ASA Journal 04/58
Transform your PDFs into Flipbooks and boost your revenue!
Leverage SEO-optimized Flipbooks, powerful backlinks, and multimedia content to professionally showcase your products and significantly increase your reach.
วารสารสถาปัตยกรรม<br />
ของสมาคมสถาปนิกสยาม<br />
ในพระบรมราชูปถัมภ์<br />
THE ARCHITECTURAL JOURNAL<br />
OF THE ASSOCIATION OF<br />
SIAMESE ARCHITECTS<br />
UNDER ROYAL PATRONAGE<br />
THE NAKA PHUKET / SALA<br />
AYUTTHAYA / BAAN SUAN<br />
CHANTITA / ESCAPE KHAO YAI /<br />
LIMA DUVA / ONEDAY | PAUSE<br />
AND FORWARD / BED STATION<br />
HOSTEL/ LITTLE NYONYA HOTEL /<br />
GREEN SME HOTEL / HANDMADE<br />
ARCHITECTURE<br />
<strong>04</strong><br />
2015<br />
STAY
THEMES<br />
38 The Naka Phuket<br />
46 Sala Ayutthaya<br />
54 Baan Suan Chantita<br />
60 Escape Khao Yai<br />
68 Lima Duva<br />
38<br />
54<br />
46<br />
68<br />
60<br />
8 <strong>ASA</strong> CONTENTS วารสารอาษา
SECTIONS<br />
NEWS<br />
18 Made in Japan<br />
22 ‘Bangkok 250’ Project Launched<br />
PROJECT UPDATE<br />
26 Oneday | Pause and Forward<br />
30 Bed Station Hostel<br />
34 Little Nyonya Hotel<br />
30<br />
26<br />
<strong>ASA</strong> COMMITTEE<br />
76 Handmade Architecture<br />
CONVERSATION<br />
80 <strong>ASA</strong>’s President Interview:<br />
<strong>ASA</strong> & Chao Phraya River<br />
Promenade Project<br />
PROFESSIONAL<br />
86 Green SME Hotel<br />
HISTORY<br />
94 Colonel Jira Silpakanok Profile<br />
and Work Chapter 2/2<br />
106 DETAILS<br />
108 PRODUCT NEWS<br />
109 MATERIALS<br />
110 REVIEW<br />
112 <strong>ASA</strong> CARTOON<br />
10 <strong>ASA</strong> CONTENTS วารสารอาษา
FOREWORD<br />
ADVISORS<br />
PICHAI WONGWAISAYAWAN<br />
SMITH OBAYAWAT<br />
PONGKWAN LASSUS<br />
ASSOC. PROF. TONKAO PANIN, PH.D.<br />
ANEK THONGPIYAPOOM<br />
ASSOC. PROF. M.L. PIYALADA<br />
THAVEEPRUNGSRIPORN, PH.D.<br />
WIRAT PANTAPATKUL<br />
MAADDI THUNGPANICH<br />
MONGKON PONGANUTREE<br />
EDITOR IN CHIEF<br />
SUPITCHA TOVIVICH<br />
CONTRIBUTORS<br />
JAKSIN NOIRAIPHOOM<br />
PATTARANAN TAKKANON<br />
PIRASRI POVATONG<br />
PONN VIRULRAK<br />
NATTAWUT USAVAGOVITWONG<br />
SORAVIS NA NAGARA<br />
SUPITCHA TOVIVICH<br />
SUPREEYA WUNGPATCHARAPON<br />
WARUT DUANGKAEWKART<br />
WINYU ARDRUGSA<br />
WORARAT PATUMNAKUL<br />
XAROJ PHRAWONG<br />
SPECIAL THANKS TO<br />
BEGRAY<br />
DHAMARCHITECTS<br />
DUANGRIT BUNNAG ARCHITECT LIMITED<br />
IDIN ARCHITECTS<br />
ONION<br />
SANSIRI<br />
SITTHANA PHONGKITKAROON<br />
SPA+A ARCHITECTURE<br />
STUDIO MITI<br />
WIPAVEE KUEASIRIKUL<br />
ENGLISH TRANSLATOR<br />
TANAKANYA CHANGCHAITUM<br />
GRAPHIC DESIGNERS<br />
WILAPA KASVISET<br />
MANUSSANIT SRIRAJONGDEE<br />
VANICHA SRATHONGOIL<br />
CO-ORDINATOR<br />
KETSIREE WONGWAN<br />
THE ASSOCIATION OF SIAMESE<br />
ARCHITECTS UNDER ROYAL<br />
PATRONAGE ORGANIZES<br />
248/1 SOI SOONVIJAI 4 (SOI 17)<br />
RAMA IX RD., BANGKAPI,<br />
HUAYKWANG, BANGKOK 10310<br />
T : +66 2319 6555<br />
F : +66 2319 6419<br />
W : asa.or.th<br />
E : asaisaoffice@gmail.com<br />
PRINT<br />
FOCAL IMAGE<br />
248/1 SOI SANTINARUEMAN RD.<br />
SUKHUMVIT RD. BANGKOK 10230<br />
T : +66 2259 1523<br />
E : <strong>ASA</strong>JOURNAL@GMAIL.COM<br />
ADVERTISING DEPARTMENT<br />
T : +66 2397 0<strong>58</strong>2-3<br />
F : +66 2747 6627<br />
SUBSCRIBE TO <strong>ASA</strong> JOURNAL<br />
T : +66 2319 6555<br />
การออกแบบโรงแรมขนาดเล็ก โรงแรมขนาดใหญ่ โรงแรมแบบบูติค รีสอร์ต โฮมสเตย์<br />
โฮสเทล ฯลฯ ล้วนมีจุดประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย แนวความคิดที่แตกต่างกันออกไป สิ่งเดียวที่<br />
เหมือนกันคือ เป็นการออกแบบเพื่อรองรับการพำานักอาศัยนอกบ้านไม่ว่าจะระยะสั้นหรือระยะยาว<br />
ก็ตาม เมื่อต้องทำาหน้าที่คล้ายบ้านแต่ไม่ใช่บ้าน แนวคิดการออกแบบอาคารพักอาศัยชั่วคราว<br />
เหล่านี้จึงมีความหลากหลาย บางครั้งความอบอุ่นแบบบ้านถูกนำ ามาใช้เป็นบรรยากาศอ้างอิง บางครั้ง<br />
ความหรูหรา ความผ่อนคลาย การใกล้ชิดธรรมชาติ การผจญภัย ความเกินจริง ความโรแมนติก<br />
และแฟนตาซี เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ สภาพแวดล้อมและพื้นที่ตั้งเป็นปัจจัยหนึ่งที่มี<br />
ผลต่อรูปแบบทางสถาปัตยกรรม วารสารอาษาฉบับนี้รวบรวมผลงานการออกแบบโรมแรม รีสอร์ต<br />
โฮมสเตย์ และฮอสเทลที่น่าสนใจ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ในส่วนของคอลัมน์<br />
Theme นั้นเป็นการรีวิวโครงการที่หลากหลาย ได้แก่ โรงแรม The Naka ภูเก็ต ออกแบบ<br />
โดยบริษัท Duangrit Bunnag Architect Limited (DBALP) โรงแรมศาลาอยุธยา ออกแบบ<br />
โดย Onion โฮมสเตย์บ้านสวนจันทิตา ออกแบบโดย Studio Miti โรงแรม Escape เขาใหญ่<br />
ออกแบบโดย SPA+A Architecture และโรงแรม Lima Duva ออกแบบโดย IDIN Architects<br />
นอกจากนี้ในส่วนของ Project Update ยังเป็นการอัพเดทสั้นๆ กับโครงการที่น่าสนใจ เช่น<br />
Oneday I Pause and Forward ออกแบบโดย Begray, Bed Station Hostel ออกแบบ<br />
โดยวิภาวี เกื้อศิริกุล และสิทธนา พงษ์กิจการุณ และโรงแรม Little Nyonya ออกแบบโดย<br />
Dhamarchitects นอกจากนี้ ในคอลัมน์ Professional ยังมีบทความที่เป็นประโยชน์ ‘Green<br />
SME Hotel’ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการทำาให้โรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลางลดผลกระทบต่อ<br />
สภาพแวดล้อมและเป็นโรงแรมสีเขียวได้<br />
All small or large hotels, boutique resorts, homestays and hostels are designed<br />
to serve their own objectives, target customers and architectural concepts. However,<br />
one proposition that they all hold in common is that they were designed for either<br />
long or short term stay, creating a space that makes one feel as if they are at home,<br />
but totally not, at the same time. Therefore, design for this sort of place results in<br />
countless various styles - some drawing a home experience through a part of the<br />
design, others generating a feeling of luxury or a relaxed and natural atmosphere,<br />
or even some bringing about a sense of adventure, surreal, or romantic mood. The<br />
site and their surroundings are also an important element that directly affects the<br />
architecture style. Inside this <strong>ASA</strong> Issue ‘Stay’ one will find a lot of design works consisting<br />
of interesting hotels, resorts, homestays, and hostels in both Bangkok and other<br />
provinces. Featured as a part of ‘Theme,’ there are a lot of project reviews such as<br />
The Naka (Phuket) - designed by Duangrit Bunnag Architect Limited (DBALP), Sala<br />
Ayutthaya Hotel - designed by Onion, Baan Suan Chantita designed by Studio Miti,<br />
Escape Hotel (Khao-Yai) - designed by SPA+A Architecture, and Lima Duva Hotel -<br />
designed by IDIN Architects. Moreover, in ’Project Update,’ updates on some interesting<br />
projects such as Oneday I Pause and Forward - designed by Begray, Bed Station<br />
Hostel - designed by Wipavee Kueasirikul and Sitthana Phongkitkaroon, and Little<br />
Nyonya Hotel - designed by Dhamarchitects. Furthermore, in ‘Professional,’ is ‘Green<br />
SME Hotel,’ a useful article discussing the necessary steps that must be taken,<br />
