA</strong>K LOWANITCHAI<br />

CHAIRMAN OF SOUTHERN REGION (TAKSIN)<br />

WIWAT CHITNUAN<br />

<strong>ASA</strong> FUND COMMITTEE,THE ASSOCIATION<br />

OF SIAMESE ARCHITECTS UNDER ROYAL<br />

PATRONAGE 2015-2017<br />

CHAIRMAN OF <strong>ASA</strong> FUND COMMITTEE<br />

BOONYAWAT TIPTUS<br />

COMMITTEE<br />

ASST.PROF. MONPAKA VONGSA<br />

VEERA THANOMSAKDI SAKDI<br />

SUPAKIT MULPRAMOOK<br />

ASST.PROF. NADADHORN DHAMABUTRA<br />

COMMITTEE AND IMMEDIATE PAST<br />

PRESIDENT <strong>ASA</strong><br />

PICHAI WONGWAISAYAWAN<br />

COMMITTEE AND IMMEDIATE<br />

PAST HONORARY TREASURER<br />

KARNCHIT PUNYAKANOK<br />

12 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา


NEWS<br />

SERPENTINE<br />

GALLERY PAVILION<br />

01 AND<br />

SUMMER HOUSES<br />

นับตั้งแต่ pavilion หลังแรกถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2000<br />

โดย Zaha Hadid ก็เป็นเวลาเกือบสองทศวรรษแล้วที่<br />

Serpentine Gallery Pavilion ได้สร้าง platform ที่<br />

น่าสนใจขึ้นในการนาเสนอความเป็นสถาปัตยกรรมร่วม<br />

สมัยให้แก่สาธารณชนทั่วไปได้สัมผัส และแทนที่จะเลือก<br />

ใช้การจัดแสดงนิทรรศการด้วยโมเดล ดรอว์อิง หรือ<br />

แบบสเก็ตช์ต่างๆ เพื่อใช้อธิบายแนวความคิดของเหล่า<br />

สถาปนิกแต่ละคน โครงการด้านสถาปัตยกรรมของ<br />

แกลเลอรี่แห่งนี้กลับนาเสนอด้วยการเชื้อเชิญให้สถาปนิก<br />

01<br />

14 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา


และศิลปินที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก มาร่วมสร้างสถาปัตย-<br />

กรรมที่แสดงออกถึงการตีความแนวความคิดของแต่ละ<br />

บุคคล บนเงื่อนไขของที่ตั้งและโจทย์ที่เหมือนกัน คือ<br />

การออกแบบ pavilion ขนาด 300 ตารางเมตร ที่ใช้<br />

รองรับการใช้งานที่หลากหลายทั้งในช่วงกลางวันและ<br />

กลางคืน ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการจัดแสดง<br />

ในปี 2016 นี้ สถาปนิกชาวเดนมาร์กอย่าง Bjarke<br />

Ingels แห่ง Bjarke Ingels Group (หรือที่รู้จักกันดี<br />

ในชื่อ BIG) เป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกให้มาร่วมสร้างสรรค์<br />

pavilion ประจาปี โดยไอเดียเบื้องหลังผลงานในนั้น<br />

BIG เลือกแปลงเส้นตรงของระนาบทางตั้งให้กลายเป็น<br />

สเปซสามมิติขึ้นมา ทาให้ลักษณะของกาแพงฟรีฟอร์มที่<br />

คลุมอยู่เหนือพื้นที่ใช้งานนั้น เมื่อมองจากด้านนอกจะมี<br />

รูปแบบที่คล้ายกับซิปที่ถูกเปิดออก ความน่าสนใจของ<br />

การออกแบบนี้ นอกเหนือไปจากการสร้างสเปซที่เอื้อ<br />

ต่อการใช้งานเป็นคาเฟ่ในเวลากลางวัน และพื้นที่สาหรับ<br />

กิจกรรม Park Nights Programme ที่จะมีทั้งการเพอร์-<br />

ฟอร์มแมนซ์ของศิลปิน นักเขียน และนักดนตรีอย่าง<br />

หลากหลายในเวลากลางคืนแล้ว คือการเลือกใช้โครงสร้าง<br />

โมดูลาร์กับบริเวณผนังที่ค่อยๆ ไล่เรียงการจัดวางของ<br />

กล่องไฟเบอร์กลาสขึ้นไปคล้ายกับการก่อกาแพงอิฐ<br />

สร้างให้เกิดเป็นเอฟเฟกต์ของแสงที่น่าสนใจซึ่งส่องเข้า<br />

มาตามการหมุนของช่องแสงที่บริเวณระนาบทางตั้ง<br />

ดังกล่าว ความอิสระของสเปซที่เกิดจากการออกแบบ<br />

pavilion ของ BIG ในปีนี้ ยังเอื้อให้ผู้คนสามารถรับรู้และ<br />

มีประสบการณ์ไปกับสภาพแวดล้อมได้ในลักษณะที่ต่าง<br />

กันไป ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกของสถาปัตยกรรม<br />

ความพิเศษอีกอย่างของโครงการในปีนี้ คือการเชื้อ-<br />

เชิญสถาปนิกอีก 4 คน ซึ่งประกอบไปด้วยสถาปนิกชาว<br />

ไนจีเรีย Kunlé Adeyemi (NLÉ) สถาปนิกชาวเยอรมัน<br />

Barkow Leibinger สถาปนิกชาวอังกฤษ Asif Khan และ<br />

สถาปนิกอาวุโสชาวฝรั่งเศสวัย 93 อย่าง Yona Friedman<br />

ให้มาร่วมออกแบบ Summer Houses จานวน 4 หลัง<br />

ซึ่งเป็นโครงการที่เพิ่งจะถูกเพิ่มเข้ามาในโอกาสครบรอบ<br />

ปีที่ 16 ของ Serpentine Gallery Pavilion ภายใต้เบื้องหลัง<br />

ของไอเดียที่คล้ายกันคือการนาเสนอความคิดเกี่ยวกับ<br />

สถาปัตยกรรมร่วมสมัย ผ่านการใช้การก่อสร้างอาคาร<br />

มาเป็นตัวนิทรรศการ โดยที่ยังต้องมีการคานึงถึงความ<br />

สัมพันธ์ที่สอดคล้องกันระหว่าง Serpentine Pavilion ที่<br />

ออกแบบโดย BIG กับอาคาร Summer Houses ทั้ง<br />

4 หลัง รวมไปถึงบริบทในเชิงที่ตั้งที่สัมพันธ์กับอาคาร<br />

Serpentine Gallery และภูมิทัศน์ของสวน Kensington<br />

ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการทั้งหมดอีกด้วย<br />

โครงการ Serpentine Gallery Pavilion and Summer<br />

Houses จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน จนถึงวันที่<br />

9 ตุลาคม 25<strong>59</strong> นี้ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษา<br />

ได้ที่ serpentinegalleries.org<br />

01 Serpentine Pavilion<br />

ออกแบบโดย Bjarke Ingels<br />

Group (BIG)<br />

02 Queen Caroline’s Temple<br />

ใน Kensington Gardens ซึ่ง<br />

เป็นสถาปัตยกรรมที่ทำาให้เกิด<br />

reverse replica ในผลงาน<br />

ของ NLÉ<br />

03 Serpentine Summer<br />

House ออกแบบโดย Kunlé<br />

Adeyemi (NLÉ)<br />

Since the first Serpentine Gallery pavilion by Zaha<br />

Hadid was built in 2000, it has been almost two decades<br />

now for the space, which has given birth to one of the<br />

most interesting global platforms for contemporary<br />

architecture with the general public as its enthusiastic<br />

audience. Instead of putting together an exhibition and<br />

using models, drawings and sketches to elaborate the<br />

ideation of aesthetics, for the period of 4 months each<br />

year, the gallery’s architectural project invites a globally<br />

renowned architect or artist to materialize his/her own<br />

interpretation in the form of a built structure on the<br />

same site and within the same design conditions—<br />

a 300-square-meter pavilion whose space accommodates<br />

a great variety of activities and usages during<br />

both the day and night.<br />

For 2016, Danish architect, Bjarke Ingels of Bjarkes<br />

Ingels Group (famously known as BIG) was chosen to<br />

be the creator of the pavilion. By forming a three<br />

dimensional space from the vertical line of the site’s<br />

02<br />

03<br />

© Garry Knight<br />

16 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา


circumference, Ingels created a series of free-form<br />

walls that wrap around the space with the physical<br />

appearance resembling an unzipped void. Apart from<br />

its meticulously created space that is ideal for a café<br />

during the day and Park Nights Programme in the later<br />

hours that welcomes manifold performances by artists,<br />

writers and musicians, what makes the pavilion so<br />

interesting is its use of a modular structure for the wall<br />

that is gradually constructed from the arrangement of<br />

both transparent and opaque fiberglass boxes similar<br />

to that of a brick wall. The nature of the materials and<br />

the way they are installed result in interesting effects<br />

of light and shadow that are altered by the changing<br />

directions of natural light coming in through the openings<br />

of the modular wall. The freedom of space conceived<br />

through BIG’s mesmerizing design allows for people to<br />

realize and experience the physicality of the architecture<br />

and space, both interior and exterior, differently<br />

and organically.<br />

What makes this year’s pavilion extra interesting<br />

is the invitation that the gallery sent out to four more<br />

architects, namely Kunlé Adeyemi (NLÉ) an architect<br />

from Nigeria, German architect Barkow Leibinger, British<br />

architect Asif Khan and 93-year-old French architect<br />

Yona Friedman to design four Summer Houses, which<br />

is essentially a special project initiated as a part of the<br />

Serpentine Gallery Pavilion’s 16th anniversary. With the<br />

same conceptual background, the houses grant the<br />

four architects opportunity to present their ideas and<br />

realization in Contemporary Architecture with the built<br />

structures serving as the content of the exhibition. The<br />

connection with BIG’s Serpentine Pavilion and physical<br />

context of Kensington Garden are also factored in<br />

as the fundamental conditions of the designs of the<br />

four Summer Houses.<br />

Serpentine Pavilion and the Summer Houses are<br />

open to the public from 10 June to 9 October 2016. For<br />

more information, please visit serpentinegalleries.org.<br />

<strong>04</strong><br />

05<br />

<strong>04</strong> Serpentine Summer<br />

House ออกแบบโดย Asif<br />

Khan<br />

05 Serpentine Summer<br />

House ออกแบบโดย Barkow<br />

Leibinger<br />

06 Serpentine Summer<br />

House ออกแบบโดย Yona<br />

Friedman<br />

TEXT<br />

Paphop Kerdsup<br />

PHOTOS<br />

Iwan Baan except as<br />

noted<br />

06<br />

18 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา


BANGKOK<br />

250 2<br />

02<br />

01<br />

สานักผังเมืองกรุงเทพมหานคร ร่วมกับศูนย์ออกแบบ<br />

และพัฒนาเมือง (UddC) ได้มีการจัดงานน าเสนอสาธารณะ<br />

“กรุงเทพฯ 250 2 ” ขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 25<strong>59</strong> โดย<br />

ภายในงาน คณะทางานนาโดย ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ<br />

ผู้อานวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ได้นาเสนอ<br />

ผลลัพธ์การออกแบบพื้นที่นาร่องเพื่อฟื้นฟูเมืองเก่าของ<br />

กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการต่อยอดจากผลการศึกษา<br />

ในระยะที่ 1 โดยมีการดาเนินโครงการในระยะที่ 2 ใน 3<br />

พื้นที่นาร่อง ได้แก่ ย่านท่าพระจันทร์-ท่าช้าง-ท่าเตียน,<br />

ย่านโยธี-ราชวิถี, ย่านทองหล่อ-เอกมัย รวมทั้งพื้นที่<br />

ยุทธศาสตร์สาคัญ ได้แก่ โครงการทางเท้าสัญจรข้าม<br />

แม่น้าเจ้าพระยาบริเวณช่องกลางสะพานพระปกเกล้าฯ<br />

(สะพานด้วน) และพื้นที่บริเวณจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจร<br />

รอบสถานีขนส่งมวลชน ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากกระบวนการ<br />

ร่วมหารือในรูปแบบ และวิธีการต่างๆ รวมทั้งสิ้นกว่า<br />

40 ครั้ง เพื่อสร้างความเข้าใจและรวบรวมความคิดเห็น<br />

ความต้องการ รวมถึงข้อกังวลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย<br />

และภาคีพัฒนา เพื่อให้ได้ข้อเสนอเพื่อการฟื้นฟูเมืองที่<br />

ครบถ้วนรอบด้านมากที่สุด และยังมีการจัดแสดง<br />

นิทรรศการที่บอกเล่าที่มา ความสาคัญ รายละเอียดและ<br />

ผลลัพธ์ของโครงการภายในบริเวณงานด้วย<br />

นอกจากนั้น ภายในงานยังมีการจัดมินิทอร์คโชว์ใน<br />

หัวข้อ “คนเมือง มีเรื่องพูด” ซึ่งได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญ<br />

อย่าง พลตรี นายแพทย์สายัณห์ สวัสดิ์ศรี ผู้ผลักดัน<br />

ราชวิถี สู่ย่านโรงพยาบาลเดินดี เพื่อประโยชน์สาธารณะ<br />

คุณปรีห์กมล จันทรนิจกร ผู้ก่อตั้งMa:D club for change<br />

แห่งย่านเอกมัย คุณวิริทธิพล ธนาโรจน์ปิยทัช คนรุ่นใหม่<br />

ลูกหลานย่านท่าเตียน คุณกชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิก<br />

จาก Land Process คุณดาลี ฮุนตระกูล และคุณภรณ์พัทธ์<br />

สหเจริญวัฒน์ สถาปนิกผังเมือง และผู้ก่อตั้ง The Great<br />

Outdoor Market และคุณยรรยง บุญ-หลง สถาปนิก<br />

นักสารวจเมือง เจ้าของผลงาน ‘กรุงเทพฯ: ขนส่งทามือ’<br />

ร่วมเล่าเรื่องราวของเมืองในมุมมองที่แตกต่างกัน โดยมี<br />

คุณไชยวัฒน์ อนุตระกูลชัย เป็นผู้ดาเนินรายการ<br />

20 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา


Solid & Hollow high quality Polycarbonate<br />

36 - 40 micron anti UV coating & radiation<br />

protective Layer<br />

The alternative of<br />

architecture.<br />

We provide quality<br />

and affordable<br />

product as<br />

Aluminium<br />

Composite FR


โครงการกรุงเทพฯ 250 เป็นโครงการจัดทาผัง<br />

แม่บทการฟื้นฟูเมือง ในวาระครบรอบ 250 ปีของ<br />

กรุงเทพฯ ในปี 2575 มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงสภาพ-<br />

แวดล้อมกายภาพของพื้นที่เขตเมืองชั้นใน ให้มีความ<br />

น่าอยู่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมแก่คน<br />

หลากหลายกลุ่มของเมือง และเพิ่มความสามารถใน<br />

การแข่งขันกับมหานครต่างๆ ของอาเซียน ภายใต้<br />

กระบวนการร่วมหารือกับประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับ<br />

ภาคีพัฒนาจากภาครัฐ เอกชน การศึกษา และประชา<br />

สังคม สาหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ<br />

สามารถศึกษาได้ที่ www.bangkok250.org<br />

01 แบบจำาลองและบรรยากาศ<br />

การจัดแสดงนิทรรศการภายใน<br />

งาน<br />

02 ป้ายรายละเอียดแสดงที่มา<br />

ของโครงการในแต่ละส่วน<br />

03 บรรยากาศการสนทนา<br />

ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน<br />

TEXT<br />

Paphop Kerdsup<br />

PHOTO<br />

Courtesy of Manas<br />

Ranjan and Nayan<br />

Srivastava<br />

02<br />

03<br />

The Department of City Planning of the Bangkok<br />

Metropolitan Administration through collaboration<br />

with the Urban Design and Development Center<br />

(UddC) organized a public presentation under the<br />

name, “Bangkok 250 2 ” on the 23rd of June 2016.<br />

The event featured the works of the working committee<br />

led by Associate Professor Dr. Niramol Kulsrisombat,<br />

the Director of UddC. The presentation reported on<br />

the results of a pilot project aimed at revival of Bangkok’s<br />

old district, which has developed from Phase 1 of the<br />

study. The neighborhoods included in Phase 2 are<br />

Tha Prachan-Tha Chang-Tha Tien, Yothee-Rajavithi and<br />

Thonglor-Ekamai as well as key strategic areas such<br />

as the cross-river walkway on the unused tram track<br />

of Phra Pok Klao Bridge (Short Bridge) and the transit<br />

points in mass transportation stations. The outcomes<br />

were achieved through a collaborative process, which<br />

included over 40 sessions of discussions and other<br />

brainstorming activities. The approach aimed to create<br />

a mutual understanding and gather opinions, demands<br />

and concerns of both the stakeholders and a developmental<br />

network, the expected consequences of which<br />

are a comprehensive and complete proposal for<br />

successful urban regeneration. An exhibition was<br />

also held to showcase the background, significance,<br />

details and outcomes of the projects.<br />

Additionally, a mini talk show was organized under<br />

the topic “Something to Talk about: Conversations of<br />

City Dwellers” that welcomed guest speakers, Maj.<br />

Gen. Sayan Sawatsri. M.D., the advocate of Rajavithi<br />

who transformed an area around the hospital into<br />

a walking neighborhood for the public’s interest,<br />

Preekamol Chantaranijakorn, the founder of Ma:D<br />

club for change in Ekamai, Wirithiphol Thanarojpiyataj,<br />

the young generation of Tha Tien, Kochakorn Woraakhom,<br />

landscape architect from Landscape Process,<br />

Dalee Hoontrakul and Ponpat Sahacharoenwat,<br />

an urban planning architect and the founder of T<br />

he Great Outdoor Market and Yanyong Boon-Long,<br />

architect/city explorer and the creator of ‘Bangkok:<br />

Handmade Transit to share their views and stories<br />

about the city with Chaiwat Anutrakulchai serving as<br />

the host.<br />

Bangkok 250 and its task to create an urban<br />

regeneration master plan have been initiated for<br />

the occasion of Bangkok’s 250 th anniversary in 2032.<br />

The project aims to improve the physical environment<br />

of inner urban areas to become more livable with<br />

increased economic potential and improved social<br />

conditions for a better quality of life for the all-encompassing<br />

group of city dwellers. It also strives to maximize<br />

Bangkok’s capabilities to compete with other metropolitans<br />

in ASEAN under a collaborative approach that<br />

integrates the participation of the public and a developmental<br />

network of the governmental, private, educational<br />

and public sectors. For further information about<br />

the project, please visit www.bangkok250.org<br />

22 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา


FOOD VILLA<br />

เจ้าของ - บริษัท บีที กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำากัด<br />

สถาปนิก - I Like Design Studio โดย ณฤชา คูวัฒนาภาศิริ<br />

ภาพ - ศุภกร ศรีสกุล<br />

กลุ่มอาคารกับแนวคิดโรงนาในชนบท ใช้เหล็กโครงสร้าง<br />

รูปพรรณรีดร้อน วัสดุเดียวที่สามารถสร้างเอกลักษณ์ที่ทันสมัย<br />

ก่อสร้างได้ตรงความต้องการและรวดเร็ว<br />

ที่มาแห่งอาคารเหล็ก FOOD VILLA, VILLA ZONE การใช้งาน ประสานความงาม<br />

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ยังมีรูปแบบอาคาร<br />

อีกประเภทหนึ่งที่มีความน่าสนใจและมาแรงไม่แพ้กัน คือ Community Mall<br />

ซึ่งที่ FOOD VILLA แห่งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งห้างสรรพสินค้ากึ่งเอ้าท์ดอร์ ที่มี<br />

ความน่าสนใจทั้งแนวคิดในการออกแบบ วางผัง และฟังก์ชั่นที่อยู่ภายใน โดย<br />

โครงการตั้งอยู่ที่ถนนราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ ซึ่งเฟสใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จนี้คือ<br />

VILLA ZONE รูปด้านของอาคารถูกพัฒนารูปแบบมาจาก กลุ่มบ้านเรือน<br />

ของชาวนาที่บ้านโอบล้อมพื้นที่สวนหรือเกษตรกรรม โดยพยายามออกแบบให้<br />

กลมกลืนและสอดคล้องกับอาคารตลาดสด ที่พัฒนารูปแบบมาจากรูปด้านของ<br />

โรงนา เพื่อสื่อให้เข้าใจถึงจุดเด่นของโครงการที่เน้นการขายอาหารเป็นหลัก<br />

สถาปนิกเลือกใช้เหล็กรูปพรรณรีดร้อนในรูปแบบที่ต่างกันไปในแต่ละจุด เช่น<br />

เสาหลังคาทางเดินภายนอกที่ต้องการความบางเบา ก็จะออกแบบให้โชว์เส้นสาย<br />

ชัดเจนเพื่อให้รู้สึกไม่ทึบตัน ส่วนเสาของอาคารก็จะสลับด้านที่ทึบออกมาเพื่อ<br />

ให้ดูคล้ายอาคารปูน เป็นการใช้วัสดุอย่างชาญฉลาด<br />

เสน่ห์แห่งเหล็ก<br />

วัสดุเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนคือวัสดุที่สถาปนิกเลือกใช้เป็นโครงสร้าง<br />

หลักของอาคารทั้งหมด โดยนำาแนวคิดหลักเรื่องกลุ่มอาคารโรงนา แปรเปลี่ยน<br />

มาเป็นอาคารที่ดูทันสมัยขึ้น ดูบางเบา ไม่ทึบตัน ซึ่งเหล็กรูปพรรณรีดร้อน<br />

สามารถถ่ายทอดแนวคิดได้อย่างตรงจุด แถมยังก่อสร้างได้รวดเร็ว เหมาะกับ<br />

อาคารเพื่อการพานิชย์ ที่ต้องการการคืนทุนเร็วที่สุด และเหล็กก็เป็นวัสดุที่<br />

สามารถเข้าได้กับวัสดุอื่นมากมาย ทำาให้กรอบในการออกแบบนั้นสลายหายไป<br />

Detail<br />

เหล็กรูปพรรณรีดร้อน<br />

สามารถทำาสีได้มากมาย<br />

ตามต้องการ เช่น<br />

โครงการนี้ต้องการให้มี<br />

ความเป็นธรรมชาติ จึง<br />

เลือกทำาสีนำ้าตาลเข้ากับ<br />

วัสดุไม้จริงที่ใช้<br />

Siam Yamato Steel Co., Ltd. (SYS)<br />

Tel. : 0-2586-7777 e-mail : sys@syssteel.com<br />

www.syssteel.com : sysfanpage : @syssteel Steel you can trust


THAI GREEN<br />

BUILDING<br />

EXPO AND CONFERENCE<br />

03<br />

01<br />

สถาบันอาคารเขียวไทย ได้มีการจัดงานสัมมนาทาง<br />

วิชาการและแสดงนิทรรศการประจาปี 25<strong>59</strong> ภายใต้ชื่อ<br />

“2016 Thai Green Building Expo and Conference”<br />

เมื่อวันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม 25<strong>59</strong> ที่ผ่านมา ณ ศูนย์<br />

นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา โดยภายในงาน<br />

นอกจากจะประกอบไปด้วยนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์<br />

สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับอาคารเขียวมากว่า 50<br />

บูธแล้ว ยังมีการจัดงานเสวนาเกี่ยวกับอาคารเขียวขึ้นใน<br />

หลายหัวข้อด้วยกัน ประกอบไปด้วยการบรรยายในหัวข้อ<br />

“ความท้าทายและโอกาสของนิคมอุตสาหกรรมเขียวไทย”<br />

โดย ดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่ง<br />

ประเทศไทย และ “แนวทางสู่จุดมุ่งหมายเกณฑ์อาคาร<br />

เขียวไทย” โดยคุณนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธาน<br />

สถาบันอาคารเขียวไทย ในช่วงเช้า และการเสวนาใน<br />

หัวข้อ “เปรียบมวยเกณฑ์อาคารเขียวกับเกณฑ์ชาติอื่นๆ”<br />

ซึ่งได้แขกรับเชิญผู้คร่ าหวอดอยู่ในวงการอาคารเขียว<br />

ไทยอย่าง ดร.อัจฉราวรรณ จุฑารัตน์ ผศ.ดร.ชนิกานต์<br />

ยิ้มประยูร และดร.นรี ภิญญาวัฒน์ มาร่วมเสวนาใน<br />

หัวข้อดังกล่าวโดยมีคุณวิญญูวานิชศิริโรจน์ เป็นผู้ดาเนิน<br />

รายการ นอกจากนั้น ภายในงานยังได้มีการประกาศ<br />

รางวัลโครงการประกวดแบบอาคารโดยใช้เกณฑ์ TREES-<br />

NC 2016 “Design TREES-NC Building 2016” และ<br />

พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านอาคารเขียว (MOU)<br />

ระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ<br />

สถาบันอาคารเขียวไทย ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสาคัญของ<br />

การพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับ อาคารเขียวของไทย ให้มี<br />

ประสิทธิภาพต่อไปในอนาคตอีกด้วย<br />

01 ดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่า<br />

การนิคมอุตสาหกรรมแห่ง<br />

ประเทศไทย บรรยายหัวข้อ<br />

สัมมนา Challenges and<br />

Opportunities of Thai<br />

Green Industrial Estate<br />

“ความท้าทายและโอกาส ของ<br />

นิคมอุตสาหกรรมเขียวไทย”<br />

TEXT<br />

Paphop Kerdsup<br />

PHOTO<br />

Courtesy of Thai Green<br />

Building Institute<br />

The Thai Green Building Institute organized the<br />

2016 academic seminar and exhibition under the title<br />

of the Thai Green Building Expo and Conference 2016<br />

this past 4 th of July 2016 at the Bangkok International<br />

Trade & Exhibition Centre (BITEC). In this event, aside<br />

from the 50 booths of products and services related to<br />

green building that were exhibited, several lectures on<br />

green building were further organized as well. Some<br />

examples included, ‘Challenges and Opportunities of<br />

Thai Green Industrial Estate’ by Mr. Verapong Chaiperm,<br />

the governor of the Industrial Estate Authority of Thailand,<br />

‘TREES : Road Map TREES-NC, TREES Pre-NC, TREES-CS,<br />

TREES-EB’ by Mr. Ninnart Chaithirapinyo, the principle<br />

of the Thai Green Building Institute, and ‘TREES vs<br />

Other Green Building Rating Systems,’ moderated by<br />

Winyou Wanichsiriroj, a conference that invited a number<br />

of experts on green building in Thailand including<br />

Ph.D. Acharawan Chutarat, Assit. Prof. Dr. Chanikarn<br />

Yimprayoon and Ph.D. Naree Phinyawatana to share<br />

their insights and experiences. In addition to the<br />

aforementioned lectures, an announcement ceremony<br />

for ‘Design TREES-NC Building 2016,’ a building design<br />

competition held according to the standards of TREES-NC<br />

2016 and the Memorandum of Understanding, and<br />

signing ceremony between the Industrial Estate<br />

Authority of Thailand and the Thai Green Building Institute<br />

were also held, the latter of which was a significant<br />

moment that could lead to the further development<br />

of knowledge and adeptness in green building within<br />

Thailand in the future.<br />

24 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา


BLUESCOPE<br />

DESIGN AWARD 2016<br />

<strong>04</strong><br />

01<br />

เมื่อวันที่24 มิถุนายน 25<strong>59</strong> บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป<br />

(ประเทศไทย) จากัด ร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยาม<br />

ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีการจัดพิธีมอบรางวัลการ<br />

ประกวดออกแบบ BlueScope Design Award 2016<br />

ในหัวข้อ “The Future of Steel Building Design Contest”<br />

ซึ่งเป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนแนวคิด<br />

เทคนิค วิธีการออกแบบอาคาร โดยใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กใน<br />

การตอบสนองการใช้งานที่เหมาะสมและสวยงาม และ<br />

เพื่อเป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ไอเดีย จินตนาการ<br />

ใหม่ๆ ให้แก่นิสิต นักศึกษาจากทั่วประเทศ โจทย์หลักๆ<br />

ของการประกวดแบบนี้ คือการออกแบบอาคารที่ใช้วัสดุ<br />

ผนังและหลังคาเหล็กเป็นหลักโดยไม่จ ากัดรูปแบบของ<br />

อาคารและพื้นที่ใช้สอย ซึ่งจากผลงานการประกวดที่ร่วม<br />

ส่งเข้าประกวดมากกว่า 150 ผลงานด้วยกันนั้น รางวัล<br />

ชมเชย 3 รางวัล ตกเป็นของผลงานในชื่อ “More Shaded<br />

More Eco / Bus Station” โดย ศุภโรจน์ นามสกุลเจริญดี<br />

จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย“The Rain of Light” โดย<br />

นวัต ปรานวีระไพบูลย์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ<br />

“The Force Awakens” โดย ปวริศ ประดับญาติ และ<br />

สุรวุฒิ สื่อประสาร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล<br />

ธัญบุรี และในส่วนของรางวัลชนะเลิศนั้นเป็นของผลงาน<br />

ในชื่อ “Shelter for Homeless” โดย ฮีซาม อุษมานีย์<br />

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ซึ่งเป็นการนา<br />

เสนอแนวคิดในการออกแบบสถานที่พักพิงส าหรับผู้ไร้บ้าน<br />

ที่ต่างก็มาจากหลากหลายสถานที่ ภาษา และพฤติกรรม<br />

ให้สามารถมาอยู่ร่วมกันได้ โดยที่แต่ละคนก็ยังคงมีพื้นที่<br />

ส่วนตัวของตนอยู่ โดยรางวัลชนะเลิศได้รับทุนการศึกษา<br />

50,000 บาท<br />

01 ภาพบรรยากาศการประกาศ<br />

รางวัล BlueScope Design<br />

Award 2016<br />

02 ผลงานชนะเลิศในชื่อ “Shelter<br />

for Homeless” โดย ฮีซาม<br />

อุษมานีย์ จากมหาวิทยาลัย<br />

เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน<br />

TEXT<br />

Paphop Kerdsup<br />

PHOTOS<br />

Courtesy of NS<br />

BlueScope (Thailand)<br />

This past 24 th of June 2016, NS BlueScope (Thailand)<br />

Limited and The Association of Siamese Architects<br />

under Royal Patronage organized an announcement<br />

ceremony for the ‘BlueScope Design Award 2016,’<br />

a design competition held under the topic, ‘The Future<br />

of Steel Building Design Contest.’ The objective of the<br />

competition is to both improve the notion of implementing<br />

steel as a building material in a manner that responds<br />

to each project’s particular requirements, while also<br />

encouraging design inspiration amongst students throughout<br />

the country. The main premise of the program was to<br />

design a building through the use of a steel product –<br />

be it a wall or ceiling system, with no limitations in terms<br />

of program or size. From the 150 candidates who took<br />

on the challenge, honorable mention recognitions were<br />

awarded to ‘More Shaded More Eco / Bus Station’ by<br />

Suparoj Namsakulcharoendee from Chulalongkorn<br />

University, ‘The Rain of Light’ by Nawat Pranveerapaiboon,<br />

also from Chulalongkorn University, as well<br />

as ‘The Force Awakens’ by Pawaris Pradabyat and<br />

Surawut Sueprasarn from Rajamangala University of<br />

Technology Thanyaburi, while the winning designation<br />

was given to ‘Shelter for Homeless,’ by Heesam Usmani<br />

from Rajamangala University of Technology Isan. Usmani<br />

developed a shelter capable of hosting a large number<br />

of homeless people while also maintaining privacy<br />

for each diverse user in response to their individual<br />

needs, an approach and accomplishment which will be<br />

provided a scholarship of 50,000 baht for its insightful<br />

response to the competition challenge.<br />

26 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา<br />

02


woRK in PRogReSS<br />

PT Town<br />

ShoPPing ComPlex<br />

Aesthetics Architects<br />

01<br />

01 เส้นสายโค้งเว้าของรูปทรง<br />

อาคารมาจากเส้นสายของ<br />

ธรรมชาติ ส่วนเปลือกอาคารได้<br />

แรงบันดาลใจจากหนังจระเข้<br />

ช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์ขนาดกว่า 30,000 ตารางเมตร<br />

ที่มีจุดเด่นของการเป็นสถานที่จาหน่ายสินค้ากระเป๋า<br />

หนังระดับไฮเอนด์แห่งนี้ ถูกออกแบบและวางผังให้พื้นที่<br />

พลาซ่าบริเวณด้านหน้ามีขนาดใหญ่เพื่อทาหน้าที่รองรับ<br />

กับจานวนนักท่องเที่ยวที่มีปริมาณมาก และเพื่อเชื่อม<br />

ต่อการเข้าถึงอาคารแต่ละอาคารเข้าด้วยกัน โดยบริเวณ<br />

จุดรับส่งนักท่องเที่ยวนั้นยังมีการใช้หลังคาขนาดใหญ่ซึ่ง<br />

ช่วยคลุมพื้นที่และเชื่อมความต่อเนื่องของอาคารบริเวณ<br />

ด้านหน้าเข้าด้วยกัน จุดเด่นของโครงการนี้คือการที่<br />

สถาปนิกเลือกใช้องค์ประกอบของธรรมชาติมาเป็นส่วน<br />

หนึ่งของโครงการ ผ่านการใช้ความโค้งเว้าของรูปทรง<br />

อาคารเพื่อเลียนแบบเส้นสายจากธรรมชาติ หรือแม้แต่<br />

บริเวณส่วนเปลือกอาคารที่สถาปนิกเลือกใช้ลายของ<br />

หนังจระเข้ที่มีลักษณะการสุ่มของสีที่ผิว การสุ่มของ<br />

ขนาดที่ไม่เท่ากันของผิว รวมถึงรูปทรงของตัวผิวมา<br />

ดัดแปลงให้เกิดเป็นความน่าสนใจของโครงการ ผลที่ได้<br />

คือเปลือกอาคารอะลูมิเนียมคอมโพสิทที่ดูทันสมัย ซึ่งมี<br />

การเจาะลวดลายต่างๆ และการเล่นกับกระจกสีที่บริเวณ<br />

ผนังโค้ง ในแง่ของการจัดการกับการใช้งานของโครงการ<br />

PT Town ถูกออกแบบมาให้อยู่ในลักษณะของอาคาร<br />

สามอาคารที่เชื่อมต่อกันด้วยหลังคาขนาดใหญ่ โดยใน<br />

แต่ละอาคารจะถูกแบ่งการใช้งานออกเป็นส่วนร้านค้า<br />

ปลีกพร้อมชั้นจอดรถใต้ดิน ส่วนร้านอาหาร ส่วนพื้นที่<br />

ขายกระเป๋าหนังระดับไฮเอนด์ และส่วนพิพิธภัณฑ์ที่มี<br />

การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับหนังสัตว์ ซึ่งถือเป็นอีก<br />

หนึ่งไฮไลต์ที่สาคัญของโครงการ<br />

28 AsA WORK IN PROGRESS วารสารอาษา


This 30,000-square-meter shopping complex<br />

boasts a unique program that houses retail spaces of<br />

hi-end leather goods. The building is designed with an<br />

expansive plaza functioning as a part of the floor plan<br />

in order to welcome a large amount of tourists while<br />

facilitating connectivity between buildings. The sizable<br />

roof structure at the drop off area provides shelter<br />

and visual connection with the front elevation. One of<br />

the elements that make the architecture to stand out<br />

is derived from the architect’s use of compositions<br />

realized from natural forms be they curved, organic<br />

lines or the building’s shell that mimics the texture<br />

of crocodile skin where the colors and scales are<br />

randomized. The shape and form of the building’s shell<br />

is interestingly readjusted, rendering the final result of<br />

a stylistic modern aluminum composite building with<br />

ornamental details of perforated patterns and a series<br />

of works of stained glass set within the arched wall. In<br />

terms of the project’s management and functionality,<br />

the architecture of PT Town is designed to comprise<br />

three buildings that are physically linked with the massive<br />

roof structure. The functionalities of each building<br />

are divided into retail spaces with an underground<br />

parking lot, food court and zone that sells exclusively<br />

hi-end leather goods. The museum with an exhibition<br />

showcasing the history and an intriguing collection of<br />

animal rawhides and skins is also one of the highlights<br />

of the project.<br />

02 บรรยากาศด้านหน้าโครงการ<br />

LOCATION<br />

Lat Krabang<br />

ARCHITECT<br />

Aesthetics Architects<br />

MEMBER ID<br />

027-51<br />

INTERIOR DEsIgNER<br />

Aesthetics Architects<br />

LANDsCApE DEsIgNER<br />

1819<br />

sTRuCTuRAL ENgINEER<br />

AccON<br />

sysTEM ENgINEER<br />

GeO Design &<br />

engineering consultant<br />

BuILDINg AREA<br />

33,537 sq.m.<br />

02<br />

30 AsA WORK IN PROGRESS วารสารอาษา


่<br />

Baan PRaChaChuen<br />

Architects trAct<br />

01<br />

01 ลักษณะอาคารภายนอก<br />

จุดเริ่มต้นของโครงการบ้านประชาชื่นมาจากการที่<br />

เจ้าของโครงการมีความต้องการที่จะสร้างบ้านให้กับมารดา<br />

และภรรยา โดยบ้านพักอาศัยดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นใน<br />

บริเวณของบ้านหลังเดิม ทั้งนี้สถาปนิกได้มีการคานึงถึง<br />

การออกแบบให้สเปซภายในและสิ่งอานวยความสะดวก<br />

ต่างๆ สามารถตอบสนองการใช้งานของผู้อยู่อาศัยซึ่งเป็น<br />

ผู้สูงอายุ บ้านพักอาศัยขนาด 270 ตารางเมตร หลังนี้<br />

ยังได้มีการออกแบบโดยคานึงถึงความร้อนที่จะเข้ามาสู<br />

ภายในอาคาร อันเนื่องมาจากการหันหน้าอาคารไปทาง<br />

ทิศใต้และทิศตะวันตก เพื่อที่จะสร้างให้เกิดสภาวะน่าสบาย<br />

กับสเปซภายใน สถาปนิกเลือกแก้ปัญหาความร้อนด้วย<br />

การออกแบบให้อาคารมี skin ปกคลุมที่บริเวณด้านหลัง<br />

และบางส่วนของด้านข้างอาคาร ในแง่หนึ่งคือเพื่อใช้<br />

ส่วนประกอบนั้นในการบังแดดในส่วนที่ได้รับแดดโดยตรง<br />

สร้างให้อาคารมีช่องว่างระหว่างอาคารเพื่อให้อากาศ<br />

สามารถถ่ายเทได้ง่าย ช่วยลดอุณหภูมิของอาคารลง ใน<br />

อีกแง่หนึ่งของการออกแบบ skin นั้น เพื่อใช้ในการสร้าง<br />

ความเป็นส่วนตัวให้กับอาคาร โดยผู้ใช้เองยังคงสามารถ<br />

มองออกไปภายนอกเพื่อชมวิวที่อยู่ภายนอก<br />

ได้อย่างไม่เคอะเขิน ภาพรวมของอาคารถูกออกแบบมา<br />

ให้ดูเรียบง่าย ใช้การลดทอนรายละเอียดต่างๆ ให้มาก<br />

ที่สุด ตามแบบฉบับของแนวทาง minimal modern เพื่อ<br />

ให้ผู้สูงอายุสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก นอกจากนี้<br />

