ASA JOURNAL 04/59
Transform your PDFs into Flipbooks and boost your revenue!
Leverage SEO-optimized Flipbooks, powerful backlinks, and multimedia content to professionally showcase your products and significantly increase your reach.
วารสารสถาปัตยกรรม<br />
ของสมาคมสถาปนิกสยาม<br />
ในพระบรมราชูปถัมภ์<br />
THE ARCHITECTURAL <strong>JOURNAL</strong><br />
OF THE ASSOCIATION OF<br />
SIAMESE ARCHITECTS<br />
UNDER ROYAL PATRONAGE<br />
GEODESIC DESIGN<br />
M SPACE<br />
SPACETIME ARCHITECTS<br />
<strong>04</strong><br />
2016<br />
STEEL<br />
I LIKE DESIGN STUDIO<br />
COMMENTS FROM THE JUDGES: 2016<br />
ARCHITECTURAL DESIGN AWARDS /<br />
INTERVIEW WITH LACATON & VASSAL /<br />
THE ADAPTIVE REUSE OF UNPLE<strong>ASA</strong>NT<br />
PLACES
พื้นถิ่นบันดาลใจ<br />
สัมผัสที่แข็งแกร่งและนุ่มนวลในเนื้อเดียว<br />
ผนังหลังคาจรดพื้น ดีไซน์สถาปัตยกรรมแนวใหม่ด้วยแรง<br />
บันดาลใจจากเรือนพื้นถิ่นไทยลื้อ ในแคว้นสิบสองปันนา ผสาน<br />
รวมกับเรือนชนบทของสวิส สู่บ้านสไตล์โมเดิร์นตะวันออก ตั้ง<br />
ตระหง่านโดดเด่นบนเนินเขาในโซนเขาใหญ่ ที่สถาปนิกผู้ออกแบบ<br />
ให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยการดีไซน์ตามบุคลิกของผู้<br />
อยู่อาศัยโดยไม่ละทิ้งความสาคัญของสภาพภูมิประเทศ เพื่อ<br />
ความสุข ความอบอุ่นของบ้านหลังนี้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กวิน ว่องวิกย์การ อาจารย์<br />
ประจาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย<br />
เชียงใหม่ ผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิก DESTROY<br />
DIRTY THING CO., LTD. และล่าสุดเป็นเจ้าของ<br />
ผลงานประกวดแบบตามโครงการจัดสร้าง<br />
ข่วงหลวงเวียงแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็น<br />
สวนสาธารณะและพื้นที่กิจกรรมสาหรับชาวเมือง<br />
เชียงใหม่ สถาปนิกผู้ออกแบบบ้านของคุณสายใจ<br />
บุณยโชติมา หลังนี้ ได้เน้นความสาคัญของการใช้<br />
งานโดยไม่ละทิ้งความสุนทรีย์ที่ผู้อยู่อาศัยจะได้<br />
ซึมซับ เกิดเป็นบ้านอารมณ์ 2 ขั้วตามบุคลิกของ<br />
ผู้อยู่อาศัย ที่ซึ่งเข้ากันได้อย่างไม่ขัดเขิน ทั้งความ<br />
แข็งแกร่งดูมีพลังจากภายนอกและอ่อนหวานเบา<br />
สบายเมื่ออาศัยภายใน ตอบโจทย์รูปแบบโรงนาที่<br />
โปร่งโล่ง มีสัมผัสที่นุ่มนวลของความเป็นไม้ ความ<br />
กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ดึงดูด<br />
สายตาด้วยผนังหลังคาจรดพื้น ที่คุณกวินได้กล่าว<br />
ถึงแนวความคิดและที่มาที่ไปของการดีไซน์ที่เป็น<br />
เอกลักษณ์นี้ว่า “ดีไซน์สร้างประสบการณ์อยู่อาศัย<br />
ที่แตกต่างจากประสบการณ์ที่อาศัยในเมือง...<br />
เพราะอยู่บนเนินเขา มีทิวทัศน์สวยงาม ดีไซน์จึง<br />
ต้องกลมกลืนกับธรรมชาติ และมักต้องเผชิญกับ<br />
ลมแรง โครงสร้างจึงต้องเรียบ ไม่เป็นซอกเก็บลม<br />
มองหาการผนึกผืนหลังคากับผนังให้เป็นหนึ่ง<br />
เดียวกัน เพื่อให้เกิดความเรียบดูเป็นมวลที่มีความ<br />
มั่นคง มองจากภายนอกจะต้องปลอดภัย เมื่ออยู่<br />
ภายในก็จะให้อารมณ์บางเบา อบอุ่น”<br />
สเปกที่หลังคาห้าห่วง ชิงเกิ้ล รุ่นลายไม้ สีในเนื้อ<br />
กระเบื้องหลังคาคอนกรีตแผ่นเรียบที่ให้สีน้าตาล<br />
ไหม้คล้ายไม้ กลมกลืนกับธรรมชาติโดยรอบ ซึ่ง<br />
หลังคาชิงเกิ้ลนี้ ตอบโจทย์ด้าน Mood & Tone<br />
และการใช้งานที่เสริมความนุ่มนวลแบบไม้แต่มี<br />
คุณสมบัติที่แข็งแกร่งจากวัสดุคอนกรีต เสน่ห์ที่น่า<br />
สนใจอยู่ที่การเซาะร่องบนแผ่นกระเบื้อง ทาให้เป็น<br />
กระเบื้องแผ่นเรียบที่มีมิติร่องไม้ ไม่เรียบจนเกินไป<br />
และด้วยความหนาที่พอเหมาะจึงสามารถนามา<br />
ประยุกต์ใช้เป็นผืนผนังได้ตามแรงบันดาลใจ ดีไซน์<br />
มีความร่วมสมัยเข้ากับแบบบ้านที่ผสมผสานความ<br />
โมเดิร์นแต่เป็นพื้นถิ่นได้ดี<br />
ด้วยรูปแบบโครงสร้างที่ดีไซน์ให้ผืนหลังคายาวถึง<br />
พื้น กลืนความเป็นผนังได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทาให้<br />
ไม่เกิดปีกชายคาในพื้นที่รอบนอกตัวบ้าน จึงไม่<br />
เสี่ยงต่อการปะทะลมแรงที่อาจพัดหลังคาเปิด และ<br />
เกิดความเสียหายได้ ซึ่งวัสดุที่สามารถทนทานต่อ<br />
สภาพอากาศได้ดีและยังให้ความรู้สึกถึงไม้ที่อ่อนโยน<br />
แต่มั่นคงทนทาน ดูแลรักษาง่าย สุดท้ายจึงมาลง
themes<br />
38<br />
46<br />
54<br />
38 Food Villa Market<br />
46 NAT Motor Head Office<br />
54 House Udonthani<br />
62 KMUTNB Engineering<br />
Laboratory<br />
62<br />
4 AsA CONTENTS วารสารอาษา
85.0<br />
135.0<br />
185.0<br />
85.0<br />
135.0<br />
185.0
sectioNs<br />
© Iwan Baan<br />
NeWs<br />
14 serpentine Gallery Pavilion and<br />
summer Houses<br />
20 Bangkok 250 2<br />
24 Thai Green Building Expo and<br />
Conference<br />
26 Bluescope Design Award 2016<br />
Work iN progress<br />
28 PT Town shopping Complex<br />
32 Baan Prachachuen<br />
14<br />
88<br />
committee<br />
70 Comments from the Judges:<br />
2016 Architectural Design Awards<br />
coversatioN<br />
90 Lacaton & Vassal Architectes<br />
historY<br />
1<strong>04</strong> The Adaptive reuse of<br />
Unpleasant Places<br />
110 PrODUCT NEws<br />
112 AsA CArTOON<br />
6 AsA CONTENTS วารสารอาษา
FOREWORD<br />
ADVISORS<br />
AJAPHOL DUSITNANOND<br />
PICHAI WONGWAISAYAWAN<br />
ASSOC. PROF. TONKAO PANIN, PH.D.<br />
ASSOC. PROF. M.L. PIYALADA<br />
THAVEEPRUNGSRIPORN, PH.D.<br />
MONGKON PONGANUTREE<br />
EDITOR IN CHIEF<br />
SUPITCHA TOVIVICH<br />
CONTRIBUTORS<br />
ADISORN SRISAOWANUNT<br />
CHARINEE ARTACHINDA<br />
NAPAT CHARITBUTRA<br />
PAPHOP KERDSUP<br />
PISIT ROJANAVANICH<br />
SORAVIS NA NAGARA<br />
SUPITCHA TOVIVICH<br />
XAROJ PHRAWONG<br />
SPECIAL THANKS TO<br />
AESTHETICS ARCHITECTS<br />
ARCHITECTS TRACT<br />
GEODESIC DESIGN<br />
I LIKE DESIGN STUDIO<br />
LACATON & VASSAL<br />
MSPACE ARCHITECTS<br />
SPACETIME<br />
ENGLISH TRANSLATOR<br />
TANAKANYA CHANGCHAITUM<br />
GRAPHIC DESIGNERS<br />
WILAPA KASVISET<br />
THEETAT THUNKIJJANUKIJ<br />
CO-ORDINATOR<br />
KETSIREE WONGWAN<br />
THE ASSOCIATION OF SIAMESE<br />
ARCHITECTS UNDER ROYAL<br />
PATRONAGE ORGANIZES<br />
248/1 SOI SOONVIJAI 4 (SOI 17)<br />
RAMA IX RD., BANGKAPI,<br />
HUAYKWANG, BANGKOK 10310<br />
T : +66 2319 6555<br />
F : +66 2319 6419<br />
W : asa.or.th<br />
E : asaisaoffice@gmail.com<br />
PRINT<br />
SUPERPIXEL<br />
HOUSE 5 SOI SUKHUMVIT 26<br />
(ATTHA KRAWI 1) SUKHUMVIT RD.<br />
KLONGTON KLONGTEOY<br />
BANGKOK 10110 THAILAND<br />
T : +66 2258 2349<br />
E : information.superpixel@gmail.com<br />
วารสารอาษาฉบับนี้เป็นการนำาเสนออาคารที่ใช้เหล็กเป็นวัสดุก่อสร้างที่น่าสนใจ เพื่อให้เห็น<br />
ความหลากหลายของประเภทอาคาร ขนาดอาคาร และรูปแบบอาคารที่นำาเหล็กไปใช้ ทั้งอาคาร<br />
สาธารณะขนาดใหญ่ บ้านพักอาศัยขนาดเล็ก อาคารสูง อาคารที่ต้องการช่วงพาดกว้าง อาคารที่<br />
มีความงามเรียบง่ายแบบสากล อาคารที่เน้นความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และอาคารที่มีความเป็น<br />
ไทยร่วมสมัย ได้แก่ Food Villa Market โดย l Like Design Studio, NAT Motor Head<br />
Office โดย M Space, House Udonthani โดย SPACETIME Architects และ Civil Chemistry<br />
& Electrical Industry Engineering Lab มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ<br />
โดย Geodesic Design นอกจากนี้วารสารอาษาฉบับนี้ยังมี บทความพิเศษ “ถอดบทเรียนอาษา<br />
สู่สามัญ: บันทึกจากการคัดเลือกผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่น พ.ศ. 25<strong>59</strong>” โดย คุณพิศิษฐ์<br />
โรจนวานิช อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ พ.ศ. 2543-2545 และหนึ่งในกรรมการตัดสินของ<br />
ปีนี้ ท้ายเล่มยังมีบทสัมภาษณ์พิเศษของ Lacaton & Vassal สถาปนิกคู่ชื่อดังจากประเทศ<br />
ฝรั่งเศสที่มาร่วมเป็นวิทยากรให้กับงาน <strong>ASA</strong> Forum ที่ผ่านมา<br />
This issue of <strong>ASA</strong> Journal features buildings with an interesting use of steel as<br />
the principle construction material. Our intention is to manifest a great diversity of<br />
genres, scales and styles of architectural creations ranging from large public buildings,<br />
small residences, skyscrapers, buildings with extended structural spans, architectures<br />
of universal simplicity and iconic built structures to works of contemporary Thai<br />
architecture in which steel plays an interesting role. In order to better exemplify<br />
such an inspiring use of the material, we bring you in-depth reviews of projects<br />
that truly encapsulate the potential and character of steel, be they Food Villa Market<br />
by I Like Design Studio, NAT Motor Head Office by M Space, House Udonthani by<br />
SPACETIME Architects or Civil Chemistry & Electrical Industry Engineering Lab, King<br />
Mongkut’s University of Technology North Bangkok by Geodesic Design. There is<br />
also a special article “Learning the Lessons, <strong>ASA</strong>’s Back to Basic: 2016 Architecture<br />
Awards — Notes from a Judge” by Pisit Rojanavanich, the former President of the<br />
Association of Siamese Architects (2000-2002) and a member of this year’s judging<br />
committee. Last but not least, don’t forget to read our conversation with Lacaton &<br />
Vassal, the eminent French architect duo who spoke at this year’s <strong>ASA</strong> Forum.<br />
ADVERTISING DEPARTMENT<br />
T : +66 2260 2606-8<br />
F : +66 2260 2609<br />
SUBSCRIBE TO <strong>ASA</strong> <strong>JOURNAL</strong><br />
T : +66 2319 6555<br />
8 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา
สารจากนายกสมาคม<br />
สวัสดีครับ<br />
1 กรกฎาคม 25<strong>59</strong> ศูนย์สารสนเทศสถาปนิกสยามฯ ในรูปแบบ<br />
ของ Content Development Center ได้เริ่มขับเคลื่อนเป็นทางการ<br />
ขั้นต้นจะทดลองระบบในกรอบเวลา 6 เดือน เพื่อเปิดมิติใหม่ของสื่อ<br />
สิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ให้แก่สมาชิกและประชาชนในวงกว้าง โดย<br />
จะทำาการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ของสมาคมฯ ที่ซอยราชครูเป็น<br />
ที่ทำาการถาวรต่อไป<br />
ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ฝ่ายต่างประเทศได้เข้าร่วม<br />
ประชุมคณะกรรมาธิการด้านสถาปัตยกรรมสีเขียวของสมาพันธ์<br />
สถาปนิกเอเชีย (ARCASIA Committee on Green and Sustainable<br />
Architecture – ACGSA) ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศ<br />
ศรีลังกา โดยมีเนื้อหาที่สำาคัญ คือ แผนและนโยบายในการพัฒนา<br />
สถาปัตยกรรมอย่างยั่งยืน เกณฑ์การประเมินอาคารเขียวและ<br />
การมอบรางวัลอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในประเทศต่างๆ<br />
ระหว่างวันที่ 11-25 กรกฎาคม คณะกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลป-<br />
สถาปัตยกรรม ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต<br />
ได้มีการออกค่าย <strong>ASA</strong>+RSU VERNADOC ณ พระราชนิเวศน์<br />
มฤคทายวัน โดยนิสิต นักศึกษา ทั้งไทยและนานาชาติ จำานวน 82 คน<br />
ได้ทำาการสำารวจรังวัด เพื่อบันทึกมรดกทางสถาปัตยกรรมและแบ่งปัน<br />
ความรู้ อันจะนำาไปสู่ความร่วมมือในการจัด ASEAN VERNADOC<br />
ในปีถัดไป<br />
อัชชพล ดุสิตนานนท์<br />
นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ<br />
ปี 25<strong>59</strong>-2561<br />
คณะกรรมการบริหารสมาคมสถาปนิก<br />
สยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์<br />
ปี 25<strong>59</strong> - 2561<br />
นายกสมาคม<br />
นาย อัชชพล ดุสิตนานนท์<br />
อุปนายก<br />
ดร. วีระพันธุ์ ชินวัตร<br />
นาวาเอก สันติ พรหมสุนทร<br />
ดร. ธนะ จีระพิวัฒน์<br />
รศ.ดร. ต้นข้าว ปาณินท์<br />
นาย ปรีชา นวประภากุล<br />
นาย นันทพล จั่นเงิน<br />
เลขาธิการ<br />
นาย ชาติเฉลิม เกลียวปฏินนท์<br />
นายทะเบียน<br />
พ.ต.ท. สักรินทร์ เขียวเซ็น<br />
เหรัญญิก<br />
นาง ภิรวดี ชูประวัติ<br />
ปฏิคม<br />
นาย ทรงพจน์ สายสืบ<br />
ประชาสัมพันธ์<br />
ผศ.ดร. สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย<br />
กรรมการกลาง<br />
ดร. กมล จิราพงษ์<br />
นาย ณัฐสิทธิ์ อิทธิถาวร<br />
ม.ล. วรุตม์ วรวรรณ<br />
ประธานกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา<br />
นาย ขวัญชัย สุธรรมซาว<br />
ประธานกรรมาธิการสถาปนิกอีสาน<br />
ผศ.สุรศักดิ์ โล่ห์วนิชชัย<br />
ประธานกรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ<br />
นาย วิวัฒน์ จิตนวล<br />
หมายเหตุ<br />
อยู่ระหว่างดำาเนินการเปลี่ยนแปลง<br />
คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ที่<br />
กระทรวงมหาดไทย<br />
คณะกรรมการกองทุนสมาคมสถาปนิก<br />
สยามในพระบรมราชูปถัมภ์<br />
ปี 2558-2560<br />
ประธานกรรมการกองทุน<br />
นาย บุญญวัฒน์ ทิพทัส<br />
กรรมการกองทุน<br />
ผศ.มนต์ผกา วงษา<br />
นาย วีระ ถนอมศักดิ์<br />
ดร. ศุภกิจ มูลประมุข<br />
ผศ. ณัฐธร ธรรมบุตร<br />
กรรมการกองทุนและ<br />
อดีตนายกสมาคม’57-<strong>59</strong><br />
นาย พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ<br />
กรรมการกองทุนและ<br />
อดีตเหรัญญิกสมาคม’57-<strong>59</strong><br />
นาย ครรชิต ปุณยกนก<br />
10 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา
MESSAGE<br />
FROM<br />
THE PRESIDENT<br />
EXECUTIVE COMMITTEE<br />
THE ASSOCIATION OF<br />
SIAMESE ARCHITECTS<br />
UNDER ROYAL PATRONAGE<br />
2016—2018<br />
PRESIDENT<br />
AJAPHOL DUSITNANOND<br />
VICE PRESIDENT<br />
WEERAPHAN SHINAWATRA, PH.D.<br />
CAPT. SANTI PROMSUNTORN<br />
THANA CHIRAPIWAT, PH.D.<br />
ASSOC. PROF. TONKAO PANIN, PH.D.<br />
PREECHA NAVAPRAPAKUL<br />
NANTAPON JUNNGURN<br />
SECRETARY GENERAL<br />
CHARTCHALERM KLIEOPATINON<br />
HONORARY REGISTRAR<br />
POL.LT.COL.SAKARIN KHIEWSEN<br />
HONORARY TREASURER<br />
PIRAWADEE CHUPRAWAT<br />
SOCIAL EVENT DIRECTOR<br />
SONGPOT SAISUEB<br />
PUBLIC RELATIONS DIRECTOR<br />
ASST.PROF. SURAPONG LERTSITHICHAI,<br />
PH.D.<br />
EXECUTIVE COMMITTEE<br />
KAMON JIRAPONG, PH.D.<br />
NATHASITH ITTHITHAVORN<br />
M.L. VARUDH VARAVARN<br />
CHAIRMAN OF NORTHERN REGION (LANNA)<br />
KHWANCHAI SUTHAMSAO<br />
Hello,<br />
This previous 1 st of July, the information technology center of the Association of<br />
Siamese Architects was officially launched as the Content Development Center and<br />
plans to take the next six months on as an operational, test run period. Our objective<br />
is to introduce our members and interested parties to the new format of the hardcopy<br />
of our publication and our online media, as we are preparing to renovate our<br />
commercial building located on Soi Ratchakru into a new office space specific for<br />
this project.<br />
In the middle of July, our international department attended the ARCASIA<br />
Committee on Green and Sustainable Architecture (ACGSA) at Colombo, Sri Lanka.<br />
The main content of the conference focused upon the policy of the sustainable<br />
development of architecture, the evaluation of the standards of green building and<br />
also an announcement ceremony celebrating eco-friendly buildings within the<br />
international scene.<br />
Between the 11 th -25 th of July, the committee of architectural conservation and<br />
Faculty of Architecture, Rangsit University organized <strong>ASA</strong>+RSU VERNADOC at<br />
Mrigadayavan Palace, a program that provided opportunities for 82 Thai and<br />
international students to participate and study architectural heritage while also<br />
sharing the knowledge they gained with others. The event not only served to<br />
benefit participants but also exhibited its potential to pave the way for ASEAN<br />
VERNADOC in years to come.<br />
AJAPHOL DUSITNANOND<br />
<strong>ASA</strong> PRESIDENT 2016-2018<br />
CHAIRMAN OF NORTHEASTERN REGION<br />
(ESAN)<br />
ASST. PROF. SUR<strong>ASA</strong>K LOWANITCHAI<br />
CHAIRMAN OF SOUTHERN REGION (TAKSIN)<br />
WIWAT CHITNUAN<br />
<strong>ASA</strong> FUND COMMITTEE,THE ASSOCIATION<br />
OF SIAMESE ARCHITECTS UNDER ROYAL<br />
PATRONAGE 2015-2017<br />
CHAIRMAN OF <strong>ASA</strong> FUND COMMITTEE<br />
BOONYAWAT TIPTUS<br />
COMMITTEE<br />
ASST.PROF. MONPAKA VONGSA<br />
VEERA THANOMSAKDI SAKDI<br />
SUPAKIT MULPRAMOOK<br />
ASST.PROF. NADADHORN DHAMABUTRA<br />
COMMITTEE AND IMMEDIATE PAST<br />
PRESIDENT <strong>ASA</strong><br />
PICHAI WONGWAISAYAWAN<br />
COMMITTEE AND IMMEDIATE<br />
PAST HONORARY TREASURER<br />
KARNCHIT PUNYAKANOK<br />
12 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา
NEWS<br />
SERPENTINE<br />
GALLERY PAVILION<br />
01 AND<br />
SUMMER HOUSES<br />
นับตั้งแต่ pavilion หลังแรกถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2000<br />
โดย Zaha Hadid ก็เป็นเวลาเกือบสองทศวรรษแล้วที่<br />
Serpentine Gallery Pavilion ได้สร้าง platform ที่<br />
น่าสนใจขึ้นในการนาเสนอความเป็นสถาปัตยกรรมร่วม<br />
สมัยให้แก่สาธารณชนทั่วไปได้สัมผัส และแทนที่จะเลือก<br />
ใช้การจัดแสดงนิทรรศการด้วยโมเดล ดรอว์อิง หรือ<br />
แบบสเก็ตช์ต่างๆ เพื่อใช้อธิบายแนวความคิดของเหล่า<br />
สถาปนิกแต่ละคน โครงการด้านสถาปัตยกรรมของ<br />
แกลเลอรี่แห่งนี้กลับนาเสนอด้วยการเชื้อเชิญให้สถาปนิก<br />
01<br />
14 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา
และศิลปินที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก มาร่วมสร้างสถาปัตย-<br />
กรรมที่แสดงออกถึงการตีความแนวความคิดของแต่ละ<br />
บุคคล บนเงื่อนไขของที่ตั้งและโจทย์ที่เหมือนกัน คือ<br />
การออกแบบ pavilion ขนาด 300 ตารางเมตร ที่ใช้<br />
รองรับการใช้งานที่หลากหลายทั้งในช่วงกลางวันและ<br />
กลางคืน ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการจัดแสดง<br />
ในปี 2016 นี้ สถาปนิกชาวเดนมาร์กอย่าง Bjarke<br />
Ingels แห่ง Bjarke Ingels Group (หรือที่รู้จักกันดี<br />
ในชื่อ BIG) เป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกให้มาร่วมสร้างสรรค์<br />
pavilion ประจาปี โดยไอเดียเบื้องหลังผลงานในนั้น<br />
BIG เลือกแปลงเส้นตรงของระนาบทางตั้งให้กลายเป็น<br />
สเปซสามมิติขึ้นมา ทาให้ลักษณะของกาแพงฟรีฟอร์มที่<br />
คลุมอยู่เหนือพื้นที่ใช้งานนั้น เมื่อมองจากด้านนอกจะมี<br />
รูปแบบที่คล้ายกับซิปที่ถูกเปิดออก ความน่าสนใจของ<br />
การออกแบบนี้ นอกเหนือไปจากการสร้างสเปซที่เอื้อ<br />
ต่อการใช้งานเป็นคาเฟ่ในเวลากลางวัน และพื้นที่สาหรับ<br />
กิจกรรม Park Nights Programme ที่จะมีทั้งการเพอร์-<br />
ฟอร์มแมนซ์ของศิลปิน นักเขียน และนักดนตรีอย่าง<br />
หลากหลายในเวลากลางคืนแล้ว คือการเลือกใช้โครงสร้าง<br />
โมดูลาร์กับบริเวณผนังที่ค่อยๆ ไล่เรียงการจัดวางของ<br />
กล่องไฟเบอร์กลาสขึ้นไปคล้ายกับการก่อกาแพงอิฐ<br />
สร้างให้เกิดเป็นเอฟเฟกต์ของแสงที่น่าสนใจซึ่งส่องเข้า<br />
มาตามการหมุนของช่องแสงที่บริเวณระนาบทางตั้ง<br />
ดังกล่าว ความอิสระของสเปซที่เกิดจากการออกแบบ<br />
pavilion ของ BIG ในปีนี้ ยังเอื้อให้ผู้คนสามารถรับรู้และ<br />
มีประสบการณ์ไปกับสภาพแวดล้อมได้ในลักษณะที่ต่าง<br />
กันไป ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกของสถาปัตยกรรม<br />
ความพิเศษอีกอย่างของโครงการในปีนี้ คือการเชื้อ-<br />
เชิญสถาปนิกอีก 4 คน ซึ่งประกอบไปด้วยสถาปนิกชาว<br />
ไนจีเรีย Kunlé Adeyemi (NLÉ) สถาปนิกชาวเยอรมัน<br />
Barkow Leibinger สถาปนิกชาวอังกฤษ Asif Khan และ<br />
สถาปนิกอาวุโสชาวฝรั่งเศสวัย 93 อย่าง Yona Friedman<br />
ให้มาร่วมออกแบบ Summer Houses จานวน 4 หลัง<br />
ซึ่งเป็นโครงการที่เพิ่งจะถูกเพิ่มเข้ามาในโอกาสครบรอบ<br />
ปีที่ 16 ของ Serpentine Gallery Pavilion ภายใต้เบื้องหลัง<br />
ของไอเดียที่คล้ายกันคือการนาเสนอความคิดเกี่ยวกับ<br />
สถาปัตยกรรมร่วมสมัย ผ่านการใช้การก่อสร้างอาคาร<br />
มาเป็นตัวนิทรรศการ โดยที่ยังต้องมีการคานึงถึงความ<br />
สัมพันธ์ที่สอดคล้องกันระหว่าง Serpentine Pavilion ที่<br />
ออกแบบโดย BIG กับอาคาร Summer Houses ทั้ง<br />
4 หลัง รวมไปถึงบริบทในเชิงที่ตั้งที่สัมพันธ์กับอาคาร<br />
Serpentine Gallery และภูมิทัศน์ของสวน Kensington<br />
ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการทั้งหมดอีกด้วย<br />
โครงการ Serpentine Gallery Pavilion and Summer<br />
Houses จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน จนถึงวันที่<br />
9 ตุลาคม 25<strong>59</strong> นี้ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษา<br />
ได้ที่ serpentinegalleries.org<br />
01 Serpentine Pavilion<br />
ออกแบบโดย Bjarke Ingels<br />
Group (BIG)<br />
02 Queen Caroline’s Temple<br />
ใน Kensington Gardens ซึ่ง<br />
เป็นสถาปัตยกรรมที่ทำาให้เกิด<br />
reverse replica ในผลงาน<br />
ของ NLÉ<br />
03 Serpentine Summer<br />
House ออกแบบโดย Kunlé<br />
Adeyemi (NLÉ)<br />
Since the first Serpentine Gallery pavilion by Zaha<br />
Hadid was built in 2000, it has been almost two decades<br />
now for the space, which has given birth to one of the<br />
most interesting global platforms for contemporary<br />
architecture with the general public as its enthusiastic<br />
audience. Instead of putting together an exhibition and<br />
using models, drawings and sketches to elaborate the<br />
ideation of aesthetics, for the period of 4 months each<br />
year, the gallery’s architectural project invites a globally<br />
renowned architect or artist to materialize his/her own<br />
interpretation in the form of a built structure on the<br />
same site and within the same design conditions—<br />
a 300-square-meter pavilion whose space accommodates<br />
a great variety of activities and usages during<br />
both the day and night.<br />
For 2016, Danish architect, Bjarke Ingels of Bjarkes<br />
Ingels Group (famously known as BIG) was chosen to<br />
be the creator of the pavilion. By forming a three<br />
dimensional space from the vertical line of the site’s<br />
02<br />
03<br />
© Garry Knight<br />
16 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา
circumference, Ingels created a series of free-form<br />
walls that wrap around the space with the physical<br />
appearance resembling an unzipped void. Apart from<br />
its meticulously created space that is ideal for a café<br />
during the day and Park Nights Programme in the later<br />
hours that welcomes manifold performances by artists,<br />
writers and musicians, what makes the pavilion so<br />
interesting is its use of a modular structure for the wall<br />
that is gradually constructed from the arrangement of<br />
both transparent and opaque fiberglass boxes similar<br />
to that of a brick wall. The nature of the materials and<br />
the way they are installed result in interesting effects<br />
of light and shadow that are altered by the changing<br />
directions of natural light coming in through the openings<br />
of the modular wall. The freedom of space conceived<br />
through BIG’s mesmerizing design allows for people to<br />
realize and experience the physicality of the architecture<br />
and space, both interior and exterior, differently<br />
and organically.<br />
What makes this year’s pavilion extra interesting<br />
is the invitation that the gallery sent out to four more<br />
architects, namely Kunlé Adeyemi (NLÉ) an architect<br />
from Nigeria, German architect Barkow Leibinger, British<br />
architect Asif Khan and 93-year-old French architect<br />
Yona Friedman to design four Summer Houses, which<br />
is essentially a special project initiated as a part of the<br />
Serpentine Gallery Pavilion’s 16th anniversary. With the<br />
same conceptual background, the houses grant the<br />
four architects opportunity to present their ideas and<br />
realization in Contemporary Architecture with the built<br />
structures serving as the content of the exhibition. The<br />
connection with BIG’s Serpentine Pavilion and physical<br />
context of Kensington Garden are also factored in<br />
as the fundamental conditions of the designs of the<br />
four Summer Houses.<br />
Serpentine Pavilion and the Summer Houses are<br />
open to the public from 10 June to 9 October 2016. For<br />
more information, please visit serpentinegalleries.org.<br />
<strong>04</strong><br />
05<br />
<strong>04</strong> Serpentine Summer<br />
House ออกแบบโดย Asif<br />
Khan<br />
05 Serpentine Summer<br />
House ออกแบบโดย Barkow<br />
Leibinger<br />
06 Serpentine Summer<br />
House ออกแบบโดย Yona<br />
Friedman<br />
TEXT<br />
Paphop Kerdsup<br />
PHOTOS<br />
Iwan Baan except as<br />
noted<br />
06<br />
18 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา
BANGKOK<br />
250 2<br />
02<br />
01<br />
สานักผังเมืองกรุงเทพมหานคร ร่วมกับศูนย์ออกแบบ<br />
และพัฒนาเมือง (UddC) ได้มีการจัดงานน าเสนอสาธารณะ<br />
“กรุงเทพฯ 250 2 ” ขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 25<strong>59</strong> โดย<br />
ภายในงาน คณะทางานนาโดย ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ<br />
ผู้อานวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ได้นาเสนอ<br />
ผลลัพธ์การออกแบบพื้นที่นาร่องเพื่อฟื้นฟูเมืองเก่าของ<br />
กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการต่อยอดจากผลการศึกษา<br />
ในระยะที่ 1 โดยมีการดาเนินโครงการในระยะที่ 2 ใน 3<br />
พื้นที่นาร่อง ได้แก่ ย่านท่าพระจันทร์-ท่าช้าง-ท่าเตียน,<br />
ย่านโยธี-ราชวิถี, ย่านทองหล่อ-เอกมัย รวมทั้งพื้นที่<br />
ยุทธศาสตร์สาคัญ ได้แก่ โครงการทางเท้าสัญจรข้าม<br />
แม่น้าเจ้าพระยาบริเวณช่องกลางสะพานพระปกเกล้าฯ<br />
(สะพานด้วน) และพื้นที่บริเวณจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจร<br />
รอบสถานีขนส่งมวลชน ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากกระบวนการ<br />
ร่วมหารือในรูปแบบ และวิธีการต่างๆ รวมทั้งสิ้นกว่า<br />
40 ครั้ง เพื่อสร้างความเข้าใจและรวบรวมความคิดเห็น<br />
ความต้องการ รวมถึงข้อกังวลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย<br />
และภาคีพัฒนา เพื่อให้ได้ข้อเสนอเพื่อการฟื้นฟูเมืองที่<br />
ครบถ้วนรอบด้านมากที่สุด และยังมีการจัดแสดง<br />
นิทรรศการที่บอกเล่าที่มา ความสาคัญ รายละเอียดและ<br />
ผลลัพธ์ของโครงการภายในบริเวณงานด้วย<br />
นอกจากนั้น ภายในงานยังมีการจัดมินิทอร์คโชว์ใน<br />
หัวข้อ “คนเมือง มีเรื่องพูด” ซึ่งได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญ<br />
อย่าง พลตรี นายแพทย์สายัณห์ สวัสดิ์ศรี ผู้ผลักดัน<br />
ราชวิถี สู่ย่านโรงพยาบาลเดินดี เพื่อประโยชน์สาธารณะ<br />
คุณปรีห์กมล จันทรนิจกร ผู้ก่อตั้งMa:D club for change<br />
แห่งย่านเอกมัย คุณวิริทธิพล ธนาโรจน์ปิยทัช คนรุ่นใหม่<br />
ลูกหลานย่านท่าเตียน คุณกชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิก<br />
จาก Land Process คุณดาลี ฮุนตระกูล และคุณภรณ์พัทธ์<br />
สหเจริญวัฒน์ สถาปนิกผังเมือง และผู้ก่อตั้ง The Great<br />
Outdoor Market และคุณยรรยง บุญ-หลง สถาปนิก<br />
นักสารวจเมือง เจ้าของผลงาน ‘กรุงเทพฯ: ขนส่งทามือ’<br />
ร่วมเล่าเรื่องราวของเมืองในมุมมองที่แตกต่างกัน โดยมี<br />
คุณไชยวัฒน์ อนุตระกูลชัย เป็นผู้ดาเนินรายการ<br />
20 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา
Solid & Hollow high quality Polycarbonate<br />
36 - 40 micron anti UV coating & radiation<br />
protective Layer<br />
The alternative of<br />
architecture.<br />
We provide quality<br />
and affordable<br />
product as<br />
Aluminium<br />
Composite FR
โครงการกรุงเทพฯ 250 เป็นโครงการจัดทาผัง<br />
แม่บทการฟื้นฟูเมือง ในวาระครบรอบ 250 ปีของ<br />
กรุงเทพฯ ในปี 2575 มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงสภาพ-<br />
แวดล้อมกายภาพของพื้นที่เขตเมืองชั้นใน ให้มีความ<br />
น่าอยู่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมแก่คน<br />
หลากหลายกลุ่มของเมือง และเพิ่มความสามารถใน<br />
การแข่งขันกับมหานครต่างๆ ของอาเซียน ภายใต้<br />
กระบวนการร่วมหารือกับประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับ<br />
ภาคีพัฒนาจากภาครัฐ เอกชน การศึกษา และประชา<br />
สังคม สาหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ<br />
สามารถศึกษาได้ที่ www.bangkok250.org<br />
01 แบบจำาลองและบรรยากาศ<br />
การจัดแสดงนิทรรศการภายใน<br />
งาน<br />
02 ป้ายรายละเอียดแสดงที่มา<br />
ของโครงการในแต่ละส่วน<br />
03 บรรยากาศการสนทนา<br />
ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน<br />
TEXT<br />
Paphop Kerdsup<br />
PHOTO<br />
Courtesy of Manas<br />
Ranjan and Nayan<br />
Srivastava<br />
02<br />
03<br />
The Department of City Planning of the Bangkok<br />
Metropolitan Administration through collaboration<br />
with the Urban Design and Development Center<br />
(UddC) organized a public presentation under the<br />
name, “Bangkok 250 2 ” on the 23rd of June 2016.<br />
The event featured the works of the working committee<br />
led by Associate Professor Dr. Niramol Kulsrisombat,<br />
the Director of UddC. The presentation reported on<br />
the results of a pilot project aimed at revival of Bangkok’s<br />
old district, which has developed from Phase 1 of the<br />
study. The neighborhoods included in Phase 2 are<br />
Tha Prachan-Tha Chang-Tha Tien, Yothee-Rajavithi and<br />
Thonglor-Ekamai as well as key strategic areas such<br />
as the cross-river walkway on the unused tram track<br />
of Phra Pok Klao Bridge (Short Bridge) and the transit<br />
points in mass transportation stations. The outcomes<br />
were achieved through a collaborative process, which<br />
included over 40 sessions of discussions and other<br />
brainstorming activities. The approach aimed to create<br />
a mutual understanding and gather opinions, demands<br />
and concerns of both the stakeholders and a developmental<br />
network, the expected consequences of which<br />
are a comprehensive and complete proposal for<br />
successful urban regeneration. An exhibition was<br />
also held to showcase the background, significance,<br />
details and outcomes of the projects.<br />
Additionally, a mini talk show was organized under<br />
the topic “Something to Talk about: Conversations of<br />
City Dwellers” that welcomed guest speakers, Maj.<br />
Gen. Sayan Sawatsri. M.D., the advocate of Rajavithi<br />
who transformed an area around the hospital into<br />
a walking neighborhood for the public’s interest,<br />
Preekamol Chantaranijakorn, the founder of Ma:D<br />
club for change in Ekamai, Wirithiphol Thanarojpiyataj,<br />
the young generation of Tha Tien, Kochakorn Woraakhom,<br />
landscape architect from Landscape Process,<br />
Dalee Hoontrakul and Ponpat Sahacharoenwat,<br />
an urban planning architect and the founder of T<br />
he Great Outdoor Market and Yanyong Boon-Long,<br />
architect/city explorer and the creator of ‘Bangkok:<br />
Handmade Transit to share their views and stories<br />
about the city with Chaiwat Anutrakulchai serving as<br />
the host.<br />
Bangkok 250 and its task to create an urban<br />
regeneration master plan have been initiated for<br />
the occasion of Bangkok’s 250 th anniversary in 2032.<br />
The project aims to improve the physical environment<br />
of inner urban areas to become more livable with<br />
increased economic potential and improved social<br />
conditions for a better quality of life for the all-encompassing<br />
group of city dwellers. It also strives to maximize<br />
Bangkok’s capabilities to compete with other metropolitans<br />
in ASEAN under a collaborative approach that<br />
integrates the participation of the public and a developmental<br />
network of the governmental, private, educational<br />
and public sectors. For further information about<br />
the project, please visit www.bangkok250.org<br />
22 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา
FOOD VILLA<br />
เจ้าของ - บริษัท บีที กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำากัด<br />
สถาปนิก - I Like Design Studio โดย ณฤชา คูวัฒนาภาศิริ<br />
ภาพ - ศุภกร ศรีสกุล<br />
กลุ่มอาคารกับแนวคิดโรงนาในชนบท ใช้เหล็กโครงสร้าง<br />
รูปพรรณรีดร้อน วัสดุเดียวที่สามารถสร้างเอกลักษณ์ที่ทันสมัย<br />
ก่อสร้างได้ตรงความต้องการและรวดเร็ว<br />
ที่มาแห่งอาคารเหล็ก FOOD VILLA, VILLA ZONE การใช้งาน ประสานความงาม<br />
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ยังมีรูปแบบอาคาร<br />
อีกประเภทหนึ่งที่มีความน่าสนใจและมาแรงไม่แพ้กัน คือ Community Mall<br />
ซึ่งที่ FOOD VILLA แห่งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งห้างสรรพสินค้ากึ่งเอ้าท์ดอร์ ที่มี<br />
ความน่าสนใจทั้งแนวคิดในการออกแบบ วางผัง และฟังก์ชั่นที่อยู่ภายใน โดย<br />
โครงการตั้งอยู่ที่ถนนราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ ซึ่งเฟสใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จนี้คือ<br />
VILLA ZONE รูปด้านของอาคารถูกพัฒนารูปแบบมาจาก กลุ่มบ้านเรือน<br />
ของชาวนาที่บ้านโอบล้อมพื้นที่สวนหรือเกษตรกรรม โดยพยายามออกแบบให้<br />
กลมกลืนและสอดคล้องกับอาคารตลาดสด ที่พัฒนารูปแบบมาจากรูปด้านของ<br />
โรงนา เพื่อสื่อให้เข้าใจถึงจุดเด่นของโครงการที่เน้นการขายอาหารเป็นหลัก<br />
สถาปนิกเลือกใช้เหล็กรูปพรรณรีดร้อนในรูปแบบที่ต่างกันไปในแต่ละจุด เช่น<br />