especially by small or medium hotels, with regards to reducing the impact on nature<br />
and reaching the standard of a Green SME Hotel.<br />
12 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา
สารจากนายกสมาคม<br />
คณะกรรมการบริหารสมาคมสถาปนิกสยาม<br />
ในพระบรมราชูปถัมภ์ปี 2557 - 2559<br />
ที่ปรึกษา<br />
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์<br />
นาย สิน พงษ์หาญยุทธ<br />
นาย สถิรัตร์ ตัณฑนันทน์<br />
นาย ประภากร วทานยกุล<br />
นายกสมาคม<br />
นาย พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ<br />
อุปนายก<br />
พันตำารวจโท ดร.บัณฑิต ประดับสุข<br />
นาย อนุชา ยูสานนท์<br />
นาย ประดิชญา สิงหราช<br />
ดร. วสุ โปษยะนันทน์<br />
รศ.ดร. ต้นข้าว ปาณินท์<br />
นาย นิธิศ สถาปิตานนท์<br />
เลขาธิการ<br />
นาย ประกิต พนานุรัตน์<br />
นายทะเบียน<br />
นาวาเอกหญิง อรอุสาห์ เชียงกูล<br />
เหรัญญิก<br />
นาย ครรชิต ปุณยกนก<br />
ปฏิคม<br />
นาย ปรีชา นวประภากุล<br />
ประชาสัมพันธ์<br />
นางสาว สุรัสดา นิปริยาย<br />
กรรมการกลาง<br />
นาย ชวลิต ต้ังมิตรเจริญ<br />
นาย สุนันทพัฒน์ เฉลิมพันธ์<br />
นาวาอากาศเอก อดิสร บุญขจาย<br />
นาง วินีตา กัลยาณมิตร<br />
รศ.ดร.ม.ล. ปิยลดา ทวีปรังษีพร<br />
ดร.พร วิรุฬห์รักษ์<br />
ประธานกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา<br />
นาย อดุลย์ เหรัญญะ<br />
ประธานกรรมาธิการสถาปนิกอีสาน<br />
ผศ. สุรศักดิ์ โล่ห์วนิชชัย<br />
ประธานกรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ<br />
นาย วิวัฒน์ จิตนวล<br />
ประเด็นร้อนที่เป็นข่าวอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ ที่ท่านสมาชิกคงได้เห็นอยู่ในช่วง<br />
ที่ผ่านมาคือโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่นำ้าเจ้าพระยาที่รัฐบาลต้องการสร้างพื้นที่ริมนำ้าให้ประชาชน<br />
เป็นทางจักรยานและทางเดินเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ โครงการเริ่มจากเชิงสะพานพระราม 7 ลงมา<br />
ถึงสะพานพระปิ่นเกล้าเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร จุดยืนที่สมาคมสื่อออกไปคือยินดีกับที่รัฐบาล<br />
เห็นความสำาคัญของการสร้างพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสาธารณะให้ประชาชนแต่ขณะเดียวกันรูปแบบ<br />
แนวคิดที่ถูกเผยแพร่ออกมาและขั้นตอนการดำาเนินการอย่างเร่งรีบทำาให้สมาคมและภาคีสมาคม<br />
วิชาชีพมีความเป็นห่วงและได้ทำาการทักท้วงไปยังคณะอนุกรรมการและคณะทำางาน รวมทั้งชี้แจง<br />
เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตลอดจนแนะนำากระบวนการที่เหมาะสมเพื่อให้โครงการสามารถ<br />
ดำาเนินไปได้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมอย่างแท้จริง กรุณาติดตามบทสัมภาษณ์ในเล่มเพื่อเข้าใจ<br />
บทบาทที่สมาคมดำาเนินอยู่<br />
อีกเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือเรื่องของการออกพระราชบัญญัติสองฉบับที่จะมีผลกระทบ<br />
โดยตรงกับการปฏิบัติวิชาชีพของสถาปนิก คือพรบ.จัดซื้อจัดจ้างและพรบ.ควบคุมอาคาร ที่กำาลัง<br />
จะประกาศใช้ พรบ.จัดซื้อจัดจ้างเป็นการยกระดับความเข้มข้นของระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเดิมขึ้นมา<br />
เป็นระดับพระราชบัญญัติโดยมีกรมบัญชีกลางเป็นเจ้าภาพในการร่าง สมาคมก็ได้ร่วมกับกลุ่ม 4<br />
สมาคมไปให้ความคิดเห็นให้พรบ.มีกรอบที่เป็นธรรมในการจัดจ้างผู้ออกแบบและที่ปรึกษารวมไปถึง<br />
การจัดจ้างงานก่อสร้างและสมาคมจะติดตามรายละเอียดของกฎหมายลูกที่จะตามมาส่วนการปรับปรุง<br />
พรบ.ควบคุมอาคารจะมีสาระสำาคัญที่เกี่ยวกับการขออนุญาตปลูกสร้างตามมาตรา 39 ทวิที่นอก-<br />
เหนือจากวุฒิสถาปนิกแล้ว จะเปิดให้สถาปนิกที่ถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในระดับสามัญและ<br />
วิสามัญสามารถเซ็นแบบขออนุญาตได้ตามขนาดและประเภทอาคารที่กำาหนด ทั้งนี้จะต้องมีการยื่น<br />
ใบรับรองใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้เซ็นแบบโดยสภาสถาปนิกทุกครั้งที่มีการยื่นขออนุญาต<br />
ในการนี้สถาบันสถาปนิกสยามได้มีการเปิดศูนย์บริการให้คำาปรึกษากับสมาชิกเพื่อช่วยให้มีความ<br />
เข้าใจในเงื่อนไขของกฎหมายที่ถูกต้อง<br />
ผมมีความยินดีที่จะแจ้งให้สมาชิกทราบว่าสมาคมได้ประธานจัดงานสถาปนิก 2559 แล้วซึ่งก็<br />
ไม่ใช่ใครอื่นไกล ได้แก่ รศ.ดร.ต้นข้าว ปาณินท์ และรศ.ดร.ม.ล.ปิยลดา ทวีปรังษีพร เป็นประธาน<br />
จัดงานหญิงคู่และอาจารย์ทั้งสองท่านก็เป็นกรรมการบริหารของสมาคมชุดปัจจุบันด้วยและมีส่วน<br />
สำาคัญยิ่งในการจัดงานสถาปนิกมาหลายปีมากๆ แล้วซึ่งขณะนี้ก็ได้มีความก้าวหน้าในการฟอร์ม<br />
ทีมงานได้เกือบครบแล้ว ผมต้องขอขอบคุณอาจารย์ทั้งสองและทีมงานที่มาช่วยกัน และผมมั่นใจว่า<br />
งานสถาปนิกในปีหน้านี้ที่จะครบรอบ 30 ปีของการจัดงานสถาปนิกจะมีความสดใสสวยงามและ<br />
น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมานี้เลยครับ<br />
นาย พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ<br />
นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ<br />
ปี 2557-2559<br />
14 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา
Retractable Pergola System
MESSAGE<br />
FROM<br />
THE PRESIDENT<br />
EXECUTIVE COMMITTEE<br />
THE ASSOCIATION OF<br />
SIAMESE ARCHITECTS<br />
UNDER ROYAL PATRONAGE<br />
2014—2016<br />
CONSULTANTS<br />
PROFESSOR SURAPON VIRULRAK, PH.D.<br />
SINN PHONGHANYUDH<br />
SATHIRUT TANDANAND<br />
PRABHAKORN VADANYAKUL<br />
PRESIDENT<br />
PICHAI WONGWAISAYAWAN<br />
VICE PRESIDENT<br />
POL.LT.COL. BUNDIT PRADUBSUK, PH.D.<br />
ANUCHAR YUSANANDA<br />
PRADITCHYA SINGHARAJ<br />
VASU POSHYANANDANA, PH.D.<br />
ASSOC. PROF. TONKAO PANIN, PH.D.<br />
NITIS STHAPITANONDA<br />
SECRETARY GENERAL<br />
PRAKIT PHANANURATANA<br />
HONORARY REGISTRAR<br />
CAPT.ON-USAH CHIENGKUL<br />
HONORARY TREASURER<br />
KARNCHIT PUNYAKANOK<br />
SOCIAL EVENT DIRECTOR<br />
PREECHA NAVAPRAPAKUL<br />
PUBLIC RELATIONS DIRECTOR<br />
SURASSADA NIPARIYAI<br />
EXECUTIVE COMMITTEE<br />
CHAVALIT TANGMITJAROEN<br />
SUNANTAPAT CHALERMPANTH<br />
GP. CAPT. ADISORN BUNKHACHAI<br />
VINEETA KALYANAMITRA<br />
ASSOC. PROF. M.L. PIYALADA<br />
THAVEEPRUNGSRIPORN, PH.D.<br />
PONN VIRULRAK, PH.D.<br />
CHAIRMAN OF NORTHERN REGION (LANNA)<br />
ADUL HERANYA<br />
CHAIRMAN OF NORTHEASTERN REGION<br />
(ESAN)<br />
ASST. PROF. SUR<strong>ASA</strong>K LOHWANICHAI<br />
CHAIRMAN OF SOUTHERN REGION (TAKSIN)<br />
WIWAT JITNUAN<br />
One of the hottest debates to surface in the newspapers and across other media<br />
outlets these days that might have grabbed your attention is the development of the<br />
Chao Phraya riverside area. The project involves the creation of a public space with<br />
a bicycle lane and promenade that runs 7 kilometers along the river from the foot of<br />
the Rama 7 Bridge to the Pinklao Bridge. While the association’s viewpoint has been<br />
appreciative and supportive of the government’s acknowledgement of the importance of<br />
public space, concerns have been raised after the concept and procedure were released,<br />
revealing the doubtfully excessive speed of the entire process. Consequentially, the association<br />
and professional network expressed disquiet as well as proposed suggestions<br />
to the subcommittee and working committee regarding possible obstructions and<br />
dilemmas. A proper process has also been put forward in order for the project to proceed<br />
and truly benefit the public. Read the interviews featured in this issue of <strong>ASA</strong> to get a<br />
better picture of the association’s role in the matter.<br />