สถาปนิกยังได้มีการออกแบบทางลาดเตรียมไว้สาหรับ<br />

การใช้งานในอนาคตอีกด้วย วัสดุอย่างคอนกรีตที่ถูกทา<br />

ทับด้วยสีขาว รวมทั้งโครงสร้างเหล็ก ถูกนามาใช้ทั้งใน<br />

ส่วนของตัวอาคารและหลังคา เพื่อให้บรรยากาศของ<br />

สเปซดูมีความบางเบามากขึ้น ไม้เองก็ถูกนามาใช้ใน<br />

ส่วนของ skin และการตกแต่งผิวทั้งภายนอกและภายใน<br />

อาคารได้อย่างน่าสนใจ<br />

32 AsA WORK IN PROGRESS วารสารอาษา


The beginning of the residential project, Baan<br />

Prachachuen came from the owner’s intention to build<br />

a house for his mother and wife. The house was to be<br />

constructed on the same piece of land as the original<br />

house where the owner grew up. The architect prioritized<br />

the design of the interior space and facilities that<br />

serve the functional demands of the senior users. This<br />

270-square-meter house puts a high regard on the<br />

prevention and ventilation of heat since the house<br />

faces towards the south and the west. In order for the<br />

interior space to achieve a level of thermal comfort,<br />

the architect’s solution for the interior heat was executed<br />

by a design that covers the back and rear shell of the<br />

house with an extra layer of skin. This additional composition<br />

helps to shield the house from the direction<br />

of the sunlight while creating an air space between<br />

the two layers in order to optimize the ventilation and<br />

effectively reduce the overall temperature of the building.<br />

Another functional aspect of this skin is to provide a<br />

greater sense of privacy within the architecture while<br />

still granting dwellers visual access to the outside view.<br />

The house and its architectural elements encapsulate<br />

the simplicity of minimal modernism through the<br />

lessening of excessive details for the comfort and convenience<br />

of the senior members of the family as witnessed<br />

from a series of ramps specifically designed<br />

for future use. Materials such as concrete are painted<br />

over with white, complementing the unobstructed<br />

light and spacious space achieved through the use of<br />

the steel structure. Wood is interestingly employed in<br />

the construction of the skin including the decoration of<br />

the house’s exterior and interior surfaces.<br />

02<br />

02 skin ด้านนอกของอาคาร<br />

ช่วยบังแดดและเพิ่มความเป็น<br />

ส่วนตัวให้พื้นที่ภายใน<br />

03 อาคารเน้นความเรียบง่าย ลด<br />

ทอนการประดับประดาที่ไม่จำาเป็น<br />

LOCATION<br />

Prachachuen, Bangkok<br />

ARCHITECT<br />

Architects Tract<br />

INTERIOR DESIGNER<br />

Architects Tract<br />

LANDSCAPE DESIGNER<br />

Thaweesak<br />

Watthanawareekun<br />

STRUCTURAL ENGINEER<br />

Teerayut<br />

Surasakchalothon<br />

SYSTEM ENGINEER<br />

Touythap Suwanligo<br />

BUILDING AREA<br />

270 sq.m.<br />

03<br />

34 <strong>ASA</strong> WORK IN PROGRESS วารสารอาษา


ARCHITECT<br />

I Like Design Studio<br />

LANDSCAPE DESIGNER<br />

Maneenuch Poonswad<br />

STRUCTURAL ENGINEER<br />

Kor-IT Structural Design<br />

and Construction<br />

SYSTEM ENGINEER<br />

Montree Utakrue<br />

CONTRACTOR<br />

N-Line Agro<br />

International<br />

BUILDING AREA<br />

8,000 sqm.<br />

โลกสมัยใหม่ได้ให้อะไรหลายอย่างกับโลก เกิดการ<br />

เปลี่ยนแปลงในแง่ของการผลิตเพื่อการบริโภคของ<br />

มนุษยชาติอย่างก้าวกระโดดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน<br />

เกิดการค้นหาวัตถุดิบมากมายจากทุกแหล่งมุมโลกเพื่อ<br />

ป้อนโรงงานให้กับประเทศอุตสาหกรรม และสิ่งที่หลีก<br />

เลี่ยงไม่ได้อย่างมากที่สุดสิ่งหนึ่งคือ สถาปัตยกรรม<br />

จนเกิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในที่สุด วัสดุสร้างสรรค์<br />

งานสถาปัตยกรรมในยุคสมัยใหม่ที่ยอดนิยมคือ กระจก<br />

คอนกรีต และเหล็ก จากสาเหตุที่มันสามารถเอื้อต่อการ<br />

ผลิตซ้าได้ง่าย แข็งแรง ราคาไม่แพง ความนิยมของวัสดุ<br />

เหล่านี้จึงแพร่หลายพร้อมกับรูปแบบ International Style<br />

ไปยังทั่วทุกมุมโลก ประเทศไทยเราเองก็รับเอาเหล็กมา<br />

ใช้ในงานสถาปัตยกรรมเช่นกัน แต่ยังไม่ได้รับความนิยม<br />

เท่ากับคอนกรีตเสริมเหล็ก<br />

เหล็กในงานสถาปัตยกรรมได้รับความนิยมในบ้านเรา<br />

ในฐานะที่เป็นวัสดุหลักมากกว่าคอนกรีตในช่วงสถาปัตยกรรม<br />

หลังสมัยใหม่โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมอุตสาหกรรม<br />

เพราะต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้าง เนื่องจาก<br />

วัสดุเดิมอย่างคอนกรีตเสริมเหล็กใช้เวลาในการก่อสร้าง<br />

ที่นาน เนื่องจากต้องให้ระยะเวลาจากการบ่มคอนกรีตให้<br />

แข็งแรงเพียงพอต่อความแข็งแรงตามมาตรฐานวิศวกรรม<br />

เหล็กสามารถให้ทางเลือกกับสถาปนิกและวิศวกรทั้ง<br />

เรื่องของความยืดหยุ่นในการใช้พื้นที่เพราะสามารถ<br />

สร้างเป็นพื้นที่ช่วงพาดกว้างได้ เหล็กสามารถตอบสนอง<br />

เรื่องความรวดเร็วในการก่อสร้างที่รวดเร็วเนื่องจากไม่ต้อง<br />

เสียเวลาในการบ่ม เมื่อเชื่อมหรือติดตั้งแล้วสามารถ<br />

ใช้งานได้เลย โครงสร้างเหล็กที่ใช้ในงานสถาปัตยกรรม<br />

มีทั้งแบบที่นิยมห่อหุ้มมันด้วยเปลือกภายนอกจน<br />

ไม่สามารถเดาได้ว่าวัสดุที่ทาโครงสร้างคืออะไร และ<br />

แบบที่นิยมแสดงถึงการถักทอโครงเหล็กพร้อมกับราย<br />

ละเอียดการยึดต่างๆ จนเป็นเสน่ห์เฉพาะงานไป<br />

Modernity has given so much to the world. The<br />

impact it has had on the dramatic transformation of<br />

global production for the masses is mankind’s greatest<br />

leap on an unwalked path. Humans search the world<br />

for raw materials and feed them to factories of industrial<br />

nations. The birth of modern architecture is one of the<br />

most prominent and unavoidable byproducts caused<br />

by such change. Glass, concrete and steel have become<br />

the most fundamental and popular materials, primarily<br />

because they are strong, economical and can be easily<br />

manufactured. The popularity of these architectural components<br />

along with the International Style have grown<br />

into a global mainstream trend. Thailand, too, has witnessed<br />

the use of steel in architecture, despite reinforced<br />

concrete continuing to prevail in terms of demand for,<br />

and preference of, the local architectural and construction<br />

industry.<br />

The use of steel in architecture has increased in<br />

popularity and is replacing the role of concrete as a<br />

principle material in the post-modern era, particularly in<br />

the genre of industrial architecture and mainly because<br />

it requires considerably less construction time. Reinforced<br />

concrete, on the other hand, is more timeconsuming<br />

due to the certain period required for the<br />

cement to set and reach a level of strength required by<br />

engineering standards. Steel proposes new alternatives<br />

for architects and engineers in both spatial flexibility and<br />

usage, thanks to the wider structural span it is able to<br />

offer. Additionally, the material is ideal for its ability to<br />

minimize construction time due to the absence of certain<br />

processes that are mandatory in the construction of<br />

reinforced concrete structures. Steel structures can be<br />

jointed, installed and come ready to use. And for that<br />

matter, architecture employs and uses steel structures<br />

in various ways, from that which are cladded and completely<br />

disguised under an entirely different material<br />

to those with details of interwoven joints completely<br />

exposed as a reflection of the true physicality of the<br />

material’s structural attributes.<br />

38 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


FOOD<br />

TEXT<br />

Xaroj Phrawong<br />

PHOTOS<br />

Soopakorn Srisakul<br />

VILLA<br />

MARKET<br />

BANGKOK<br />

I LIKE DESIGN STUDIO<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 39


บนถนนราชพฤกษ์ ย่านเกิดใหม่ของกรุงเทพมหานคร<br />

มีสถาปัตยกรรมเกิดใหม่หลายชิ้นที่ไม่ได้ยึดโยงตัวเอง<br />

เข้ากับรูปแบบหรือบริบทใดเฉพาะ เราสามารถพบกับความ<br />

หลากหลายของรูปแบบทางสถาปัตยกรรมได้เกือบทุก<br />

ยุคสมัย ทั้งที่หยิบยืมภาษาสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค<br />

ของตะวันตกและตะวันออก แต่เมื่อมาถึงช่วงที่ถนน<br />

ราชพฤกษ์ตัดกับถนนบรมราชชนนีจะพบกับสถาปัตยกรรม<br />

เหล็กที่มีโปรแกรมแบบเดิมๆ ที่ถูกตีความการใช้งานให้<br />

เหมาะกับยุคสมัยคือ ‘ตลาด’ ในชื่อว่า ‘ฟู้ดวิลลา’ ตัวอาคาร<br />

ตลาดเป็นหนึ่งในกลุ่มอาคารทั้ง 4 กลุ่ม อาคารที่รายล้อม<br />

มีทั้งส่วนที่พื้นที่ให้เช่า และร้านกาแฟ ในความสูงไม่เกิน<br />

2 ชั้น ตัวตลาดมีพื้นที่ประมาณ4,000 ตารางเมตร รองรับ<br />

แผงตลาดกว่า 400 แผง สินค้าที่เข้ามาขายมีทั้งของสด<br />

ของแห้ง ศูนย์อาหาร แนวคิดในการออกแบบเริ่มต้นจาก<br />

ที่สถาปนิกต้องการสะท้อนความต้องการของเจ้าของ<br />

โครงการที่ต้องการให้ตลาด ‘ฟู้ดวิลลา’ มีภาพลักษณ์<br />

เป็นแหล่งอาหารของชุมชน ในขณะเดียวกันก็ต้องมี<br />

ภาพลักษณ์ที่เป็นมิตร แลดูกันเองกับผู้คนที่จะเข้ามา<br />

จับจ่ายใช้สอย ไม่หรูหราแบบตลาดที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า<br />

โจทย์ของการสร้างบรรยากาศจึงอยู่ที่การสร้าง“ความระหว่าง”<br />

ของความคุ้นชินเดิมๆ ให้มีภาพลักษณ์ตลาดที่น่าใช้มาก<br />

กว่าเดิม ไม่เป็นตลาดสดแบบที่มีภาพลักษณ์สกปรก<br />

น้าขัง จนไม่น่าใช้งานสู่ตลาดสดที่สมัยใหม่มากขึ้น<br />

01 สเปซภายในตลาด<br />

การใช้หลังคาสูงพร้อมกับ<br />

ช่องระบายอากาศด้านบน<br />

ช่วยให้การระบายอากาศดีขึ้น<br />

Ratchaphruek, one of Bangkok’s up-and-coming<br />

suburbs, has welcomed the enthusiastic birth of works<br />

of architecture that are bound by no specific style or<br />

context. The new built structures of Ratchaphruek are<br />

conceived in different shapes and forms, whose historical<br />

references and architectural languages range in<br />

sources of inspiration from Western classics to oriental<br />

aesthetics. In a particular part of the neighborhood,<br />

before Ratchaphruek Road meets Borommaratchachonnani<br />

Road, another major highway of Bangkok’s<br />

west side, stands a steel architectural structure whose<br />

ordinary program as a community ‘market’ is interestingly<br />

reinterpreted under the given name of ‘Food Villa Market.’<br />

The structure is a part of a cluster of four buildings,<br />

surrounded by retail spaces for rent and a famous<br />

franchised coffee house, all with a maximum height<br />

equivalent to a two-story building. The market covers<br />

the total functional space of 4,000 square meters,<br />

accommodating over 400 stalls that sell fresh and raw<br />

ingredients and a food court. The design concept began<br />

with the architect’s attempt to translate the owner’s<br />

intention for the market to become a new food source<br />

for the community. Food Villa Market is a place where<br />

everyone can enjoy a happy and convenient shopping<br />

experience that may be less luxurious, but more<br />

intimate and friendlier than the experience of shopping<br />

at upscale supermarkets in department stores.<br />

The task is to materialize such ‘in-between’ spaces<br />

where people’s familiarity with a community market is<br />

maintained under improved standards for the sanitation<br />

and ventilation systems. The modernized version<br />

of a local fresh market, so to speak.<br />

40 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


2<br />

6<br />

4<br />

5<br />

7<br />

2<br />

7<br />

7<br />

2<br />

7<br />

4<br />

6<br />

1<br />

3<br />

6<br />

LAY OUT<br />

1 Market<br />

2 Retails<br />

3 Starbucks<br />

4 Service<br />

5 Office<br />

6 Parking<br />

7 Garden<br />

7<br />

10 M<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 41<br />

01


02 การเดินท่องานระบบ<br />

ถูกทำาให้ดูกลมกลืน<br />

สถาปนิกของโครงการนี้คือ I Like Design Studio<br />

ได้เสนอให้ตลาดฟู้ดวิลลาสะท้อนถึงเรื่องราวของการเป็น<br />

แหล่งอาหารของชุมชนด้วยการหยิบยืมลักษณะของ<br />

โรงนาในฟาร์มในบริบทแบบตะวันตกแบบที่เราคุ้นชิน<br />

จากสื่อตะวันตกมาใช้ เนื่องจากฟาร์มเป็นสัญญะของ<br />

การผลิตอาหารทั้งแบบกสิกรรมและปศุสัตว์ที่พ้องกับ<br />

ที่มาของสินค้าที่อยู่ในโปรแกรมนี้ กระบวนการสร้าง<br />

รูปทรงจึงใช้วิธีการตัดปะและเรียงรูปด้านของฟาร์มแบบ<br />

ต่างๆ เรียงในแนวยาวจนเกิดเป็นรูปด้านที่การเรียงสูงต่า<br />

ไม่เท่ากันของยอดจั่ว การซ้อนกันของรูปด้านที่ไม่เท่ากัน<br />

ของแต่ละแบบจะเปิดส่วนซ้อนที่เหลื่อมกันอยู่ ส่วนนี้<br />

สถาปนิกทาการเลือกให้เป็นพื้นที่โถงสูงเพื่อระบาย<br />

อากาศร้อนสู่ช่องระบายอากาศด้านบน<br />

หัวใจของการออกแบบตลาดให้มีสุขอนามัยที่ดี<br />

คือการดึงแสงเข้ามาอย่างเหมาะสม พร้อมไปกับการสร้าง<br />

ระบบระบายอากาศให้มีการถ่ายเทได้ดี ไม่อย่างนั้นแล้ว<br />

ตลาดจะพบกับปัญหาอับทึบ จนเป็นตลาดแบบเดิมๆ ที่แลดู<br />

สกปรกไม่น่าเข้าใช้งาน สถาปนิกได้เลือกที่จะให้แสงเข้ามา<br />

ในปริมาณที่พอเหมาะด้วยการใช้วัสดุสมัยใหม่คือแผ่น<br />

หลังคาโปร่งแสงบนระนาบหลังคาโดยเฉลี่ย 1 แผ่นยาว<br />

ต่อทุกช่วงเสายาวจนสุดแนวหลังคาเพื่อดึงแสงอาทิตย์ลงมา<br />

ยังสเปซภายในให้เพียงพอต่อการใช้งานในเวลากลางวัน<br />

และยังใช้แสงธรรมชาติด้วยการใช้แผ่นโปร่งแสงมาเป็น<br />

ผนังปิดด้านจั่วตั้งแต่ชายคาจนถึงส่วนปลายชายคาในด้าน<br />

ทิศเหนือของตลาด ทาให้สามารถรับแสงอาทิตย์ในแบบ<br />

indirect ได้ตลอดช่วง 8 เดือนต่อปี และสามารถรับ<br />

แสงเหนือที่ทามุมไม่ทแยงลึกเข้ามายังภายในตลาดมาก<br />

เป็นเวลา 4 เดือนต่อปี ในขณะที่ด้านทิศใต้ของตลาด<br />

สถาปนิกเลือกใช้แผ่นเหล็กรีดลอนเป็นผนังเพื่อป้องกัน<br />

แสงอาทิตย์จากทิศใต้ที่ร้อนและมีมุมทแยงลึกจนกวนการ<br />

ใช้สอยภายในได้ ยอดหลังคาและส่วนที่ซ้อนกันสถาปนิก<br />

ออกแบบให้เป็นช่องระบายอากาศเพื่อรองรับการไหลเวียน<br />

ของอากาศร้อนที่จะลอยตัวขึ้นสูงและถูกแทนที่ด้วย<br />

อากาศเย็นกว่าที่ด้านล่าง พร้อมกันนี้มวลอากาศยังถูก<br />

ทาให้เคลื่อนที่ด้วยพัดลมขนาดต่างๆ ภายในตลาด ทั้ง<br />

ขนาดเล็กในระดับล่างที่พัดตามร้านค้าต่างๆ จนถึงการใช้<br />

พัดลมขนาดใหญ่ครอบครองพื้นที่กว่า 1 ช่วงเสา ช่วย<br />

ระบายอากาศอีกทางหนึ่ง<br />

I Like Design Studio was chosen as the project<br />

architect, with the brief for the project aiming at allowing<br />

for Food Villa Market to function as representation of<br />

the space’s role as a neighborhood provider of fresh<br />

ingredients and good food. The architect picked up on<br />

the idea of a barn in a western farm that most of the<br />

project’s target customers are familiar with. A ‘farm’<br />

symbolizes the production of agricultural and livestock<br />

products, which are essential elements of the Food Villa’s<br />

spatial program. The architectural form is, therefore,<br />

materialized from an arrangement of elevations of different<br />

types of barns to create a collective structure with uneven<br />

heights of gable roofs. The superimposition of elevations<br />

naturally creates openings at the top of the roof<br />

structure, where the heat flows out from the super<br />

spacious area of the market.<br />

The heart of the market’s hygiene and pleasant<br />

shopping space is the suitable amount of light and<br />

efficient ventilation system that help to eliminate<br />

dinginess and improve sanitation. The presence of<br />

natural light is achieved through the use of modern<br />

materials such as the corrugated translucent roof panels.<br />

One long translucent panel is installed at each span<br />

allowing for sunlight to enter into the interior and keep<br />

the space naturally bright throughout the day. The additional<br />

presence of natural light is enhanced by the translucent<br />

quality of the gables and eaves that face towards<br />

the north. Such execution means the space will welcome<br />

indirect sunlight into the open-plan interior for eight<br />

months of the year, whereas the less invasive light<br />

and heat coming from the north generates a suitable<br />

amount of light for the market’s space for almost 4<br />

of 12 months. The south-facing part of the market is<br />

cladded with corrugated metal sheets to prevent heat<br />

and sun from creating discomfort within the interior.<br />

The rooftop and superimposed sections are designed<br />

to function as the building’s primary ventilation, as<br />

the heat floats up and is replaced by an incoming<br />

flow of cooler air. The movement of the air passage<br />

is enhanced with a number of fans, from small ones<br />

used by shop owners to large ones that take over the<br />

space of one entire block.<br />

42 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


02<br />

วารสารอาษา THEME <strong>ASA</strong> 43


จากจินตนาการของสถาปนิกที่ต้องการสื่อสารถึง<br />

โรงนาในฟาร์มด้วยรูปด้านหน้า พร้อมกับยืดออกไปจนถึง<br />

รูปด้านหลัง การเลือกใช้เหล็กมีข้อดีอย่างมากในการเสริม<br />

สร้างพื้นที่ทางจินตนาการส่วนนี้ เนื่องจากการซ้อนทับ<br />

กันของโรงนาในหลายรูปแบบที่สถาปนิกเลือก ก่อให้เกิด<br />

จุดตัดกันของโครงสร้างเยอะมากเมื่อเทียบกันการใช้วัสดุอื่น<br />

การใช้เหล็กตอบสนองได้ตั้งแต่เรื่องของการใช้เสาที่ตลาด<br />

นี้มีความต้องการใช้พื้นที่ให้ยืดหยุ่นและกว้างเสาที่วางไว้ใน<br />

ระบบกริดจึงถูกออกแบบให้มีระยะห่างกันไปตามการใช้สอย<br />

พร้อมไปกับการออกแบบหลังคาที่มีการยกระดับแตกต่าง<br />

กันเพื่อรองรับเรื่องการระบายอากาศ การใช้โครงสร้าง<br />

เหล็กถักทอให้รองรับรูปทรงเหล่านี้จึงมีความเหมาะสม<br />

อย่างมาก นอกจากนี้วัสดุมุงและวัสดุปิดผิวเองก็ต้องการ<br />

วัสดุที่ตอบสนองเรื่องความรวดเร็วและรองรับพื้นที่กว้าง<br />

การใช้แผ่นเหล็กรีดลอนจึงสามารถตอบโจทย์ได้อย่างมาก<br />

Steel contributes a great deal to the materialization<br />

of the architect’s imagination to communicate a sense<br />

of space through the physicality of both the front and<br />

rear elevations. The achieved elevation and structure<br />

of interconnected series of barn-inspired forms give<br />

birth to a great number of intersecting points, while<br />

the steel structure serves the project’s demands for<br />

a highly flexible and open space. The columns of the<br />

project’s grid system are designed to render functionality<br />

derived from the spans between, whereas the<br />

differences in the heights of the roof structure make<br />

ventilation more effective, consequentially leading to the<br />

space’s pleasant thermal comfort. The use of trusses is,<br />

therefore, the most suitable choice for such architectural<br />

form and program. Cladding and roofing materials such<br />

as corrugated metal sheets are chosen primarily because<br />

they require less construction time and are compatible<br />

with the structure and space of such a large scale.<br />

03 สถาปนิกเลือกใช้วัสดุ<br />

แผ่นใสกรุในด้านทิศเหนือ<br />

เพื่อรับแสงสว่าง<br />

44 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


การออกแบบสถาปัตยกรรมเหล็กจึงเป็นส่วนผสมกัน<br />

ด้วยความลงตัวทั้งสถาปนิกและวิศวกร เพราะการเลือกใช้<br />

วัสดุที่เหมาะสมกับยุคสมัยและโจทย์จะช่วยให้สถาปัตยกรรม<br />

ตอบปัญหาของสังคมในเวลานั้นๆ ได้ เหมือนกับที่งานนี้<br />

ได้ตอบโจทย์ที่เจ้าของงานและสถาปนิกวางไว้ร่วมกัน ซึ่ง<br />

สถาปนิกได้เอ่ยถึงการเลือกใช้เหล็กที่ส่งผลต่อการท างาน<br />

ว่า “การเลือกใช้เหล็กในการสร้างงาน ส่งผลเรื่องการสร้าง<br />

mass and form โครงสร้างเหล็กสามารถตอบโจทย์การสร้าง<br />

form ได้มากกว่า มีอิสระทางความคิดมากกว่า ประกอบกับ<br />

มีประโยชน์ในช่วงงานก่อสร้างที่ก่อสร้างค่อนข้างเร็ว<br />

สามารถเตรียมชิ้นส่วนโครงสร้างจากโรงงานและมาติดตั้ง<br />

ที่หน้างานได้”<br />

The successful design of the steel building was<br />

a product of the architect and engineer’s combined<br />

knowledge. Choosing a material that is truly derived<br />

from the architecture’s context and program can create,<br />

not just another functional built structure, but also<br />

contemporary solutions for a community or society.<br />

As a result of the shared objectives and understanding<br />

of its owner and architect, Food Villa Market has<br />

managed to achieve the purpose of its conception<br />

and presence. “When steel is chosen for a project,<br />

it affects the formation of mass and form. The steel<br />

structure offers more freedom to the creation of<br />

architectural forms and it lessens a great deal of the<br />

construction time. Parts can be built at the factory and<br />

installed right on the site.”<br />

สาโรช พระวงค์<br />

- สถ.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี<br />

ราชมงคลธัญบุรี<br />

- สถ.ม.มหาวิทยาลัยศิลปากร<br />

- รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา<br />

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์<br />

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล<br />

ธัญบุรีและอาจารย์พิเศษใน<br />

สถาบันอื่นๆ<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 45<br />

03


TEXT<br />

Paphop Kerdsup<br />

NAT<br />

PHOTOS<br />

Courtesy of M Space<br />

MOTOR<br />

HEAD OFFICE<br />

UDONTHANI<br />

M SPACE<br />

46 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


ARCHITECT<br />

M Space<br />

MEMBER ID<br />

1-0241<br />

INTERIOR DESIGNER<br />

M Space<br />

LANDSCAPE DESIGNER<br />

M Space<br />

STRUCTURAL ENGINEER<br />

Dr.Pichai<br />

Pattararatanakun<br />

STRUCTURAL ENGINEER<br />

Dr.Pichai<br />

Pattararatanakun<br />

Paiboon Tonsirianusorn<br />

SYSTEM ENGINEER<br />

Warathit Rodrubboon<br />

CONTRACTOR<br />

JC Builder<br />

BUILDING AREA<br />

2,500 sq.m.<br />

นับตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ที่มี<br />

การริเริ่มใช้วัสดุสมัยใหม่อันเป็นผลพวงมาจากการ<br />

ปฏิวัติอุตสาหกรรมในงานสถาปัตยกรรมโมเดิร์น<br />

‘เหล็ก’ มักถูกแทนค่าอยู่บ่อยครั้งภายใต้ความหมาย<br />

ทางภาษาในเชิงสถาปัตยกรรมว่าเป็น ‘การขบถต่อ<br />

ธรรมเนียมดั้งเดิม’ ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้การใช้วัสดุดังกล่าว<br />

ในยุคสมัยนั้นมักจะไม่ค่อยได้รับความนิยมชมชอบจาก<br />

บรรดานักวิจารณ์และสาธารณชนสักเท่าไร จนกลาย<br />

เป็นความหมายเชิงลบที่เคยถูกฝังอยู่ในชุดความคิด<br />

ของผู้คนอยู่หลายทศวรรษเลยทีเดียว ทว่าหากเราลอง<br />

ถอดความและกล่าวถึง ‘เหล็ก’ ในอีกมุมมองหนึ่งอย่าง<br />

ไม่มีอคติดู จะพบว่าวัสดุก่อสร้างที่ดูเย็นชานี้ยังสื่อแทน<br />

ถึงความหมายเชิงบวกอย่าง ‘ความทันสมัย’ ได้เช่นกัน<br />

นอกจากนี้ ด้วยความสามารถทางโครงสร้างของเหล็กที่<br />

ส่งผลให้เกิดการพาดช่วงและกาหนดลักษณะของอาคาร<br />

ได้มากกว่าวัสดุชนิดอื่นๆ ทาให้ ‘เหล็ก’ ยังสามารถสื่อ<br />

แทนถึง ‘ความเป็นอิสระ’ ที่ปรากฏให้เห็นได้ทั้งในรูป<br />

ของความคิดเชิงนามธรรม หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรมกว่า<br />

อย่างฟอร์มของอาคารได้อีกด้วย<br />

โครงการ ณัฐบิ๊กวิง (NAT Big Wing) หรืออาคาร<br />

สานักงานใหญ่ ณัฐ มอเตอร์เซลล์ จังหวัดอุดรธานี เป็น<br />

ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนถึงการใช้<br />

เหล็กในการตีความ ‘ความเป็นอิสระ’ ออกมาได้ทั้งใน<br />

รูปของแนวความคิดเบื้องหลังโครงการ และฟอร์มของ<br />

อาคารที่ดึงเอาศักยภาพของวัสดุและโครงสร้างเหล็กมา<br />

ใช้ได้อย่างน่าสนใจ โจทย์หลักๆ ที่ทางสถาปนิกจาก M<br />

Space ได้รับ นอกเหนือไปจากการสร้างพื้นที่ทางานที่<br />

ต้องสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจกับผู้ใช้งานและผู้คนที่<br />

สัญจรผ่านไปมาได้ด้วยแล้ว ยังต้องสามารถแสดงออก<br />

ได้ถึงไลฟ์สไตล์ของเหล่าบรรดาสิงห์นักบิดผู้รักอิสระ ซึ่ง<br />

เป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักของโชว์รูมและศูนย์บริการรถ<br />

มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ Honda Big Wing แห่งนี้<br />

เพราะความเป็นอิสระเป็นตัวแปรสาคัญที่ทาให้ผู้คน<br />

เกิดแรงบันดาลใจในการกล้าทาสิ่งต่างๆ สถาปนิกจึงเลือก<br />

เปลี่ยนที่ดินขนาด 2 ไร่ครึ่ง ที่บริเวณหัวมุมสี่แยกถนน<br />

บายพาสตัดกับถนนประชารักษาให้กลายเป็นแลนด์มาร์ค<br />

ของเมืองอุดรธานี ด้วยการนาเสนอสถาปัตยกรรมที่มี<br />

รูปฟอร์มโฉบเฉี่ยวล้าสมัย ดูลอยตัวพุ่งทะยานออกมา<br />

ราวกับไร้น้าหนัก ซึ่งภาพที่ปรากฏให้เห็นนี้นอกจากจะ<br />

ไปสอดคล้องกับความต้องการนาเสนอความเป็นอิสระ<br />

ของโครงการ NAT Big Wing แล้ว ยังไปสัมพันธ์กับ<br />

สัญลักษณ์รูปปีกขนาดใหญ่ที่กางออกของ Honda อีก<br />

ด้วย มากไปกว่านั้น การที่ภาพรวมของโครงการดูเป็น<br />

แมสขนาดใหญ่ที่ลอยยื่นออกไปกลางอากาศ ยังแอบ<br />

ชวนให้เรานึกย้อนไปถึงภาพของหอนางอุษา สถานที่<br />

ท่องเที่ยวสาคัญของอุดรธานีด้วยเช่นกัน<br />

From the mid 19th Century onward, the use of<br />

modern materials from the Industrial Revolution such<br />

as steel in Modern Architecture has often been dubbed<br />

as a “rebellion against the conventions,” architecturally<br />

speaking. It is also one of the reasons why the use of<br />

the material was far from popular either among the<br />

architectural critics or the public. Such belief once<br />

denoted negative feelings towards the material and<br />

was imprinted in the minds of people for decades to<br />

come. But, if we were to decode and discuss “steel”<br />

with an unbiased view, we would discover that this<br />

seemingly cold construction material actually conveys<br />

a positive meaning such as “modernity.” In addition,<br />

the proven structural ability of the material that offers<br />

great diversity to the span and formation of architectural<br />

forms can realize a representation of “freedom”<br />

in abstract concepts and the tangibility of a building’s<br />

shape and form.<br />

Under the given moniker of NAT Big Wing, the<br />

headquarter building of Nat Motor Sale in Udon Thani<br />

province encapsulates the use of steel to interpret<br />

“freedom” through both the concept behind the design<br />

and the architectural form that brings out the potential<br />

of the material and structure in such an interesting<br />

execution. The brief given to the team of architects of<br />

M Space included the requirement for an office space<br />

that users and passersby would find inspiring, as well<br />

as an architecture with the ability to express the lifestyle<br />

and free spirit of bikers who are considered the<br />

main customer group of Honda Big Wing’s showroom<br />

and service center.<br />

With freedom being one of the key variables that<br />

inspires people to have the courage to do and be different<br />

things, the architect turned the 4,000-square-meter<br />

land at the corner of Bypass and Pracharaksa Road into<br />

Udon Thani’s new landmark. The swooping, futuristic<br />

form seems to be gliding weightlessly. The structure<br />

resonates with NAT Big Wing’s demand to depict the<br />

sense of freedom its products embody, through physical<br />

and symbolic connection with the massive wing of the<br />

center’s logo at the entrance. Furthermore, the seemingly<br />

floatable physicality of the building’s massive structure<br />

reminds us of the Hor Nang Usa, one of the province’s<br />

most popular tourist attractions.<br />

With the dynamic context caused by the movements<br />

of vehicles on the main roads, the architect<br />

facilitates connections between action forces and the<br />

project’s functional spaces and architectural elements.<br />

The link with the public roadway is created, continuing<br />

the presence of a public space within the site in the<br />

form of a public park, which is located at the ground<br />

floor. The overlapping configuration of the planes of<br />

roadways is incorporated into the formation of the<br />

architectural mass that houses over a 2,500-squaremeter<br />

functional space. The first layer of the folded<br />

mass creates a space where a café and office are<br />

located. The second layer is extruded, creating a semioutdoor<br />

activity ground with a roof that cantilevered<br />

30 meters out over the space, effectively grabbing<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 47


ด้วยบริบทที่ค่อนข้างเต็มไปด้วยพลวัตจากการ<br />

เคลื่อนไหวของยานพาหนะที่สัญจรไปมาบนท้องถนน<br />

ทาให้สถาปนิกเลือกสร้างความเชื่อมโยงระหว่างแรง<br />

กระทาต่างๆ จากภายนอกเหล่านั้นกับโครงการ ด้วย<br />

การดึงเอาองค์ประกอบอย่างถนนเข้ามาภายในที่ตั้งเพื่อ<br />

เปิดให้เกิดเป็นพื้นที่ลานสาธารณะที่บริเวณด้านล่าง<br />

ก่อนที่จะนาไอเดียของการม้วนพับไปมาของระนาบถนน<br />

ข้างต้นนั้น เข้ามาใช้ในการกาหนดให้เกิดเป็นมวลของ<br />

อาคารขนาด 2,500 ตารางเมตร ที่มีการใช้งานที่<br />

แตกต่างกันไปตามการพับทบในแต่ละครั้ง ตั้งแต่การพับ<br />

ในครั้งแรกที่ซ้อนทับกันแล้วทาให้เกิดเป็นพื้นที่ของคาเฟ่<br />

และสานักงานขึ้น ก่อนที่จะเกิดการพับเป็นครั้งที่สองใน<br />

ลักษณะที่ระนาบไม่เกิดการซ้อนทับกัน ซึ่งทาให้เกิดเป็น<br />

พื้นที่ลานกิจกรรมแบบ semi-outdoor ที่ถูกคลุมไว้ด้วย<br />

หลังคาที่ยื่นยาวออกไปกว่า 30 เมตร คอยดึงดูดความ<br />

สนใจจากผู้คน จนกระทั่งระนาบเกิดการพับซ้อนกัน<br />

ในครั้งสุดท้าย และทาให้เกิดเป็นสเปซที่บรรจุไปด้วย<br />

การใช้งานหลากหลาย อาทิ ห้องประชุม แกลเลอรี่<br />

NAT Art Space และโชว์รูมรถมอเตอร์ไซค์ Honda<br />

Big Wing ด้วยเหตุนี้ ภาพรวมของโครงการที่เคลื่อนไหว<br />

ไปมาอย่างต่อเนื่อง จึงแสดงความสัมพันธ์ระหว่างที่ตั้ง<br />

โปรแกรม และบริบทแวดล้อมออกมาได้อย่างน่าสนใจ<br />

นอกเหนือไปจากการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์<br />

ดังกล่าวแล้ว เพื่อที่จะให้อาคาร NAT Big Wing สามารถ<br />

สะท้อนออกมาถึง ‘ความเป็นอิสระ’ ได้มากยิ่งขึ้น<br />

สถาปนิกจาก M Space จึงเลือกยกให้มวลของอาคาร<br />

ดูเหมือนกับลอยอยู่กลางอากาศ ท้าทายแรงโน้มถ่วงที่<br />

อยู่เบื้องล่าง ซึ่งในจุดนี้เองที่วัสดุอย่าง ‘เหล็ก’ เข้ามามี<br />

บทบาทสาคัญในการออกแบบโครงสร้างของอาคาร เพื่อ<br />

ให้สามารถสร้างสถาปัตยกรรมที่มีการพาดช่วงกว้าง<br />

และระยะยื่นที่ยาวมากได้ โดยรายละเอียดของการใช้<br />

โครงสร้างเหล็กในโครงการหลังนี้ มีตั้งแต่การออกแบบ<br />

48 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


the attention of passersby. The last fold conceives a<br />

space that contains diverse functionalities such as<br />

meeting rooms, a gallery known as NAT Art Space and<br />

a showroom of Honda Big Wing’s motorcycles. The<br />

dynamic flow created through a series of spaces and<br />

the building’s physical mass interestingly depicts the<br />

connection between the center’s location, program<br />

and its surrounding context.<br />

To further elaborate and reflect on the notion of<br />

“freedom,” the architect designed the building to appear<br />

elevated, as the striking structure visually defies<br />

the laws of gravity. “Steel” plays a significant part that<br />

allows for the architecture to achieve its visualized goal<br />

through the very long span the steel structure is able to<br />

offer. The details of the project’s steel structure range<br />

from the design of special columns using wide flange<br />

steel to construct a series of trusses in order to support<br />

the extruding mass, to the use of steel in almost<br />

every element of the building and the transparency of<br />

the glass called upon to achieve the unity of form. Also<br />

employed is the balloon frame between the upper and<br />

ground floor that houses an indoor functional space.<br />

Such type of structure not only bears the load of the<br />

upper floor, but also allows for the space to be columnfree.<br />

The frame of the glass wall is located adjacent<br />

to the stud, causing the structure to physically merge<br />

with the building and ultimately the seemingly floatable<br />

mass. Since the construction took place during<br />

the rainy season, these structures were designed in<br />

different components and later assembled. A temporary<br />

factory was also set up on site to manufacture<br />

the parts in order to lessen the construction time and<br />

waste, as well as the number of workers and foremen<br />

required, which directly contributed to the project’s<br />

reduced construction costs.<br />

Another interesting feature of the project is the<br />

materials chosen for the building’s skin, which can be<br />

divided into two different types, each of which offers<br />

its own unique qualities. The first is the reflective<br />

aluminum composite panels that are used with the<br />

01 ระนาบของหลังคาที่ยื่นยาว<br />

ออกมากว่า 30 เมตร ช่วยดึงดูด<br />

สายตาของผู้สัญจรไปมา<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 49<br />