เสาหลังคาทางเดินภายนอกที่ต้องการความบางเบา ก็จะออกแบบให้โชว์เส้นสาย<br />
ชัดเจนเพื่อให้รู้สึกไม่ทึบตัน ส่วนเสาของอาคารก็จะสลับด้านที่ทึบออกมาเพื่อ<br />
ให้ดูคล้ายอาคารปูน เป็นการใช้วัสดุอย่างชาญฉลาด<br />
เสน่ห์แห่งเหล็ก<br />
วัสดุเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนคือวัสดุที่สถาปนิกเลือกใช้เป็นโครงสร้าง<br />
หลักของอาคารทั้งหมด โดยนำาแนวคิดหลักเรื่องกลุ่มอาคารโรงนา แปรเปลี่ยน<br />
มาเป็นอาคารที่ดูทันสมัยขึ้น ดูบางเบา ไม่ทึบตัน ซึ่งเหล็กรูปพรรณรีดร้อน<br />
สามารถถ่ายทอดแนวคิดได้อย่างตรงจุด แถมยังก่อสร้างได้รวดเร็ว เหมาะกับ<br />
อาคารเพื่อการพานิชย์ ที่ต้องการการคืนทุนเร็วที่สุด และเหล็กก็เป็นวัสดุที่<br />
สามารถเข้าได้กับวัสดุอื่นมากมาย ทำาให้กรอบในการออกแบบนั้นสลายหายไป<br />
Detail<br />
เหล็กรูปพรรณรีดร้อน<br />
สามารถทำาสีได้มากมาย<br />
ตามต้องการ เช่น<br />
โครงการนี้ต้องการให้มี<br />
ความเป็นธรรมชาติ จึง<br />
เลือกทำาสีนำ้าตาลเข้ากับ<br />
วัสดุไม้จริงที่ใช้<br />
Siam Yamato Steel Co., Ltd. (SYS)<br />
Tel. : 0-2586-7777 e-mail : sys@syssteel.com<br />
www.syssteel.com : sysfanpage : @syssteel Steel you can trust
THAI GREEN<br />
BUILDING<br />
EXPO AND CONFERENCE<br />
03<br />
01<br />
สถาบันอาคารเขียวไทย ได้มีการจัดงานสัมมนาทาง<br />
วิชาการและแสดงนิทรรศการประจาปี 25<strong>59</strong> ภายใต้ชื่อ<br />
“2016 Thai Green Building Expo and Conference”<br />
เมื่อวันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม 25<strong>59</strong> ที่ผ่านมา ณ ศูนย์<br />
นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา โดยภายในงาน<br />
นอกจากจะประกอบไปด้วยนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์<br />
สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับอาคารเขียวมากว่า 50<br />
บูธแล้ว ยังมีการจัดงานเสวนาเกี่ยวกับอาคารเขียวขึ้นใน<br />
หลายหัวข้อด้วยกัน ประกอบไปด้วยการบรรยายในหัวข้อ<br />
“ความท้าทายและโอกาสของนิคมอุตสาหกรรมเขียวไทย”<br />
โดย ดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่ง<br />
ประเทศไทย และ “แนวทางสู่จุดมุ่งหมายเกณฑ์อาคาร<br />
เขียวไทย” โดยคุณนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธาน<br />
สถาบันอาคารเขียวไทย ในช่วงเช้า และการเสวนาใน<br />
หัวข้อ “เปรียบมวยเกณฑ์อาคารเขียวกับเกณฑ์ชาติอื่นๆ”<br />
ซึ่งได้แขกรับเชิญผู้คร่ าหวอดอยู่ในวงการอาคารเขียว<br />
ไทยอย่าง ดร.อัจฉราวรรณ จุฑารัตน์ ผศ.ดร.ชนิกานต์<br />
ยิ้มประยูร และดร.นรี ภิญญาวัฒน์ มาร่วมเสวนาใน<br />
หัวข้อดังกล่าวโดยมีคุณวิญญูวานิชศิริโรจน์ เป็นผู้ดาเนิน<br />
รายการ นอกจากนั้น ภายในงานยังได้มีการประกาศ<br />
รางวัลโครงการประกวดแบบอาคารโดยใช้เกณฑ์ TREES-<br />
NC 2016 “Design TREES-NC Building 2016” และ<br />
พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านอาคารเขียว (MOU)<br />
ระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ<br />
สถาบันอาคารเขียวไทย ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสาคัญของ<br />
การพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับ อาคารเขียวของไทย ให้มี<br />
ประสิทธิภาพต่อไปในอนาคตอีกด้วย<br />
01 ดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่า<br />
การนิคมอุตสาหกรรมแห่ง<br />
ประเทศไทย บรรยายหัวข้อ<br />
สัมมนา Challenges and<br />
Opportunities of Thai<br />
Green Industrial Estate<br />
“ความท้าทายและโอกาส ของ<br />
นิคมอุตสาหกรรมเขียวไทย”<br />
TEXT<br />
Paphop Kerdsup<br />
PHOTO<br />
Courtesy of Thai Green<br />
Building Institute<br />
The Thai Green Building Institute organized the<br />
2016 academic seminar and exhibition under the title<br />
of the Thai Green Building Expo and Conference 2016<br />
this past 4 th of July 2016 at the Bangkok International<br />
Trade & Exhibition Centre (BITEC). In this event, aside<br />
from the 50 booths of products and services related to<br />
green building that were exhibited, several lectures on<br />
green building were further organized as well. Some<br />
examples included, ‘Challenges and Opportunities of<br />
Thai Green Industrial Estate’ by Mr. Verapong Chaiperm,<br />
the governor of the Industrial Estate Authority of Thailand,<br />
‘TREES : Road Map TREES-NC, TREES Pre-NC, TREES-CS,<br />
TREES-EB’ by Mr. Ninnart Chaithirapinyo, the principle<br />
of the Thai Green Building Institute, and ‘TREES vs<br />
Other Green Building Rating Systems,’ moderated by<br />
Winyou Wanichsiriroj, a conference that invited a number<br />
of experts on green building in Thailand including<br />
Ph.D. Acharawan Chutarat, Assit. Prof. Dr. Chanikarn<br />
Yimprayoon and Ph.D. Naree Phinyawatana to share<br />
their insights and experiences. In addition to the<br />
aforementioned lectures, an announcement ceremony<br />
for ‘Design TREES-NC Building 2016,’ a building design<br />
competition held according to the standards of TREES-NC<br />
2016 and the Memorandum of Understanding, and<br />
signing ceremony between the Industrial Estate<br />
Authority of Thailand and the Thai Green Building Institute<br />
were also held, the latter of which was a significant<br />
moment that could lead to the further development<br />
of knowledge and adeptness in green building within<br />
Thailand in the future.<br />
24 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา
BLUESCOPE<br />
DESIGN AWARD 2016<br />
<strong>04</strong><br />
01<br />
เมื่อวันที่24 มิถุนายน 25<strong>59</strong> บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป<br />
(ประเทศไทย) จากัด ร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยาม<br />
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีการจัดพิธีมอบรางวัลการ<br />
ประกวดออกแบบ BlueScope Design Award 2016<br />
ในหัวข้อ “The Future of Steel Building Design Contest”<br />
ซึ่งเป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนแนวคิด<br />
เทคนิค วิธีการออกแบบอาคาร โดยใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กใน<br />
การตอบสนองการใช้งานที่เหมาะสมและสวยงาม และ<br />
เพื่อเป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ไอเดีย จินตนาการ<br />
ใหม่ๆ ให้แก่นิสิต นักศึกษาจากทั่วประเทศ โจทย์หลักๆ<br />
ของการประกวดแบบนี้ คือการออกแบบอาคารที่ใช้วัสดุ<br />
ผนังและหลังคาเหล็กเป็นหลักโดยไม่จ ากัดรูปแบบของ<br />
อาคารและพื้นที่ใช้สอย ซึ่งจากผลงานการประกวดที่ร่วม<br />
ส่งเข้าประกวดมากกว่า 150 ผลงานด้วยกันนั้น รางวัล<br />
ชมเชย 3 รางวัล ตกเป็นของผลงานในชื่อ “More Shaded<br />
More Eco / Bus Station” โดย ศุภโรจน์ นามสกุลเจริญดี<br />
จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย“The Rain of Light” โดย<br />
นวัต ปรานวีระไพบูลย์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ<br />
“The Force Awakens” โดย ปวริศ ประดับญาติ และ<br />
สุรวุฒิ สื่อประสาร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล<br />
ธัญบุรี และในส่วนของรางวัลชนะเลิศนั้นเป็นของผลงาน<br />
ในชื่อ “Shelter for Homeless” โดย ฮีซาม อุษมานีย์<br />
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ซึ่งเป็นการนา<br />
เสนอแนวคิดในการออกแบบสถานที่พักพิงส าหรับผู้ไร้บ้าน<br />
ที่ต่างก็มาจากหลากหลายสถานที่ ภาษา และพฤติกรรม<br />
ให้สามารถมาอยู่ร่วมกันได้ โดยที่แต่ละคนก็ยังคงมีพื้นที่<br />
ส่วนตัวของตนอยู่ โดยรางวัลชนะเลิศได้รับทุนการศึกษา<br />
50,000 บาท<br />
01 ภาพบรรยากาศการประกาศ<br />
รางวัล BlueScope Design<br />
Award 2016<br />
02 ผลงานชนะเลิศในชื่อ “Shelter<br />
for Homeless” โดย ฮีซาม<br />
อุษมานีย์ จากมหาวิทยาลัย<br />
เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน<br />
TEXT<br />
Paphop Kerdsup<br />
PHOTOS<br />
Courtesy of NS<br />
BlueScope (Thailand)<br />
This past 24 th of June 2016, NS BlueScope (Thailand)<br />
Limited and The Association of Siamese Architects<br />
under Royal Patronage organized an announcement<br />
ceremony for the ‘BlueScope Design Award 2016,’<br />
a design competition held under the topic, ‘The Future<br />
of Steel Building Design Contest.’ The objective of the<br />
competition is to both improve the notion of implementing<br />
steel as a building material in a manner that responds<br />
to each project’s particular requirements, while also<br />
encouraging design inspiration amongst students throughout<br />
the country. The main premise of the program was to<br />
design a building through the use of a steel product –<br />
be it a wall or ceiling system, with no limitations in terms<br />
of program or size. From the 150 candidates who took<br />
on the challenge, honorable mention recognitions were<br />
awarded to ‘More Shaded More Eco / Bus Station’ by<br />
Suparoj Namsakulcharoendee from Chulalongkorn<br />
University, ‘The Rain of Light’ by Nawat Pranveerapaiboon,<br />
also from Chulalongkorn University, as well<br />
as ‘The Force Awakens’ by Pawaris Pradabyat and<br />
Surawut Sueprasarn from Rajamangala University of<br />
Technology Thanyaburi, while the winning designation<br />
was given to ‘Shelter for Homeless,’ by Heesam Usmani<br />
from Rajamangala University of Technology Isan. Usmani<br />
developed a shelter capable of hosting a large number<br />
of homeless people while also maintaining privacy<br />
for each diverse user in response to their individual<br />
needs, an approach and accomplishment which will be<br />
provided a scholarship of 50,000 baht for its insightful<br />
response to the competition challenge.<br />
26 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา<br />
02
woRK in PRogReSS<br />
PT Town<br />
ShoPPing ComPlex<br />
Aesthetics Architects<br />
01<br />
01 เส้นสายโค้งเว้าของรูปทรง<br />
อาคารมาจากเส้นสายของ<br />
ธรรมชาติ ส่วนเปลือกอาคารได้<br />
แรงบันดาลใจจากหนังจระเข้<br />
ช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์ขนาดกว่า 30,000 ตารางเมตร<br />
ที่มีจุดเด่นของการเป็นสถานที่จาหน่ายสินค้ากระเป๋า<br />
หนังระดับไฮเอนด์แห่งนี้ ถูกออกแบบและวางผังให้พื้นที่<br />
พลาซ่าบริเวณด้านหน้ามีขนาดใหญ่เพื่อทาหน้าที่รองรับ<br />
กับจานวนนักท่องเที่ยวที่มีปริมาณมาก และเพื่อเชื่อม<br />
ต่อการเข้าถึงอาคารแต่ละอาคารเข้าด้วยกัน โดยบริเวณ<br />
จุดรับส่งนักท่องเที่ยวนั้นยังมีการใช้หลังคาขนาดใหญ่ซึ่ง<br />
ช่วยคลุมพื้นที่และเชื่อมความต่อเนื่องของอาคารบริเวณ<br />
ด้านหน้าเข้าด้วยกัน จุดเด่นของโครงการนี้คือการที่<br />
สถาปนิกเลือกใช้องค์ประกอบของธรรมชาติมาเป็นส่วน<br />
หนึ่งของโครงการ ผ่านการใช้ความโค้งเว้าของรูปทรง<br />
อาคารเพื่อเลียนแบบเส้นสายจากธรรมชาติ หรือแม้แต่<br />
บริเวณส่วนเปลือกอาคารที่สถาปนิกเลือกใช้ลายของ<br />
หนังจระเข้ที่มีลักษณะการสุ่มของสีที่ผิว การสุ่มของ<br />
ขนาดที่ไม่เท่ากันของผิว รวมถึงรูปทรงของตัวผิวมา<br />
ดัดแปลงให้เกิดเป็นความน่าสนใจของโครงการ ผลที่ได้<br />
คือเปลือกอาคารอะลูมิเนียมคอมโพสิทที่ดูทันสมัย ซึ่งมี<br />
การเจาะลวดลายต่างๆ และการเล่นกับกระจกสีที่บริเวณ<br />
ผนังโค้ง ในแง่ของการจัดการกับการใช้งานของโครงการ<br />
PT Town ถูกออกแบบมาให้อยู่ในลักษณะของอาคาร<br />
สามอาคารที่เชื่อมต่อกันด้วยหลังคาขนาดใหญ่ โดยใน<br />
แต่ละอาคารจะถูกแบ่งการใช้งานออกเป็นส่วนร้านค้า<br />
ปลีกพร้อมชั้นจอดรถใต้ดิน ส่วนร้านอาหาร ส่วนพื้นที่<br />
ขายกระเป๋าหนังระดับไฮเอนด์ และส่วนพิพิธภัณฑ์ที่มี<br />
การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับหนังสัตว์ ซึ่งถือเป็นอีก<br />
หนึ่งไฮไลต์ที่สาคัญของโครงการ<br />
28 AsA WORK IN PROGRESS วารสารอาษา
This 30,000-square-meter shopping complex<br />
boasts a unique program that houses retail spaces of<br />
hi-end leather goods. The building is designed with an<br />
expansive plaza functioning as a part of the floor plan<br />
in order to welcome a large amount of tourists while<br />
facilitating connectivity between buildings. The sizable<br />
roof structure at the drop off area provides shelter<br />
and visual connection with the front elevation. One of<br />
the elements that make the architecture to stand out<br />
is derived from the architect’s use of compositions<br />
realized from natural forms be they curved, organic<br />
lines or the building’s shell that mimics the texture<br />
of crocodile skin where the colors and scales are<br />
randomized. The shape and form of the building’s shell<br />
is interestingly readjusted, rendering the final result of<br />
a stylistic modern aluminum composite building with<br />
ornamental details of perforated patterns and a series<br />
of works of stained glass set within the arched wall. In<br />
terms of the project’s management and functionality,<br />
the architecture of PT Town is designed to comprise<br />
three buildings that are physically linked with the massive<br />
roof structure. The functionalities of each building<br />
are divided into retail spaces with an underground<br />
parking lot, food court and zone that sells exclusively<br />
hi-end leather goods. The museum with an exhibition<br />
showcasing the history and an intriguing collection of<br />
animal rawhides and skins is also one of the highlights<br />
of the project.<br />
02 บรรยากาศด้านหน้าโครงการ<br />
LOCATION<br />
Lat Krabang<br />
ARCHITECT<br />
Aesthetics Architects<br />
MEMBER ID<br />
027-51<br />
INTERIOR DEsIgNER<br />
Aesthetics Architects<br />
LANDsCApE DEsIgNER<br />
1819<br />
sTRuCTuRAL ENgINEER<br />
AccON<br />
sysTEM ENgINEER<br />
GeO Design &<br />
engineering consultant<br />
BuILDINg AREA<br />
33,537 sq.m.<br />
02<br />
30 AsA WORK IN PROGRESS วารสารอาษา
่<br />
Baan PRaChaChuen<br />
Architects trAct<br />
01<br />
01 ลักษณะอาคารภายนอก<br />
จุดเริ่มต้นของโครงการบ้านประชาชื่นมาจากการที่<br />
เจ้าของโครงการมีความต้องการที่จะสร้างบ้านให้กับมารดา<br />
และภรรยา โดยบ้านพักอาศัยดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นใน<br />
บริเวณของบ้านหลังเดิม ทั้งนี้สถาปนิกได้มีการคานึงถึง<br />
การออกแบบให้สเปซภายในและสิ่งอานวยความสะดวก<br />
ต่างๆ สามารถตอบสนองการใช้งานของผู้อยู่อาศัยซึ่งเป็น<br />
ผู้สูงอายุ บ้านพักอาศัยขนาด 270 ตารางเมตร หลังนี้<br />
ยังได้มีการออกแบบโดยคานึงถึงความร้อนที่จะเข้ามาสู<br />
ภายในอาคาร อันเนื่องมาจากการหันหน้าอาคารไปทาง<br />
ทิศใต้และทิศตะวันตก เพื่อที่จะสร้างให้เกิดสภาวะน่าสบาย<br />
กับสเปซภายใน สถาปนิกเลือกแก้ปัญหาความร้อนด้วย<br />
การออกแบบให้อาคารมี skin ปกคลุมที่บริเวณด้านหลัง<br />
และบางส่วนของด้านข้างอาคาร ในแง่หนึ่งคือเพื่อใช้<br />
ส่วนประกอบนั้นในการบังแดดในส่วนที่ได้รับแดดโดยตรง<br />
สร้างให้อาคารมีช่องว่างระหว่างอาคารเพื่อให้อากาศ<br />
สามารถถ่ายเทได้ง่าย ช่วยลดอุณหภูมิของอาคารลง ใน<br />
อีกแง่หนึ่งของการออกแบบ skin นั้น เพื่อใช้ในการสร้าง<br />
ความเป็นส่วนตัวให้กับอาคาร โดยผู้ใช้เองยังคงสามารถ<br />
มองออกไปภายนอกเพื่อชมวิวที่อยู่ภายนอก<br />
ได้อย่างไม่เคอะเขิน ภาพรวมของอาคารถูกออกแบบมา<br />
ให้ดูเรียบง่าย ใช้การลดทอนรายละเอียดต่างๆ ให้มาก<br />
ที่สุด ตามแบบฉบับของแนวทาง minimal modern เพื่อ<br />
ให้ผู้สูงอายุสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก นอกจากนี้<br />
สถาปนิกยังได้มีการออกแบบทางลาดเตรียมไว้สาหรับ<br />
การใช้งานในอนาคตอีกด้วย วัสดุอย่างคอนกรีตที่ถูกทา<br />
ทับด้วยสีขาว รวมทั้งโครงสร้างเหล็ก ถูกนามาใช้ทั้งใน<br />
ส่วนของตัวอาคารและหลังคา เพื่อให้บรรยากาศของ<br />
สเปซดูมีความบางเบามากขึ้น ไม้เองก็ถูกนามาใช้ใน<br />
ส่วนของ skin และการตกแต่งผิวทั้งภายนอกและภายใน<br />
อาคารได้อย่างน่าสนใจ<br />
32 AsA WORK IN PROGRESS วารสารอาษา
The beginning of the residential project, Baan<br />
Prachachuen came from the owner’s intention to build<br />
a house for his mother and wife. The house was to be<br />
constructed on the same piece of land as the original<br />
house where the owner grew up. The architect prioritized<br />
the design of the interior space and facilities that<br />
serve the functional demands of the senior users. This<br />
270-square-meter house puts a high regard on the<br />
prevention and ventilation of heat since the house<br />
faces towards the south and the west. In order for the<br />
interior space to achieve a level of thermal comfort,<br />
the architect’s solution for the interior heat was executed<br />
by a design that covers the back and rear shell of the<br />
house with an extra layer of skin. This additional composition<br />
helps to shield the house from the direction<br />
of the sunlight while creating an air space between<br />
the two layers in order to optimize the ventilation and<br />
effectively reduce the overall temperature of the building.<br />
Another functional aspect of this skin is to provide a<br />
greater sense of privacy within the architecture while<br />
still granting dwellers visual access to the outside view.<br />
The house and its architectural elements encapsulate<br />
the simplicity of minimal modernism through the<br />
lessening of excessive details for the comfort and convenience<br />
of the senior members of the family as witnessed<br />
from a series of ramps specifically designed<br />
for future use. Materials such as concrete are painted<br />
over with white, complementing the unobstructed<br />
light and spacious space achieved through the use of<br />
the steel structure. Wood is interestingly employed in<br />
the construction of the skin including the decoration of<br />
the house’s exterior and interior surfaces.<br />
02<br />
02 skin ด้านนอกของอาคาร<br />
ช่วยบังแดดและเพิ่มความเป็น<br />
ส่วนตัวให้พื้นที่ภายใน<br />
03 อาคารเน้นความเรียบง่าย ลด<br />
ทอนการประดับประดาที่ไม่จำาเป็น<br />
LOCATION<br />
Prachachuen, Bangkok<br />
ARCHITECT<br />
Architects Tract<br />
INTERIOR DESIGNER<br />
Architects Tract<br />
LANDSCAPE DESIGNER<br />
Thaweesak<br />
Watthanawareekun<br />
STRUCTURAL ENGINEER<br />
Teerayut<br />
Surasakchalothon<br />
SYSTEM ENGINEER<br />
Touythap Suwanligo<br />
BUILDING AREA<br />
270 sq.m.<br />
03<br />
34 <strong>ASA</strong> WORK IN PROGRESS วารสารอาษา
ARCHITECT<br />
I Like Design Studio<br />
LANDSCAPE DESIGNER<br />
Maneenuch Poonswad<br />
STRUCTURAL ENGINEER<br />
Kor-IT Structural Design<br />
and Construction<br />
SYSTEM ENGINEER<br />
Montree Utakrue<br />
CONTRACTOR<br />
N-Line Agro<br />
International<br />
BUILDING AREA<br />
8,000 sqm.<br />
โลกสมัยใหม่ได้ให้อะไรหลายอย่างกับโลก เกิดการ<br />
เปลี่ยนแปลงในแง่ของการผลิตเพื่อการบริโภคของ<br />
มนุษยชาติอย่างก้าวกระโดดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน<br />
เกิดการค้นหาวัตถุดิบมากมายจากทุกแหล่งมุมโลกเพื่อ<br />
ป้อนโรงงานให้กับประเทศอุตสาหกรรม และสิ่งที่หลีก<br />
เลี่ยงไม่ได้อย่างมากที่สุดสิ่งหนึ่งคือ สถาปัตยกรรม<br />
จนเกิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในที่สุด วัสดุสร้างสรรค์<br />
งานสถาปัตยกรรมในยุคสมัยใหม่ที่ยอดนิยมคือ กระจก<br />
คอนกรีต และเหล็ก จากสาเหตุที่มันสามารถเอื้อต่อการ<br />
ผลิตซ้าได้ง่าย แข็งแรง ราคาไม่แพง ความนิยมของวัสดุ<br />
เหล่านี้จึงแพร่หลายพร้อมกับรูปแบบ International Style<br />
ไปยังทั่วทุกมุมโลก ประเทศไทยเราเองก็รับเอาเหล็กมา<br />
ใช้ในงานสถาปัตยกรรมเช่นกัน แต่ยังไม่ได้รับความนิยม<br />
เท่ากับคอนกรีตเสริมเหล็ก<br />
เหล็กในงานสถาปัตยกรรมได้รับความนิยมในบ้านเรา<br />
ในฐานะที่เป็นวัสดุหลักมากกว่าคอนกรีตในช่วงสถาปัตยกรรม<br />
หลังสมัยใหม่โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมอุตสาหกรรม<br />
เพราะต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้าง เนื่องจาก<br />
วัสดุเดิมอย่างคอนกรีตเสริมเหล็กใช้เวลาในการก่อสร้าง<br />
ที่นาน เนื่องจากต้องให้ระยะเวลาจากการบ่มคอนกรีตให้<br />
แข็งแรงเพียงพอต่อความแข็งแรงตามมาตรฐานวิศวกรรม<br />
เหล็กสามารถให้ทางเลือกกับสถาปนิกและวิศวกรทั้ง<br />
เรื่องของความยืดหยุ่นในการใช้พื้นที่เพราะสามารถ<br />
สร้างเป็นพื้นที่ช่วงพาดกว้างได้ เหล็กสามารถตอบสนอง<br />
เรื่องความรวดเร็วในการก่อสร้างที่รวดเร็วเนื่องจากไม่ต้อง<br />
เสียเวลาในการบ่ม เมื่อเชื่อมหรือติดตั้งแล้วสามารถ<br />
ใช้งานได้เลย โครงสร้างเหล็กที่ใช้ในงานสถาปัตยกรรม<br />
มีทั้งแบบที่นิยมห่อหุ้มมันด้วยเปลือกภายนอกจน<br />
ไม่สามารถเดาได้ว่าวัสดุที่ทาโครงสร้างคืออะไร และ<br />
แบบที่นิยมแสดงถึงการถักทอโครงเหล็กพร้อมกับราย<br />
ละเอียดการยึดต่างๆ จนเป็นเสน่ห์เฉพาะงานไป<br />
Modernity has given so much to the world. The<br />
impact it has had on the dramatic transformation of<br />
global production for the masses is mankind’s greatest<br />
leap on an unwalked path. Humans search the world<br />
for raw materials and feed them to factories of industrial<br />
nations. The birth of modern architecture is one of the<br />
most prominent and unavoidable byproducts caused<br />
by such change. Glass, concrete and steel have become<br />
the most fundamental and popular materials, primarily<br />
because they are strong, economical and can be easily<br />
manufactured. The popularity of these architectural components<br />
along with the International Style have grown<br />
into a global mainstream trend. Thailand, too, has witnessed<br />
the use of steel in architecture, despite reinforced<br />
concrete continuing to prevail in terms of demand for,<br />
and preference of, the local architectural and construction<br />
industry.<br />
The use of steel in architecture has increased in<br />
popularity and is replacing the role of concrete as a<br />
principle material in the post-modern era, particularly in<br />
the genre of industrial architecture and mainly because<br />
it requires considerably less construction time. Reinforced<br />
concrete, on the other hand, is more timeconsuming<br />
due to the certain period required for the<br />
cement to set and reach a level of strength required by<br />
engineering standards. Steel proposes new alternatives<br />
for architects and engineers in both spatial flexibility and<br />
usage, thanks to the wider structural span it is able to<br />
offer. Additionally, the material is ideal for its ability to<br />
minimize construction time due to the absence of certain<br />
processes that are mandatory in the construction of<br />
reinforced concrete structures. Steel structures can be<br />
jointed, installed and come ready to use. And for that<br />
matter, architecture employs and uses steel structures<br />
in various ways, from that which are cladded and completely<br />
disguised under an entirely different material<br />
to those with details of interwoven joints completely<br />
exposed as a reflection of the true physicality of the<br />
material’s structural attributes.<br />
38 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
FOOD<br />
TEXT<br />
Xaroj Phrawong<br />
PHOTOS<br />
Soopakorn Srisakul<br />
VILLA<br />
MARKET<br />
BANGKOK<br />
I LIKE DESIGN STUDIO<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 39
บนถนนราชพฤกษ์ ย่านเกิดใหม่ของกรุงเทพมหานคร<br />
มีสถาปัตยกรรมเกิดใหม่หลายชิ้นที่ไม่ได้ยึดโยงตัวเอง<br />
เข้ากับรูปแบบหรือบริบทใดเฉพาะ เราสามารถพบกับความ<br />
หลากหลายของรูปแบบทางสถาปัตยกรรมได้เกือบทุก<br />
ยุคสมัย ทั้งที่หยิบยืมภาษาสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค<br />
ของตะวันตกและตะวันออก แต่เมื่อมาถึงช่วงที่ถนน<br />
ราชพฤกษ์ตัดกับถนนบรมราชชนนีจะพบกับสถาปัตยกรรม<br />
เหล็กที่มีโปรแกรมแบบเดิมๆ ที่ถูกตีความการใช้งานให้<br />
เหมาะกับยุคสมัยคือ ‘ตลาด’ ในชื่อว่า ‘ฟู้ดวิลลา’ ตัวอาคาร<br />
ตลาดเป็นหนึ่งในกลุ่มอาคารทั้ง 4 กลุ่ม อาคารที่รายล้อม<br />
มีทั้งส่วนที่พื้นที่ให้เช่า และร้านกาแฟ ในความสูงไม่เกิน<br />
2 ชั้น ตัวตลาดมีพื้นที่ประมาณ4,000 ตารางเมตร รองรับ<br />
แผงตลาดกว่า 400 แผง สินค้าที่เข้ามาขายมีทั้งของสด<br />
ของแห้ง ศูนย์อาหาร แนวคิดในการออกแบบเริ่มต้นจาก<br />
ที่สถาปนิกต้องการสะท้อนความต้องการของเจ้าของ<br />
โครงการที่ต้องการให้ตลาด ‘ฟู้ดวิลลา’ มีภาพลักษณ์<br />
เป็นแหล่งอาหารของชุมชน ในขณะเดียวกันก็ต้องมี<br />
ภาพลักษณ์ที่เป็นมิตร แลดูกันเองกับผู้คนที่จะเข้ามา<br />
จับจ่ายใช้สอย ไม่หรูหราแบบตลาดที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า<br />
โจทย์ของการสร้างบรรยากาศจึงอยู่ที่การสร้าง“ความระหว่าง”<br />
ของความคุ้นชินเดิมๆ ให้มีภาพลักษณ์ตลาดที่น่าใช้มาก<br />
กว่าเดิม ไม่เป็นตลาดสดแบบที่มีภาพลักษณ์สกปรก<br />
น้าขัง จนไม่น่าใช้งานสู่ตลาดสดที่สมัยใหม่มากขึ้น<br />
01 สเปซภายในตลาด<br />
การใช้หลังคาสูงพร้อมกับ<br />
ช่องระบายอากาศด้านบน<br />
ช่วยให้การระบายอากาศดีขึ้น<br />
Ratchaphruek, one of Bangkok’s up-and-coming<br />
suburbs, has welcomed the enthusiastic birth of works<br />
of architecture that are bound by no specific style or<br />
context. The new built structures of Ratchaphruek are<br />
conceived in different shapes and forms, whose historical<br />
references and architectural languages range in<br />
sources of inspiration from Western classics to oriental<br />
aesthetics. In a particular part of the neighborhood,<br />
before Ratchaphruek Road meets Borommaratchachonnani<br />
Road, another major highway of Bangkok’s<br />
west side, stands a steel architectural structure whose<br />
ordinary program as a community ‘market’ is interestingly<br />
reinterpreted under the given name of ‘Food Villa Market.’<br />
The structure is a part of a cluster of four buildings,<br />
surrounded by retail spaces for rent and a famous<br />
franchised coffee house, all with a maximum height<br />
equivalent to a two-story building. The market covers<br />
the total functional space of 4,000 square meters,<br />
accommodating over 400 stalls that sell fresh and raw<br />
ingredients and a food court. The design concept began<br />
with the architect’s attempt to translate the owner’s<br />
intention for the market to become a new food source<br />
for the community. Food Villa Market is a place where<br />
everyone can enjoy a happy and convenient shopping<br />
experience that may be less luxurious, but more<br />
intimate and friendlier than the experience of shopping<br />
at upscale supermarkets in department stores.<br />
The task is to materialize such ‘in-between’ spaces<br />
where people’s familiarity with a community market is<br />
maintained under improved standards for the sanitation<br />
and ventilation systems. The modernized version<br />
of a local fresh market, so to speak.<br />
40 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
2<br />
6<br />
4<br />
5<br />
7<br />
2<br />
7<br />
7<br />
2<br />
7<br />
4<br />
6<br />
1<br />
3<br />
6<br />
LAY OUT<br />
1 Market<br />
2 Retails<br />
3 Starbucks<br />
4 Service<br />
5 Office<br />
6 Parking<br />
7 Garden<br />
7<br />
10 M<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 41<br />
01
02 การเดินท่องานระบบ<br />
ถูกทำาให้ดูกลมกลืน<br />
สถาปนิกของโครงการนี้คือ I Like Design Studio<br />
ได้เสนอให้ตลาดฟู้ดวิลลาสะท้อนถึงเรื่องราวของการเป็น<br />
แหล่งอาหารของชุมชนด้วยการหยิบยืมลักษณะของ<br />
โรงนาในฟาร์มในบริบทแบบตะวันตกแบบที่เราคุ้นชิน<br />
จากสื่อตะวันตกมาใช้ เนื่องจากฟาร์มเป็นสัญญะของ<br />
การผลิตอาหารทั้งแบบกสิกรรมและปศุสัตว์ที่พ้องกับ<br />
ที่มาของสินค้าที่อยู่ในโปรแกรมนี้ กระบวนการสร้าง<br />
รูปทรงจึงใช้วิธีการตัดปะและเรียงรูปด้านของฟาร์มแบบ<br />
ต่างๆ เรียงในแนวยาวจนเกิดเป็นรูปด้านที่การเรียงสูงต่า<br />
ไม่เท่ากันของยอดจั่ว การซ้อนกันของรูปด้านที่ไม่เท่ากัน<br />
ของแต่ละแบบจะเปิดส่วนซ้อนที่เหลื่อมกันอยู่ ส่วนนี้<br />
สถาปนิกทาการเลือกให้เป็นพื้นที่โถงสูงเพื่อระบาย<br />
อากาศร้อนสู่ช่องระบายอากาศด้านบน<br />
หัวใจของการออกแบบตลาดให้มีสุขอนามัยที่ดี<br />
คือการดึงแสงเข้ามาอย่างเหมาะสม พร้อมไปกับการสร้าง<br />
ระบบระบายอากาศให้มีการถ่ายเทได้ดี ไม่อย่างนั้นแล้ว<br />
ตลาดจะพบกับปัญหาอับทึบ จนเป็นตลาดแบบเดิมๆ ที่แลดู<br />
สกปรกไม่น่าเข้าใช้งาน สถาปนิกได้เลือกที่จะให้แสงเข้ามา<br />
ในปริมาณที่พอเหมาะด้วยการใช้วัสดุสมัยใหม่คือแผ่น<br />
หลังคาโปร่งแสงบนระนาบหลังคาโดยเฉลี่ย 1 แผ่นยาว<br />
ต่อทุกช่วงเสายาวจนสุดแนวหลังคาเพื่อดึงแสงอาทิตย์ลงมา<br />
ยังสเปซภายในให้เพียงพอต่อการใช้งานในเวลากลางวัน<br />
และยังใช้แสงธรรมชาติด้วยการใช้แผ่นโปร่งแสงมาเป็น<br />
ผนังปิดด้านจั่วตั้งแต่ชายคาจนถึงส่วนปลายชายคาในด้าน<br />
ทิศเหนือของตลาด ทาให้สามารถรับแสงอาทิตย์ในแบบ<br />
indirect ได้ตลอดช่วง 8 เดือนต่อปี และสามารถรับ<br />
แสงเหนือที่ทามุมไม่ทแยงลึกเข้ามายังภายในตลาดมาก<br />
เป็นเวลา 4 เดือนต่อปี ในขณะที่ด้านทิศใต้ของตลาด<br />
สถาปนิกเลือกใช้แผ่นเหล็กรีดลอนเป็นผนังเพื่อป้องกัน<br />
แสงอาทิตย์จากทิศใต้ที่ร้อนและมีมุมทแยงลึกจนกวนการ<br />
ใช้สอยภายในได้ ยอดหลังคาและส่วนที่ซ้อนกันสถาปนิก<br />
ออกแบบให้เป็นช่องระบายอากาศเพื่อรองรับการไหลเวียน<br />
ของอากาศร้อนที่จะลอยตัวขึ้นสูงและถูกแทนที่ด้วย<br />
อากาศเย็นกว่าที่ด้านล่าง พร้อมกันนี้มวลอากาศยังถูก<br />
ทาให้เคลื่อนที่ด้วยพัดลมขนาดต่างๆ ภายในตลาด ทั้ง<br />
ขนาดเล็กในระดับล่างที่พัดตามร้านค้าต่างๆ จนถึงการใช้<br />
พัดลมขนาดใหญ่ครอบครองพื้นที่กว่า 1 ช่วงเสา ช่วย<br />
ระบายอากาศอีกทางหนึ่ง<br />
I Like Design Studio was chosen as the project<br />
architect, with the brief for the project aiming at allowing<br />
for Food Villa Market to function as representation of<br />
the space’s role as a neighborhood provider of fresh<br />
ingredients and good food. The architect picked up on<br />
the idea of a barn in a western farm that most of the<br />
project’s target customers are familiar with. A ‘farm’<br />
symbolizes the production of agricultural and livestock<br />
products, which are essential elements of the Food Villa’s<br />
spatial program. The architectural form is, therefore,<br />
materialized from an arrangement of elevations of different<br />
types of barns to create a collective structure with uneven<br />
heights of gable roofs. The superimposition of elevations<br />
naturally creates openings at the top of the roof<br />
structure, where the heat flows out from the super<br />
spacious area of the market.<br />
The heart of the market’s hygiene and pleasant<br />
shopping space is the suitable amount of light and<br />
efficient ventilation system that help to eliminate<br />
dinginess and improve sanitation. The presence of<br />
natural light is achieved through the use of modern<br />
materials such as the corrugated translucent roof panels.<br />
One long translucent panel is installed at each span<br />
allowing for sunlight to enter into the interior and keep<br />
the space naturally bright throughout the day. The additional<br />
presence of natural light is enhanced by the translucent<br />
quality of the gables and eaves that face towards<br />
the north. Such execution means the space will welcome<br />
indirect sunlight into the open-plan interior for eight<br />
months of the year, whereas the less invasive light<br />
and heat coming from the north generates a suitable<br />
amount of light for the market’s space for almost 4<br />
of 12 months. The south-facing part of the market is<br />
cladded with corrugated metal sheets to prevent heat<br />
and sun from creating discomfort within the interior.<br />
The rooftop and superimposed sections are designed<br />
to function as the building’s primary ventilation, as<br />
the heat floats up and is replaced by an incoming<br />
flow of cooler air. The movement of the air passage<br />
is enhanced with a number of fans, from small ones<br />
used by shop owners to large ones that take over the<br />
space of one entire block.<br />
42 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
02<br />
วารสารอาษา THEME <strong>ASA</strong> 43
จากจินตนาการของสถาปนิกที่ต้องการสื่อสารถึง<br />
โรงนาในฟาร์มด้วยรูปด้านหน้า พร้อมกับยืดออกไปจนถึง<br />
รูปด้านหลัง การเลือกใช้เหล็กมีข้อดีอย่างมากในการเสริม<br />
สร้างพื้นที่ทางจินตนาการส่วนนี้ เนื่องจากการซ้อนทับ<br />
กันของโรงนาในหลายรูปแบบที่สถาปนิกเลือก ก่อให้เกิด<br />
จุดตัดกันของโครงสร้างเยอะมากเมื่อเทียบกันการใช้วัสดุอื่น<br />
การใช้เหล็กตอบสนองได้ตั้งแต่เรื่องของการใช้เสาที่ตลาด<br />
นี้มีความต้องการใช้พื้นที่ให้ยืดหยุ่นและกว้างเสาที่วางไว้ใน<br />
ระบบกริดจึงถูกออกแบบให้มีระยะห่างกันไปตามการใช้สอย<br />
พร้อมไปกับการออกแบบหลังคาที่มีการยกระดับแตกต่าง<br />
กันเพื่อรองรับเรื่องการระบายอากาศ การใช้โครงสร้าง<br />
เหล็กถักทอให้รองรับรูปทรงเหล่านี้จึงมีความเหมาะสม<br />
อย่างมาก นอกจากนี้วัสดุมุงและวัสดุปิดผิวเองก็ต้องการ<br />