Another subject that requires close attention is the declaration of the Procurement<br />
Act and Building Control Act due to the great deal of impact that they will have on the<br />
practice of Thai architects. The Procurement Act, which will intensify the procurement<br />
regulations into an act, has the Comptroller General’s Department in charge of organizing<br />
the planning and overview. <strong>ASA</strong> and 4 other associations were present and provided<br />
their professional opinions with an aim to create a framework for the fair and just<br />
procurement of designers and consultants as well as contractors. The association will<br />
also look into the subordinate laws that are to follow. The revision and improvement<br />
of the Building Control Act involves gaining the permission of the construction in<br />
section 39 bis., which indicates that, in addition to chartered architects, architects<br />
holding a License for Professional Architect at both Ordinary and Extraordinary levels<br />
will be permitted to sign the permit according to the specified sizes and types of<br />
buildings. Furthermore, the submission of the architect’s License for a Professional<br />
Architect must be carried out by the Architects’ Council every time that a permission<br />
is filed. The Association of Siamese Architects has set up a service center to provide<br />
the members with necessary information regarding all the involved legal conditions.<br />
I am also very glad to inform all the members that the association has now<br />
finalized their decision regarding the selection of the Chairman of the organizing<br />
committee for the upcoming Architect Expo 2016. Associate Professor Tonkao Panin<br />
and Associate Professor M.L.Piyalada Thaveeprungsriporn were selected to serve as<br />
the co-chairwomen. I take this opportunity to express my appreciation to these<br />
two amazing architects who agreed to take on this great responsibility. With their<br />
experiences working as the association’s current committee members and helping<br />
with the organization of the event in years past, and with their teams being formed<br />
and almost complete, I am confident that 2016’s Architect Expo, which will also mark<br />
the event’s 30 th anniversary, will be just as exciting, spectacular and interesting as ever.<br />
PICHAI WONGWAISAYAWAN<br />
<strong>ASA</strong> PRESIDENT 2014-2016<br />
16 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา
NEWS<br />
MADE IN<br />
JAPAN<br />
01<br />
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 25<strong>58</strong> ที่ผ่านมากลุ่ม<br />
สถาปนิกไทยในนาม ‘MAGiC i MADE’ ได้มีการจัดสัมมนา<br />
ร่วมกับสถาปนิกชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น อาทิ ทานิจิริ<br />
มาโกะโตะ ฮาราดะ มาซาฮิโระ อาชิซาวา ริวอิชิ และฮิโรชิ<br />
กาโตะ โดยการพูดคุยกันในครั้งนี้มีคุณฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล<br />
เป็นพิธีกรดาเนินงาน ซึ่งเป็นการจัดบรรยายเชิงวิชาการ<br />
ทางด้านสถาปัตยกรรมภายใต้หัวข้อ ‘MADE IN JAPAN |<br />
The Japanese Architecture of Tomorrow’ ที่หอศิลป-<br />
วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร<br />
การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้มีผู้สนใจร่วมเข้าฟังเป็น<br />
จานวนมาก การบรรยายเริ่มจากฮิโรชิ กาโตะ สถาปนิก<br />
รุ่นใหม่ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท KATO x VICTORIA ได้มา<br />
เล่าประสบการณ์การทางานของเขา เช่น ผลงานประกวดแบบ<br />
‘Forest Tower’ ที่เป็นการออกแบบ installation art ขนาด<br />
ค่อนข้างใหญ่ ประกอบด้วยพื้นที่5 ชั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ให้คน<br />
สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับต้นไม้และธรรมชาติที่ก าลังแทรกตัว<br />
01<br />
18 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา
อยู่ในพื้นที่แต่ละชั้น และผู้คนที่ใช้พื้นที่สามารถเห็นช่อง<br />
ท้องฟ้าขณะเดินขึ้นผ่านบันไดแต่ละชั้นได้อีกด้วย สาหรับ<br />
สถาปนิกคนที่สองที่ขึ้นมาบรรยายคือ อาชิซาวา ริวอิชิ<br />
ผู้ก่อตั้งบริษัทRyuichi Ashizawa Architects ซึ่งผลงานของ<br />
เขาส่วนใหญ่เป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมรวมถึงพื้นที่<br />
ต่างๆ ที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับธรรมชาติ อาทิ<br />
‘MA of Wind’ เป็นการออกแบบบ้านที่มีความเรียบง่าย ซึ่ง<br />
บริเวณชั้นหนึ่งของบ้านถูกเปิดโล่งโดยมีตาข่ายที่ทาหน้าที่<br />
คล้าย façade ปกคลุมบ้านไว้อีกชั้นหนึ่ง และแทรกด้วย<br />
ไม้เลื้อยอยู่บนตาข่ายนั้น ทาให้เวลาผ่านไปหน้าตาของบ้าน<br />
ก็ถูกเปลี่ยนไปพร้อมๆ กับไม้เลื้อยสีเขียวที่ค่อยๆ ปกคลุม<br />
ตาข่ายและบริเวณด้านหน้าของบ้าน สถาปนิกคนต่อไปที่<br />
ขึ้นมาบรรยายคือ ฮาราดะ มาซาฮิโระ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อ-<br />
ตั้งบริษัท Mount Fuji Architects Studio ผลงานโดดเด่น<br />
ที่เขาพูดถึงคือ ‘Tree House’ ซึ่งเป็นบ้านที่ถูกออกแบบ<br />
จากลักษณะของระดับชั้นต้นไม้ ทาให้บ้านมีระดับชั้นของ<br />
หลังคาและพื้นแตกต่างกันในแต่ละส่วน นอกจากนี้หลังคา<br />
ที่ค่อยๆ บิดตัวและโค้งเป็นชั้นทาให้มีช่องแสงลอดผ่านเข้ามา<br />
ได้อย่างลงตัว ซึ่งคล้ายคลึงกับแสงที่ลอดผ่านช่องว่างของ<br />
ต้นไม้นั้นเอง สุดท้ายเป็นการบรรยายผลงานของทานิจิริ<br />
มาโกะโตะ ผลงานของเขาสะท้อนถึงความสนุกและแสดง<br />
ถึงการทดลองความคิดใหม่ๆ กับสถาปัตยกรรมและพื้นที่<br />
ต่างๆ ที่ออกแบบ เช่น ‘Café/day’ เป็นร้านคาเฟ่ติดถนน<br />
ที่ถูกออกแบบให้พื้นภายในร้านเป็นพื้นถนน โดยเชื่อมโยง<br />
กับพื้นลานจอดรถด้านนอกมาจนถึงด้านใน ทาให้ร้านนี้<br />
มีความแปลกตาแต่ยังคงรูปแบบของร้านอาหารญี่ปุ่นได้<br />
อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ในช่วงสุดท้ายของงานได้เปิดโอกาส<br />
ให้ผู้เข้าร่วมฟังได้ถาม-ตอบกับสถาปนิกทั้งสี่ท่านอย่างอิสระ<br />
นับได้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติทางสถาปัตยกรรมและ<br />
วัฒนธรรมได้อย่างเข้มข้นทีเดียว<br />
01 ภาพบรรยากาศภายในงาน<br />
สัมมนา ‘MADE IN JAPAN |<br />
The Japanese Architecture<br />
of Tomorrow’<br />
02 ภาพระหว่างการบรรยายของ<br />
อาชิซาวา ริวอิชิ<br />
03 ภาพผลงานของ ทานิจิริ<br />
มาโกะโตะ<br />
TEXT AND PHOTOS<br />
Worarat Patumnakul<br />
02<br />
On the 31 st of May 2015, a group of young Thai architects<br />
named ‘MAGiC i MADE’ welcomed a group of architects<br />
from Japan to participate in a seminar under the<br />
topic: ‘MADE IN JAPAN | The Japanese Architecture of<br />
Tomorrow’ at the Bangkok Art and Culture Centre (BACC).<br />
The participating architects included Makoto Tanijiri,<br />
Harada Masahiro, Ashizawa Ryuichi and Hiroshi Kato,<br />
with Chatpong Chuenrudeemol serving as the master<br />
of ceremonies.<br />
The first lecturer was Hiroshi Kato, the founder of<br />
KATO x VICTORIA. He talked about his work experiences<br />
such as the creation of ‘Forest Tower’ (an architecture<br />
competition project) which is a work of installation art<br />
composed within 5 storeys. The architect designed this<br />
installation to be inserted between trees, allowing for<br />
people to interact with nature while walking up through<br />