01


02 แผ่น aluminium composite<br />

ช่วยสร้างให้เกิดมิติที่หลากหลาย<br />

ของสีสันตามแสงในช่วงเวลาที่<br />

ต่างกัน<br />

03 การใช้วัสดุที่มีลักษณะทึบและ<br />

พื้นผิวที่หยาบช่วยเพิ่มคอน-<br />

ทราสต์ระหว่างสเปซภายในกับ<br />

ภายนอก<br />

02<br />

เสาแบบพิเศษที่เกิดการนาเหล็ก wide flange มาทาให้<br />

เกิดเป็นเสา truss เพื่อรับส่วนของอาคารที่ยื่นทะยาน<br />

ออกไป การใช้เหล็กในเกือบทุกองค์ประกอบของอาคาร<br />

ร่วมกับกระจกเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งเดียวกันของ<br />

ภาพรวม ไปจนถึงการใช้ระบบโครงคร่าวรวม (balloon<br />

frame) ระหว่างชั้นบนและล่างของอาคารในส่วนที่มี<br />

การใช้งานแบบ indoor เพื่อรับน้าหนักของการใช้งานใน<br />

ชั้นบน และทาให้ไม่จาเป็นต้องมีเสารับอยู่กลางสเปซได้<br />

พร้อมกันนั้น สถาปนิกยังเลือกให้กรอบวงกบของผนัง<br />

กระจกอยู่ในตาแหน่งที่ติดกันกับโครงคร่าว เพื่อให้<br />

โครงสร้างนั้นกลืนกันไปกับอาคาร จนทาให้เกิดเอฟเฟกต์<br />

ที่ดูเหมือนว่าอาคารหลังนี้กาลังลอยตัวเป็นอิสระอยู่<br />

กลางอากาศ และด้วยการก่อสร้างที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน<br />

โครงสร้างต่างๆ ในแต่ละส่วนที่กล่าวถึงนี้จึงถูกออกแบบ<br />

เป็นชิ้นส่วนมาประกอบกัน พร้อมกับการตั้งโรงผลิตชิ้น<br />

ส่วนอาคารชั่วคราวขึ้นในที่ตั้ง เพื่อลดระยะเวลาในการ<br />

ทางาน ปริมาณเศษวัสดุที่เหลือใช้ ไปจนถึงจานวนของ<br />

ช่างและคนคุมงานลง เพื่อให้สามารถลดงบประมาณใน<br />

การก่อสร้างอาคารลงได้<br />

13 14 11<br />

9<br />

2<br />

1<br />

12<br />

3<br />

11<br />

4<br />

8<br />

7<br />

10<br />

6<br />

5<br />

5 M<br />

1ST FLOOR PLAN<br />

1 Showroom Bigbike<br />

2 Service<br />

3 Plaza<br />

4 Cafe & Lounge<br />

5 Parking<br />

6 Seculity<br />

7 Retail Shop<br />

8 Training<br />

9 Cafeteria<br />

2ND FLOOR PLAN<br />

10 Execlutive<br />

11 Office<br />

12 Out Door Gallery<br />

13 Meeting<br />

14 Gallery<br />

50 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


03<br />

วารสารอาษา THEME <strong>ASA</strong> 51


อีกหนึ่งความน่าสนใจของอาคารหลังนี้คือการเลือก<br />

ใช้วัสดุในส่วนของผิวอาคาร ซึ่งแบ่งออกได้เป็นสองส่วน<br />

ที่ให้คุณสมบัติที่ต่างกัน โดยวัสดุแรกที่มีพื้นผิวสะท้อน<br />

อย่างแผ่น aluminium composite ถูกใช้กับส่วนด้านนอก<br />

ของระนาบผนังอาคาร เพื่อเป็นเสมือนฉากรับภาพสะท้อน<br />

จากบริบทแวดล้อมที่หลากหลายโดยรอบ ผลที่ได้คือ<br />

สีสันที่แตกต่างกันไปตามช่วงเวลาต่างๆ ในแต่ละวันที่ถูก<br />

สะท้อนขึ้นไปบนผิวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนของ<br />

ท้องฟ้าในช่วงเช้า การสะท้อนของสีแดงส้มจากวัสดุที่ใช้<br />

ปูลานสาธารณะบริเวณด้านหน้าในช่วงบ่าย และการ<br />

สะท้อนของแสงไฟรถยนต์ที่สัญจรไปมาในช่วงค่า ซึ่งให้<br />

สีสันที่ต่างออกไป และช่วยสร้างให้เกิดปรากฏการณ์ที่<br />

เป็นพลวัตขึ้นกับอาคาร ในขณะที่พื้นผิวด้านในของระนาบ<br />

ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับผิวถนนลาดยางสีดา<br />

ซึ่งเป็นการใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติในทางตรงกันข้ามกับ<br />

ชนิดแรกอย่างสิ้นเชิง ด้วยพื้นผิวสีดาด้านของวัสดุที่มี<br />

ความหยาบผสมอยู่ด้วย ทาให้ระนาบภายในสามารถดูด<br />

แสงและเงาที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันไว้ได้โดยสมบูรณ์ ความ<br />

สามารถนี้เองที่ทาให้ช่วยเพิ่มความคอนทราสต์ระหว่าง<br />

พื้นที่ภายในและภายนอกอาคารได้อย่างน่าสนใจ<br />

ความแตกต่างหลากหลายที่เกิดขึ้นกับอาคารและ<br />

สเปซของ NAT Big Wing เหล่านี้เอง ที่ทาให้ภาพของ<br />

‘ความเป็นอิสระ’ เด่นชัดขึ้นทั้งในเชิงนามธรรมและ<br />

รูปธรรม จนสามารถทาให้สถาปัตยกรรมแห่งนี้กลายเป็น<br />

แลนด์มาร์คที่สาคัญของจังหวัดอุดรธานี และกลายเป็น<br />

พื้นที่ที่ช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจออกไปตามความต้องการ<br />

ของเจ้าของโครงการได้ มากไปกว่านั้น ผลงานที่เกิดจาก<br />

การใช้เหล็กเป็นส่วนใหญ่ชิ้นนี้ ยังเป็นเครื่องช่วยยืนยัน<br />

อีกด้วยว่า ‘การขบถต่อธรรมเนียมดั้งเดิม’ นั้น มิได้นา<br />

มาซึ่งภาพลบอย่างที่ผู้คนเคยกล่าวถึงกันแต่อย่างใด<br />

ทว่ามันได้นามาซึ่ง ‘ความทันสมัย’ ที่ช่วยทาให้โลกของ<br />

สถาปัตยกรรมมีสีสันที่ต่างกันไปตามยุคสมัยมากยิ่งขึ้น<br />

<strong>04</strong><br />

<strong>04</strong> โครงสร้างเสาเหล็กที่ถูก<br />

ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อ<br />

รองรับการใช้งานที่อยู่ด้านบน<br />

05 รายละเอียดการออกแบบ<br />

ภายในที่ยังคงความต่อเนื่อง<br />

ของวัสดุให้สัมพันธ์กับภายนอก<br />

อาคาร<br />

ปภพ เกิดทรัพย์<br />

จบการศึกษาจากคณะสถาปัตย-<br />

กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์-<br />

มหาวิทยาลัย ปัจจุบันทาหน้าที่<br />

เป็นกองบรรณาธิการประจา<br />

วารสารอาษา นิตยสาร art4d<br />

และเป็นบล็อกเกอร์ที่สนใจเขียน<br />

เกี่ยวกับหนังสือและการออกแบบ<br />

exterior walls to function as a backdrop of the diverse<br />

surroundings of the site. The result is that varying<br />

effects are reflected on the building’s skin, from the<br />

blue of the morning sky to the red-orange of the public<br />

grounds in the afternoon or the movements of lights<br />

from the vehicles commuting on the roads at night.<br />

While the first material creates an incredibly dynamic<br />

phenomenon upon the building with its reflective quality,<br />

the matte surface of the interior is reminiscent of the<br />

dark tone of a freshly paved road. With completely<br />

contrasting characteristics, the texture of the matte<br />

surface is enhanced with its unevenness of grains,<br />

causing the interior plane to fully embrace the altering<br />

presence of light and shadow throughout the day. The<br />

embellished contrast between the interior and exterior<br />

is an interesting take on the building’s aesthetic quality.<br />

The diversity that the architecture and spaces of<br />

NAT Big Wing have conceived accent the depiction of<br />

“freedom” through both their abstract spirit and palpable<br />

physicality. It is with freedom that this architectural<br />

creation has become one of Udon Thani’s most prominent<br />

landmarks as well as a place of inspiration, which<br />

was always an element of the owner’s intent for the<br />

project. What’s more, is how this built structure and<br />

its splendid use of steel serves as a confirmation that<br />

a “rebellion against the conventions” does not bring<br />

decline but rather a sense of “modernity” that keeps<br />

the world of architecture forever vibrant and evolving.<br />

05<br />

52 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


MEMBERSHIP<br />

หนังสือและเอกสาร<br />

• วารสารอาษา วารสารวิชาการด้านสถาปัตยกรรม<br />

ราย 2 เดือน<br />

• จดหมายเหตุ หนังสือข่าวในแวดวงด้านสถาปัตยกรรม<br />

และเพื่อการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆของสมาคมฯ<br />

ราย 1 เดือน<br />

• ห้องสมุด สาหรับบริการเพื่อสมาชิกได้เข้าใช้ศึกษา<br />

ข้อมูล ค้นคว้า ทางด้านวิชาการ (ณ ศูนย์<br />

ประชาสัมพันธ์ asa center สยามดิสคัพเวอร์รี่ ชั้น 5)<br />

• หนังสือต่างๆ สมาชิกสามารถสั่งซื้อหนังสือ เอกสาร<br />

และคู่มือต่างๆ ทั้งทางด้านวิชาการและที่เป็นประโยชน์<br />

ทางด้านการปฏิบัติวิชาชีพที่สมาคมฯ ได้จัดทาขึ้นใน<br />

ราคาพิเศษ เฉพาะสมาชิก เช่น กฎหมายอาคาร ฯลฯ<br />

WEBSITE<br />

• asa web สมาชิกสามารถเข้าถึงข่าวสารข้อมูลออนไลน์<br />

ได้ที่ www.asa.or.th<br />

• asa webboard ชุมชนออนไลน์ สาหรับการแลกเปลี่ยน<br />

ข้อมูลของสมาชิก<br />

กิจกรรมด้านต่างๆ<br />

• สถาปัตย์สัญจร การจัดทัศนนักศึกษาทางด้านสถาปัตย-<br />

กรรมทั้งในและต่างประเทศ ปีละประมาณ 2 ครั้ง<br />

• กิจกรรมด้านวิชาการและวิชาชีพ การจัดอบรม<br />

โครงการสุดสัปดาห์วิชาการ การจัดสัมมนาด้าน<br />

วิชาการและวิชาชีพ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการ<br />

ประกอบวิชาชีพปีละประมาณ 10 ครั้ง<br />

• กิจกรรมด้านสันทนาการเพื่อความสนุกสนานสามัคคี<br />

ของสมาชิกสมาคมฯ เช่น asa cup (การแข่งขัน<br />

ฟุตบอลสนามเล็กข้างละ 8 คน), golf asa,<br />

badmintion asa, asa night ฯลฯ<br />

• กิจกรรมอื่นๆ ขึ้นอยู่กับการจัดขึ้นมาเป็นครั้งๆ ไป<br />

เช่น การร่วมประกวดแบบต่างๆ ที่สมาคมฯจัดขึ้น<br />

หรือรับรอง สนับสนุน การร่วมส่งประกวดงาน<br />

สถาปัตยกรรมดีเด่นงานอนุรักษ์ดีเด่น บางกิจกรรม<br />

นั้นจัดเฉพาะสมาชิกเท่านั้นและทุกกิจกรรมจะคิด<br />

ราคาสมาชิกพิเศษกว่าบุคคลทั่วไป<br />

งานสถาปนิก<br />

• asa club สามารถเข้าใช้พื้นที่ asa club เพื่อการ<br />

พักผ่อน พบปะสังสรรค์ นั่งเล่นในบริเวณงาน<br />

• asa shop จาหน่ายหนังสือทางด้านสถาปัตกรรม<br />

ต่างๆ และของที่ระลึกที่ทางสมาคมฯผลิตขึ้นโดย<br />

จาหน่าย ในราคาพิเศษสาหรับสมาชิกฯ<br />

หมายเหตุ รายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตาม<br />

ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหาร<br />

สมาคมในแต่ละสมัย<br />

ประเภทของสมาชิกและค่าสมัคร (รวม vat 7%)<br />

สมัครสมาชิกประเภทบุคคล ค่าลงทะเบียน 100 บาท<br />

ภาคี-ค่าบารุงรายปี ปีละ 400 บาท รวม 535 บาท<br />

สามัญ-ค่าบารุงราย 5 ปี ครั้งละ 1,800 บาท<br />

รวม 2,033 บาท<br />

สมทบ [บุคคลทั่วไป]-ค่าบารุงรายปี ปีละ 900 บาท<br />

รวม 1,070 บาท<br />

สมทบ [นักศึกษา]-ค่าบารุงรายปี ปีละ 200 บาท<br />

รวม 321 บาท<br />

สมัครสมาชิกประเภทสานักงานนิติบุคคล<br />

ค่าลงทะเบียน 500 บาท<br />

ค่าบารุงราย 2 ปีครั้งละ 8,000 บาท รวม 8,500 บาท<br />

สนใจรายละเอียด ข้อแตกต่างของแต่ละประเภทสมาชิก<br />

และวิธีการสมัคร ติดต่อที่ สมาคมสถาปนิกสยามฯ<br />

คุณนพมาส สมใจเพ็ง โทร 02 3196555 ต่อ 109<br />

E-mail : memberasa@gmail.com<br />

ใบสมัครสมาชิก วารสารอาษา<br />

(ถ่ายเอกสารได้)<br />

ข้าพเจ้า :<br />

ที่อยู่ (สาหรับการจัดส่งหนังสือ) :<br />

โทรศัพท์ : โทรสาร : e-mail :<br />

ต้องการสมัครเป็นสมาชิก ‘วารสารอาษา’ อัตราต่อไปนี้<br />

บุคคลทั่วไป สมาชิกรายครึ่งปี (3 เล่ม) 225 บาท สมาชิกรายปี (6 เล่ม) 500 บาท<br />

นิสิตนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สมาชิกรายครึ่งปี (3 เล่ม) 225 บาท สมาชิกรายปี (6 เล่ม) 440 บาท<br />

รวมค่าส่งทางไปรษณีย์แล้ว (เฉพาะภายในประเทศ)<br />

ลงชื่อ : วันที่ :<br />

การชาระเงิน เงินสด ชาระเงินที่ สมาคมสถาปนิกสยามฯ โอนเงิน เข้าในนาม สมาคมสถาปนิกสยามฯ<br />

ที่อยู่ (สาหรับใบเสร็จรับเงิน) ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนพระราม 9<br />

บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 713-2-02232-6<br />

กรณีการโอนเงิน<br />

- กรุณาส่งโทรสารใบสมัครและหลักฐานการชาระเงิน และจดหมายรับรองสถานภาพ กรณีเป็นนิสิต-นักศึกษา ลงนามโดยอาจารย์หัวหน้าภาควิชาฯ ที่ฝ่ายการเงิน<br />

สมาคมสถาปนิกสยามฯ โทรสาร 0-2319-6419 พร้อมโทรศัพท์ยืนยันการส่งเอกสารที่โทรศัพท์ 0-2319-6555 กด 109<br />

- สมาคมฯ จะจัดส่งใบเสร็จให้ทางไปรษณีย์<br />

หมายเหตุ สามารถซื้อหนังสือวารสารอาษาได้ที่สมาคมสถาปนิกสยามฯ ราคาเล่มละ 90 บาท


HOUSE<br />

TEXT<br />

Adisorn Srisaowanunt<br />

PHOTOS<br />

Soopakorn Srisakul<br />

UDONTHANI<br />

UDONTHANI<br />

SPACETIME ARCHITECTS<br />

54 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


ARCHTIECTS:<br />

SPACETIME Architects<br />

STRUCTURAL ENGINEER<br />

Apirat Sri-thong<br />

CONTRACTOR<br />

Pongphol Construction<br />

Limited Partnership<br />

BUILDING AREA<br />

170 sq.m.<br />

เช่นเดียวกับมนุษย์คนหนึ่ง ที่สถาปัตยกรรมทุกแห่ง<br />

ย่อมมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง อันเกิดขึ้นจากความคิดฝัน<br />

ของผู้สร้างผู้อาศัย และก็เป็นเช่นเดียวกันอีก ที่มนุษย์<br />

ทุกๆ คนเมื่อเกิดมาแล้วจะต้องอาศัยอยู่บนโลกที่ห้อมล้อม<br />

ด้วยสังคม และธรรมชาติรอบตัว สถาปัตยกรรมทุกแห่ง<br />

ก็เป็นเช่นนั้น ที่ย่อมจะตั้งอยู่ในบริบทใดบริบทหนึ่งเสมอ<br />

และไม่ว่าจะสนใจหรือไม่ ทั้งมนุษย์และสถาปัตยกรรมเอง<br />

ก็ไม่สามารถที่จะหลีกหนีอิทธิพลที่เกิดจากบริบทนั้นไปได้<br />

สิ่งสาคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธถึงการมีอยู่ของบริบท<br />

เพราะนั่นเปล่าประโยชน์ แต่เป็นทาอย่างไรที่มนุษย์หรือ<br />

สถาปัตยกรรมนั้นๆ จะสามารถอยู่รอด หรืออยู่ร่วมกับบริบท<br />

ที่อยู่รอบตัวเขา โดยยังสามารถเก็บรักษาลักษณะเฉพาะ<br />

ของตนเอาไว้ได้มากที่สุด<br />

บ้านอุดรธานี (House Udonthani) เป็นงานออกแบบ<br />

ของ บริษัท สถาปนิก สเปซไทม์ จากัด (SPACETIME)<br />

มีเจ้าของเป็นคู่สามีชาวต่างชาติและภรรยาชาวไทย ที่มี<br />

ความตั้งใจจะปลูกบ้านบนที่ดินเดิมของฝ่ายภรรยา โดย<br />

ต้องการให้มีลักษณะเป็นบ้านพื้นถิ่นอีสานที่ขนาดไม่ใหญ่นัก<br />

กลมกลืนไปกับชุมชนที่อยู่โดยรอบ ทว่าก็มีความร่วมสมัย<br />

ของตัวเอง งานสถาปัตยกรรมสุดท้ายมีลักษณะเป็นบ้าน<br />

สองชั้น หลังคาจั่วทรงลาด มีสีน้าตาลของวัสดุไม้เป็นพื้นผิว<br />

ส่วนใหญ่ แทรกด้วยสีเทาจากเหล็กและผนังซีเมนต์ ที่ตั้ง<br />

บ้านมีถนนขนาบจากทางด้านหน้าที่เป็นถนนสาธารณะ<br />

ขนาดใหญ่ และทางด้านหลังเป็นถนนสายเล็กในชุมชน<br />

ตัวบ้านมีสัณฐานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางตามยาว<br />

ขนานไปกับรูปร่างที่ดิน หันด้านหน้าซึ่งเป็นด้านสกัดออก<br />

สู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ<br />

ระบบของที่ว่างและประโยชน์ใช้สอยของบ้านหลังนี้<br />

สามารถเข้าใจได้โดยคร่าวจากการพิจารณาเป็นสองฝั่ง<br />

คือฝั่งของทางสัญจรทางขวามือ ได้แก่ ระเบียงทางเข้า<br />

หน้าบ้าน ทางเข้า และโถงบันไดภายใน กับฝั่งของห้องปิด<br />

ล้อมทางซ้ายมือที่ลาดับจากหน้าไปสู่หลัง ได้แก่ ห้องครัว<br />

ส่วนรับประทานอาหาร และส่วนรับแขก โดยมีระเบียง<br />

ขนาดใหญ่และห้องน้ าแยก มาปิดท้ายทางด้านหลังเช่นเดียว<br />

กันกับพื้นที่ชั้นสอง ทางฝั่งขวามือเมื่อขึ้นมาจากชั้นล่างจะ<br />

เป็นส่วนของ ทางเดินรอบบันได ที่ทางาน และระเบียง<br />

ขนาดใหญ่ทั้งด้านหน้าและหลัง ส่วนฝั่งทางซ้ายมือจะเป็น<br />

ส่วนของห้องนอนจานวน 3 ห้องและห้องน้า นอกจาก<br />

ระบบของที่ว่างจะแบ่งหน้าที่กันเป็นแกนซ้ายและขวาแล้ว<br />

ระเบียงทางด้านหน้าและหลังยังทาหน้าที่ทางสังคมแตก<br />

ต่างกันอีกด้วย โดยทางด้านหน้าเป็นพื้นที่สาหรับพบปะ<br />

สังสรรค์ของหมู่ญาติและเพื่อนบ้าน ส่วนระเบียงทาง<br />

ด้านหลังเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน<br />

โครงสร้างหลักของพื้นชั้นล่างเป็นงาน ค.ส.ล. โดย<br />

ยื่นพื้น (cantilever slab) ออกไปรอบเป็นระยะ 50<br />

เซนติเมตร พื้นที่ยื่นออกไปนี้ท าให้บ้านแลดูลอยจากผืนดิน<br />

พรางส่วนของโครงสร้างข้างใต้ไว้ในเงามืด ถัดจากพื้น<br />

ปูน ค.ส.ล.ที่ชั้นหนึ่งแล้วโครงสร้างหลักของตัวบ้านที่เหลือ<br />

ทั้งหมดเป็นโครงสร้างเหล็ก สามารถแยกระบบได้เป็นสอง<br />

Just like any human being, architecture has its own<br />

traits and identity conceived from the dreams of both<br />

its creator and owner. It is also undeniable that human<br />

beings are born and live in a world that is formed of<br />

societies and nature. Architecture is no different. It is<br />

located in a certain context and whether one is interested<br />

or not, both human and architecture are unable to avoid<br />

the impacts such context may have on them. The important<br />

thing, therefore, lies, not in the useless rejection<br />

of the context’s existence but in how to find a way for<br />

a human being or a piece of architecture to survive or<br />

coexist with the surroundings while still being able to<br />

preserve its own identity as much as it can.<br />

Owned by an interracial couple, a Thai lady and a<br />

Western gentleman, House Udonthani has SPACETIME<br />

Architects responsible for its design. The couple shared<br />

the intention of building a house on the wife’s empty<br />

piece of land with the dream for it to be a moderate-sized<br />

residence with the flair of the Isan locality that blends<br />

in with the local community. However, there was also<br />

the requirement for a unique, contemporary design,<br />

which was later translated into a two-story house with<br />

gable roof with wood being the principle material.<br />

The house’s brown color tone is the perfect companion<br />

for the greyness of the steel columns and concrete wall.<br />

The property is sandwiched by a main public road at<br />

the front and a small local road at the back, while the<br />

house’s rectangular foundation rests along the shape<br />

of the land, with the front, which is the end wall, facing<br />

towards the northeast.<br />

A series of spaces and functionalities of the house<br />

can be understood by roughly dividing the floor plan into<br />

two different wings. The right circulation accommodates<br />

the front porch, the main entrance and interior staircase.<br />

The more enclosed spaces such as the kitchen,<br />

dining area, and living area with another large terrace<br />

and restroom are located respectively from front to<br />

back on the left wing of the house. The left wing of<br />

the second floor area hosts the space around the<br />

staircase, workspace and two other terraces at the front<br />

and back. The left side is where the three bedrooms<br />

and bathrooms are located. The right/left axis of the<br />

house’s spatial system works in unison with a series<br />

of outdoor terraces and porches that each possess<br />

their own social functionality. The front porch is the<br />

space where casual socialization with friends and<br />

family guests such as relatives and neighbors takes<br />

place, whereas the back outdoor terraces are for<br />

the owners’ private use.<br />

The main structure of the ground floor’s foundation<br />

is constructed using reinforced concrete with the<br />

interesting detail of protruding cantilever slabs. The<br />

50-centimeter range of the extended floor results in<br />

the visually elevated structure of the house, which<br />

naturally camouflages the underneath structural details<br />

under its shadow. Next to the reinforced concrete floor,<br />

the house’s remaining structure is made entirely of steel.<br />

The system can be separated into two main structures:<br />

the interior steel structure and the steel structure bearing<br />

the weight of the exterior walls.<br />

The system of the interior steel structure visible at<br />

the ground floor includes a series of 15-cm-diameter<br />

steel columns that set themselves apart from the<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 55


56 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


ระบบหลัก คือ ระบบโครงสร้างเหล็ก “ภายใน” และระบบ<br />

ของโครงสร้างเหล็กที่รับน้ าหนัก “ผนังภายนอก”<br />

ส่วนของระบบโครงสร้างเหล็กภายในจะเห็นได้ชัดเจน<br />

ที่ชั้นล่าง ได้แก่ เสาเหล็กกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง<br />

15 เซนติเมตร ซึ่งวางลอยแยกจาก “ผนังภายนอก” เป็นระยะ<br />

50 เซนติเมตร (ตามระยะพื้นปูนที่ยื่นออกไปรับผนังภาย<br />

นอกโดยรอบ) เสาเหล็กกลมนี้ทาหน้าที่รับน้าหนักพื้นไม้<br />

ชั้นสองที่วางอยู่คานเหล็กรูปตัวH ,C และตงไม้ ที่ออกแบบ<br />

รอยต่อ (detail) ให้ทั้งขอบบนของตงไม้และคานเหล็ก<br />

มีระดับเสมอกัน แตกต่างจากการวางซ้อน ถ่ายน้าหนักตาม<br />

ลาดับจากบนสู่ล่างอย่างธรรมชาติของโครงสร้างไม้รอยต่อ<br />

ดังกล่าวเกิดจากวัตถุประสงค์ของผู้ออกแบบที่ต้องการให้<br />

โครงสร้างพื้นที่เกิดขึ้นนั้นมีความบางเป็นผืนระนาบเดียว<br />

และยังได้ประโยชน์จากการใช้ตงเป็นไม้ ที่สามารถเป็นฝ้า<br />

เพดานของพื้นชั้นล่างได้โดยไม่ต้องมีวัสดุอื่นมาปิดทับ<br />

ระบบโครงสร้างเหล็กอีกส่วนหนึ่งได้แก่ โครงสร้างที่<br />

รับน้าหนัก “ผนังภายนอก” ซึ่งทาหน้าที่ให้อิสระกับผนัง<br />

ภายนอกของอาคารทั้งหมด มีแนวคิดที่คล้ายผนังแบบ<br />

curtain wall โดยใช้เหล็กกล่องจัตุรัสขนาด 10 เซนติเมตร<br />

เป็นหน้าตัดหลัก ทาหน้าที่เป็นโครงเหล็กแนวตั้ง-นอน-เฉียง<br />

ยึดผนังภายนอกไว้กับโครงสร้างหลักทางด้านใน<br />

‘exterior walls’ at the range of 50 centimeters (the same<br />

range as the protruding cantilever slab). These circular<br />

columns support the weight of the wooden floor of<br />

the house’s second story that rests on the H and C<br />

beam, as well as a series of joists whose details on the<br />

top edge are intentionally designed to be in the same<br />

plane as the steel beams. Such approach differentiates<br />

the house’s structure from most wooden structures<br />

where the weight is naturally transferred from the top<br />

down. The joints were created following the architect’s<br />

intention for the structure of the space to be thin and in<br />

a unified plane. The benefit of the wooden joists is the<br />

interesting woodwork detail they create for the ground<br />

floor’s ceiling that needs no additional concealment by<br />

any other materials.<br />

Another part of the steel structure is the one bearing<br />

the weight of the ‘exterior walls’ that provides freedom<br />

to the building’s entire exterior shell. This structural<br />

approach resembles the ‘curtain wall’ where square<br />

steel tubes measuring 10 cm x 10 cm are used as the<br />

main section, functioning as the vertical, horizontal and<br />

inclined structural axes that hold the exterior walls to<br />

the main structure.<br />

9<br />

8<br />

2<br />

4<br />

1<br />

3<br />

7<br />

6<br />

5<br />

10<br />

1 M<br />

01 ทางเข้าหลักทางด้านหน้า<br />

จะเห็นเค้าโครงหลักของที่ว่างทั้ง<br />

สองฝั่ง วัสดุไม้ ผนังซีเมนต์<br />

และโครงเหล็กที่รับผนังด้านนอก<br />

1ST FLOOR PLAN<br />

1 Front Deck<br />

2 Side Deck<br />

3 Rear Deck<br />

4 Stair Hall<br />

5 Kitchen<br />

6 Dining<br />

7 Living<br />

8 Toilet<br />

9 Spirit House<br />

10 Rice Storage<br />

01<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 57


02 มุมด้านหนึ่งของห้องครัว<br />

ที่ชั้นล่าง จะเห็นเสากลมที่ลอย<br />

แยกออกมาจากผนัง<br />

เมื่อขึ้นไปชั้นสองโครงสร้างเหล็ก “ภายใน” ซึ่งเดิมเป็น<br />

เสากลม ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นเสาเหล็กกล่องขนาด<br />

หน้าตัด 10x10 เซนติเมตร ขนาดเดียวกันกับโครงเหล็ก<br />

ที่รับผนังภายนอก เสาเหล็กนี้ถูกขยับตาแหน่งให้ตรงกับ<br />

มุมของผนังห้องชั้นสอง ด้วยขนาดดังกล่าว เสาจึงแนบไป<br />

เป็นระนาบเดียวกับความหนาของผนังภายใน หากถอย<br />

ออกมามองภาพรวมจะเห็นว่า ที่ชั้นสองนี้เองโครงสร้าง<br />

เหล็กภายในและโครงสร้างของผนังภายนอก ซึ่งเลือกใช้<br />

หน้าตัดของเหล็กขนาดเดียวกัน ได้ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน<br />

เป็นระบบตารางด้วยอะเสเหล็กที่ปลายทางด้านบน กลาย<br />

เป็นโครงสร้างที่ทางานร่วมกัน เพื่อขึ้นไปรับโครงหลังคาจั่ว<br />

ทางด้านบนอีกทอดหนึ่ง<br />

ระบบโครงสร้างรับผนังภายนอกนี้นอกจากจะท าหน้าที่<br />

รับน้าหนักดังที่อธิบายไปแล้ว ยังมีหน้าที่ทางสุนทรียภาพ<br />

อีกทางหนึ่ง กล่าวคือทาให้สถาปนิกสามารถออกแบบองค์<br />

ประกอบของรูปด้านได้อย่างอิสระจากโครงสร้างภายใน<br />

โครงเหล็กกล่องแนวนอนความกว้างราว 4 นิ้วนี้ วางปิด<br />

ลงไปในระดับเดียวกันกับคานเหล็กรูปตัว H และ C ซึ่ง<br />

รับพื้นอยู่ภายใน คานเหล็กนี้มีขนาดใหญ่กว่าตัวของเหล็ก<br />

กล่องภายนอกราวสองเท่า เกิดเป็นการรับรู้ขนาดของ<br />

โครงสร้างจากภายนอกที่เบาและบางลงกว่าความเป็นจริง<br />

นอกจากนั้นผลจากการเน้นเส้นสายของเหล็กให้ตัดกันกับ<br />

วัสดุไม้ ด้วยขนาดเดียวกันทั้งหมด ภายใต้สัดส่วนหนึ่ง<br />

ยังให้ผลลัพธ์ที่คล้ายกับเส้นกรอบรอบนอกของรูปเรขาคณิต<br />

สี่เหลี่ยม-สามเหลี่ยม รูปร่างเรขาคณิตหมดจดของเหล็ก<br />

ที่แอบซ่อนอยู่ในบ้านไม้หลังคาทรงจั่วแบบพื้นถิ่น<br />

On the second floor, the ‘interior’ steel structure,<br />

which was originally a series of circular columns, was<br />

replaced by square tubes measuring 10 cm x 10 cm<br />

(the same size used with the weight bearing structure<br />

that supports the exterior wall). These columns were<br />

moved to fit the corners of the rooms on the upper floor.<br />

With this particular size, the columns were merged as<br />

a part of the mass of the interior walls. In the big picture,<br />

it is observable that the use of steel columns of the same<br />

section connects the interior steel structure to the exterior<br />

wall structure into one grid system with steel stud<br />

beams, rendering one unified structure that works<br />

collectively in supporting the gable roof structure.<br />

In addition to the previously mentioned functionality,<br />

the wall bearing structure also offers an aesthetic detail<br />

that allowed for the architect to design the composition<br />

of the elevation freely from the interior structure. The 4-inwide<br />

rectangular steel tubes are installed to be in the<br />

same plane as the H and C beams that are supporting<br />

the interior floor. These steel beams are almost twice<br />

as big as the steel tubes used with the exterior. This<br />

consequentially creates a visually lighter and thinner<br />

structure. Additionally, the accentuated lines of steel and<br />

the brownness of the wood contribute to a beautiful<br />

contrast. With the common size and well-calculated<br />

proportion, the materials’ compositions are reconciled<br />

into perfectly framed rectangular and triangular shapes.<br />

The clean geometric forms of the steel compositions<br />

are stylishly hidden in a vernacular wooden house with<br />

a locally inspired gable roof.<br />

58 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


02<br />

วารสารอาษา THEME <strong>ASA</strong> <strong>59</strong>


60 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา<br />

03


อีกจุดหนึ่งของโครงเหล็กรับผนังภายนอก ที่เป็น<br />

รายละเอียดเล็กน้อย แต่กลับมีประเด็นให้ได้คิด คือจังหวะ<br />

หนึ่งของโครงเหล็กแนวตั้งในรูปด้านของส่วนทางเข้าที่<br />

ยักเยื้องกันระหว่างชั้นบนกับชั้นล่างซึ่งเกิดขึ้นจากต าแหน่ง<br />

ของการปิดล้อมผนังห้องครัวและห้องนอนชั้นบนที่ไม่ตรงกัน<br />

ไม่ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นจากเหตุอะไร ผลที่ปรากฏขึ้นยิ่งย้าให้<br />

เห็นถึงวิธีการรับน้าหนักแบบโครงเหล็ก (skeleton steel<br />

frame) ของผนังภายนอก ที่โครงสร้างในแนวตั้งไม่จาเป็น<br />

ที่จะต้องตรงต่อเนื่องถึงกันอย่างเคร่งครัด อย่างระบบเสา-<br />

คาน และแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของการขยับต าแหน่ง<br />

ของโครงเหล็กในแนวตั้งเพื่อทางานร่วมกับขนาดของที่ว่าง<br />

ที่แตกต่างกันอันเป็นลูกเล่นที่ใช้ในงานสถาปัตยกรรม<br />

ร่วมสมัย ข้อสังเกตดังกล่าว ยิ่งเน้นให้เห็นถึงความสาคัญ<br />

ขององค์ประกอบโครงสร้างเหล็กชุดนี้ ที่สร้างภาษาของ<br />

ความร่วมสมัยซ้อนทับลงไปบนความเรียบง่ายของบ้าน<br />

พื้นถิ่นอีสานหลังนี้<br />

ประเด็นสาคัญอีกประการที่สถาปนิกให้ความสาคัญ<br />

ในงานชิ้นนี้ได้แก่ สัมผัสของมนุษย์ที่มีต่อวัสดุโดยเฉพาะ<br />

อย่างยิ่งทางสายตา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบใช้ก าหนดตาแหน่ง<br />

และหน้าที่ของวัสดุทั้งไม้และเหล็กนอกเหนือจากโครงเหล็ก<br />

ที่รับผนังภายนอก คานเหล็กรูปตัว H, C และเสากลม<br />

ที่ชั้นล่างแล้ว หน้าที่ของวัสดุเหล็กส่วนใหญ่ในบ้านหลังนี้<br />

ถูกกาหนดให้รับน้าหนักในส่วนที่มองไม่เห็น เช่น เป็นตง<br />

ของพื้นชั้นล่าง เป็นจันทันของส่วนที่ถูกปิดด้วยฝ้าเพดาน<br />

ผู้ออกแบบระมัดระวังการใช้เหล็กที่มากเกินไปและเลือกที่<br />

จะใช้ “ไม้” ในตาแหน่งที่แลเห็นหรือสัมผัสได้ให้มาก<br />

เท่าที่จาเป็น เช่น ตงไม้ที่ทาหน้าที่เสริมเป็นฝ้าเพดานให้กับ<br />

ห้องชั้นล่าง เสาไม้สามต้นที่ระเบียงด้านข้าง บันไดซึ่งมี<br />

แม่บันไดเป็นไม้ และบางส่วนของจันทันไม้ที่รับระแนง<br />

หลังคาโปร่ง<br />

หากพิจารณารูปทรงของบ้านอุดรธานีหลังนี้ในชั่วขณะ<br />

แรกที่เห็นแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นบ้านไม้เรียบง่ายที่อยู่ร่วมไป<br />

กับบริบทของพื้นถิ่นอีสานรอบข้างได้อย่างกลมกลืน และ<br />

ถ่อมตัว ไม่ว่าจะเป็น รูปทรง ขนาด ตาแหน่งของชานระเบียง<br />

หรือพื้นผิวสีของวัสดุดังเจตนาแรกเริ่มที่เจ้าของบ้านได้บอก<br />

ไว้แก่สถาปนิก แต่หากได้ขยับเข้าไปใกล้ ยื่นมือออกไป<br />

สัมผัสโครงเหล็กสีเทาที่วิ่งรัดรับผนังไม้สีน้ าตาลไว้ แลเห็น<br />

ถึงจังหวะของพื้นทางเข้าที่ทาจากแผ่นคอนกรีตที่วางตาม<br />

ลาดับก้าว การแยกขอบของพื้นระเบียงออกจากเสา ม้านั่ง<br />

ที่ยื่นล้าออกไปตามความสามารถของวัสดุเหล็ก รายละเอียด<br />

ดังกล่าวเป็นภาษาของงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ช่วยให้<br />

บ้านไม้พื้นถิ่นหลังนี้มีบรรยากาศของความร่วมสมัยโดย<br />

ไม่ปิดบัง บ่งบอกถึงช่วงเวลาที่บ้านได้ถูกปลูกสร้าง และ<br />

ทาหน้าที่เป็นตัวแทนของเจ้าของบ้านในฐานะผู้มาใหม่<br />

ได้เป็นอย่างดี<br />

“เราคือผู้มาใหม่เรามีคุณค่าที่เป็นแบบฉบับของเราเอง<br />

ตามยุคสมัยที่เราเกิดมา ทว่าเราคงมายืนอยู่ ณ จุดนี้ไม่ได้<br />

หากไม่ใช่เพราะพวกคุณที่ยืนหยัดอยู่กันมาก่อนเรามีความ<br />

ต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่ที่นี่<br />

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้รับการยอมรับและต้อนรับ<br />

อย่างอบอุ่น รวมถึงได้มีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ<br />