วัสดุที่ตอบสนองเรื่องความรวดเร็วและรองรับพื้นที่กว้าง<br />
การใช้แผ่นเหล็กรีดลอนจึงสามารถตอบโจทย์ได้อย่างมาก<br />
Steel contributes a great deal to the materialization<br />
of the architect’s imagination to communicate a sense<br />
of space through the physicality of both the front and<br />
rear elevations. The achieved elevation and structure<br />
of interconnected series of barn-inspired forms give<br />
birth to a great number of intersecting points, while<br />
the steel structure serves the project’s demands for<br />
a highly flexible and open space. The columns of the<br />
project’s grid system are designed to render functionality<br />
derived from the spans between, whereas the<br />
differences in the heights of the roof structure make<br />
ventilation more effective, consequentially leading to the<br />
space’s pleasant thermal comfort. The use of trusses is,<br />
therefore, the most suitable choice for such architectural<br />
form and program. Cladding and roofing materials such<br />
as corrugated metal sheets are chosen primarily because<br />
they require less construction time and are compatible<br />
with the structure and space of such a large scale.<br />
03 สถาปนิกเลือกใช้วัสดุ<br />
แผ่นใสกรุในด้านทิศเหนือ<br />
เพื่อรับแสงสว่าง<br />
44 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
การออกแบบสถาปัตยกรรมเหล็กจึงเป็นส่วนผสมกัน<br />
ด้วยความลงตัวทั้งสถาปนิกและวิศวกร เพราะการเลือกใช้<br />
วัสดุที่เหมาะสมกับยุคสมัยและโจทย์จะช่วยให้สถาปัตยกรรม<br />
ตอบปัญหาของสังคมในเวลานั้นๆ ได้ เหมือนกับที่งานนี้<br />
ได้ตอบโจทย์ที่เจ้าของงานและสถาปนิกวางไว้ร่วมกัน ซึ่ง<br />
สถาปนิกได้เอ่ยถึงการเลือกใช้เหล็กที่ส่งผลต่อการท างาน<br />
ว่า “การเลือกใช้เหล็กในการสร้างงาน ส่งผลเรื่องการสร้าง<br />
mass and form โครงสร้างเหล็กสามารถตอบโจทย์การสร้าง<br />
form ได้มากกว่า มีอิสระทางความคิดมากกว่า ประกอบกับ<br />
มีประโยชน์ในช่วงงานก่อสร้างที่ก่อสร้างค่อนข้างเร็ว<br />
สามารถเตรียมชิ้นส่วนโครงสร้างจากโรงงานและมาติดตั้ง<br />
ที่หน้างานได้”<br />
The successful design of the steel building was<br />
a product of the architect and engineer’s combined<br />
knowledge. Choosing a material that is truly derived<br />
from the architecture’s context and program can create,<br />
not just another functional built structure, but also<br />
contemporary solutions for a community or society.<br />
As a result of the shared objectives and understanding<br />
of its owner and architect, Food Villa Market has<br />
managed to achieve the purpose of its conception<br />
and presence. “When steel is chosen for a project,<br />
it affects the formation of mass and form. The steel<br />
structure offers more freedom to the creation of<br />
architectural forms and it lessens a great deal of the<br />
construction time. Parts can be built at the factory and<br />
installed right on the site.”<br />
สาโรช พระวงค์<br />
- สถ.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี<br />
ราชมงคลธัญบุรี<br />
- สถ.ม.มหาวิทยาลัยศิลปากร<br />
- รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา<br />
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์<br />
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล<br />
ธัญบุรีและอาจารย์พิเศษใน<br />
สถาบันอื่นๆ<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 45<br />
03
TEXT<br />
Paphop Kerdsup<br />
NAT<br />
PHOTOS<br />
Courtesy of M Space<br />
MOTOR<br />
HEAD OFFICE<br />
UDONTHANI<br />
M SPACE<br />
46 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
ARCHITECT<br />
M Space<br />
MEMBER ID<br />
1-0241<br />
INTERIOR DESIGNER<br />
M Space<br />
LANDSCAPE DESIGNER<br />
M Space<br />
STRUCTURAL ENGINEER<br />
Dr.Pichai<br />
Pattararatanakun<br />
STRUCTURAL ENGINEER<br />
Dr.Pichai<br />
Pattararatanakun<br />
Paiboon Tonsirianusorn<br />
SYSTEM ENGINEER<br />
Warathit Rodrubboon<br />
CONTRACTOR<br />
JC Builder<br />
BUILDING AREA<br />
2,500 sq.m.<br />
นับตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ที่มี<br />
การริเริ่มใช้วัสดุสมัยใหม่อันเป็นผลพวงมาจากการ<br />
ปฏิวัติอุตสาหกรรมในงานสถาปัตยกรรมโมเดิร์น<br />
‘เหล็ก’ มักถูกแทนค่าอยู่บ่อยครั้งภายใต้ความหมาย<br />
ทางภาษาในเชิงสถาปัตยกรรมว่าเป็น ‘การขบถต่อ<br />
ธรรมเนียมดั้งเดิม’ ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้การใช้วัสดุดังกล่าว<br />
ในยุคสมัยนั้นมักจะไม่ค่อยได้รับความนิยมชมชอบจาก<br />
บรรดานักวิจารณ์และสาธารณชนสักเท่าไร จนกลาย<br />
เป็นความหมายเชิงลบที่เคยถูกฝังอยู่ในชุดความคิด<br />
ของผู้คนอยู่หลายทศวรรษเลยทีเดียว ทว่าหากเราลอง<br />
ถอดความและกล่าวถึง ‘เหล็ก’ ในอีกมุมมองหนึ่งอย่าง<br />
ไม่มีอคติดู จะพบว่าวัสดุก่อสร้างที่ดูเย็นชานี้ยังสื่อแทน<br />
ถึงความหมายเชิงบวกอย่าง ‘ความทันสมัย’ ได้เช่นกัน<br />
นอกจากนี้ ด้วยความสามารถทางโครงสร้างของเหล็กที่<br />
ส่งผลให้เกิดการพาดช่วงและกาหนดลักษณะของอาคาร<br />
ได้มากกว่าวัสดุชนิดอื่นๆ ทาให้ ‘เหล็ก’ ยังสามารถสื่อ<br />
แทนถึง ‘ความเป็นอิสระ’ ที่ปรากฏให้เห็นได้ทั้งในรูป<br />
ของความคิดเชิงนามธรรม หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรมกว่า<br />
อย่างฟอร์มของอาคารได้อีกด้วย<br />
โครงการ ณัฐบิ๊กวิง (NAT Big Wing) หรืออาคาร<br />
สานักงานใหญ่ ณัฐ มอเตอร์เซลล์ จังหวัดอุดรธานี เป็น<br />
ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนถึงการใช้<br />
เหล็กในการตีความ ‘ความเป็นอิสระ’ ออกมาได้ทั้งใน<br />
รูปของแนวความคิดเบื้องหลังโครงการ และฟอร์มของ<br />
อาคารที่ดึงเอาศักยภาพของวัสดุและโครงสร้างเหล็กมา<br />
ใช้ได้อย่างน่าสนใจ โจทย์หลักๆ ที่ทางสถาปนิกจาก M<br />
Space ได้รับ นอกเหนือไปจากการสร้างพื้นที่ทางานที่<br />
ต้องสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจกับผู้ใช้งานและผู้คนที่<br />
สัญจรผ่านไปมาได้ด้วยแล้ว ยังต้องสามารถแสดงออก<br />
ได้ถึงไลฟ์สไตล์ของเหล่าบรรดาสิงห์นักบิดผู้รักอิสระ ซึ่ง<br />
เป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักของโชว์รูมและศูนย์บริการรถ<br />
มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ Honda Big Wing แห่งนี้<br />
เพราะความเป็นอิสระเป็นตัวแปรสาคัญที่ทาให้ผู้คน<br />
เกิดแรงบันดาลใจในการกล้าทาสิ่งต่างๆ สถาปนิกจึงเลือก<br />
เปลี่ยนที่ดินขนาด 2 ไร่ครึ่ง ที่บริเวณหัวมุมสี่แยกถนน<br />
บายพาสตัดกับถนนประชารักษาให้กลายเป็นแลนด์มาร์ค<br />
ของเมืองอุดรธานี ด้วยการนาเสนอสถาปัตยกรรมที่มี<br />
รูปฟอร์มโฉบเฉี่ยวล้าสมัย ดูลอยตัวพุ่งทะยานออกมา<br />
ราวกับไร้น้าหนัก ซึ่งภาพที่ปรากฏให้เห็นนี้นอกจากจะ<br />
ไปสอดคล้องกับความต้องการนาเสนอความเป็นอิสระ<br />
ของโครงการ NAT Big Wing แล้ว ยังไปสัมพันธ์กับ<br />
สัญลักษณ์รูปปีกขนาดใหญ่ที่กางออกของ Honda อีก<br />
ด้วย มากไปกว่านั้น การที่ภาพรวมของโครงการดูเป็น<br />
แมสขนาดใหญ่ที่ลอยยื่นออกไปกลางอากาศ ยังแอบ<br />
ชวนให้เรานึกย้อนไปถึงภาพของหอนางอุษา สถานที่<br />
ท่องเที่ยวสาคัญของอุดรธานีด้วยเช่นกัน<br />
From the mid 19th Century onward, the use of<br />
modern materials from the Industrial Revolution such<br />
as steel in Modern Architecture has often been dubbed<br />
as a “rebellion against the conventions,” architecturally<br />
speaking. It is also one of the reasons why the use of<br />
the material was far from popular either among the<br />
architectural critics or the public. Such belief once<br />
denoted negative feelings towards the material and<br />
was imprinted in the minds of people for decades to<br />
come. But, if we were to decode and discuss “steel”<br />
with an unbiased view, we would discover that this<br />
seemingly cold construction material actually conveys<br />
a positive meaning such as “modernity.” In addition,<br />
the proven structural ability of the material that offers<br />
great diversity to the span and formation of architectural<br />
forms can realize a representation of “freedom”<br />
in abstract concepts and the tangibility of a building’s<br />
shape and form.<br />
Under the given moniker of NAT Big Wing, the<br />
headquarter building of Nat Motor Sale in Udon Thani<br />
province encapsulates the use of steel to interpret<br />
“freedom” through both the concept behind the design<br />
and the architectural form that brings out the potential<br />
of the material and structure in such an interesting<br />
execution. The brief given to the team of architects of<br />
M Space included the requirement for an office space<br />
that users and passersby would find inspiring, as well<br />
as an architecture with the ability to express the lifestyle<br />
and free spirit of bikers who are considered the<br />
main customer group of Honda Big Wing’s showroom<br />
and service center.<br />
With freedom being one of the key variables that<br />
inspires people to have the courage to do and be different<br />
things, the architect turned the 4,000-square-meter<br />
land at the corner of Bypass and Pracharaksa Road into<br />
Udon Thani’s new landmark. The swooping, futuristic<br />
form seems to be gliding weightlessly. The structure<br />
resonates with NAT Big Wing’s demand to depict the<br />
sense of freedom its products embody, through physical<br />
and symbolic connection with the massive wing of the<br />
center’s logo at the entrance. Furthermore, the seemingly<br />
floatable physicality of the building’s massive structure<br />
reminds us of the Hor Nang Usa, one of the province’s<br />
most popular tourist attractions.<br />
With the dynamic context caused by the movements<br />
of vehicles on the main roads, the architect<br />
facilitates connections between action forces and the<br />
project’s functional spaces and architectural elements.<br />
The link with the public roadway is created, continuing<br />
the presence of a public space within the site in the<br />
form of a public park, which is located at the ground<br />
floor. The overlapping configuration of the planes of<br />
roadways is incorporated into the formation of the<br />
architectural mass that houses over a 2,500-squaremeter<br />
functional space. The first layer of the folded<br />
mass creates a space where a café and office are<br />
located. The second layer is extruded, creating a semioutdoor<br />
activity ground with a roof that cantilevered<br />
30 meters out over the space, effectively grabbing<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 47
ด้วยบริบทที่ค่อนข้างเต็มไปด้วยพลวัตจากการ<br />
เคลื่อนไหวของยานพาหนะที่สัญจรไปมาบนท้องถนน<br />
ทาให้สถาปนิกเลือกสร้างความเชื่อมโยงระหว่างแรง<br />
กระทาต่างๆ จากภายนอกเหล่านั้นกับโครงการ ด้วย<br />
การดึงเอาองค์ประกอบอย่างถนนเข้ามาภายในที่ตั้งเพื่อ<br />
เปิดให้เกิดเป็นพื้นที่ลานสาธารณะที่บริเวณด้านล่าง<br />
ก่อนที่จะนาไอเดียของการม้วนพับไปมาของระนาบถนน<br />
ข้างต้นนั้น เข้ามาใช้ในการกาหนดให้เกิดเป็นมวลของ<br />
อาคารขนาด 2,500 ตารางเมตร ที่มีการใช้งานที่<br />
แตกต่างกันไปตามการพับทบในแต่ละครั้ง ตั้งแต่การพับ<br />
ในครั้งแรกที่ซ้อนทับกันแล้วทาให้เกิดเป็นพื้นที่ของคาเฟ่<br />
และสานักงานขึ้น ก่อนที่จะเกิดการพับเป็นครั้งที่สองใน<br />
ลักษณะที่ระนาบไม่เกิดการซ้อนทับกัน ซึ่งทาให้เกิดเป็น<br />
พื้นที่ลานกิจกรรมแบบ semi-outdoor ที่ถูกคลุมไว้ด้วย<br />
หลังคาที่ยื่นยาวออกไปกว่า 30 เมตร คอยดึงดูดความ<br />
สนใจจากผู้คน จนกระทั่งระนาบเกิดการพับซ้อนกัน<br />
ในครั้งสุดท้าย และทาให้เกิดเป็นสเปซที่บรรจุไปด้วย<br />
การใช้งานหลากหลาย อาทิ ห้องประชุม แกลเลอรี่<br />
NAT Art Space และโชว์รูมรถมอเตอร์ไซค์ Honda<br />
Big Wing ด้วยเหตุนี้ ภาพรวมของโครงการที่เคลื่อนไหว<br />
ไปมาอย่างต่อเนื่อง จึงแสดงความสัมพันธ์ระหว่างที่ตั้ง<br />
โปรแกรม และบริบทแวดล้อมออกมาได้อย่างน่าสนใจ<br />
นอกเหนือไปจากการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์<br />
ดังกล่าวแล้ว เพื่อที่จะให้อาคาร NAT Big Wing สามารถ<br />
สะท้อนออกมาถึง ‘ความเป็นอิสระ’ ได้มากยิ่งขึ้น<br />
สถาปนิกจาก M Space จึงเลือกยกให้มวลของอาคาร<br />
ดูเหมือนกับลอยอยู่กลางอากาศ ท้าทายแรงโน้มถ่วงที่<br />
อยู่เบื้องล่าง ซึ่งในจุดนี้เองที่วัสดุอย่าง ‘เหล็ก’ เข้ามามี<br />
บทบาทสาคัญในการออกแบบโครงสร้างของอาคาร เพื่อ<br />
ให้สามารถสร้างสถาปัตยกรรมที่มีการพาดช่วงกว้าง<br />
และระยะยื่นที่ยาวมากได้ โดยรายละเอียดของการใช้<br />
โครงสร้างเหล็กในโครงการหลังนี้ มีตั้งแต่การออกแบบ<br />
48 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
the attention of passersby. The last fold conceives a<br />
space that contains diverse functionalities such as<br />
meeting rooms, a gallery known as NAT Art Space and<br />
a showroom of Honda Big Wing’s motorcycles. The<br />
dynamic flow created through a series of spaces and<br />
the building’s physical mass interestingly depicts the<br />
connection between the center’s location, program<br />
and its surrounding context.<br />
To further elaborate and reflect on the notion of<br />
“freedom,” the architect designed the building to appear<br />
elevated, as the striking structure visually defies<br />
the laws of gravity. “Steel” plays a significant part that<br />
allows for the architecture to achieve its visualized goal<br />
through the very long span the steel structure is able to<br />
offer. The details of the project’s steel structure range<br />
from the design of special columns using wide flange<br />
steel to construct a series of trusses in order to support<br />
the extruding mass, to the use of steel in almost<br />
every element of the building and the transparency of<br />
the glass called upon to achieve the unity of form. Also<br />
employed is the balloon frame between the upper and<br />
ground floor that houses an indoor functional space.<br />
Such type of structure not only bears the load of the<br />
upper floor, but also allows for the space to be columnfree.<br />
The frame of the glass wall is located adjacent<br />
to the stud, causing the structure to physically merge<br />
with the building and ultimately the seemingly floatable<br />
mass. Since the construction took place during<br />
the rainy season, these structures were designed in<br />
different components and later assembled. A temporary<br />
factory was also set up on site to manufacture<br />
the parts in order to lessen the construction time and<br />
waste, as well as the number of workers and foremen<br />
required, which directly contributed to the project’s<br />
reduced construction costs.<br />
Another interesting feature of the project is the<br />
materials chosen for the building’s skin, which can be<br />
divided into two different types, each of which offers<br />
its own unique qualities. The first is the reflective<br />
aluminum composite panels that are used with the<br />
01 ระนาบของหลังคาที่ยื่นยาว<br />
ออกมากว่า 30 เมตร ช่วยดึงดูด<br />
สายตาของผู้สัญจรไปมา<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 49<br />
01
02 แผ่น aluminium composite<br />
ช่วยสร้างให้เกิดมิติที่หลากหลาย<br />
ของสีสันตามแสงในช่วงเวลาที่<br />
ต่างกัน<br />
03 การใช้วัสดุที่มีลักษณะทึบและ<br />
พื้นผิวที่หยาบช่วยเพิ่มคอน-<br />
ทราสต์ระหว่างสเปซภายในกับ<br />
ภายนอก<br />
02<br />
เสาแบบพิเศษที่เกิดการนาเหล็ก wide flange มาทาให้<br />
เกิดเป็นเสา truss เพื่อรับส่วนของอาคารที่ยื่นทะยาน<br />
ออกไป การใช้เหล็กในเกือบทุกองค์ประกอบของอาคาร<br />
ร่วมกับกระจกเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งเดียวกันของ<br />
ภาพรวม ไปจนถึงการใช้ระบบโครงคร่าวรวม (balloon<br />
frame) ระหว่างชั้นบนและล่างของอาคารในส่วนที่มี<br />
การใช้งานแบบ indoor เพื่อรับน้าหนักของการใช้งานใน<br />
ชั้นบน และทาให้ไม่จาเป็นต้องมีเสารับอยู่กลางสเปซได้<br />
พร้อมกันนั้น สถาปนิกยังเลือกให้กรอบวงกบของผนัง<br />
กระจกอยู่ในตาแหน่งที่ติดกันกับโครงคร่าว เพื่อให้<br />
โครงสร้างนั้นกลืนกันไปกับอาคาร จนทาให้เกิดเอฟเฟกต์<br />
ที่ดูเหมือนว่าอาคารหลังนี้กาลังลอยตัวเป็นอิสระอยู่<br />
กลางอากาศ และด้วยการก่อสร้างที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน<br />
โครงสร้างต่างๆ ในแต่ละส่วนที่กล่าวถึงนี้จึงถูกออกแบบ<br />
เป็นชิ้นส่วนมาประกอบกัน พร้อมกับการตั้งโรงผลิตชิ้น<br />
ส่วนอาคารชั่วคราวขึ้นในที่ตั้ง เพื่อลดระยะเวลาในการ<br />
ทางาน ปริมาณเศษวัสดุที่เหลือใช้ ไปจนถึงจานวนของ<br />
ช่างและคนคุมงานลง เพื่อให้สามารถลดงบประมาณใน<br />
การก่อสร้างอาคารลงได้<br />
13 14 11<br />
9<br />
2<br />
1<br />
12<br />
3<br />
11<br />
4<br />
8<br />
7<br />
10<br />
6<br />
5<br />
5 M<br />
1ST FLOOR PLAN<br />
1 Showroom Bigbike<br />
2 Service<br />
3 Plaza<br />
4 Cafe & Lounge<br />
5 Parking<br />
6 Seculity<br />
7 Retail Shop<br />
8 Training<br />
9 Cafeteria<br />
2ND FLOOR PLAN<br />
10 Execlutive<br />
11 Office<br />
12 Out Door Gallery<br />
13 Meeting<br />
14 Gallery<br />
50 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
03<br />
วารสารอาษา THEME <strong>ASA</strong> 51
อีกหนึ่งความน่าสนใจของอาคารหลังนี้คือการเลือก<br />
ใช้วัสดุในส่วนของผิวอาคาร ซึ่งแบ่งออกได้เป็นสองส่วน<br />
ที่ให้คุณสมบัติที่ต่างกัน โดยวัสดุแรกที่มีพื้นผิวสะท้อน<br />
อย่างแผ่น aluminium composite ถูกใช้กับส่วนด้านนอก<br />
ของระนาบผนังอาคาร เพื่อเป็นเสมือนฉากรับภาพสะท้อน<br />
จากบริบทแวดล้อมที่หลากหลายโดยรอบ ผลที่ได้คือ<br />
สีสันที่แตกต่างกันไปตามช่วงเวลาต่างๆ ในแต่ละวันที่ถูก<br />
สะท้อนขึ้นไปบนผิวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนของ<br />
ท้องฟ้าในช่วงเช้า การสะท้อนของสีแดงส้มจากวัสดุที่ใช้<br />
ปูลานสาธารณะบริเวณด้านหน้าในช่วงบ่าย และการ<br />
สะท้อนของแสงไฟรถยนต์ที่สัญจรไปมาในช่วงค่า ซึ่งให้<br />
สีสันที่ต่างออกไป และช่วยสร้างให้เกิดปรากฏการณ์ที่<br />
เป็นพลวัตขึ้นกับอาคาร ในขณะที่พื้นผิวด้านในของระนาบ<br />
ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับผิวถนนลาดยางสีดา<br />
ซึ่งเป็นการใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติในทางตรงกันข้ามกับ<br />
ชนิดแรกอย่างสิ้นเชิง ด้วยพื้นผิวสีดาด้านของวัสดุที่มี<br />
ความหยาบผสมอยู่ด้วย ทาให้ระนาบภายในสามารถดูด<br />
แสงและเงาที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันไว้ได้โดยสมบูรณ์ ความ<br />
สามารถนี้เองที่ทาให้ช่วยเพิ่มความคอนทราสต์ระหว่าง<br />
พื้นที่ภายในและภายนอกอาคารได้อย่างน่าสนใจ<br />
ความแตกต่างหลากหลายที่เกิดขึ้นกับอาคารและ<br />
สเปซของ NAT Big Wing เหล่านี้เอง ที่ทาให้ภาพของ<br />
‘ความเป็นอิสระ’ เด่นชัดขึ้นทั้งในเชิงนามธรรมและ<br />
รูปธรรม จนสามารถทาให้สถาปัตยกรรมแห่งนี้กลายเป็น<br />
แลนด์มาร์คที่สาคัญของจังหวัดอุดรธานี และกลายเป็น<br />
พื้นที่ที่ช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจออกไปตามความต้องการ<br />
ของเจ้าของโครงการได้ มากไปกว่านั้น ผลงานที่เกิดจาก<br />
การใช้เหล็กเป็นส่วนใหญ่ชิ้นนี้ ยังเป็นเครื่องช่วยยืนยัน<br />
อีกด้วยว่า ‘การขบถต่อธรรมเนียมดั้งเดิม’ นั้น มิได้นา<br />
มาซึ่งภาพลบอย่างที่ผู้คนเคยกล่าวถึงกันแต่อย่างใด<br />
ทว่ามันได้นามาซึ่ง ‘ความทันสมัย’ ที่ช่วยทาให้โลกของ<br />
สถาปัตยกรรมมีสีสันที่ต่างกันไปตามยุคสมัยมากยิ่งขึ้น<br />
<strong>04</strong><br />
<strong>04</strong> โครงสร้างเสาเหล็กที่ถูก<br />
ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อ<br />
รองรับการใช้งานที่อยู่ด้านบน<br />
05 รายละเอียดการออกแบบ<br />
ภายในที่ยังคงความต่อเนื่อง<br />
ของวัสดุให้สัมพันธ์กับภายนอก<br />
อาคาร<br />
ปภพ เกิดทรัพย์<br />
จบการศึกษาจากคณะสถาปัตย-<br />
กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์-<br />
มหาวิทยาลัย ปัจจุบันทาหน้าที่<br />
เป็นกองบรรณาธิการประจา<br />
วารสารอาษา นิตยสาร art4d<br />
และเป็นบล็อกเกอร์ที่สนใจเขียน<br />
เกี่ยวกับหนังสือและการออกแบบ<br />
exterior walls to function as a backdrop of the diverse<br />
surroundings of the site. The result is that varying<br />
effects are reflected on the building’s skin, from the<br />
blue of the morning sky to the red-orange of the public<br />
grounds in the afternoon or the movements of lights<br />
from the vehicles commuting on the roads at night.<br />
While the first material creates an incredibly dynamic<br />
phenomenon upon the building with its reflective quality,<br />
the matte surface of the interior is reminiscent of the<br />
dark tone of a freshly paved road. With completely<br />
contrasting characteristics, the texture of the matte<br />
surface is enhanced with its unevenness of grains,<br />
causing the interior plane to fully embrace the altering<br />
presence of light and shadow throughout the day. The<br />
embellished contrast between the interior and exterior<br />
is an interesting take on the building’s aesthetic quality.<br />
The diversity that the architecture and spaces of<br />
NAT Big Wing have conceived accent the depiction of<br />
“freedom” through both their abstract spirit and palpable<br />
physicality. It is with freedom that this architectural<br />
creation has become one of Udon Thani’s most prominent<br />
landmarks as well as a place of inspiration, which<br />
was always an element of the owner’s intent for the<br />
project. What’s more, is how this built structure and<br />
its splendid use of steel serves as a confirmation that<br />
a “rebellion against the conventions” does not bring<br />
decline but rather a sense of “modernity” that keeps<br />
the world of architecture forever vibrant and evolving.<br />
05<br />
52 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
MEMBERSHIP<br />
หนังสือและเอกสาร<br />
• วารสารอาษา วารสารวิชาการด้านสถาปัตยกรรม<br />
ราย 2 เดือน<br />
• จดหมายเหตุ หนังสือข่าวในแวดวงด้านสถาปัตยกรรม<br />
และเพื่อการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆของสมาคมฯ<br />
ราย 1 เดือน<br />
• ห้องสมุด สาหรับบริการเพื่อสมาชิกได้เข้าใช้ศึกษา<br />
ข้อมูล ค้นคว้า ทางด้านวิชาการ (ณ ศูนย์<br />
ประชาสัมพันธ์ asa center สยามดิสคัพเวอร์รี่ ชั้น 5)<br />
• หนังสือต่างๆ สมาชิกสามารถสั่งซื้อหนังสือ เอกสาร<br />
และคู่มือต่างๆ ทั้งทางด้านวิชาการและที่เป็นประโยชน์<br />
ทางด้านการปฏิบัติวิชาชีพที่สมาคมฯ ได้จัดทาขึ้นใน<br />
ราคาพิเศษ เฉพาะสมาชิก เช่น กฎหมายอาคาร ฯลฯ<br />
WEBSITE<br />
• asa web สมาชิกสามารถเข้าถึงข่าวสารข้อมูลออนไลน์<br />
ได้ที่ www.asa.or.th<br />
• asa webboard ชุมชนออนไลน์ สาหรับการแลกเปลี่ยน<br />
ข้อมูลของสมาชิก<br />
กิจกรรมด้านต่างๆ<br />
• สถาปัตย์สัญจร การจัดทัศนนักศึกษาทางด้านสถาปัตย-<br />
กรรมทั้งในและต่างประเทศ ปีละประมาณ 2 ครั้ง<br />
• กิจกรรมด้านวิชาการและวิชาชีพ การจัดอบรม<br />
โครงการสุดสัปดาห์วิชาการ การจัดสัมมนาด้าน<br />
วิชาการและวิชาชีพ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการ<br />
ประกอบวิชาชีพปีละประมาณ 10 ครั้ง<br />
• กิจกรรมด้านสันทนาการเพื่อความสนุกสนานสามัคคี<br />
ของสมาชิกสมาคมฯ เช่น asa cup (การแข่งขัน<br />
ฟุตบอลสนามเล็กข้างละ 8 คน), golf asa,<br />
badmintion asa, asa night ฯลฯ<br />
• กิจกรรมอื่นๆ ขึ้นอยู่กับการจัดขึ้นมาเป็นครั้งๆ ไป<br />
เช่น การร่วมประกวดแบบต่างๆ ที่สมาคมฯจัดขึ้น<br />
หรือรับรอง สนับสนุน การร่วมส่งประกวดงาน<br />
สถาปัตยกรรมดีเด่นงานอนุรักษ์ดีเด่น บางกิจกรรม<br />
นั้นจัดเฉพาะสมาชิกเท่านั้นและทุกกิจกรรมจะคิด<br />
ราคาสมาชิกพิเศษกว่าบุคคลทั่วไป<br />
งานสถาปนิก<br />
• asa club สามารถเข้าใช้พื้นที่ asa club เพื่อการ<br />
พักผ่อน พบปะสังสรรค์ นั่งเล่นในบริเวณงาน<br />
• asa shop จาหน่ายหนังสือทางด้านสถาปัตกรรม<br />
ต่างๆ และของที่ระลึกที่ทางสมาคมฯผลิตขึ้นโดย<br />
จาหน่าย ในราคาพิเศษสาหรับสมาชิกฯ<br />
หมายเหตุ รายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตาม<br />
ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหาร<br />
สมาคมในแต่ละสมัย<br />
ประเภทของสมาชิกและค่าสมัคร (รวม vat 7%)<br />
สมัครสมาชิกประเภทบุคคล ค่าลงทะเบียน 100 บาท<br />
ภาคี-ค่าบารุงรายปี ปีละ 400 บาท รวม 535 บาท<br />
สามัญ-ค่าบารุงราย 5 ปี ครั้งละ 1,800 บาท<br />
รวม 2,033 บาท<br />
สมทบ [บุคคลทั่วไป]-ค่าบารุงรายปี ปีละ 900 บาท<br />
รวม 1,070 บาท<br />
สมทบ [นักศึกษา]-ค่าบารุงรายปี ปีละ 200 บาท<br />
รวม 321 บาท<br />
สมัครสมาชิกประเภทสานักงานนิติบุคคล<br />
ค่าลงทะเบียน 500 บาท<br />
ค่าบารุงราย 2 ปีครั้งละ 8,000 บาท รวม 8,500 บาท<br />
สนใจรายละเอียด ข้อแตกต่างของแต่ละประเภทสมาชิก<br />
และวิธีการสมัคร ติดต่อที่ สมาคมสถาปนิกสยามฯ<br />
คุณนพมาส สมใจเพ็ง โทร 02 3196555 ต่อ 109<br />
E-mail : memberasa@gmail.com<br />
ใบสมัครสมาชิก วารสารอาษา<br />
(ถ่ายเอกสารได้)<br />
ข้าพเจ้า :<br />
ที่อยู่ (สาหรับการจัดส่งหนังสือ) :<br />
โทรศัพท์ : โทรสาร : e-mail :<br />
ต้องการสมัครเป็นสมาชิก ‘วารสารอาษา’ อัตราต่อไปนี้<br />
บุคคลทั่วไป สมาชิกรายครึ่งปี (3 เล่ม) 225 บาท สมาชิกรายปี (6 เล่ม) 500 บาท<br />
นิสิตนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สมาชิกรายครึ่งปี (3 เล่ม) 225 บาท สมาชิกรายปี (6 เล่ม) 440 บาท<br />
รวมค่าส่งทางไปรษณีย์แล้ว (เฉพาะภายในประเทศ)<br />
ลงชื่อ : วันที่ :<br />
การชาระเงิน เงินสด ชาระเงินที่ สมาคมสถาปนิกสยามฯ โอนเงิน เข้าในนาม สมาคมสถาปนิกสยามฯ<br />
ที่อยู่ (สาหรับใบเสร็จรับเงิน) ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนพระราม 9<br />
บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 713-2-02232-6<br />
กรณีการโอนเงิน<br />
- กรุณาส่งโทรสารใบสมัครและหลักฐานการชาระเงิน และจดหมายรับรองสถานภาพ กรณีเป็นนิสิต-นักศึกษา ลงนามโดยอาจารย์หัวหน้าภาควิชาฯ ที่ฝ่ายการเงิน<br />
สมาคมสถาปนิกสยามฯ โทรสาร 0-2319-6419 พร้อมโทรศัพท์ยืนยันการส่งเอกสารที่โทรศัพท์ 0-2319-6555 กด 109<br />
- สมาคมฯ จะจัดส่งใบเสร็จให้ทางไปรษณีย์<br />
หมายเหตุ สามารถซื้อหนังสือวารสารอาษาได้ที่สมาคมสถาปนิกสยามฯ ราคาเล่มละ 90 บาท
HOUSE<br />
TEXT<br />
Adisorn Srisaowanunt<br />
PHOTOS<br />
Soopakorn Srisakul<br />
UDONTHANI<br />
UDONTHANI<br />
SPACETIME ARCHITECTS<br />
54 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
ARCHTIECTS:<br />
SPACETIME Architects<br />
STRUCTURAL ENGINEER<br />
Apirat Sri-thong<br />
CONTRACTOR<br />
Pongphol Construction<br />
Limited Partnership<br />
BUILDING AREA<br />
170 sq.m.<br />
เช่นเดียวกับมนุษย์คนหนึ่ง ที่สถาปัตยกรรมทุกแห่ง<br />
ย่อมมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง อันเกิดขึ้นจากความคิดฝัน<br />
ของผู้สร้างผู้อาศัย และก็เป็นเช่นเดียวกันอีก ที่มนุษย์<br />
ทุกๆ คนเมื่อเกิดมาแล้วจะต้องอาศัยอยู่บนโลกที่ห้อมล้อม<br />
ด้วยสังคม และธรรมชาติรอบตัว สถาปัตยกรรมทุกแห่ง<br />
ก็เป็นเช่นนั้น ที่ย่อมจะตั้งอยู่ในบริบทใดบริบทหนึ่งเสมอ<br />
และไม่ว่าจะสนใจหรือไม่ ทั้งมนุษย์และสถาปัตยกรรมเอง<br />
ก็ไม่สามารถที่จะหลีกหนีอิทธิพลที่เกิดจากบริบทนั้นไปได้<br />
สิ่งสาคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธถึงการมีอยู่ของบริบท<br />
เพราะนั่นเปล่าประโยชน์ แต่เป็นทาอย่างไรที่มนุษย์หรือ<br />
สถาปัตยกรรมนั้นๆ จะสามารถอยู่รอด หรืออยู่ร่วมกับบริบท<br />
ที่อยู่รอบตัวเขา โดยยังสามารถเก็บรักษาลักษณะเฉพาะ<br />
ของตนเอาไว้ได้มากที่สุด<br />
บ้านอุดรธานี (House Udonthani) เป็นงานออกแบบ<br />
ของ บริษัท สถาปนิก สเปซไทม์ จากัด (SPACETIME)<br />
มีเจ้าของเป็นคู่สามีชาวต่างชาติและภรรยาชาวไทย ที่มี<br />
ความตั้งใจจะปลูกบ้านบนที่ดินเดิมของฝ่ายภรรยา โดย<br />
ต้องการให้มีลักษณะเป็นบ้านพื้นถิ่นอีสานที่ขนาดไม่ใหญ่นัก<br />
กลมกลืนไปกับชุมชนที่อยู่โดยรอบ ทว่าก็มีความร่วมสมัย<br />
ของตัวเอง งานสถาปัตยกรรมสุดท้ายมีลักษณะเป็นบ้าน<br />
สองชั้น หลังคาจั่วทรงลาด มีสีน้าตาลของวัสดุไม้เป็นพื้นผิว<br />
ส่วนใหญ่ แทรกด้วยสีเทาจากเหล็กและผนังซีเมนต์ ที่ตั้ง<br />
บ้านมีถนนขนาบจากทางด้านหน้าที่เป็นถนนสาธารณะ<br />
ขนาดใหญ่ และทางด้านหลังเป็นถนนสายเล็กในชุมชน<br />
ตัวบ้านมีสัณฐานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางตามยาว<br />
ขนานไปกับรูปร่างที่ดิน หันด้านหน้าซึ่งเป็นด้านสกัดออก<br />
สู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ<br />
ระบบของที่ว่างและประโยชน์ใช้สอยของบ้านหลังนี้<br />
สามารถเข้าใจได้โดยคร่าวจากการพิจารณาเป็นสองฝั่ง<br />
คือฝั่งของทางสัญจรทางขวามือ ได้แก่ ระเบียงทางเข้า<br />
หน้าบ้าน ทางเข้า และโถงบันไดภายใน กับฝั่งของห้องปิด<br />
ล้อมทางซ้ายมือที่ลาดับจากหน้าไปสู่หลัง ได้แก่ ห้องครัว<br />
ส่วนรับประทานอาหาร และส่วนรับแขก โดยมีระเบียง<br />
ขนาดใหญ่และห้องน้ าแยก มาปิดท้ายทางด้านหลังเช่นเดียว<br />
กันกับพื้นที่ชั้นสอง ทางฝั่งขวามือเมื่อขึ้นมาจากชั้นล่างจะ<br />
เป็นส่วนของ ทางเดินรอบบันได ที่ทางาน และระเบียง<br />
ขนาดใหญ่ทั้งด้านหน้าและหลัง ส่วนฝั่งทางซ้ายมือจะเป็น<br />
ส่วนของห้องนอนจานวน 3 ห้องและห้องน้า นอกจาก<br />
ระบบของที่ว่างจะแบ่งหน้าที่กันเป็นแกนซ้ายและขวาแล้ว<br />
ระเบียงทางด้านหน้าและหลังยังทาหน้าที่ทางสังคมแตก<br />
ต่างกันอีกด้วย โดยทางด้านหน้าเป็นพื้นที่สาหรับพบปะ<br />
สังสรรค์ของหมู่ญาติและเพื่อนบ้าน ส่วนระเบียงทาง<br />
ด้านหลังเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน<br />
โครงสร้างหลักของพื้นชั้นล่างเป็นงาน ค.ส.ล. โดย<br />
ยื่นพื้น (cantilever slab) ออกไปรอบเป็นระยะ 50<br />
เซนติเมตร พื้นที่ยื่นออกไปนี้ท าให้บ้านแลดูลอยจากผืนดิน<br />
พรางส่วนของโครงสร้างข้างใต้ไว้ในเงามืด ถัดจากพื้น<br />
ปูน ค.ส.ล.ที่ชั้นหนึ่งแล้วโครงสร้างหลักของตัวบ้านที่เหลือ<br />
ทั้งหมดเป็นโครงสร้างเหล็ก สามารถแยกระบบได้เป็นสอง<br />
Just like any human being, architecture has its own<br />
traits and identity conceived from the dreams of both<br />
its creator and owner. It is also undeniable that human<br />
beings are born and live in a world that is formed of<br />
societies and nature. Architecture is no different. It is<br />
located in a certain context and whether one is interested<br />
or not, both human and architecture are unable to avoid<br />
the impacts such context may have on them. The important<br />
thing, therefore, lies, not in the useless rejection<br />
of the context’s existence but in how to find a way for<br />
a human being or a piece of architecture to survive or<br />
coexist with the surroundings while still being able to<br />
preserve its own identity as much as it can.<br />
Owned by an interracial couple, a Thai lady and a<br />
Western gentleman, House Udonthani has SPACETIME<br />
Architects responsible for its design. The couple shared<br />
the intention of building a house on the wife’s empty<br />
piece of land with the dream for it to be a moderate-sized<br />
residence with the flair of the Isan locality that blends<br />
in with the local community. However, there was also<br />
the requirement for a unique, contemporary design,<br />
which was later translated into a two-story house with<br />
gable roof with wood being the principle material.<br />
The house’s brown color tone is the perfect companion<br />
for the greyness of the steel columns and concrete wall.<br />
The property is sandwiched by a main public road at<br />
the front and a small local road at the back, while the<br />
house’s rectangular foundation rests along the shape<br />
of the land, with the front, which is the end wall, facing<br />
towards the northeast.<br />
A series of spaces and functionalities of the house<br />
can be understood by roughly dividing the floor plan into<br />
two different wings. The right circulation accommodates<br />
the front porch, the main entrance and interior staircase.<br />
The more enclosed spaces such as the kitchen,<br />
dining area, and living area with another large terrace<br />
and restroom are located respectively from front to<br />
back on the left wing of the house. The left wing of<br />
the second floor area hosts the space around the<br />
staircase, workspace and two other terraces at the front<br />
and back. The left side is where the three bedrooms<br />
and bathrooms are located. The right/left axis of the<br />
house’s spatial system works in unison with a series<br />
of outdoor terraces and porches that each possess<br />
their own social functionality. The front porch is the<br />
space where casual socialization with friends and<br />
family guests such as relatives and neighbors takes<br />
place, whereas the back outdoor terraces are for<br />
the owners’ private use.<br />
The main structure of the ground floor’s foundation<br />
is constructed using reinforced concrete with the<br />
interesting detail of protruding cantilever slabs. The<br />
50-centimeter range of the extended floor results in<br />
the visually elevated structure of the house, which<br />
naturally camouflages the underneath structural details<br />
under its shadow. Next to the reinforced concrete floor,<br />
the house’s remaining structure is made entirely of steel.<br />