each floor. The next architect was Ashizawa Ryuichi, most<br />
of whose work is focused on designing architecture that<br />
changes simultaneously over time with nature. For example,<br />
the ‘MA of Wind’ which is a house project. the architect<br />
used a net to function as the shading façade of the house<br />
and by growing plants on the net, aspects of the house<br />
mimic the changes in nature as time passes. Another<br />
participating architect, Harada Masahiro is one of the<br />
founders of Mount Fuji Architects Studio. The outstanding<br />
project that he designed and presented was ‘Tree House,’<br />
where the architect used the layer of the tree to function<br />
as the main inspiration for designing the house, causing<br />
the level of the roof and the floor to vary from one another<br />
here and there. Furthermore, gaps in the roof bring natural<br />
light into the house in a manner reminiscent of light passing<br />
through layers of leaves, branches and trees. Last but<br />
not least, the founder of Suppose Design Office Makoto<br />
Tanijiri presented a variety of projects that showcased<br />
his enjoyable practice such as the ‘Café/day’ project located<br />
next to the car park and road. The architect designed the<br />
interior floor to be like that of a car park, thereby effectively<br />
linking the exterior and interior spaces. At the end of the<br />
seminar, a question-answer section allowed for the audience<br />
to exchange their questions and opinions toward architecture<br />
with the 4 architects.<br />
03<br />
20 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา
‘BANGKOK 250’<br />
PROJECT<br />
LAUNCHED<br />
02<br />
01<br />
ในวันที่ 12 พฤษภาคม 25<strong>58</strong> ที่ผ่านมา ศูนย์ออกแบบ<br />
และพัฒนาเมือง (UddC) ร่วมกับสานักผังเมือง กรุงเทพ-<br />
มหานคร ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว โครงการ ‘กรุงเทพฯ<br />
250’ ซึ่งเป็นโครงการฟื้นฟูเมืองกรุงเทพฯ ในวาระครบ<br />
250 ปี ที่มีเป้าหมายจะพลิกฟื้นพื้นที่เมืองชั้นในให้น่าอยู่<br />
และพัฒนาเป็นมหานครระดับโลก โดยมีนายจุมพล สาเภาพล<br />
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้เกียรติเป็นประธานในการ<br />
เปิดงาน พร้อมทั้งได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.พระพรหม-<br />
บัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย<br />
และเจ้าอาวาส วัดประยุรวงศาวาสวรวิหารมาร่วมงานเพื่อ<br />
กล่าวให้โอวาทในฐานะตัวแทนของย่านกะดีจีน-คลองสานซึ่ง<br />
เป็นพื้นที่ศึกษาของโครงการอีกด้วย<br />
ภายในงาน ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติผู้อานวยการศูนย์<br />
ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ได้นาเสนอภาพกรุงเทพฯ<br />
ในปี 2575 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นผลจากการศึกษา<br />
ด้วยวิธีบูรณาการแนวใหม่ อันประกอบไปด้วยเทคนิคการ<br />
คาดการณ์อนาคต (foresight) และการร่วมหารือกับคน<br />
หลากหลายกลุ่มในกรุงเทพฯ โดยได้ผลลัพธ์มาเป็น 10 /<br />
8 / 6 หรือ 10 เทรนด์การใช้ชีวิต / 8 ย่านใหม่ของกรุงเทพฯ<br />
/ 6 การเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพที่สาคัญ ซึ่งเป็นรายงาน<br />
เบื้องต้นของโครงการทั้งหมด อีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการ<br />
ที่บอกเล่าถึงรายละเอียด ที่มาและความสาคัญ รวมถึงสิ่งที่จะ<br />
ทาต่อไปในอนาคตภายใต้กรอบการทางานของโครงการฯ นี้<br />
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ<br />
‘กรุงเทพฯ 250: อนาคต โอกาส ความหลากหลายของ<br />
ทุกคน’ ซึ่งดาเนินรายการโดย ผศ.ดร.ไขศรี ภักดิ์สุขเจริญ<br />
หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตย-<br />
กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ดร.พันธ์ุอาจ<br />
ชัยรัตน์ผู้เชี่ยวชาญด้านการคาดการณ์อนาคตเมืองดร.คณิสร์<br />
แสงโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง<br />
คุณโตมร ศุขปรีชา คอลัมนิสต์และเจ้าของงานเขียนว่า<br />
ด้วยวิถีคนเมืองร่วมสมัย คุณธนิชา นิยมวัน นักผังเมืองและ<br />
อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง<br />
22 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา
02<br />
On 12 th May 2015, the Urban Design and Development<br />
Centre (UddC) in cooperation with the Bangkok Metropolitan<br />
Administration Department of City Planning held<br />
a press conference debuting the project ‘Bangkok 250’ –<br />
Bangkok’s grand rehabilitation project on the occasion<br />
of its 250th anniversary – which was intended to recover<br />
the inner city areas into a more livable neighborhood<br />
and to develop Bangkok into a world metropolitan city.<br />
It was a pleasure to have the deputy governor of Bangkok,<br />
Jumpol Sampaopol, serving as the guest of honor on<br />
that day together with Mahachulalongkornrajavidyalaya<br />
University’s chancellor, Prof.Dr. Phra Phrom Bundit, and<br />
the abbot of Wat Prayurawongsawat Worawihan who<br />
devoted their time to sharing a sermon as representatives<br />
of Kadee Jeen and Khlong San, the study communities<br />
within the project.<br />
At the debut, the UddC’s director Asst.Prof.Dr. Niramon<br />
Kulsrisombat presented the future image of Bangkok<br />
in 2032, 17 years from now, which displayed the results<br />
from the study using new integration strategies including<br />
foresight techniques and deliberation processes carried<br />
out with several residents in Bangkok. The final result<br />
from the initial report took on the form of the: 10 / 8 /<br />
6, otherwise known as 10 trends in the city’s lifestyle,<br />
8 new Bangkok districts, and 6 important physical changes.<br />
There was also the exhibition sharing the details behind<br />
this project from the background and statement of the<br />
problem to the future plans to be carried out for years<br />
to come under the project’s framework.<br />
Furthermore, the event also featured the ‘Bangkok<br />
250: Future, Chance and Diversity,’ a symposium moderated<br />
by Asst. Prof. Dr. Khaisri Paksukcharern, Head of<br />
the Department of Urban and Regional Planning at Chulalongkorn<br />
University, Faculty of Architecture together<br />
with the city’s strategic foresight specialist, Dr. Pun-Arj<br />
Chairatana; the real estate and city development specialist,<br />
Dr. Kanis Saengchote; the columnist and writer behind<br />
the story of the metropolitan’s contemporary lifestyle,<br />
Tomorn Sukpreecha; and the urban design and visiting<br />
lecturer at the Department of Urban and Regional<br />
Planning, Thanicha Niyomwan.<br />
01 ภาพบรรยากาศภายในงาน<br />
เปิดตัว ‘โครงการกรุงเทพฯ<br />
250’<br />
02 ภาพบรรยากาศภายในงาน<br />
การจัดเสาวนาในหัวข้อ<br />
‘กรุงเทพฯ 250: อนาคต<br />
โอกาส ความหลากหลายของ<br />
ทุกคน<br />
TEXT<br />
Worarat Patumnakul<br />
PHOTOS<br />
UddC<br />
24 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา
PROJECT UPDATE<br />
ONEDAY | PAUSE AND<br />
FORWARD<br />
BEGRAY<br />
โครงการวันเดย์เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของกลุ่ม<br />
ผู้ประกอบการธุรกิจคาเฟ่ Casa Lapin ร้านอาหาร และ<br />
ธุรกิจที่อยู่อาศัย มารวมตัวกันนาโกดังเก่าอายุประมาณ<br />