ต่อกันไปอีกยาวนาน”<br />

There is another small but interesting detail of the<br />

wall bearing structure that brings overlapped rhythms<br />

to the vertical structure between the top and ground<br />

floor. If intentionally or not, the observed details of the<br />

entrance’s elevation are conceived from the unaligned<br />

walls of the kitchen and one of the bedrooms on the<br />

second floor. Such detail caused us to realize that the use<br />

of the skeleton steel frame, particularly the one employed<br />

for the exterior walls of the house or any other house,<br />

does not always or have to result in a perfectly aligned<br />

structure. The house’s column-beam structure is a<br />

reflection of structural flexibility where the steel structure<br />

is moved vertically to suit the different sizes of space.<br />

With these methods being some of the gimmicks of<br />

contemporary architecture, such observation emphasizes<br />

the importance of the steel structural composition<br />

that adds a contemporary accent to the unique simplicity<br />

of the house’s vernacular dialect.<br />

Another highlighted issue of the project is the<br />

connection between the human sensory system and<br />

the physicality of the materials. The architect puts special<br />

emphasis on visual perception, which is used to indicate<br />

positions and roles of the materials, wood and steel to be<br />

exact. Apart from the exterior bearing walls, H and C<br />

beams, and circular columns at the ground floor, the main<br />

task assigned for steel is mostly to bear the invisible<br />

weight in the shapes and forms of the ground floor’s<br />

joists, rafters of enclosed parts of the ceiling. The architect<br />

maintains a moderate use of steel whereas ‘wood’<br />

is brought in for spaces and compositions that dwellers<br />

can actually see or touch such as the joists of the rooms’<br />

ceiling at the ground floor, three wooden columns at<br />

the terrace, stair stringers and certain parts of the rafters<br />

that support the wood slats.<br />

If we carefully consider and contemplate the<br />

architectural form of House Udonthani, it looks and<br />

feels like a simple wooden house whose humble<br />

presence blends in perfectly with the surrounding Isan<br />

landscape. Its structure, form, sizes and locations of<br />

porch and terraces, textures and colors of materials,<br />

all are translated from the owners’ dreams and intention<br />

they have for their home. Moving closer, one can touch<br />

the grey steel structure that wraps around the brown<br />

wooden walls. Also noticeable are interesting rhythms<br />

of the house’s entrance with details of the concrete slab<br />

placement, as well as the separation of the porch’s floor<br />

from the columns, the projected bench made possible<br />

by the steel structure’s physical ability. These details<br />

speak the language of modern architecture that gives<br />

the house the contemporary vibe it embraces. Such traits<br />

are indicative of the time period when the architecture<br />

was conceived while representing the owners as the<br />

new, friendly faces of the neighborhood.<br />

“We are the newcomers and we uphold the values<br />

defined by the time we are born into. We could not be<br />

where we are if it were not for those who were here<br />

before us. It is our desire to be a part of everything here<br />

and we do hope that we will be accepted with warm<br />

welcome for our being here can be another chance for<br />

great things to happen and great stories to be exchanged<br />

for a long time from now.”<br />

03 ชั้นล่างของบ้าน<br />

อุดรธานี แลเห็นระบบของ<br />

โครงสร้างรับพื้นชั้นบน<br />

ตงไม้ที่วางอยู่ระดับเดียว<br />

กันกับคานเหล็ก<br />

อดิศร ศรีเสาวนันท์<br />

อาจารย์ประจาภาค<br />

วิชาสถาปัตยกรรม<br />

มหาวิทยาลัยศิลปากร<br />

และสถาปนิก<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 61


KMUTNB<br />

ENGINEERING<br />

LABORATORY<br />

BANGKOK<br />

GEODESIC DESIGN<br />

TEXT<br />

Napat Charitbutra<br />

PHOTOS<br />

Courtesy of<br />

Geodesic Design<br />

62 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


สำหรับประเทศไทย ในบรรดำวัสดุทำงสถำปัตย-<br />

กรรมทั้งหมด บ่อยครั้งที่ ‘เหล็ก’ เป็นได้แค่ตัวละคร<br />

ประกอบฉำกที่ทำหน้ำที่เป็นเพียงโครงสร้ำงอำคำร<br />

ไม่มีบทบำทในแง่ของกำรนำเสนอตัวในเชิงสุนทรียะของ<br />

อำคำรเท่ำไรนัก อีกทั้งเมื่อคนส่วนใหญ่นึกถึงเหล็กก็มัก<br />

จะมีควำมกังวลต่อเรื่องกำรดูแลรักษำและควำมปลอดภัย<br />

หรือจำกค่ำนิยม ควำมเชื่อของคนไทยที่มักจะรู้สึก<br />

ไม่ปลอดภัยหำกต้องอำศัยอยู่ในอำคำรที่มีเหล็กเป็น<br />

ส่วนประกอบสำคัญ กำรใช้เหล็กในอำคำรปฏิบัติกำร<br />

วิศวกรรมโยธำ เคมีและไฟฟ้ำอุตสำหกรรม มหำวิทยำลัย<br />

เทคโนโลยีพระจอมเกล้ำพระนครเหนือนั้น มีที่มำที่ไป<br />

ที่น่ำสนใจ<br />

“ด้วยที่ดินค่อนข้ำงจำกัด กำรออกแบบจึงเน้นที่<br />

ควำมคุ้มค่ำ และทำให้รูปทรงอำคำรออกมำเป็นสี่เหลี่ยม<br />

ทั้งหมด จะไม่ค่อยเหลือสเปซรอบๆ มำกนัก นอกจำกนี้<br />

เรำยังออกแบบให้สำมำรถต่อเติมขึ้นไปข้ำงบนได้อีกด้วย<br />

ทั้งที่จริงๆ แล้ว เรำใช้เงินไปกับตัว structure มำก เพรำะ<br />

load มันค่อนข้ำงเยอะ แล้วก็มีห้องใต้ดินด้วย” สมบูรณ์<br />

สุดมำกศรี สถำปนิกจำกบริษัท Geodesic Design<br />

ผู้ออกแบบอำคำร กล่ำวถึงโจทย์กำรออกแบบอำคำร<br />

ปฏิบัติกำรวิศวกรรมโยธำ เคมีและไฟฟ้ำอุตสำหกรรม<br />

For Thailand, of all of the architectural materials,<br />

‘steel’ is often given the supporting role of a structure and<br />

rarely chosen to present a building’s aesthetic character.<br />

On top of that, the majority of people think of steel as<br />

coming with a great concern for maintenance and safety,<br />

not to mention how the conventional norm makes people<br />

feel unsafe from having to be inside of a building where<br />

steel is the principle construction material. The use of<br />

steel in Civil Chemistry & Electrical Industry Engineering<br />

Lab, King Mongkut's University of Technology North<br />

Bangkok, however, is interesting in both its background<br />

and birth.<br />

“Under the limitation of the land, what we emphasize<br />

in the design is optimization of space. Such idea results<br />

in the rectangular form of the building that leaves only<br />

a few surrounding outdoor spaces. Additionally, we also<br />

designed for the building to be able to support a vertical<br />

extension. We spent a great deal of money on the structure<br />

because the load is quite heavy and there are underground<br />

floors.” Somboon Sudmaksri, the project’s<br />

architect from Geodesic Design and the mastermind<br />

behind the architecture talked about the challenging<br />

task he was given that goes by the name Civil Chemistry<br />

& Electrical Industry Engineering Lab, King Mongkut's<br />

University of Technology North Bangkok. The building<br />

bears a total height of nine stories, containing over<br />

ARCHITECT<br />

Somboon Sudmaksri<br />

MEMBER ID<br />

1-0135<br />

STRUCTURAL ENGINEER<br />

Geodesic Design<br />

SYSTEM ENGINEER<br />

Geodesic Design<br />

CONTRACTOR<br />

Kai Info Tech<br />

BUILDING AREA<br />

8,500 sq.m.<br />

01 ภาพรวมของอาคารแสดง<br />

ความสัมพันธ์กับบริบทโดยรอบ<br />

ภายในมหาวิทยาลัย<br />

01<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 63


02<br />

ELEVATION<br />

64 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำพระนครเหนือ<br />

(ซึ่งผู้เขียนจะขอเรียกสั้นๆ ว่ำ ‘อำคำรโยธำฯ’) อำคำรมี<br />

ควำมสูงจำนวน 9 ชั้น พื้นที่ใช้สอยกว่ ำ 9,000 ตำรำงเมตร<br />

ซึ่งแบ่งออกเป็น ห้องเรียน และห้องทดลองด้ำนวิศวกรรม<br />

โยธำ รวมไปถึงวิศวกรรมไฟฟ้ำและเคมี façade ของอำคำร<br />

แต่ละด้ำนมีลักษณะแตกต่ำงกันจำกทิศทำงของแดด และ<br />

ปริมำณกำรใช้แสงของแต่ละส่วนในอำคำร โดยในส่วน<br />

หน้ำ สถำปนิกเลือก cladding ด้วยกระจกเพื่อเปิดมุม<br />

มองให้พื้นที่ภำยในซึ่งเป็นโซนพักผ่อนของอำจำรย์ และ<br />

สร้ำงภำพลักษณ์เชื้อเชิญให้กับอำคำรดังกล่ำว “เรำคิดว่ำ<br />

จะทำยังไงให้ดีไซน์สะท้อนบุคลิกของโครงกำร และคุ้ม<br />

ค่ำใช้จ่ำย ทีนี้พอเป็นกระจกเรำก็เลือกกระจกที่เป็นสีเข้ม<br />

หน่อย แต่มันก็เป็นแค่กระจกลำมิเนตธรรมดำ เรำเลย<br />

จำเป็นต้องมีแผงบังแดดมำช่วยดังนั้น ประเด็นสำคัญก็<br />

คือ จะทำแผงบังแดดยังไงให้อำคำรยังดูโปร่งอยู่”<br />

02-03 รายละเอียดการใช้เหล็กที่<br />

บริเวณแผงกันแดดของอาคาร<br />

9,000 square meters of functional spaces, which are<br />

divided into classrooms and civil chemistry and electrical<br />

industry engineering labs. The façades installed on<br />

different sides of the building are designed to have<br />

different shapes and features due to the variance of<br />

the sun direction and the use of natural light in each<br />

section of the interior space. For the front, the architect<br />

chose glass for the cladding to open up the interior space<br />

where the teachers’ lounge is located, consequentially<br />

making it to feel more welcoming and friendly. “Our<br />

idea is how to make the design reflect the personality<br />

of the project and it has to be cost-effective. We use<br />

glass of a darker shade but it’s normal laminated glass,<br />

still, so sun protection panels are brought in to help filter<br />

the heat and the brightness but the important issue<br />

here is how to design a façade that keeps the building<br />

and interior space light and open.”<br />

03<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 65


ด้วยเหตุนี้ เหล็กจึงถูกนำมำใช้เป็นแผงบังแดด เพรำะ<br />

ตอบสนองทั้งในด้ำนควำมคุ้มค่ำของค่ำใช้จ่ำย ควำมโปร่ง<br />

ของอำคำร และสะท้อนบุคลิกแบบ “วิศวกรรม” ได้<br />

ชัดเจน โดย Geodesic Design เลือกใช้เหล็กแผ่นที่มี<br />

ควำมหนำเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้สนิมกัดเข้ำไปในเนื้อ<br />

เหล็กได้มำก ประกอบกับกำรใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันสนิม<br />

ที่มีคุณภำพเพื่อยืดอำยุในกำรใช้งำน ตัว façade นี้ถูก<br />

ออกแบบให้เป็น second skin คล้ำยๆ กับเป็นโครง<br />

ตำข่ำยมำครอบส่วนหน้ำของอำคำรที่เป็นกระจกเพื่อ<br />

กรองแสงบำงส่วน (ประมำณ 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมำณ<br />

แดดทั้งหมด) และเว้นระยะห่ำงจำก façade ชั้นแรก<br />

ที่เป็นกระจก ให้พื้นที่ภำยในไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป<br />

พร้อมๆ ไปเป็นกำรสร้ำงพื้นผิวของอำคำรให้น่ำสนใจ<br />

มำกขึ้น<br />

อำคำรโยธำฯ ไม่ได้เป็นอำคำรแรกที่ Geodesic Design<br />

ออกแบบให้กับมหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำ<br />

พระนครเหนือ และกำรใช้เหล็กเป็น façade ก็เช่นกัน<br />

ที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สถำปนิกนำเสนอกับสถำบันกำรศึกษำ<br />

แห่งนี้ ก่อนหน้ำอำคำรโยธำฯ Geodesic Design ได้<br />

ออกแบบอำคำรศูนย์บ่มเพำะเทคโนโลยี และอำคำร<br />

ปฏิบัติกำรรวมเทคโนโลยีขั้นสูงที่อยู่ตรงข้ ำมกันกับอำคำร<br />

โยธำฯ ซึ่งเป็นอำคำรแห่งแรกที่สถำปนิกได้ทดลองใช้<br />

เหล็กเป็น façade อำคำร “แต่ก่อนเรำมักจะใช้เหล็กใน<br />

ส่วนของกำรปกปิดส่วนเซอร์วิส แล้วก็พัฒนำมำเรื่อยๆ<br />

จนถึงส่วนของสนำมฟุตบอลที่อยู่ข้ำงๆ กัน ด้วยควำมที่<br />

มันเป็นสนำมฟุตบอลลอยฟ้ำ เหล็กจึงมีฟังก์ชั่นในกำร<br />

กันลูกบอลไม่ให้กระเด็นออกไป” รวมไปถึงอำคำร 63 ที่<br />

Geodesic Design ออกแบบเป็นโครงสร้ำงเหล็กทั้งหลัง<br />

“นั่นเป็นโครงสร้ำงเหล็กหมดเลย เพรำะว่ำตรงไซต์มี<br />

พื้นที่ทำงำนจำกัด คือมันเป็นส่วนต่อเติมอำคำรออกมำ<br />

ในพื้นข้ำงๆ ทำให้ไม่ควรใช้เทคโนโลยีกำรก่อสร้ำงอื่น<br />

นอกจำกเหล็ก เพรำะว่ำกำรใช้โครงสร้ำงเหล็กช่วยลด<br />

ปริมำณขยะ ขนส่งสะดวก เบำ และรบกวนผู้อยู่อำศัย<br />

อำคำรเดิมน้อย เรำเสนอเหตุผลไปแล้วเขำก็เห็นด้วย<br />

ถัดจำกนั้นเรำถึงค่อยเอำมำออกแบบตึกโยธำฯ” ถ้ำ<br />

สำมำรถสร้ำงอำคำรทั้งหลังด้วยเหล็กได้ งำนที่สเกลเล็ก<br />

กว่ำที่เป็นเพียงกำรใช้ façade เหล็กของอำคำรโยธำฯ<br />

จึงไม่น่ำจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร นอกเหนือจำกควำม<br />

น่ำเชื่อถือของเจ้ำของโครงกำรต่อตัวสถำปนิกที่สั่งสมมำ<br />

เรื่อยๆ จำกหลำยๆ โครงกำรก่อนหน้ำที่ Geodesic Design<br />

ออกแบบให้กับมหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำ<br />

พระนครเหนือ พร้อมๆ กันนั้น โครงสร้ำงเหล็กก็ถูก<br />

ทำให้คุ้นเคยและได้รับควำมน่ำเชื่อถือมำกขึ้นไปด้วย<br />

นอกจำกนี้กำรออกแบบอำคำรด้วยเหล็กหลำยหลังต่อกัน<br />

ยังก่อให้เกิดควำมต่อเนื่องของลักษณะภำษำทำงสถำปัตย-<br />

กรรมของอำคำรในภำพรวมอีกด้วย<br />

66 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


<strong>04</strong><br />

<strong>04</strong>-05 ความโปร่งจากการ<br />

ใช้วัสดุที่บริเวณแผงกันแดด<br />

สะท้อนภาพลักษณ์ความเป็น<br />

"วิศวกรรม" ออกมาได้เป็น<br />

อย่างดี<br />

06 ทัศนียภาพภายในแสดง<br />

พื้นที่ใช้สอยซึ่งถูกจัดสรรเป็น<br />

ห้องเรียน<br />

As a result of that, steel is used as the material for<br />

sun protection panels mainly because it offers solutions<br />

in constriction costs as well as increases the visual and<br />

physical airiness of the building, not to mention the look<br />

and feel that can encapsulate the ‘engineering’ character<br />

of the building. Geodesic Design further selected steel<br />

panels with enough thickness along with the use of<br />

high-quality rust prevention products to minimize corrosion<br />

and prolong longevity. The façade is designed to<br />

function as a second skin — a steel net that covers the<br />

front elevation of the building’s exterior glass wall with<br />

the ability to filter up to 20% of the sunlight. An air space<br />

between the first layer of the building (glass) and the<br />

steel façade keep the interior space from feeling too<br />

enclosed while the detail adds an interesting finish to<br />

the building’s skin.<br />

The Civil Chemistry & Electrical Industry Engineering<br />

Lab building is not the first architectural project that<br />

Geodesic Design has done for King Mongkut's University<br />

of Technology North Bangkok. Interestingly, it is also<br />

not the first time that the studio proposed the use of<br />

steel with one of the university’s buildings. Before the<br />

lab building, the firm was responsible for the design<br />

of the Technology Incubator Building and Advanced<br />

Technology Laboratory Building where steel was first<br />

used as the buildings’ facades. “We used steel to cover<br />

the service areas, and then we tried using it with the<br />

elevated football field in which steel was employed for<br />

the constriction of a barrier to keep the balls from going<br />

out of bounds.” There is also the 63 Building where<br />

Geodesic used steel for the entire structure. “With the<br />

limitation of space, since this building was an addition<br />

to another building, steel was the most viable choice<br />

because you wouldn’t want to use other kinds of construction<br />

technology with an extension of such nature.<br />

Steel structures produce considerably less weight, are<br />

easy to transport, light, and the construction is much<br />

less disturbing for people in nearby buildings. These<br />

were the reasons that we proposed and they agreed.<br />

The next project we were assigned to do was the lab<br />

building.” Having worked on the building constructed<br />

entirely of steel, the façade is not too much to handle,<br />

especially when the owner entrusted the architect with<br />

the responsibility as a result of their accumulated<br />

experiences and the success of past projects. While<br />

Geodesic Design’s expertise and track records develop,<br />

its architectural creations have contributed to the growing<br />

credibility of a steel structure as the technology becomes<br />

more familiar and recognized. In this series of steel<br />

architecture the firm manages to maneuver and utters<br />

a brilliant continuity of an architectural language that is<br />

unique in both its form and process of formation.<br />

05<br />

06<br />

นภัทร จาริตรบุตร<br />

จบการศึกษาจากคณะโบราณคดี<br />

มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบัน<br />

ทำาหน้าที่เป็นกองบรรณาธิการ<br />

ประจำานิตยสาร art4d<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 67


ASEAN’s Leading Trade Fair on Lighting Technology, Design and Solution<br />

1 - 3 September 2016<br />

Hall 101-102<br />

Bangkok International Trade<br />

and Exhibition Center (BITEC)<br />

VISITOR Pre – Registration<br />

is Now Open!<br />

Concurrent with<br />

+66 (0) 2664 6499 Ext. 200, 201<br />

info@thailandlightingfair.com<br />

www.thailandlightingfair.com<br />

@thlightingfair<br />

Sponsored by<br />

Supported by<br />

Media Partner<br />

Platinum Sponsors<br />

Gold Sponsors<br />

Silver Sponsor


<strong>ASA</strong> COMMITTEE<br />

TEXT<br />

Pisit Rojanavanich<br />

PHOTOS<br />

Coutesy of Architects<br />

COMMEnTS frOM<br />

ThE JudgES<br />

2016 ArChITECTurAl dESIgn AwArdS<br />

70 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา


อาษาสู่สามัญ<br />

“หากสถาปัตยกรรมเป็นรูปธรรมภายใต้ภูมิปัญญาและความคิดที่<br />

สถาปนิกเป็นผู้ก าหนดให้กับการดารงอยู่ของมนุษย์ความคิดทางสถาปัตย-<br />

กรรมก็อาจเปรียบได้ว่าเป็นเข็มทิศให้กับงานสถาปัตยกรรมความคิดนี้<br />

หมายรวมถึงการตั้งคาถามเกี่ยวกับหลักการสามัญพื้นฐานในการออกแบบ<br />

ซึ่งหลักการเหล่านั้นมีทั้งสิ่งที่ทั้งใกล้และห่างไกลจากตัวเราอาจมีตัวตน<br />

ทางกายภาพหรือเป็นนามธรรมในโลกแห่งจินตนาการไปพร้อมๆ กัน<br />

หลักการสามัญเหล่านี้มีทั้งที่เป็นสิ่งเกิดใหม่ไม่นานหรือเป็นมรดกจากอดีต<br />

อันไกลห่าง แต่ทว่าทั้งคู่ยังเป็นเครื่องมือที่เราใช้ต่อเนื่องมาในปัจจุบัน<br />

ตลอดจนเป็นแนวทางในการสานอนาคตของเราผ่านการตั้งค าถามของเรา”<br />

จากอรรถบท (theme) งานสถาปนิก’<strong>59</strong> <strong>ASA</strong> Back to Basic<br />

อาษาสู่สามัญ<br />

ในฐานะที่ได้มีส่วนร่วมสัมผัสประสบการณ์ตรงในกระบวนการคัดเลือก<br />

ผลงานดีเด่นในครั้งนี้ผู้เขียนคิดว่าน่าจะถอดบทเรียนที่เป็นประโยชน์และ<br />

ตั้งข้อสังเกตบางประการจากมุมที่เห็นเพื่อเป็นหมุดหมายเล็กๆ ของการ<br />

พัฒนาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของประเทศไทยในช่วงเวลานี้<br />

บริบทของงานสถาปัตยกรรม<br />

ระหว่างการเยี่ยมชมโครงการ บางครั้งเราได้ขึ้นไปส ารวจชั้นสูงๆ ของ<br />

อาคารในสถานที่ต่างๆ บางครั้งก็อยู่ในเมืองบางทีก็อยู่ริมแม่น้ า สิ่งที่ทุกคน<br />

ตกใจระคนกับประทับใจคือ พลวัตรของการพัฒนาของกรุงเทพมหานครใน<br />

ปัจจุบัน ซึ่งยากจะปฏิเสธได้ว่าเมืองหลวงของเราก าลังไต่ระดับสู่ความเป็น<br />

เมืองขนาดใหญ่ (megacity) อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เป็นผลจากการย้ายถิ่น-<br />

ฐานของประชากรมนุษย์และจากการพัฒนาทางด้านคมนาคม โดยเฉพาะ<br />

อย่างยิ่งคือระบบรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินส่งผลให้เกิดการเพิ่มความ<br />

เข้มข้นในการใช้ที่ดินเพื่อรองรับแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ก าลังคลี่คลายตัวเอง<br />

จากความซบเซาไปสู่ความสดใหม่ภายใต้นโยบายการรวมตัวเป็นAEC (จาก<br />

มุมมองของคนบางกลุ่ม) เราเห็นเนื้อเมืองที่แผ่ซ่านออกไปอย่างสุดสายตา<br />

และหากจะมีเว้นวรรคอย่างชัดเจน ก็มีเพียงเขตบางกระเจ้าและแนวคดเคี้ยว<br />

ของแม่น้าเจ้าพระยาเท่านั้น<br />

บริบทของเมืองเปลี่ยนไป ดีขึ้นหรือเลวลงคงแล้วแต่มุมมองแต่ที่<br />

แน่นอนคือสถาปัตยกรรมก าลังเผชิญกับสถานการณ์ปทัสถานใหม่(New<br />

Normal) แห่งบริบท ในระหว่างการเยี่ยมชมและประเมินผลงานดังกล่าว<br />

มีความสับสนเกี่ยวกับหลักการของบริบทโดยบางโครงการตอบสนองต่อ<br />

บริบททางกายภาพของเมืองอย่างชัดเจน ในขณะที่บางอาคารกลับนา<br />

แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของบริบทเช่นกัน แต่ไม่ใช่เรื่องของความ<br />

สัมพันธ์ทางกายภาพ ทว่าเป็นเรื่องของสังคมวัฒนธรรม เป็นต้น ตัวอย่าง<br />

ที่ทาให้ผู้เขียนฉุกคิดเกี่ยวกับหลักการบริบทอย่างมากคือเราพบว่าบ้านที่<br />

ส่งเข้าคัดเลือกหลังหนึ่งเป็นงานชิ้นเยี่ยมทั้งการออกแบบและก่อสร้าง<br />

มีการตกแต่งภายในและงานภูมิสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องบรรณสาร<br />

อย่างยิ่ง อรรถบททางการออกแบบ (design theme) ดูเหมือนถอดมาจาก<br />

สถาปัตยกรรมร่วมสมัยของต่างประเทศ กรรมการรู้สึกว่าอาคารดูจะตั้งอยู่<br />

ผิดที่ผิดทาง ที่ตั้งของโครงการอยู่ในกรุงเทพฯเป็นเขตพักอาศัยหนาแน่น<br />

ปานกลาง เป็นย่านที่ไม่โดดเด่นประชากรมีรายได้ไม่มาก มีบ้านชั้นเดียวถึง<br />

สองชั้นเป็นพื้นฐาน แซมด้วยอาคารห้องเช่า 4 ชั้น 8 ชั้น อู่ซ่อมรถ และ<br />

ปั้มแก๊สแอลพีจีเพื่อนกรรมการมีข้อสังเกตน่าสนใจว่าถ้าบ้านหลังนี้อยู่ใน<br />

ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คงมีโจรปีนเข้าไปขโมยของในบ้าน<br />

ทุกวัน แต่ด้วยความเป็นประเทศไทย ความสุดโต่งนี้สามารถอยู่ร่วมกันได้<br />

อย่างปรองดอง<br />

นอกเหนือจากอาคารหลังนี้ประเด็นของบริบททางสถาปัตยกรรมก็เป็น<br />

เรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นเสมอๆในการเยี่ยมชมงานอื่นๆ สะท้อนถึงความร่วม-<br />

สมัยของหัวข้อนี้ดังนั้น หลักการสามัญและเป็นประโยชน์ที่น่าจะหยิบยกขึ้น<br />

เพื่อการถกแถลงและเป็นแว่นขยายให้เรามองเห็นความส าคัญของแนวคิด<br />

สามัญรอบตัวที่อาจถูกมองข้ามหรือทึกทักว่ารู้แล้วตามอรรถบทของงาน<br />

อาษาปีที่ผ่านมา ได้แก่ บริบททางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัก-<br />

การการตอบสนองของงานสถาปัตยกรรมต่อบริบทที่เปลี่ยนไป<br />

ทวิลักษณ์แห่งบริบท<br />

จากเนื้อความบทหนึ่งในหนังสือ‘คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม’<br />

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ต้นข้าว ปาณินท์ได้กล่าวถึงที่มาและความหมาย<br />

ของแนวความคิดเกี่ยวกับบริบทไว้อย่างน่าสนใจว่าในช่วงที่กลุ่มสถาปนิก<br />

อิตาลีมีบทบาทและอิทธิพลต่อวงการสถาปัตยกรรมตะวันตกเออร์เนสโต<br />

โรเจอร์ (Ernesto Rogers) เขียนบทบรรณาธิการวิพากษ์งาน modernism<br />

ลงในวารสาร Casabella Continuita ถึงประเด็นการสร้างความสัมพันธ์กับ<br />

ปัจจัยอื่นนอกเหนือไปจากองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอาทิ ประวัติ-<br />

ศาสตร์ และความเป็นไปได้ในอนาคต โดยในเวลานั้น โรเจอร์ได้ใช้คาว่า<br />

‘ambiente’ หรือ ‘preesistenze ambientali’ ในภาษาอิตาเลียน ซึ่งเมื่อแนว<br />

ความคิดนี้ได้รับการถกเถียงและแผ่ขยายออกไปและได้รับการแปลข้าม<br />

ภาษาในสหรัฐอเมริกาเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘context’ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว<br />

คาว่า ‘ambiente’ และ ‘context’ นั้นมีความหมายโดยนัยที่ต่างกันก่อให้<br />

เกิดการตีความที่วิปลาสคลาดเคลื่อนออกไปในเวลาต่อมา<br />

โดยอรรถะแล้ว คาว่า context หมายถึงการประกอบเข้าด้วยกันให้เป็น<br />

ชิ้นหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางกายภาพซึ่งเมื่อใช้ในทางสถาปัตยกรรม<br />

context จะหมายถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่รายล้อมงานสถาปัตย-<br />

กรรม และมีความสัมพันธ์ทางกายภาพกับตัวอาคารหรือพื้นที่ตั้งอาคาร<br />

อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในขณะที่ ‘ambiente’ (ambience ในภาษาอังกฤษ)<br />

กลับหมายถึงตัวตนของสถานที่โดยรวม ทั้งเป็นกายภาพที่เป็นรูปธรรม<br />

และอุดมคติ ซึ่งในเชิงภาษาศาสตร์มีความหมายใกล้เคียงกับค าว่า atmosphere<br />

และ milieu ดังนั้น เมื่อ ‘ambiente’ ถูกใช้ทางสถาปัตยกรรม<br />

วารสารอาษา<br />

<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 71


จึงมีความหมายว่า เป็นปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์<br />

ซึ่งมีกายภาพที่ไม่ชัดเจนเท่ากับค าว่า context<br />

การตั้งคาถามเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานนี้ช่วยสร้างความกระจ่างได้<br />

ระดับหนึ่ง แต่จะนาเราไปสู่ความเข้าใจในผลงานที่อยู่ในการคัดเลือกที่มี<br />

ความหลากหลายได้อย่างไร การสถาปนารูปแบบที่ง่ายจากหลักการ<br />

พื้นฐานแต่มีการแจกแจงความต่างที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นเป็นสิ่งจ าเป็น<br />

ความหลากหลายส่วนผสม<br />

เมื่อได้สแกนผลงานจริงที่เยี่ยมชมในสถานที่จริงผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า<br />

สถาปนิกมีการพลิกแพลงปรับใช้หลักการพื้นฐานของบริบทนี้ได้อย่าง<br />

หลากหลาย อาจจาแนกแยกแยะได้จากการสร้างส่วนผสมของสองหลักการ<br />

ย่อย context/ambiente ในสัดส่วนที่ต่างกันขออนุญาตเรียกว่ารูปแบบบริบท<br />

สัมพันธ์ เช่น การออกแบบที่เน้นการตอบสนองทางกายภาพ (context)<br />

มากกว่าปัจจัยทางสังคมหรือประวัติศาสตร์(ambiente) ผู้เขียนขอแทน<br />

ความสัมพันธ์แบบนี้ว่า80/20 (context 80% ambiente 20% โดย<br />

ประมาณ) ลาดับถัดมา 50/50 เป็นงานที่ให้น้ าหนักทั้งสองพอๆ กัน และ<br />

20/80 สาหรับงานที่เน้นการสร้างตัวตนของสถานที่ด้วยบริบททางสังคม<br />

วัฒนธรรม จากการใช้สองหลักการย่อยผสมผสานเป็น 3 รูปแบบบริบท<br />

สัมพันธ์น่าจะช่วยนาร่องสร้างความเข้าใจในหลักการตอบสนองต่อบริบท<br />

สถาปัตยกรรมในยุคนี้ได้ดีขึ้น<br />

บริบทสัมพันธ์ 80/20<br />

งานที่สะท้อนรูปแบบบริบทสัมพันธ์แรกได้เป็นอย่างดีเป็นอาคารพัก-<br />

อาศัยทั้งคู่คือ “บ้านเปา” และ “บ้านก๋ง”<br />

บ้านเปา ภาพสะท้อนแห่งการตอบสนองของบริบทเชิงกายภาพ บ้าน<br />

เปาเป็นสถาปัตยกรรมที่มีการออกแบบให้เข้ากับบริบทของเมืองใหญ่ใน<br />

ปัจจุบันที่มีความหนาแน่นสูงมีทรัพยากรเพื่อการก่อสร้างที่จ ากัดโดยเฉพาะ<br />

ด้านพื้นที่รวมถึงการออกแบบที่ต้องปรับตัวและดิ้นรนจากการถีบตัวของ<br />

ค่าก่อสร้างในเมืองใหญ่ของกรุงเทพมหานครได้อย่างน่าสนใจเนื่องจาก<br />

พื้นที่และงบประมาณที่จ ากัด ผู้ออกแบบจึงสร้างที่ว่างที่มีความเป็นส่วนตัว<br />

ภายในอาคารโดยการสร้างผนังสูงเพื่อห่อหุ้มที่ว่างนั้นด้วยวัสดุที่เรียบง่าย<br />

และตัดเฉือนช่องแสงใหญ่น้อยตามความสัมพันธ์ของลักษณะการใช้พื้นที่<br />

ใช้สอยภายใน ให้เชื่อมต่อพื้นที่ภายในอาคารเข้ากับบริบทเมืองภายนอก<br />

อย่างแยบคาย ซึ่งช่องแสงเหล่านี้นอกจากเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง<br />

พื้นที่ในแง่ของการใช้สอยแล้วยังประพฤติตนเป็นกรอบภาพขับเน้นความมี<br />

ชีวิตชีวาของมหานครภายนอกได้อย่างเฉียบคมอีกทั้งยังท าให้เกิดรูปด้าน<br />

ของกรอบอาคารที่เรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความงามได้อย่างมีนัยยะส าคัญ ซึ่ง<br />

เป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมที่แสดงถึงความสามารถทางสุนทรียภาพของผู้ออกแบบ<br />

นอกจากนี้ยังมีการจัดวางพื้นที่ใช้สอยที่สอดประสานการใช้ชีวิตของ<br />

คนหนุ่มสาวสมัยใหม่อาทิ การผสานพื้นที่บ้านพักอาศัยและพื้นที่ท างาน<br />

ส่วนตัวเข้าด้วยกัน กล่าวได้ว่า บ้านเปา เป็นสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าในเชิง<br />

ความคิดร่วมสมัย และเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวตอบสนองต่อ และ<br />

การเปลี่ยนแปลงของบริบททางกายภาพเมืองอย่างแท้จริง<br />

ในขณะที่บ้านเปาสะท้อนบริบทของเมืองบ้านก๋งสะท้อนบริบทของไทย<br />

แบบชานเมืองที่ไม่แออัดและมีอากาศเย็นสบายอย่างมีนัยยะส าคัญ ด้วย<br />

การออกแบบที่เข้ากับภูมิอากาศและภูมิประเทศของประเทศในเขตร้อน<br />

72 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา


ชื้นอย่างประเทศไทยได้เป็นอย่างดี มีการระบายอากาศที่ดี มีแสงสว่างที่<br />

เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่ใต้ถุนของบ้านที่มีกระแสลมธรรมชาติพัดผ่านให้<br />

ผู้อยู่อาศัยนั้นมีความสบายบ้านก๋งเป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบบนพื้นฐาน<br />

ของการเคารพในบริบททางกายภาพ ช่วยสร้างความยั่งยืนและน่าอยู่ให้กับ<br />

สถาปัตยกรรมชิ้นนี้ซ้ายังชักลากเอกลักษณ์ของความเป็นไทยผ่านรูปแบบ<br />

กายภาพสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น องค์ประกอบง่ายๆ ของสถาปัตยกรรมไทย<br />

พื้นถิ่นที่ถูกเลือกมาใช้ผ่านไวยากรณ์ร่วมสมัยการนาเอาไม้เก่ามาเรียงร้อย<br />

อย่างไม่เคร่งครัดนัก เพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศและความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป<br />

(ระหว่างออกแบบบ้าน 2 ชั้นถูกยกเป็น 3 ชั้นหลังน้ าท่วมใหญ่ปี พ.ศ.<br />

2554) ก่อให้เกิดคุณค่าใหม่ที่สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของยุคสมัย<br />

แต่ทว่ายังเหนียวแน่นต่อขนบอันดีงามของการเคารพในผู้หลักผู้ใหญ่ของ<br />

บ้านซึ่งในที่นี้คือ“อาก๋ง” ในปัจจุบัน<br />

บริบทสัมพันธ์ 50/50<br />

มีอยู่หลายงานที่ให้น้ าหนักกับทั้งบริบททางกายภาพและบริบททาง<br />

สังคมและวัฒนธรรมพอๆ กัน ที่โดดเด่นคือ Hotel Indigo Bangkok และ<br />

The Commons<br />

Hotel Indigo Bangkok เป็นโรงแรมในเมืองที่มีแนวคิดในการน าเอา<br />

บริบทของสังคมและวัฒนธรรมของถนนวิทยุมาผูกโยงเป็นส่วนหนึ่งของ<br />

การออกแบบสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายใน มีการตั้งอรรถบท<br />

(theme) ย้อนยุคเพื่อก ากับการออกแบบภายใน มีการใช้เฟอร์นิเจอร์<br />

ภาพถ่ายภาพเขียนและข้าวของเครื่องใช้ในอดีตในยุครุ่งเรืองของถนนวิทยุ<br />

มาเป็นองค์ประกอบในการสร้างบรรยากาศ<br />

ในแง่ของบริบททางกายภาพ ด้วย footprint ที่ค่อนข้างกระชับที่ดินมี<br />

การออกแบบที่จอดรถด้วยระบบ carousel ซึ่งส่งรถเข้าซองจอดที่สามารถ<br />

ยกตัวขึ้นในระบบสายพานทางตั้งแทนระบบดั้งเดิมที่ใช้ทางลาดขึ้นลงที่ต้อง<br />

ใช้เนื้อที่มาก ทุกห้องพักมีการใช้ศักยภาพในการชมทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ<br />

อย่างน่าประทับใจ ผู้เข้าพักจะได้มองภาพของแมกไม้และบ้านพักเอกอัคร-<br />

ราชทูตสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์บางชั้น ประมาณชั้น 3-4 จะได้<br />

เห็นภาพทะเลต้นไม้ในใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นความย้อนแย้งที่มี<br />

เสน่ห์ยิ่ง นอกจากนี้ยังมีอีกลักษณะเด่นคือการเจาะช่องโล่งระหว่างอาคาร<br />

เพื่อปลูกต้นไม้และเป็นการน าแสงธรรมชาติเข้ามา อีกทั้งยังช่วยท าให้เกิด<br />

การระบายอากาศที่ดีแก่พื้นที่ว่างภายในอาคารส่วนสันทนาการถูกจัดวาง<br />

ให้อยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารประกอบด้วย ส่วนสระว่ายน้าและส่วนออก<br />

กาลังกาย ซึ่งในส่วนสระว่ายน้ านี้สามารถเห็นทัศนียภาพของกรุงเทพฯได้<br />

โดยรอบ สร้างประสบการณ์ที่หาได้ยาก<br />

ในขณะที่อีกโครงการในแนวนี้คือโครงการThe Commons ศูนย์การค้า<br />

เพื่อชุมชน (community mall) ตั้งอยู่บนถนนทองหล่อ 17 นับได้ว่าเป็น<br />

ตัวแทนของวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ที่มีระบบความคิดที่ซับ-<br />

ซ้อน แต่อ่อนน้อมเรียบง่ายในการแสดงตัวในรูปแบบที่ก้าวข้ามมิติของ<br />

พื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วไปอย่างชัดเจนเกิดเป็นรูปธรรมอันน่าประทับใจด้วย<br />

ภูมิปัญญาของผู้ออกแบบที่วางน้ าหนักให้กับทั้งบริบททางกายภาพและ<br />

บริบททางสังคมและวัฒนธรรมในการสร้างงานชิ้นนี้<br />

ในเชิงบริบททางกายภาพนั้น ถึงแม้ว่าที่ตั้งจะไม่ใช่ถนนหรือซอยใหญ่<br />

แต่ด้านหน้าโครงการนั้นถูกออกแบบให้กระชับความสัมพันธ์ของพื้นที่<br />

ภายนอกที่เชื่อมต่อไปยังปริภูมิภายในทางตั้งอันส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์<br />