The system can be separated into two main structures:<br />
the interior steel structure and the steel structure bearing<br />
the weight of the exterior walls.<br />
The system of the interior steel structure visible at<br />
the ground floor includes a series of 15-cm-diameter<br />
steel columns that set themselves apart from the<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 55
56 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
ระบบหลัก คือ ระบบโครงสร้างเหล็ก “ภายใน” และระบบ<br />
ของโครงสร้างเหล็กที่รับน้ าหนัก “ผนังภายนอก”<br />
ส่วนของระบบโครงสร้างเหล็กภายในจะเห็นได้ชัดเจน<br />
ที่ชั้นล่าง ได้แก่ เสาเหล็กกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง<br />
15 เซนติเมตร ซึ่งวางลอยแยกจาก “ผนังภายนอก” เป็นระยะ<br />
50 เซนติเมตร (ตามระยะพื้นปูนที่ยื่นออกไปรับผนังภาย<br />
นอกโดยรอบ) เสาเหล็กกลมนี้ทาหน้าที่รับน้าหนักพื้นไม้<br />
ชั้นสองที่วางอยู่คานเหล็กรูปตัวH ,C และตงไม้ ที่ออกแบบ<br />
รอยต่อ (detail) ให้ทั้งขอบบนของตงไม้และคานเหล็ก<br />
มีระดับเสมอกัน แตกต่างจากการวางซ้อน ถ่ายน้าหนักตาม<br />
ลาดับจากบนสู่ล่างอย่างธรรมชาติของโครงสร้างไม้รอยต่อ<br />
ดังกล่าวเกิดจากวัตถุประสงค์ของผู้ออกแบบที่ต้องการให้<br />
โครงสร้างพื้นที่เกิดขึ้นนั้นมีความบางเป็นผืนระนาบเดียว<br />
และยังได้ประโยชน์จากการใช้ตงเป็นไม้ ที่สามารถเป็นฝ้า<br />
เพดานของพื้นชั้นล่างได้โดยไม่ต้องมีวัสดุอื่นมาปิดทับ<br />
ระบบโครงสร้างเหล็กอีกส่วนหนึ่งได้แก่ โครงสร้างที่<br />
รับน้าหนัก “ผนังภายนอก” ซึ่งทาหน้าที่ให้อิสระกับผนัง<br />
ภายนอกของอาคารทั้งหมด มีแนวคิดที่คล้ายผนังแบบ<br />
curtain wall โดยใช้เหล็กกล่องจัตุรัสขนาด 10 เซนติเมตร<br />
เป็นหน้าตัดหลัก ทาหน้าที่เป็นโครงเหล็กแนวตั้ง-นอน-เฉียง<br />
ยึดผนังภายนอกไว้กับโครงสร้างหลักทางด้านใน<br />
‘exterior walls’ at the range of 50 centimeters (the same<br />
range as the protruding cantilever slab). These circular<br />
columns support the weight of the wooden floor of<br />
the house’s second story that rests on the H and C<br />
beam, as well as a series of joists whose details on the<br />
top edge are intentionally designed to be in the same<br />
plane as the steel beams. Such approach differentiates<br />
the house’s structure from most wooden structures<br />
where the weight is naturally transferred from the top<br />
down. The joints were created following the architect’s<br />
intention for the structure of the space to be thin and in<br />
a unified plane. The benefit of the wooden joists is the<br />
interesting woodwork detail they create for the ground<br />
floor’s ceiling that needs no additional concealment by<br />
any other materials.<br />
Another part of the steel structure is the one bearing<br />
the weight of the ‘exterior walls’ that provides freedom<br />
to the building’s entire exterior shell. This structural<br />
approach resembles the ‘curtain wall’ where square<br />
steel tubes measuring 10 cm x 10 cm are used as the<br />
main section, functioning as the vertical, horizontal and<br />
inclined structural axes that hold the exterior walls to<br />
the main structure.<br />
9<br />
8<br />
2<br />
4<br />
1<br />
3<br />
7<br />
6<br />
5<br />
10<br />
1 M<br />
01 ทางเข้าหลักทางด้านหน้า<br />
จะเห็นเค้าโครงหลักของที่ว่างทั้ง<br />
สองฝั่ง วัสดุไม้ ผนังซีเมนต์<br />
และโครงเหล็กที่รับผนังด้านนอก<br />
1ST FLOOR PLAN<br />
1 Front Deck<br />
2 Side Deck<br />
3 Rear Deck<br />
4 Stair Hall<br />
5 Kitchen<br />
6 Dining<br />
7 Living<br />
8 Toilet<br />
9 Spirit House<br />
10 Rice Storage<br />
01<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 57
02 มุมด้านหนึ่งของห้องครัว<br />
ที่ชั้นล่าง จะเห็นเสากลมที่ลอย<br />
แยกออกมาจากผนัง<br />
เมื่อขึ้นไปชั้นสองโครงสร้างเหล็ก “ภายใน” ซึ่งเดิมเป็น<br />
เสากลม ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นเสาเหล็กกล่องขนาด<br />
หน้าตัด 10x10 เซนติเมตร ขนาดเดียวกันกับโครงเหล็ก<br />
ที่รับผนังภายนอก เสาเหล็กนี้ถูกขยับตาแหน่งให้ตรงกับ<br />
มุมของผนังห้องชั้นสอง ด้วยขนาดดังกล่าว เสาจึงแนบไป<br />
เป็นระนาบเดียวกับความหนาของผนังภายใน หากถอย<br />
ออกมามองภาพรวมจะเห็นว่า ที่ชั้นสองนี้เองโครงสร้าง<br />
เหล็กภายในและโครงสร้างของผนังภายนอก ซึ่งเลือกใช้<br />
หน้าตัดของเหล็กขนาดเดียวกัน ได้ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน<br />
เป็นระบบตารางด้วยอะเสเหล็กที่ปลายทางด้านบน กลาย<br />
เป็นโครงสร้างที่ทางานร่วมกัน เพื่อขึ้นไปรับโครงหลังคาจั่ว<br />
ทางด้านบนอีกทอดหนึ่ง<br />
ระบบโครงสร้างรับผนังภายนอกนี้นอกจากจะท าหน้าที่<br />
รับน้าหนักดังที่อธิบายไปแล้ว ยังมีหน้าที่ทางสุนทรียภาพ<br />
อีกทางหนึ่ง กล่าวคือทาให้สถาปนิกสามารถออกแบบองค์<br />
ประกอบของรูปด้านได้อย่างอิสระจากโครงสร้างภายใน<br />
โครงเหล็กกล่องแนวนอนความกว้างราว 4 นิ้วนี้ วางปิด<br />
ลงไปในระดับเดียวกันกับคานเหล็กรูปตัว H และ C ซึ่ง<br />
รับพื้นอยู่ภายใน คานเหล็กนี้มีขนาดใหญ่กว่าตัวของเหล็ก<br />
กล่องภายนอกราวสองเท่า เกิดเป็นการรับรู้ขนาดของ<br />
โครงสร้างจากภายนอกที่เบาและบางลงกว่าความเป็นจริง<br />
นอกจากนั้นผลจากการเน้นเส้นสายของเหล็กให้ตัดกันกับ<br />
วัสดุไม้ ด้วยขนาดเดียวกันทั้งหมด ภายใต้สัดส่วนหนึ่ง<br />
ยังให้ผลลัพธ์ที่คล้ายกับเส้นกรอบรอบนอกของรูปเรขาคณิต<br />
สี่เหลี่ยม-สามเหลี่ยม รูปร่างเรขาคณิตหมดจดของเหล็ก<br />
ที่แอบซ่อนอยู่ในบ้านไม้หลังคาทรงจั่วแบบพื้นถิ่น<br />
On the second floor, the ‘interior’ steel structure,<br />
which was originally a series of circular columns, was<br />
replaced by square tubes measuring 10 cm x 10 cm<br />
(the same size used with the weight bearing structure<br />
that supports the exterior wall). These columns were<br />
moved to fit the corners of the rooms on the upper floor.<br />
With this particular size, the columns were merged as<br />
a part of the mass of the interior walls. In the big picture,<br />
it is observable that the use of steel columns of the same<br />
section connects the interior steel structure to the exterior<br />
wall structure into one grid system with steel stud<br />
beams, rendering one unified structure that works<br />
collectively in supporting the gable roof structure.<br />
In addition to the previously mentioned functionality,<br />
the wall bearing structure also offers an aesthetic detail<br />
that allowed for the architect to design the composition<br />
of the elevation freely from the interior structure. The 4-inwide<br />
rectangular steel tubes are installed to be in the<br />
same plane as the H and C beams that are supporting<br />
the interior floor. These steel beams are almost twice<br />
as big as the steel tubes used with the exterior. This<br />
consequentially creates a visually lighter and thinner<br />
structure. Additionally, the accentuated lines of steel and<br />
the brownness of the wood contribute to a beautiful<br />
contrast. With the common size and well-calculated<br />
proportion, the materials’ compositions are reconciled<br />
into perfectly framed rectangular and triangular shapes.<br />
The clean geometric forms of the steel compositions<br />
are stylishly hidden in a vernacular wooden house with<br />
a locally inspired gable roof.<br />
58 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
02<br />
วารสารอาษา THEME <strong>ASA</strong> <strong>59</strong>
60 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา<br />
03
อีกจุดหนึ่งของโครงเหล็กรับผนังภายนอก ที่เป็น<br />
รายละเอียดเล็กน้อย แต่กลับมีประเด็นให้ได้คิด คือจังหวะ<br />
หนึ่งของโครงเหล็กแนวตั้งในรูปด้านของส่วนทางเข้าที่<br />
ยักเยื้องกันระหว่างชั้นบนกับชั้นล่างซึ่งเกิดขึ้นจากต าแหน่ง<br />
ของการปิดล้อมผนังห้องครัวและห้องนอนชั้นบนที่ไม่ตรงกัน<br />
ไม่ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นจากเหตุอะไร ผลที่ปรากฏขึ้นยิ่งย้าให้<br />
เห็นถึงวิธีการรับน้าหนักแบบโครงเหล็ก (skeleton steel<br />
frame) ของผนังภายนอก ที่โครงสร้างในแนวตั้งไม่จาเป็น<br />
ที่จะต้องตรงต่อเนื่องถึงกันอย่างเคร่งครัด อย่างระบบเสา-<br />
คาน และแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของการขยับต าแหน่ง<br />
ของโครงเหล็กในแนวตั้งเพื่อทางานร่วมกับขนาดของที่ว่าง<br />
ที่แตกต่างกันอันเป็นลูกเล่นที่ใช้ในงานสถาปัตยกรรม<br />
ร่วมสมัย ข้อสังเกตดังกล่าว ยิ่งเน้นให้เห็นถึงความสาคัญ<br />
ขององค์ประกอบโครงสร้างเหล็กชุดนี้ ที่สร้างภาษาของ<br />
ความร่วมสมัยซ้อนทับลงไปบนความเรียบง่ายของบ้าน<br />
พื้นถิ่นอีสานหลังนี้<br />
ประเด็นสาคัญอีกประการที่สถาปนิกให้ความสาคัญ<br />
ในงานชิ้นนี้ได้แก่ สัมผัสของมนุษย์ที่มีต่อวัสดุโดยเฉพาะ<br />
อย่างยิ่งทางสายตา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบใช้ก าหนดตาแหน่ง<br />
และหน้าที่ของวัสดุทั้งไม้และเหล็กนอกเหนือจากโครงเหล็ก<br />
ที่รับผนังภายนอก คานเหล็กรูปตัว H, C และเสากลม<br />
ที่ชั้นล่างแล้ว หน้าที่ของวัสดุเหล็กส่วนใหญ่ในบ้านหลังนี้<br />
ถูกกาหนดให้รับน้าหนักในส่วนที่มองไม่เห็น เช่น เป็นตง<br />
ของพื้นชั้นล่าง เป็นจันทันของส่วนที่ถูกปิดด้วยฝ้าเพดาน<br />
ผู้ออกแบบระมัดระวังการใช้เหล็กที่มากเกินไปและเลือกที่<br />
จะใช้ “ไม้” ในตาแหน่งที่แลเห็นหรือสัมผัสได้ให้มาก<br />
เท่าที่จาเป็น เช่น ตงไม้ที่ทาหน้าที่เสริมเป็นฝ้าเพดานให้กับ<br />
ห้องชั้นล่าง เสาไม้สามต้นที่ระเบียงด้านข้าง บันไดซึ่งมี<br />
แม่บันไดเป็นไม้ และบางส่วนของจันทันไม้ที่รับระแนง<br />
หลังคาโปร่ง<br />
หากพิจารณารูปทรงของบ้านอุดรธานีหลังนี้ในชั่วขณะ<br />
แรกที่เห็นแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นบ้านไม้เรียบง่ายที่อยู่ร่วมไป<br />
กับบริบทของพื้นถิ่นอีสานรอบข้างได้อย่างกลมกลืน และ<br />
ถ่อมตัว ไม่ว่าจะเป็น รูปทรง ขนาด ตาแหน่งของชานระเบียง<br />
หรือพื้นผิวสีของวัสดุดังเจตนาแรกเริ่มที่เจ้าของบ้านได้บอก<br />
ไว้แก่สถาปนิก แต่หากได้ขยับเข้าไปใกล้ ยื่นมือออกไป<br />
สัมผัสโครงเหล็กสีเทาที่วิ่งรัดรับผนังไม้สีน้ าตาลไว้ แลเห็น<br />
ถึงจังหวะของพื้นทางเข้าที่ทาจากแผ่นคอนกรีตที่วางตาม<br />
ลาดับก้าว การแยกขอบของพื้นระเบียงออกจากเสา ม้านั่ง<br />
ที่ยื่นล้าออกไปตามความสามารถของวัสดุเหล็ก รายละเอียด<br />
ดังกล่าวเป็นภาษาของงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ช่วยให้<br />
บ้านไม้พื้นถิ่นหลังนี้มีบรรยากาศของความร่วมสมัยโดย<br />
ไม่ปิดบัง บ่งบอกถึงช่วงเวลาที่บ้านได้ถูกปลูกสร้าง และ<br />
ทาหน้าที่เป็นตัวแทนของเจ้าของบ้านในฐานะผู้มาใหม่<br />
ได้เป็นอย่างดี<br />
“เราคือผู้มาใหม่เรามีคุณค่าที่เป็นแบบฉบับของเราเอง<br />
ตามยุคสมัยที่เราเกิดมา ทว่าเราคงมายืนอยู่ ณ จุดนี้ไม่ได้<br />
หากไม่ใช่เพราะพวกคุณที่ยืนหยัดอยู่กันมาก่อนเรามีความ<br />
ต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่ที่นี่<br />
เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้รับการยอมรับและต้อนรับ<br />
อย่างอบอุ่น รวมถึงได้มีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ<br />
ต่อกันไปอีกยาวนาน”<br />
There is another small but interesting detail of the<br />
wall bearing structure that brings overlapped rhythms<br />
to the vertical structure between the top and ground<br />
floor. If intentionally or not, the observed details of the<br />
entrance’s elevation are conceived from the unaligned<br />
walls of the kitchen and one of the bedrooms on the<br />
second floor. Such detail caused us to realize that the use<br />
of the skeleton steel frame, particularly the one employed<br />
for the exterior walls of the house or any other house,<br />
does not always or have to result in a perfectly aligned<br />
structure. The house’s column-beam structure is a<br />
reflection of structural flexibility where the steel structure<br />
is moved vertically to suit the different sizes of space.<br />
With these methods being some of the gimmicks of<br />
contemporary architecture, such observation emphasizes<br />
the importance of the steel structural composition<br />
that adds a contemporary accent to the unique simplicity<br />
of the house’s vernacular dialect.<br />
Another highlighted issue of the project is the<br />
connection between the human sensory system and<br />
the physicality of the materials. The architect puts special<br />
emphasis on visual perception, which is used to indicate<br />
positions and roles of the materials, wood and steel to be<br />
exact. Apart from the exterior bearing walls, H and C<br />
beams, and circular columns at the ground floor, the main<br />
task assigned for steel is mostly to bear the invisible<br />
weight in the shapes and forms of the ground floor’s<br />
joists, rafters of enclosed parts of the ceiling. The architect<br />
maintains a moderate use of steel whereas ‘wood’<br />
is brought in for spaces and compositions that dwellers<br />
can actually see or touch such as the joists of the rooms’<br />
ceiling at the ground floor, three wooden columns at<br />
the terrace, stair stringers and certain parts of the rafters<br />
that support the wood slats.<br />
If we carefully consider and contemplate the<br />
architectural form of House Udonthani, it looks and<br />
feels like a simple wooden house whose humble<br />
presence blends in perfectly with the surrounding Isan<br />
landscape. Its structure, form, sizes and locations of<br />
porch and terraces, textures and colors of materials,<br />
all are translated from the owners’ dreams and intention<br />
they have for their home. Moving closer, one can touch<br />
the grey steel structure that wraps around the brown<br />
wooden walls. Also noticeable are interesting rhythms<br />
of the house’s entrance with details of the concrete slab<br />
placement, as well as the separation of the porch’s floor<br />
from the columns, the projected bench made possible<br />
by the steel structure’s physical ability. These details<br />
speak the language of modern architecture that gives<br />
the house the contemporary vibe it embraces. Such traits<br />
are indicative of the time period when the architecture<br />
was conceived while representing the owners as the<br />
new, friendly faces of the neighborhood.<br />
“We are the newcomers and we uphold the values<br />
defined by the time we are born into. We could not be<br />
where we are if it were not for those who were here<br />
before us. It is our desire to be a part of everything here<br />
and we do hope that we will be accepted with warm<br />
welcome for our being here can be another chance for<br />
great things to happen and great stories to be exchanged<br />
for a long time from now.”<br />
03 ชั้นล่างของบ้าน<br />
อุดรธานี แลเห็นระบบของ<br />
โครงสร้างรับพื้นชั้นบน<br />
ตงไม้ที่วางอยู่ระดับเดียว<br />
กันกับคานเหล็ก<br />
อดิศร ศรีเสาวนันท์<br />
อาจารย์ประจาภาค<br />
วิชาสถาปัตยกรรม<br />
มหาวิทยาลัยศิลปากร<br />
และสถาปนิก<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 61
KMUTNB<br />
ENGINEERING<br />
LABORATORY<br />
BANGKOK<br />
GEODESIC DESIGN<br />
TEXT<br />
Napat Charitbutra<br />
PHOTOS<br />
Courtesy of<br />
Geodesic Design<br />
62 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
สำหรับประเทศไทย ในบรรดำวัสดุทำงสถำปัตย-<br />
กรรมทั้งหมด บ่อยครั้งที่ ‘เหล็ก’ เป็นได้แค่ตัวละคร<br />
ประกอบฉำกที่ทำหน้ำที่เป็นเพียงโครงสร้ำงอำคำร<br />
ไม่มีบทบำทในแง่ของกำรนำเสนอตัวในเชิงสุนทรียะของ<br />
อำคำรเท่ำไรนัก อีกทั้งเมื่อคนส่วนใหญ่นึกถึงเหล็กก็มัก<br />
จะมีควำมกังวลต่อเรื่องกำรดูแลรักษำและควำมปลอดภัย<br />
หรือจำกค่ำนิยม ควำมเชื่อของคนไทยที่มักจะรู้สึก<br />
ไม่ปลอดภัยหำกต้องอำศัยอยู่ในอำคำรที่มีเหล็กเป็น<br />
ส่วนประกอบสำคัญ กำรใช้เหล็กในอำคำรปฏิบัติกำร<br />
วิศวกรรมโยธำ เคมีและไฟฟ้ำอุตสำหกรรม มหำวิทยำลัย<br />
เทคโนโลยีพระจอมเกล้ำพระนครเหนือนั้น มีที่มำที่ไป<br />
ที่น่ำสนใจ<br />
“ด้วยที่ดินค่อนข้ำงจำกัด กำรออกแบบจึงเน้นที่<br />
ควำมคุ้มค่ำ และทำให้รูปทรงอำคำรออกมำเป็นสี่เหลี่ยม<br />
ทั้งหมด จะไม่ค่อยเหลือสเปซรอบๆ มำกนัก นอกจำกนี้<br />
เรำยังออกแบบให้สำมำรถต่อเติมขึ้นไปข้ำงบนได้อีกด้วย<br />
ทั้งที่จริงๆ แล้ว เรำใช้เงินไปกับตัว structure มำก เพรำะ<br />
load มันค่อนข้ำงเยอะ แล้วก็มีห้องใต้ดินด้วย” สมบูรณ์<br />
สุดมำกศรี สถำปนิกจำกบริษัท Geodesic Design<br />
ผู้ออกแบบอำคำร กล่ำวถึงโจทย์กำรออกแบบอำคำร<br />
ปฏิบัติกำรวิศวกรรมโยธำ เคมีและไฟฟ้ำอุตสำหกรรม<br />
For Thailand, of all of the architectural materials,<br />
‘steel’ is often given the supporting role of a structure and<br />
rarely chosen to present a building’s aesthetic character.<br />
On top of that, the majority of people think of steel as<br />
coming with a great concern for maintenance and safety,<br />
not to mention how the conventional norm makes people<br />
feel unsafe from having to be inside of a building where<br />
steel is the principle construction material. The use of<br />
steel in Civil Chemistry & Electrical Industry Engineering<br />
Lab, King Mongkut's University of Technology North<br />
Bangkok, however, is interesting in both its background<br />
and birth.<br />
“Under the limitation of the land, what we emphasize<br />
in the design is optimization of space. Such idea results<br />
in the rectangular form of the building that leaves only<br />
a few surrounding outdoor spaces. Additionally, we also<br />
designed for the building to be able to support a vertical<br />
extension. We spent a great deal of money on the structure<br />
because the load is quite heavy and there are underground<br />
floors.” Somboon Sudmaksri, the project’s<br />
architect from Geodesic Design and the mastermind<br />
behind the architecture talked about the challenging<br />
task he was given that goes by the name Civil Chemistry<br />
& Electrical Industry Engineering Lab, King Mongkut's<br />
University of Technology North Bangkok. The building<br />
bears a total height of nine stories, containing over<br />
ARCHITECT<br />
Somboon Sudmaksri<br />
MEMBER ID<br />
1-0135<br />
STRUCTURAL ENGINEER<br />
Geodesic Design<br />
SYSTEM ENGINEER<br />
Geodesic Design<br />
CONTRACTOR<br />
Kai Info Tech<br />
BUILDING AREA<br />
8,500 sq.m.<br />
01 ภาพรวมของอาคารแสดง<br />
ความสัมพันธ์กับบริบทโดยรอบ<br />
ภายในมหาวิทยาลัย<br />
01<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 63
02<br />
ELEVATION<br />
64 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำพระนครเหนือ<br />
(ซึ่งผู้เขียนจะขอเรียกสั้นๆ ว่ำ ‘อำคำรโยธำฯ’) อำคำรมี<br />
ควำมสูงจำนวน 9 ชั้น พื้นที่ใช้สอยกว่ ำ 9,000 ตำรำงเมตร<br />
ซึ่งแบ่งออกเป็น ห้องเรียน และห้องทดลองด้ำนวิศวกรรม<br />
โยธำ รวมไปถึงวิศวกรรมไฟฟ้ำและเคมี façade ของอำคำร<br />
แต่ละด้ำนมีลักษณะแตกต่ำงกันจำกทิศทำงของแดด และ<br />
ปริมำณกำรใช้แสงของแต่ละส่วนในอำคำร โดยในส่วน<br />
หน้ำ สถำปนิกเลือก cladding ด้วยกระจกเพื่อเปิดมุม<br />
มองให้พื้นที่ภำยในซึ่งเป็นโซนพักผ่อนของอำจำรย์ และ<br />
สร้ำงภำพลักษณ์เชื้อเชิญให้กับอำคำรดังกล่ำว “เรำคิดว่ำ<br />
จะทำยังไงให้ดีไซน์สะท้อนบุคลิกของโครงกำร และคุ้ม<br />
ค่ำใช้จ่ำย ทีนี้พอเป็นกระจกเรำก็เลือกกระจกที่เป็นสีเข้ม<br />
หน่อย แต่มันก็เป็นแค่กระจกลำมิเนตธรรมดำ เรำเลย<br />
จำเป็นต้องมีแผงบังแดดมำช่วยดังนั้น ประเด็นสำคัญก็<br />
คือ จะทำแผงบังแดดยังไงให้อำคำรยังดูโปร่งอยู่”<br />
02-03 รายละเอียดการใช้เหล็กที่<br />
บริเวณแผงกันแดดของอาคาร<br />
9,000 square meters of functional spaces, which are<br />
divided into classrooms and civil chemistry and electrical<br />
industry engineering labs. The façades installed on<br />
different sides of the building are designed to have<br />
different shapes and features due to the variance of<br />
the sun direction and the use of natural light in each<br />
section of the interior space. For the front, the architect<br />
chose glass for the cladding to open up the interior space<br />
where the teachers’ lounge is located, consequentially<br />
making it to feel more welcoming and friendly. “Our<br />
idea is how to make the design reflect the personality<br />
of the project and it has to be cost-effective. We use<br />
glass of a darker shade but it’s normal laminated glass,<br />
still, so sun protection panels are brought in to help filter<br />
the heat and the brightness but the important issue<br />
here is how to design a façade that keeps the building<br />
and interior space light and open.”<br />
03<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 65
ด้วยเหตุนี้ เหล็กจึงถูกนำมำใช้เป็นแผงบังแดด เพรำะ<br />
ตอบสนองทั้งในด้ำนควำมคุ้มค่ำของค่ำใช้จ่ำย ควำมโปร่ง<br />
ของอำคำร และสะท้อนบุคลิกแบบ “วิศวกรรม” ได้<br />
ชัดเจน โดย Geodesic Design เลือกใช้เหล็กแผ่นที่มี<br />
ควำมหนำเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้สนิมกัดเข้ำไปในเนื้อ<br />
เหล็กได้มำก ประกอบกับกำรใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันสนิม<br />
ที่มีคุณภำพเพื่อยืดอำยุในกำรใช้งำน ตัว façade นี้ถูก<br />
ออกแบบให้เป็น second skin คล้ำยๆ กับเป็นโครง<br />
ตำข่ำยมำครอบส่วนหน้ำของอำคำรที่เป็นกระจกเพื่อ<br />
กรองแสงบำงส่วน (ประมำณ 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมำณ<br />
แดดทั้งหมด) และเว้นระยะห่ำงจำก façade ชั้นแรก<br />
ที่เป็นกระจก ให้พื้นที่ภำยในไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป<br />
พร้อมๆ ไปเป็นกำรสร้ำงพื้นผิวของอำคำรให้น่ำสนใจ<br />
มำกขึ้น<br />
อำคำรโยธำฯ ไม่ได้เป็นอำคำรแรกที่ Geodesic Design<br />
ออกแบบให้กับมหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำ<br />
พระนครเหนือ และกำรใช้เหล็กเป็น façade ก็เช่นกัน<br />
ที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สถำปนิกนำเสนอกับสถำบันกำรศึกษำ<br />
แห่งนี้ ก่อนหน้ำอำคำรโยธำฯ Geodesic Design ได้<br />
ออกแบบอำคำรศูนย์บ่มเพำะเทคโนโลยี และอำคำร<br />
ปฏิบัติกำรรวมเทคโนโลยีขั้นสูงที่อยู่ตรงข้ ำมกันกับอำคำร<br />
โยธำฯ ซึ่งเป็นอำคำรแห่งแรกที่สถำปนิกได้ทดลองใช้<br />
เหล็กเป็น façade อำคำร “แต่ก่อนเรำมักจะใช้เหล็กใน<br />
ส่วนของกำรปกปิดส่วนเซอร์วิส แล้วก็พัฒนำมำเรื่อยๆ<br />
จนถึงส่วนของสนำมฟุตบอลที่อยู่ข้ำงๆ กัน ด้วยควำมที่<br />
มันเป็นสนำมฟุตบอลลอยฟ้ำ เหล็กจึงมีฟังก์ชั่นในกำร<br />
กันลูกบอลไม่ให้กระเด็นออกไป” รวมไปถึงอำคำร 63 ที่<br />
Geodesic Design ออกแบบเป็นโครงสร้ำงเหล็กทั้งหลัง<br />
“นั่นเป็นโครงสร้ำงเหล็กหมดเลย เพรำะว่ำตรงไซต์มี<br />
พื้นที่ทำงำนจำกัด คือมันเป็นส่วนต่อเติมอำคำรออกมำ<br />
ในพื้นข้ำงๆ ทำให้ไม่ควรใช้เทคโนโลยีกำรก่อสร้ำงอื่น<br />
นอกจำกเหล็ก เพรำะว่ำกำรใช้โครงสร้ำงเหล็กช่วยลด<br />
ปริมำณขยะ ขนส่งสะดวก เบำ และรบกวนผู้อยู่อำศัย<br />
อำคำรเดิมน้อย เรำเสนอเหตุผลไปแล้วเขำก็เห็นด้วย<br />
ถัดจำกนั้นเรำถึงค่อยเอำมำออกแบบตึกโยธำฯ” ถ้ำ<br />
สำมำรถสร้ำงอำคำรทั้งหลังด้วยเหล็กได้ งำนที่สเกลเล็ก<br />
กว่ำที่เป็นเพียงกำรใช้ façade เหล็กของอำคำรโยธำฯ<br />
จึงไม่น่ำจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร นอกเหนือจำกควำม<br />
น่ำเชื่อถือของเจ้ำของโครงกำรต่อตัวสถำปนิกที่สั่งสมมำ<br />
เรื่อยๆ จำกหลำยๆ โครงกำรก่อนหน้ำที่ Geodesic Design<br />
ออกแบบให้กับมหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำ<br />
พระนครเหนือ พร้อมๆ กันนั้น โครงสร้ำงเหล็กก็ถูก<br />
ทำให้คุ้นเคยและได้รับควำมน่ำเชื่อถือมำกขึ้นไปด้วย<br />
นอกจำกนี้กำรออกแบบอำคำรด้วยเหล็กหลำยหลังต่อกัน<br />
ยังก่อให้เกิดควำมต่อเนื่องของลักษณะภำษำทำงสถำปัตย-<br />
กรรมของอำคำรในภำพรวมอีกด้วย<br />
66 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
<strong>04</strong><br />
<strong>04</strong>-05 ความโปร่งจากการ<br />
ใช้วัสดุที่บริเวณแผงกันแดด<br />
สะท้อนภาพลักษณ์ความเป็น<br />
"วิศวกรรม" ออกมาได้เป็น<br />
อย่างดี<br />
06 ทัศนียภาพภายในแสดง<br />
พื้นที่ใช้สอยซึ่งถูกจัดสรรเป็น<br />
ห้องเรียน<br />
As a result of that, steel is used as the material for<br />
sun protection panels mainly because it offers solutions<br />
in constriction costs as well as increases the visual and<br />
physical airiness of the building, not to mention the look<br />
and feel that can encapsulate the ‘engineering’ character<br />
of the building. Geodesic Design further selected steel<br />
panels with enough thickness along with the use of<br />
high-quality rust prevention products to minimize corrosion<br />
and prolong longevity. The façade is designed to<br />
function as a second skin — a steel net that covers the<br />
front elevation of the building’s exterior glass wall with<br />
the ability to filter up to 20% of the sunlight. An air space<br />
between the first layer of the building (glass) and the<br />
steel façade keep the interior space from feeling too<br />
enclosed while the detail adds an interesting finish to<br />
the building’s skin.<br />
The Civil Chemistry & Electrical Industry Engineering<br />
Lab building is not the first architectural project that<br />
Geodesic Design has done for King Mongkut's University<br />
of Technology North Bangkok. Interestingly, it is also<br />
not the first time that the studio proposed the use of<br />
steel with one of the university’s buildings. Before the<br />
lab building, the firm was responsible for the design<br />
of the Technology Incubator Building and Advanced<br />
Technology Laboratory Building where steel was first<br />
used as the buildings’ facades. “We used steel to cover<br />
the service areas, and then we tried using it with the<br />
elevated football field in which steel was employed for<br />
the constriction of a barrier to keep the balls from going<br />
out of bounds.” There is also the 63 Building where<br />
Geodesic used steel for the entire structure. “With the<br />
limitation of space, since this building was an addition<br />
to another building, steel was the most viable choice<br />
because you wouldn’t want to use other kinds of construction<br />
technology with an extension of such nature.<br />
Steel structures produce considerably less weight, are<br />
easy to transport, light, and the construction is much<br />
less disturbing for people in nearby buildings. These<br />
were the reasons that we proposed and they agreed.<br />
The next project we were assigned to do was the lab<br />
building.” Having worked on the building constructed<br />
entirely of steel, the façade is not too much to handle,<br />
especially when the owner entrusted the architect with<br />
the responsibility as a result of their accumulated<br />
experiences and the success of past projects. While<br />
Geodesic Design’s expertise and track records develop,<br />
its architectural creations have contributed to the growing<br />
credibility of a steel structure as the technology becomes<br />
more familiar and recognized. In this series of steel<br />
architecture the firm manages to maneuver and utters<br />
a brilliant continuity of an architectural language that is<br />
unique in both its form and process of formation.<br />
05<br />
06<br />
นภัทร จาริตรบุตร<br />
จบการศึกษาจากคณะโบราณคดี<br />
มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบัน<br />
ทำาหน้าที่เป็นกองบรรณาธิการ<br />
ประจำานิตยสาร art4d<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 67
ASEAN’s Leading Trade Fair on Lighting Technology, Design and Solution<br />
1 - 3 September 2016<br />
Hall 101-102<br />
Bangkok International Trade<br />
and Exhibition Center (BITEC)<br />
VISITOR Pre – Registration<br />
is Now Open!<br />
Concurrent with<br />
+66 (0) 2664 6499 Ext. 200, 201<br />
info@thailandlightingfair.com<br />
www.thailandlightingfair.com<br />
@thlightingfair<br />
Sponsored by<br />
Supported by<br />
Media Partner<br />
Platinum Sponsors<br />
Gold Sponsors<br />
Silver Sponsor
<strong>ASA</strong> COMMITTEE<br />
TEXT<br />
Pisit Rojanavanich<br />
PHOTOS<br />
Coutesy of Architects<br />
COMMEnTS frOM<br />
ThE JudgES<br />
2016 ArChITECTurAl dESIgn AwArdS<br />
70 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา
อาษาสู่สามัญ<br />
“หากสถาปัตยกรรมเป็นรูปธรรมภายใต้ภูมิปัญญาและความคิดที่<br />
สถาปนิกเป็นผู้ก าหนดให้กับการดารงอยู่ของมนุษย์ความคิดทางสถาปัตย-<br />
กรรมก็อาจเปรียบได้ว่าเป็นเข็มทิศให้กับงานสถาปัตยกรรมความคิดนี้<br />
หมายรวมถึงการตั้งคาถามเกี่ยวกับหลักการสามัญพื้นฐานในการออกแบบ<br />
ซึ่งหลักการเหล่านั้นมีทั้งสิ่งที่ทั้งใกล้และห่างไกลจากตัวเราอาจมีตัวตน<br />
ทางกายภาพหรือเป็นนามธรรมในโลกแห่งจินตนาการไปพร้อมๆ กัน<br />
หลักการสามัญเหล่านี้มีทั้งที่เป็นสิ่งเกิดใหม่ไม่นานหรือเป็นมรดกจากอดีต<br />
อันไกลห่าง แต่ทว่าทั้งคู่ยังเป็นเครื่องมือที่เราใช้ต่อเนื่องมาในปัจจุบัน<br />
ตลอดจนเป็นแนวทางในการสานอนาคตของเราผ่านการตั้งค าถามของเรา”<br />
จากอรรถบท (theme) งานสถาปนิก’<strong>59</strong> <strong>ASA</strong> Back to Basic<br />
อาษาสู่สามัญ<br />
ในฐานะที่ได้มีส่วนร่วมสัมผัสประสบการณ์ตรงในกระบวนการคัดเลือก<br />
ผลงานดีเด่นในครั้งนี้ผู้เขียนคิดว่าน่าจะถอดบทเรียนที่เป็นประโยชน์และ<br />
ตั้งข้อสังเกตบางประการจากมุมที่เห็นเพื่อเป็นหมุดหมายเล็กๆ ของการ<br />
พัฒนาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของประเทศไทยในช่วงเวลานี้<br />
บริบทของงานสถาปัตยกรรม<br />
ระหว่างการเยี่ยมชมโครงการ บางครั้งเราได้ขึ้นไปส ารวจชั้นสูงๆ ของ<br />
อาคารในสถานที่ต่างๆ บางครั้งก็อยู่ในเมืองบางทีก็อยู่ริมแม่น้ า สิ่งที่ทุกคน<br />
ตกใจระคนกับประทับใจคือ พลวัตรของการพัฒนาของกรุงเทพมหานครใน<br />
ปัจจุบัน ซึ่งยากจะปฏิเสธได้ว่าเมืองหลวงของเราก าลังไต่ระดับสู่ความเป็น<br />
เมืองขนาดใหญ่ (megacity) อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เป็นผลจากการย้ายถิ่น-<br />
ฐานของประชากรมนุษย์และจากการพัฒนาทางด้านคมนาคม โดยเฉพาะ<br />
อย่างยิ่งคือระบบรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินส่งผลให้เกิดการเพิ่มความ<br />
เข้มข้นในการใช้ที่ดินเพื่อรองรับแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ก าลังคลี่คลายตัวเอง<br />
จากความซบเซาไปสู่ความสดใหม่ภายใต้นโยบายการรวมตัวเป็นAEC (จาก<br />
มุมมองของคนบางกลุ่ม) เราเห็นเนื้อเมืองที่แผ่ซ่านออกไปอย่างสุดสายตา<br />
และหากจะมีเว้นวรรคอย่างชัดเจน ก็มีเพียงเขตบางกระเจ้าและแนวคดเคี้ยว<br />
ของแม่น้าเจ้าพระยาเท่านั้น<br />
บริบทของเมืองเปลี่ยนไป ดีขึ้นหรือเลวลงคงแล้วแต่มุมมองแต่ที่<br />
แน่นอนคือสถาปัตยกรรมก าลังเผชิญกับสถานการณ์ปทัสถานใหม่(New<br />
Normal) แห่งบริบท ในระหว่างการเยี่ยมชมและประเมินผลงานดังกล่าว<br />
มีความสับสนเกี่ยวกับหลักการของบริบทโดยบางโครงการตอบสนองต่อ<br />
บริบททางกายภาพของเมืองอย่างชัดเจน ในขณะที่บางอาคารกลับนา<br />
แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของบริบทเช่นกัน แต่ไม่ใช่เรื่องของความ<br />
สัมพันธ์ทางกายภาพ ทว่าเป็นเรื่องของสังคมวัฒนธรรม เป็นต้น ตัวอย่าง<br />
ที่ทาให้ผู้เขียนฉุกคิดเกี่ยวกับหลักการบริบทอย่างมากคือเราพบว่าบ้านที่<br />
ส่งเข้าคัดเลือกหลังหนึ่งเป็นงานชิ้นเยี่ยมทั้งการออกแบบและก่อสร้าง<br />
มีการตกแต่งภายในและงานภูมิสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องบรรณสาร<br />
อย่างยิ่ง อรรถบททางการออกแบบ (design theme) ดูเหมือนถอดมาจาก<br />
สถาปัตยกรรมร่วมสมัยของต่างประเทศ กรรมการรู้สึกว่าอาคารดูจะตั้งอยู่<br />
ผิดที่ผิดทาง ที่ตั้งของโครงการอยู่ในกรุงเทพฯเป็นเขตพักอาศัยหนาแน่น<br />
ปานกลาง เป็นย่านที่ไม่โดดเด่นประชากรมีรายได้ไม่มาก มีบ้านชั้นเดียวถึง<br />
สองชั้นเป็นพื้นฐาน แซมด้วยอาคารห้องเช่า 4 ชั้น 8 ชั้น อู่ซ่อมรถ และ<br />
ปั้มแก๊สแอลพีจีเพื่อนกรรมการมีข้อสังเกตน่าสนใจว่าถ้าบ้านหลังนี้อยู่ใน<br />
ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คงมีโจรปีนเข้าไปขโมยของในบ้าน<br />
ทุกวัน แต่ด้วยความเป็นประเทศไทย ความสุดโต่งนี้สามารถอยู่ร่วมกันได้<br />
อย่างปรองดอง<br />
นอกเหนือจากอาคารหลังนี้ประเด็นของบริบททางสถาปัตยกรรมก็เป็น<br />
เรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นเสมอๆในการเยี่ยมชมงานอื่นๆ สะท้อนถึงความร่วม-<br />
สมัยของหัวข้อนี้ดังนั้น หลักการสามัญและเป็นประโยชน์ที่น่าจะหยิบยกขึ้น<br />
เพื่อการถกแถลงและเป็นแว่นขยายให้เรามองเห็นความส าคัญของแนวคิด<br />
สามัญรอบตัวที่อาจถูกมองข้ามหรือทึกทักว่ารู้แล้วตามอรรถบทของงาน<br />
อาษาปีที่ผ่านมา ได้แก่ บริบททางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัก-<br />
การการตอบสนองของงานสถาปัตยกรรมต่อบริบทที่เปลี่ยนไป<br />
ทวิลักษณ์แห่งบริบท<br />
จากเนื้อความบทหนึ่งในหนังสือ‘คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม’<br />
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ต้นข้าว ปาณินท์ได้กล่าวถึงที่มาและความหมาย<br />
ของแนวความคิดเกี่ยวกับบริบทไว้อย่างน่าสนใจว่าในช่วงที่กลุ่มสถาปนิก<br />
อิตาลีมีบทบาทและอิทธิพลต่อวงการสถาปัตยกรรมตะวันตกเออร์เนสโต<br />
โรเจอร์ (Ernesto Rogers) เขียนบทบรรณาธิการวิพากษ์งาน modernism<br />