20 ปี มาปรับปรุงใหม่ ภายใต้แนวคิด การใช้ชีวิต 1 วัน<br />
ให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งประกอบไปด้วย การพักผ่อน การรับ-<br />
ประทานอาหาร การทางาน ที่สัมพันธ์กับสโลแกนของทางร้าน<br />
‘you can live your life perfectly in Oneday’ โดยลูกค้า<br />
ที่เข้ามาในร้านจะรู้สึกเสมือนเข้ามาบ้านหลังหนึ่งที่ประกอบ<br />
ด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ ได้เเก่ Oneday | Pause and Forward<br />
(โฮสเทลและพื้นที่ทางาน), Oneday at a time (ร้านอาหาร)<br />
และ Casa lapin x26 (คาเฟ่) ซึ่งพื้นที่ของอาคารเป็นรูปทรง<br />
สี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว12x70 เมตร ผู้ออกแบบจึงก าหนดสัดส่วน<br />
ของคาเฟ่และร้านอาหารไว้ด้านหน้า และส่วนถัดมาเป็น<br />
co-working space และล็อบบี้ ซึ่งถือเป็นส่วนกลางของ<br />
โฮสเทลด้วยเช่นกัน สาหรับชั้น 2 เป็นพื้นที่ห้องพักของ<br />
โฮสเทลทั้งหมดรวมถึงห้องน้า นอกจากนี้ยังมีส่วนเพิ่มเติมที่<br />
ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจ านวนมาก ได้แก่ glasshouse<br />
และส่วนของร้านดอกไม้Wallflower ที่อยู่บริเวณด้านหน้าของ<br />
อาคาร ผู้ออกแบบต้องการให้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างเดิม<br />
ของความเป็นโกดังเก่าให้ได้มากที่สุด แต่พัฒนาออกแบบ<br />
ฟังก์ชั่นใหม่เข้าไป ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนเมือง<br />
ในปัจจุบัน<br />
01<br />
26 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา
บรษัท คนอฟ ยิปซั่ม (ประเทศไทย) จำกัด<br />
เปนผูจัดจำหนายอยางเปนทางการของผลิตภัณฑ Knauf AMF
8<br />
1<br />
2<br />
3<br />
4<br />
5<br />
6<br />
7<br />
9<br />
9<br />
10<br />
12<br />
11<br />
13<br />
FIRST FLOOR PLAN<br />
1 Flower Shop<br />
2 Terrace<br />
3 Shop<br />
4 Café<br />
5 Coffee Bar<br />
6 Corridor<br />
7 Kitchen<br />
8 Education<br />
9 Co-working Space<br />
10 Library<br />
11 Hostel<br />
12 Back Office<br />
13 Reception<br />
1 M<br />
The Oneday project began with the entrepreneurs<br />
of a café, restaurant and hotel coming together to revoke<br />
a 20-year-old factory into a new collaborative business<br />
under the slogan ‘you can live your life perfectly in Oneday.’<br />
The Oneday project is composed of different functions<br />
such as Oneday | Pause and Forward (Hotel and Co-working<br />
space), Oneday at a Time (Restaurant) and Casa Lapin<br />
x26 (Cafe). The building is of a rectangle shape of 12x70<br />
meters in size, with the cafe and restaurant situated at<br />
the front area of the overall space. The co-working space,<br />
hotel lobby and all hostel rooms are situated on the second<br />
floor. Furthermore, an added space: the glasshouse in the<br />
Oneday | Pause and Forward Hostel functions as a Wallflower<br />
(flower shop) and is situated in a welcoming fashion<br />
at the front of the building. The designer’s intention was<br />
to maintain the old structure of the factory as much as<br />
possible while adding a new design function to match<br />
with the lifestyles of people nowadays.<br />
02<br />
01-02 บรรยากาศภายใน<br />
Oneday | Pause and<br />
Forward<br />
OWNER<br />
Casa Lapin x26<br />
LOCATION<br />
Sukhumvit 26,<br />
Bangkok<br />
ARCHITECT<br />
Begray<br />
COMPLETION<br />
2014<br />
INTERIOR DESIGNER<br />
Begray<br />
STRUCTURAL ENGINEER<br />
Seri engineer<br />
SYSTEM ENGINEER<br />
Seri engineer<br />
BUILDING AREA<br />
1,500 sq.m.<br />
CONSTRUCTION COST<br />
30 Million Baht<br />
28 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา
New evolution for today and tomorrow !<br />
The alternative of architecture<br />
We provide quality and afforable<br />
products as Aluminium Composite FR<br />
Solid or Hollow anti UV / IR Coated<br />
Polycarbonate for rooing and walling<br />
INTER QUALITY CENTER Co.,Ltd<br />
Tel.02-5303644-46 Fax.02-5362277<br />
www.inter-quality.com
BED STATION HOSTEL<br />
WIPAVEE KUEASIRIKUL<br />
SITTHANA PHONGKITKAROON<br />
Bed Station เป็นโฮสเทลที่ถูกสร้างขึ้นในบริเวณใกล้เคียง<br />
กับสถานีรถไฟฟ้าราชเทวีซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองกรุงเทพ-<br />
มหานคร สถาปนิกรีโนเวทอาคารที่เป็นตึกแถวเก่าสองห้อง<br />
ให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น โดยใช้วัสดุต่างๆ ทั้งภายนอก<br />
และภายในอาคารให้สะท้อนถึงการผสมผสานของความเป็น<br />
ไทยกับอินดัสเตรียลเข้าด้วยกัน เช่น การใช้อิฐ ปูนเปลือย<br />
เหล็ก และไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ด้วยมุมมองที่สามารถเห็น<br />
ตัวอาคารได้จากบนรถไฟฟ้าและถนนเพชรบุรี ผู้ออกแบบ<br />
จึงต้องการให้ตึกมีความชัดเจนและเห็นได้จากระยะไกลแต่<br />
คงความเป็นตึกแถวเก่าอยู่ จึงออกแบบ façade ด้วยวัสดุ<br />
ประตูเหล็กยืดและมีการเลือกใช้สีดากับสีทองแดงที่สะท้อน<br />
ถึงรูปแบบของตึกแถวดั้งเดิม<br />
สาหรับทางเข้าด้านหน้าถูกปรับเปลี่ยนจากเดิมทั้งหมด<br />
โดยทุบส่วนทึบออกและเปิดมุมมองด้วยกระจก ให้คนที่ผ่าน<br />
ไปมาสามารถเห็นกิจกรรมด้านในได้ การจัดพื้นที่ชั้น 1<br />
ประกอบไปด้วยส่วนต้อนรับที่เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ส าหรับ<br />
แขกรวมถึงเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆของโฮสเทล นอกจากนี้<br />
พื้นที่อาคารเดิมของตึกแถว 2 ห้องนี้ มีด้านหน้าเป็นมุมปาด<br />
ทาให้อาคารมีรูปร่างและทิศทางที่ยากต่อการจัดวางสถาปนิก<br />
จึงแก้ปัญหาโดยการใช้เฟอร์นิเจอร์อย่างล็อคเกอร์และพื้นที่<br />
วางของให้มุมต่างๆ ที่ไม่เป็นสัดส่วนมีความลงตัวมากยิ่งขึ้น<br />
ในส่วนของโถงทางเดินในแต่ละชั้นมีการเจาะช่องแสงด้านบน<br />
และเจาะพื้น เพื่อให้แสงธรรมชาติเข้ามาสู่ส่วนกลางของ<br />
อาคารได้ ในขณะที่ห้องพักที่ประกอบด้วยเตียงจานวน 4,<br />
6 และ 8 เตียง จะมีม่านกันแสงระหว่างเตียงเพื่อเพิ่ม<br />
ความเป็นส่วนตัว<br />
01<br />
30 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา
Bed Station Hostel is located in the central heart of<br />
Bangkok within close proximity to Ratchathewi skytrain<br />
station. The architect renovated a double shophouse to<br />
function as a contemporary hostel that combines both<br />
traditional Thai as well as industrial design through the<br />
use of different kinds of materials such as brick, concrete,<br />
steel and wood. In response to the characteristics of<br />
the site of the Bed Station Hostel allowing for people to<br />
see the building from the skytrain station, the architect<br />
designed the building facade with a Thai steel door that<br />
reflects the old style of the shophouse.<br />
The front entrance was changed to be more open<br />
and translucent through the use of glass walls rather than<br />
solid walls allowing for people passing by to view activities<br />
occurring inside the hostel. Furthermore, the shape of<br />
the building is situated on a bend which increases the<br />
difficulty of arranging the circulation inside the building,<br />
a challenge the architect solved by gathering the furniture<br />
to enclose the strange space. Within the interior of the<br />
building, rays of light flow in from a hole designed to bring<br />
natural light into the space during the day.<br />
02<br />
01 โครงการเป็นการรีโนเวท<br />
ตึกแถวเก่าสองห้อง<br />
02 บรรยากาศภายใน<br />
OWNER<br />