ระหว่างภายนอก ภายใน และกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละชั้นรวมถึงการ<br />

ออกแบบการเว้นจังหวะทางสัญจรขนาดใหญ่เพื่อกระจายพื้นที่กิจกรรม<br />

วารสารอาษา<br />

<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 73


ขนาดย่อยๆ และเกิดเป็นการกระจายตัวของความมีชีวิตชีวาในโครงการไป<br />

ตามทางสัญจรเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ การออกแบบที่คานึงถึง<br />

การระบายอากาศที่ดีผสมผสานกับการจัดวางองค์ประกอบทางสถาปัตย-<br />

กรรม อาทิ ระแนง เกล็ดบังแดด และพัดลม ฯลฯ ตามลวดลายที่สอด-<br />

ประสานกันในทิศทางต่างๆ อย่างลงตัว บนเพดานชั้นบนสุด ส่งผลให้พื้นที่<br />

เพื่อการสัญจรโดยรวมของโครงการโปร่งสบาย อีกทั้งการเลือกวัสดุที่เรียบ-<br />

ง่าย เป็นธรรมชาติ เช่น คอนกรีตเปลือย ไม้ พื้นที่สีเขียวขนาดย่อมๆมา<br />

ร้อยเรียง และสอดประสานกันทาให้พื้นที่ในโครงการดูผ่อนคลายและ<br />

เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นศูนย์การค้าเพื่อชุมชน<br />

โดยในแง่ของบริบททางสังคมและวัฒนธรรม โปรแกรมการใช้สอยและ<br />

แนวคิดนั้น โครงการนี้ได้เกิดขึ้นมาจากการขับเคลื่อนของกลุ่มคนที่มีแนว<br />

ความคิดใกล้เคียงกันในแง่ของการสร้างพื้นที่คุณภาพในเมืองที่ส่งเสริม<br />

ความเป็นชุมชน เป็นพื้นที่ของการใช้ชีวิตและสันทนาการที่ไม่เน้นเชิงพาณิชย์<br />

สุดโต่ง ตัวอย่างเช่น เพื่อเกื้อกูลต่อแม่และเด็กพื้นที่บางชั้นที่แม้เข้าถึงง่าย<br />

และมีมูลค่าเชิงค่าเช่าสูงกลับกลายเป็นพื้นที่เพื่อร้านค้าและกิจกรรมแม่และ<br />

เด็กซึ่งไม่ท าเงิน สะท้อนภาพว่าในขั้นตอนการออกแบบผู้ออกแบบได้ใช้<br />

เวลาในการพูดคุย สร้างความเข้าใจร่วมกันกับเจ้าของโครงการเพื่อให้บริบท<br />

ทางสังคมและวัฒนธรรมที่พึงประสงค์ได้รับการถ่ายทอดลงในงานออกแบบ<br />

ในที่สุด<br />

บริบทสัมพันธ์ 20/80<br />

ในรูปแบบสุดท้ายมักจะเป็นโครงการที่มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพ<br />

ที่ไม่เคร่งครัดนักมีเงื่อนไขภายนอกน้อย ผู้ออกแบบมีอิสระในการถักทอ<br />

เรื่องราวจากปัจจัยทางนามธรรม หรือสังคมได้ค่อนข้างอิสระตัวอย่าง<br />

โครงการในข่ายนี้ได้แก่บ้าน HIgHER gRouNd อาคารสานักงาน PTTEP<br />

สนามเด็กเล่น The Labyrinth และศาลาพักผ่อน The Flow<br />

โครงการแรกที่เน้นการสร้างตัวตนของสถานที่ด้วยบริบททางสังคม<br />

วัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ บ้าน HIgHER gRouNd ซึ่งเป็นงาน<br />

สถาปัตยกรรมที่เรียบสงบผสมกลิ่นอายของงานสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น<br />

ร่วมสมัย มีมาตรฐานการก่อสร้างระดับสูง และขัดแย้งกับบริบทอันเป็น<br />

พื้นที่ในซอยแถวอินทามระซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยที่หนาแน่นและวุ่นวายแห่ง<br />

หนึ่งของกรุงเทพฯ โดยเจ้าของบ้านต้องการสร้างบ้านหลังใหม่ในที่ดินผืนเดียว<br />

กับบ้านหลังเก่าที่เจ้าของบ้านมีความผูกพันอยู่แต่เดิมขณะเดียวกันก็ยัง<br />

ต้องการให้บ้าน HIgHER gRouNd เป็นงานสถาปัตยกรรมที่เลื่อนไหลไป<br />

อย่างมีรสนิยมท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกยุคโลกภิวัตน์<br />

ที่การเข้าถึงของข่าวสารข้อมูลเป็นไปอย่างไร้ขีดจ ากัด ทาให้พื้นที่ของบริบท<br />

ของงานสถาปัตยกรรมเชิงปริทัศน์ได้ถูกระเบิดออกโดยไม่อาจคาดเดา<br />

ทิศทางได้<br />

ด้วยวิสัยทัศน์ของเจ้าของงานความสามารถของทีมออกแบบ และทีม<br />

สนับสนุนที่เป็นทั้งวิศวกรและผู้รับเหมาบ้าน HIgHER gRouNd จึงเป็น<br />

ส่วนผสมที่ลงตัวในเชิงสถาปัตยกรรมภูมิสถาปัตยกรรม วิศวกรรมโครงสร้าง<br />

และงานระบบ โดยมีระเบียบวาระเฉพาะตัว มีความงามที่เรียบง่ายภายใต้<br />

เส้นสายทางสถาปัตยกรรมที่เรียบสงบแต่ทรงพลังมีการเชื่อมต่อกับ<br />

ธรรมชาติที่แยบคายผ่านการตัดเฉือนช่องแสงที่ช่วยขับเน้นความงามของ<br />

ธรรมชาติ รวมถึงการใช้น้า พื้นที่สีเขียวในแนวตั้งและนอนและการเพิ่ม<br />

ความสูงของชั้นอาคารให้มากกว่าอาคารพักอาศัยโดยทั่วไปเพื่อผสมผสาน<br />

ขอบเขตพื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร จนเกิดเป็นงานสถาปัตยกรรม<br />

ที่อยู่นอกเหนือปทัสถานทาให้บ้าน Higher ground เป็นคาตอบใหม่ทาง<br />

สถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นประจักษ์พยานถึงความสามารถ<br />

ของสถาปนิก ภูมิสถาปนิก และวิศวกรไทย ทั้งยังน่าจะเป็นผู้น าการ<br />

เปลี่ยนแปลงอันสาคัญทั้งต่อบริบทกายภาพรอบๆ ตัวบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้อง<br />

เฝ้าดูกันต่อไป<br />

PTTEP หรืออาคารสานักงานของบริษัท ปตท. จากัด (มหาชน) สร้าง<br />

ขึ้นเพื่อใช้เป็นส านักงาน โดยมีความตั้งใจที่จะเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของ<br />

เจ้าหน้าที่พนักงาน และผู้ใช้อาคารทุกคน สถาปัตยกรรมถูกขับเคลื่อนด้วย<br />

บริบทสังคมและวัฒนธรรมจากภายในองค์กร อาคารนี้อยู่ในบริเวณของ<br />

ไซต์ ขุดเจาะน้ามันที่มีการจัดวางอาคารหลวมๆ บริบททางกายภาพสาคัญ<br />

เหลือเพียงดินฟ้าอากาศ ผู้ใช้สอยอาคารส่วนใหญ่เป็นวิศวกรและช่างเทคนิค<br />

อาคารมีการจัดวางในลักษณะ ที่เรียกว่าอาคารล้อมลาน (courtyard) ซึ่ง<br />

ลานแห่งนี้ช่วยให้ที่ท างานในทุกส่วนได้สัมผัสกับสีเขียวและแสงธรรมชาติ<br />

อีกทั้งยังได้ออกแบบให้ส่วนลานนี้เอียงลาดต่อเนื่องจากชั้นที่สองลงมาถึง<br />

ชั้นล่างเพื่อเพิ่มคุณภาพของที่ว่างและการใช้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น<br />

นอกจากนี้ยังได้มีการให้ความส าคัญกับการป้องกันแสงอาทิตย์ตรงที่จะน า<br />

ความร้อนเข้าสู่อาคาร โดยการใช้เกล็ดบังเงาตามตั้งที่มีขนาดและองศาตาม<br />

การคานวณวิถีของแสงอาทิตย์อีกด้วย<br />

สุดท้ายนี้อีกสองโครงการที่คล้ายกัน ทั้งสองต่างเน้นการสร้างตัวตน<br />

ของสถานที่ด้วยบริบททางสังคม และวัฒนธรรม คือ The Labyrinth และ<br />

The Flow<br />

The Labyrinth เป็นสนามเด็กเล่นที่ผู้ใหญ่ก็สามารถร่วมสนุกได้ เกิด<br />

การใช้เวลาคุณภาพร่วมกันในยุคของโซเชียลมีเดียที่ต่างคนต่างก้มหน้า<br />

ก้มตาใส่โทรศัพท์มือถือโดยไม่น าพาต่อผู้คนรอบข้างผู้ออกแบบใช้บรรยากาศ<br />

ที่ต้องการเป็นตัวก าหนดความคิดริเริ่ม ทางเดินที่ถูกออกแบบให้ขึ้น ลง<br />

ข้าม ลอด ต่อเนื่อง เชื่อมโยง และสร้างสรรค์ อย่างไม่มีจุดเริ่มและจุดจบ<br />

เป็นพลวัตต่อเนื่อง ทาให้เขาวงกตแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งโดดเด่นด้วย<br />

รูปลักษณะทางกายภาพที่เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่งรวมถึงการให้<br />

สีสันที่มีความสดใส ทาให้เกิดความร่าเริงแก่ผู้คนที่ได้ไปสัมผัสรวมถึง<br />

สร้างชีวิตชีวาให้แก่สถานที่ตั้งและบริเวณโดยรอบได้อย่างน่าประทับใจ<br />

เนื่องจากที่ตั้งเป็นสวนสาธารณะริมทะเลบริบททางกายภาพมีผลน้อยมาก<br />

ในการกดดันต่อตัวอาคารให้ตอบสนองจนกรรมการบางท่านบอกว่างาน-<br />

ออกแบบโครงการนี้สามารถอวตารไปตั้งในที่ต่างๆได้<br />

The Flow ศาลาพักผ่อนที่ออกแบบโดยมุ่งเน้นบริบทของสังคม<br />

วัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่เป็นอาคารที่มีโครงสร้างบางเบาและมีการใช้วัสดุ<br />

หลังคาโปร่งแสงร่วมสมัยที่น่าสนใจศาลาแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีความโปร่ง<br />

สบาย สามารถนั่ง นอน เอน พิง พัก เพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของ<br />

ทะเลบางแสน และสามารถทากิจกรรมอเนกประสงค์แบบฉับพลันทันที<br />

อันเป็นวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่การออกแบบโดยการยกหลังคาขึ้นสูงนั้น<br />

ทาให้เกิดกระแสลมผ่านเข้าสู่ศาลาอย่างสบายเพื่อการท ากิจกรรมโดยไม่ต้อง<br />

ปรับอากาศ อีกทั้งยังท าให้ความต่อเนื่องทางสายตาจากลานกิจกรรมของ<br />

คนสู่หาดของทะเลบางแสนไม่ได้ถูกบดบังอีกด้วย<br />

ทั้ง The Labyrinth และ The Flow นั้นสาหรับคนรุ่นใหม่แล้ว อาจเป็น<br />

สถาปัตยกรรมที่ดูจะไม่แปลกใหม่อะไรนักแต่สาหรับคณะกรรมการแล้ว<br />

การสร้างพื้นที่สาธารณะในรูปแบบนี้ไม่ใช่วัฒนธรรมการใช้พื้นที่แบบดั้งเดิม<br />

ในบริบทของสังคมไทย แม้ว่างานทั้งสองจะได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นชิ้นงานที่<br />

ไม่สัมพันธ์กับพื้นที่โดยรอบแต่ทั้งสองงานนั้นตั้งอยู่ภายใต้แนวความคิดที่<br />

เป็นจุดหมายตา (landmark) โดยบูรณาการวัฒนธรรมการใช้พื้นที่ของคน<br />

รุ่นใหม่เอาไว้นับได้ว่าเป็นการปรับตัวเข้ากับบริบทของสังคมยุคสมัยอย่าง<br />

แยบคาย<br />

74 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา


ส่งท้าย<br />

บันทึกการถอดบทเรียนข้างต้นนับเป็นประจักษ์พยานบางส่วนถึง<br />

ความก้าวหน้าของการออกแบบสถาปัตยกรรมในประเทศไทยปัจจุบัน<br />

สถาปนิกผู้ใหญ่ท่านหนึ่งยังออกปากว่าท่านเห็นงานแล้ววางใจได้ว่า วงการ<br />

สถาปัตยกรรมอยู่ในมือคนรุ่นใหม่ที่สามารถจะน าพาวงการของเราฝ่าคลื่นลม<br />

ไปได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนต้องขออภัยหากมีการด่วนสรุปส่วนผสมหลัก<br />

การย่อยแบบผสานการใช้ปัญญาของความรู้บ้างและปัญญาของความไม่รู้<br />

บ้าง เพื่อให้เกิดเป็นบันทึกหลักฐานของการเยี่ยมชมโครงการต่างๆในการ<br />

คัดเลือกผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่น พ.ศ. 25<strong>59</strong> ซึ่งนับเป็นปีคัดเลือกที่<br />

คึกคักอย่างยิ่งปีหนึ่งมีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมมากที่สุดตั้งแต่เริ่มกิจกรรมนี้<br />

เมื่อปี พ.ศ. 2525 ท้ายที่สุดนี้เป็นความตั้งใจอย่างยิ่งในการให้ข้อเขียนนี้มี<br />

ความเชื่อมโยงกับหลักการและแนวคิดที่เป็นอรรถบท(theme) หลักของ<br />

งานเพื่อแสดงความชื่นชมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดงานสถาปนิก’<strong>59</strong><br />

<strong>ASA</strong> Back to Basic โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาปนิกผู้ส่งงานเข้าร่วมการ<br />

คัดเลือกทุกท่าน ที่มีส่วนช่วยจรรโลงการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมใน<br />

ประเทศไทย ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าอย่าง<br />

ไม่เหน็ดเหนื่อยย่อท้อต่อบริบทอันผันผวนของวิชาชีพในยุคปัจจุบัน<br />

บรรณานุกรม:<br />

ต้นข้าว ปาณินท์, Theoria คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม. กรุงเทพ: ส านักพิมพ์สมมติ<br />

2553.<br />

วารสารอาษา<br />

<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 75


ผลการตัดสินผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 25<strong>59</strong><br />

รายชื่อคณะกรรมการตัดสินผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 25<strong>59</strong><br />

1. นายกฤษฎา โรจนกร<br />

2. นายพิศิษฐ์ โรจนวานิช<br />

3. นายสถิรัตร์ ตัณฑ์นันทน์<br />

4. ดร.ชเล คุณาวงศ์<br />

5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิรัส พัชรเศวต<br />

รวบรวมและเรียบเรียงโดย<br />

พิศิษฐ์ โรจนวานิช และผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิรัส พัชรเศวต<br />

functional and physical relation to the interior space while facilitating<br />

a connection with the surrounding context of the city outside as<br />

well. These openings not only bring about a functional relationship<br />

between the spaces, but also act as a frame that visually accentuates<br />

the vivacious presence of the house’s urban surroundings, rendering<br />

a schematic yet appealing elevation of the building’s frame. Such<br />

attempt is a great manifestation of the architect’s aesthetic ability,<br />

as one can see the allocation of space that seamlessly merges the<br />

modern lifestyle of dwellers to the program through the combination<br />

of a residential and working space. PAO House is a valuable piece of<br />

architecture in its own right, from the contemporary conceptualization<br />

of its conception to the way in which it truly reflects an adaptation<br />

and changes to architecture in the urban context.<br />

gOld MEdAl AwArdS<br />

SInglE dETAChEd rESIdEnCE<br />

PAO hOuSE<br />

ArChITECT: STu/d/O ArChITECTS<br />

OwnEr: ChAIChuMPhOl wATAkAnOn<br />

The architecture of PAO House is specifically designed to fit in<br />

the highly urbanized context of the area it is located in. With limited<br />

construction resources, space in particular, the house is an interesting<br />

attempt to adapt the architecture and struggle to deal with the<br />

significant rise of construction costs in a city such as Bangkok. The<br />

limitations of space and budget led the design team to create a more<br />

private functional area through the use and presence of a high wall.<br />

The space is enveloped with simple materials while the openings<br />

of various sizes are purposefully and consummately created to have<br />

บ้านเปาเป็นสถาปัตยกรรมที่มีการออกแบบให้เข้ากับบริบทของเมือง<br />

ใหญ่ในปัจจุบันที่มีความหนาแน่นสูง มีทรัพยากรเพื่อการก่อสร้างที่จ ากัด<br />

โดยเฉพาะด้านพื้นที่ รวมถึงการออกแบบที่ต้องปรับตัวและดิ้นรนจาก<br />

การถีบตัวของค่าก่อสร้างในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครได้อย่างน่าสนใจ<br />

เนื่องจากพื้นที่และงบประมาณที่จ ากัด ผู้ออกแบบจึงสร้างที่ว่างที่มีความ<br />

เป็นส่วนตัวภายในอาคารโดยการสร้างผนังสูงเพื่อห่อหุ้มที่ว่างนั้นด้วยวัสดุ<br />

ที่เรียบง่าย และตัดเฉือนช่องแสงใหญ่น้อยตามความสัมพันธ์ของลักษณะ<br />

การใช้พื้นที่ใช้สอยภายในให้เชื่อมต่อพื้นที่ภายในอาคารเข้ากับบริบทเมือง<br />

ภายนอกอย่างแยบคาย ซึ่งช่องแสงเหล่านี้นอกจากเป็นการสร้างความ<br />

สัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ในแง่ของการใช้สอยแล้ว ยังประพฤติตนเป็นกรอบ<br />

ภาพขับเน้นความมีชีวิตชีวาของมหานครภายนอกได้อย่างเฉียบคมอีกทั้ง<br />

ยังทาให้เกิดรูปด้านของกรอบอาคารที่เรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความงามได้<br />

อย่างมีนัยยะสาคัญ ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมที่แสดงถึงความสามารถทาง<br />

สุนทรียภาพของผู้ออกแบบ นอกจากนี้ยังมีการจัดวางพื้นที่ใช้สอยที่สอด-<br />

ประสานการใช้ชีวิตของคนหนุ่มสาวสมัยใหม่ อาทิ การผสานพื้นที่บ้าน<br />

พักอาศัยและพื้นที่ทางานส่วนตัวเข้าด้วยกัน กล่าวได้ว่า บ้านเปา เป็น<br />

สถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าในเชิงความคิดร่วมสมัย และเป็นภาพสะท้อน<br />

ของการปรับตัว และการเปลี่ยนแปลงของงานสถาปัตยกรรมในบริบท<br />

เมืองอย่างแท้จริง<br />

76 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา


gOld MEdAl AwArdS<br />

COMMErCIAl And OffICE BuIldIng<br />

ThE COMMOnS<br />

ArChITECT: dEPArTMEnT Of ArChITECTurE<br />

OwnEr: ThE COMMOnS<br />

The community mall in Soi Thonglor 17 stands out for its contemporary<br />

architectural structure that blends in perfectly well with<br />

the upscale urban lifestyle of the neighborhood. With the role and<br />

functionality of a public space, THE COMMONS does its job of<br />

accommodating diverse community activities brilliantly while the<br />

building’s main entrance is designed to be in physical relation with<br />

the scale of the city through the creation of a massive void that<br />

vertically links other spaces into a unified program. Such connection<br />

enhances interactions between activities happening on each floor<br />

of the mall. The circulation is designed to be sizable with a rhythmic<br />

presence and an absence that dynamically helps to distribute smaller<br />

activity areas via large pathways that grant access to other areas of<br />

the cluster of spaces. Additionally, the design puts great emphasis<br />

on the space’s efficient ventilation, which is achieved through<br />

arrangement of architectural elements such as laths, sun-filtering<br />

louvers, fans, etc. These compositions are presented in continual and<br />

complementing visuals through the physicality and orientation of<br />

the mall and its architectural program. The ceiling at the top floor contributes<br />

a great deal to the spaciousness of the entire circulation and<br />

program. In the meantime, the use of simple and natural materials<br />

from exposed concrete and wood to the omnipresent green spaces<br />

make the overall ambience of the project to be more relaxing. THE<br />

COMMONS is an ideal representation of the lifestyle and culture of<br />

the modern generation whose complexity of thought processes come<br />

with a humble and simple self-expression. It crosses over the dimensions<br />

of conventional commercial spaces we are familiar with through its<br />

spectacular physical presence and identity.<br />

ศูนย์การค้าเพื่อชุมชน(community mall) ตั้งอยู่บนถนนทองหล่อ 17<br />

ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ประสานเข้ากับวิถีการใช้ชีวิตของ<br />

คนรุ่นใหม่เพื่อเป็นที่ว่างส าหรับการทากิจกรรมเชิงชุมชนร่วมกัน โดย<br />

ทางเข้าอาคารนั้นถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับสเกลของเมืองด้วยการเกิดที่<br />

ว่างขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อไปยังที่ว่างทางตั้งอันส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์<br />

ระหว่างกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละชั้น รวมถึงการออกแบบการเว้นจังหวะ<br />

ทางสัญจรขนาดใหญ่เพื่อกระจายพื้นที่กิจกรรมขนาดย่อยๆ และเกิดเป็น<br />

การกระจายตัวของความมีชีวิตชีวาในโครงการไปตามทางสัญจรเหล่านั้น<br />

อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การออกแบบที่คานึงถึงการระบายอากาศที่ดี<br />

ผสมผสานกับการจัดวางองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม อาทิ ระแนง<br />

เกล็ดบังแดด และพัดลม ฯลฯ ตามลวดลายที่สอดประสานกันในทิศทาง<br />

ต่างๆ อย่างลงตัว บนเพดานชั้นบนสุด ส่งผลให้พื้นที่เพื่อการสัญจรโดย<br />

รวมของโครงการโปร่งสบาย อีกทั้งการเลือกวัสดุที่เรียบง่ายเป็นธรรมชาติ<br />

เช่น คอนกรีตเปลือย ไม้ พื้นที่สีเขียวขนาดย่อมๆ มาร้อยเรียง และสอด-<br />

ประสานกันทาให้พื้นที่ในโครงการดูผ่อนคลาย และเหมาะสมอย่างยิ่งที่<br />

จะเป็นตัวแทนของวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ที่มีระบบความ<br />

คิดที่ซับซ้อน แต่อ่อนน้อมเรียบง่ายในการแสดงตัว ในรูปแบบที่ก้าวข้าม<br />

มิติของพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วไปอย่างชัดเจนเกิดเป็นรูปธรรมอันน่าประทับใจ<br />

วารสารอาษา<br />

<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 77


CITATIOn AwArdS<br />

SInglE dETAChEd rESIdEnCE<br />

khOng hOuSE<br />

ArChITECT: ArSOM ArCh COMMunITY And EnVIrOnMEnT<br />

OwnEr: JArASrI SrIBAMrungkIET<br />

This project is a work of architecture conceptualized and materialized<br />

under a principle that highlights the importance of Thai context and<br />

identity. Integrated within the main intent and inspiration of the<br />

design are the traditions and value paid to respecting senior members<br />

of a family/house —‘Khong’ or ‘grandfather.’ What one can find within<br />

Khong House is an architectural language attentively employed for<br />

the project, an arrangement of vernacular compositions with a<br />

contemporary use of grammar, the reconfiguration of old wood that<br />

brings new meanings and, most importantly, a design that is perfectly<br />

suited to the climatic and geographical conditions of a tropical country<br />

such as Thailand. The ventilation is effectively optimized with an<br />

abundant amount of natural light. The area under the elevated floor of<br />

the house welcomes a consistent flow of natural wind, keeping the<br />

dwellers comfortable and cool. Khong House is a work of architecture<br />

designed with a great respect for nature, which is one of the most<br />

sustainable dimensions of a good architectural creation.<br />

สถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างขึ้นบนหลักของการให้ความส าคัญต่อบริบท<br />

ของไทยและเอกลักษณ์ของความเป็นไทย การนาขนบธรรมเนียมอันดีงาม<br />

ของไทยมาเป็นหลักในความตั้งใจและเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ<br />

บ้าน คือการเคารพในผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านซึ่งในที่นี้คือ‘อาก๋ง’ ภาษาของ<br />

สถาปัตยกรรมที่นามาใช้นั้นก็ถูกเลือกมาใช้ อย่างประณีตบรรจง การ<br />

เรียบเรียงองค์ประกอบไทยพื้นถิ่นด้วยไวยากรณ์ร่วมสมัย การนาเอาไม้<br />

เก่ามาเรียงร้อยให้เกิดคุณค่าใหม่ และที่สาคัญคือการออกแบบที่เข้ากับ<br />

ภูมิอากาศและภูมิประเทศของประเทศในเขตร้อนชื้นอย่าง ประเทศไทย<br />

ได้เป็นอย่างดี มีการระบายอากาศที่ดี มีแสงสว่างที่เพียงพอโดยเฉพาะ<br />

พื้นที่ใต้ถุนของบ้านที่มีกระแสลมธรรมชาติพัดผ่านให้ผู้อยู่อาศัยนั้นมี<br />

ความสบาย บ้านก๋งเป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบบนพื้นฐานของ การ<br />

เคารพในธรรมชาติ ซึ่งเป็นมิติที่ยั่งยืนมิติหนึ่งของการสร้างสถาปัตยกรรม<br />

hIghEr grOund<br />

ArChITECT: ArChITECT 49 hOuSE dESIgn<br />

OwnEr: ITTInAI YIngSIrI<br />

HIGHER GROUND Residence’s simplicity and serenity is<br />

reminiscent of the likes of contemporary Japanese architecture with<br />

a high construction standard. Its presence bears great contrast with<br />

the highly populated and chaotic context of Soi Intamara. The owner’s<br />

wish was to build a new house on the same piece of land where<br />

the house he grew up in and has special emotional connection with<br />

is located. The brief also includes the design of an architecture that<br />

tastefully flows along the changing tides of a globalized world where<br />

access to information is limitless, causing the space of critical architecture<br />

to explode in unexpected directions. With the owner’s vision<br />

and the ability of the design team and supporting collaborators from<br />

engineers to contractors, HIGHER GROUND is a perfect combination<br />

of architecture, landscape architecture, structural engineering and<br />

system work. With its own agenda, the house’s simplicity is rendered<br />

under powerful and simplistic architectural lines. The connection between<br />

the physicality of these architectural compositions and nature is<br />

brilliantly facilitated through a series of openings that embellish the<br />

surrounding natural beauty. Water, horizontal and vertical green spaces<br />

and the additional height added to the structure are utilized to combine<br />

the boundaries between the exterior and interior space. Collectively,<br />

they formulate a creation that exists beyond the norm, making<br />

HIGHER GROUND a new architectural solution of great uniqueness<br />

and a manifestation of the competency of Thai architects, landscape<br />

architects and engineers. What the house is able to achieve is its<br />

contribution to the surrounding context and new tendencies of<br />

architectural design in a modern urban context whose future remains<br />

to be seen.<br />

78 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา


บ้าน HIgHER gRouNd เป็นงานสถาปัตยกรรมที่เรียบสงบผสม<br />

กลิ่นอายของงานสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นร่วมสมัย มีมาตรฐานการ<br />

ก่อสร้างระดับสูง และขัดแย้งกับบริบทอันเป็นพื้นที่ในซอยแถวอินทามระ<br />

ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยที่หนาแน่นและวุ่นวายแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯโดย<br />

เจ้าของบ้านต้องการสร้างบ้านหลังใหม่ในที่ดินผืนเดียวกับบ้านหลังเก่าที่<br />

เจ้าของบ้านมีความผูกพันอยู่แต่เดิม ขณะเดียวกันก็ยังต้องการให้บ้าน<br />

HIgHER gRouNd เป็นงานสถาปัตยกรรมที่เลื่อนไหลไปอย่างมีรสนิยม<br />

ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกยุคโลกภิวัตน์ที่การเข้าถึง<br />

ของข่าวสารข้อมูลเป็นไปอย่างไร้ขีดจากัด ทาให้พื้นที่ของบริบทของงาน<br />

สถาปัตยกรรมเชิงปริทัศน์ได้ถูกระเบิดออกโดยไม่อาจคาดเดาทิศทางได้<br />

ทั้งนี้ ด้วยวิสัยทัศน์ของเจ้าของงาน ความสามารถของทีมออกแบบ และ<br />

ทีมสนับสนุนที่เป็นทั้งวิศวกรและผู้รับเหมา บ้าน HIgHER gRouNd จึง<br />

เป็นส่วนผสมที่ลงตัวในเชิงสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม วิศวกรรม<br />

โครงสร้าง และงานระบบ โดยมีระเบียบวาระเฉพาะตัว มีความงามที่<br />

เรียบง่ายภายใต้เส้นสายทางสถาปัตยกรรมที่เรียบสงบแต่ทรงพลัง มีการ<br />

เชื่อมต่อกับธรรมชาติที่แยบคายผ่านการตัดเฉือนช่องแสงที่ช่วยขับเน้น<br />

ความงามของธรรมชาติ รวมถึงการใช้น้า พื้นที่สีเขียวในแนวตั้งและนอน<br />

และการเพิ่มความสูงของชั้นอาคารให้มากกว่าอาคารพักอาศัยโดยทั่วไป<br />

เพื่อผสมผสานขอบเขตพื้นที่ภายในและภายนอกอาคารจนเกิดเป็นงาน<br />

สถาปัตยกรรมที่อยู่นอกเหนือปทัสถาน ทาให้บ้าน HIgHER gRouNd<br />

เป็นคาตอบใหม่ทางสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นประจักษ์<br />

พยานถึงความสามารถของสถาปนิก ภูมิสถาปนิก และวิศวกรไทย ทั้งยัง<br />

น่าจะเป็นผู้นาการเปลี่ยนแปลงอันสาคัญทั้งต่อบริบทรอบๆ ตัวบ้าน และ<br />

การออกแบบสถาปัตยกรรมในบริบทเมืองในยุคใหม่ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าดู<br />

กันต่อไป<br />

kA hOuSE<br />

ArChITECT: IdIn ArChITECTS<br />

OwnErS: wArAPhOrn BurAn<strong>ASA</strong>MrIT,<br />

krITSArAT CurAn<strong>ASA</strong>MrIT<br />

This small vacation house is located near the perimeter of<br />

Khao Yai National Park with a design that bespeaks the language of<br />

contemporary architecture through its interesting execution of architectural<br />

compositions. The house’s structural extension is achieved<br />

through its masterful use of steel and a concrete structure while the<br />

clash of natural materials and the more contemporary wood substitution<br />

are put together in a right and meaningful manner. The design of<br />

the sun-protection component in the form of lathed openings with an<br />

alternating triangular pattern aesthetically and functionally provides<br />

shade within the interior while creating an interesting perspective<br />

that plays upon the effects of light and shadow. The lengthwise<br />

orientation of the building efficiently facilitates natural ventilation. KA<br />

HOUSE offers the experience of ultimate comfort and relaxation that<br />

one can ask for from a vacation house.<br />

บ้านพักตากอากาศตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นบ้านเล็กๆ<br />

ที่มีการออกแบบด้วยภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัย มีลักษณะของการจัด-<br />

วางองค์ประกอบเชิงสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจการยื่นอาคารด้วยโครงสร้าง<br />

เหล็กและคอนกรีต การใช้วัสดุธรรมชาติประสานกับวัสดุร่วมสมัยอย่าง<br />

ไม้สังเคราะห์ได้อย่างสอดคล้อง ลงตัว และมีคุณค่า การออกแบบองค์-<br />

ประกอบการบังแดดด้วยหน้าต่างระแนงไม้ที่มีการวางไม้เฉียงสลับขึ้น<br />

และลงที่ทาหน้าที่เป็นส่วนบังเงาให้กับหน้าต่างกระจกภายใน ทาให้เกิด<br />

มุมมองและแสงเงาที่น่าสนใจ นอกจากนี้การวางอาคารเป็นแนวยาวช่วย<br />

ในการระบายอากาศธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เมื่อได้เข้าไปอยู่ในบ้าน KA<br />

หลังนี้จะพบกับความสบายสมกับการเป็นบ้านสาหรับการพักผ่อนตาก<br />

อากาศเป็นอย่างยิ่ง<br />

วารสารอาษา<br />

<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 79


CITATIOn AwArdS<br />

COMMErCIAl And OffICE BuIldIng<br />

glASShOuSE @ SIAM SIndhOrn<br />

ArChITECT: OffICE AT<br />

OwnEr: SIAM SInThOrn<br />

The extension of the original Siam Sinthorn Building on Wireless<br />

Road houses spaces for restaurants, cafés and a cigar bar. Realized<br />

with the language of contemporary architectural design, one of the<br />

project’s distinctive elements is the overarching ceiling of the expansive<br />

roof structure that is constructed from a network of straight and<br />

curvy lines. Consequentially formed are the project’s outstanding and<br />

unique physical attributes. Such composition, when combined with<br />

the size of the building, arrangement of the program and activities as<br />

well as the cleverly descending scale of other elements, add wonderful<br />

livelihood to the area.<br />

ส่วนต่อขยายของอาคารสยามสินธรเดิม สร้างขึ้นริมถนนวิทยุ<br />

ประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านสาหรับสูบซิการ์สถาปัตยกรรม<br />

ถูกออกแบบด้วยภาษาร่วมสมัย โดยมีลักษณะเด่นคือในส่วนเพดานของ<br />

โครงหลังคาใหญ่ที่ปกคลุมอาคารนั้น มีการใช้องค์ประกอบเส้นตรงและ<br />

เส้นโค้งต่อเนื่องกันเพื่อสร้างให้เกิดรูปลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น<br />

ของโครงการ ซึ่งเมื่อประกอบกับขนาดของตัวอาคาร การจัดวางกิจกรรม<br />

และสเกลขององค์ประกอบอื่นๆ ที่ลดหลั่นกันอย่างมีชั้นเชิงช่วยสร้าง<br />

ความมีชีวิตชีวาให้กับถนนวิทยุเป็นอย่างมาก<br />

PTTEP-S1 OffICE (ThE BuIldIng COMMEMOrATIng<br />

ThE 30Th YEAr Of SIrIkIT OIl fIEld)<br />

ArChITECT: OffICE AT<br />

OwnEr: PTTEP SIAM<br />

This office building of PTT Public Company Limited was constructed<br />

to function as a new workspace with the intention being to improve<br />

the quality of life of every employee and user. The architecture’s<br />

orientation has a courtyard at its center. This particular court grants<br />

all the workspaces in the building access to the green element and<br />

natural light. The architect designed the courtyard to create a continual<br />

incline from the second floor to the ground floor of the building<br />

in order to maximize the quality of the space and efficiency of its<br />

functionality. In addition, more emphasis is placed on the prevention<br />

of sunlight and heat from coming into the building through the use of<br />

a vertical alignment of louvers whose sizes and angles are carefully<br />

calculated according to the sun’s direction.<br />

อาคารสานักงานของบริษัท ปตท. จากัด (มหาชน) สร้างขึ้นเพื่อใช้<br />

เป็นสานักงาน โดยมีความตั้งใจที่จะเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่<br />

พนักงานและผู้ใช้อาคารทุกคน สถาปัตยกรรมถูกจัดวางในลักษณะที่<br />

เรียกว่าอาคารล้อมลาน (courtyard) ซึ่งลานแห่งนี้ช่วยให้ที่ท างานในทุก<br />

ส่วนได้สัมผัสกับสีเขียวและแสงธรรมชาติอีกทั้งยังได้ออกแบบให้ส่วน<br />

ลานนี้เอียงลาดต่อเนื่องจากชั้นที่สองลงมาถึงชั้นล่างเพื่อเพิ่มคุณภาพของ<br />

ที่ว่างและการใช้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการให้<br />

ความสาคัญกับการป้องกันแสงอาทิตย์ตรงที่จะน าความร้อนเข้าสู่อาคาร<br />

โดยการใช้เกล็ดบังเงาตามตั้งที่มีขนาดและองศาตามการค านวณวิถีของ<br />

แสงอาทิตย์อีกด้วย<br />

80 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา


ChOuI fOng TEA CAfE<br />

ArChITECT: IdIn ArChITECTS<br />

OwnEr: ChAnYA wAnAPITAkul<br />

Located on a small hill, this cluster of buildings in Chiang Rai is<br />

known for its business of selling tea, bakery goods and souvenirs.<br />

The spacious area is light and airy with a relaxing vibe that offers a<br />

front row seat to the spectacular view of the tea field. The architecture<br />

designed for the project is simple, straightforward and predominated<br />

by an open space. Equally important as the architectural form<br />

is the collaborative conceptualization process where the owner and<br />

architect shared ideas and support in the creation of a work that not<br />

only serves the intended functionalities but also has great sentimental<br />

value for the owner, contractor and architect. CHOUI FONG TEA CAFE<br />

is an admirable example of an architectural creation whose process<br />

of conception took place hand in hand with the happiness of everyone<br />

involved.<br />

อาคารร้านขายชา ขนม และของที่ระลึกในไร่ชา จังหวัดเชียงราย<br />

กลุ่มอาคารนี้ตั้งบนยอดเนินและเป็นอาคารที่ออกแบบให้มีลักษณะโดย<br />

รวมโปร่งโล่ง ผ่อนคลาย สามารถนั่งชมทัศนียภาพอันสวยงามของไร่ชา<br />

ได้อย่างชัดเจน รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เลือกมาใช้นั้นเรียบง่าย ตรงไป<br />

ตรงมา เปิดโล่ง นอกจากรูปแบบเชิงสถาปัตยกรรมแล้ว สิ่งที่ถือว่าเป็น<br />

ปัจจัยที่สาคัญสาหรับโครงการนี้ก็คือ การที่สถาปนิกกับเจ้าของได้มี<br />

การร่วมกันคิดแบ่งปันกัน ให้กาลังใจซึ่งกันและกันในการร่วมกันสร้าง<br />

สถาปัตยกรรมที่ตอบสนองไม่เฉพาะการใช้งาน แต่มีคุณค่าในเชิงจิตใจ<br />

สาหรับทั้งตัวเจ้าของ ผู้รับเหมาและสถาปนิกเองด้วย ซึ่งสิ่งนี้ถือได้ว่า<br />

เป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งของการสร้างงานสถาปัตยกรรมที่มี<br />