ลงในวารสาร Casabella Continuita ถึงประเด็นการสร้างความสัมพันธ์กับ<br />
ปัจจัยอื่นนอกเหนือไปจากองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอาทิ ประวัติ-<br />
ศาสตร์ และความเป็นไปได้ในอนาคต โดยในเวลานั้น โรเจอร์ได้ใช้คาว่า<br />
‘ambiente’ หรือ ‘preesistenze ambientali’ ในภาษาอิตาเลียน ซึ่งเมื่อแนว<br />
ความคิดนี้ได้รับการถกเถียงและแผ่ขยายออกไปและได้รับการแปลข้าม<br />
ภาษาในสหรัฐอเมริกาเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘context’ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว<br />
คาว่า ‘ambiente’ และ ‘context’ นั้นมีความหมายโดยนัยที่ต่างกันก่อให้<br />
เกิดการตีความที่วิปลาสคลาดเคลื่อนออกไปในเวลาต่อมา<br />
โดยอรรถะแล้ว คาว่า context หมายถึงการประกอบเข้าด้วยกันให้เป็น<br />
ชิ้นหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางกายภาพซึ่งเมื่อใช้ในทางสถาปัตยกรรม<br />
context จะหมายถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่รายล้อมงานสถาปัตย-<br />
กรรม และมีความสัมพันธ์ทางกายภาพกับตัวอาคารหรือพื้นที่ตั้งอาคาร<br />
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในขณะที่ ‘ambiente’ (ambience ในภาษาอังกฤษ)<br />
กลับหมายถึงตัวตนของสถานที่โดยรวม ทั้งเป็นกายภาพที่เป็นรูปธรรม<br />
และอุดมคติ ซึ่งในเชิงภาษาศาสตร์มีความหมายใกล้เคียงกับค าว่า atmosphere<br />
และ milieu ดังนั้น เมื่อ ‘ambiente’ ถูกใช้ทางสถาปัตยกรรม<br />
วารสารอาษา<br />
<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 71
จึงมีความหมายว่า เป็นปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์<br />
ซึ่งมีกายภาพที่ไม่ชัดเจนเท่ากับค าว่า context<br />
การตั้งคาถามเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานนี้ช่วยสร้างความกระจ่างได้<br />
ระดับหนึ่ง แต่จะนาเราไปสู่ความเข้าใจในผลงานที่อยู่ในการคัดเลือกที่มี<br />
ความหลากหลายได้อย่างไร การสถาปนารูปแบบที่ง่ายจากหลักการ<br />
พื้นฐานแต่มีการแจกแจงความต่างที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นเป็นสิ่งจ าเป็น<br />
ความหลากหลายส่วนผสม<br />
เมื่อได้สแกนผลงานจริงที่เยี่ยมชมในสถานที่จริงผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า<br />
สถาปนิกมีการพลิกแพลงปรับใช้หลักการพื้นฐานของบริบทนี้ได้อย่าง<br />
หลากหลาย อาจจาแนกแยกแยะได้จากการสร้างส่วนผสมของสองหลักการ<br />
ย่อย context/ambiente ในสัดส่วนที่ต่างกันขออนุญาตเรียกว่ารูปแบบบริบท<br />
สัมพันธ์ เช่น การออกแบบที่เน้นการตอบสนองทางกายภาพ (context)<br />
มากกว่าปัจจัยทางสังคมหรือประวัติศาสตร์(ambiente) ผู้เขียนขอแทน<br />
ความสัมพันธ์แบบนี้ว่า80/20 (context 80% ambiente 20% โดย<br />
ประมาณ) ลาดับถัดมา 50/50 เป็นงานที่ให้น้ าหนักทั้งสองพอๆ กัน และ<br />
20/80 สาหรับงานที่เน้นการสร้างตัวตนของสถานที่ด้วยบริบททางสังคม<br />
วัฒนธรรม จากการใช้สองหลักการย่อยผสมผสานเป็น 3 รูปแบบบริบท<br />
สัมพันธ์น่าจะช่วยนาร่องสร้างความเข้าใจในหลักการตอบสนองต่อบริบท<br />
สถาปัตยกรรมในยุคนี้ได้ดีขึ้น<br />
บริบทสัมพันธ์ 80/20<br />
งานที่สะท้อนรูปแบบบริบทสัมพันธ์แรกได้เป็นอย่างดีเป็นอาคารพัก-<br />
อาศัยทั้งคู่คือ “บ้านเปา” และ “บ้านก๋ง”<br />
บ้านเปา ภาพสะท้อนแห่งการตอบสนองของบริบทเชิงกายภาพ บ้าน<br />
เปาเป็นสถาปัตยกรรมที่มีการออกแบบให้เข้ากับบริบทของเมืองใหญ่ใน<br />
ปัจจุบันที่มีความหนาแน่นสูงมีทรัพยากรเพื่อการก่อสร้างที่จ ากัดโดยเฉพาะ<br />
ด้านพื้นที่รวมถึงการออกแบบที่ต้องปรับตัวและดิ้นรนจากการถีบตัวของ<br />
ค่าก่อสร้างในเมืองใหญ่ของกรุงเทพมหานครได้อย่างน่าสนใจเนื่องจาก<br />
พื้นที่และงบประมาณที่จ ากัด ผู้ออกแบบจึงสร้างที่ว่างที่มีความเป็นส่วนตัว<br />
ภายในอาคารโดยการสร้างผนังสูงเพื่อห่อหุ้มที่ว่างนั้นด้วยวัสดุที่เรียบง่าย<br />
และตัดเฉือนช่องแสงใหญ่น้อยตามความสัมพันธ์ของลักษณะการใช้พื้นที่<br />
ใช้สอยภายใน ให้เชื่อมต่อพื้นที่ภายในอาคารเข้ากับบริบทเมืองภายนอก<br />
อย่างแยบคาย ซึ่งช่องแสงเหล่านี้นอกจากเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง<br />
พื้นที่ในแง่ของการใช้สอยแล้วยังประพฤติตนเป็นกรอบภาพขับเน้นความมี<br />
ชีวิตชีวาของมหานครภายนอกได้อย่างเฉียบคมอีกทั้งยังท าให้เกิดรูปด้าน<br />
ของกรอบอาคารที่เรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความงามได้อย่างมีนัยยะส าคัญ ซึ่ง<br />
เป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมที่แสดงถึงความสามารถทางสุนทรียภาพของผู้ออกแบบ<br />
นอกจากนี้ยังมีการจัดวางพื้นที่ใช้สอยที่สอดประสานการใช้ชีวิตของ<br />
คนหนุ่มสาวสมัยใหม่อาทิ การผสานพื้นที่บ้านพักอาศัยและพื้นที่ท างาน<br />
ส่วนตัวเข้าด้วยกัน กล่าวได้ว่า บ้านเปา เป็นสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าในเชิง<br />
ความคิดร่วมสมัย และเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวตอบสนองต่อ และ<br />
การเปลี่ยนแปลงของบริบททางกายภาพเมืองอย่างแท้จริง<br />
ในขณะที่บ้านเปาสะท้อนบริบทของเมืองบ้านก๋งสะท้อนบริบทของไทย<br />
แบบชานเมืองที่ไม่แออัดและมีอากาศเย็นสบายอย่างมีนัยยะส าคัญ ด้วย<br />
การออกแบบที่เข้ากับภูมิอากาศและภูมิประเทศของประเทศในเขตร้อน<br />
72 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา
ชื้นอย่างประเทศไทยได้เป็นอย่างดี มีการระบายอากาศที่ดี มีแสงสว่างที่<br />
เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่ใต้ถุนของบ้านที่มีกระแสลมธรรมชาติพัดผ่านให้<br />
ผู้อยู่อาศัยนั้นมีความสบายบ้านก๋งเป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบบนพื้นฐาน<br />
ของการเคารพในบริบททางกายภาพ ช่วยสร้างความยั่งยืนและน่าอยู่ให้กับ<br />
สถาปัตยกรรมชิ้นนี้ซ้ายังชักลากเอกลักษณ์ของความเป็นไทยผ่านรูปแบบ<br />
กายภาพสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น องค์ประกอบง่ายๆ ของสถาปัตยกรรมไทย<br />
พื้นถิ่นที่ถูกเลือกมาใช้ผ่านไวยากรณ์ร่วมสมัยการนาเอาไม้เก่ามาเรียงร้อย<br />
อย่างไม่เคร่งครัดนัก เพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศและความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป<br />
(ระหว่างออกแบบบ้าน 2 ชั้นถูกยกเป็น 3 ชั้นหลังน้ าท่วมใหญ่ปี พ.ศ.<br />
2554) ก่อให้เกิดคุณค่าใหม่ที่สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของยุคสมัย<br />
แต่ทว่ายังเหนียวแน่นต่อขนบอันดีงามของการเคารพในผู้หลักผู้ใหญ่ของ<br />
บ้านซึ่งในที่นี้คือ“อาก๋ง” ในปัจจุบัน<br />
บริบทสัมพันธ์ 50/50<br />
มีอยู่หลายงานที่ให้น้ าหนักกับทั้งบริบททางกายภาพและบริบททาง<br />
สังคมและวัฒนธรรมพอๆ กัน ที่โดดเด่นคือ Hotel Indigo Bangkok และ<br />
The Commons<br />
Hotel Indigo Bangkok เป็นโรงแรมในเมืองที่มีแนวคิดในการน าเอา<br />
บริบทของสังคมและวัฒนธรรมของถนนวิทยุมาผูกโยงเป็นส่วนหนึ่งของ<br />
การออกแบบสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายใน มีการตั้งอรรถบท<br />
(theme) ย้อนยุคเพื่อก ากับการออกแบบภายใน มีการใช้เฟอร์นิเจอร์<br />
ภาพถ่ายภาพเขียนและข้าวของเครื่องใช้ในอดีตในยุครุ่งเรืองของถนนวิทยุ<br />
มาเป็นองค์ประกอบในการสร้างบรรยากาศ<br />
ในแง่ของบริบททางกายภาพ ด้วย footprint ที่ค่อนข้างกระชับที่ดินมี<br />
การออกแบบที่จอดรถด้วยระบบ carousel ซึ่งส่งรถเข้าซองจอดที่สามารถ<br />
ยกตัวขึ้นในระบบสายพานทางตั้งแทนระบบดั้งเดิมที่ใช้ทางลาดขึ้นลงที่ต้อง<br />
ใช้เนื้อที่มาก ทุกห้องพักมีการใช้ศักยภาพในการชมทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ<br />
อย่างน่าประทับใจ ผู้เข้าพักจะได้มองภาพของแมกไม้และบ้านพักเอกอัคร-<br />
ราชทูตสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์บางชั้น ประมาณชั้น 3-4 จะได้<br />
เห็นภาพทะเลต้นไม้ในใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นความย้อนแย้งที่มี<br />
เสน่ห์ยิ่ง นอกจากนี้ยังมีอีกลักษณะเด่นคือการเจาะช่องโล่งระหว่างอาคาร<br />
เพื่อปลูกต้นไม้และเป็นการน าแสงธรรมชาติเข้ามา อีกทั้งยังช่วยท าให้เกิด<br />
การระบายอากาศที่ดีแก่พื้นที่ว่างภายในอาคารส่วนสันทนาการถูกจัดวาง<br />
ให้อยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารประกอบด้วย ส่วนสระว่ายน้าและส่วนออก<br />
กาลังกาย ซึ่งในส่วนสระว่ายน้ านี้สามารถเห็นทัศนียภาพของกรุงเทพฯได้<br />
โดยรอบ สร้างประสบการณ์ที่หาได้ยาก<br />
ในขณะที่อีกโครงการในแนวนี้คือโครงการThe Commons ศูนย์การค้า<br />
เพื่อชุมชน (community mall) ตั้งอยู่บนถนนทองหล่อ 17 นับได้ว่าเป็น<br />
ตัวแทนของวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ที่มีระบบความคิดที่ซับ-<br />
ซ้อน แต่อ่อนน้อมเรียบง่ายในการแสดงตัวในรูปแบบที่ก้าวข้ามมิติของ<br />
พื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วไปอย่างชัดเจนเกิดเป็นรูปธรรมอันน่าประทับใจด้วย<br />
ภูมิปัญญาของผู้ออกแบบที่วางน้ าหนักให้กับทั้งบริบททางกายภาพและ<br />
บริบททางสังคมและวัฒนธรรมในการสร้างงานชิ้นนี้<br />
ในเชิงบริบททางกายภาพนั้น ถึงแม้ว่าที่ตั้งจะไม่ใช่ถนนหรือซอยใหญ่<br />
แต่ด้านหน้าโครงการนั้นถูกออกแบบให้กระชับความสัมพันธ์ของพื้นที่<br />
ภายนอกที่เชื่อมต่อไปยังปริภูมิภายในทางตั้งอันส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์<br />
ระหว่างภายนอก ภายใน และกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละชั้นรวมถึงการ<br />
ออกแบบการเว้นจังหวะทางสัญจรขนาดใหญ่เพื่อกระจายพื้นที่กิจกรรม<br />
วารสารอาษา<br />
<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 73
ขนาดย่อยๆ และเกิดเป็นการกระจายตัวของความมีชีวิตชีวาในโครงการไป<br />
ตามทางสัญจรเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ การออกแบบที่คานึงถึง<br />
การระบายอากาศที่ดีผสมผสานกับการจัดวางองค์ประกอบทางสถาปัตย-<br />
กรรม อาทิ ระแนง เกล็ดบังแดด และพัดลม ฯลฯ ตามลวดลายที่สอด-<br />
ประสานกันในทิศทางต่างๆ อย่างลงตัว บนเพดานชั้นบนสุด ส่งผลให้พื้นที่<br />
เพื่อการสัญจรโดยรวมของโครงการโปร่งสบาย อีกทั้งการเลือกวัสดุที่เรียบ-<br />
ง่าย เป็นธรรมชาติ เช่น คอนกรีตเปลือย ไม้ พื้นที่สีเขียวขนาดย่อมๆมา<br />
ร้อยเรียง และสอดประสานกันทาให้พื้นที่ในโครงการดูผ่อนคลายและ<br />
เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นศูนย์การค้าเพื่อชุมชน<br />
โดยในแง่ของบริบททางสังคมและวัฒนธรรม โปรแกรมการใช้สอยและ<br />
แนวคิดนั้น โครงการนี้ได้เกิดขึ้นมาจากการขับเคลื่อนของกลุ่มคนที่มีแนว<br />
ความคิดใกล้เคียงกันในแง่ของการสร้างพื้นที่คุณภาพในเมืองที่ส่งเสริม<br />
ความเป็นชุมชน เป็นพื้นที่ของการใช้ชีวิตและสันทนาการที่ไม่เน้นเชิงพาณิชย์<br />
สุดโต่ง ตัวอย่างเช่น เพื่อเกื้อกูลต่อแม่และเด็กพื้นที่บางชั้นที่แม้เข้าถึงง่าย<br />
และมีมูลค่าเชิงค่าเช่าสูงกลับกลายเป็นพื้นที่เพื่อร้านค้าและกิจกรรมแม่และ<br />
เด็กซึ่งไม่ท าเงิน สะท้อนภาพว่าในขั้นตอนการออกแบบผู้ออกแบบได้ใช้<br />
เวลาในการพูดคุย สร้างความเข้าใจร่วมกันกับเจ้าของโครงการเพื่อให้บริบท<br />
ทางสังคมและวัฒนธรรมที่พึงประสงค์ได้รับการถ่ายทอดลงในงานออกแบบ<br />
ในที่สุด<br />
บริบทสัมพันธ์ 20/80<br />
ในรูปแบบสุดท้ายมักจะเป็นโครงการที่มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพ<br />
ที่ไม่เคร่งครัดนักมีเงื่อนไขภายนอกน้อย ผู้ออกแบบมีอิสระในการถักทอ<br />
เรื่องราวจากปัจจัยทางนามธรรม หรือสังคมได้ค่อนข้างอิสระตัวอย่าง<br />
โครงการในข่ายนี้ได้แก่บ้าน HIgHER gRouNd อาคารสานักงาน PTTEP<br />
สนามเด็กเล่น The Labyrinth และศาลาพักผ่อน The Flow<br />
โครงการแรกที่เน้นการสร้างตัวตนของสถานที่ด้วยบริบททางสังคม<br />
วัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ บ้าน HIgHER gRouNd ซึ่งเป็นงาน<br />
สถาปัตยกรรมที่เรียบสงบผสมกลิ่นอายของงานสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น<br />
ร่วมสมัย มีมาตรฐานการก่อสร้างระดับสูง และขัดแย้งกับบริบทอันเป็น<br />
พื้นที่ในซอยแถวอินทามระซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยที่หนาแน่นและวุ่นวายแห่ง<br />
หนึ่งของกรุงเทพฯ โดยเจ้าของบ้านต้องการสร้างบ้านหลังใหม่ในที่ดินผืนเดียว<br />
กับบ้านหลังเก่าที่เจ้าของบ้านมีความผูกพันอยู่แต่เดิมขณะเดียวกันก็ยัง<br />
ต้องการให้บ้าน HIgHER gRouNd เป็นงานสถาปัตยกรรมที่เลื่อนไหลไป<br />
อย่างมีรสนิยมท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกยุคโลกภิวัตน์<br />
ที่การเข้าถึงของข่าวสารข้อมูลเป็นไปอย่างไร้ขีดจ ากัด ทาให้พื้นที่ของบริบท<br />
ของงานสถาปัตยกรรมเชิงปริทัศน์ได้ถูกระเบิดออกโดยไม่อาจคาดเดา<br />
ทิศทางได้<br />
ด้วยวิสัยทัศน์ของเจ้าของงานความสามารถของทีมออกแบบ และทีม<br />
สนับสนุนที่เป็นทั้งวิศวกรและผู้รับเหมาบ้าน HIgHER gRouNd จึงเป็น<br />
ส่วนผสมที่ลงตัวในเชิงสถาปัตยกรรมภูมิสถาปัตยกรรม วิศวกรรมโครงสร้าง<br />
และงานระบบ โดยมีระเบียบวาระเฉพาะตัว มีความงามที่เรียบง่ายภายใต้<br />
เส้นสายทางสถาปัตยกรรมที่เรียบสงบแต่ทรงพลังมีการเชื่อมต่อกับ<br />
ธรรมชาติที่แยบคายผ่านการตัดเฉือนช่องแสงที่ช่วยขับเน้นความงามของ<br />
ธรรมชาติ รวมถึงการใช้น้า พื้นที่สีเขียวในแนวตั้งและนอนและการเพิ่ม<br />
ความสูงของชั้นอาคารให้มากกว่าอาคารพักอาศัยโดยทั่วไปเพื่อผสมผสาน<br />
ขอบเขตพื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร จนเกิดเป็นงานสถาปัตยกรรม<br />
ที่อยู่นอกเหนือปทัสถานทาให้บ้าน Higher ground เป็นคาตอบใหม่ทาง<br />
สถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นประจักษ์พยานถึงความสามารถ<br />
ของสถาปนิก ภูมิสถาปนิก และวิศวกรไทย ทั้งยังน่าจะเป็นผู้น าการ<br />
เปลี่ยนแปลงอันสาคัญทั้งต่อบริบทกายภาพรอบๆ ตัวบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้อง<br />
เฝ้าดูกันต่อไป<br />
PTTEP หรืออาคารสานักงานของบริษัท ปตท. จากัด (มหาชน) สร้าง<br />
ขึ้นเพื่อใช้เป็นส านักงาน โดยมีความตั้งใจที่จะเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของ<br />
เจ้าหน้าที่พนักงาน และผู้ใช้อาคารทุกคน สถาปัตยกรรมถูกขับเคลื่อนด้วย<br />
บริบทสังคมและวัฒนธรรมจากภายในองค์กร อาคารนี้อยู่ในบริเวณของ<br />
ไซต์ ขุดเจาะน้ามันที่มีการจัดวางอาคารหลวมๆ บริบททางกายภาพสาคัญ<br />
เหลือเพียงดินฟ้าอากาศ ผู้ใช้สอยอาคารส่วนใหญ่เป็นวิศวกรและช่างเทคนิค<br />
อาคารมีการจัดวางในลักษณะ ที่เรียกว่าอาคารล้อมลาน (courtyard) ซึ่ง<br />
ลานแห่งนี้ช่วยให้ที่ท างานในทุกส่วนได้สัมผัสกับสีเขียวและแสงธรรมชาติ<br />
อีกทั้งยังได้ออกแบบให้ส่วนลานนี้เอียงลาดต่อเนื่องจากชั้นที่สองลงมาถึง<br />
ชั้นล่างเพื่อเพิ่มคุณภาพของที่ว่างและการใช้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น<br />
นอกจากนี้ยังได้มีการให้ความส าคัญกับการป้องกันแสงอาทิตย์ตรงที่จะน า<br />
ความร้อนเข้าสู่อาคาร โดยการใช้เกล็ดบังเงาตามตั้งที่มีขนาดและองศาตาม<br />
การคานวณวิถีของแสงอาทิตย์อีกด้วย<br />
สุดท้ายนี้อีกสองโครงการที่คล้ายกัน ทั้งสองต่างเน้นการสร้างตัวตน<br />
ของสถานที่ด้วยบริบททางสังคม และวัฒนธรรม คือ The Labyrinth และ<br />
The Flow<br />
The Labyrinth เป็นสนามเด็กเล่นที่ผู้ใหญ่ก็สามารถร่วมสนุกได้ เกิด<br />
การใช้เวลาคุณภาพร่วมกันในยุคของโซเชียลมีเดียที่ต่างคนต่างก้มหน้า<br />
ก้มตาใส่โทรศัพท์มือถือโดยไม่น าพาต่อผู้คนรอบข้างผู้ออกแบบใช้บรรยากาศ<br />
ที่ต้องการเป็นตัวก าหนดความคิดริเริ่ม ทางเดินที่ถูกออกแบบให้ขึ้น ลง<br />
ข้าม ลอด ต่อเนื่อง เชื่อมโยง และสร้างสรรค์ อย่างไม่มีจุดเริ่มและจุดจบ<br />
เป็นพลวัตต่อเนื่อง ทาให้เขาวงกตแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งโดดเด่นด้วย<br />
รูปลักษณะทางกายภาพที่เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่งรวมถึงการให้<br />
สีสันที่มีความสดใส ทาให้เกิดความร่าเริงแก่ผู้คนที่ได้ไปสัมผัสรวมถึง<br />
สร้างชีวิตชีวาให้แก่สถานที่ตั้งและบริเวณโดยรอบได้อย่างน่าประทับใจ<br />
เนื่องจากที่ตั้งเป็นสวนสาธารณะริมทะเลบริบททางกายภาพมีผลน้อยมาก<br />
ในการกดดันต่อตัวอาคารให้ตอบสนองจนกรรมการบางท่านบอกว่างาน-<br />
ออกแบบโครงการนี้สามารถอวตารไปตั้งในที่ต่างๆได้<br />
The Flow ศาลาพักผ่อนที่ออกแบบโดยมุ่งเน้นบริบทของสังคม<br />
วัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่เป็นอาคารที่มีโครงสร้างบางเบาและมีการใช้วัสดุ<br />
หลังคาโปร่งแสงร่วมสมัยที่น่าสนใจศาลาแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีความโปร่ง<br />
สบาย สามารถนั่ง นอน เอน พิง พัก เพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของ<br />
ทะเลบางแสน และสามารถทากิจกรรมอเนกประสงค์แบบฉับพลันทันที<br />
อันเป็นวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่การออกแบบโดยการยกหลังคาขึ้นสูงนั้น<br />
ทาให้เกิดกระแสลมผ่านเข้าสู่ศาลาอย่างสบายเพื่อการท ากิจกรรมโดยไม่ต้อง<br />
ปรับอากาศ อีกทั้งยังท าให้ความต่อเนื่องทางสายตาจากลานกิจกรรมของ<br />
คนสู่หาดของทะเลบางแสนไม่ได้ถูกบดบังอีกด้วย<br />
ทั้ง The Labyrinth และ The Flow นั้นสาหรับคนรุ่นใหม่แล้ว อาจเป็น<br />
สถาปัตยกรรมที่ดูจะไม่แปลกใหม่อะไรนักแต่สาหรับคณะกรรมการแล้ว<br />
การสร้างพื้นที่สาธารณะในรูปแบบนี้ไม่ใช่วัฒนธรรมการใช้พื้นที่แบบดั้งเดิม<br />
ในบริบทของสังคมไทย แม้ว่างานทั้งสองจะได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นชิ้นงานที่<br />
ไม่สัมพันธ์กับพื้นที่โดยรอบแต่ทั้งสองงานนั้นตั้งอยู่ภายใต้แนวความคิดที่<br />
เป็นจุดหมายตา (landmark) โดยบูรณาการวัฒนธรรมการใช้พื้นที่ของคน<br />
รุ่นใหม่เอาไว้นับได้ว่าเป็นการปรับตัวเข้ากับบริบทของสังคมยุคสมัยอย่าง<br />
แยบคาย<br />
74 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา
ส่งท้าย<br />
บันทึกการถอดบทเรียนข้างต้นนับเป็นประจักษ์พยานบางส่วนถึง<br />
ความก้าวหน้าของการออกแบบสถาปัตยกรรมในประเทศไทยปัจจุบัน<br />
สถาปนิกผู้ใหญ่ท่านหนึ่งยังออกปากว่าท่านเห็นงานแล้ววางใจได้ว่า วงการ<br />
สถาปัตยกรรมอยู่ในมือคนรุ่นใหม่ที่สามารถจะน าพาวงการของเราฝ่าคลื่นลม<br />
ไปได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนต้องขออภัยหากมีการด่วนสรุปส่วนผสมหลัก<br />
การย่อยแบบผสานการใช้ปัญญาของความรู้บ้างและปัญญาของความไม่รู้<br />
บ้าง เพื่อให้เกิดเป็นบันทึกหลักฐานของการเยี่ยมชมโครงการต่างๆในการ<br />
คัดเลือกผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่น พ.ศ. 25<strong>59</strong> ซึ่งนับเป็นปีคัดเลือกที่<br />
คึกคักอย่างยิ่งปีหนึ่งมีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมมากที่สุดตั้งแต่เริ่มกิจกรรมนี้<br />
เมื่อปี พ.ศ. 2525 ท้ายที่สุดนี้เป็นความตั้งใจอย่างยิ่งในการให้ข้อเขียนนี้มี<br />
ความเชื่อมโยงกับหลักการและแนวคิดที่เป็นอรรถบท(theme) หลักของ<br />
งานเพื่อแสดงความชื่นชมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดงานสถาปนิก’<strong>59</strong><br />
<strong>ASA</strong> Back to Basic โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาปนิกผู้ส่งงานเข้าร่วมการ<br />
คัดเลือกทุกท่าน ที่มีส่วนช่วยจรรโลงการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมใน<br />
ประเทศไทย ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าอย่าง<br />
ไม่เหน็ดเหนื่อยย่อท้อต่อบริบทอันผันผวนของวิชาชีพในยุคปัจจุบัน<br />
บรรณานุกรม:<br />
ต้นข้าว ปาณินท์, Theoria คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม. กรุงเทพ: ส านักพิมพ์สมมติ<br />
2553.<br />
วารสารอาษา<br />
<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 75
ผลการตัดสินผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 25<strong>59</strong><br />
รายชื่อคณะกรรมการตัดสินผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 25<strong>59</strong><br />
1. นายกฤษฎา โรจนกร<br />
2. นายพิศิษฐ์ โรจนวานิช<br />
3. นายสถิรัตร์ ตัณฑ์นันทน์<br />
4. ดร.ชเล คุณาวงศ์<br />
5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิรัส พัชรเศวต<br />
รวบรวมและเรียบเรียงโดย<br />
พิศิษฐ์ โรจนวานิช และผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิรัส พัชรเศวต<br />
functional and physical relation to the interior space while facilitating<br />
a connection with the surrounding context of the city outside as<br />
well. These openings not only bring about a functional relationship<br />
between the spaces, but also act as a frame that visually accentuates<br />
the vivacious presence of the house’s urban surroundings, rendering<br />
a schematic yet appealing elevation of the building’s frame. Such<br />
attempt is a great manifestation of the architect’s aesthetic ability,<br />
as one can see the allocation of space that seamlessly merges the<br />
modern lifestyle of dwellers to the program through the combination<br />
of a residential and working space. PAO House is a valuable piece of<br />
architecture in its own right, from the contemporary conceptualization<br />
of its conception to the way in which it truly reflects an adaptation<br />
and changes to architecture in the urban context.<br />
gOld MEdAl AwArdS<br />
SInglE dETAChEd rESIdEnCE<br />
PAO hOuSE<br />
ArChITECT: STu/d/O ArChITECTS<br />
OwnEr: ChAIChuMPhOl wATAkAnOn<br />
The architecture of PAO House is specifically designed to fit in<br />
the highly urbanized context of the area it is located in. With limited<br />
construction resources, space in particular, the house is an interesting<br />
attempt to adapt the architecture and struggle to deal with the<br />
significant rise of construction costs in a city such as Bangkok. The<br />
limitations of space and budget led the design team to create a more<br />
private functional area through the use and presence of a high wall.<br />
The space is enveloped with simple materials while the openings<br />
of various sizes are purposefully and consummately created to have<br />
บ้านเปาเป็นสถาปัตยกรรมที่มีการออกแบบให้เข้ากับบริบทของเมือง<br />
ใหญ่ในปัจจุบันที่มีความหนาแน่นสูง มีทรัพยากรเพื่อการก่อสร้างที่จ ากัด<br />
โดยเฉพาะด้านพื้นที่ รวมถึงการออกแบบที่ต้องปรับตัวและดิ้นรนจาก<br />
การถีบตัวของค่าก่อสร้างในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครได้อย่างน่าสนใจ<br />
เนื่องจากพื้นที่และงบประมาณที่จ ากัด ผู้ออกแบบจึงสร้างที่ว่างที่มีความ<br />
เป็นส่วนตัวภายในอาคารโดยการสร้างผนังสูงเพื่อห่อหุ้มที่ว่างนั้นด้วยวัสดุ<br />
ที่เรียบง่าย และตัดเฉือนช่องแสงใหญ่น้อยตามความสัมพันธ์ของลักษณะ<br />
การใช้พื้นที่ใช้สอยภายในให้เชื่อมต่อพื้นที่ภายในอาคารเข้ากับบริบทเมือง<br />
ภายนอกอย่างแยบคาย ซึ่งช่องแสงเหล่านี้นอกจากเป็นการสร้างความ<br />
สัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ในแง่ของการใช้สอยแล้ว ยังประพฤติตนเป็นกรอบ<br />
ภาพขับเน้นความมีชีวิตชีวาของมหานครภายนอกได้อย่างเฉียบคมอีกทั้ง<br />
ยังทาให้เกิดรูปด้านของกรอบอาคารที่เรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความงามได้<br />
อย่างมีนัยยะสาคัญ ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมที่แสดงถึงความสามารถทาง<br />
สุนทรียภาพของผู้ออกแบบ นอกจากนี้ยังมีการจัดวางพื้นที่ใช้สอยที่สอด-<br />
ประสานการใช้ชีวิตของคนหนุ่มสาวสมัยใหม่ อาทิ การผสานพื้นที่บ้าน<br />
พักอาศัยและพื้นที่ทางานส่วนตัวเข้าด้วยกัน กล่าวได้ว่า บ้านเปา เป็น<br />
สถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าในเชิงความคิดร่วมสมัย และเป็นภาพสะท้อน<br />
ของการปรับตัว และการเปลี่ยนแปลงของงานสถาปัตยกรรมในบริบท<br />
เมืองอย่างแท้จริง<br />
76 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา
gOld MEdAl AwArdS<br />
COMMErCIAl And OffICE BuIldIng<br />
ThE COMMOnS<br />
ArChITECT: dEPArTMEnT Of ArChITECTurE<br />
OwnEr: ThE COMMOnS<br />
The community mall in Soi Thonglor 17 stands out for its contemporary<br />
architectural structure that blends in perfectly well with<br />
the upscale urban lifestyle of the neighborhood. With the role and<br />
functionality of a public space, THE COMMONS does its job of<br />
accommodating diverse community activities brilliantly while the<br />
building’s main entrance is designed to be in physical relation with<br />
the scale of the city through the creation of a massive void that<br />
vertically links other spaces into a unified program. Such connection<br />
enhances interactions between activities happening on each floor<br />
of the mall. The circulation is designed to be sizable with a rhythmic<br />
presence and an absence that dynamically helps to distribute smaller<br />
activity areas via large pathways that grant access to other areas of<br />
the cluster of spaces. Additionally, the design puts great emphasis<br />
on the space’s efficient ventilation, which is achieved through<br />
arrangement of architectural elements such as laths, sun-filtering<br />
louvers, fans, etc. These compositions are presented in continual and<br />
complementing visuals through the physicality and orientation of<br />
the mall and its architectural program. The ceiling at the top floor contributes<br />
a great deal to the spaciousness of the entire circulation and<br />
program. In the meantime, the use of simple and natural materials<br />
from exposed concrete and wood to the omnipresent green spaces<br />
make the overall ambience of the project to be more relaxing. THE<br />
COMMONS is an ideal representation of the lifestyle and culture of<br />
the modern generation whose complexity of thought processes come<br />
with a humble and simple self-expression. It crosses over the dimensions<br />
of conventional commercial spaces we are familiar with through its<br />
spectacular physical presence and identity.<br />
ศูนย์การค้าเพื่อชุมชน(community mall) ตั้งอยู่บนถนนทองหล่อ 17<br />
ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ประสานเข้ากับวิถีการใช้ชีวิตของ<br />
คนรุ่นใหม่เพื่อเป็นที่ว่างส าหรับการทากิจกรรมเชิงชุมชนร่วมกัน โดย<br />
ทางเข้าอาคารนั้นถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับสเกลของเมืองด้วยการเกิดที่<br />
ว่างขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อไปยังที่ว่างทางตั้งอันส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์<br />
ระหว่างกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละชั้น รวมถึงการออกแบบการเว้นจังหวะ<br />
ทางสัญจรขนาดใหญ่เพื่อกระจายพื้นที่กิจกรรมขนาดย่อยๆ และเกิดเป็น<br />
การกระจายตัวของความมีชีวิตชีวาในโครงการไปตามทางสัญจรเหล่านั้น<br />
อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การออกแบบที่คานึงถึงการระบายอากาศที่ดี<br />
ผสมผสานกับการจัดวางองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม อาทิ ระแนง<br />
เกล็ดบังแดด และพัดลม ฯลฯ ตามลวดลายที่สอดประสานกันในทิศทาง<br />
ต่างๆ อย่างลงตัว บนเพดานชั้นบนสุด ส่งผลให้พื้นที่เพื่อการสัญจรโดย<br />
รวมของโครงการโปร่งสบาย อีกทั้งการเลือกวัสดุที่เรียบง่ายเป็นธรรมชาติ<br />
เช่น คอนกรีตเปลือย ไม้ พื้นที่สีเขียวขนาดย่อมๆ มาร้อยเรียง และสอด-<br />
ประสานกันทาให้พื้นที่ในโครงการดูผ่อนคลาย และเหมาะสมอย่างยิ่งที่<br />
จะเป็นตัวแทนของวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ที่มีระบบความ<br />
คิดที่ซับซ้อน แต่อ่อนน้อมเรียบง่ายในการแสดงตัว ในรูปแบบที่ก้าวข้าม<br />
มิติของพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วไปอย่างชัดเจนเกิดเป็นรูปธรรมอันน่าประทับใจ<br />
วารสารอาษา<br />
<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 77
CITATIOn AwArdS<br />
SInglE dETAChEd rESIdEnCE<br />
khOng hOuSE<br />
ArChITECT: ArSOM ArCh COMMunITY And EnVIrOnMEnT<br />
OwnEr: JArASrI SrIBAMrungkIET<br />
This project is a work of architecture conceptualized and materialized<br />
under a principle that highlights the importance of Thai context and<br />
identity. Integrated within the main intent and inspiration of the<br />
design are the traditions and value paid to respecting senior members<br />
of a family/house —‘Khong’ or ‘grandfather.’ What one can find within<br />
Khong House is an architectural language attentively employed for<br />
the project, an arrangement of vernacular compositions with a<br />
contemporary use of grammar, the reconfiguration of old wood that<br />
brings new meanings and, most importantly, a design that is perfectly<br />
suited to the climatic and geographical conditions of a tropical country<br />
such as Thailand. The ventilation is effectively optimized with an<br />
abundant amount of natural light. The area under the elevated floor of<br />
the house welcomes a consistent flow of natural wind, keeping the<br />
dwellers comfortable and cool. Khong House is a work of architecture<br />
designed with a great respect for nature, which is one of the most<br />
sustainable dimensions of a good architectural creation.<br />
สถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างขึ้นบนหลักของการให้ความส าคัญต่อบริบท<br />
ของไทยและเอกลักษณ์ของความเป็นไทย การนาขนบธรรมเนียมอันดีงาม<br />
ของไทยมาเป็นหลักในความตั้งใจและเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ<br />
บ้าน คือการเคารพในผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านซึ่งในที่นี้คือ‘อาก๋ง’ ภาษาของ<br />
สถาปัตยกรรมที่นามาใช้นั้นก็ถูกเลือกมาใช้ อย่างประณีตบรรจง การ<br />
เรียบเรียงองค์ประกอบไทยพื้นถิ่นด้วยไวยากรณ์ร่วมสมัย การนาเอาไม้<br />
เก่ามาเรียงร้อยให้เกิดคุณค่าใหม่ และที่สาคัญคือการออกแบบที่เข้ากับ<br />
ภูมิอากาศและภูมิประเทศของประเทศในเขตร้อนชื้นอย่าง ประเทศไทย<br />
ได้เป็นอย่างดี มีการระบายอากาศที่ดี มีแสงสว่างที่เพียงพอโดยเฉพาะ<br />
พื้นที่ใต้ถุนของบ้านที่มีกระแสลมธรรมชาติพัดผ่านให้ผู้อยู่อาศัยนั้นมี<br />
ความสบาย บ้านก๋งเป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบบนพื้นฐานของ การ<br />
เคารพในธรรมชาติ ซึ่งเป็นมิติที่ยั่งยืนมิติหนึ่งของการสร้างสถาปัตยกรรม<br />
hIghEr grOund<br />
ArChITECT: ArChITECT 49 hOuSE dESIgn<br />
OwnEr: ITTInAI YIngSIrI<br />
HIGHER GROUND Residence’s simplicity and serenity is<br />
reminiscent of the likes of contemporary Japanese architecture with<br />
a high construction standard. Its presence bears great contrast with<br />
the highly populated and chaotic context of Soi Intamara. The owner’s<br />
wish was to build a new house on the same piece of land where<br />
the house he grew up in and has special emotional connection with<br />
is located. The brief also includes the design of an architecture that<br />
tastefully flows along the changing tides of a globalized world where<br />
access to information is limitless, causing the space of critical architecture<br />
to explode in unexpected directions. With the owner’s vision<br />
and the ability of the design team and supporting collaborators from<br />
engineers to contractors, HIGHER GROUND is a perfect combination<br />
of architecture, landscape architecture, structural engineering and<br />
system work. With its own agenda, the house’s simplicity is rendered<br />
under powerful and simplistic architectural lines. The connection between<br />
the physicality of these architectural compositions and nature is<br />
brilliantly facilitated through a series of openings that embellish the<br />
surrounding natural beauty. Water, horizontal and vertical green spaces<br />
and the additional height added to the structure are utilized to combine<br />
the boundaries between the exterior and interior space. Collectively,<br />
they formulate a creation that exists beyond the norm, making<br />
HIGHER GROUND a new architectural solution of great uniqueness<br />
and a manifestation of the competency of Thai architects, landscape<br />
architects and engineers. What the house is able to achieve is its<br />
contribution to the surrounding context and new tendencies of<br />
architectural design in a modern urban context whose future remains<br />
to be seen.<br />
78 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา
บ้าน HIgHER gRouNd เป็นงานสถาปัตยกรรมที่เรียบสงบผสม<br />
กลิ่นอายของงานสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นร่วมสมัย มีมาตรฐานการ<br />
ก่อสร้างระดับสูง และขัดแย้งกับบริบทอันเป็นพื้นที่ในซอยแถวอินทามระ<br />
ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยที่หนาแน่นและวุ่นวายแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯโดย<br />
เจ้าของบ้านต้องการสร้างบ้านหลังใหม่ในที่ดินผืนเดียวกับบ้านหลังเก่าที่<br />
เจ้าของบ้านมีความผูกพันอยู่แต่เดิม ขณะเดียวกันก็ยังต้องการให้บ้าน<br />
HIgHER gRouNd เป็นงานสถาปัตยกรรมที่เลื่อนไหลไปอย่างมีรสนิยม<br />
ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกยุคโลกภิวัตน์ที่การเข้าถึง<br />
ของข่าวสารข้อมูลเป็นไปอย่างไร้ขีดจากัด ทาให้พื้นที่ของบริบทของงาน<br />
สถาปัตยกรรมเชิงปริทัศน์ได้ถูกระเบิดออกโดยไม่อาจคาดเดาทิศทางได้<br />
ทั้งนี้ ด้วยวิสัยทัศน์ของเจ้าของงาน ความสามารถของทีมออกแบบ และ<br />
ทีมสนับสนุนที่เป็นทั้งวิศวกรและผู้รับเหมา บ้าน HIgHER gRouNd จึง<br />
เป็นส่วนผสมที่ลงตัวในเชิงสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม วิศวกรรม<br />
โครงสร้าง และงานระบบ โดยมีระเบียบวาระเฉพาะตัว มีความงามที่<br />
เรียบง่ายภายใต้เส้นสายทางสถาปัตยกรรมที่เรียบสงบแต่ทรงพลัง มีการ<br />
เชื่อมต่อกับธรรมชาติที่แยบคายผ่านการตัดเฉือนช่องแสงที่ช่วยขับเน้น<br />
ความงามของธรรมชาติ รวมถึงการใช้น้า พื้นที่สีเขียวในแนวตั้งและนอน<br />
และการเพิ่มความสูงของชั้นอาคารให้มากกว่าอาคารพักอาศัยโดยทั่วไป<br />
เพื่อผสมผสานขอบเขตพื้นที่ภายในและภายนอกอาคารจนเกิดเป็นงาน<br />
สถาปัตยกรรมที่อยู่นอกเหนือปทัสถาน ทาให้บ้าน HIgHER gRouNd<br />
เป็นคาตอบใหม่ทางสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นประจักษ์<br />
พยานถึงความสามารถของสถาปนิก ภูมิสถาปนิก และวิศวกรไทย ทั้งยัง<br />
น่าจะเป็นผู้นาการเปลี่ยนแปลงอันสาคัญทั้งต่อบริบทรอบๆ ตัวบ้าน และ<br />
การออกแบบสถาปัตยกรรมในบริบทเมืองในยุคใหม่ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าดู<br />
กันต่อไป<br />
kA hOuSE<br />
ArChITECT: IdIn ArChITECTS<br />
OwnErS: wArAPhOrn BurAn<strong>ASA</strong>MrIT,<br />
krITSArAT CurAn<strong>ASA</strong>MrIT<br />
This small vacation house is located near the perimeter of<br />
Khao Yai National Park with a design that bespeaks the language of<br />