Jarupa Sunthonpagasit<br />
LOCATION<br />
Ratchathewi, Bangkok<br />
ARCHITECTS<br />
Wipavee Kueasirikul<br />
Sitthana Phongkitkaroon<br />
COMPLETION<br />
2015<br />
INTERIOR DESIGNER<br />
Wipavee Kueasirikul,<br />
Sitthana Phongkitkaroon<br />
BRAND DESIGNER<br />
Studio Dialogue<br />
PROP DESIGNER<br />
Sister Made Style and<br />
Decoration<br />
BUILDING AREA<br />
680 sq.m.<br />
CONSTRUCTION COST<br />
13 Million Baht<br />
1 M<br />
32 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา
LITTLE NYONYA HOTEL<br />
DHAMARCHITECTS<br />
01<br />
01 รูปลักษณะทางสถาปัตยกรรม<br />
บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของครอบครัว<br />
เจ้าของโครงการที่มีสายเลือดเป็น<br />
ชาวเปอรานากัน<br />
โรงแรมลิตเติ้ลยอนย่า เป็นโรงแรมขนาด 44 ห้อง ที่<br />
ถูกสร้างขึ้นในจังหวัดภูเก็ต เจ้าของโครงการต้องการที่จะให้<br />
โรงแรมเป็นเรือนรับรอง ซึ่งบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของครอบครัว<br />
เจ้าของโครงการที่มีสายเลือดเป็นชาวเปอรานากันหรือชาวจีน<br />
ที่มาแต่งงานกับคนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่บริเวณช่องแคบมะละกา<br />
ซึ่งครอบคลุมมาถึงจังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ต สถาปนิก<br />
จึงออกแบบให้โรงแรมมีจุดเด่นในลวดลายของสถาปัตยกรรม<br />
โดยใช้อิฐที่ออกแบบให้มีลวดลายแบบแขก (Baba Block)<br />
และลวดลายแบบจีน (Nyonya Block) เพื่อสื่อถึงการผสม-<br />
ผสานกันทางสายเลือดของชาวเปอรานากัน สาหรับรูปแบบ<br />
การจัดผังพื้นที่ ภายในอาคารถูกออกแบบให้มีพื้นที่เปิดโล่ง<br />
ส่วนกลาง ซึ่งมีลักษณะเหมือนบ้านจีนที่เรียกตรงกลางบ้าน<br />
ลักษณะนี้ว่า ฉิ่มแจ้ [ 天 井 tiānjǐng] ถือเป็นการประยุกต์<br />
บ้านให้เข้ากับอาคารโคโลเนียลแบบฝรั่ง ส่วนทางเข้าออก<br />
ของโครงการมีพื้นที่อันจ ากัดที่ค่อนข้างลึกและแคบผู้ออกแบบ<br />
จึงใช้ประโยชน์จากพื้นที่แคบนี้ให้เป็นที่ว่างสีเขียวและสระ-<br />
ว่ายน้า ทาให้เสียงจากถนนด้านนอกไม่รบกวนมาถึงบริเวณ<br />
ตัวอาคาร บริเวณทางเข้าออกที่แคบนี้ยังถูกออกแบบให้มี<br />
กาเซโบหรือศาลาซึ่งมีหน้าตาแบบแขกผสมฝรั่งและขนาน<br />
ไปกับต้นหลิวที่สื่อถึงความเป็นจีนอีกด้วยการใช้วัสดุโครงสร้าง<br />
ต่างๆ ของโครงการถูกเลือกใช้วัสดุไม้เก่า รวมถึงวัสดุอื่นๆ<br />
ซึ่งเป็นของสะสมของผู้จัดการโครงการเอง ทาให้เครื่องเรือน<br />
งานตกแต่ง พื้น ประตูต่างๆ และอื่นๆ เป็นของที่นากลับมา<br />
ใช้ใหม่ได้อย่างน่าสนใจ<br />
34 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา
Little Nyonya Hotel is located in Phuket province and<br />
composed of 44 rooms. The hotel owner required that<br />
the hotel indicate the heritage of a Peranakan Chinese<br />
structure, thus, the architect created an architectural pattern<br />
that was of both an Indian (Baba Block) and Chinese<br />
(Nyonya Block) style in order to represent the owner’s<br />
mixed lineage. Furthermore, a courtyard set in the middle<br />
of the building is similar to a Chinese house and courtyard<br />
known as a ti nj ng. The entrance and route leading to<br />
the main building of the hotel is quite narrow and long,<br />
a variable which inspired the architect to design a swimming<br />
pool and green space within the area given, a design<br />
decision that further ensured that the sound of the pollution<br />
from the outside would not disturb guests in the<br />
hotel. Moreover, the route was planted with willow trees,<br />
reflecting a Chinese style while falling in line with the<br />
Gazebo that is of an Indian style. Regarding the furniture<br />
and materials, the architect used old wood and other<br />
collectible items belonging to the owner to bring character<br />
and personality into the space.<br />
OWNER<br />
Little Nyonya Hotel<br />
LOCATION<br />
Chaofah West Rd.,<br />
Phuket Town<br />
ARCHITECT<br />
Dhamarchitects<br />
COMPLETION<br />
2015<br />
INTERIOR DESIGNER<br />
Dhamarchitects<br />
LANDSCAPE ARCHITECT<br />
Dhamarchitects<br />
STRUCTURAL ENGINEER<br />
Chayutama Cheechareon<br />
SYSTEM ENGINEER<br />
Jamnan Khamkhong<br />
Saran Wongwiwat<br />
CONTRACTOR<br />
Little Nyonya Hotel<br />
BUILDING AREA<br />
3,930 sq.m.<br />
CONSTRUCTION COST<br />
85 Million Baht<br />
MASTER PLAN<br />
1 Gazebo<br />
2 Ramp<br />
3 Front Office<br />
4 Lobby<br />
5 Waiting Lounge<br />
6 Toilet<br />
7 Lounge & Library<br />
8 Gallery<br />
9 Stairs<br />
10 Lift<br />
11 Guest Room Wing<br />
12 Office<br />
12<br />
11<br />
5<br />
4<br />
9<br />
10<br />
1<br />
2 3 6<br />
7<br />
8<br />
2.5 M<br />
36 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา
THE NAKA<br />
PHUKET<br />
TEXT<br />
Jaksin Noiraiphoom<br />
PHOTOS<br />
Wison Tungthunya &<br />
W Workspace<br />
PHUKET<br />
DBALP<br />
38 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
จากค่านิยมของคนในยุคปัจจุบันที่นิยมเดินทางและ<br />
ท่องเที่ยวกันมากขึ้น ส่งผลให้โครงการประเภทโรงแรมและ<br />
ที่พักเกิดขึ้นใหม่เป็นจานวนมาก เพื่อตอบสนองกับวิถีชีวิต<br />
ของผู้คนในยุคใหม่ และด้วยความที่มีโครงการประเภทนี้<br />
เกิดขึ้นเป็นจานวนมาก และทุกที่ต่างก็มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมาย<br />
ที่ใกล้เคียงกัน ทาให้แต่ละโรงแรมจาเป็นที่จะต้องหาจุดขาย<br />
เพื่อสร้างให้โครงการของตนมีความโดดเด่น แตกต่างจาก<br />
ที่อื่นๆ ซึ่งงานออกแบบสถาปัตยกรรม ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายๆ<br />
โรงแรมนิยมเลือกนามาใช้เพื่อสร้างเอกลักษณ์โดย The Naka<br />
Phuket นับเป็นหนึ่งในโรงแรมที่มีแนวคิดเช่นนั้น<br />
โครงการตั้งอยู่บนหาดขนาดเล็ก ระหว่างหาดป่าตองและ<br />
หาดกมลา บริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ต ตัวหาด<br />
มีลักษณะเป็นหาดส่วนตัว ที่มีความเงียบสงบ มีทัศนียภาพ<br />
ที่สวยงาม ทั้งน้าทะเล หาดทราย พร้อมทั้งโอบล้อมด้วยภูเขา<br />
ที่มีความเป็นธรรมชาติ ถือเป็นบริเวณที่เหมาะสาหรับสร้าง<br />
สถานที่พักผ่อนเป็นอย่างยิ่งและด้วยความที่โครงการต้องการ<br />
เจาะนักท่องเที่ยวในกลุ่มCreative class ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีก าลัง<br />
ทรัพย์ นิยมการเดินทาง ชื่นชอบศิลปะ ชอบงานออกแบบ<br />
แสวงหาแรงบันดาลใจ และมีไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว ทางเจ้าของ<br />
โครงการจึงได้เลือก บริษัท Duangrit Bunnag Architect<br />
Limited (DBALP) ผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์ในการออกแบบ<br />
โครงการลักษณะนี้จานวนมากเข้ามารับหน้าที่สร้างสรรค์<br />
สถาปัตยกรรมเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว<br />
ภายในโครงการประกอบด้วยห้องพักจานวน 94 หน่วย<br />
สร้างลดหลั่นกันไปตามแนวเนินเขา โดยในการวางผังนั้น<br />
สิ่งสาคัญที่สุดที่ผู้ออกแบบได้ค านึงถึงคือ ทิวทัศน์ ตัวอาคาร<br />
จึงได้รับการวางให้หลบมุมกันเพื่อให้ทุกหน่วยจะต้องสามารถ<br />
มองเห็นทัศนียภาพของทะเลอันดามันได้โดยไม่มีสิ่งใดบดบัง<br />
นอกจากห้องพักแล้ว ยังมีอาคารหลักอื่นๆ ได้แก่ อาคาร<br />
ล็อบบี้ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านบนของเนินเขาใกล้กับถนนทางเข้า<br />
และสามารถมองเห็นทะเลได้เช่นกัน ร้านอาหารซึ่งอยู่บน<br />
เนินเขา สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้กว้าง รวมทั้งห้อง<br />
จัดเลี้ยงและสระว่ายน้าซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลทาให้สามารถสัมผัส<br />
บรรยากาศของทะเลได้<br />
ARCHITECT<br />
Duangrit Bunnag<br />