กระบวนการที่สร้างความสุขของผู้เกี่ยวข้องด้วย<br />

blend in with the physical context of the urban ‘forest.’ The contemporary<br />

architectural language further brings the use of materials such<br />

as concrete, steel and glass. With the circulation inside the project<br />

being one of the priorities of the design, the architect located the<br />

entry and exit to be at different angles, allowing for the perception<br />

of the space to be more dimensional, interestingly transitioning from<br />

one to the other.<br />

อาคารพาณิชย์เพื่อเช่าสาหรับใช้เป็นพื้นที่ทางานร่วมเชิงแบ่งปัน<br />

(co-working space) ที่ถูกออกแบบและก่อสร้างให้เข้ากับบริบทเดิม คือ<br />

ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ในที่ดินที่ได้รับการปกป้องจากการก่อสร้างภายใต้ค าปรึกษา<br />

ของนักพฤกษศาสตร์ การจัดวางห้องทางานต่างๆ ในลักษณะกระจายตัว<br />

ลงบนที่ดิน เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติ ‘ในป่า’ มีการใช้<br />

ภาษาทางสถาปัตยกรรมร่วมสมัย คอนกรีต เหล็ก และกระจก ทางสัญจร<br />

ภายในโครงการก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ถูกให้ความส าคัญ การสัญจร<br />

ที่ผ่านเข้าออกจากที่ว่างในมุมองศาที่แตกต่างกันนั้นทาให้เกิดมิติการ<br />

มองเห็นที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ว่างหนึ่งไปสู่อีกที่ว่างหนึ่งอย่างน่าสนใจ<br />

nAIIPA ArT COMPlEx<br />

ArChITECT: STu/d/O ArChITECTS<br />

OwnEr: g’rIS 46<br />

This commercial building with co-working spaces for rent is<br />

designed and constructed to best suit its original surroundings.<br />

The big trees growing on the land are protected from construction<br />

where proper consultation from a botanist was provided. The space<br />

is allocated horizontally in order for the built structures to naturally<br />

วารสารอาษา<br />

<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 81


CITATIOn AwArdS<br />

hOTEl, rESOrT And rECrEATIOnAl<br />

BuIldIng<br />

IndIgO BAngkOk hOTEl<br />

ArChITECT: ArChITECTS 49<br />

OwnEr: PIYASOMBAT PrOPErTY<br />

The concept of this urban hotel integrates stories of Wireless<br />

Road as parts of the architectural design and interior decoration<br />

where every room impressively brings out the potential of Bangkok’s<br />

cityscape. One of the most distinctive features is the massive void<br />

between buildings that houses a beautiful green space and introduces<br />

natural light and ventilation into the entire interior program. The recreational<br />

area is located at the top floor of the hotel with a fitness and<br />

pool overlooking an exclusive view of the city’s expansive skyline.<br />

โรงแรมในเมืองที่มีแนวคิดการนาเอาเรื่องราวของถนนวิทยุมาผูกโยง<br />

เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายใน<br />

ห้องพักในทุกๆ ห้องมีการใช้ศักยภาพในการชมทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ<br />

อย่างน่าประทับใจ โดยมีลักษณะเด่นคือ การเจาะช่องโล่งระหว่างอาคาร<br />

เพื่อปลูกต้นไม้และเป็นการนาแสงธรรมชาติเข้ามา อีกทั้งยังช่วยทาให้<br />

เกิดการระบายอากาศที่ดีแก่พื้นที่ว่างภายในอาคาร ส่วนสันทนาการถูก<br />

จัดวางให้อยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารประกอบด้วยส่วนสระว่ายน้ าและ<br />

ส่วนออกกาลังกาย ซึ่งในส่วนสระว่ายน้านี้สามารถเห็นทัศนียภาพของ<br />

กรุงเทพฯ ได้โดยรอบ สร้างประสบการณ์ที่หาได้ยาก<br />

ThE TuBkAAk krABI BOuTIquE rESOrT (SECOnd PhASE)<br />

ArChITECT: ArChITECTS 49<br />

OwnEr: ThE TuBkAAk krABI BOuTIquE rESOrT<br />

The addition of The Tubkaak Krabi Boutique Resort is comprised<br />

of new rooms and a wooden conical pavilion of the hotel’s therapeutic<br />

spa. Using the same architectural language as the first phase of the<br />

hotel where ceramic tiles are among the distinctive elements, the<br />

second phase welcomes the cocoon-shaped structure of the spa where<br />

the space is embraced to provide a private and relaxing experience<br />

for its guests. The floor plan scatters the rooms in an open area with<br />

the landscape architecture of a lush and succulent rain forest linking<br />

all the units together.<br />

ส่วนต่อขยายของรีสอร์ทพักตากอากาศทับแขก ซึ่งประกอบไปด้วย<br />

ห้องพักใหม่และส่วนกระโจมไม้ของห้องสปาบ าบัด ภาษาทางสถาปัตยกรรม<br />

เป็นภาษาเดียวกันกับอาคารในส่วนแรกคือเป็นหลังคามุงด้วยกระเบื้อง<br />

ดินเผา โดยมีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากอาคารในส่วนแรกก็คือ ส่วนของ<br />

สปา ที่มีลักษณะอาคารคล้ายกับรังไหม ที่เปรียบเสมือนการห่อหุ้มที่ว่าง<br />

กระชับตัวสาหรับการผ่อนคลายจากการนวดสปา การจัดวางผังบริเวณมี<br />

การจัดวางแบบกระจายตัว มีความโปร่งและเชื่อมถึงกันด้วยภูมิสถาปัตย-<br />

กรรมที่สะท้อนถึงความเป็นป่าฝนที่เขียวชอุ่มและชุ่มฉ่ า<br />

82 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา


CITATIOn AwArdS<br />

InSTITuTIOnAl BuIldIng, ArT And<br />

CulTurAl BuIldIng, rElIgIOuS<br />

BuIldIng<br />

MAhIdOl lEArnIng CEnTEr<br />

ArChITECT: ArSOM ArCh COMMunITY And EnVIrOnMEnT<br />

OwnEr: MAhIdOl unIVErSITY<br />

The Learning Center is conceived under the concept and Mahidol<br />

University’s intention to improve the quality of life of its students and<br />

personnel with a proper and safe public space that can accommodate<br />

different activities. The center is also intended to be a spiritual center,<br />

representing the connection between the students, alumni and the<br />

institution that educates them. This built structure is derived from its<br />

surrounding contexts and factors with the orientation that rests along<br />

the new axis of the campus’s new master plan and architectural<br />

content, and functions as the link between the university dorm and<br />

other classroom buildings. The elevated ground floor becomes the<br />

main circulation for users who come and go from different directions<br />

while maximizing the ventilation capacity. The materials chosen for<br />

the building are mostly natural and easy to maintain such as steel,<br />

bricks and concrete.<br />

lIMA duVA<br />

ArChITECT: IdIn ArChITECTS<br />

OwnErS: SuPIChAYA ChAIMuEnwOng,<br />

TErMPhAn YOOwITTAYA<br />

The design of the new phase of this island getaway on Koh<br />

Samed, Thailand, is contemporary in its architectural language.<br />

An interesting dimension is created via the slightly shifting wall of<br />

the opening that grants both privacy and a nice view to each room.<br />

Architecturally speaking, the design is derived from the main intention<br />

to create a resort that offers a sense of privacy and relaxation for<br />

couples. The spaces are realized to fulfill the requirement with such<br />

a perfect and meticulous manner. Physically linked with the large<br />

communal pool are small private pools for the poolside units on the<br />

ground floor, offering guests great seclusion. The design’s attention to<br />

details can also be seen from other compositions of the hotel<br />

such as the large glass openings that can be cleaned from the inside<br />

of the building.<br />

อาคารศูนย์การเรียนรู้มหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา แห่งนี้ เป็นอาคาร<br />

ที่สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดและความตั้งใจของทางมหาวิทยาลัยที่ต้องการ<br />

เสริมสร้างคุณภาพชีวิตของนิสิตทุกคนในมหาวิทยาลัยให้มีสถานที่ที่<br />

เหมาะสมปลอดภัยสาหรับทากิจกรรมร่วมกัน อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวม<br />

จิตใจของนิสิตให้มีความผูกพันกับสถาบันยามเมื่อจากไปเติบโตในสังคม<br />

โดยอาคารได้ถูกจัดวางให้อยู่ในแนวแกนใหม่ของมหาวิทยาลัยและเป็น<br />

ทางเชื่อมระหว่าง หอพักของนิสิตไปสู่ส่วนอาคารเรียนต่างๆ สถาปัตย-<br />

กรรมแห่งนี้ได้ถูกออกแบบตามบริบทและปัจจัยที่กล่าวมาอย่างเหมาะสม<br />

มีการยกใต้ถุนสูงเพื่อให้เป็นทางสัญจรหลักของนิสิตจากหลากหลาย<br />

ทิศทาง รวมถึงช่วยในเรื่องการระบายอากาศที่ดีอีกด้วย วัสดุต่างๆ ที่<br />

เลือกใช้เป็นวัสดุธรรมชาติที่ดูแลรักษาง่ายเช่น เหล็กอิฐ คอนกรีต เป็นต้น<br />

ส่วนต่อขยายของรีสอร์ทพักตากอากาศบนเกาะเสม็ด มีลักษณะ<br />

การใช้ภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัย โดยในส่วนของช่องเปิดนั้นมีการ<br />

ออกแบบโดยการเอียงผนังเข้าสู่ภายในเล็กน้อยเพื่อสร้างให้เกิดมิติที่<br />

น่าสนใจในเชิงสถาปัตยกรรม การออกแบบสถาปัตยกรรมแห่งนี้มีความ<br />

ตั้งใจหลักคือ การสร้างรีสอร์ทพักผ่อนที่มีความเป็นส่วนตัวส าหรับคู่รัก<br />

ซึ่งที่ว่างที่สร้างขึ้นนั้นก็ตอบสนองความตั้งใจนี้ได้อย่างลงตัวและพิถีพิถัน<br />

อาทิ ส่วนสระว่ายน้าส่วนตัวเล็กๆ ที่ต่อเชื่อมมาจากสระว่ายน้าใหญ่ที่<br />

ตอบสนองความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าพักได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ยังมี<br />

การให้ความสนใจในรายละเอียดทางการใช้งาน อาทิ การเช็ดกระจกผืน<br />

ใหญ่จากภายในอาคาร เป็นต้น<br />

วารสารอาษา<br />

<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 83


CITATIOn AwArdS<br />

SPECIAl BuIldIng<br />

METrO fOrEST<br />

ArChITECT: SPACETIME ArChITECTurE<br />

OwnEr: fOrESTrY InSTITuTE, PTT PuBlIC<br />

The idea behind Metro Forest project is based on a good<br />

intention to offer urban dwellers access to an urban forest of luscious<br />

greenery and plants. Architectural design is brought in as a complementing<br />

element of the landscape architecture. The noticeable<br />

element of the program is the large passageway constructed using<br />

rammed earth that leads users to the main exhibition hall before the<br />

structure is immersed seamlessly into the landscape.<br />

โครงการป่าในกรุงเป็นโครงการที่อยู่บนความตั้งใจดีที่จะเปิดโอกาส<br />

ให้คนเมืองได้สัมผัสกับสวนป่าไม้นานาพันธุ์โดยมีการออกแบบสถาปัตย-<br />

กรรมให้สอดคล้องเป็นส่วนหนึ่งของงานภูมิสถาปัตยกรรมสถาปัตยกรรม<br />

แห่งนี้มีองค์ประกอบที่โดดเด่นคือ ทางเดินโค้งที่โอบล้อมด้วยผนังสูงที่<br />

สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่นาเอาวัสดุธรรมชาติของพื้นโลก อาทิ ดินหรือ<br />

หินมาก่อสร้างที่เรียกว่า เทคโนโลยีดินอัด (Rammed-Earth) มาใช้ ซึ่ง<br />

ทางเดินนี้นาไปสู่ส่วนนิทรรศการหลักและสามารถคลี่คลายต่อเนื่องไปกับ<br />

ส่วนภูมิสถาปัตยกรรมได้อย่างกลมกลืน<br />

84 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา


ThE flOw<br />

ArChITECT: dEPArTMEnT Of ArChITECTurE<br />

OwnEr: SAnSuk MunICIPAlITY (COMMISSIOnEd BY SIAM<br />

CEMEnT PuBlIC COMPAnY lIMITEd)<br />

Designed and constructed for recreational purpose, this pavilion<br />

with a light and airy structure is interesting for many reasons, one<br />

being the translucent materials used for the roof and the totally open<br />

space that welcomes users to sit, lie down, rest and lean on it with<br />

the amazing view of Bangsean Beach before their eyes. The high<br />

ceiling creates a space that embraces the flow of the natural wind<br />

while granting visual and physical access to the beach and sea without<br />

any obstructions.<br />

ThE lABYrInTh<br />

ArChITECT: SuPEr MAChInE<br />

OwnEr: SAnSuk MunICIPAlITY (COMMISSIOnEd BY SIAM<br />

CEMEnT PuBlIC COMPAnY lIMITEd)<br />

A playground for kids and adults is the concept behind the<br />

making of THE LABYRINTH. Walkways are designed to accommodate<br />

all movements as one can walk up, down, across, go under and<br />

basically enjoy the continuity of space, exercising their imagination<br />

and creativity with no definite beginning or ending. Standing out with<br />

its sculptural and almost art-like physicality and super vibrant color,<br />

THE LABYRINTH brings incredibly vivacious energy to its users and<br />

surroundings.<br />

ศาลาพักผ่อนที่มีโครงสร้างที่บางเบาและการใช้วัสดุหลังคาโปร่งแสง<br />

ร่วมสมัยที่น่าสนใจ ศาลาแห่งนี้ถูก ออกแบบให้มีความโปร่ง สบาย<br />

สามารถนั่ง นอน เอน พิง พัก เพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของทะเล<br />

บางแสน การออกแบบโดยการยกหลังคาขึ้นสูง นั้นทาให้เกิดกระแสลม<br />

ผ่านเข้าสู่ศาลาอย่างสบาย อีกทั้งยังทาให้ความต่อเนื่องทางสายตาจาก<br />

ลานกิจกรรมของคนสู่หาดทรายของทะเลบางแสนไม่ได้ถูกบดบังอีกด้วย<br />

สนามเด็กเล่นที่ผู้ใหญ่ก็สามารถเล่นได้อย่างสนุกสนาน ทางเดินที่<br />

ถูกออกแบบให้ ขึ้น ลง ข้าม ลอด ต่อเนื่อง เชื่อมโยง และสร้างสรรค์<br />

อย่างไม่มีจุดเริ่มและจุดจบเป็นพลวัตต่อเนื่อง ทาให้เขาวงกตแห่งนี้เป็น<br />

สถาปัตยกรรมที่ตั้งโดดเด่นด้วย รูปลักษณะทางกายภาพที่เปรียบเสมือน<br />

งานศิลปะชิ้นหนึ่ง รวมถึงการให้สีสันที่มีความสดใสทาให้เกิดความร่าเริง<br />

แก่ผู้คนที่ได้ไปสัมผัส รวมถึงสร้างชีวิตชีวาให้แก่สถานที่ตั้งและบริเวณ<br />

โดยรอบได้อย่างน่าประทับใจ<br />

วารสารอาษา<br />

<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 85


CITATIOn AwArdS<br />

rEnOVATIOn<br />

BAAn luAng rAJAMAITrI hISTOrIC Inn<br />

ArChITECT: ArSOM ArCh COMMunITY And EnVIrOnMEnT<br />

OwnEr: ChAnThABOOn rAk dEE<br />

This residence has long possessed incredible architectural values<br />

and a significant presence in the local community. The renovation is,<br />

therefore, the revitalization of an old work of architecture that brings<br />

new life within the geographical and cultural context of Chantaburi<br />

province. The use of the architectural language holds the building’s<br />

original structure and aesthetic details in high regard and can be seen<br />

through the use of steel and wood, which is physically related to the<br />

house’s initial aesthetic attributes. The project upholds the values and<br />

virtues of architectural preservation while adding the new changes<br />

and functionalities of a hotel. What Baan Luang Rajamaitri Historic<br />

Inn has achieved is success in preserving the architecture’s historical<br />

and aesthetic values, which take place alongside its ability to remain<br />

self-sufficient via the renting of its rooms and contributions to the<br />

revival of the local community.<br />

บ้านหลวงเดิมเป็นบ้านที่มีคุณค่าทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและการเป็น<br />

องค์ประกอบของชุมชนมายาวนาน การปรับปรุงบ้านหลวงขึ้นใหม่นี้เป็น<br />

การฟื้นฟูสถาปัตยกรรมเก่าอันทรงคุณค่าให้กลับมีชีวิตขึ้นใหม่ภายใต้<br />

บริบทใหม่ของเมืองจันทบุรี การเลือกใช้ภาษาทางสถาปัตยกรรมที่เคารพ<br />

และกลมกลืนกับรูปแบบเดิมของตัวสถาปัตยกรรม การใช้เหล็ก ไม้ ที่<br />

สอดคล้องกับบริบททางสถาปัตยกรรมเดิม โดยเป็นทั้งการอนุรักษ์ศิลป<br />

สถาปัตยกรรมและการปรับเปลี่ยนการใช้งานใหม่ด้วยการเป็นห้องพัก<br />

ถือได้ว่าประสบความสาเร็จทั้งในเชิงรักษารูปแบบทางสถาปัตยกรรม<br />

การสร้างความยั่งยืนจากการมีรายได้จากค่าเช่า และการฟื้นคืนชีวิตให้<br />

กับชุมชน<br />

SIrI hOuSE<br />

ArChITECT: IdIn ArChITECTS<br />

OwnEr: SurEE SIrIwAJJAnAngkul<br />

SIRI HOUSE is essentially a renovation of a two-unit shophouse<br />

in the Surawong neighborhood. With the users being a big family of<br />

six (parents and four siblings), all the members are given their own<br />

personal living spaces. Each unit of the house is allocated using an<br />

algorithm method realized from a highly systematic thought process.<br />

The forms are rationalized to be intentionally complicated, repeated<br />

and unrepeated, creating interesting and unique experiences of<br />

space and time. SIRI HOUSE is one of the many projects where<br />

functionality of space is maximized on a very small piece of land<br />

(80 square meters). The solution to such limitation is the design and<br />

arrangement of spaces to provide enough functionality to every user<br />

including the effective incorporation of natural light and ventilation.<br />

บ้าน SIRI เป็นบ้านที่ถูกปรับปรุงขึ้นจากอาคารพาณิชย์เก่า 2 คูหา<br />

ในย่านสุรวงศ์ เป็นบ้านที่ออกแบบสาหรับครอบครัวที่มีคุณพ่อและพี่น้อง<br />

อยู่ร่วมกัน โดยที่แต่ละคนจะมีพื้นที่ส่วนตัวส าหรับการอยู่อาศัยที่เป็นของ<br />

ตัวเองอย่างเป็นเอกเทศ แต่ละหน่วยของการอยู่อาศัยนั้นถูกจัดวางด้วย<br />

ขั้นตอนวิธี (algorithm) ที่มีกระบวนการในการเรียบเรียงความคิดเป็น<br />

ขั้นๆ บนตรรกะของรูปทรงที่มีความซับซ้อน มีการเวียนซ้าและไม่ซ้า<br />

รอยเดิม ทาให้เกิดประสบการณ์ของที่ว่างและเวลาที่น่าสนใจ ไม่จาเจ<br />

นอกจากนั้น บ้าน SIRI ยังเป็นบ้านที่มีการจัดสรรพื้นที่ได้อย่างประหยัด<br />

บนพื้นที่ดิน เพียงประมาณ 20 ตารางวาเท่านั้น การแก้ปัญหาด้วย<br />

วิธีการออกแบบและเรียบเรียงที่ว่างในกรณีนี้ท าให้เกิดที่ว่างที่เพียงพอ<br />

สาหรับการใช้งานของทุกคนในครอบครัว รวมถึงการมีแสงธรรมชาติและ<br />

มีการระบายอากาศที่ดีตามสมควร<br />

86 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา


WOLF D. PRIX<br />

COOP HIMMELB(L)AU<br />

LECTURE<br />

© Photography: Shu He


This Saturday August 20 th , 2016, the Association of<br />

Siamese Architects under Royal Patronage is proud to<br />

present a lecture by Wolf D. Prix, a world renowned<br />

architect. The Lecture will take place at Siam Society<br />

under Royal Patronage.<br />

Wolf D. Prix, born in 1942 in Vienna, is co-founder,<br />

Design Principal and CEO of COOP HIMMELB(L)AU.<br />

He studied architecture at the Vienna University<br />

of Technology, the Architectural Association of<br />

London as well as at the Southern California Institute<br />

of Architecture (SCI-Arc) in Los Angeles.<br />

Amongst others, Wolf D. Prix is a member of the<br />

Österreichische Bundeskammer der Architekten<br />

und Ingenieurkonsulenten, the Bund Deutscher<br />

Architekten, Germany (BDA), the Royal Institute of<br />

British Architects (RIBA), the Architectural Association<br />

Santa Clara, Cuba, as well as Fellow of the<br />

American Institute of Architecture (FAIA). Wolf D.<br />

Prix received numerous awards including the Great<br />

Austrian State Award and the Austrian Decoration of<br />

Honor for Science and Art. He is permanent member<br />

of the Austrian Art Senate and the European<br />

Academy of Sciences and Arts. Two Universities have<br />

conferred him the Doctorate Honoris Causa: The<br />

Universidad de Palermo, Buenos Aires, Argentina<br />

(2001) and the “Ion Mincu” University of Architecture<br />

and Urbanism, Bucharest, Romania (2014).<br />

© Duccio Malagamba<br />

© Duccio Malagamba<br />

ในวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคมนี้ สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์<br />

จะจัดกิจกรรมการบรรยาย โดยสถาปนิกที่มีชื่อเสียงระดับโลก Wolf<br />

D. Prix<br />

Prix เกิดที่เวียนนาในปี 1942 เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ผู้อานวยการ<br />

การออกแบบ และพาร์ตเนอร์ของ COOP HIMMELB(L)AU เขาจบ<br />

การศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจาก Vienna University of Technology<br />

ในเวียนนา Architectural Association ในลอนดอน และ Southern<br />

California Institute of Architecture (SCI-Arc) ในลอสแองเจลิส<br />

Wolf D. Prix เป็นสมาชิกของ Österreichische Bundeskammer<br />

der Architekten und Ingenieurkonsulenten, Bund Deutscher<br />

Architekten (BDA), Royal Institute of British Architects (RIBA),<br />

Architectural Association Santa Clara และ Fellow of the American<br />

Institute of Architecture (FAIA) ได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆ<br />

มากมาย เช่น รางวัล Great Austrian State Award และ Austrian<br />

Decoration of Honor for Science and Art นอกเหนือจากนั้น Prix<br />

ยังเป็นสมาชิกถาวรของ Austrian Art Senate and the European<br />

Academy of Sciences and Arts โดยได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์<br />

จาก The Universidad de Palermo ในบัวโนสไอเรส ประเทศ<br />

อาร์เจนตินา และจาก “Ion Mincu” University of Architecture and<br />

Urbanism ในบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย<br />

Wolf D. Prix ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสถาปนิกผู้บุกเบิกงาน<br />

สถาปัตยกรรมแนว Deconstructivist โดย COOP HIMMELB(L)AU<br />

เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากนิทรรศการชื่อ “Deconstructivist Architecture”<br />

ในปี 1988 ที่จัดขึ้นที่ MoMA ในนิวยอร์ก และตลอดระยะเวลา<br />

หลายปีที่ผ่านมา Wolf D. Prix และ COOP HIMMELB(L)AU ก็ยังคง<br />

ได้รับรางวัลทางด้านสถาปัตยกรรมระดับนานาชาติอีกมากมายหลาย<br />

รางวัลด้วยกัน<br />

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมการบรรยายใน<br />

ครั้งนี้ได้ที่ www.asa.or.th<br />

Wolf D. Prix is counted among the originators of<br />

the deconstructivist architecture movement. COOP<br />

HIMMELB(L)AU had its international breakthrough<br />

with the invitation to the exhibition “Deconstructivist<br />

Architecture” at MoMA New York in 1988. Over<br />

the years Wolf D. Prix / COOP HIMMELB(L)AU was<br />

awarded with numerous international architecture<br />

awards.<br />

For more information about the lecture, please visit<br />

www.asa.or.th


CONVERSATION<br />

TEXT<br />

<strong>ASA</strong> Team<br />

PHOTO<br />

Worarat Patumnakul<br />

LACATON &<br />

VASSAL<br />

ARCHITECTES


อยากจะขอย้อนเวลากลับไปสักหน่อย อะไรที่ดึงดูดคุณให้<br />

เข้ามาสู่วงการสถาปัตยกรรม คุณได้พบเจอกับบางสิ่งบางอย่าง<br />

ที่พิเศษจนทาให้คุณอยากจะมาเป็นสถาปนิกหรือเปล่า?<br />

Anne Lacaton: ฉันคิดว่ามันเกิดขึ้นหลังจากที่ฉันเรียนจบจาก<br />

โรงเรียน ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าจะทาอะไรดีและตอนที่อยู่โรงเรียนพวกเขาก็<br />

พยายามผลักดันให้ฉันเป็นวิศวกร แต่สัญชาตญาณของฉันรู้สึกว่ามัน<br />

เป็นอะไรที่ไม่ยืดหยุ่นเอาซะเลย ในตอนนั้นคณะสถาปัตยกรรมก็เป็น<br />

คณะใหม่และมันก็น่าตื่นเต้นดี ถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้แน่ชัดว่าลักษณะงาน<br />

มันเป็นอย่างไร แต่ฉันก็สนใจเข้าไปแล้ว<br />

แล้วคุณล่ะ?<br />

Jean-Philippe Vassal: บางทีมันคงเป็นเรื่องของจิตใต้สานึกมั้ง<br />

มันอาจจะเป็นเพราะผมเกิดในคาซาบลังก้าซึ่งเป็นเมืองสมัยใหม่และมี<br />

สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่สวยงามจริงๆ และสถาปัตยกรรมในยุค 30<br />

และ 50 บางทีอาจเป็นเพราะความสวยงามของสถานที่ก็เลยทาให้ผมมี<br />

ความสนใจในงานสถาปัตยกรรม<br />

แล้วคุณมาทาออฟฟิศร่วมกันได้อย่างไร?<br />

JPV: อันที่จริงเรารวมตัวทางานร่วมกันตั้งแต่สมัยเรียนแล้วล่ะ เรา<br />

เรียนที่เดียวกันในบอร์โด และเราก็มักจะทาโปรเจ็คต์เดียวกัน ผมคิดว่า<br />

คณะสถาปัตย์เป็นอะไรที่น่าสนใจเพราะมักจะมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน<br />

ไปจากสิ่งที่เราเคยเรียนมา และมันเปิดกว้างมากกว่าเนื่องจากมันเกี่ยวข้อง<br />

กับงานศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ และอีกมากมาย<br />

และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะศึกษา และอีกอย่างก็คือการที่<br />

เรามีโอกาสได้ทางานเป็นกลุ่มก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและเราก็สามารถที่<br />

จะส่งเสริมกันและกันตอนที่เราได้ทางานร่วมกัน<br />

AL: ตอนที่คุณไปเยี่ยมชมคณะสถาปัตย์ มันก็มักจะแตกต่างจากคณะ<br />

อื่นๆ ในแง่ที่ว่าคุณจะเห็นนักศึกษากาลังวาดภาพ หรือทาโมเดล หรือ<br />

แค่พูดคุยกันอย่างที่คุณไม่สามารถเห็นได้ที่คณะอื่นๆ ตอนที่คุณเป็น<br />

เด็กมันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและคุณก็คิดว่าพวกเขากาลังทาอะไรอยู่นะ<br />

แต่มันก็คงจะเป็นช่วงเวลาของการมองโลกในแง่ดี เพราะว่าเราเรียนใน<br />

ฝรั่งเศสช่วงหลังการปฏิวัติในยุค 60 เป็นช่วงที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง<br />

ไปหมด ตอนที่เรามาถึง เป็นช่วงที่นักศึกษาจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะ<br />

ทาอะไรแล้วอาจารย์จะเป็นคนมาหาเรา เราไม่ได้เป็นคนไปหาพวกเขา<br />

ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ<br />

คุณคิดว่าวิธีการทางานของคุณที่แตกต่างในวันนี้เป็นเพราะ<br />

คุณมีโอกาสได้ศึกษาในช่วงเวลานั้นหรือเปล่า?<br />

AL: แน่นอน เพราะเท่าที่ฉันจาได้เราไม่มีความกดดันมากเหมือน<br />

เดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้เวลาคุณมีโปรเจ็คต์กับนักศึกษา ดูเหมือนพวกเขาจะ<br />

ไม่ได้อยู่กับตรงนี้ นั่นเป็นเพราะเขามีอะไรต่อมิอะไรให้ทามากมายแล้ว<br />

มันก็เหมือนกับถูกแยกส่วน พวกเขาไม่ค่อยจะมีเวลาที่จะได้คิดเกี่ยวกับ<br />

สถาปัตยกรรม และเท่าที่ฉันจาได้เราไม่มีวิชาอะไรมากมายแบบนี้ เรา<br />

จะทางานกับโปรเจ็คต์ซะมากกว่า<br />

LET’S GET ON THE TIME MACHINE A BIT – WHAT ACTUALLY<br />

DREW YOU TO ARCHITECTURE? DID YOU ENCOUNTER SOME-<br />

THING SPECIAL THAT MADE YOU WANT TO BECOME<br />

AN ARCHITECT?<br />

ANNE LACATON: I think it happened after my studies. I didn’t know<br />

exactly what to do and at school they wanted to push me to become<br />

an engineer but intuitively I found it too rigid. At that time, the School<br />

of Architecture was a new school and it was exciting. Even though I<br />

didn’t know exactly what this job was, I was immediately interested.<br />

AND YOU?<br />

JEAN-PHILIPPE VASSAL: Perhaps it was unconscious. There is the<br />

fact that I was born in Casablanca which is a really beautiful city of<br />

modern and contemporary architecture, and architecture of the 30s<br />

and 50s. Perhaps because the spaces were beautiful, that was a part<br />

of my interest in architecture.<br />

AND HOW DID THE OFFICE COME TOGETHER?<br />

JPV: In fact we started to work together during school. We studied<br />

at the same school in Bordeaux and were very often working on<br />

the same projects. I think the School of Architecture is something<br />

interesting because there is always something different from what<br />

you learned before and it is more open because you have to deal with<br />

art, culture, history, sociology etc. and immediately these studies<br />

were interesting. Also the fact that we had the opportunity to work in<br />

groups was something interesting and it was quite complementary<br />

when we worked together.<br />

AV: When you visit a School of Architecture it is always different from<br />

any other school or university in the sense that you see people doing<br />

drawings or making models or just talking and you cannot see that in<br />

other schools. When you are young it is very exciting and you think,<br />

what are they doing? But also I think it was a more optimistic time<br />

because we studied in France just after the 60s revolution when<br />

everything had changed. When we arrived, it was the students who<br />

were deciding what to do and the professors came to see us, we<br />

didn’t go to them. So that was a very nice time.<br />

DO YOU THINK THAT THE WAY YOU WORK TODAY IS DIFFERENT<br />

BECAUSE YOU WERE STUDYING DURING THAT TIME?<br />

AL: Sure, because as far as I can remember we didn't have as much<br />

pressure as today. Nowadays when you have a project with students<br />

they are not really here – it is as if they have too many things to do<br />

and it is very fragmented. They are not always available to think about<br />

architecture and as far as I can remember we didn't have so many<br />

courses. Although we were more integrated in the project.<br />

AS I KNOW YOU BOTH TEACH, COULD YOU PROVIDE MORE<br />

INSIGHT ON THE EDUCATION ISSUE?<br />

JPV: The students stay too long inside the school building I think.<br />

It is good to go everywhere, talk with the people, see the places<br />

and see everything in the city for themselves because everything<br />

comes from that - to observe and to listen, it is always about finding<br />

some elements of the reality, of society. It is not your own wishes,<br />

it is always the wishes of society, people or clients and you have to<br />

listen carefully. But, when you listen and you hold the ingredients<br />

it is no longer your plans to do the job, it is you. He is the client and<br />

you cannot invent his life. You are the architect and you cannot invent<br />

architecture.<br />

วารสารอาษา<br />

CONVERSATION <strong>ASA</strong> 91


เท่าที่ทราบ คุณทั้งสองคนต่างก็สอนด้วย คุณพอจะเพิ่มเติม<br />

ในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาของการศึกษาได้ไหม?<br />

JPV: ผมคิดว่านักศึกษาอยู่ในคณะมากเกินไป มันดีกว่าถ้าพวกเขาจะ<br />

ได้ออกไปตามที่ต่างๆ ได้พูดคุยกับผู้คน ได้ไปดูสถานที่ต่างๆ และได้<br />

เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองด้วยตัวเอง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมาจากตรงนั้น<br />

การที่ได้ไปสังเกตการณ์ และรับฟัง มันเป็นการค้นหาองค์ประกอบของ<br />

ความเป็นจริงของสังคม ไม่ใช่เป็นเรื่องความปรารถนาของคุณคนเดียว<br />

แต่มันเป็นความปรารถนาของสังคม ผู้คน หรือลูกค้า และคุณก็ต้องตั้งใจ<br />

ฟังให้ดี แต่เมื่อคุณฟังและคุณกลับกั๊กข้อมูลนั้นไว้มันก็ไม่ใช่แผนที่คุณ<br />

จะทาสาหรับงานนี้ แต่มันเป็นตัวคุณเอง เขาเป็นลูกค้าและคุณก็ไม่สามารถ<br />

ที่จะไปออกแบบชีวิตเขาได้ คุณเป็นสถาปนิกและคุณไม่สามารถที่จะ<br />

สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมได้<br />

AL: ตอนที่เราสอนด้วยกันหรือแยกกันสอน ก่อนอื่นเลยเราจะใช้เวลา<br />

ในการคิดและวางตาแหน่งของตนเองก่อนที่จะเริ่มต้นออกแบบอะไร<br />

ก็ตาม<br />

การออกแบบที่สาคัญหรือปรัชญาเบื้องหลังการทางานของ<br />

คุณคืออะไร คุณจะอธิบายถึงหลักสาคัญในการทางานของ<br />

คุณอย่างไร?<br />

THE STUDENTS STAY<br />

TOO LONG INSIDE<br />

THE SCHOOL BUILDING<br />

I THINK. IT IS GOOD TO<br />

GO EVERYWHERE,<br />

TALK WITH THE PEOPLE,<br />

SEE THE PLACES AND<br />

SEE EVERYTHING IN<br />

THE CITY FOR<br />

THEMSELVES<br />

AL: มันคือชีวิตและมันก็เป็นการยากที่จะอธิบายด้วยคาเพียงแค่สอง<br />

สามคา บางทีเราอาจจะใช้คาว่า ‘การอยู่อาศัย’ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า<br />

อาศัยอยู่ในบ้าน แต่จะหมายถึงตาแหน่งที่อยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งและ<br />

ใช้พื้นที่นั้นๆ การทาให้พื้นมีความเหมาะสมและรู้สึกดีหรือไม่ดีนั้น มัน<br />

สาคัญกับเรามากที่เราต้องทาสิ่งนี้เพราะการพูดถึงการอยู่อาศัยนั้น<br />

หมายถึงว่าเราคิดถึงเกี่ยวกับพื้นที่จากด้านในของพื้นที่ไม่ใช่จากด้านนอก<br />

JPV: ผมคิดว่านี่เป็นความพยายามจากช่วงเวลาของเรา บางทีเราก็<br />

รู้สึกว่าสถาปัตยกรรมนั้นมันก็ล้าสมัยหน่อยๆ และมันก็ไม่ได้เป็นช่วงเวลา<br />

ของเราเสียทีเดียวในแง่ที่ผู้คนเข้าใจสถาปัตยกรรมและวิถีที่สถาปนิก<br />

แตกต่างในสังคม ดังนั้นการที่มาจากช่วงเวลาของเรานั้นสาคัญมาก<br />

แต่การที่จะทันสมัยนั้นก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สถาปัตย-<br />

กรรมทั้งหมดและรวมเอาความเป็นจริงของเมืองและสังคมในปัจจุบัน<br />

เข้าไว้ด้วย<br />

AL: สถานการณ์ปัจจุบันนั้นต้องการสถาปนิกที่มีทักษะมากขึ้น และ<br />

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะในการเข้าใจสถานการณ์ เข้าใจว่าอะไรคือ<br />

คาถามที่แท้จริงและพยายามที่จะเข้าใจกับความซับซ้อนของสิ่งต่างๆ<br />

นี่คือพื้นฐานในการที่จะออกแบบอะไรก็ตาม<br />

คุณพูดว่าคุณชอบการท างานในแบบที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม<br />

ที่มีอยู่ คุณจะช่วยขยายความอีกหน่อยได้ไหม?<br />

JPV: เราทาน้อยแต่มาก<br />

92 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา


AL: ฉันอยากจะพูดว่ามันเป็นเรื่องของความต่อเนื่องกับการมีทัศนคติ<br />

ที่จะเปิดตาและใจให้กว้าง พยายามที่จะเข้าใจว่าเราอยู่ที่ไหน สถานการณ์<br />

เป็นอย่างไรและทาไมคาถามนี้จึงถูกถาม แล้วคุณก็จะเข้าใจถึงนัยยะ<br />

สาคัญ ความเชื่อมโยงต่างๆ และคุณก็เห็นว่าคาตอบนั้นอาจจะเป็น<br />

อะไรง่ายๆ หรือไม่ง่ายก็ได้ มันเป็นขั้นตอนของการเริ่มต้นขั้นแรกกับ<br />

แนวคิดและวิเคราะห์ เพื่อที่จะเข้าใจว่าเรากาลังทาอะไรและถามอะไร<br />

มันจะง่ายกว่านี้ได้ไหม ทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่พื้นที่ บทกวี หรือแม้แต่<br />

แสงนั้นมีความจาเป็นหรือเปล่า มันคือผลจากขั้นตอนนี้ที่ถูกขับเคลื่อน<br />

โดยแนวคิดของการที่จะให้มากขึ้น โดยการให้มากขึ้นเราไม่ได้หมายถึง<br />

การให้ของหรือวัสดุมีค่าแต่เป็นการให้พื้นที่มากขึ้น สิ่งอ านวยความสะดวก<br />

มากขึ้น และให้ความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะให้ผู้คนสามารถสร้างสรรค์<br />

สิ่งต่างๆ มันขับเคลื่อนด้วยแนวความคิดนี้<br />

JPV: เราเชื่อจริงๆ ว่าสถาปัตยกรรมคือศิลปะ มันสร้างขึ้นจากความ<br />

แม่นยา ความละเอียดอ่อน และความเมตตา ดังนั้น ในแง่หนึ่ง การทา<br />

โปรเจ็คต์ก็อาจเปรียบเหมือนการแต่งบทกวี ตอนที่คุณแต่งบทกวีคุณก็<br />

พยายามที่จะหาคาเพียงไม่กี่คา แต่ด้วยคาเหล่านี้เท่านั้นที่จะท าให้ประโยค<br />

หรือข้อความนี้ไพเราะงดงาม ผมเองชอบการเต้นราเพราะการเต้นรานั้น<br />

ช่างบางเบา ทุกครั้งที่นักเต้นวางเท้าลงไปที่พื้นมันช่างนุ่มนวลและแตะ<br />

ลงไปแผ่วเบาที่สุด แต่ส าหรับเรานั่นมีความส าคัญมาก เรามักจะสร้างสรรค์<br />

สถาปัตยกรรมจากที่สามารถจะเกิดทัศนคติของนักเต้นรา มีอารมณ์<br />

ความรู้สึกบางอย่างที่อาคารต้องสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับเรื่องทั่วๆ ไป<br />