contemporary architecture through its interesting execution of architectural<br />
compositions. The house’s structural extension is achieved<br />
through its masterful use of steel and a concrete structure while the<br />
clash of natural materials and the more contemporary wood substitution<br />
are put together in a right and meaningful manner. The design of<br />
the sun-protection component in the form of lathed openings with an<br />
alternating triangular pattern aesthetically and functionally provides<br />
shade within the interior while creating an interesting perspective<br />
that plays upon the effects of light and shadow. The lengthwise<br />
orientation of the building efficiently facilitates natural ventilation. KA<br />
HOUSE offers the experience of ultimate comfort and relaxation that<br />
one can ask for from a vacation house.<br />
บ้านพักตากอากาศตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นบ้านเล็กๆ<br />
ที่มีการออกแบบด้วยภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัย มีลักษณะของการจัด-<br />
วางองค์ประกอบเชิงสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจการยื่นอาคารด้วยโครงสร้าง<br />
เหล็กและคอนกรีต การใช้วัสดุธรรมชาติประสานกับวัสดุร่วมสมัยอย่าง<br />
ไม้สังเคราะห์ได้อย่างสอดคล้อง ลงตัว และมีคุณค่า การออกแบบองค์-<br />
ประกอบการบังแดดด้วยหน้าต่างระแนงไม้ที่มีการวางไม้เฉียงสลับขึ้น<br />
และลงที่ทาหน้าที่เป็นส่วนบังเงาให้กับหน้าต่างกระจกภายใน ทาให้เกิด<br />
มุมมองและแสงเงาที่น่าสนใจ นอกจากนี้การวางอาคารเป็นแนวยาวช่วย<br />
ในการระบายอากาศธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เมื่อได้เข้าไปอยู่ในบ้าน KA<br />
หลังนี้จะพบกับความสบายสมกับการเป็นบ้านสาหรับการพักผ่อนตาก<br />
อากาศเป็นอย่างยิ่ง<br />
วารสารอาษา<br />
<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 79
CITATIOn AwArdS<br />
COMMErCIAl And OffICE BuIldIng<br />
glASShOuSE @ SIAM SIndhOrn<br />
ArChITECT: OffICE AT<br />
OwnEr: SIAM SInThOrn<br />
The extension of the original Siam Sinthorn Building on Wireless<br />
Road houses spaces for restaurants, cafés and a cigar bar. Realized<br />
with the language of contemporary architectural design, one of the<br />
project’s distinctive elements is the overarching ceiling of the expansive<br />
roof structure that is constructed from a network of straight and<br />
curvy lines. Consequentially formed are the project’s outstanding and<br />
unique physical attributes. Such composition, when combined with<br />
the size of the building, arrangement of the program and activities as<br />
well as the cleverly descending scale of other elements, add wonderful<br />
livelihood to the area.<br />
ส่วนต่อขยายของอาคารสยามสินธรเดิม สร้างขึ้นริมถนนวิทยุ<br />
ประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านสาหรับสูบซิการ์สถาปัตยกรรม<br />
ถูกออกแบบด้วยภาษาร่วมสมัย โดยมีลักษณะเด่นคือในส่วนเพดานของ<br />
โครงหลังคาใหญ่ที่ปกคลุมอาคารนั้น มีการใช้องค์ประกอบเส้นตรงและ<br />
เส้นโค้งต่อเนื่องกันเพื่อสร้างให้เกิดรูปลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น<br />
ของโครงการ ซึ่งเมื่อประกอบกับขนาดของตัวอาคาร การจัดวางกิจกรรม<br />
และสเกลขององค์ประกอบอื่นๆ ที่ลดหลั่นกันอย่างมีชั้นเชิงช่วยสร้าง<br />
ความมีชีวิตชีวาให้กับถนนวิทยุเป็นอย่างมาก<br />
PTTEP-S1 OffICE (ThE BuIldIng COMMEMOrATIng<br />
ThE 30Th YEAr Of SIrIkIT OIl fIEld)<br />
ArChITECT: OffICE AT<br />
OwnEr: PTTEP SIAM<br />
This office building of PTT Public Company Limited was constructed<br />
to function as a new workspace with the intention being to improve<br />
the quality of life of every employee and user. The architecture’s<br />
orientation has a courtyard at its center. This particular court grants<br />
all the workspaces in the building access to the green element and<br />
natural light. The architect designed the courtyard to create a continual<br />
incline from the second floor to the ground floor of the building<br />
in order to maximize the quality of the space and efficiency of its<br />
functionality. In addition, more emphasis is placed on the prevention<br />
of sunlight and heat from coming into the building through the use of<br />
a vertical alignment of louvers whose sizes and angles are carefully<br />
calculated according to the sun’s direction.<br />
อาคารสานักงานของบริษัท ปตท. จากัด (มหาชน) สร้างขึ้นเพื่อใช้<br />
เป็นสานักงาน โดยมีความตั้งใจที่จะเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่<br />
พนักงานและผู้ใช้อาคารทุกคน สถาปัตยกรรมถูกจัดวางในลักษณะที่<br />
เรียกว่าอาคารล้อมลาน (courtyard) ซึ่งลานแห่งนี้ช่วยให้ที่ท างานในทุก<br />
ส่วนได้สัมผัสกับสีเขียวและแสงธรรมชาติอีกทั้งยังได้ออกแบบให้ส่วน<br />
ลานนี้เอียงลาดต่อเนื่องจากชั้นที่สองลงมาถึงชั้นล่างเพื่อเพิ่มคุณภาพของ<br />
ที่ว่างและการใช้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการให้<br />
ความสาคัญกับการป้องกันแสงอาทิตย์ตรงที่จะน าความร้อนเข้าสู่อาคาร<br />
โดยการใช้เกล็ดบังเงาตามตั้งที่มีขนาดและองศาตามการค านวณวิถีของ<br />
แสงอาทิตย์อีกด้วย<br />
80 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา
ChOuI fOng TEA CAfE<br />
ArChITECT: IdIn ArChITECTS<br />
OwnEr: ChAnYA wAnAPITAkul<br />
Located on a small hill, this cluster of buildings in Chiang Rai is<br />
known for its business of selling tea, bakery goods and souvenirs.<br />
The spacious area is light and airy with a relaxing vibe that offers a<br />
front row seat to the spectacular view of the tea field. The architecture<br />
designed for the project is simple, straightforward and predominated<br />
by an open space. Equally important as the architectural form<br />
is the collaborative conceptualization process where the owner and<br />
architect shared ideas and support in the creation of a work that not<br />
only serves the intended functionalities but also has great sentimental<br />
value for the owner, contractor and architect. CHOUI FONG TEA CAFE<br />
is an admirable example of an architectural creation whose process<br />
of conception took place hand in hand with the happiness of everyone<br />
involved.<br />
อาคารร้านขายชา ขนม และของที่ระลึกในไร่ชา จังหวัดเชียงราย<br />
กลุ่มอาคารนี้ตั้งบนยอดเนินและเป็นอาคารที่ออกแบบให้มีลักษณะโดย<br />
รวมโปร่งโล่ง ผ่อนคลาย สามารถนั่งชมทัศนียภาพอันสวยงามของไร่ชา<br />
ได้อย่างชัดเจน รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เลือกมาใช้นั้นเรียบง่าย ตรงไป<br />
ตรงมา เปิดโล่ง นอกจากรูปแบบเชิงสถาปัตยกรรมแล้ว สิ่งที่ถือว่าเป็น<br />
ปัจจัยที่สาคัญสาหรับโครงการนี้ก็คือ การที่สถาปนิกกับเจ้าของได้มี<br />
การร่วมกันคิดแบ่งปันกัน ให้กาลังใจซึ่งกันและกันในการร่วมกันสร้าง<br />
สถาปัตยกรรมที่ตอบสนองไม่เฉพาะการใช้งาน แต่มีคุณค่าในเชิงจิตใจ<br />
สาหรับทั้งตัวเจ้าของ ผู้รับเหมาและสถาปนิกเองด้วย ซึ่งสิ่งนี้ถือได้ว่า<br />
เป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งของการสร้างงานสถาปัตยกรรมที่มี<br />
กระบวนการที่สร้างความสุขของผู้เกี่ยวข้องด้วย<br />
blend in with the physical context of the urban ‘forest.’ The contemporary<br />
architectural language further brings the use of materials such<br />
as concrete, steel and glass. With the circulation inside the project<br />
being one of the priorities of the design, the architect located the<br />
entry and exit to be at different angles, allowing for the perception<br />
of the space to be more dimensional, interestingly transitioning from<br />
one to the other.<br />
อาคารพาณิชย์เพื่อเช่าสาหรับใช้เป็นพื้นที่ทางานร่วมเชิงแบ่งปัน<br />
(co-working space) ที่ถูกออกแบบและก่อสร้างให้เข้ากับบริบทเดิม คือ<br />
ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ในที่ดินที่ได้รับการปกป้องจากการก่อสร้างภายใต้ค าปรึกษา<br />
ของนักพฤกษศาสตร์ การจัดวางห้องทางานต่างๆ ในลักษณะกระจายตัว<br />
ลงบนที่ดิน เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติ ‘ในป่า’ มีการใช้<br />
ภาษาทางสถาปัตยกรรมร่วมสมัย คอนกรีต เหล็ก และกระจก ทางสัญจร<br />
ภายในโครงการก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ถูกให้ความส าคัญ การสัญจร<br />
ที่ผ่านเข้าออกจากที่ว่างในมุมองศาที่แตกต่างกันนั้นทาให้เกิดมิติการ<br />
มองเห็นที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ว่างหนึ่งไปสู่อีกที่ว่างหนึ่งอย่างน่าสนใจ<br />
nAIIPA ArT COMPlEx<br />
ArChITECT: STu/d/O ArChITECTS<br />
OwnEr: g’rIS 46<br />
This commercial building with co-working spaces for rent is<br />
designed and constructed to best suit its original surroundings.<br />
The big trees growing on the land are protected from construction<br />
where proper consultation from a botanist was provided. The space<br />
is allocated horizontally in order for the built structures to naturally<br />
วารสารอาษา<br />
<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 81
CITATIOn AwArdS<br />
hOTEl, rESOrT And rECrEATIOnAl<br />
BuIldIng<br />
IndIgO BAngkOk hOTEl<br />
ArChITECT: ArChITECTS 49<br />
OwnEr: PIYASOMBAT PrOPErTY<br />
The concept of this urban hotel integrates stories of Wireless<br />
Road as parts of the architectural design and interior decoration<br />
where every room impressively brings out the potential of Bangkok’s<br />
cityscape. One of the most distinctive features is the massive void<br />
between buildings that houses a beautiful green space and introduces<br />
natural light and ventilation into the entire interior program. The recreational<br />
area is located at the top floor of the hotel with a fitness and<br />
pool overlooking an exclusive view of the city’s expansive skyline.<br />
โรงแรมในเมืองที่มีแนวคิดการนาเอาเรื่องราวของถนนวิทยุมาผูกโยง<br />
เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายใน<br />
ห้องพักในทุกๆ ห้องมีการใช้ศักยภาพในการชมทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ<br />
อย่างน่าประทับใจ โดยมีลักษณะเด่นคือ การเจาะช่องโล่งระหว่างอาคาร<br />
เพื่อปลูกต้นไม้และเป็นการนาแสงธรรมชาติเข้ามา อีกทั้งยังช่วยทาให้<br />
เกิดการระบายอากาศที่ดีแก่พื้นที่ว่างภายในอาคาร ส่วนสันทนาการถูก<br />
จัดวางให้อยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารประกอบด้วยส่วนสระว่ายน้ าและ<br />
ส่วนออกกาลังกาย ซึ่งในส่วนสระว่ายน้านี้สามารถเห็นทัศนียภาพของ<br />
กรุงเทพฯ ได้โดยรอบ สร้างประสบการณ์ที่หาได้ยาก<br />
ThE TuBkAAk krABI BOuTIquE rESOrT (SECOnd PhASE)<br />
ArChITECT: ArChITECTS 49<br />
OwnEr: ThE TuBkAAk krABI BOuTIquE rESOrT<br />
The addition of The Tubkaak Krabi Boutique Resort is comprised<br />
of new rooms and a wooden conical pavilion of the hotel’s therapeutic<br />
spa. Using the same architectural language as the first phase of the<br />
hotel where ceramic tiles are among the distinctive elements, the<br />
second phase welcomes the cocoon-shaped structure of the spa where<br />
the space is embraced to provide a private and relaxing experience<br />
for its guests. The floor plan scatters the rooms in an open area with<br />
the landscape architecture of a lush and succulent rain forest linking<br />
all the units together.<br />
ส่วนต่อขยายของรีสอร์ทพักตากอากาศทับแขก ซึ่งประกอบไปด้วย<br />
ห้องพักใหม่และส่วนกระโจมไม้ของห้องสปาบ าบัด ภาษาทางสถาปัตยกรรม<br />
เป็นภาษาเดียวกันกับอาคารในส่วนแรกคือเป็นหลังคามุงด้วยกระเบื้อง<br />
ดินเผา โดยมีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากอาคารในส่วนแรกก็คือ ส่วนของ<br />
สปา ที่มีลักษณะอาคารคล้ายกับรังไหม ที่เปรียบเสมือนการห่อหุ้มที่ว่าง<br />
กระชับตัวสาหรับการผ่อนคลายจากการนวดสปา การจัดวางผังบริเวณมี<br />
การจัดวางแบบกระจายตัว มีความโปร่งและเชื่อมถึงกันด้วยภูมิสถาปัตย-<br />
กรรมที่สะท้อนถึงความเป็นป่าฝนที่เขียวชอุ่มและชุ่มฉ่ า<br />
82 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา
CITATIOn AwArdS<br />
InSTITuTIOnAl BuIldIng, ArT And<br />
CulTurAl BuIldIng, rElIgIOuS<br />
BuIldIng<br />
MAhIdOl lEArnIng CEnTEr<br />
ArChITECT: ArSOM ArCh COMMunITY And EnVIrOnMEnT<br />
OwnEr: MAhIdOl unIVErSITY<br />
The Learning Center is conceived under the concept and Mahidol<br />
University’s intention to improve the quality of life of its students and<br />
personnel with a proper and safe public space that can accommodate<br />
different activities. The center is also intended to be a spiritual center,<br />
representing the connection between the students, alumni and the<br />
institution that educates them. This built structure is derived from its<br />
surrounding contexts and factors with the orientation that rests along<br />
the new axis of the campus’s new master plan and architectural<br />
content, and functions as the link between the university dorm and<br />
other classroom buildings. The elevated ground floor becomes the<br />
main circulation for users who come and go from different directions<br />
while maximizing the ventilation capacity. The materials chosen for<br />
the building are mostly natural and easy to maintain such as steel,<br />
bricks and concrete.<br />
lIMA duVA<br />
ArChITECT: IdIn ArChITECTS<br />
OwnErS: SuPIChAYA ChAIMuEnwOng,<br />
TErMPhAn YOOwITTAYA<br />
The design of the new phase of this island getaway on Koh<br />
Samed, Thailand, is contemporary in its architectural language.<br />
An interesting dimension is created via the slightly shifting wall of<br />
the opening that grants both privacy and a nice view to each room.<br />
Architecturally speaking, the design is derived from the main intention<br />
to create a resort that offers a sense of privacy and relaxation for<br />
couples. The spaces are realized to fulfill the requirement with such<br />
a perfect and meticulous manner. Physically linked with the large<br />
communal pool are small private pools for the poolside units on the<br />
ground floor, offering guests great seclusion. The design’s attention to<br />
details can also be seen from other compositions of the hotel<br />
such as the large glass openings that can be cleaned from the inside<br />
of the building.<br />
อาคารศูนย์การเรียนรู้มหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา แห่งนี้ เป็นอาคาร<br />
ที่สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดและความตั้งใจของทางมหาวิทยาลัยที่ต้องการ<br />
เสริมสร้างคุณภาพชีวิตของนิสิตทุกคนในมหาวิทยาลัยให้มีสถานที่ที่<br />
เหมาะสมปลอดภัยสาหรับทากิจกรรมร่วมกัน อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวม<br />
จิตใจของนิสิตให้มีความผูกพันกับสถาบันยามเมื่อจากไปเติบโตในสังคม<br />
โดยอาคารได้ถูกจัดวางให้อยู่ในแนวแกนใหม่ของมหาวิทยาลัยและเป็น<br />
ทางเชื่อมระหว่าง หอพักของนิสิตไปสู่ส่วนอาคารเรียนต่างๆ สถาปัตย-<br />
กรรมแห่งนี้ได้ถูกออกแบบตามบริบทและปัจจัยที่กล่าวมาอย่างเหมาะสม<br />
มีการยกใต้ถุนสูงเพื่อให้เป็นทางสัญจรหลักของนิสิตจากหลากหลาย<br />
ทิศทาง รวมถึงช่วยในเรื่องการระบายอากาศที่ดีอีกด้วย วัสดุต่างๆ ที่<br />
เลือกใช้เป็นวัสดุธรรมชาติที่ดูแลรักษาง่ายเช่น เหล็กอิฐ คอนกรีต เป็นต้น<br />
ส่วนต่อขยายของรีสอร์ทพักตากอากาศบนเกาะเสม็ด มีลักษณะ<br />
การใช้ภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัย โดยในส่วนของช่องเปิดนั้นมีการ<br />
ออกแบบโดยการเอียงผนังเข้าสู่ภายในเล็กน้อยเพื่อสร้างให้เกิดมิติที่<br />
น่าสนใจในเชิงสถาปัตยกรรม การออกแบบสถาปัตยกรรมแห่งนี้มีความ<br />
ตั้งใจหลักคือ การสร้างรีสอร์ทพักผ่อนที่มีความเป็นส่วนตัวส าหรับคู่รัก<br />
ซึ่งที่ว่างที่สร้างขึ้นนั้นก็ตอบสนองความตั้งใจนี้ได้อย่างลงตัวและพิถีพิถัน<br />
อาทิ ส่วนสระว่ายน้าส่วนตัวเล็กๆ ที่ต่อเชื่อมมาจากสระว่ายน้าใหญ่ที่<br />
ตอบสนองความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าพักได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ยังมี<br />
การให้ความสนใจในรายละเอียดทางการใช้งาน อาทิ การเช็ดกระจกผืน<br />
ใหญ่จากภายในอาคาร เป็นต้น<br />
วารสารอาษา<br />
<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 83
CITATIOn AwArdS<br />
SPECIAl BuIldIng<br />
METrO fOrEST<br />
ArChITECT: SPACETIME ArChITECTurE<br />
OwnEr: fOrESTrY InSTITuTE, PTT PuBlIC<br />
The idea behind Metro Forest project is based on a good<br />
intention to offer urban dwellers access to an urban forest of luscious<br />
greenery and plants. Architectural design is brought in as a complementing<br />
element of the landscape architecture. The noticeable<br />
element of the program is the large passageway constructed using<br />
rammed earth that leads users to the main exhibition hall before the<br />
structure is immersed seamlessly into the landscape.<br />
โครงการป่าในกรุงเป็นโครงการที่อยู่บนความตั้งใจดีที่จะเปิดโอกาส<br />
ให้คนเมืองได้สัมผัสกับสวนป่าไม้นานาพันธุ์โดยมีการออกแบบสถาปัตย-<br />
กรรมให้สอดคล้องเป็นส่วนหนึ่งของงานภูมิสถาปัตยกรรมสถาปัตยกรรม<br />
แห่งนี้มีองค์ประกอบที่โดดเด่นคือ ทางเดินโค้งที่โอบล้อมด้วยผนังสูงที่<br />
สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่นาเอาวัสดุธรรมชาติของพื้นโลก อาทิ ดินหรือ<br />
หินมาก่อสร้างที่เรียกว่า เทคโนโลยีดินอัด (Rammed-Earth) มาใช้ ซึ่ง<br />
ทางเดินนี้นาไปสู่ส่วนนิทรรศการหลักและสามารถคลี่คลายต่อเนื่องไปกับ<br />
ส่วนภูมิสถาปัตยกรรมได้อย่างกลมกลืน<br />
84 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา
ThE flOw<br />
ArChITECT: dEPArTMEnT Of ArChITECTurE<br />
OwnEr: SAnSuk MunICIPAlITY (COMMISSIOnEd BY SIAM<br />
CEMEnT PuBlIC COMPAnY lIMITEd)<br />
Designed and constructed for recreational purpose, this pavilion<br />
with a light and airy structure is interesting for many reasons, one<br />
being the translucent materials used for the roof and the totally open<br />
space that welcomes users to sit, lie down, rest and lean on it with<br />
the amazing view of Bangsean Beach before their eyes. The high<br />
ceiling creates a space that embraces the flow of the natural wind<br />
while granting visual and physical access to the beach and sea without<br />
any obstructions.<br />
ThE lABYrInTh<br />
ArChITECT: SuPEr MAChInE<br />
OwnEr: SAnSuk MunICIPAlITY (COMMISSIOnEd BY SIAM<br />
CEMEnT PuBlIC COMPAnY lIMITEd)<br />
A playground for kids and adults is the concept behind the<br />
making of THE LABYRINTH. Walkways are designed to accommodate<br />
all movements as one can walk up, down, across, go under and<br />
basically enjoy the continuity of space, exercising their imagination<br />
and creativity with no definite beginning or ending. Standing out with<br />
its sculptural and almost art-like physicality and super vibrant color,<br />
THE LABYRINTH brings incredibly vivacious energy to its users and<br />
surroundings.<br />
ศาลาพักผ่อนที่มีโครงสร้างที่บางเบาและการใช้วัสดุหลังคาโปร่งแสง<br />
ร่วมสมัยที่น่าสนใจ ศาลาแห่งนี้ถูก ออกแบบให้มีความโปร่ง สบาย<br />
สามารถนั่ง นอน เอน พิง พัก เพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของทะเล<br />
บางแสน การออกแบบโดยการยกหลังคาขึ้นสูง นั้นทาให้เกิดกระแสลม<br />
ผ่านเข้าสู่ศาลาอย่างสบาย อีกทั้งยังทาให้ความต่อเนื่องทางสายตาจาก<br />
ลานกิจกรรมของคนสู่หาดทรายของทะเลบางแสนไม่ได้ถูกบดบังอีกด้วย<br />
สนามเด็กเล่นที่ผู้ใหญ่ก็สามารถเล่นได้อย่างสนุกสนาน ทางเดินที่<br />
ถูกออกแบบให้ ขึ้น ลง ข้าม ลอด ต่อเนื่อง เชื่อมโยง และสร้างสรรค์<br />
อย่างไม่มีจุดเริ่มและจุดจบเป็นพลวัตต่อเนื่อง ทาให้เขาวงกตแห่งนี้เป็น<br />
สถาปัตยกรรมที่ตั้งโดดเด่นด้วย รูปลักษณะทางกายภาพที่เปรียบเสมือน<br />
งานศิลปะชิ้นหนึ่ง รวมถึงการให้สีสันที่มีความสดใสทาให้เกิดความร่าเริง<br />
แก่ผู้คนที่ได้ไปสัมผัส รวมถึงสร้างชีวิตชีวาให้แก่สถานที่ตั้งและบริเวณ<br />
โดยรอบได้อย่างน่าประทับใจ<br />
วารสารอาษา<br />
<strong>ASA</strong> COMMITTEE AsA 85
CITATIOn AwArdS<br />
rEnOVATIOn<br />
BAAn luAng rAJAMAITrI hISTOrIC Inn<br />
ArChITECT: ArSOM ArCh COMMunITY And EnVIrOnMEnT<br />
OwnEr: ChAnThABOOn rAk dEE<br />
This residence has long possessed incredible architectural values<br />
and a significant presence in the local community. The renovation is,<br />
therefore, the revitalization of an old work of architecture that brings<br />
new life within the geographical and cultural context of Chantaburi<br />
province. The use of the architectural language holds the building’s<br />
original structure and aesthetic details in high regard and can be seen<br />
through the use of steel and wood, which is physically related to the<br />
house’s initial aesthetic attributes. The project upholds the values and<br />
virtues of architectural preservation while adding the new changes<br />
and functionalities of a hotel. What Baan Luang Rajamaitri Historic<br />
Inn has achieved is success in preserving the architecture’s historical<br />
and aesthetic values, which take place alongside its ability to remain<br />
self-sufficient via the renting of its rooms and contributions to the<br />
revival of the local community.<br />
บ้านหลวงเดิมเป็นบ้านที่มีคุณค่าทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและการเป็น<br />
องค์ประกอบของชุมชนมายาวนาน การปรับปรุงบ้านหลวงขึ้นใหม่นี้เป็น<br />
การฟื้นฟูสถาปัตยกรรมเก่าอันทรงคุณค่าให้กลับมีชีวิตขึ้นใหม่ภายใต้<br />
บริบทใหม่ของเมืองจันทบุรี การเลือกใช้ภาษาทางสถาปัตยกรรมที่เคารพ<br />
และกลมกลืนกับรูปแบบเดิมของตัวสถาปัตยกรรม การใช้เหล็ก ไม้ ที่<br />
สอดคล้องกับบริบททางสถาปัตยกรรมเดิม โดยเป็นทั้งการอนุรักษ์ศิลป<br />
สถาปัตยกรรมและการปรับเปลี่ยนการใช้งานใหม่ด้วยการเป็นห้องพัก<br />
ถือได้ว่าประสบความสาเร็จทั้งในเชิงรักษารูปแบบทางสถาปัตยกรรม<br />
การสร้างความยั่งยืนจากการมีรายได้จากค่าเช่า และการฟื้นคืนชีวิตให้<br />
กับชุมชน<br />
SIrI hOuSE<br />
ArChITECT: IdIn ArChITECTS<br />
OwnEr: SurEE SIrIwAJJAnAngkul<br />
SIRI HOUSE is essentially a renovation of a two-unit shophouse<br />
in the Surawong neighborhood. With the users being a big family of<br />
six (parents and four siblings), all the members are given their own<br />
personal living spaces. Each unit of the house is allocated using an<br />
algorithm method realized from a highly systematic thought process.<br />
The forms are rationalized to be intentionally complicated, repeated<br />
and unrepeated, creating interesting and unique experiences of<br />
space and time. SIRI HOUSE is one of the many projects where<br />
functionality of space is maximized on a very small piece of land<br />
(80 square meters). The solution to such limitation is the design and<br />
arrangement of spaces to provide enough functionality to every user<br />
including the effective incorporation of natural light and ventilation.<br />
บ้าน SIRI เป็นบ้านที่ถูกปรับปรุงขึ้นจากอาคารพาณิชย์เก่า 2 คูหา<br />
ในย่านสุรวงศ์ เป็นบ้านที่ออกแบบสาหรับครอบครัวที่มีคุณพ่อและพี่น้อง<br />
อยู่ร่วมกัน โดยที่แต่ละคนจะมีพื้นที่ส่วนตัวส าหรับการอยู่อาศัยที่เป็นของ<br />
ตัวเองอย่างเป็นเอกเทศ แต่ละหน่วยของการอยู่อาศัยนั้นถูกจัดวางด้วย<br />
ขั้นตอนวิธี (algorithm) ที่มีกระบวนการในการเรียบเรียงความคิดเป็น<br />
ขั้นๆ บนตรรกะของรูปทรงที่มีความซับซ้อน มีการเวียนซ้าและไม่ซ้า<br />
รอยเดิม ทาให้เกิดประสบการณ์ของที่ว่างและเวลาที่น่าสนใจ ไม่จาเจ<br />
นอกจากนั้น บ้าน SIRI ยังเป็นบ้านที่มีการจัดสรรพื้นที่ได้อย่างประหยัด<br />
บนพื้นที่ดิน เพียงประมาณ 20 ตารางวาเท่านั้น การแก้ปัญหาด้วย<br />
วิธีการออกแบบและเรียบเรียงที่ว่างในกรณีนี้ท าให้เกิดที่ว่างที่เพียงพอ<br />
สาหรับการใช้งานของทุกคนในครอบครัว รวมถึงการมีแสงธรรมชาติและ<br />
มีการระบายอากาศที่ดีตามสมควร<br />
86 AsA <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา
WOLF D. PRIX<br />
COOP HIMMELB(L)AU<br />
LECTURE<br />
© Photography: Shu He
This Saturday August 20 th , 2016, the Association of<br />
Siamese Architects under Royal Patronage is proud to<br />
present a lecture by Wolf D. Prix, a world renowned<br />
architect. The Lecture will take place at Siam Society<br />
under Royal Patronage.<br />
Wolf D. Prix, born in 1942 in Vienna, is co-founder,<br />
Design Principal and CEO of COOP HIMMELB(L)AU.<br />
He studied architecture at the Vienna University<br />
of Technology, the Architectural Association of<br />
London as well as at the Southern California Institute<br />
of Architecture (SCI-Arc) in Los Angeles.<br />
Amongst others, Wolf D. Prix is a member of the<br />
Österreichische Bundeskammer der Architekten<br />
und Ingenieurkonsulenten, the Bund Deutscher<br />
Architekten, Germany (BDA), the Royal Institute of<br />
British Architects (RIBA), the Architectural Association<br />
Santa Clara, Cuba, as well as Fellow of the<br />
American Institute of Architecture (FAIA). Wolf D.<br />
Prix received numerous awards including the Great<br />
Austrian State Award and the Austrian Decoration of<br />
Honor for Science and Art. He is permanent member<br />
of the Austrian Art Senate and the European<br />
Academy of Sciences and Arts. Two Universities have<br />
conferred him the Doctorate Honoris Causa: The<br />
Universidad de Palermo, Buenos Aires, Argentina<br />
(2001) and the “Ion Mincu” University of Architecture<br />
and Urbanism, Bucharest, Romania (2014).<br />
© Duccio Malagamba<br />
© Duccio Malagamba<br />
ในวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคมนี้ สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์<br />
จะจัดกิจกรรมการบรรยาย โดยสถาปนิกที่มีชื่อเสียงระดับโลก Wolf<br />
D. Prix<br />
Prix เกิดที่เวียนนาในปี 1942 เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ผู้อานวยการ<br />
การออกแบบ และพาร์ตเนอร์ของ COOP HIMMELB(L)AU เขาจบ<br />
การศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจาก Vienna University of Technology<br />
ในเวียนนา Architectural Association ในลอนดอน และ Southern<br />
California Institute of Architecture (SCI-Arc) ในลอสแองเจลิส<br />
Wolf D. Prix เป็นสมาชิกของ Österreichische Bundeskammer<br />
der Architekten und Ingenieurkonsulenten, Bund Deutscher<br />
Architekten (BDA), Royal Institute of British Architects (RIBA),<br />
Architectural Association Santa Clara และ Fellow of the American<br />
Institute of Architecture (FAIA) ได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆ<br />
มากมาย เช่น รางวัล Great Austrian State Award และ Austrian<br />
Decoration of Honor for Science and Art นอกเหนือจากนั้น Prix<br />
ยังเป็นสมาชิกถาวรของ Austrian Art Senate and the European<br />
Academy of Sciences and Arts โดยได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์<br />
จาก The Universidad de Palermo ในบัวโนสไอเรส ประเทศ<br />
อาร์เจนตินา และจาก “Ion Mincu” University of Architecture and<br />
Urbanism ในบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย<br />
Wolf D. Prix ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสถาปนิกผู้บุกเบิกงาน<br />
สถาปัตยกรรมแนว Deconstructivist โดย COOP HIMMELB(L)AU<br />
เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากนิทรรศการชื่อ “Deconstructivist Architecture”<br />
ในปี 1988 ที่จัดขึ้นที่ MoMA ในนิวยอร์ก และตลอดระยะเวลา<br />
หลายปีที่ผ่านมา Wolf D. Prix และ COOP HIMMELB(L)AU ก็ยังคง<br />
ได้รับรางวัลทางด้านสถาปัตยกรรมระดับนานาชาติอีกมากมายหลาย<br />
รางวัลด้วยกัน<br />
สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมการบรรยายใน<br />
ครั้งนี้ได้ที่ www.asa.or.th<br />
Wolf D. Prix is counted among the originators of<br />
the deconstructivist architecture movement. COOP<br />
HIMMELB(L)AU had its international breakthrough<br />
with the invitation to the exhibition “Deconstructivist<br />
Architecture” at MoMA New York in 1988. Over<br />
the years Wolf D. Prix / COOP HIMMELB(L)AU was<br />
awarded with numerous international architecture<br />
awards.<br />
For more information about the lecture, please visit<br />
www.asa.or.th
CONVERSATION<br />
TEXT<br />
<strong>ASA</strong> Team<br />
PHOTO<br />
Worarat Patumnakul<br />
LACATON &<br />
VASSAL<br />
ARCHITECTES
อยากจะขอย้อนเวลากลับไปสักหน่อย อะไรที่ดึงดูดคุณให้<br />
เข้ามาสู่วงการสถาปัตยกรรม คุณได้พบเจอกับบางสิ่งบางอย่าง<br />
ที่พิเศษจนทาให้คุณอยากจะมาเป็นสถาปนิกหรือเปล่า?<br />
Anne Lacaton: ฉันคิดว่ามันเกิดขึ้นหลังจากที่ฉันเรียนจบจาก<br />
โรงเรียน ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าจะทาอะไรดีและตอนที่อยู่โรงเรียนพวกเขาก็<br />
พยายามผลักดันให้ฉันเป็นวิศวกร แต่สัญชาตญาณของฉันรู้สึกว่ามัน<br />
เป็นอะไรที่ไม่ยืดหยุ่นเอาซะเลย ในตอนนั้นคณะสถาปัตยกรรมก็เป็น<br />
คณะใหม่และมันก็น่าตื่นเต้นดี ถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้แน่ชัดว่าลักษณะงาน<br />
มันเป็นอย่างไร แต่ฉันก็สนใจเข้าไปแล้ว<br />
แล้วคุณล่ะ?<br />
Jean-Philippe Vassal: บางทีมันคงเป็นเรื่องของจิตใต้สานึกมั้ง<br />
มันอาจจะเป็นเพราะผมเกิดในคาซาบลังก้าซึ่งเป็นเมืองสมัยใหม่และมี<br />
สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่สวยงามจริงๆ และสถาปัตยกรรมในยุค 30<br />
และ 50 บางทีอาจเป็นเพราะความสวยงามของสถานที่ก็เลยทาให้ผมมี<br />
ความสนใจในงานสถาปัตยกรรม<br />
แล้วคุณมาทาออฟฟิศร่วมกันได้อย่างไร?<br />
JPV: อันที่จริงเรารวมตัวทางานร่วมกันตั้งแต่สมัยเรียนแล้วล่ะ เรา<br />
เรียนที่เดียวกันในบอร์โด และเราก็มักจะทาโปรเจ็คต์เดียวกัน ผมคิดว่า<br />
คณะสถาปัตย์เป็นอะไรที่น่าสนใจเพราะมักจะมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน<br />
ไปจากสิ่งที่เราเคยเรียนมา และมันเปิดกว้างมากกว่าเนื่องจากมันเกี่ยวข้อง<br />
กับงานศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ และอีกมากมาย<br />
และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะศึกษา และอีกอย่างก็คือการที่<br />
เรามีโอกาสได้ทางานเป็นกลุ่มก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและเราก็สามารถที่<br />
จะส่งเสริมกันและกันตอนที่เราได้ทางานร่วมกัน<br />
AL: ตอนที่คุณไปเยี่ยมชมคณะสถาปัตย์ มันก็มักจะแตกต่างจากคณะ<br />
อื่นๆ ในแง่ที่ว่าคุณจะเห็นนักศึกษากาลังวาดภาพ หรือทาโมเดล หรือ<br />
แค่พูดคุยกันอย่างที่คุณไม่สามารถเห็นได้ที่คณะอื่นๆ ตอนที่คุณเป็น<br />
เด็กมันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและคุณก็คิดว่าพวกเขากาลังทาอะไรอยู่นะ<br />
แต่มันก็คงจะเป็นช่วงเวลาของการมองโลกในแง่ดี เพราะว่าเราเรียนใน<br />
ฝรั่งเศสช่วงหลังการปฏิวัติในยุค 60 เป็นช่วงที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง<br />
ไปหมด ตอนที่เรามาถึง เป็นช่วงที่นักศึกษาจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะ<br />
ทาอะไรแล้วอาจารย์จะเป็นคนมาหาเรา เราไม่ได้เป็นคนไปหาพวกเขา<br />
ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ<br />
คุณคิดว่าวิธีการทางานของคุณที่แตกต่างในวันนี้เป็นเพราะ<br />
คุณมีโอกาสได้ศึกษาในช่วงเวลานั้นหรือเปล่า?<br />
AL: แน่นอน เพราะเท่าที่ฉันจาได้เราไม่มีความกดดันมากเหมือน<br />
เดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้เวลาคุณมีโปรเจ็คต์กับนักศึกษา ดูเหมือนพวกเขาจะ<br />
ไม่ได้อยู่กับตรงนี้ นั่นเป็นเพราะเขามีอะไรต่อมิอะไรให้ทามากมายแล้ว<br />
มันก็เหมือนกับถูกแยกส่วน พวกเขาไม่ค่อยจะมีเวลาที่จะได้คิดเกี่ยวกับ<br />
สถาปัตยกรรม และเท่าที่ฉันจาได้เราไม่มีวิชาอะไรมากมายแบบนี้ เรา<br />
จะทางานกับโปรเจ็คต์ซะมากกว่า<br />
LET’S GET ON THE TIME MACHINE A BIT – WHAT ACTUALLY<br />
DREW YOU TO ARCHITECTURE? DID YOU ENCOUNTER SOME-<br />
THING SPECIAL THAT MADE YOU WANT TO BECOME<br />
AN ARCHITECT?<br />
ANNE LACATON: I think it happened after my studies. I didn’t know<br />
exactly what to do and at school they wanted to push me to become<br />
an engineer but intuitively I found it too rigid. At that time, the School<br />
of Architecture was a new school and it was exciting. Even though I<br />
didn’t know exactly what this job was, I was immediately interested.<br />
AND YOU?<br />
JEAN-PHILIPPE VASSAL: Perhaps it was unconscious. There is the<br />
fact that I was born in Casablanca which is a really beautiful city of<br />
modern and contemporary architecture, and architecture of the 30s<br />
and 50s. Perhaps because the spaces were beautiful, that was a part<br />
of my interest in architecture.<br />
AND HOW DID THE OFFICE COME TOGETHER?<br />
JPV: In fact we started to work together during school. We studied<br />
at the same school in Bordeaux and were very often working on<br />
the same projects. I think the School of Architecture is something<br />
interesting because there is always something different from what<br />