Architect Limited<br />
(DBALP)<br />
MEMBER ID<br />
1-0131<br />
CONTRACTOR<br />
TTK<br />
BUILDING AREA<br />
30,000 SQ.M.<br />
DURATION<br />
2011-2014<br />
01<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 39
40 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา<br />
02
3<br />
6<br />
2<br />
1<br />
5<br />
7<br />
4<br />
MASTER PLAN<br />
1 Villa<br />
2 Lobby<br />
3 Spa<br />
4 Restaurant<br />
5 Wedding Chapel<br />
6 Transformer Generator<br />
7 Swimming Pool<br />
จากความต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายของโครงการ ซึ่ง<br />
เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบศิลปะและงานออกแบบ ทางทีมสถาปนิก<br />
จึงมีแนวคิดที่จะสร้างตัวสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงาม<br />
อันเป็นเอกลักษณ์ เสมือนเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง แนวคิด<br />
ดังกล่าวนามาสู่การออกแบบอาคารที่มีการใช้เส้นสายที่<br />
เรียบง่าย ด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมแบบเรขาคณิต ที่มีกลิ่นอาย<br />
ของความเป็นโมเดิร์น ส่วนที่ถือเป็นไฮไลท์ของโรงแรมแห่งนี้<br />
นั่นคือ ส่วนของห้องพัก ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็น pool<br />
villa ซึ่งแต่ละห้องจะมีสระน้ าในตัว โดยแบ่งเป็นห้องประเภท<br />
1 ห้องนอน 2 ห้องนอน และ 3 ห้องนอน และด้วยความที่<br />
ส่วนนี้ถือเป็นหัวใจของโรงแรม ทางทีมสถาปนิกได้ออกแบบ<br />
ให้ส่วนของห้องพักนี้มีลักษณะพิเศษ ที่มีเอกลักษณ์แตกต่าง<br />
จากที่อื่นๆ โดยเพิ่มส่วนของห้องที่ยื่นออกไปในอากาศช่วย<br />
เพิ่มสีสันและความน่าตื่นเต้นให้กับตัวอาคาร<br />
01 โถงต้อนรับตั้งอยู่ด้านบนของ<br />
เนินเขา ใกล้กับถนนทางเข้า มอง<br />
เห็นทิวทัศน์ทะเล<br />
02 ส่วนของห้องนอนที่ยื่นออกมา<br />
จากตัวอาคาร ช่วยสร้างความรู้สึก<br />
ตื่นเต้น เพิ่มความน่าสนใจให้กับ<br />
การพักผ่อนในโรงแรมแห่งนี้<br />
5 M<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 41
03<br />
03 บรรยากาศภายในห้องพักแบบ<br />
pool villa ซึ่งทุกห้องมีสระว่ายน้ำา<br />
ส่วนตัวที่มองเห็นทิวทัศน์ทะเล<br />
<strong>04</strong> ส่วนร้านอาหารได้รับการตกแต่ง<br />
ด้วยไม้ ช่วยลดทอนความแข็งของ<br />
ตัวอาคาร ทำาให้รู้สึกถึงความเป็น<br />
ธรรมชาติมากยิ่งขึ้น<br />
“ตรงส่วนห้องนอนออกแบบให้เป็นกล่องกระจกเพื่อให้<br />
เห็นวิวโดยรอบ และเพื่อเพิ่มความตื่นเต้นเลยยื่นโครงสร้าง<br />
ออกมา เวลาอยู่ด้านในจะให้ความรู้สึกเหมือนลอยอยู่ใน<br />
ทะเล” สรัญญา ศรีสกุลไชยรัก หัวหน้าทีมสถาปนิก กล่าวถึง<br />
การออกแบบห้องพักแบบ pool villa ห้องพักทุกห้องยังถูก<br />
ออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัว โดยใช้กาแพงเป็นตัวกั้นและ<br />
บังคับมุมมอง ภายในห้องพักประกอบด้วยพื้นที่ใช้สอยต่างๆ<br />
ทั้ง ห้องนั่งเล่น ห้องน้า ห้องอาบน้า และระเบียงริมสระน้า<br />
สาหรับชมทิวทัศน์ภายนอก ซึ่งทุกสัดส่วนมีการตกแต่งอย่าง<br />
เรียบง่าย วัสดุที่เลือกนามาใช้ในโครงการส่วนใหญ่เป็นวัสดุ<br />
สมัยใหม่ ทั้งคอนกรีตและปูนในส่วนของผนังอาคาร ผสาน<br />
กับการใช้เหล็กในส่วนของโครงสร้างบางส่วน และกระจก<br />
ในส่วนของช่องเปิด นอกจากนี้ยังมีการนาวัสดุธรรมชาติ<br />
อย่างเช่น ไม้ เข้ามาใช้ในบางส่วน เช่น ใช้กรุบริเวณโครงสร้าง<br />
ของอาคารล็อบบี้ ร้านอาหาร และผนังระบายอากาศของ<br />
ห้องจัดเลี้ยง รวมทั้งผนังบางส่วนของห้องพัก เพื่อเพิ่มความ<br />
นุ่มนวลและความเป็นธรรมชาติ ไม่ให้ตัวอาคารดูแข็งและ<br />
เรียบง่ายจนเกินไป<br />
ทางด้านงานภูมิสถาปัตยกรรม มีการออกแบบพื้นที่<br />
ระหว่างอาคาร โดยเก็บต้นไม้เดิมไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้<br />
เหมือนตัวอาคารแทรกอยู่ท่ามกลางธรรมชาติพืชพันธุ์สีเขียว<br />
เช่น หญ้า และไม้พุ่มขนาดเล็ก ถูกสอดแทรกไว้ในบริเวณ<br />
ที่ว่างระหว่างอาคารอย่างเป็นจังหวะ สีเขียวของพืชพันธุ์<br />
ช่วยขับเน้นให้ตัวอาคารที่ค่อนข้างเรียบมีความโดดเด่นมาก<br />
ยิ่งขึ้น ด้วยบรรยากาศที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของธรรมชาติรอบข้าง<br />
ผสานกับการใช้สถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือสาหรับสร้าง<br />
ภาพลักษณ์อันน่าจดจาให้กับตัวโครงการ ซึ่งก็นามาใช้ได้<br />
อย่างถูกที่ถูกเวลา และเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ช่วยเติม<br />
เต็มสีสันและสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กับผู้ที่<br />
เข้ามาพักได้เป็นอย่างดี ทาให้ The Naka Phuket แห่งนี้<br />
ได้กลายเป็นจุดหมายแห่งใหม่ สาหรับบรรดานักเดินทางใน<br />
ยุคปัจจุบัน ที่มุ่งแสวงหาแรงบันดาลใจและความท้าทาย<br />
ให้กับชีวิต<br />
42 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
People today are increasingly valuing travel and<br />
tourism, hence hotels and resort projects emerging in<br />
large numbers. In order to meet the modern lifestyle<br />
demands, as well as having to compete with a vast<br />
number of hotels and resorts where all are targeting a<br />
similar group of customers, each hotel must, therefore,<br />
find a striking differentiator for their project to stand<br />
out. Establishing their identity through architectural<br />
designs is one of the ways to stand out from the other<br />
projects, and The Naka Phuket is one of the hotels that<br />
had adopted this concept.<br />
The project is located on a small beach between<br />
Patong and Kamala beaches at Phuket's west coast.<br />
The beach is a quiet, private beach with picturesque<br />
views of the sea and beaches surrounded by mountains.<br />
The setting within nature is ideal as a relaxation spot.<br />
With that and the intention of targeting the creative<br />
class group of tourists – those who have the ability to<br />
spend, value traveling, are enthusiastic about the arts<br />
and design, draw inspiration from travels and nature,<br />
and have their own distinct lifestyles – the project's<br />
owners have then selected the experienced Duangrit<br />
Bunnag Architect Limited (DBALP) to fulfill the architectural<br />
duties for this project.<br />
The project is comprised of 94 units built along the<br />
rolling hills. In designing the layout, the most important<br />
factor considered was the view of nature; all units are<br />
at an angle where there is unobstructed scenery of the<br />
Andaman Sea. Besides the rooms, other main buildings<br />
include a lobby located on top of a hill near the entrance<br />
overlooking the sea, the restaurant located on a hill as<br />
well as overlooking wide views of nature, and the banquet<br />
hall and swimming pool situated by the sea making it<br />
possible to experience the beach atmosphere.<br />
Considering the project's need to target arts and<br />
design enthusiasts, the group of architects came up<br />
with the concept of creating an art-like architecture<br />
with a unique design and sense of beauty. The initiative<br />
led to the design of the building with the use of simple<br />
lines and geometric squares that give a touch of modernity.<br />
The highlight of this hotel would be the rooms that<br />
have been designed into one-bedroom, two-bedroom,<br />
and 3-bedroom pool villas, each with their own private<br />
pool. As this section is considered to be the heart of<br />
the hotel, the team of architects have developed a special<br />
design that is uniquely different from other hotels. By<br />