วัฒนธรรมและความหลากหลายของพื้นที่ เมื่อคุณมาจากพื้นที่ส่วนที่<br />

มืดมาสู่ส่วนที่สว่าง จากส่วนที่เล็กมาสู่ส่วนที่ใหญ่ หรือจากชั้นหนึ่งไปอีก<br />

ชั้นหนึ่งที่เผยโฉมวิวของเมือง ทั้งหมดนั้นต้องอาศัยศิลปะ เรายังได้<br />

พยายามที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่คู่ขนานกับภาพยนตร์และการสร้างภาพยนตร์<br />

ที่ที่เราต้องเรียงลาดับพื้นที่ อย่างที่ภาพยนตร์ทา อย่างเช่น ถ่ายทาจาก<br />

ข้างบนลงมาข้างล่าง และจากล่างขึ้นมา และพื้นที่ก็จะเชื่อมต่อจากด้าน<br />

ในสู่ด้านนอกและมันก็ช่างน่าสนใจมาก เราพยายามทางานด้วยแนวคิด<br />

ของการปะติดปะต่อ มันเหลือเชื่อมาก ถ้าคนสร้างภาพยนตร์ต้องการ<br />

จะถ่ายทาฉากภาพยนตร์ในโรงแรม เขาก็จะสามารถถ่ายทาบางฉากที่นี่<br />

ได้ และบางฉากที่ซานฟรานซิสโก บางฉากในภัตตาคารเล็กๆ ในเมือง<br />

จีนและบางฉากในปารีส และเอามันมารวมกันแล้วสร้างเป็นโรงแรมใหม่<br />

ขึ้นมา ฉากทุกฉากที่ถ่ายทาได้สร้างสรรค์การตัดต่อที่พิเศษเพื่อสร้าง<br />

สิ่งใหม่ขึ้นมาจากชิ้นส่วนต่างๆ และมันก็ไม่เคยเป็นเวอร์ช่วล ในโลกของ<br />

ความเป็นจริงคุณได้สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา มีงานสถาปัตยกรรมชั้นยอด<br />

มากมายหลากหลายชิ้นในโลกนี้ที่คุณสามารถเอาส่วนต่างๆ มากมายมา<br />

แล้วเอามาปะติดปะต่อกันในแบบและสถานที่ที่แตกต่างออกไป ส าหรับ<br />

เรามันน่าสนใจมากในการทาแบบนั้น<br />

AL: มันเป็นคาถามที่เกี่ยวกับการอาศัยอยู่จริงๆ เพราะว่าสิ่งที่น่าสนใจ<br />

สาหรับคนทาภาพยนตร์ก็คือสถานการณ์นั้นไม่เคยเข้าถึงโดยภาพรวม<br />

แต่มักจะเกิดจากภายใน มันน่าสนใจเมื่อคิดถึงสถาปัตยกรรมในแง่นี้<br />

เพราะว่าผู้คนก็มักจะสัมผัสประสบการณ์ของพื้นที่ทีละชิ้นและเป็นส่วนๆ<br />

เราไม่เคยมีประสบการณ์กับตัวอาคารทั้งหมดในคราวเดียว มันเป็นทีละ<br />

พื้นที่จากพื้นที่หนึ่งไปยังพื้นที่หนึ่งและการเคลื่อนผ่านระหว่างพื้นที่<br />

คุณสามารถที่จะสร้างพื้นที่ที่ไม่สิ้นสุดจากแนวคิดที่ว่าอยู่ในที่ที่หนึ่งซึ่ง<br />

AL: When we are teaching together or separately, we like to firstly<br />

take time to think and establish positions before starting to design<br />

anything.<br />

WHAT IS THE PRIMARY DESIGN APPROACH OR PHILOSOPHY<br />

BEHIND YOUR PRACTICE? HOW WOULD YOU DESCRIBE THE<br />

CORE OF THE WORKS?<br />

AL: It’s a life and it is very difficult to say that in a few words but<br />

maybe we could use the word of ‘inhabiting,’ which doesn’t mean<br />

living in a house but rather is the fact or position of being somewhere<br />

and using a space. To appropriate the space and feel well or not<br />

well, it is important for us to do this because talking about inhabiting<br />

means that we are thinking about the space from the inside of the<br />

space and not from the outside.<br />

JPV: I think it is also to try and be from our time. Sometimes we feel<br />

that architecture is a bit old-fashioned and it is not totally of our time<br />

in the way that people understand architecture and the way that<br />

architects differ in society so to be from our time is important. But, to<br />

be modern, is to be a part of all the history of architecture and take in<br />

the reality of the city and the society today.<br />

AL: The situation today needs for an architect to have more skills, and<br />

especially the skill of understanding situations, seeing what are the<br />

right questions and trying to understand the complexity of things.<br />

This is really preliminary to designing anything.<br />

YOU’VE MENTIONED THAT YOU LIKE TO WORK IN A COMPLE-<br />

MENTARY MANNER WITH THE EXISTING ENVIRONMENT, COULD<br />

YOU ELABORATE ON THAT A BIT MORE?<br />

JPV: We do more, with less.<br />

AL: I would say it is also in sequence with having an attitude aimed<br />

at opening eyes, and opening the mind - trying to understand where<br />

we are, what the situation is and why questions are asked. Then you<br />

can understand the points, what are the connections and you can<br />

see that the responses can be simple, or not simple. It is a process<br />

of first starting with ideas and criticizing in order to finally see what<br />

we are doing and asking, could it be simpler? Is everything, even<br />

the space, poetry or even just light, necessary? It is a result of this<br />

process which is driven by this idea of giving more and by giving<br />

more we don’t mean giving more precious materials but giving more<br />

space, more facilities and more possibilities for people to invent<br />

things. It is driven by this idea.<br />

JPV: We really believe that architecture is an art. It is made of precision,<br />

delicacy and kindness. So, in a way, making a project could be<br />

like making a poem. When you make a poem you try to find a few<br />

words but only these ones can make this sentence or this text so<br />

beautiful. I also like dance because dance is very light. Each time<br />

the dancer places her foot on the ground it is a very minimum thing<br />

and for us that is very important. We often create architecture from<br />

where it is possible to have this attitude of the dancer. There is some<br />

emotion that the building has to create with the generality, culture<br />

and diversity of the space. When you go from a dark space to a light<br />

space, from a small one to a large one or from one level to another<br />

offering the view to the city, all of that has to do with art. We also try<br />

to create parallels with cinema and filmmaking where if you follow<br />

วารสารอาษา<br />

CONVERSATION <strong>ASA</strong> 93


เคลื่อนไหวตลอด บางทีสถาปัตยกรรมอาจจะเป็นมากกว่างานศิลปะ<br />

เพราะว่ามันยังต้องชาญฉลาดในเรื่องของเทคนิคและกฎข้อบังคับ ยิ่ง<br />

ต้องมีรายละเอียด แม่นยา และความเข้มงวดเกี่ยวกับเทคนิคมากเท่าไร<br />

คุณก็ยิ่งต้องมีความสร้างสรรค์มากขึ้นเท่านั้น ทั้งสองสิ่งมันทางานไป<br />

ด้วยกันอย่างดีและมันแทบจะแยกกันไม่ออกเลย<br />

ในฐานะสถาปนิก อิสรภาพมีบทบาทในขบวนการออกแบบ<br />

และงานที่ออกมาของคุณขนาดไหน?<br />

JPV: มันมีความสาคัญมากเพราะว่ามันเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหว<br />

ของผู้คน เขาเคลื่อนไหวกันอย่างไร<br />

คุณจะหมายความว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับองค์ประกอบ แต่มัน<br />

เกี่ยวกับผู้คน<br />

JPV: มันเกี่ยวกับผู้คนและการเคลื่อนไหวของพวกเขา องค์ประกอบ<br />

อาจช่วยได้บ้าง แต่มันเกี่ยวกับเรื่องแนวคิดที่ว่ามันยากในการก่อสร้าง<br />

ในการทาพื้น เพราะว่าคุณต้องอาศัยพื้นในการที่จะกระโดดไปมา<br />

คุณอาจจะมีพื้นที่แตกต่างออกไปที่ชั้นบนดังนั้นคุณก็ต้องการเสาที่จะ<br />

สามารถรองรับพื้นได้ แต่หลักๆ แล้วสิ่งแรกที่คุณต้องคานึงถึงคือ<br />

อิสรภาพบนแพลตฟอร์มหลัก ด้วยสิ่งนี้คุณก็สามารถที่จะรองรับสิบ<br />

ครอบครัวหรือหนึ่งครอบครัวกับพื้นที่และที่กั้นที่เป็นอิสระ มันเป็นที่กั้น<br />

ไม่ใช่กาแพง เราไม่ต้องการสร้างกาแพง ทุกครั้งที่เราสามารถหลีกเลี่ยง<br />

ได้เราจะไม่สร้างกาแพงหรือหน้าต่าง คุณสามารถค้นหาหน้าต่างในงาน<br />

ของเราแล้วจะพบว่ามันไม่มี มันมีแต่ประตู<br />

AL: ...ที่คุณสามารถใช้เดินออกจากพื้นที่นั้นๆ ได้<br />

JPV: 90% จะเป็นประตูเลื่อนเพราะว่าความเคลื่อนไหวจะแตกต่างใน<br />

ด้านความรู้สึกที่พื้นที่ด้านในเชื่อมต่อและกลายเป็นพื้นที่ด้านนอกไปด้วย<br />

ณ จุดหนึ่งสองห้องกลายมาเป็นหนึ่ง<br />

AL: มีเพียงแค่พื้นและประตู แต่มันก็เกี่ยวข้องกับแปลนแบบเปิดที่มีอิสระ<br />

และมันก็สัมพันธ์กับการก่อสร้างและการที่ทาอย่างไรที่จะให้มองไม่เห็น<br />

สิ่งก่อสร้างได้มากที่สุดเท่าที่จะท าได้ รวมทั้งมันก็ส าคัญที่จะตัดความสัมพันธ์<br />

ขององค์ประกอบระดับรองของสิ่งก่อสร้างออกไป ถ้าคุณมีผนังที่รองรับ<br />

โครงสร้าง ทุกอย่างก็จะถูกก าหนดโดยผนังรองรับโครงสร้าง ทุกอย่างเลย<br />

ถ้าคุณสามารถที่จะทาเป็นระบบเปิดที่มีเสาเพียงสองสามต้นกับคานที่<br />

ทอดยาวออกไปได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ คุณก็จะสามารถลืมเรื่องสิ่ง<br />

ก่อสร้างไปเลย คุณสามารถที่จะตัดความต่อเนื่องของที่กั้นและเปลือก<br />

ด้านหน้าของอาคารและสร้างความเป็นไปได้ของวิวัฒนาการในการ<br />

ดัดแปลงอย่างมีคุณภาพ<br />

JPV: มันไม่มี façade เพราะ façade เปลี่ยนไปทุกวัน มันอาจจะ<br />

เปิดออก ปิดลง กรองแสง เต็มไปด้วยพืชผัก และต้นไม้และดอกไม้<br />

อันที่จริงมันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครอยู่ด้านใน บุคลิกลักษณะของเขา และ<br />

เขาต้องการจะบอกอะไรในวันนั้น façade ของอาคารเป็นเหมือน<br />

แพลตฟอร์มที่จะสนับสนุนอิสรภาพนั้นๆ ถ้าคุณมีแผ่นวัสดุหนาๆ แบนๆ<br />

the sequence of spaces in the cinema as they film from above to<br />

below, and from below to above, the space is joined from inside to<br />

outside and it is extremely interesting. We try to work with this idea<br />

of collage; it is incredible. If a filmmaker wants to make a film set in<br />

a hotel, he can make some shootings here, some in San Francisco,<br />

some in a very little restaurant in China and some in Paris and then<br />

he can mix all of them and create a new hotel. All the shootings<br />

create a special collage that will be reinvented by fragments so it is<br />

never virtual. With reality, you make something new. There are so<br />

many fantastic pieces of architecture in the world that you can take<br />

plenty of fragments and reconnect them differently in a different<br />

location. For us, it is very interesting to work like that.<br />

AL: It is really this question of inhabiting because what is so interesting<br />

with the filmmaker is that the situation is never approached by a<br />

whole but always from the inside. It is very interesting to think about<br />

architecture in this way because people also always experience space<br />

by pieces and fragments. We never experience a building as a whole.<br />

It is a space and then another space and the move in-between the<br />

space. You can create a kind of infinite space with this idea of being<br />

somewhere and always moving. Maybe architecture is more than an<br />

art because we have to also be very clever in terms of technique and<br />

regulations. The more detailed, precise and rigorous you are with all<br />

the techniques, the more creative you can be. Both are really working<br />

together and both are inseparable.<br />

AS AN ARCHITECT, TO WHAT EXTENT DOES FREEDOM PLAY A<br />

ROLE IN YOUR DESIGN PROCESS AND THE DESIGN OUTCOME?<br />

JPV: It is important because it is about the movement of people,<br />

how they move.<br />

YOU MEAN IT IS NOT ABOUT ELEMENTS, IT IS ABOUT THE<br />

PEOPLE.<br />

JPV: It’s about people and how they move. Elements can also help<br />

but it is about this idea that what is difficult in construction is making<br />

floors because you need the floors to jump. You can have different<br />

floors on top so you need to have columns that will support the floors<br />

but the main and first thing is freedom on the main platform. With<br />

that you could have ten families or one family and the space and<br />

partitions are free. It is a partition, not a wall. We don’t want to make<br />

walls. Each time that we can avoid it we never make walls or windows.<br />

You can search for windows in our work and see that there are none.<br />

There are only doors.<br />

AL: And those you can escape from.<br />

JPV: 90% of them are also sliding doors because the movement<br />

is different in the sense that the space of the inside connects and<br />

becomes the space of the outside. In one moment the two rooms<br />

become one room.<br />

AL: Only floors and doors. But it refers to the open, free plan and is<br />

also really connected to the construction and how the construction<br />

can be as invisible as possible. It is also important to disconnect the<br />

secondary elements of the construction. If you have bearing walls,<br />

everything is determined by the bearing walls – everything. If you<br />

have an open system of a few columns and the spanning beams<br />

are as long as possible you completely forget the construction. You<br />

disconnect the partitions and the grade of the façade and this creates<br />

a quality of adaptability of possible evolution.<br />

94 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา


สัก 500 แผ่น คุณก็สามารถจะเห็น façade ของอาคาร 500 ชิ้น<br />

ในแต่ละชั้นจะมีพื้นฐาน และแต่ละพื้นฐานก็เป็นเหมือนบ้านที่มีสวน<br />

คุณจะสามารถอยู่ข้างใน เปิดประตูเลื่อนออก เข้าไปที่สวน เปิดสวนออก<br />

แล้วออกไปยังระเบียง มันเหมือนบ้านหรือวิลล่าที่มีสวนมาก<br />

ในการบรรยายของคุณเมื่อปีที่แล้วที่ฮาร์วาร์ด คุณได้ถูก<br />

แนะนาว่า ไม่มีอะไรในสถาปัตยกรรมของคุณเป็นแบบที่มอง<br />

เห็นในครั้งแรก คุณจะช่วยขยายความหน่อยได้ไหม?<br />

JPV: กับนักศึกษา ผมก็มักจะบอกกับพวกเขาว่าพวกเขามีความอยากรู้<br />

อยากเห็นไม่มากพอ และบางทีพวกเขาก็ถามผมว่าความอยากรู้อยากเห็น<br />

คืออะไร มันก็หมายถึงเวลาที่คุณไปตามถนนคุณได้เห็นบางอย่าง และ<br />

ถ้าบางอย่างมองดูแปลกๆ คุณก็แค่พูดว่ามันดูแปลกๆ แล้วก็ผ่านเลยไป<br />

ถ้าคุณไม่พยายามที่จะทาความเข้าใจว่าทาไมมันถึงแปลก มันก็หมายถึง<br />

คุณไม่ได้เห็นอะไรเลย<br />

AL: มันไม่ใช่สถาปัตยกรรมของเราหรอกนะที่น่าประทับใจ มันคือ<br />

สิ่งที่ผู้คนทาอะไรกับมันต่างหาก และการที่เราเข้าใจงานสถาปัตยกรรม<br />

ของเราอย่างถ่องแท้ก็คือการที่เราสามารถจะตั้งสมมติฐานว่าผู้คนกาลัง<br />

ทาอะไรกับมันไม่ใช่เพียงแค่กาหนดให้มันเป็น เราพยายามจะสร้างปัจจัย<br />

แวดล้อมเพื่อที่จะให้มันเกิดขึ้น<br />

JPV: อาคารที่ไม่มีผู้คนหรือโรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนก็ไร้ความหมาย<br />

สิ่งที่คุณอนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยท าก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม<br />

ของคุณ เมื่อคุณมีความเคลื่อนไหวของผู้คนและพวกเขาสามารถเห็น<br />

กระโดด และหลงรักมัน แบบนั้นแล้วงานสถาปัตยกรรมของคุณก็ด ารงอยู่<br />

ภาพงานสถาปัตยกรรมของคุณนั้นสะดุดตา ตอนที่คุณรวม<br />

เอาองค์ประกอบต่างๆ อย่างเช่น ดอกไม้และผ้าปูโต๊ะเข้าไปด้วย<br />

ปกติคุณจะไม่เจอสิ่งเหล่านี้ในภาพถ่ายทางสถาปัตยกรรม<br />

AL: เราทางานกับช่างภาพมานานมาก เขาถ่ายภาพงานสถาปัตยกรรม<br />

ให้กับสถาปนิกหลายคน แต่เขาก็ทาอะไรที่พิเศษจริงๆ ให้กับเราเพราะว่า<br />

เราพูดคุยกันและเขาก็เข้าใจว่าจะถ่ายภาพอย่างไร เราไม่ได้ท าความสะอาด<br />

หรือเปลี่ยนอะไรเลย<br />

JPV: เรามักจะพูดว่าคาถามเกี่ยวกับที่พักอาศัยนั้นมันใหญ่โตมากกว่า<br />

แค่เป็นแฟลต แนวคิดในเรื่องสถานการณ์ต่างๆ ก็คือพยายามที่จะคิด<br />

เกี่ยวกับพื้นที่สาหรับใครบางคน<br />

และคุณได้พูดถึงแนวคิดของการออกแบบพื้นที่ที่ทาให้รู้สึก<br />

หรูหราหรือเป็นพิเศษ<br />

JPV: บ่อยครั้งที่คุณพูดคุยกับผู้คน พวกเขาจะพูดถึงวัสดุอย่างเช่น เหล็ก<br />

คอนกรีต ไม้ โพลีคาร์บอเนต หรือกระจก แต่อันที่จริงแล้ววัสดุก็คือ<br />

พื้นที่ ช่างไม้ทางานกับไม้ ช่างปูนก็ทางานกับคอนกรีตและอิฐ แต่ใน<br />

ฐานะสถาปนิกคุณต้องจัดการกับบรรยากาศ และคุณก็ไม่สามารถจ่าย<br />

ค่าตอบแทนให้กับบรรยากาศ แต่ตลอดเวลาเราก็หาวิธีจ่ายให้ได้ แต่มันก็<br />

JPV: There is no façade. The façade changes every day. It can be<br />

open, closed, filtered, full of vegetation and plants and flowers and in<br />

fact it depends on who is inside, his character and what he wants to<br />

say today. The façade is a platform supporting that freedom. If you<br />

have a slab of 500 flats, you can see 500 facades. Each level represents<br />

a ground and each ground is like a house with a garden. You<br />

can be inside, open the sliding door, go into the garden, open the<br />

garden and go out to the balcony - it is very much like a house with<br />

a garden or a villa.<br />

IN ONE OF YOUR LECTURES LAST YEAR AT HARVARD UNIVERSITY'S<br />

GRADUATE SCHOOL OF DESIGN YOU INTRODUCED THAT<br />

NOTHING IN YOUR ARCHITECTURE IS WHAT IT APPEARS TO<br />

BE AT FIRST. COULD YOU ELABORATE?<br />

JPV: With the students I always tell them that they are not curious<br />

enough and sometimes they ask me what it means to be curious. It<br />

means that you go into the street, you see something, and if something<br />

looks strange you just say it looks strange and go on. If you<br />

don't try to understand why it is strange this means that you don't<br />

see anything.<br />

AL: It is not our architecture that is touching; it is what people are<br />

doing with it. And what we can understand through our architecture<br />

is that we can assume that people are doing something with it not<br />

just only to impose upon it. We try to create the condition so that<br />

that can happen.<br />

JPV: Any building without people or a school without students<br />

means nothing. What you allow inhabitants to do becomes a part of<br />

your architecture. When you have this movement of people and they<br />

can see, jump and fall in love - then your architecture exists.<br />

I HAVE FOUND THE PICTURES OF YOUR ARCHITECTURE<br />

STRIKING, WHERE YOU INCLUDE ELEMENTS LIKE THE FLOWERS<br />

AND TABLECLOTH. NORMALLY YOU WOULDN’T FIND THIS IN<br />

ARCHITECTURAL PHOTOGRAPHY.<br />

AL: We have worked with the photographer for a very long time.<br />

He has taken photos for many other architects but he is really doing<br />

something special for us because we have discussed together and<br />

he understands how to take the pictures. We don’t clean or change<br />

anything.<br />

JPV: We always say that the question of housing is much larger than<br />

just flats. The idea in any situation is to try to think about the space as<br />

being for somebody.<br />

YESTERDAY YOU MENTIONED THE NOTION OF SPACE AS LUXURY.<br />

JPV: Often when you discuss with people they talk about materials<br />

such as steel, concrete, wood, polycarbonate or glass but in fact the<br />

material is space. The carpenter is making wood and the mason is<br />

making concrete or bricks but you, as an architect, you just deal with<br />

air. And you cannot pay for air but all the time we find our way to pay.<br />

But it is just air and this air with a quality of light coming through it or<br />

a quality of wind and movement and the extreme architecture should<br />

be just that, this air.<br />

AL: When we discuss directly with inhabitants or the users of a school,<br />

no one is against having more space. It is really human that people<br />

need space.<br />

วารสารอาษา<br />

CONVERSATION <strong>ASA</strong> 95


เป็นเพียงบรรยากาศ บรรยากาศที่มีแสงที่มีคุณภาพส่องผ่านหรือ ให้ลม<br />

ที่มีคุณภาพและการเคลื่อนไหว และสถาปัตยกรรมที่สุดขั้วก็ควรจะเป็น<br />

แบบนั้น บรรยากาศแบบนี้<br />

AL: ตอนที่เราพูดคุยกับผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้โรงเรียนโดยตรง ไม่มีใคร<br />

ไม่เห็นด้วยกับการมีพื้นที่มากขึ้น มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการ<br />

ที่จะมีพื้นที่<br />

JPV: นั่นคือสาเหตุที่เรามักจะพูดถึง พื้นที่สองเท่า ที่ที่จะมีพื้นที่แบบ<br />

เป็นทางการกับไม่เป็นทางการ และที่มีการโปรแกรมกับไม่มีโปรแกรม<br />

ทั้งสองมักจะรวมกันและก็ผสมปนเปกันไป มันทาให้เกิดระบบที่ผม<br />

สามารถจะทาให้เป็นพื้นที่มืดหรือพื้นที่สว่าง พื้นที่เตี้ยหรือสูง มันทาให้<br />

เกิดความเป็นไปได้มากมายและนี่เองที่ทาให้เกิดความเป็นอิสระ มันคือ<br />

ตัวเลือกที่เป็นไปได้ คุณสามารถที่จะทาได้มากมาย ถ้าคุณต้องการที่<br />

จะอยู่ในกล่องเล็กๆ คุณก็สามารถที่จะอยู่ในกล่องเล็กๆ ที่คุณสร้างขึ้น<br />

ใหม่จากพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ถ้าคุณอยู่ในกล่องเล็กๆ คุณก็ไม่สามารถที่<br />

จะสร้างกล่องที่เล็กกว่าได้ ถ้ามันเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น<br />

และก็ถูกลงเพราะว่าปัญหาทุกอย่างได้รับการแก้ไขโดยพื้นที่<br />

AL: ปัญหาทางเทคนิคหลายปัญหาได้รับการแก้ไขโดยพื้นที่ ตัวอย่าง<br />

เช่น เรื่องระเบียงในฝรั่งเศส ที่บ่อยครั้งกฎระเบียบที่ระบุให้ระเบียงต้อง<br />

แยกออกจากกันและนี่ก็ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการแผ่ความร้อนของไฟ<br />

ระหว่างชั้นต่างๆ เพราะคุณกั้นควันเอาไว้ ถ้าคุณออกแบบที่อยู่อาศัยให้<br />

ใหญ่เป็นสองเท่าคุณก็จะแก้ปัญหาเรื่องการเข้าถึงของผู้พิการไปได้เลย<br />

เพราะรถเข็นสามารถที่จะเคลื่อนตัวได้สะดวก ด้วยสวนคุณก็จะแก้ปัญหา<br />

เรื่องประหยัดพลังงานกับขนาดของพื้นที่ไม่ใช่โดยวัสดุที่ใช้ มันมีผลกระทบ<br />

ระดับรองมากมายที่น่าสนใจ ฉันก็เลยสามารถพูดได้ว่ามันเหมือนกับ<br />

การปะติดปะต่อซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดแต่กลับกลายมาเป็นแรงผลักดันให้<br />

กับโครงการ<br />

คาถามสุดท้าย มันเห็นได้ชัดว่าการออกแบบของคุณมีผล-<br />

กระทบต่อสังคม แต่อย่างที่คุณพูดถึง คนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่า<br />

สถาปัตยกรรมมีประโยชน์อย่างไร พวกเขามองมันแค่ว่ามัน<br />

เป็นของพวกคนร่ารวยบางพวกเท่านั้น ด้วยความคิดแบบนั้น<br />

ในใจ คุณมีคาจากัดความของบทบาทของสถาปนิกที่มีความ<br />

เกี่ยวข้องกับสังคมไหม?<br />

AL: สาหรับฉัน มันไม่ใช่คาถามที่ต้องมาถกกัน เรามีอาชีพที่ต้องสร้าง<br />

พื้นที่ให้กับองค์กรโดยการสร้างอาคาร หรือพื้นที่สาธารณะที่มีฟังก์ชั่น<br />

ใช้สอยและเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ แต่มันก็ถูกที่สมัยนี้มีความไม่<br />

เชื่อมโยงระหว่างการมองสถาปนิกของผู้คน และสิ่งที่พวกเขาทาใน<br />

ความเป็นจริง เพราะว่าสิ่งที่นาเสนอออกไปนั้นส่วนใหญ่จะเป็นอาคาร<br />

ขนาดใหญ่และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม แต่ที่จริงแล้วผู้คน<br />

ไม่รู้ว่าสถาปนิกก็สามารถแก้ปัญหาที่เกิดในชีวิตประจาวันได้เหมือนกัน<br />

บางทีเรื่องนี้คนไม่รู้เท่าที่ควรจะเป็น<br />

JPV: That is why we very often talk about double-space, where there<br />

is the official one and the unofficial one, the programmed one and<br />

the un-programmed one. The two are always in combination and they<br />

are always mixed. They create a sort of system where I can go to a<br />

dark space or a light space, a lower space or a higher space - that<br />

offers plenty of possibilities and this creates freedom - this possibility<br />

of choice. You can do more things. If you want to live in a little box,<br />

you can live in a little box that you recreate in a larger space but when<br />

you are in a little box you cannot make a smaller one. When it is larger<br />

everything becomes easier and immediately cheaper because all the<br />

problems are naturally solved by the space.<br />

AL: A lot of technical problems are solved with more space. For<br />

example, with the balconies in France many times the regulations are<br />

that the balconies must be separated and this also solves the question<br />

of transmission of fire between the different levels because you block<br />

the smoke. If you are designing a twice-bigger dwelling you immediately<br />

solve all the problems of the disabled because the wheelchair can<br />

move everywhere easily. With the gardens you solve a question of<br />

saving energy with the space and not with the materials. So, there<br />

are a lot of interesting second effects. So I can also say it is like a collage<br />

and what is easiest but it also becomes a force for the project.<br />

LAST QUESTION, IT IS OBVIOUS THAT YOUR DESIGNS REALLY<br />

IMPACT THE SOCIETY BUT AS YOU MENTIONED, MOST PEOPLE<br />

DON’T SEE HOW USEFUL ARCHITECTURE IS. THEY SEE IT JUST<br />

AS SOMETHING ONLY FOR THE ELITE OR A CERTAIN GROUP<br />

OF PEOPLE. WITH THAT IN MIND, DO YOU HAVE ANY DEFINITION<br />

OF WHAT THE ROLE OF AN ARCHITECT SHOULD BE IN RELATION<br />

TO THE SOCIETY?<br />

AL: For me, it is not a question that should have to be discussed. We<br />

have a profession of providing space for organization of functions and<br />

good use of the climate by providing buildings or public spaces. But<br />

it is correct that nowadays there is a kind of disconnection between<br />

how people see architects and what they are doing in reality because<br />

what is shown the most are big buildings and this is also a part of<br />

architecture but in fact, people don’t know that an architect is also<br />

able to solve a lot of everyday questions. Maybe that is not as known<br />

as it should be.<br />

JPV: But what is really important is that the people for whom we<br />

have designed some flats such as social housing where, even if we<br />

don’t know them, they are really happy with their house. I don’t know<br />

if it is a good thing or not but they stay because they like the house.<br />

AL: We have to make excellent buildings and spaces for everyone<br />

that needs them that are generous, affordable and of a good<br />

technique. We are supposed to be educated for that but the problem<br />

is, and it is not a recent problem, that there is always an ambiguity<br />

between the presentation of architecture and power. We are not<br />

totally detached from this link and the part of the architecture that is<br />

the most important, the most intelligent and the closest to the needs<br />

of the society is not really recognized. There are too many close links<br />

between architecture, icon, politics, and business.<br />

96 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา


JPV: What is important is that you cannot say something and do the<br />

contrary. This is important. You have to do what you say. You cannot<br />

think of sustainability and say ok, we will build a sustainable area but<br />

we will start by demolishing all the buildings here. It is exactly the<br />

contrary.<br />

AL: It is ecological at the end but not in the way in which it is done so<br />

it is very important to be clear with this question of sustainability.<br />

JPV: We don’t want to participate with that so we very often want to<br />

make something affordable but everyone has to be honest also.<br />

AL: About this question of affordability, it is the only word that works<br />

everywhere but in fact it is a kind of invention to establish that there<br />

is a lower category of housing. It should be the work of architects to<br />

provide housing for everyone and there is a balance between those<br />

who can pay more and those who can pay less, but we should not<br />

talk about what is a little affordable, more affordable and the most<br />

affordable because it is really a kind of invention to justify for the<br />

developers that they can do less and less and less. This is something<br />

that you can see really clearly now.<br />

I also feel like we do less and less collage and fragments of<br />

space as you were talking about. Nowadays we just draw something<br />

new on the computer.<br />

THE SITUATION TODAY<br />

NEEDS FOR AN<br />

ARCHITECT TO HAVE<br />

MORE SKILLS, AND<br />

ESPECIALLY THE SKILL<br />

OF UNDERSTANDING<br />

SITUATIONS<br />

JPV: The way that we communicate and present architecture is<br />

partly totally abstract with the plans, the sections, etc. We like this,<br />

but it is really abstract and after that you then immediately make a<br />

sort of imaginary form and the collage disappears.<br />

AL: The collage is different from 3D renderings because it is made<br />

from pieces of real situations that we assemble. It creates a new one<br />

and gives you a feeling of something but you don’t create a kind of<br />

reality that does not exist. It is really a problem with the 3D renderings<br />

because they are more realistic than the reality.<br />

AL: In the school and with the young architects they are clever<br />

in their use of all these tools for making films and videos. In the<br />

competitions now they require more and more such as the making<br />

of a 3D movie and that is something really awful because it is always<br />

moving and you don’t see anything. When you finally try to make a<br />

storyboard or explain a project with a totally virtual film, it is not a representation<br />

of the project because the project is still at the beginning.<br />

JPV: I think it was after Africa. We learned a lot from an architect we<br />

worked with, Jacques Hondelatte. He has died now but for me he<br />

was the best architect I have ever met and we worked with him a lot.<br />

This architect was really fantastic and he never drew. He didn’t like<br />

to draw because all the projects were totally in his head. What you<br />

can draw is what exists and what you are sure of because it exists.<br />

You can draw that and the rest you have in your mind. You try in your<br />

mind to make it as precise as possible but at the same time it is so<br />

much more free because each time it can move or change place. At<br />

one moment we are able to make some fragments of some parts<br />

but you never know at what place it will be at in the end, so it is a<br />

sort of free fragment that can be just in the air. At that time, we had<br />

no computers so when we made a drawing it was just the day before<br />

to give to the client and then suddenly everything would come<br />

together and this was totally magic.<br />

AL: He would say, why did you design with your pen like that? Do<br />

you think that your hand will give you the solution? When you have<br />

a drawing you are not so free because that line takes up too much<br />

importance at that moment.<br />

JPV: He had an ability to it like when you make crosswords in the papers<br />

without any mistakes and everything is clear in your head. It is<br />

like if you try and remember at what moment you had some difficulty<br />

in a project and at what moment you found a solution. Sometimes it<br />

is in the morning when you just wake up and you are still in bed and<br />

you say ah! This means it is really intellectual, the way of organization<br />

and it works because you are free.<br />

วารสารอาษา<br />

CONVERSATION <strong>ASA</strong> 97


JPV: แต่สิ่งที่สาคัญจริงๆ ก็คือผู้คนที่เราออกแบบแฟลตให้ อย่างเช่น<br />

อาคารสงเคราะห์ที่เราเองก็ไม่รู้จักพวกเขา แต่พวกเขาก็มีความสุขกับ<br />

บ้านของเขา ผมไม่รู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ แต่พวกเขาก็อยู่เพราะว่า<br />

พวกเขาชอบบ้านนั่น<br />

AL: เราต้องทาอาคารที่ยอดเยี่ยมและพื้นที่สาหรับทุกคนที่ต้องการ ใน<br />

แบบที่กว้างขวาง สามารถจ่ายไหวและด้วยเทคนิคที่ดี เราควรจะได้เรียนรู้<br />

เกี่ยวกับมันแต่ปัญหาก็คือว่ามีความคลุมเครือระหว่างการนาเสนอของ<br />

สถาปัตยกรรมกับอานาจ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิด เราก็ไม่ได้ถึงกับตัด<br />

ขาดจากความสัมพันธ์นี้เสียทีเดียว และในส่วนที่เป็นสถาปัตยกรรมที่<br />

สาคัญที่สุด อัจฉริยะที่สุด และใกล้ชิดกับความต้องการของสังคมมาก<br />

ที่สุดไม่ได้รับการเห็นคุณค่าอย่างจริงจัง มันมีความสัมพันธ์มากมาย<br />

ระหว่างสถาปัตยกรรม ไอคอน การเมือง และธุรกิจ<br />

JPV: สิ่งที่สาคัญก็คือคุณไม่สามารถที่จะพูดอย่างและทาตรงกันข้าม<br />

นี่สาคัญมาก คุณต้องทาในสิ่งที่คุณพูด คุณไม่สามารถที่จะคิดถึงเรื่อง<br />

ความยั่งยืนและบอกว่ามันโอเค เราจะสร้างพื้นที่ยั่งยืนแต่เราจะเริ่มจาก<br />

การรื้ออาคารที่นี่ทั้งหมดออก นั่นมันเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามอย่างยิ่ง<br />

AL: ที่สุดแล้วมันก็เกี่ยวกับระบบนิเวศน์ แต่มันไม่ใช่ในแบบที่ทากัน<br />

มันสาคัญมากที่จะต้องชัดเจนกับปัญหาเรื่องความยั่งยืน<br />

JPV: เราไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับอะไรแบบนั้น เราก็เลยมักที่จะทา<br />

อะไรที่เป็นไปได้ แต่ทุกคนก็ต้องซื่อสัตย์กับมันด้วย<br />

AL: เกี่ยวกับเรื่องที่สามารถจ่ายไหว มันเป็นเพียงคาพูดที่ใช้ได้กับทุก<br />

ที่แต่ที่จริงแล้วมันเป็นการสร้างขึ้นมาสาหรับบ้านที่อยู่ในกลุ่มราคาต่า<br />

มันควรจะเป็นงานของสถาปนิกที่จะทาบ้านให้กับทุกคนและทาให้เกิด<br />

สมดุลระหว่างคนที่สามารถจ่ายได้มากกับคนที่จ่ายได้น้อย แต่เราไม่<br />

ควรที่จะพูดถึงอะไรที่จ่ายไหวได้เล็กน้อย จ่ายไหวได้มากขึ้น และจ่าย<br />

ไหวได้มากที่สุดเพราะมันเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ที่จะอธิบายให้กับ<br />

นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ว่าพวกเขาสามารถทาน้อยลงและน้อยลงและ<br />

น้อยลง นี่เป็นอะไรที่คุณจะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในตอนนี้<br />

ฉันรู้สึกว่าเราทาในส่วนเล็กๆ ของพื้นที่แล้วเอามาทาการปะติดปะต่อ<br />

กันน้อยลงๆ อย่างที่คุณพูด ทุกวันนี้เราก็แค่วาดอะไรใหม่ๆ ลงบน<br />

คอมพิวเตอร์<br />

JPV: วิธีที่เราสื่อสารและนาเสนอสถาปัตยกรรมนั้นบางส่วนหรือทั้งหมด<br />

เป็นนามธรรมทั้งกับแปลน หรือรูปตัด ฯลฯ เราชอบทาแบบนี้แต่<br />

มันเป็นนามธรรมจริงๆ และหลังจากนั้นคุณก็จะทาในรูปแบบของ<br />

จินตนาการออกมาแล้วส่วนเล็กๆ ที่นามาปะติดปะต่อกันก็จะหายไป<br />

AL: ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ปะติดปะต่อกันนั้นแตกต่างจากรูปที่สร้างจาก 3D<br />

เพราะว่ามันทาจากชิ้นส่วนต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่<br />

เราประกอบขึ้นมา มันสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาและให้คุณได้สัมผัสบางอย่าง<br />