you learned before and it is more open because you have to deal with<br />
art, culture, history, sociology etc. and immediately these studies<br />
were interesting. Also the fact that we had the opportunity to work in<br />
groups was something interesting and it was quite complementary<br />
when we worked together.<br />
AV: When you visit a School of Architecture it is always different from<br />
any other school or university in the sense that you see people doing<br />
drawings or making models or just talking and you cannot see that in<br />
other schools. When you are young it is very exciting and you think,<br />
what are they doing? But also I think it was a more optimistic time<br />
because we studied in France just after the 60s revolution when<br />
everything had changed. When we arrived, it was the students who<br />
were deciding what to do and the professors came to see us, we<br />
didn’t go to them. So that was a very nice time.<br />
DO YOU THINK THAT THE WAY YOU WORK TODAY IS DIFFERENT<br />
BECAUSE YOU WERE STUDYING DURING THAT TIME?<br />
AL: Sure, because as far as I can remember we didn't have as much<br />
pressure as today. Nowadays when you have a project with students<br />
they are not really here – it is as if they have too many things to do<br />
and it is very fragmented. They are not always available to think about<br />
architecture and as far as I can remember we didn't have so many<br />
courses. Although we were more integrated in the project.<br />
AS I KNOW YOU BOTH TEACH, COULD YOU PROVIDE MORE<br />
INSIGHT ON THE EDUCATION ISSUE?<br />
JPV: The students stay too long inside the school building I think.<br />
It is good to go everywhere, talk with the people, see the places<br />
and see everything in the city for themselves because everything<br />
comes from that - to observe and to listen, it is always about finding<br />
some elements of the reality, of society. It is not your own wishes,<br />
it is always the wishes of society, people or clients and you have to<br />
listen carefully. But, when you listen and you hold the ingredients<br />
it is no longer your plans to do the job, it is you. He is the client and<br />
you cannot invent his life. You are the architect and you cannot invent<br />
architecture.<br />
วารสารอาษา<br />
CONVERSATION <strong>ASA</strong> 91
เท่าที่ทราบ คุณทั้งสองคนต่างก็สอนด้วย คุณพอจะเพิ่มเติม<br />
ในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาของการศึกษาได้ไหม?<br />
JPV: ผมคิดว่านักศึกษาอยู่ในคณะมากเกินไป มันดีกว่าถ้าพวกเขาจะ<br />
ได้ออกไปตามที่ต่างๆ ได้พูดคุยกับผู้คน ได้ไปดูสถานที่ต่างๆ และได้<br />
เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองด้วยตัวเอง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมาจากตรงนั้น<br />
การที่ได้ไปสังเกตการณ์ และรับฟัง มันเป็นการค้นหาองค์ประกอบของ<br />
ความเป็นจริงของสังคม ไม่ใช่เป็นเรื่องความปรารถนาของคุณคนเดียว<br />
แต่มันเป็นความปรารถนาของสังคม ผู้คน หรือลูกค้า และคุณก็ต้องตั้งใจ<br />
ฟังให้ดี แต่เมื่อคุณฟังและคุณกลับกั๊กข้อมูลนั้นไว้มันก็ไม่ใช่แผนที่คุณ<br />
จะทาสาหรับงานนี้ แต่มันเป็นตัวคุณเอง เขาเป็นลูกค้าและคุณก็ไม่สามารถ<br />
ที่จะไปออกแบบชีวิตเขาได้ คุณเป็นสถาปนิกและคุณไม่สามารถที่จะ<br />
สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมได้<br />
AL: ตอนที่เราสอนด้วยกันหรือแยกกันสอน ก่อนอื่นเลยเราจะใช้เวลา<br />
ในการคิดและวางตาแหน่งของตนเองก่อนที่จะเริ่มต้นออกแบบอะไร<br />
ก็ตาม<br />
การออกแบบที่สาคัญหรือปรัชญาเบื้องหลังการทางานของ<br />
คุณคืออะไร คุณจะอธิบายถึงหลักสาคัญในการทางานของ<br />
คุณอย่างไร?<br />
THE STUDENTS STAY<br />
TOO LONG INSIDE<br />
THE SCHOOL BUILDING<br />
I THINK. IT IS GOOD TO<br />
GO EVERYWHERE,<br />
TALK WITH THE PEOPLE,<br />
SEE THE PLACES AND<br />
SEE EVERYTHING IN<br />
THE CITY FOR<br />
THEMSELVES<br />
AL: มันคือชีวิตและมันก็เป็นการยากที่จะอธิบายด้วยคาเพียงแค่สอง<br />
สามคา บางทีเราอาจจะใช้คาว่า ‘การอยู่อาศัย’ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า<br />
อาศัยอยู่ในบ้าน แต่จะหมายถึงตาแหน่งที่อยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งและ<br />
ใช้พื้นที่นั้นๆ การทาให้พื้นมีความเหมาะสมและรู้สึกดีหรือไม่ดีนั้น มัน<br />
สาคัญกับเรามากที่เราต้องทาสิ่งนี้เพราะการพูดถึงการอยู่อาศัยนั้น<br />
หมายถึงว่าเราคิดถึงเกี่ยวกับพื้นที่จากด้านในของพื้นที่ไม่ใช่จากด้านนอก<br />
JPV: ผมคิดว่านี่เป็นความพยายามจากช่วงเวลาของเรา บางทีเราก็<br />
รู้สึกว่าสถาปัตยกรรมนั้นมันก็ล้าสมัยหน่อยๆ และมันก็ไม่ได้เป็นช่วงเวลา<br />
ของเราเสียทีเดียวในแง่ที่ผู้คนเข้าใจสถาปัตยกรรมและวิถีที่สถาปนิก<br />
แตกต่างในสังคม ดังนั้นการที่มาจากช่วงเวลาของเรานั้นสาคัญมาก<br />
แต่การที่จะทันสมัยนั้นก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สถาปัตย-<br />
กรรมทั้งหมดและรวมเอาความเป็นจริงของเมืองและสังคมในปัจจุบัน<br />
เข้าไว้ด้วย<br />
AL: สถานการณ์ปัจจุบันนั้นต้องการสถาปนิกที่มีทักษะมากขึ้น และ<br />
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะในการเข้าใจสถานการณ์ เข้าใจว่าอะไรคือ<br />
คาถามที่แท้จริงและพยายามที่จะเข้าใจกับความซับซ้อนของสิ่งต่างๆ<br />
นี่คือพื้นฐานในการที่จะออกแบบอะไรก็ตาม<br />
คุณพูดว่าคุณชอบการท างานในแบบที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม<br />
ที่มีอยู่ คุณจะช่วยขยายความอีกหน่อยได้ไหม?<br />
JPV: เราทาน้อยแต่มาก<br />
92 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา
AL: ฉันอยากจะพูดว่ามันเป็นเรื่องของความต่อเนื่องกับการมีทัศนคติ<br />
ที่จะเปิดตาและใจให้กว้าง พยายามที่จะเข้าใจว่าเราอยู่ที่ไหน สถานการณ์<br />
เป็นอย่างไรและทาไมคาถามนี้จึงถูกถาม แล้วคุณก็จะเข้าใจถึงนัยยะ<br />
สาคัญ ความเชื่อมโยงต่างๆ และคุณก็เห็นว่าคาตอบนั้นอาจจะเป็น<br />
อะไรง่ายๆ หรือไม่ง่ายก็ได้ มันเป็นขั้นตอนของการเริ่มต้นขั้นแรกกับ<br />
แนวคิดและวิเคราะห์ เพื่อที่จะเข้าใจว่าเรากาลังทาอะไรและถามอะไร<br />
มันจะง่ายกว่านี้ได้ไหม ทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่พื้นที่ บทกวี หรือแม้แต่<br />
แสงนั้นมีความจาเป็นหรือเปล่า มันคือผลจากขั้นตอนนี้ที่ถูกขับเคลื่อน<br />
โดยแนวคิดของการที่จะให้มากขึ้น โดยการให้มากขึ้นเราไม่ได้หมายถึง<br />
การให้ของหรือวัสดุมีค่าแต่เป็นการให้พื้นที่มากขึ้น สิ่งอ านวยความสะดวก<br />
มากขึ้น และให้ความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะให้ผู้คนสามารถสร้างสรรค์<br />
สิ่งต่างๆ มันขับเคลื่อนด้วยแนวความคิดนี้<br />
JPV: เราเชื่อจริงๆ ว่าสถาปัตยกรรมคือศิลปะ มันสร้างขึ้นจากความ<br />
แม่นยา ความละเอียดอ่อน และความเมตตา ดังนั้น ในแง่หนึ่ง การทา<br />
โปรเจ็คต์ก็อาจเปรียบเหมือนการแต่งบทกวี ตอนที่คุณแต่งบทกวีคุณก็<br />
พยายามที่จะหาคาเพียงไม่กี่คา แต่ด้วยคาเหล่านี้เท่านั้นที่จะท าให้ประโยค<br />
หรือข้อความนี้ไพเราะงดงาม ผมเองชอบการเต้นราเพราะการเต้นรานั้น<br />
ช่างบางเบา ทุกครั้งที่นักเต้นวางเท้าลงไปที่พื้นมันช่างนุ่มนวลและแตะ<br />
ลงไปแผ่วเบาที่สุด แต่ส าหรับเรานั่นมีความส าคัญมาก เรามักจะสร้างสรรค์<br />
สถาปัตยกรรมจากที่สามารถจะเกิดทัศนคติของนักเต้นรา มีอารมณ์<br />
ความรู้สึกบางอย่างที่อาคารต้องสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับเรื่องทั่วๆ ไป<br />
วัฒนธรรมและความหลากหลายของพื้นที่ เมื่อคุณมาจากพื้นที่ส่วนที่<br />
มืดมาสู่ส่วนที่สว่าง จากส่วนที่เล็กมาสู่ส่วนที่ใหญ่ หรือจากชั้นหนึ่งไปอีก<br />
ชั้นหนึ่งที่เผยโฉมวิวของเมือง ทั้งหมดนั้นต้องอาศัยศิลปะ เรายังได้<br />
พยายามที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่คู่ขนานกับภาพยนตร์และการสร้างภาพยนตร์<br />
ที่ที่เราต้องเรียงลาดับพื้นที่ อย่างที่ภาพยนตร์ทา อย่างเช่น ถ่ายทาจาก<br />
ข้างบนลงมาข้างล่าง และจากล่างขึ้นมา และพื้นที่ก็จะเชื่อมต่อจากด้าน<br />
ในสู่ด้านนอกและมันก็ช่างน่าสนใจมาก เราพยายามทางานด้วยแนวคิด<br />
ของการปะติดปะต่อ มันเหลือเชื่อมาก ถ้าคนสร้างภาพยนตร์ต้องการ<br />
จะถ่ายทาฉากภาพยนตร์ในโรงแรม เขาก็จะสามารถถ่ายทาบางฉากที่นี่<br />
ได้ และบางฉากที่ซานฟรานซิสโก บางฉากในภัตตาคารเล็กๆ ในเมือง<br />
จีนและบางฉากในปารีส และเอามันมารวมกันแล้วสร้างเป็นโรงแรมใหม่<br />
ขึ้นมา ฉากทุกฉากที่ถ่ายทาได้สร้างสรรค์การตัดต่อที่พิเศษเพื่อสร้าง<br />
สิ่งใหม่ขึ้นมาจากชิ้นส่วนต่างๆ และมันก็ไม่เคยเป็นเวอร์ช่วล ในโลกของ<br />
ความเป็นจริงคุณได้สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา มีงานสถาปัตยกรรมชั้นยอด<br />
มากมายหลากหลายชิ้นในโลกนี้ที่คุณสามารถเอาส่วนต่างๆ มากมายมา<br />
แล้วเอามาปะติดปะต่อกันในแบบและสถานที่ที่แตกต่างออกไป ส าหรับ<br />
เรามันน่าสนใจมากในการทาแบบนั้น<br />
AL: มันเป็นคาถามที่เกี่ยวกับการอาศัยอยู่จริงๆ เพราะว่าสิ่งที่น่าสนใจ<br />
สาหรับคนทาภาพยนตร์ก็คือสถานการณ์นั้นไม่เคยเข้าถึงโดยภาพรวม<br />
แต่มักจะเกิดจากภายใน มันน่าสนใจเมื่อคิดถึงสถาปัตยกรรมในแง่นี้<br />
เพราะว่าผู้คนก็มักจะสัมผัสประสบการณ์ของพื้นที่ทีละชิ้นและเป็นส่วนๆ<br />
เราไม่เคยมีประสบการณ์กับตัวอาคารทั้งหมดในคราวเดียว มันเป็นทีละ<br />
พื้นที่จากพื้นที่หนึ่งไปยังพื้นที่หนึ่งและการเคลื่อนผ่านระหว่างพื้นที่<br />
คุณสามารถที่จะสร้างพื้นที่ที่ไม่สิ้นสุดจากแนวคิดที่ว่าอยู่ในที่ที่หนึ่งซึ่ง<br />
AL: When we are teaching together or separately, we like to firstly<br />
take time to think and establish positions before starting to design<br />
anything.<br />
WHAT IS THE PRIMARY DESIGN APPROACH OR PHILOSOPHY<br />
BEHIND YOUR PRACTICE? HOW WOULD YOU DESCRIBE THE<br />
CORE OF THE WORKS?<br />
AL: It’s a life and it is very difficult to say that in a few words but<br />
maybe we could use the word of ‘inhabiting,’ which doesn’t mean<br />
living in a house but rather is the fact or position of being somewhere<br />
and using a space. To appropriate the space and feel well or not<br />
well, it is important for us to do this because talking about inhabiting<br />
means that we are thinking about the space from the inside of the<br />
space and not from the outside.<br />
JPV: I think it is also to try and be from our time. Sometimes we feel<br />
that architecture is a bit old-fashioned and it is not totally of our time<br />
in the way that people understand architecture and the way that<br />
architects differ in society so to be from our time is important. But, to<br />
be modern, is to be a part of all the history of architecture and take in<br />
the reality of the city and the society today.<br />
AL: The situation today needs for an architect to have more skills, and<br />
especially the skill of understanding situations, seeing what are the<br />
right questions and trying to understand the complexity of things.<br />
This is really preliminary to designing anything.<br />
YOU’VE MENTIONED THAT YOU LIKE TO WORK IN A COMPLE-<br />
MENTARY MANNER WITH THE EXISTING ENVIRONMENT, COULD<br />
YOU ELABORATE ON THAT A BIT MORE?<br />
JPV: We do more, with less.<br />
AL: I would say it is also in sequence with having an attitude aimed<br />
at opening eyes, and opening the mind - trying to understand where<br />
we are, what the situation is and why questions are asked. Then you<br />
can understand the points, what are the connections and you can<br />
see that the responses can be simple, or not simple. It is a process<br />
of first starting with ideas and criticizing in order to finally see what<br />
we are doing and asking, could it be simpler? Is everything, even<br />
the space, poetry or even just light, necessary? It is a result of this<br />
process which is driven by this idea of giving more and by giving<br />
more we don’t mean giving more precious materials but giving more<br />
space, more facilities and more possibilities for people to invent<br />
things. It is driven by this idea.<br />
JPV: We really believe that architecture is an art. It is made of precision,<br />
delicacy and kindness. So, in a way, making a project could be<br />
like making a poem. When you make a poem you try to find a few<br />
words but only these ones can make this sentence or this text so<br />
beautiful. I also like dance because dance is very light. Each time<br />
the dancer places her foot on the ground it is a very minimum thing<br />
and for us that is very important. We often create architecture from<br />
where it is possible to have this attitude of the dancer. There is some<br />
emotion that the building has to create with the generality, culture<br />
and diversity of the space. When you go from a dark space to a light<br />
space, from a small one to a large one or from one level to another<br />
offering the view to the city, all of that has to do with art. We also try<br />
to create parallels with cinema and filmmaking where if you follow<br />
วารสารอาษา<br />
CONVERSATION <strong>ASA</strong> 93
เคลื่อนไหวตลอด บางทีสถาปัตยกรรมอาจจะเป็นมากกว่างานศิลปะ<br />
เพราะว่ามันยังต้องชาญฉลาดในเรื่องของเทคนิคและกฎข้อบังคับ ยิ่ง<br />
ต้องมีรายละเอียด แม่นยา และความเข้มงวดเกี่ยวกับเทคนิคมากเท่าไร<br />
คุณก็ยิ่งต้องมีความสร้างสรรค์มากขึ้นเท่านั้น ทั้งสองสิ่งมันทางานไป<br />
ด้วยกันอย่างดีและมันแทบจะแยกกันไม่ออกเลย<br />
ในฐานะสถาปนิก อิสรภาพมีบทบาทในขบวนการออกแบบ<br />
และงานที่ออกมาของคุณขนาดไหน?<br />
JPV: มันมีความสาคัญมากเพราะว่ามันเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหว<br />
ของผู้คน เขาเคลื่อนไหวกันอย่างไร<br />
คุณจะหมายความว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับองค์ประกอบ แต่มัน<br />
เกี่ยวกับผู้คน<br />
JPV: มันเกี่ยวกับผู้คนและการเคลื่อนไหวของพวกเขา องค์ประกอบ<br />
อาจช่วยได้บ้าง แต่มันเกี่ยวกับเรื่องแนวคิดที่ว่ามันยากในการก่อสร้าง<br />
ในการทาพื้น เพราะว่าคุณต้องอาศัยพื้นในการที่จะกระโดดไปมา<br />
คุณอาจจะมีพื้นที่แตกต่างออกไปที่ชั้นบนดังนั้นคุณก็ต้องการเสาที่จะ<br />
สามารถรองรับพื้นได้ แต่หลักๆ แล้วสิ่งแรกที่คุณต้องคานึงถึงคือ<br />
อิสรภาพบนแพลตฟอร์มหลัก ด้วยสิ่งนี้คุณก็สามารถที่จะรองรับสิบ<br />
ครอบครัวหรือหนึ่งครอบครัวกับพื้นที่และที่กั้นที่เป็นอิสระ มันเป็นที่กั้น<br />
ไม่ใช่กาแพง เราไม่ต้องการสร้างกาแพง ทุกครั้งที่เราสามารถหลีกเลี่ยง<br />
ได้เราจะไม่สร้างกาแพงหรือหน้าต่าง คุณสามารถค้นหาหน้าต่างในงาน<br />
ของเราแล้วจะพบว่ามันไม่มี มันมีแต่ประตู<br />
AL: ...ที่คุณสามารถใช้เดินออกจากพื้นที่นั้นๆ ได้<br />
JPV: 90% จะเป็นประตูเลื่อนเพราะว่าความเคลื่อนไหวจะแตกต่างใน<br />
ด้านความรู้สึกที่พื้นที่ด้านในเชื่อมต่อและกลายเป็นพื้นที่ด้านนอกไปด้วย<br />
ณ จุดหนึ่งสองห้องกลายมาเป็นหนึ่ง<br />
AL: มีเพียงแค่พื้นและประตู แต่มันก็เกี่ยวข้องกับแปลนแบบเปิดที่มีอิสระ<br />
และมันก็สัมพันธ์กับการก่อสร้างและการที่ทาอย่างไรที่จะให้มองไม่เห็น<br />
สิ่งก่อสร้างได้มากที่สุดเท่าที่จะท าได้ รวมทั้งมันก็ส าคัญที่จะตัดความสัมพันธ์<br />
ขององค์ประกอบระดับรองของสิ่งก่อสร้างออกไป ถ้าคุณมีผนังที่รองรับ<br />
โครงสร้าง ทุกอย่างก็จะถูกก าหนดโดยผนังรองรับโครงสร้าง ทุกอย่างเลย<br />
ถ้าคุณสามารถที่จะทาเป็นระบบเปิดที่มีเสาเพียงสองสามต้นกับคานที่<br />
ทอดยาวออกไปได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ คุณก็จะสามารถลืมเรื่องสิ่ง<br />
ก่อสร้างไปเลย คุณสามารถที่จะตัดความต่อเนื่องของที่กั้นและเปลือก<br />
ด้านหน้าของอาคารและสร้างความเป็นไปได้ของวิวัฒนาการในการ<br />
ดัดแปลงอย่างมีคุณภาพ<br />
JPV: มันไม่มี façade เพราะ façade เปลี่ยนไปทุกวัน มันอาจจะ<br />
เปิดออก ปิดลง กรองแสง เต็มไปด้วยพืชผัก และต้นไม้และดอกไม้<br />
อันที่จริงมันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครอยู่ด้านใน บุคลิกลักษณะของเขา และ<br />
เขาต้องการจะบอกอะไรในวันนั้น façade ของอาคารเป็นเหมือน<br />
แพลตฟอร์มที่จะสนับสนุนอิสรภาพนั้นๆ ถ้าคุณมีแผ่นวัสดุหนาๆ แบนๆ<br />
the sequence of spaces in the cinema as they film from above to<br />
below, and from below to above, the space is joined from inside to<br />
outside and it is extremely interesting. We try to work with this idea<br />
of collage; it is incredible. If a filmmaker wants to make a film set in<br />
a hotel, he can make some shootings here, some in San Francisco,<br />
some in a very little restaurant in China and some in Paris and then<br />
he can mix all of them and create a new hotel. All the shootings<br />
create a special collage that will be reinvented by fragments so it is<br />
never virtual. With reality, you make something new. There are so<br />
many fantastic pieces of architecture in the world that you can take<br />
plenty of fragments and reconnect them differently in a different<br />
location. For us, it is very interesting to work like that.<br />
AL: It is really this question of inhabiting because what is so interesting<br />
with the filmmaker is that the situation is never approached by a<br />
whole but always from the inside. It is very interesting to think about<br />
architecture in this way because people also always experience space<br />
by pieces and fragments. We never experience a building as a whole.<br />
It is a space and then another space and the move in-between the<br />
space. You can create a kind of infinite space with this idea of being<br />
somewhere and always moving. Maybe architecture is more than an<br />
art because we have to also be very clever in terms of technique and<br />
regulations. The more detailed, precise and rigorous you are with all<br />
the techniques, the more creative you can be. Both are really working<br />
together and both are inseparable.<br />
AS AN ARCHITECT, TO WHAT EXTENT DOES FREEDOM PLAY A<br />
ROLE IN YOUR DESIGN PROCESS AND THE DESIGN OUTCOME?<br />
JPV: It is important because it is about the movement of people,<br />
how they move.<br />
YOU MEAN IT IS NOT ABOUT ELEMENTS, IT IS ABOUT THE<br />
PEOPLE.<br />
JPV: It’s about people and how they move. Elements can also help<br />
but it is about this idea that what is difficult in construction is making<br />
floors because you need the floors to jump. You can have different<br />
floors on top so you need to have columns that will support the floors<br />
but the main and first thing is freedom on the main platform. With<br />
that you could have ten families or one family and the space and<br />
partitions are free. It is a partition, not a wall. We don’t want to make<br />
walls. Each time that we can avoid it we never make walls or windows.<br />
You can search for windows in our work and see that there are none.<br />
There are only doors.<br />
AL: And those you can escape from.<br />
JPV: 90% of them are also sliding doors because the movement<br />
is different in the sense that the space of the inside connects and<br />
becomes the space of the outside. In one moment the two rooms<br />
become one room.<br />
AL: Only floors and doors. But it refers to the open, free plan and is<br />
also really connected to the construction and how the construction<br />
can be as invisible as possible. It is also important to disconnect the<br />
secondary elements of the construction. If you have bearing walls,<br />
everything is determined by the bearing walls – everything. If you<br />
have an open system of a few columns and the spanning beams<br />
are as long as possible you completely forget the construction. You<br />
disconnect the partitions and the grade of the façade and this creates<br />
a quality of adaptability of possible evolution.<br />
94 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา
สัก 500 แผ่น คุณก็สามารถจะเห็น façade ของอาคาร 500 ชิ้น<br />
ในแต่ละชั้นจะมีพื้นฐาน และแต่ละพื้นฐานก็เป็นเหมือนบ้านที่มีสวน<br />
คุณจะสามารถอยู่ข้างใน เปิดประตูเลื่อนออก เข้าไปที่สวน เปิดสวนออก<br />
แล้วออกไปยังระเบียง มันเหมือนบ้านหรือวิลล่าที่มีสวนมาก<br />
ในการบรรยายของคุณเมื่อปีที่แล้วที่ฮาร์วาร์ด คุณได้ถูก<br />
แนะนาว่า ไม่มีอะไรในสถาปัตยกรรมของคุณเป็นแบบที่มอง<br />
เห็นในครั้งแรก คุณจะช่วยขยายความหน่อยได้ไหม?<br />
JPV: กับนักศึกษา ผมก็มักจะบอกกับพวกเขาว่าพวกเขามีความอยากรู้<br />
อยากเห็นไม่มากพอ และบางทีพวกเขาก็ถามผมว่าความอยากรู้อยากเห็น<br />
คืออะไร มันก็หมายถึงเวลาที่คุณไปตามถนนคุณได้เห็นบางอย่าง และ<br />
ถ้าบางอย่างมองดูแปลกๆ คุณก็แค่พูดว่ามันดูแปลกๆ แล้วก็ผ่านเลยไป<br />
ถ้าคุณไม่พยายามที่จะทาความเข้าใจว่าทาไมมันถึงแปลก มันก็หมายถึง<br />
คุณไม่ได้เห็นอะไรเลย<br />
AL: มันไม่ใช่สถาปัตยกรรมของเราหรอกนะที่น่าประทับใจ มันคือ<br />
สิ่งที่ผู้คนทาอะไรกับมันต่างหาก และการที่เราเข้าใจงานสถาปัตยกรรม<br />
ของเราอย่างถ่องแท้ก็คือการที่เราสามารถจะตั้งสมมติฐานว่าผู้คนกาลัง<br />
ทาอะไรกับมันไม่ใช่เพียงแค่กาหนดให้มันเป็น เราพยายามจะสร้างปัจจัย<br />
แวดล้อมเพื่อที่จะให้มันเกิดขึ้น<br />
JPV: อาคารที่ไม่มีผู้คนหรือโรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนก็ไร้ความหมาย<br />
สิ่งที่คุณอนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยท าก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม<br />
ของคุณ เมื่อคุณมีความเคลื่อนไหวของผู้คนและพวกเขาสามารถเห็น<br />
กระโดด และหลงรักมัน แบบนั้นแล้วงานสถาปัตยกรรมของคุณก็ด ารงอยู่<br />
ภาพงานสถาปัตยกรรมของคุณนั้นสะดุดตา ตอนที่คุณรวม<br />
เอาองค์ประกอบต่างๆ อย่างเช่น ดอกไม้และผ้าปูโต๊ะเข้าไปด้วย<br />
ปกติคุณจะไม่เจอสิ่งเหล่านี้ในภาพถ่ายทางสถาปัตยกรรม<br />
AL: เราทางานกับช่างภาพมานานมาก เขาถ่ายภาพงานสถาปัตยกรรม<br />
ให้กับสถาปนิกหลายคน แต่เขาก็ทาอะไรที่พิเศษจริงๆ ให้กับเราเพราะว่า<br />
เราพูดคุยกันและเขาก็เข้าใจว่าจะถ่ายภาพอย่างไร เราไม่ได้ท าความสะอาด<br />
หรือเปลี่ยนอะไรเลย<br />
JPV: เรามักจะพูดว่าคาถามเกี่ยวกับที่พักอาศัยนั้นมันใหญ่โตมากกว่า<br />
แค่เป็นแฟลต แนวคิดในเรื่องสถานการณ์ต่างๆ ก็คือพยายามที่จะคิด<br />
เกี่ยวกับพื้นที่สาหรับใครบางคน<br />
และคุณได้พูดถึงแนวคิดของการออกแบบพื้นที่ที่ทาให้รู้สึก<br />
หรูหราหรือเป็นพิเศษ<br />
JPV: บ่อยครั้งที่คุณพูดคุยกับผู้คน พวกเขาจะพูดถึงวัสดุอย่างเช่น เหล็ก<br />
คอนกรีต ไม้ โพลีคาร์บอเนต หรือกระจก แต่อันที่จริงแล้ววัสดุก็คือ<br />
พื้นที่ ช่างไม้ทางานกับไม้ ช่างปูนก็ทางานกับคอนกรีตและอิฐ แต่ใน<br />
ฐานะสถาปนิกคุณต้องจัดการกับบรรยากาศ และคุณก็ไม่สามารถจ่าย<br />
ค่าตอบแทนให้กับบรรยากาศ แต่ตลอดเวลาเราก็หาวิธีจ่ายให้ได้ แต่มันก็<br />
JPV: There is no façade. The façade changes every day. It can be<br />
open, closed, filtered, full of vegetation and plants and flowers and in<br />
fact it depends on who is inside, his character and what he wants to<br />
say today. The façade is a platform supporting that freedom. If you<br />
have a slab of 500 flats, you can see 500 facades. Each level represents<br />
a ground and each ground is like a house with a garden. You<br />
can be inside, open the sliding door, go into the garden, open the<br />
garden and go out to the balcony - it is very much like a house with<br />
a garden or a villa.<br />
IN ONE OF YOUR LECTURES LAST YEAR AT HARVARD UNIVERSITY'S<br />
GRADUATE SCHOOL OF DESIGN YOU INTRODUCED THAT<br />
NOTHING IN YOUR ARCHITECTURE IS WHAT IT APPEARS TO<br />
BE AT FIRST. COULD YOU ELABORATE?<br />
JPV: With the students I always tell them that they are not curious<br />
enough and sometimes they ask me what it means to be curious. It<br />
means that you go into the street, you see something, and if something<br />
looks strange you just say it looks strange and go on. If you<br />
don't try to understand why it is strange this means that you don't<br />
see anything.<br />
AL: It is not our architecture that is touching; it is what people are<br />
doing with it. And what we can understand through our architecture<br />
is that we can assume that people are doing something with it not<br />
just only to impose upon it. We try to create the condition so that<br />
that can happen.<br />
JPV: Any building without people or a school without students<br />
means nothing. What you allow inhabitants to do becomes a part of<br />
your architecture. When you have this movement of people and they<br />
can see, jump and fall in love - then your architecture exists.<br />
I HAVE FOUND THE PICTURES OF YOUR ARCHITECTURE<br />
STRIKING, WHERE YOU INCLUDE ELEMENTS LIKE THE FLOWERS<br />
AND TABLECLOTH. NORMALLY YOU WOULDN’T FIND THIS IN<br />
ARCHITECTURAL PHOTOGRAPHY.<br />
AL: We have worked with the photographer for a very long time.<br />
He has taken photos for many other architects but he is really doing<br />
something special for us because we have discussed together and<br />
he understands how to take the pictures. We don’t clean or change<br />
anything.<br />
JPV: We always say that the question of housing is much larger than<br />
just flats. The idea in any situation is to try to think about the space as<br />
being for somebody.<br />
YESTERDAY YOU MENTIONED THE NOTION OF SPACE AS LUXURY.<br />
JPV: Often when you discuss with people they talk about materials<br />
such as steel, concrete, wood, polycarbonate or glass but in fact the<br />
material is space. The carpenter is making wood and the mason is<br />
making concrete or bricks but you, as an architect, you just deal with<br />
air. And you cannot pay for air but all the time we find our way to pay.<br />
But it is just air and this air with a quality of light coming through it or<br />
a quality of wind and movement and the extreme architecture should<br />
be just that, this air.<br />
AL: When we discuss directly with inhabitants or the users of a school,<br />
no one is against having more space. It is really human that people<br />
need space.<br />
วารสารอาษา<br />
CONVERSATION <strong>ASA</strong> 95
เป็นเพียงบรรยากาศ บรรยากาศที่มีแสงที่มีคุณภาพส่องผ่านหรือ ให้ลม<br />
ที่มีคุณภาพและการเคลื่อนไหว และสถาปัตยกรรมที่สุดขั้วก็ควรจะเป็น<br />
แบบนั้น บรรยากาศแบบนี้<br />
AL: ตอนที่เราพูดคุยกับผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้โรงเรียนโดยตรง ไม่มีใคร<br />
ไม่เห็นด้วยกับการมีพื้นที่มากขึ้น มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการ<br />
ที่จะมีพื้นที่<br />
JPV: นั่นคือสาเหตุที่เรามักจะพูดถึง พื้นที่สองเท่า ที่ที่จะมีพื้นที่แบบ<br />
เป็นทางการกับไม่เป็นทางการ และที่มีการโปรแกรมกับไม่มีโปรแกรม<br />
ทั้งสองมักจะรวมกันและก็ผสมปนเปกันไป มันทาให้เกิดระบบที่ผม<br />
สามารถจะทาให้เป็นพื้นที่มืดหรือพื้นที่สว่าง พื้นที่เตี้ยหรือสูง มันทาให้<br />
เกิดความเป็นไปได้มากมายและนี่เองที่ทาให้เกิดความเป็นอิสระ มันคือ<br />
ตัวเลือกที่เป็นไปได้ คุณสามารถที่จะทาได้มากมาย ถ้าคุณต้องการที่<br />
จะอยู่ในกล่องเล็กๆ คุณก็สามารถที่จะอยู่ในกล่องเล็กๆ ที่คุณสร้างขึ้น<br />
ใหม่จากพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ถ้าคุณอยู่ในกล่องเล็กๆ คุณก็ไม่สามารถที่<br />
จะสร้างกล่องที่เล็กกว่าได้ ถ้ามันเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น<br />
และก็ถูกลงเพราะว่าปัญหาทุกอย่างได้รับการแก้ไขโดยพื้นที่<br />
AL: ปัญหาทางเทคนิคหลายปัญหาได้รับการแก้ไขโดยพื้นที่ ตัวอย่าง<br />
เช่น เรื่องระเบียงในฝรั่งเศส ที่บ่อยครั้งกฎระเบียบที่ระบุให้ระเบียงต้อง<br />
แยกออกจากกันและนี่ก็ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการแผ่ความร้อนของไฟ<br />
ระหว่างชั้นต่างๆ เพราะคุณกั้นควันเอาไว้ ถ้าคุณออกแบบที่อยู่อาศัยให้<br />
ใหญ่เป็นสองเท่าคุณก็จะแก้ปัญหาเรื่องการเข้าถึงของผู้พิการไปได้เลย<br />
เพราะรถเข็นสามารถที่จะเคลื่อนตัวได้สะดวก ด้วยสวนคุณก็จะแก้ปัญหา<br />
เรื่องประหยัดพลังงานกับขนาดของพื้นที่ไม่ใช่โดยวัสดุที่ใช้ มันมีผลกระทบ<br />
ระดับรองมากมายที่น่าสนใจ ฉันก็เลยสามารถพูดได้ว่ามันเหมือนกับ<br />
การปะติดปะต่อซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดแต่กลับกลายมาเป็นแรงผลักดันให้<br />
กับโครงการ<br />
คาถามสุดท้าย มันเห็นได้ชัดว่าการออกแบบของคุณมีผล-<br />
กระทบต่อสังคม แต่อย่างที่คุณพูดถึง คนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่า<br />
สถาปัตยกรรมมีประโยชน์อย่างไร พวกเขามองมันแค่ว่ามัน<br />
เป็นของพวกคนร่ารวยบางพวกเท่านั้น ด้วยความคิดแบบนั้น<br />
ในใจ คุณมีคาจากัดความของบทบาทของสถาปนิกที่มีความ<br />
เกี่ยวข้องกับสังคมไหม?<br />
AL: สาหรับฉัน มันไม่ใช่คาถามที่ต้องมาถกกัน เรามีอาชีพที่ต้องสร้าง<br />
พื้นที่ให้กับองค์กรโดยการสร้างอาคาร หรือพื้นที่สาธารณะที่มีฟังก์ชั่น<br />
ใช้สอยและเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ แต่มันก็ถูกที่สมัยนี้มีความไม่<br />
เชื่อมโยงระหว่างการมองสถาปนิกของผู้คน และสิ่งที่พวกเขาทาใน<br />
ความเป็นจริง เพราะว่าสิ่งที่นาเสนอออกไปนั้นส่วนใหญ่จะเป็นอาคาร<br />
ขนาดใหญ่และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม แต่ที่จริงแล้วผู้คน<br />
ไม่รู้ว่าสถาปนิกก็สามารถแก้ปัญหาที่เกิดในชีวิตประจาวันได้เหมือนกัน<br />
บางทีเรื่องนี้คนไม่รู้เท่าที่ควรจะเป็น<br />
JPV: That is why we very often talk about double-space, where there<br />
is the official one and the unofficial one, the programmed one and<br />
the un-programmed one. The two are always in combination and they<br />
are always mixed. They create a sort of system where I can go to a<br />
dark space or a light space, a lower space or a higher space - that<br />
offers plenty of possibilities and this creates freedom - this possibility<br />
of choice. You can do more things. If you want to live in a little box,<br />
you can live in a little box that you recreate in a larger space but when<br />
you are in a little box you cannot make a smaller one. When it is larger<br />
everything becomes easier and immediately cheaper because all the<br />
problems are naturally solved by the space.<br />
AL: A lot of technical problems are solved with more space. For<br />
example, with the balconies in France many times the regulations are<br />
that the balconies must be separated and this also solves the question<br />
of transmission of fire between the different levels because you block<br />
the smoke. If you are designing a twice-bigger dwelling you immediately<br />
solve all the problems of the disabled because the wheelchair can<br />
move everywhere easily. With the gardens you solve a question of<br />
saving energy with the space and not with the materials. So, there<br />
are a lot of interesting second effects. So I can also say it is like a collage<br />
and what is easiest but it also becomes a force for the project.<br />
LAST QUESTION, IT IS OBVIOUS THAT YOUR DESIGNS REALLY<br />
IMPACT THE SOCIETY BUT AS YOU MENTIONED, MOST PEOPLE<br />
DON’T SEE HOW USEFUL ARCHITECTURE IS. THEY SEE IT JUST<br />
AS SOMETHING ONLY FOR THE ELITE OR A CERTAIN GROUP<br />
OF PEOPLE. WITH THAT IN MIND, DO YOU HAVE ANY DEFINITION<br />
OF WHAT THE ROLE OF AN ARCHITECT SHOULD BE IN RELATION<br />
TO THE SOCIETY?<br />
AL: For me, it is not a question that should have to be discussed. We<br />
have a profession of providing space for organization of functions and<br />
good use of the climate by providing buildings or public spaces. But<br />
it is correct that nowadays there is a kind of disconnection between<br />
how people see architects and what they are doing in reality because<br />
what is shown the most are big buildings and this is also a part of<br />
architecture but in fact, people don’t know that an architect is also<br />
able to solve a lot of everyday questions. Maybe that is not as known<br />
as it should be.<br />
JPV: But what is really important is that the people for whom we<br />
have designed some flats such as social housing where, even if we<br />
don’t know them, they are really happy with their house. I don’t know<br />
if it is a good thing or not but they stay because they like the house.<br />
AL: We have to make excellent buildings and spaces for everyone<br />
that needs them that are generous, affordable and of a good<br />
technique. We are supposed to be educated for that but the problem<br />
is, and it is not a recent problem, that there is always an ambiguity<br />
between the presentation of architecture and power. We are not<br />
totally detached from this link and the part of the architecture that is<br />
the most important, the most intelligent and the closest to the needs<br />
of the society is not really recognized. There are too many close links<br />
between architecture, icon, politics, and business.<br />
96 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา
JPV: What is important is that you cannot say something and do the<br />
contrary. This is important. You have to do what you say. You cannot<br />
think of sustainability and say ok, we will build a sustainable area but<br />
we will start by demolishing all the buildings here. It is exactly the<br />
contrary.<br />
AL: It is ecological at the end but not in the way in which it is done so<br />
it is very important to be clear with this question of sustainability.<br />
JPV: We don’t want to participate with that so we very often want to<br />
make something affordable but everyone has to be honest also.<br />
AL: About this question of affordability, it is the only word that works<br />
everywhere but in fact it is a kind of invention to establish that there<br />
is a lower category of housing. It should be the work of architects to<br />
provide housing for everyone and there is a balance between those<br />
who can pay more and those who can pay less, but we should not<br />
talk about what is a little affordable, more affordable and the most<br />
affordable because it is really a kind of invention to justify for the<br />
developers that they can do less and less and less. This is something<br />
that you can see really clearly now.<br />
I also feel like we do less and less collage and fragments of<br />
space as you were talking about. Nowadays we just draw something<br />
new on the computer.<br />
THE SITUATION TODAY<br />
NEEDS FOR AN<br />
ARCHITECT TO HAVE<br />
MORE SKILLS, AND<br />
ESPECIALLY THE SKILL<br />
OF UNDERSTANDING<br />
SITUATIONS<br />
JPV: The way that we communicate and present architecture is<br />
partly totally abstract with the plans, the sections, etc. We like this,<br />
but it is really abstract and after that you then immediately make a<br />
sort of imaginary form and the collage disappears.<br />
AL: The collage is different from 3D renderings because it is made<br />
from pieces of real situations that we assemble. It creates a new one<br />
and gives you a feeling of something but you don’t create a kind of<br />
reality that does not exist. It is really a problem with the 3D renderings<br />
because they are more realistic than the reality.<br />
AL: In the school and with the young architects they are clever<br />
in their use of all these tools for making films and videos. In the<br />
competitions now they require more and more such as the making<br />
of a 3D movie and that is something really awful because it is always<br />
moving and you don’t see anything. When you finally try to make a<br />
storyboard or explain a project with a totally virtual film, it is not a representation<br />
of the project because the project is still at the beginning.<br />
JPV: I think it was after Africa. We learned a lot from an architect we<br />
worked with, Jacques Hondelatte. He has died now but for me he<br />
was the best architect I have ever met and we worked with him a lot.<br />
This architect was really fantastic and he never drew. He didn’t like<br />
to draw because all the projects were totally in his head. What you<br />
can draw is what exists and what you are sure of because it exists.<br />
You can draw that and the rest you have in your mind. You try in your<br />
mind to make it as precise as possible but at the same time it is so<br />
much more free because each time it can move or change place. At<br />
one moment we are able to make some fragments of some parts<br />
but you never know at what place it will be at in the end, so it is a<br />
sort of free fragment that can be just in the air. At that time, we had<br />
no computers so when we made a drawing it was just the day before<br />
to give to the client and then suddenly everything would come<br />
together and this was totally magic.<br />
AL: He would say, why did you design with your pen like that? Do<br />
you think that your hand will give you the solution? When you have<br />
a drawing you are not so free because that line takes up too much<br />
importance at that moment.<br />
JPV: He had an ability to it like when you make crosswords in the papers<br />
without any mistakes and everything is clear in your head. It is<br />
like if you try and remember at what moment you had some difficulty<br />
in a project and at what moment you found a solution. Sometimes it<br />
is in the morning when you just wake up and you are still in bed and<br />
you say ah! This means it is really intellectual, the way of organization<br />
and it works because you are free.<br />
วารสารอาษา<br />
CONVERSATION <strong>ASA</strong> 97
JPV: แต่สิ่งที่สาคัญจริงๆ ก็คือผู้คนที่เราออกแบบแฟลตให้ อย่างเช่น<br />
อาคารสงเคราะห์ที่เราเองก็ไม่รู้จักพวกเขา แต่พวกเขาก็มีความสุขกับ<br />
บ้านของเขา ผมไม่รู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ แต่พวกเขาก็อยู่เพราะว่า<br />
พวกเขาชอบบ้านนั่น<br />
AL: เราต้องทาอาคารที่ยอดเยี่ยมและพื้นที่สาหรับทุกคนที่ต้องการ ใน<br />
แบบที่กว้างขวาง สามารถจ่ายไหวและด้วยเทคนิคที่ดี เราควรจะได้เรียนรู้<br />
เกี่ยวกับมันแต่ปัญหาก็คือว่ามีความคลุมเครือระหว่างการนาเสนอของ<br />
สถาปัตยกรรมกับอานาจ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิด เราก็ไม่ได้ถึงกับตัด<br />
ขาดจากความสัมพันธ์นี้เสียทีเดียว และในส่วนที่เป็นสถาปัตยกรรมที่<br />
สาคัญที่สุด อัจฉริยะที่สุด และใกล้ชิดกับความต้องการของสังคมมาก<br />
ที่สุดไม่ได้รับการเห็นคุณค่าอย่างจริงจัง มันมีความสัมพันธ์มากมาย<br />
ระหว่างสถาปัตยกรรม ไอคอน การเมือง และธุรกิจ<br />
JPV: สิ่งที่สาคัญก็คือคุณไม่สามารถที่จะพูดอย่างและทาตรงกันข้าม<br />
นี่สาคัญมาก คุณต้องทาในสิ่งที่คุณพูด คุณไม่สามารถที่จะคิดถึงเรื่อง<br />
ความยั่งยืนและบอกว่ามันโอเค เราจะสร้างพื้นที่ยั่งยืนแต่เราจะเริ่มจาก<br />
การรื้ออาคารที่นี่ทั้งหมดออก นั่นมันเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามอย่างยิ่ง<br />
AL: ที่สุดแล้วมันก็เกี่ยวกับระบบนิเวศน์ แต่มันไม่ใช่ในแบบที่ทากัน<br />
มันสาคัญมากที่จะต้องชัดเจนกับปัญหาเรื่องความยั่งยืน<br />
JPV: เราไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับอะไรแบบนั้น เราก็เลยมักที่จะทา<br />
อะไรที่เป็นไปได้ แต่ทุกคนก็ต้องซื่อสัตย์กับมันด้วย<br />
AL: เกี่ยวกับเรื่องที่สามารถจ่ายไหว มันเป็นเพียงคาพูดที่ใช้ได้กับทุก<br />
ที่แต่ที่จริงแล้วมันเป็นการสร้างขึ้นมาสาหรับบ้านที่อยู่ในกลุ่มราคาต่า<br />
มันควรจะเป็นงานของสถาปนิกที่จะทาบ้านให้กับทุกคนและทาให้เกิด<br />
สมดุลระหว่างคนที่สามารถจ่ายได้มากกับคนที่จ่ายได้น้อย แต่เราไม่<br />
ควรที่จะพูดถึงอะไรที่จ่ายไหวได้เล็กน้อย จ่ายไหวได้มากขึ้น และจ่าย<br />
ไหวได้มากที่สุดเพราะมันเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ที่จะอธิบายให้กับ<br />
นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ว่าพวกเขาสามารถทาน้อยลงและน้อยลงและ<br />
น้อยลง นี่เป็นอะไรที่คุณจะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในตอนนี้<br />
ฉันรู้สึกว่าเราทาในส่วนเล็กๆ ของพื้นที่แล้วเอามาทาการปะติดปะต่อ<br />
กันน้อยลงๆ อย่างที่คุณพูด ทุกวันนี้เราก็แค่วาดอะไรใหม่ๆ ลงบน<br />
คอมพิวเตอร์<br />
JPV: วิธีที่เราสื่อสารและนาเสนอสถาปัตยกรรมนั้นบางส่วนหรือทั้งหมด<br />
เป็นนามธรรมทั้งกับแปลน หรือรูปตัด ฯลฯ เราชอบทาแบบนี้แต่<br />
มันเป็นนามธรรมจริงๆ และหลังจากนั้นคุณก็จะทาในรูปแบบของ<br />
จินตนาการออกมาแล้วส่วนเล็กๆ ที่นามาปะติดปะต่อกันก็จะหายไป<br />
AL: ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ปะติดปะต่อกันนั้นแตกต่างจากรูปที่สร้างจาก 3D<br />
เพราะว่ามันทาจากชิ้นส่วนต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่<br />
เราประกอบขึ้นมา มันสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาและให้คุณได้สัมผัสบางอย่าง<br />
แต่คุณไม่ได้สร้างความเป็นจริงที่ไม่มีอยู่จริง มันเป็นปัญหาใหญ่ของ<br />
การจาลองด้วยภาพ 3D เพราะว่ามันเหมือนจริงมากกว่าของจริง<br />
AL: เด็กๆ ที่คณะรวมทั้งสถาปนิกรุ่นใหม่ พวกเขาเก่งในเรื่องการใช้<br />
เครื่องมือที่ใช้ท าภาพยนตร์และวิดีโอ การประกวดในปัจจุบันเขาก็ต้องการ<br />
ให้ทาเป็นภาพยนตร์สามมิติมากขึ้นและมันก็เป็นอะไรที่แย่เอามากๆ<br />
เพราะว่ามันจะเคลื่อนไหวตลอดแล้วคุณก็เลยไม่ได้เห็นอะไร ในที่สุด<br />
คุณพยายามที่จะทาสตอรี่บอร์ดหรืออธิบายเกี่ยวกับโครงการด้วย<br />
ภาพยนตร์เสมือนจริง มันไม่ได้เป็นการนาเสนอโครงการเพราะโครงการ<br />
นั้นเพิ่งจะเริ่มต้น<br />
JPV: ผมว่ามันน่าจะหลังจากที่แอฟริกาแล้ว ที่เราได้เรียนรู้อย่างมาก<br />
จากสถาปนิกที่เราทางานด้วยอย่าง Jacques Hondelatte เขาเสียชีวิต<br />
ไปแล้ว แต่สาหรับผมเขาเป็นสถาปนิกที่เก่งที่สุดที่ผมเคยพบและทางาน<br />
กับเขาเยอะมาก สถาปนิกคนนี้สุดยอดจริงๆ และเขาก็ไม่เคยวาดเลย<br />
เขาไม่ชอบวาดเพราะทุกโครงการอยู่ในหัวของเขาทั้งหมด สิ่งที่คุณวาด<br />
ได้ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและอะไรที่คุณแน่ใจนั้น ก็เพราะว่ามันมีอยู่จริง<br />
คุณสามารถที่จะวาดมันออกมาและที่เหลือมันก็อยู่ในใจของคุณ คุณ<br />
พยายามที่จะทาให้มันถูกต้องอยู่ในใจมากที่สุดเท่าที่จะท าได้ แต่ในขณะ<br />
เดียวกันมันมีอิสระกว่ากันมากเลยเพราะแต่ละครั้งมันสามารถเคลื่อน<br />
ย้ายที่ได้ เราสามารถที่จะทาส่วนย่อยของแต่ละส่วนแต่คุณไม่มีทางรู้เลย<br />
ว่าท้ายสุดแล้วมันจะอยู่ตรงไหน มันก็เลยเป็นชิ้นส่วนย่อยที่เป็นอิสระที่<br />
อาจอยู่ในอากาศ ในตอนนั้นเราไม่มีคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเราจะวาดออก<br />
มาหนึ่งวันก่อนที่จะให้ลูกค้าดู และทันทีทันใดทุกอย่างก็จะหลั่งไหลเข้า<br />
มาด้วยกันซึ่งมันวิเศษจริงๆ<br />
AL: เขาก็จะพูดว่าทาไมถึงออกแบบด้วยปากกาแบบนั้น คุณคิดว่ามือ<br />
ของคุณจะให้คาตอบกับคุณหรือ พอคุณมีภาพวาดคุณก็จะไม่เป็นอิสระ<br />
เพราะว่าเส้นนั้นเอาความสาคัญ ณ ตอนนั้น ไปจนมากเกิน<br />
JPV: เขามีความสามารถที่เหมือนกับการเล่นครอสเวิร์ดในหนังสือพิมพ์<br />
โดยไม่ผิดเลยและทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจนในหัวของคุณ มันเหมือนกับว่า<br />
คุณพยายามที่จะจดจาว่าช่วงเวลาไหนที่คุณมีปัญหาในโครงการและ<br />
ช่วงไหนที่คุณหาคาตอบได้ บางทีอาจจะเป็นตอนเช้าที่คุณเพิ่งตื่นขึ้นมา<br />
แต่คุณก็ยังนอนอยู่บนเตียงแล้วคุณก็พูดว่า อา! นี่มันคือวิธีการที่อัจฉริยะ<br />
จริงๆ และที่มันก็ได้ผลเพราะว่าคุณมีอิสระ<br />
98 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา
วัดทิพย์สุคนธาราม จ.กาญจนบุรี<br />
วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ<br />
วัดราชผาติการาม วรวิหาร กรุงเทพฯ<br />
วัดทิพย์สุคนธาราม จ.กาญจนบุรี<br />
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ
PARIS / SEPTEMBER 2-6, 2016<br />
PARIS NORD VILLEPINTE / HALL 8<br />
BRING YOUR<br />
PROJECTS<br />
TO LIFE<br />
IN SEPTEMBER<br />
HALL 8 *<br />
Integrating the best technical and decorative solutions<br />
in interior design & architecture in the only one-stop trade fair<br />
WWW.MAISON-OBJET.COM<br />
PROMOSALONS/FTCC – SOMMAWAN LOWHAPHANDU – T : +66 2650 9746 – SOMMAWAN@FRANCOTHAICC.COM<br />
ORGANISATION SAFI, FILIALE D’ATELIERS D’ART DE FRANCE ET DE REED EXPOSITIONS FRANCE / TRADE ONLY / DESIGN © BE-POLES - IMAGE © QUARTOPIANO
01<br />
02<br />
01-09 ภาพตัวอย่างสินค้า<br />
ไลฟ์สไตล์ที่จัดแสดงภายใน<br />
งาน MAISON&OBJET<br />
PARIS 2016 ซึ่งแสดงให้เห็น<br />
ถึงความหลากหลายของ<br />
ผลงานการออกแบบภายใน<br />
และผลิตภัณฑ์ ที่ผู้เข้าร่วมงาน<br />
จะได้รับชมในแต่ละ hub ต่างๆ<br />
ทั้ง 3 ส่วน คือ MAISON,<br />
OBJET และ INFLUENCES<br />
ในระหว่างวันที่ 2-6 กันยายน<br />
2016 ที่กำาลังจะมาถึงนี้<br />
MAISON&OBJET<br />
PARIS 2016<br />
กลับมาอีกครั้งกับงาน MAISON&OBJET<br />
PARIS 2016 งานจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับ<br />
นานาชาติ ที่นอกจากจะคัดสรรผลงานการออกแบบ<br />
ภายในและผลิตภัณฑ์จากเหล่าดีไซเนอร์และแบรนด์<br />
ชั้นนาจากทั่วโลกกว่า 3000 แบรนด์ มาไว้ภายใต้<br />
หลังคาผืนเดียวกันแล้ว ยังเป็นเวทีสาคัญ สาหรับ<br />
ทั้งบรรดานักออกแบบ นักธุรกิจ และผู้เข้าร่วมงาน<br />
ที่จะได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ ไอเดีย และความคิด<br />
สร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้แก่กัน เพื่อให้เกิดการส่งต่อ<br />
แรงบันดาลใจอันหลากหลายออกไป พร้อมกับ<br />
เชื่อมโยงเครือข่ายผู้คนในแวดวงการออกแบบภายใน<br />
และผลิตภัณฑ์เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจากตัวเลขผู้เข้า-<br />
ชมที่หลั่งไหลมาจากทั่วโลกกว่า 80000 คน ใน<br />
ครั้งก่อน น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีถึง<br />
ความยิ่งใหญ่ของงานจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์<br />
ระดับนานาชาติแห่งนี้<br />
ภายในงานถูกแบ่งออกเป็น hub ใหญ่ๆ 3 ส่วน<br />
ด้วยกัน โดยส่วนแรกอย่าง MAISON เป็นส่วน<br />
จัดแสดงผลิตภัณฑ์ตกแต่งภายในที่รวบรวมไว้<br />
ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ โคมไฟ หรือแม้แต่ข้าว-<br />
ของเครื่องใช้อื่นๆ ที่ช่วยเสริมเติมแต่งภายในสเปซ<br />
ให้มีบรรยากาศที่หลากหลายตามการแบ่ง zoning<br />
ของ hub นี้ คือ ECLECTIC, COSY, ELEGANT,<br />
FRAGRANCES, COMPLEMENTS และ ACTUEL<br />
ในส่วนที่สองของงานอย่าง OBJET นั้น เป็นพื้นที่<br />
03<br />
<strong>04</strong><br />
05
08<br />
06<br />
07<br />
09<br />
สาหรับงานออกแบบจากเหล่าแบรนด์ชั้นนาจาก<br />
ทั่วทุกมุมโลกที่รวมกันมาไว้ในพื้นที่เดียว จาแนก<br />
ออกไปตามหมวดหมู่ของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่<br />
COOK+DESIGN, CRAFT, EASY LIVING, KID<br />
ไปจนถึง FASHION และ BELOVED มากไป<br />
กว่านั้น ความพิเศษของการจัดงาน MAISON&<br />
OBJET PARIS ในปีนี้ คือการแนะนาและเพิ่ม<br />
อีกหนึ่ง hub ภายใต้ชื่อ INFLUENCES เข้าไป<br />
ภายในงาน เพื่อเป็นพื้นที่แสดงศักยภาพของไอเดีย<br />
และงานออกแบบใหม่ๆ ให้กับสาธารณะชน โดย<br />
แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนแรกซึ่งรวมทั้งNOW!<br />
DESIGN À VIVRE และ SCÈNES D’INTÉRIEUR<br />
เอาไว้ด้วยกัน จัดแสดงตั้งแต่เทคโนโลยีการออกแบบ<br />
ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์หัตถกรรม<br />
ที่รังสรรค์ขึ้นมาจากการรวมทั้งศาสตร์และศิลป์<br />
เข้าไว้ด้วยกัน ส่วนที่สองคือ MAISON&OBJET<br />
| PROJETS | ซึ่งเปิดเป็นส่วนที่จัดแสดงตั้งแต่<br />
นวัตกรรมของวัสดุใหม่ๆ นิทรรศการเกี่ยวกับ<br />
ไลท์ติ้งดีไซเนอร์ ไปจนถึงพื้นที่สาหรับการสร้าง<br />
เครือข่ายและเจรจาต่อรองทางธุรกิจการออกแบบ<br />
ในลักษณะที่เป็นส่วนตัวกว่าพื้นที่อื่นๆ ทั้งนี้ใน<br />
แต่ละส่วนนั้น ต่างก็มีผู้ประกอบการจากไทยที่<br />
ร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์ในงานครั้งนี้อยู่หลายแบรนด์<br />
ด้วยกัน อาทิ Labrador, Yothaka, Corner43,<br />
ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัล DEmark รวมทั้งแบรนด์<br />
สินค้าอื่นๆ ซึ่งได้รับการคัดเลือก โดยกรมส่งเสริม<br />
การค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์<br />
นอกเหนือไปจากการจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์<br />
แล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้สาหรับ MAISON&OBJET<br />
PARIS ในทุกๆ ครั้งคือการประกาศรางวัล<br />
Designer of the Year ซึ่งในครั้งนี้ตกเป็นของ<br />
นักออกแบบชาวอังกฤษ Ilse Crawford เจ้าของ<br />
Studioilse สตูดิโอออกแบบที่มีผลงานครอบคลุม<br />
ทั้งงานออกแบบผลิตภัณฑ์ และงานออกแบบ<br />
ภายใน รวมทั้งยังเป็นอดีตบรรณาธิการบริหาร<br />
ผู้ริเริ่มนิตยสาร ELLE Decoration UK อีกด้วย<br />
อีกรางวัลที่ประกาศควบคู่กันไปคือ Talents à la<br />
carte (หรือ The Rising Talents) โดยเป็นรางวัล<br />
ที่จัดต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 10 ซึ่งมอบให้กับ 6<br />
นักออกแบบหน้าใหม่ เพื่อเป็นการส่งเสริมและ<br />
สนับสนุนแวดวงการออกแบบในฝรั่งเศส โดย<br />
รายชื่อในปีนี้ ประกอบด้วย AC/AL Studio,<br />
Charlotte Juillard, Pierre Charrié, Studio<br />
Monsieur, Désormeaux/Carette และ Julien<br />
Vermeulen<br />
งาน MAISON&OBJET PARIS ในปีนี้ จะจัด<br />
แสดงไปตั้งแต่วันที่ 2-6 กันยายน 2016 ที่ศูนย์<br />
จัดแสดงสินค้า Paris Nord Villepinte ประเทศ<br />
ฝรั่งเศส รายละเอียดเพิ่มสามารถศึกษาได้ที่<br />
www.maison-objet.com หรือติดต่อ โปรโมซาลงส์/<br />
หอการค้าฝรั่งเศส-ไทย 02 650 9613-14 ต่อ<br />
170, promosalons@francothaicc.com<br />
พื้นที่ประชาสัมพันธ์
HISTORY<br />
THE ADAPTIVE REUSE OF<br />
UNPLE<strong>ASA</strong>NT PLACES<br />
การเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยอาคารประวัติศาสตร์ด้านลบ<br />
TEXT<br />
Charinee Artachinda<br />
อาคารดั้งเดิมตั้งแต่แรกสร้างและยังคงใช้งาน<br />
มาถึงปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 อาคาร หลักฐานตาม<br />
ผังเดิมได้แก่ อาคารทำาการทัณฑสถาน, อาคาร<br />
สถานพยาบาลผู้ป่วย, เรือนแว่นแก้ว, เรือนเครือ-<br />
ฟ้า, เรือนบัวบาน, เรือนเพ็ญ , อาคารโรงอาหาร<br />
หมายเหตุ: ชื่ออาคารเรียกตามชื่อปัจจุบันที่ตั้ง<br />
ขึ้นหลังจากเปลี่ยนเป็นทัณฑสถานหญิงแล้ว<br />
1<strong>04</strong> <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา
เรือนนอนที่สร้างขึ้นใหม่เป็น<br />
อาคารสองชั้น โครงสร้าง<br />
คอนกรีตเสริมเหล็กและ<br />
พื้นที่พักผ่อน เก็บของ<br />
ใช้ส่วนตัวของผู้ต้องขัง<br />
นโยบายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ทางรัฐบาล<br />
ไทยได้วางแผนสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิมให้<br />
เป็นที่รู้จักเช่น อุทยานประวัติศาสตร์แหล่งโบราณสถาน<br />
วัดวาอาราม รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการบอกเล่าเรื่อง-<br />
ราวความรู้เชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ เช่น พิพิธภัณฑ์ ศูนย์<br />
วัฒนธรรม เป็นต้น ทาให้แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้กลายเป็น<br />
จุดสนใจและเป้าหมายของการเดินทาง โดยมีการจัดการ<br />
ตระเตรียมการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ในรูปแบบ<br />
ข้อมูลและบรรยากาศ หลายแห่งจาลองกิจกรรมและ<br />
สิ่งแวดล้อมตามการสันนิษฐานทางโบราณคดี เพื่อให้<br />
อรรถรส ให้ความรื่นรมย์ และให้ประสบการณ์อันมี<br />
ความสุขแก่ผู้มาเยี่ยมเยือน ในทางตรงกันข้ามอาคาร<br />
หรือพื้นที่อันมีประวัติเหตุการณ์สะเทือนใจสังคม ได้ถูก<br />
เปิดเผยบอกเล่าในรูปแบบสถานที่ท่องเที่ยวเรียนรู้ เช่น<br />
พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด จังหวัดกาญจนบุรี เล่าเรื่อง<br />
ช่วงเวลาของการก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะโดยใช้<br />
แรงงานเชลยศึกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าเรื่องราว<br />
ความทุกข์ทรมาน การเสียชีวิตของเชลยมากมายหลาย<br />
เชื้อชาติ บริเวณนี้จึงเป็นทั้งพื้นที่กึ่งประวัติศาสตร์และ<br />
กึ่งสุสาน เพื่อระลึกถึงการเสียชีวิตของคนเหล่านั้น และ<br />
ท้ายสุดจบเรื่องราวลงด้วยการพลิกบรรยากาศ เล่าเรื่อง<br />
เชลยกลุ่มหนึ่งที่ยังรอดชีวิต และสามารถเดินทางกลับ<br />
ถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือการ<br />
เล่าเรื่องความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ เช่น พิพิธภัณฑ์<br />
โรงงานหลวงที่ 1 ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทางพิพิธภัณฑ์<br />
จัดแสดงความเสียหายเมื่อครั้งน้าป่าไหลหลาก และกวาด<br />
เอาเครื่องจักร ผลผลิต แม้กระทั่งตัวอาคารไปกับกระแส<br />
น้า การบอกเล่าจบลงด้วยเรื่องของความร่วมมือกันเพื่อ<br />
สร้างโรงงานขึ้นอีกครั้ง จะเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์ด้าน<br />
ลบเริ่มได้รับความยอมรับและถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังมาก<br />
ขึ้น แต่การเล่าเรื่องนั้น ยังคงเล่าอย่างแผ่วเบาและจบ<br />
ตบท้ายเรื่องราวด้วยอารมณ์ด้านบวก ในประเทศไทยยัง<br />
มีอาคารและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ด้านลบ ที่ยาก<br />
จะพลิกความรู้สึกของคนในชุมชนหรือคนไทยที่มี<br />
วัฒนธรรมด้านจิตใจอันละเอียดอ่อน มีการแยกวัตถุ<br />
บุคคล สถานที่ ตามลาดับศักดิ์สูงต่า หรือความมงคล<br />
และอัปมงคล เช่น ศีรษะเป็นของสูง หมอนใช้หนุนศีรษะ<br />
จึงจัดเป็นของสูง เท้าเป็นของต่า ห้ามใช้เท้าเหยียบหมอน<br />
จะเกิดเป็นอัปมงคลแก่ตัว หากเผลอพลาดไปให้ไหว้ขอ<br />
ขมา ในงานสถาปัตยกรรมก็เช่นกัน สถาปัตยกรรมอัน<br />
เป็นมงคล เช่น วัด วัง บ้านเรือน มีความเป็นสิริมงคล<br />
เสาเอกเป็นเสาอันเป็นเอกมงคลของบ้าน บางส่วนของ<br />
สถาปัตยกรรม เช่น ส้วม ใต้ถุนบ้าน หรือใต้คาน ถือเป็น<br />
บริเวณอวมงคล สถานที่สาธารณะอันเป็นอวมงคล เช่น<br />
ศาลาสวดศพ สุสาน สามส้าง สถานที่และอุปกรณ์ใช้<br />
ประกอบพิธีการทาศพ มีความเชื่อว่า เมื่อไปงานศพมา<br />
ต้องรีบอาบน้าล้างหน้าชาระร่างกายให้สะอาด สถานที่<br />
อวมงคลยังรวมถึงพื้นที่สุ่มเสี่ยง เช่น โค้งที่มีอุบัติเหตุ<br />
บ่อย แก้ไขโดยการบูชาถวายสิ่งของ หรือสร้างศาลขึ้น<br />
ในกรณีต้นไม้บางชนิดที่มีชื่อพ้องกับคาอวมงคล เช่น<br />
ลั่นทม จะไม่นิยมนามาปลูกในบ้าน เมื่อเปลี่ยนชื่อเป็น<br />
ลีลาวดีแล้ว ปัจจุบันจึงได้รับความนิยมปลูกเป็นอย่างมาก<br />
จะเห็นได้ว่า ความเชื่อในสังคมไทยดูเหมือนจะมีข้อจากัด<br />
หลากหลายมิติทับซ้อน แต่หากพลาดพลั้งหรือก้าวล่วง<br />
ไปในความไม่เหมาะสม ยังมีแนวทางปฏิบัติแบบ ‘ไทย<br />
ไทย’ เพื่อแก้ไขเปลี่ยนความ ‘อัปมงคล’ ให้กลายเป็น<br />
ความ ‘มงคล’ ได้<br />
สถาปัตยกรรมอวมงคลประเภทหนึ่งคือ ‘คุก’ ซึ่ง<br />
เป็นคาที่มีความหนักและไม่เป็นมงคล ปัจจุบันเรียกด้วย<br />
คาที่เป็นทางการว่า ‘เรือนจา’ และ ‘ทัณฑสถาน’ ส่งผล<br />
ทางด้านจิตใจเพื่อการปรับเปลี่ยนมุมมอง หากพูดถึงคุก<br />
หรือเรือนจานั้น อย่างไรก็ให้ความรู้สึกอันเต็มไปด้วย<br />
ความอึดอัด ทรมาน ไม่มีใครอยากย่างกรายเข้าไป ถึงกับ<br />
มีหลักความเชื่อหนึ่งว่า เมื่อจะต้องเข้าไปในบริเวณคุก<br />
วารสารอาษา<br />
HISTORY <strong>ASA</strong> 105
ภายในห้องขัง เรือนแรกรับ<br />
ซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารเก่าแก่<br />
ตั้งแต่แรกสร้าง โครงสร้าง<br />
เดิมก่ออิฐรับน้ำาหนัก<br />
ปัจจุบันเสริมโครงสร้าง<br />
คอนกรีตเสริมเหล็ก และ<br />
โครงสร้างเหล็กแล้ว<br />
ห้องพบญาติด้านผู้ต้องขัง<br />
โดยจะมีโทรศัพท์ให้ใช้<br />
พูดคุย<br />
106 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา
เรือนเพ็ญ อาคารเก่าอายุ<br />
นับร้อยปี สร้างขึ้นเพื่อเป็น<br />
เรือนจำาตั้งแต่แรกเริ่ม ด้าน<br />
หลังคือตำาแหน่งของประตูผี<br />
ซึ่งได้ก่ออิฐฉาบปูนปิดไป<br />
นานแล้ว<br />
ด้วยสาเหตุใดก็ตาม ให้เดินถอยหลังเข้า เพื่อแก้เคล็ดว่า<br />
ไม่ได้ ‘เข้าคุก’ ด้วยตัวสถาปัตยกรรมกลางเมืองที่มี<br />
กาแพงสูงใหญ่ มีสายไฟฟ้าเดินรอบพร้อมลวดหนาม<br />
หลายชั้น ป้อมทั้ง 4 มุมสาหรับคอยสังเกตการณ์ และ<br />
ประตูอันแน่นหนาที่มีเพียงประตูเดียวสาหรับคนเป็น<br />
และประตูเดียวสาหรับคนตาย ทาให้ความเป็น ‘คุก’<br />
มีความเด่นชัดแยกขาดจากชุมชน และมีความน่ากลัว<br />
น่าเกรงขาม ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่อาจรู้สึกกลัวและอึดอัดใจ<br />
เมื่อผ่านหรือต้องมาพักอาศัยใกล้กับบริเวณนี้แต่สาหรับ<br />
ชุมชนที่อยู่รอบๆ แล้ว กลับรู้สึกชิน และไม่ได้มีความ<br />
หวาดกลัวแต่อย่างใด แต่ยังรู้สึกถึงพลังด้านลบ หากเลือก<br />
ได้ว่าจะสร้างบ้านติดกับคุกหรือติดกับสวนสาธารณะ<br />
คาตอบนั้นก็เป็นที่แน่นอนโดยไม่ต้องกล่าวถึงเหตุผล<br />
ปัจจุบันเรือนจาซึ่งรับผิดชอบโดยกรมราชทัณฑ์ทั่ว<br />
ประเทศ ได้ทยอยสร้างอาคารแห่งใหม่บนพื้นที่ที่เหมาะ<br />
สมกว่า ไกลจากชุมชน และย้ายผู้ต้องขังจากเดิม<br />
ที่อยู่เรือนจาใจกลางเมือง ออกไปสู่ชานเมือง เรือนจา<br />
เดิมจึงกลายเป็นที่รกร้างแปลกแยกท่ามกลางความเจริญ<br />
เติบโตของเมือง พื้นที่กว้างใหญ่นี้ ในหลายๆ จังหวัด<br />
คิดวางแผนเพื่อนามาใช้ประโยชน์สาธารณะ เช่น เรือนจา<br />
กลาง จังหวัดนครปฐม มีการสารวจและวางแผนเปลี่ยน<br />
พื้นที่เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สังกัดกรมศิลปากร<br />
โดยมีแนวคิดจากชุมชนว่าต้องการจะทุบทาลายสถาปัตย-<br />
กรรมทุกอย่างให้เหลือแต่ที่โล่ง และต้องการให้ออกแบบ<br />
อาคารใหม่ทั้งหมด เนื่องจากไม่อยากจดจาพื้นที่กักขัง<br />
อิสรภาพแห่งนี้อีกต่อไป อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ทัณฑสถาน<br />
หญิง จังหวัดเชียงใหม่พื้นที่ 17 ไร่ 2 งาน 61.45 ตารางวา<br />
บริเวณถนนราชวิถี ตาบลศรีภูมิ กลางเมืองเชียงใหม่<br />
สันนิษฐานว่าบริเวณนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเวียงแก้วอันเป็น<br />
ที่อยู่ของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่มาแต่ก่อน ซึ่งจาก<br />
เอกสาร บริเวณนี้อาจเป็นคุกประจาวังตั้งแต่เริ่มแรก<br />
กระทั่ง พ.ศ. 2448 ใช้งานเป็น ‘เรือนจากลางมณฑล<br />
พายัพ’ สถานที่คุมขังนักโทษทั้งชายและหญิง กระทั่ง<br />
พ.ศ. 2542 มีการปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่เป็นทัณฑสถาน<br />
หญิงเชียงใหม่ ผู้ต้องขังส่วนใหญ่จาคุกคดียาเสพติด<br />
จนเมื่อปี 2552 ได้ย้ายผู้ต้องขังทั้งหมดของทัณฑสถาน<br />
หญิงเชียงใหม่ ไปอยู่แทนที่ผู้ต้องขังชายในเรือนจากลาง<br />
เชียงใหม่ โดยผู้ต้องขังชายย้ายไปอยู่ที่เรือนจาแห่งใหม่<br />
ในพื้นที่อาเภอแม่แตง พื้นที่เดิมของทัณฑสถานหญิง<br />
แห่งนี้ ทางกรมราชทัณฑ์ได้ส่งมอบให้กับเทศบาลนคร<br />
เชียงใหม่เป็นผู้ดูแล โดยได้มีการวางแผนออกแบบพื้นที่<br />
เพื่อใช้ทาประโยชน์ให้สาธารณชน ใน พ.ศ. 2556 มี<br />
การศึกษาความเห็นของคนในชุมชนและคนเมืองเชียงใหม่<br />
ความเห็นส่วนหนึ่งอยากเก็บอาคารที่สาคัญไว้ เพื่อปรับ<br />
การใช้สอยให้เป็นประโยชน์ เนื่องจากในพื้นที่เรือนจานี้<br />
มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ถูกใช้มาตั้งแต่แรกสร้างจนปัจจุบัน<br />
อายุราวร้อยกว่าปีทั้งหมด 7 หลัง แต่ในทางกลับกัน<br />
ความเห็นหลักของคนเมืองประสงค์ให้รื้อถอนทุกสิ่งทุก<br />
อย่าง ทุกอาคาร ไม่อยากจดจาประวัติศาสตร์การมีอยู่<br />
ของเรือนจาอีกต่อไป ดังนั้นจึงได้สรุปแผนการรื้อถอน<br />
วารสารอาษา<br />
HISTORY <strong>ASA</strong> 107
พ.ศ. 2556 นายธานินทร์<br />
สุภาแสน ผู้ว่าราชการจังหวัด<br />
เชียงใหม่ ในพิธีเจริญ<br />
พระพุทธมนต์ และการทุบ<br />
ทำาลายกำาแพงทัณฑสถาน<br />
หญิง เพื่อจัดสร้างข่วงหลวง<br />
เวียงแก้ว<br />
ด้านนอกกำาแพงเรือนจำามี<br />
การวาดศิลปะกราฟฟิตี้<br />
แบบที่ชนะการประกวดใน<br />
การพัฒนาพื้นที่ข่วงหลวง<br />
เวียงแก้ว<br />
manager.co.th<br />
cmpublica.com<br />
และเปิดการประกวดแบบการพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์<br />
สาธารณะ รวมถึงเรียกพื้นที่แห่งนี้ด้วยชื่อใหม่ว่า‘ข่วงหลวง<br />
เวียงแก้ว’ ในระหว่างการดาเนินการปรับปรุงและพัฒนา<br />
พื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้หอจดหมายเหตุ<br />
แห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์<br />
พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ดาเนินการบันทึกข้อมูล<br />
สาคัญเกี่ยวกับทัณฑสถานก่อนการรื้อถอน เพื่อประโยชน์<br />
ในการค้นคว้าและอ้างอิงต่อไปในอนาคต โดยเริ่มดาเนิน<br />
การเมื่อต้นเดือนมกราคม 25<strong>59</strong> มีการบันทึกภาพนิ่ง<br />
ภาพเคลื่อนไหว ประกอบด้วยมุมสูงและภาพอาคารต่างๆ<br />
ดาเนินการสารวจ เขียนแบบแปลน แผนผัง วิเคราะห์<br />
ข้อมูลเชิงสถาปัตยกรรม และจัดทาฐานข้อมูลตลอดจน<br />
รวบรวมข้อมูลสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียบเรียง<br />
เป็นภาพยนตร์สารคดี จัดพิมพ์หนังสือจดหมายเหตุ<br />
กิจกรรมการรวบรวมภาพถ่ายที่ควรจดจา และดาเนินการ<br />
รวบรวมข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิในหลายๆด้าน ดาเนินการ<br />
ขุดตรวจข้อมูลทางโบราณคดี เพื่อศึกษาหลักฐานการใช้<br />
งานของพื้นที่<br />
นับตั้งแต่เริ่มเคลื่อนย้ายทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่<br />
ออกไปอยู่ในพื้นที่แห่งใหม่ ชุมชนและประชาชนทั้งที่<br />
อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงและภายในจังหวัดเชียงใหม่<br />
ต่างให้ความสนใจเรื่องราวของพื้นที่อดีตทัณฑสถานหญิง<br />
เชียงใหม่ในหลายแง่มุม ต่างมีส่วนร่วมในการแสดง<br />
ความคิดเห็นและจัดกิจกรรมเพื่อร่วมกันหาแนวทาง<br />
พัฒนาพื้นที่ดังกล่าวอย่างกว้างขวางและในหลากหลาย<br />
มิติ การทาพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อหลายครั้ง<br />
หลายสานัก เช่น พิธีเลี้ยงพระ รดน้ามนต์ สะเดาะเคราะห์<br />
พิธีการไล่ผี อัญเชิญวิญญาณออกจากสถานที่ การตั้ง<br />
ศาลขึ้นขณะทาการรื้อถอน การเสนอให้ตักหน้าดิน<br />
ออกไปทิ้งเสียเพื่อชาระล้างความ “แรง” ของพื้นที่ลง<br />
ในระหว่างการดาเนินการพัฒนานั้น พื้นที่ยังคงปิดล็อค<br />
กุญแจอย่างแน่นหนา เนื่องจากมีการแอบเข้าไปเสพ<br />
ยาเสพติดและมั่วสุมของกลุ่มวัยรุ่น ดังนั้นความเป็น<br />
สาธารณะจึงมีเพียงพื้นที่ด้านนอกของกาแพงสูงใหญ่<br />
เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ (นั่นหมายถึงขอบเขตความ<br />
เป็นสาธารณะยังคงเท่าเดิม) ปัจจุบันมีศิลปินกราฟฟิตี้<br />
ผลัดเปลี่ยนกันมาแต่งเติมเพิ่มลวดลายลงบนกาแพง<br />
ด้านนอกอย่างอิสระ กาแพงที่เคยใช้เพื่อแบ่งแยกพื้นที่<br />
กักขังออกจากพื้นที่ภายนอกในอดีตกลับกลายเป็นพื้นที่<br />
แสดงออกถึงความอิสระเสรี เป็นนัยยะของการรอคอย<br />
การเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสาธารณะในอนาคต<br />
วัฒนธรรมที่มีการซ้อนทับหลากหลายมิติของ<br />
ประเทศไทย เป็นปัจจัยที่นักวิชาการสถาปนิก ข้าราชการ<br />
ผู้มีอานาจตัดสินใจ ต้องนามาพิจารณา การเปลี่ยนชื่อ<br />
เรียกสถานที่ เพื่อเปลี่ยนมุมมองด้านลบ สามารถสร้าง<br />
เรื่องราวความเป็นมงคลใหม่ขึ้นได้ การทาพิธีทางศาสนา<br />
และความเชื่อ ไม่สามารถอธิบายหรือใช้การอ้างอิงกรณี<br />
ศึกษาในวัฒนธรรมอื่นๆ ได้ แม้เป็นกรณีใกล้เคียง เช่น<br />
108 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา
afternoonspecial.com<br />
เรือนจาเก่าแก่หลายแห่งในประเทศตะวันตก เปลี่ยน<br />
การใช้สอยมาเป็นโรงแรมหรู เช่น Katajanokka Hotel,<br />
Finland ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของการเป็นเรือนจาด้วย<br />
น้าเสียงสนุกสนาน หรือ The Morrin Centre อาคาร<br />
ศูนย์วัฒนธรรมเมือง Quebec City, Canada ที่เปลี่ยน<br />
เรือนจาให้เป็นพื้นที่สาหรับชุมชน ห้องสมุด และพื้นที่<br />
เช่าทากิจกรรมต่างๆ ทั้งงานแต่งงาน งานจัดเลี้ยง เป็นต้น<br />
ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่มีผลกระทบทางจิตใจนั้น<br />
ต้องมีการศึกษาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์<br />
การลงพื้นที่ศึกษาอย่างจริงใจ การฟังเสียงประชาชน<br />
แล้วนาข้อมูลเหล่านี้มาประกอบหลักวิชาการออกแบบ<br />
เพื่อวางแผนการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ให้เป็นประโยชน์<br />
สาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งนี่อาจเป็นหนทางหนึ่ง ที่จะนา<br />
มาซึ่งการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน<br />
Katajanokka Hotel,<br />
Finland<br />
อ้างอิงข้อมูลและภาพถ่ายอาคารทัณฑสถานหญิงจังหวัดเชียงใหม่:<br />
โครงการบันทึกข้อมูลและจัดทำาฐานข้อมูลทัณฑสถานหญิงจังหวัด<br />
เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในระหว่างดำาเนินการโดยหอจดหมายเหตุแห่งชาติ<br />
เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่<br />
The Morrin Centre<br />
อาคารศูนย์วัฒนธรรมเมือง<br />
Quebec City, Canada<br />
http://planner.makemytrip.com<br />
ชาริณี อรรถจินดา<br />
สถาปนิก และนักออกแบบ<br />
สิ่งแวดล้อมเพื่อการบอกเล่า<br />
วารสารอาษา<br />
HISTORY <strong>ASA</strong> 109
PRODUCT<br />
NEWS<br />
Thai Metal Aluminium Co., Ltd.<br />
T: +66 21 368 899<br />
E: alnex@thaimetal.com<br />
W: alnexthailand.com<br />
PRO-FLEX<br />
ระบบกันสาดสาเร็จรูปที่มาพร้อมระบบรางอะลูมิเนียมบิวท์อินและโซ่<br />
ระบายน้า ‘Pro-Flex’ ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างขนาดใหญ่ สามารถยื่น<br />
ได้มากกว่า 3 เมตร โดยไม่ต้องอาศัยเสาในการค้ายัน ตัวโครงสร้างทา<br />
มาจากอะลูมิเนียมปลอดสนิมที่ผ่านการอบด้วยความร้อน 200 องศา-<br />
เซลเซียส ระหว่างกระบวนการพ่นสี ทาให้เม็ดสีแนบสนิทไปกับพื้นผิว<br />
อะลูมิเนียม ช่วยกันการกระเทาะระหว่างใช้งาน ขณะที่วัสดุมุงท าจาก<br />
โพลีคาร์บอเนตหนา 3 มิลลิเมตร มีคุณสมบัติเด่นเรื่องความเหนียวที่มาก<br />
กว่ากระจกและอะคริลิก ใช้เทคโนโลยีที่สามารถป้องกันแสงยูวีได้ Pro-Flex<br />
มีความแข็งแรง ทนทานต่อแดด ฝน แรงกระแทก และการแตกหัก รวมถึง<br />
ลดปริมาณแสงที่จะเข้าสู่พื้นที่ภายในได้เป็นอย่างดี<br />
01<br />
SCG Cement-Building Materials Co., Ltd.<br />
T: +66 25 862 222<br />
E: contact@scg.co.th<br />
W: scgbuildingmaterials.com<br />
CREATON<br />
กระเบื้องหลังคาเซรามิคนาเข้าจากประเทศเยอรมนีกับ<br />
จุดเด่นอย่างระบบร่องกันน้าแบบ interlock ที่สามารถกั้น<br />
น้าได้ทั้งด้านบนและด้านข้าง ทาให้น้าไม่รั่วซึมและไม่ไหล<br />
ย้อนกลับ สามารถใช้ในพื้นที่ที่มีลมแรง รวมถึงหลังคาที่<br />
มีองศาความลาดชันต่าได้ ขนาดของกระเบื้องถูกออกแบบ<br />
ให้สามารถปรับระยะซ้อนทับกันได้ทั้งด้านกว้างและยาว<br />
โดยไม่จาเป็นต้องตัดกระเบื้องซึ่งช่วยคงความสวยงามของ<br />
แพทเทิร์นไว้ได้ นอกจากนี้ ขอบกระเบื้องยังมีความเรียบ<br />
มนซึ่งง่ายต่อการติดตั้ง ขณะเดียวกันยังท าให้การเชื่อม<br />
ต่อระหว่างแผ่นเรียบเนียนไร้รอยต่อ ซึ่งช่วยป้องกันสิ่ง<br />
สกปรกและการรั่วซึมได้อีกทางหนึ่ง<br />
02<br />
Ceramic Roofing Products Co., Ltd.<br />
T: +66 22 799 582-4<br />
F: +66 22 799 585<br />
E: iservice@crp.co.th<br />
W: crp.co.th<br />
FULFIL WALL<br />
SYSTEM<br />
ระบบผนังอิฐมวลเบาเสริมโครงเหล็ก ฟูลฟิลล์ วอลล์ ที่<br />
พัฒนาขึ้นด้วยปูนสูตรพิเศษ แข็งแรง ติดตั้งง่าย หน้างาน<br />
สะอาด ส่งงานเร็ว สามารถใช้เวลาในการเซ็ตตัว 1.30 นาที<br />
ซึ่งเร็วกว่าปูนซีเมนต์ชนิดอื่นๆ 95% ใช้ระบบหล่อหน้า<br />
งานแบบกึ่งแห้ง (Stay In Place) ที่ลดภาระเรื่องการทา<br />
ความสะอาด สามารถออกแบบเป็นผนังกันที่มีความหนา<br />
ของผนังน้อยกว่าผนังอิฐทั่วไปโดยกันเสียงได้ตั้งแต่<br />
40-66 เดซิเบล มีความหนาแน่นเทียบเท่าอิฐมวลเบา<br />
G4 และทนไฟได้ 2 ชั่วโมง 45 นาที นอกจากนี้ยังใช้<br />
นวัตกรรมการกรอกผนังแบบ Multi Layer ที่ช่วยลดแรง<br />
ดันอันเกิดจากการเทปูนลงในผนัง ลดการปูดบวม และ<br />
สามารถควบคุมระนาบของผนังให้มีความเรียบเนียนและ<br />
ได้ฉากตามต้องการ<br />
03<br />
110 <strong>ASA</strong> PRODUCT NEWS วารสารอาษา
CARTOON<br />
SRV<br />
112 <strong>ASA</strong> <strong>ASA</strong> CARTOON วารสารอาษา