แต่คุณไม่ได้สร้างความเป็นจริงที่ไม่มีอยู่จริง มันเป็นปัญหาใหญ่ของ<br />

การจาลองด้วยภาพ 3D เพราะว่ามันเหมือนจริงมากกว่าของจริง<br />

AL: เด็กๆ ที่คณะรวมทั้งสถาปนิกรุ่นใหม่ พวกเขาเก่งในเรื่องการใช้<br />

เครื่องมือที่ใช้ท าภาพยนตร์และวิดีโอ การประกวดในปัจจุบันเขาก็ต้องการ<br />

ให้ทาเป็นภาพยนตร์สามมิติมากขึ้นและมันก็เป็นอะไรที่แย่เอามากๆ<br />

เพราะว่ามันจะเคลื่อนไหวตลอดแล้วคุณก็เลยไม่ได้เห็นอะไร ในที่สุด<br />

คุณพยายามที่จะทาสตอรี่บอร์ดหรืออธิบายเกี่ยวกับโครงการด้วย<br />

ภาพยนตร์เสมือนจริง มันไม่ได้เป็นการนาเสนอโครงการเพราะโครงการ<br />

นั้นเพิ่งจะเริ่มต้น<br />

JPV: ผมว่ามันน่าจะหลังจากที่แอฟริกาแล้ว ที่เราได้เรียนรู้อย่างมาก<br />

จากสถาปนิกที่เราทางานด้วยอย่าง Jacques Hondelatte เขาเสียชีวิต<br />

ไปแล้ว แต่สาหรับผมเขาเป็นสถาปนิกที่เก่งที่สุดที่ผมเคยพบและทางาน<br />

กับเขาเยอะมาก สถาปนิกคนนี้สุดยอดจริงๆ และเขาก็ไม่เคยวาดเลย<br />

เขาไม่ชอบวาดเพราะทุกโครงการอยู่ในหัวของเขาทั้งหมด สิ่งที่คุณวาด<br />

ได้ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและอะไรที่คุณแน่ใจนั้น ก็เพราะว่ามันมีอยู่จริง<br />

คุณสามารถที่จะวาดมันออกมาและที่เหลือมันก็อยู่ในใจของคุณ คุณ<br />

พยายามที่จะทาให้มันถูกต้องอยู่ในใจมากที่สุดเท่าที่จะท าได้ แต่ในขณะ<br />

เดียวกันมันมีอิสระกว่ากันมากเลยเพราะแต่ละครั้งมันสามารถเคลื่อน<br />

ย้ายที่ได้ เราสามารถที่จะทาส่วนย่อยของแต่ละส่วนแต่คุณไม่มีทางรู้เลย<br />

ว่าท้ายสุดแล้วมันจะอยู่ตรงไหน มันก็เลยเป็นชิ้นส่วนย่อยที่เป็นอิสระที่<br />

อาจอยู่ในอากาศ ในตอนนั้นเราไม่มีคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเราจะวาดออก<br />

มาหนึ่งวันก่อนที่จะให้ลูกค้าดู และทันทีทันใดทุกอย่างก็จะหลั่งไหลเข้า<br />

มาด้วยกันซึ่งมันวิเศษจริงๆ<br />

AL: เขาก็จะพูดว่าทาไมถึงออกแบบด้วยปากกาแบบนั้น คุณคิดว่ามือ<br />

ของคุณจะให้คาตอบกับคุณหรือ พอคุณมีภาพวาดคุณก็จะไม่เป็นอิสระ<br />

เพราะว่าเส้นนั้นเอาความสาคัญ ณ ตอนนั้น ไปจนมากเกิน<br />

JPV: เขามีความสามารถที่เหมือนกับการเล่นครอสเวิร์ดในหนังสือพิมพ์<br />

โดยไม่ผิดเลยและทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจนในหัวของคุณ มันเหมือนกับว่า<br />

คุณพยายามที่จะจดจาว่าช่วงเวลาไหนที่คุณมีปัญหาในโครงการและ<br />

ช่วงไหนที่คุณหาคาตอบได้ บางทีอาจจะเป็นตอนเช้าที่คุณเพิ่งตื่นขึ้นมา<br />

แต่คุณก็ยังนอนอยู่บนเตียงแล้วคุณก็พูดว่า อา! นี่มันคือวิธีการที่อัจฉริยะ<br />

จริงๆ และที่มันก็ได้ผลเพราะว่าคุณมีอิสระ<br />

98 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา


วัดทิพย์สุคนธาราม จ.กาญจนบุรี<br />

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ<br />

วัดราชผาติการาม วรวิหาร กรุงเทพฯ<br />

วัดทิพย์สุคนธาราม จ.กาญจนบุรี<br />

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ


PARIS / SEPTEMBER 2-6, 2016<br />

PARIS NORD VILLEPINTE / HALL 8<br />

BRING YOUR<br />

PROJECTS<br />

TO LIFE<br />

IN SEPTEMBER<br />

HALL 8 *<br />

Integrating the best technical and decorative solutions<br />

in interior design & architecture in the only one-stop trade fair<br />

WWW.MAISON-OBJET.COM<br />

PROMOSALONS/FTCC – SOMMAWAN LOWHAPHANDU – T : +66 2650 9746 – SOMMAWAN@FRANCOTHAICC.COM<br />

ORGANISATION SAFI, FILIALE D’ATELIERS D’ART DE FRANCE ET DE REED EXPOSITIONS FRANCE / TRADE ONLY / DESIGN © BE-POLES - IMAGE © QUARTOPIANO


01<br />

02<br />

01-09 ภาพตัวอย่างสินค้า<br />

ไลฟ์สไตล์ที่จัดแสดงภายใน<br />

งาน MAISON&OBJET<br />

PARIS 2016 ซึ่งแสดงให้เห็น<br />

ถึงความหลากหลายของ<br />

ผลงานการออกแบบภายใน<br />

และผลิตภัณฑ์ ที่ผู้เข้าร่วมงาน<br />

จะได้รับชมในแต่ละ hub ต่างๆ<br />

ทั้ง 3 ส่วน คือ MAISON,<br />

OBJET และ INFLUENCES<br />

ในระหว่างวันที่ 2-6 กันยายน<br />

2016 ที่กำาลังจะมาถึงนี้<br />

MAISON&OBJET<br />

PARIS 2016<br />

กลับมาอีกครั้งกับงาน MAISON&OBJET<br />

PARIS 2016 งานจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับ<br />

นานาชาติ ที่นอกจากจะคัดสรรผลงานการออกแบบ<br />

ภายในและผลิตภัณฑ์จากเหล่าดีไซเนอร์และแบรนด์<br />

ชั้นนาจากทั่วโลกกว่า 3000 แบรนด์ มาไว้ภายใต้<br />

หลังคาผืนเดียวกันแล้ว ยังเป็นเวทีสาคัญ สาหรับ<br />

ทั้งบรรดานักออกแบบ นักธุรกิจ และผู้เข้าร่วมงาน<br />

ที่จะได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ ไอเดีย และความคิด<br />

สร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้แก่กัน เพื่อให้เกิดการส่งต่อ<br />

แรงบันดาลใจอันหลากหลายออกไป พร้อมกับ<br />

เชื่อมโยงเครือข่ายผู้คนในแวดวงการออกแบบภายใน<br />

และผลิตภัณฑ์เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจากตัวเลขผู้เข้า-<br />

ชมที่หลั่งไหลมาจากทั่วโลกกว่า 80000 คน ใน<br />

ครั้งก่อน น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีถึง<br />

ความยิ่งใหญ่ของงานจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์<br />

ระดับนานาชาติแห่งนี้<br />

ภายในงานถูกแบ่งออกเป็น hub ใหญ่ๆ 3 ส่วน<br />

ด้วยกัน โดยส่วนแรกอย่าง MAISON เป็นส่วน<br />

จัดแสดงผลิตภัณฑ์ตกแต่งภายในที่รวบรวมไว้<br />

ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ โคมไฟ หรือแม้แต่ข้าว-<br />

ของเครื่องใช้อื่นๆ ที่ช่วยเสริมเติมแต่งภายในสเปซ<br />

ให้มีบรรยากาศที่หลากหลายตามการแบ่ง zoning<br />

ของ hub นี้ คือ ECLECTIC, COSY, ELEGANT,<br />

FRAGRANCES, COMPLEMENTS และ ACTUEL<br />

ในส่วนที่สองของงานอย่าง OBJET นั้น เป็นพื้นที่<br />

03<br />

<strong>04</strong><br />

05


08<br />

06<br />

07<br />

09<br />

สาหรับงานออกแบบจากเหล่าแบรนด์ชั้นนาจาก<br />

ทั่วทุกมุมโลกที่รวมกันมาไว้ในพื้นที่เดียว จาแนก<br />

ออกไปตามหมวดหมู่ของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่<br />

COOK+DESIGN, CRAFT, EASY LIVING, KID<br />

ไปจนถึง FASHION และ BELOVED มากไป<br />

กว่านั้น ความพิเศษของการจัดงาน MAISON&<br />

OBJET PARIS ในปีนี้ คือการแนะนาและเพิ่ม<br />

อีกหนึ่ง hub ภายใต้ชื่อ INFLUENCES เข้าไป<br />

ภายในงาน เพื่อเป็นพื้นที่แสดงศักยภาพของไอเดีย<br />

และงานออกแบบใหม่ๆ ให้กับสาธารณะชน โดย<br />

แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนแรกซึ่งรวมทั้งNOW!<br />

DESIGN À VIVRE และ SCÈNES D’INTÉRIEUR<br />

เอาไว้ด้วยกัน จัดแสดงตั้งแต่เทคโนโลยีการออกแบบ<br />

ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์หัตถกรรม<br />

ที่รังสรรค์ขึ้นมาจากการรวมทั้งศาสตร์และศิลป์<br />

เข้าไว้ด้วยกัน ส่วนที่สองคือ MAISON&OBJET<br />

| PROJETS | ซึ่งเปิดเป็นส่วนที่จัดแสดงตั้งแต่<br />

นวัตกรรมของวัสดุใหม่ๆ นิทรรศการเกี่ยวกับ<br />

ไลท์ติ้งดีไซเนอร์ ไปจนถึงพื้นที่สาหรับการสร้าง<br />

เครือข่ายและเจรจาต่อรองทางธุรกิจการออกแบบ<br />

ในลักษณะที่เป็นส่วนตัวกว่าพื้นที่อื่นๆ ทั้งนี้ใน<br />

แต่ละส่วนนั้น ต่างก็มีผู้ประกอบการจากไทยที่<br />

ร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์ในงานครั้งนี้อยู่หลายแบรนด์<br />

ด้วยกัน อาทิ Labrador, Yothaka, Corner43,<br />

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัล DEmark รวมทั้งแบรนด์<br />

สินค้าอื่นๆ ซึ่งได้รับการคัดเลือก โดยกรมส่งเสริม<br />

การค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์<br />

นอกเหนือไปจากการจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์<br />

แล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้สาหรับ MAISON&OBJET<br />

PARIS ในทุกๆ ครั้งคือการประกาศรางวัล<br />

Designer of the Year ซึ่งในครั้งนี้ตกเป็นของ<br />

นักออกแบบชาวอังกฤษ Ilse Crawford เจ้าของ<br />

Studioilse สตูดิโอออกแบบที่มีผลงานครอบคลุม<br />

ทั้งงานออกแบบผลิตภัณฑ์ และงานออกแบบ<br />

ภายใน รวมทั้งยังเป็นอดีตบรรณาธิการบริหาร<br />

ผู้ริเริ่มนิตยสาร ELLE Decoration UK อีกด้วย<br />

อีกรางวัลที่ประกาศควบคู่กันไปคือ Talents à la<br />

carte (หรือ The Rising Talents) โดยเป็นรางวัล<br />

ที่จัดต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 10 ซึ่งมอบให้กับ 6<br />

นักออกแบบหน้าใหม่ เพื่อเป็นการส่งเสริมและ<br />

สนับสนุนแวดวงการออกแบบในฝรั่งเศส โดย<br />

รายชื่อในปีนี้ ประกอบด้วย AC/AL Studio,<br />

Charlotte Juillard, Pierre Charrié, Studio<br />

Monsieur, Désormeaux/Carette และ Julien<br />

Vermeulen<br />

งาน MAISON&OBJET PARIS ในปีนี้ จะจัด<br />

แสดงไปตั้งแต่วันที่ 2-6 กันยายน 2016 ที่ศูนย์<br />

จัดแสดงสินค้า Paris Nord Villepinte ประเทศ<br />

ฝรั่งเศส รายละเอียดเพิ่มสามารถศึกษาได้ที่<br />

www.maison-objet.com หรือติดต่อ โปรโมซาลงส์/<br />

หอการค้าฝรั่งเศส-ไทย 02 650 9613-14 ต่อ<br />

170, promosalons@francothaicc.com<br />

พื้นที่ประชาสัมพันธ์


HISTORY<br />

THE ADAPTIVE REUSE OF<br />

UNPLE<strong>ASA</strong>NT PLACES<br />

การเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยอาคารประวัติศาสตร์ด้านลบ<br />

TEXT<br />

Charinee Artachinda<br />

อาคารดั้งเดิมตั้งแต่แรกสร้างและยังคงใช้งาน<br />

มาถึงปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 อาคาร หลักฐานตาม<br />

ผังเดิมได้แก่ อาคารทำาการทัณฑสถาน, อาคาร<br />

สถานพยาบาลผู้ป่วย, เรือนแว่นแก้ว, เรือนเครือ-<br />

ฟ้า, เรือนบัวบาน, เรือนเพ็ญ , อาคารโรงอาหาร<br />

หมายเหตุ: ชื่ออาคารเรียกตามชื่อปัจจุบันที่ตั้ง<br />

ขึ้นหลังจากเปลี่ยนเป็นทัณฑสถานหญิงแล้ว<br />

1<strong>04</strong> <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา


เรือนนอนที่สร้างขึ้นใหม่เป็น<br />

อาคารสองชั้น โครงสร้าง<br />

คอนกรีตเสริมเหล็กและ<br />

พื้นที่พักผ่อน เก็บของ<br />

ใช้ส่วนตัวของผู้ต้องขัง<br />

นโยบายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ทางรัฐบาล<br />

ไทยได้วางแผนสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิมให้<br />

เป็นที่รู้จักเช่น อุทยานประวัติศาสตร์แหล่งโบราณสถาน<br />

วัดวาอาราม รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการบอกเล่าเรื่อง-<br />

ราวความรู้เชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ เช่น พิพิธภัณฑ์ ศูนย์<br />

วัฒนธรรม เป็นต้น ทาให้แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้กลายเป็น<br />

จุดสนใจและเป้าหมายของการเดินทาง โดยมีการจัดการ<br />

ตระเตรียมการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ในรูปแบบ<br />

ข้อมูลและบรรยากาศ หลายแห่งจาลองกิจกรรมและ<br />

สิ่งแวดล้อมตามการสันนิษฐานทางโบราณคดี เพื่อให้<br />

อรรถรส ให้ความรื่นรมย์ และให้ประสบการณ์อันมี<br />

ความสุขแก่ผู้มาเยี่ยมเยือน ในทางตรงกันข้ามอาคาร<br />

หรือพื้นที่อันมีประวัติเหตุการณ์สะเทือนใจสังคม ได้ถูก<br />

เปิดเผยบอกเล่าในรูปแบบสถานที่ท่องเที่ยวเรียนรู้ เช่น<br />

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด จังหวัดกาญจนบุรี เล่าเรื่อง<br />

ช่วงเวลาของการก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะโดยใช้<br />

แรงงานเชลยศึกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าเรื่องราว<br />

ความทุกข์ทรมาน การเสียชีวิตของเชลยมากมายหลาย<br />

เชื้อชาติ บริเวณนี้จึงเป็นทั้งพื้นที่กึ่งประวัติศาสตร์และ<br />

กึ่งสุสาน เพื่อระลึกถึงการเสียชีวิตของคนเหล่านั้น และ<br />

ท้ายสุดจบเรื่องราวลงด้วยการพลิกบรรยากาศ เล่าเรื่อง<br />

เชลยกลุ่มหนึ่งที่ยังรอดชีวิต และสามารถเดินทางกลับ<br />

ถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือการ<br />

เล่าเรื่องความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ เช่น พิพิธภัณฑ์<br />

โรงงานหลวงที่ 1 ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทางพิพิธภัณฑ์<br />

จัดแสดงความเสียหายเมื่อครั้งน้าป่าไหลหลาก และกวาด<br />

เอาเครื่องจักร ผลผลิต แม้กระทั่งตัวอาคารไปกับกระแส<br />

น้า การบอกเล่าจบลงด้วยเรื่องของความร่วมมือกันเพื่อ<br />

สร้างโรงงานขึ้นอีกครั้ง จะเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์ด้าน<br />

ลบเริ่มได้รับความยอมรับและถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังมาก<br />

ขึ้น แต่การเล่าเรื่องนั้น ยังคงเล่าอย่างแผ่วเบาและจบ<br />

ตบท้ายเรื่องราวด้วยอารมณ์ด้านบวก ในประเทศไทยยัง<br />

มีอาคารและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ด้านลบ ที่ยาก<br />

จะพลิกความรู้สึกของคนในชุมชนหรือคนไทยที่มี<br />

วัฒนธรรมด้านจิตใจอันละเอียดอ่อน มีการแยกวัตถุ<br />

บุคคล สถานที่ ตามลาดับศักดิ์สูงต่า หรือความมงคล<br />

และอัปมงคล เช่น ศีรษะเป็นของสูง หมอนใช้หนุนศีรษะ<br />

จึงจัดเป็นของสูง เท้าเป็นของต่า ห้ามใช้เท้าเหยียบหมอน<br />

จะเกิดเป็นอัปมงคลแก่ตัว หากเผลอพลาดไปให้ไหว้ขอ<br />

ขมา ในงานสถาปัตยกรรมก็เช่นกัน สถาปัตยกรรมอัน<br />

เป็นมงคล เช่น วัด วัง บ้านเรือน มีความเป็นสิริมงคล<br />

เสาเอกเป็นเสาอันเป็นเอกมงคลของบ้าน บางส่วนของ<br />

สถาปัตยกรรม เช่น ส้วม ใต้ถุนบ้าน หรือใต้คาน ถือเป็น<br />

บริเวณอวมงคล สถานที่สาธารณะอันเป็นอวมงคล เช่น<br />

ศาลาสวดศพ สุสาน สามส้าง สถานที่และอุปกรณ์ใช้<br />

ประกอบพิธีการทาศพ มีความเชื่อว่า เมื่อไปงานศพมา<br />

ต้องรีบอาบน้าล้างหน้าชาระร่างกายให้สะอาด สถานที่<br />

อวมงคลยังรวมถึงพื้นที่สุ่มเสี่ยง เช่น โค้งที่มีอุบัติเหตุ<br />

บ่อย แก้ไขโดยการบูชาถวายสิ่งของ หรือสร้างศาลขึ้น<br />

ในกรณีต้นไม้บางชนิดที่มีชื่อพ้องกับคาอวมงคล เช่น<br />

ลั่นทม จะไม่นิยมนามาปลูกในบ้าน เมื่อเปลี่ยนชื่อเป็น<br />

ลีลาวดีแล้ว ปัจจุบันจึงได้รับความนิยมปลูกเป็นอย่างมาก<br />

จะเห็นได้ว่า ความเชื่อในสังคมไทยดูเหมือนจะมีข้อจากัด<br />

หลากหลายมิติทับซ้อน แต่หากพลาดพลั้งหรือก้าวล่วง<br />

ไปในความไม่เหมาะสม ยังมีแนวทางปฏิบัติแบบ ‘ไทย<br />

ไทย’ เพื่อแก้ไขเปลี่ยนความ ‘อัปมงคล’ ให้กลายเป็น<br />

ความ ‘มงคล’ ได้<br />

สถาปัตยกรรมอวมงคลประเภทหนึ่งคือ ‘คุก’ ซึ่ง<br />

เป็นคาที่มีความหนักและไม่เป็นมงคล ปัจจุบันเรียกด้วย<br />

คาที่เป็นทางการว่า ‘เรือนจา’ และ ‘ทัณฑสถาน’ ส่งผล<br />

ทางด้านจิตใจเพื่อการปรับเปลี่ยนมุมมอง หากพูดถึงคุก<br />

หรือเรือนจานั้น อย่างไรก็ให้ความรู้สึกอันเต็มไปด้วย<br />

ความอึดอัด ทรมาน ไม่มีใครอยากย่างกรายเข้าไป ถึงกับ<br />

มีหลักความเชื่อหนึ่งว่า เมื่อจะต้องเข้าไปในบริเวณคุก<br />

วารสารอาษา<br />

HISTORY <strong>ASA</strong> 105


ภายในห้องขัง เรือนแรกรับ<br />

ซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารเก่าแก่<br />

ตั้งแต่แรกสร้าง โครงสร้าง<br />

เดิมก่ออิฐรับน้ำาหนัก<br />

ปัจจุบันเสริมโครงสร้าง<br />

คอนกรีตเสริมเหล็ก และ<br />

โครงสร้างเหล็กแล้ว<br />

ห้องพบญาติด้านผู้ต้องขัง<br />

โดยจะมีโทรศัพท์ให้ใช้<br />

พูดคุย<br />

106 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา


เรือนเพ็ญ อาคารเก่าอายุ<br />

นับร้อยปี สร้างขึ้นเพื่อเป็น<br />

เรือนจำาตั้งแต่แรกเริ่ม ด้าน<br />

หลังคือตำาแหน่งของประตูผี<br />

ซึ่งได้ก่ออิฐฉาบปูนปิดไป<br />

นานแล้ว<br />

ด้วยสาเหตุใดก็ตาม ให้เดินถอยหลังเข้า เพื่อแก้เคล็ดว่า<br />

ไม่ได้ ‘เข้าคุก’ ด้วยตัวสถาปัตยกรรมกลางเมืองที่มี<br />

กาแพงสูงใหญ่ มีสายไฟฟ้าเดินรอบพร้อมลวดหนาม<br />

หลายชั้น ป้อมทั้ง 4 มุมสาหรับคอยสังเกตการณ์ และ<br />

ประตูอันแน่นหนาที่มีเพียงประตูเดียวสาหรับคนเป็น<br />

และประตูเดียวสาหรับคนตาย ทาให้ความเป็น ‘คุก’<br />

มีความเด่นชัดแยกขาดจากชุมชน และมีความน่ากลัว<br />

น่าเกรงขาม ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่อาจรู้สึกกลัวและอึดอัดใจ<br />

เมื่อผ่านหรือต้องมาพักอาศัยใกล้กับบริเวณนี้แต่สาหรับ<br />

ชุมชนที่อยู่รอบๆ แล้ว กลับรู้สึกชิน และไม่ได้มีความ<br />

หวาดกลัวแต่อย่างใด แต่ยังรู้สึกถึงพลังด้านลบ หากเลือก<br />

ได้ว่าจะสร้างบ้านติดกับคุกหรือติดกับสวนสาธารณะ<br />

คาตอบนั้นก็เป็นที่แน่นอนโดยไม่ต้องกล่าวถึงเหตุผล<br />

ปัจจุบันเรือนจาซึ่งรับผิดชอบโดยกรมราชทัณฑ์ทั่ว<br />

ประเทศ ได้ทยอยสร้างอาคารแห่งใหม่บนพื้นที่ที่เหมาะ<br />

สมกว่า ไกลจากชุมชน และย้ายผู้ต้องขังจากเดิม<br />

ที่อยู่เรือนจาใจกลางเมือง ออกไปสู่ชานเมือง เรือนจา<br />

เดิมจึงกลายเป็นที่รกร้างแปลกแยกท่ามกลางความเจริญ<br />

เติบโตของเมือง พื้นที่กว้างใหญ่นี้ ในหลายๆ จังหวัด<br />

คิดวางแผนเพื่อนามาใช้ประโยชน์สาธารณะ เช่น เรือนจา<br />

กลาง จังหวัดนครปฐม มีการสารวจและวางแผนเปลี่ยน<br />

พื้นที่เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สังกัดกรมศิลปากร<br />

โดยมีแนวคิดจากชุมชนว่าต้องการจะทุบทาลายสถาปัตย-<br />

กรรมทุกอย่างให้เหลือแต่ที่โล่ง และต้องการให้ออกแบบ<br />

อาคารใหม่ทั้งหมด เนื่องจากไม่อยากจดจาพื้นที่กักขัง<br />

อิสรภาพแห่งนี้อีกต่อไป อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ทัณฑสถาน<br />

หญิง จังหวัดเชียงใหม่พื้นที่ 17 ไร่ 2 งาน 61.45 ตารางวา<br />

บริเวณถนนราชวิถี ตาบลศรีภูมิ กลางเมืองเชียงใหม่<br />

สันนิษฐานว่าบริเวณนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเวียงแก้วอันเป็น<br />

ที่อยู่ของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่มาแต่ก่อน ซึ่งจาก<br />

เอกสาร บริเวณนี้อาจเป็นคุกประจาวังตั้งแต่เริ่มแรก<br />

กระทั่ง พ.ศ. 2448 ใช้งานเป็น ‘เรือนจากลางมณฑล<br />

พายัพ’ สถานที่คุมขังนักโทษทั้งชายและหญิง กระทั่ง<br />

พ.ศ. 2542 มีการปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่เป็นทัณฑสถาน<br />

หญิงเชียงใหม่ ผู้ต้องขังส่วนใหญ่จาคุกคดียาเสพติด<br />

จนเมื่อปี 2552 ได้ย้ายผู้ต้องขังทั้งหมดของทัณฑสถาน<br />

หญิงเชียงใหม่ ไปอยู่แทนที่ผู้ต้องขังชายในเรือนจากลาง<br />

เชียงใหม่ โดยผู้ต้องขังชายย้ายไปอยู่ที่เรือนจาแห่งใหม่<br />

ในพื้นที่อาเภอแม่แตง พื้นที่เดิมของทัณฑสถานหญิง<br />

แห่งนี้ ทางกรมราชทัณฑ์ได้ส่งมอบให้กับเทศบาลนคร<br />

เชียงใหม่เป็นผู้ดูแล โดยได้มีการวางแผนออกแบบพื้นที่<br />

เพื่อใช้ทาประโยชน์ให้สาธารณชน ใน พ.ศ. 2556 มี<br />

การศึกษาความเห็นของคนในชุมชนและคนเมืองเชียงใหม่<br />

ความเห็นส่วนหนึ่งอยากเก็บอาคารที่สาคัญไว้ เพื่อปรับ<br />

การใช้สอยให้เป็นประโยชน์ เนื่องจากในพื้นที่เรือนจานี้<br />

มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ถูกใช้มาตั้งแต่แรกสร้างจนปัจจุบัน<br />

อายุราวร้อยกว่าปีทั้งหมด 7 หลัง แต่ในทางกลับกัน<br />

ความเห็นหลักของคนเมืองประสงค์ให้รื้อถอนทุกสิ่งทุก<br />

อย่าง ทุกอาคาร ไม่อยากจดจาประวัติศาสตร์การมีอยู่<br />

ของเรือนจาอีกต่อไป ดังนั้นจึงได้สรุปแผนการรื้อถอน<br />

วารสารอาษา<br />

HISTORY <strong>ASA</strong> 107


พ.ศ. 2556 นายธานินทร์<br />

สุภาแสน ผู้ว่าราชการจังหวัด<br />

เชียงใหม่ ในพิธีเจริญ<br />

พระพุทธมนต์ และการทุบ<br />

ทำาลายกำาแพงทัณฑสถาน<br />

หญิง เพื่อจัดสร้างข่วงหลวง<br />

เวียงแก้ว<br />

ด้านนอกกำาแพงเรือนจำามี<br />

การวาดศิลปะกราฟฟิตี้<br />

แบบที่ชนะการประกวดใน<br />

การพัฒนาพื้นที่ข่วงหลวง<br />

เวียงแก้ว<br />

manager.co.th<br />

cmpublica.com<br />

และเปิดการประกวดแบบการพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์<br />

สาธารณะ รวมถึงเรียกพื้นที่แห่งนี้ด้วยชื่อใหม่ว่า‘ข่วงหลวง<br />

เวียงแก้ว’ ในระหว่างการดาเนินการปรับปรุงและพัฒนา<br />

พื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้หอจดหมายเหตุ<br />

แห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์<br />

พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ดาเนินการบันทึกข้อมูล<br />

สาคัญเกี่ยวกับทัณฑสถานก่อนการรื้อถอน เพื่อประโยชน์<br />

ในการค้นคว้าและอ้างอิงต่อไปในอนาคต โดยเริ่มดาเนิน<br />

การเมื่อต้นเดือนมกราคม 25<strong>59</strong> มีการบันทึกภาพนิ่ง<br />

ภาพเคลื่อนไหว ประกอบด้วยมุมสูงและภาพอาคารต่างๆ<br />

ดาเนินการสารวจ เขียนแบบแปลน แผนผัง วิเคราะห์<br />

ข้อมูลเชิงสถาปัตยกรรม และจัดทาฐานข้อมูลตลอดจน<br />

รวบรวมข้อมูลสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียบเรียง<br />

เป็นภาพยนตร์สารคดี จัดพิมพ์หนังสือจดหมายเหตุ<br />

กิจกรรมการรวบรวมภาพถ่ายที่ควรจดจา และดาเนินการ<br />

รวบรวมข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิในหลายๆด้าน ดาเนินการ<br />

ขุดตรวจข้อมูลทางโบราณคดี เพื่อศึกษาหลักฐานการใช้<br />

งานของพื้นที่<br />

นับตั้งแต่เริ่มเคลื่อนย้ายทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่<br />

ออกไปอยู่ในพื้นที่แห่งใหม่ ชุมชนและประชาชนทั้งที่<br />

อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงและภายในจังหวัดเชียงใหม่<br />

ต่างให้ความสนใจเรื่องราวของพื้นที่อดีตทัณฑสถานหญิง<br />

เชียงใหม่ในหลายแง่มุม ต่างมีส่วนร่วมในการแสดง<br />

ความคิดเห็นและจัดกิจกรรมเพื่อร่วมกันหาแนวทาง<br />

พัฒนาพื้นที่ดังกล่าวอย่างกว้างขวางและในหลากหลาย<br />

มิติ การทาพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อหลายครั้ง<br />

หลายสานัก เช่น พิธีเลี้ยงพระ รดน้ามนต์ สะเดาะเคราะห์<br />

พิธีการไล่ผี อัญเชิญวิญญาณออกจากสถานที่ การตั้ง<br />

ศาลขึ้นขณะทาการรื้อถอน การเสนอให้ตักหน้าดิน<br />

ออกไปทิ้งเสียเพื่อชาระล้างความ “แรง” ของพื้นที่ลง<br />

ในระหว่างการดาเนินการพัฒนานั้น พื้นที่ยังคงปิดล็อค<br />

กุญแจอย่างแน่นหนา เนื่องจากมีการแอบเข้าไปเสพ<br />

ยาเสพติดและมั่วสุมของกลุ่มวัยรุ่น ดังนั้นความเป็น<br />

สาธารณะจึงมีเพียงพื้นที่ด้านนอกของกาแพงสูงใหญ่<br />

เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ (นั่นหมายถึงขอบเขตความ<br />

เป็นสาธารณะยังคงเท่าเดิม) ปัจจุบันมีศิลปินกราฟฟิตี้<br />

ผลัดเปลี่ยนกันมาแต่งเติมเพิ่มลวดลายลงบนกาแพง<br />

ด้านนอกอย่างอิสระ กาแพงที่เคยใช้เพื่อแบ่งแยกพื้นที่<br />

กักขังออกจากพื้นที่ภายนอกในอดีตกลับกลายเป็นพื้นที่<br />

แสดงออกถึงความอิสระเสรี เป็นนัยยะของการรอคอย<br />

การเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสาธารณะในอนาคต<br />

วัฒนธรรมที่มีการซ้อนทับหลากหลายมิติของ<br />

ประเทศไทย เป็นปัจจัยที่นักวิชาการสถาปนิก ข้าราชการ<br />

ผู้มีอานาจตัดสินใจ ต้องนามาพิจารณา การเปลี่ยนชื่อ<br />

เรียกสถานที่ เพื่อเปลี่ยนมุมมองด้านลบ สามารถสร้าง<br />

เรื่องราวความเป็นมงคลใหม่ขึ้นได้ การทาพิธีทางศาสนา<br />

และความเชื่อ ไม่สามารถอธิบายหรือใช้การอ้างอิงกรณี<br />

ศึกษาในวัฒนธรรมอื่นๆ ได้ แม้เป็นกรณีใกล้เคียง เช่น<br />

108 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา


afternoonspecial.com<br />

เรือนจาเก่าแก่หลายแห่งในประเทศตะวันตก เปลี่ยน<br />

การใช้สอยมาเป็นโรงแรมหรู เช่น Katajanokka Hotel,<br />

Finland ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของการเป็นเรือนจาด้วย<br />

น้าเสียงสนุกสนาน หรือ The Morrin Centre อาคาร<br />

ศูนย์วัฒนธรรมเมือง Quebec City, Canada ที่เปลี่ยน<br />

เรือนจาให้เป็นพื้นที่สาหรับชุมชน ห้องสมุด และพื้นที่<br />

เช่าทากิจกรรมต่างๆ ทั้งงานแต่งงาน งานจัดเลี้ยง เป็นต้น<br />

ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่มีผลกระทบทางจิตใจนั้น<br />

ต้องมีการศึกษาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์<br />

การลงพื้นที่ศึกษาอย่างจริงใจ การฟังเสียงประชาชน<br />

แล้วนาข้อมูลเหล่านี้มาประกอบหลักวิชาการออกแบบ<br />

เพื่อวางแผนการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ให้เป็นประโยชน์<br />

สาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งนี่อาจเป็นหนทางหนึ่ง ที่จะนา<br />

มาซึ่งการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน<br />

Katajanokka Hotel,<br />

Finland<br />

อ้างอิงข้อมูลและภาพถ่ายอาคารทัณฑสถานหญิงจังหวัดเชียงใหม่:<br />

โครงการบันทึกข้อมูลและจัดทำาฐานข้อมูลทัณฑสถานหญิงจังหวัด<br />

เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในระหว่างดำาเนินการโดยหอจดหมายเหตุแห่งชาติ<br />

เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่<br />

The Morrin Centre<br />

อาคารศูนย์วัฒนธรรมเมือง<br />

Quebec City, Canada<br />

http://planner.makemytrip.com<br />

ชาริณี อรรถจินดา<br />

สถาปนิก และนักออกแบบ<br />

สิ่งแวดล้อมเพื่อการบอกเล่า<br />

วารสารอาษา<br />

HISTORY <strong>ASA</strong> 109


PRODUCT<br />

NEWS<br />

Thai Metal Aluminium Co., Ltd.<br />

T: +66 21 368 899<br />

E: alnex@thaimetal.com<br />

W: alnexthailand.com<br />

PRO-FLEX<br />

ระบบกันสาดสาเร็จรูปที่มาพร้อมระบบรางอะลูมิเนียมบิวท์อินและโซ่<br />

ระบายน้า ‘Pro-Flex’ ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างขนาดใหญ่ สามารถยื่น<br />

ได้มากกว่า 3 เมตร โดยไม่ต้องอาศัยเสาในการค้ายัน ตัวโครงสร้างทา<br />

มาจากอะลูมิเนียมปลอดสนิมที่ผ่านการอบด้วยความร้อน 200 องศา-<br />

เซลเซียส ระหว่างกระบวนการพ่นสี ทาให้เม็ดสีแนบสนิทไปกับพื้นผิว<br />

อะลูมิเนียม ช่วยกันการกระเทาะระหว่างใช้งาน ขณะที่วัสดุมุงท าจาก<br />

โพลีคาร์บอเนตหนา 3 มิลลิเมตร มีคุณสมบัติเด่นเรื่องความเหนียวที่มาก<br />

กว่ากระจกและอะคริลิก ใช้เทคโนโลยีที่สามารถป้องกันแสงยูวีได้ Pro-Flex<br />

มีความแข็งแรง ทนทานต่อแดด ฝน แรงกระแทก และการแตกหัก รวมถึง<br />

ลดปริมาณแสงที่จะเข้าสู่พื้นที่ภายในได้เป็นอย่างดี<br />

01<br />

SCG Cement-Building Materials Co., Ltd.<br />

T: +66 25 862 222<br />

E: contact@scg.co.th<br />

W: scgbuildingmaterials.com<br />

CREATON<br />

กระเบื้องหลังคาเซรามิคนาเข้าจากประเทศเยอรมนีกับ<br />

จุดเด่นอย่างระบบร่องกันน้าแบบ interlock ที่สามารถกั้น<br />

น้าได้ทั้งด้านบนและด้านข้าง ทาให้น้าไม่รั่วซึมและไม่ไหล<br />

ย้อนกลับ สามารถใช้ในพื้นที่ที่มีลมแรง รวมถึงหลังคาที่<br />

มีองศาความลาดชันต่าได้ ขนาดของกระเบื้องถูกออกแบบ<br />

ให้สามารถปรับระยะซ้อนทับกันได้ทั้งด้านกว้างและยาว<br />

โดยไม่จาเป็นต้องตัดกระเบื้องซึ่งช่วยคงความสวยงามของ<br />

แพทเทิร์นไว้ได้ นอกจากนี้ ขอบกระเบื้องยังมีความเรียบ<br />

มนซึ่งง่ายต่อการติดตั้ง ขณะเดียวกันยังท าให้การเชื่อม<br />

ต่อระหว่างแผ่นเรียบเนียนไร้รอยต่อ ซึ่งช่วยป้องกันสิ่ง<br />

สกปรกและการรั่วซึมได้อีกทางหนึ่ง<br />

02<br />

Ceramic Roofing Products Co., Ltd.<br />

T: +66 22 799 582-4<br />

F: +66 22 799 585<br />

E: iservice@crp.co.th<br />

W: crp.co.th<br />

FULFIL WALL<br />

SYSTEM<br />

ระบบผนังอิฐมวลเบาเสริมโครงเหล็ก ฟูลฟิลล์ วอลล์ ที่<br />

พัฒนาขึ้นด้วยปูนสูตรพิเศษ แข็งแรง ติดตั้งง่าย หน้างาน<br />

สะอาด ส่งงานเร็ว สามารถใช้เวลาในการเซ็ตตัว 1.30 นาที<br />

ซึ่งเร็วกว่าปูนซีเมนต์ชนิดอื่นๆ 95% ใช้ระบบหล่อหน้า<br />

งานแบบกึ่งแห้ง (Stay In Place) ที่ลดภาระเรื่องการทา<br />

ความสะอาด สามารถออกแบบเป็นผนังกันที่มีความหนา<br />

ของผนังน้อยกว่าผนังอิฐทั่วไปโดยกันเสียงได้ตั้งแต่<br />

40-66 เดซิเบล มีความหนาแน่นเทียบเท่าอิฐมวลเบา<br />

G4 และทนไฟได้ 2 ชั่วโมง 45 นาที นอกจากนี้ยังใช้<br />

นวัตกรรมการกรอกผนังแบบ Multi Layer ที่ช่วยลดแรง<br />

ดันอันเกิดจากการเทปูนลงในผนัง ลดการปูดบวม และ<br />

สามารถควบคุมระนาบของผนังให้มีความเรียบเนียนและ<br />

ได้ฉากตามต้องการ<br />

03<br />

110 <strong>ASA</strong> PRODUCT NEWS วารสารอาษา


CARTOON<br />

SRV<br />

112 <strong>ASA</strong> <strong>ASA</strong> CARTOON วารสารอาษา

Hooray! Your file is uploaded and ready to be published.

Saved successfully!

Ooh no, something went wrong!