adding a section of the room that extends out into the<br />
air, the team has succeeded in adding color and excitement<br />
to the building itself.<br />
"The bedroom was designed as a glass box in order<br />
for the surrounding views to be visible and, to add to<br />
the excitement, we have extended the structure out,<br />
so that when inside it, it feels like you are floating on<br />
the sea," says Saranya Srisakulchairak, the head of the<br />
team of architects, regarding the designs of the pool<br />
villas. All rooms have also been designed with the utmost<br />
privacy, using walls as barriers and focused perspectives.<br />
The rooms include a living area, bathroom, shower room,<br />
and balcony by the pool, all of which have been designed<br />
with simplicity. Selected materials<br />
used in the project are mostly modern materials, including<br />
concrete and cement for the walls, combined with the<br />
use of steel in certain structural parts and glass for the<br />
openings. Natural materials like wood paneling have<br />
also been used in some areas, such as the structure of<br />
the lobby building, restaurants, wall ventilation for the<br />
banquet hall and some parts of the villas, in order to<br />
add variety and a natural soft touch to the buildings.<br />
As for the architectural landscape, the design<br />
has been aimed at keeping the preexisting trees as<br />
undisturbed as possible, so that the building structures<br />
are surrounded by nature. Greenery such as grass and<br />
small shrubs have also been positioned nicely between<br />
buildings, providing a striking contrast to the simple<br />
building designs. The unique charm of the natural<br />
surroundings combined with the use of architecture as<br />
a tool for creating a memorable image for the project<br />
-- all executed at the right place and at the right time<br />
as well as being appropriate for the target group -- has<br />
helped to enhance one’s stay here by filling the time<br />
spent with colorful and memorable experiences for<br />
those who visit and stay at the Naka Phuket, making it<br />
a new destination for the modern travelers in search of<br />
inspiration and challenges in life.<br />
จักรสิน น้อยไร่ภูมิ<br />
จักรสิน น้อยไร่ภูมิ หรือ ‘อ.แมลงภู่’<br />
จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม<br />
จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์<br />
มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันเป็น<br />
อาจารย์ประจำาอยู่ที่คณะสถาปัตย-<br />
กรรมศาสตร์และการออกแบบ<br />
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล<br />
รัตนโกสินทร์ ศาลายา ควบคู่ไปกับ<br />
การเป็นสถาปนิกและนักเขียนอิสระ<br />
มีผลงานเขียนปรากฏตามนิตยสาร<br />
วารสาร และเวบไซต์ทางด้านการ<br />
ออกแบบอยู่อย่างต่อเนื่อง<br />
<strong>04</strong><br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 43
SALA<br />
AYUTTHAYA<br />
TEXT<br />
Winyu Ardrugsa<br />
PHOTOS<br />
Wison Tungthunya &<br />
W Workspace<br />
AYUTTHAYA<br />
ONION<br />
01<br />
46 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
ARCHITECT<br />
Onion<br />
MEMBER ID<br />
0-7569<br />
CONTRACTOR<br />
Firm<br />
BUILDING AREA<br />
2,150 SQ.M.<br />
DURATION<br />
2011-2014<br />
01 โรงแรมศาลาอยุธยามีแนวคิด<br />
ในการออกแบบ รวมถึงการใช้วัสดุ<br />
และสี อ้างอิงจากวัดพุทไธศวรรย์<br />
ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา<br />
การออกแบบงานสถาปัตยกรรมบนพื้นที่ซึ่งมีบริบทเป็น<br />
โบราณสถานอันทรงคุณค่านั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายสถาปนิก<br />
อยู่ไม่น้อย ด้วยไม่เพียงเป็นโจทย์ด้านการสร้างสรรค์รูปแบบ<br />
ทางสถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นโจทย์ในมิติทางประวัติศาสตร์<br />
และสภาวะร่วมสมัยของย่านนั้นๆด้วย ในที่นี้โครงการโรงแรม<br />
ศาลาอยุธยา ซึ่งตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับวัดพุทไธศวรรย์ โบราณ-<br />
สถานสาคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นตัวอย่าง<br />
โครงการที่มีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรม<br />
เก่าและใหม่ได้อย่างน่าสนใจ<br />
โรงแรมศาลาอยุธยา ได้รับการออกแบบโดยสานักงาน<br />
ออกแบบ Onion โดยเป็นบูติกโฮเต็ลขนาด 26 ห้อง และ<br />
มีพื้นที่ประมาณ 3,500 ตารางเมตร ตัวโครงการตั้งอยู่<br />
บนที่ดินรูปตัวแอลซึ่งมีขนาดราว 1.43 ไร่ ทางฝั่งเหนือ<br />
ของแม่น้าเจ้าพระยา โดยตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดพุทไธศวรรย์<br />
พอดี ซึ่งสถาปนิกได้อธิบายถึงแนวคิดการเชื่อมโยงกับตัว<br />
โบราณสถานว่า “วัดนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอู่ทอง<br />
ด้วยความที่วัดอยู่ตรงข้ามกับไซท์เราจึงมีแนวคิดอยากดึงเอา<br />
วัสดุที่เป็นอิฐของวัดกลับมาใช้ กับอีกเรื่องหนึ่งเป็นการย่อ<br />
มุมของตัวพระปรางค์ เราดึงเอา 2 องค์ประกอบนี้กลับมา<br />
ใช้ที่ตัวโครงการ”<br />
การเข้าถึงตัวโรงแรมสามารถทาได้จากถนนอู่ทอง ซึ่ง<br />
เป็นถนนสายหลักที่วิ่งรอบตัวเกาะอยุธยาและยังเป็นถนน<br />
ท่องเที่ยวในตัวเมืองเก่าที่มีความคึกคักเป็นพิเศษในกรณีนี้<br />
นอกจากวัดพุทไธศวรรย์แล้ว ชุมชนที่แวดล้อมก็ถือเป็นบริบท<br />
สาคัญในการออกแบบด้วย ตรงจุดนี้สถาปนิกอธิบายว่า“จาก<br />
ทางเข้าที่เป็นถนนอู่ทอง แนวคิดคือเมื่อมองจากถนน ตัว<br />
โรงแรมจะเป็นเหมือนกล่อง อยากให้มีความกลมกลืนและ<br />
แตกต่างกับบริบท ตัวอิฐน่าจะกลมกลืนไปกับความเป็นอยุธยา<br />
เอง แต่ตัวรูปทรงจะต่างจากบริบท” สถาปนิกออกแบบให้<br />
ด้านหน้าโครงการปรากฏเป็นกาแพงอิฐสูงประมาณ 8 เมตร<br />
และเปิดเน้นให้มีช่องประตูเข้าสู่ภายในที่บริเวณมุมกาแพง<br />
เท่านั้น ความใหญ่โตและความเรียบของผืนกาแพงเป็นสิ่งที่<br />
ดูขัดแย้งกับองค์ประกอบต่างๆ บนถนนอู่ทอง แต่ตัววัสดุ<br />
ซึ่งเป็นอิฐสีส้มเป็นวัสดุที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามโบราณ-<br />
สถานต่างๆ ในอยุธยา รวมทั้งในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์<br />
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวโครงการนัก<br />
Designing architecture on historical sites always<br />
poses the architect with a challenge, as it requires not<br />
only consideration for the architectural proposition but<br />
also the historical context and contemporary life within<br />
the site. The Sala Ayutthaya project situated on a site<br />
just opposite to Wat Putthaisawan, a significant historical<br />
site in Ayutthaya province, is an excellent model of such,<br />
expressing an interesting combination of new and old<br />
architectural styles.<br />
Sala Ayutthaya, a 26-room-boutique hotel comprising<br />
a space of 3,500 square meters situated on an L-shaped<br />
area of land running along 2,288 square meters of the<br />
north side of the Chao Phraya River sits directly opposite<br />
to Wat Putthaisawan. The site’s designer, Onion Architects<br />
described that “a temple built during the period of<br />
Somdet Phra Chao Uthong sat opposite to our site, so<br />
we had to come up with a concept to appropriate their<br />
forms - brick and Yor-Mum [a technique in which angles<br />
within steps are reduced, especially at the corners,<br />
allowing for a square shape to facilitate multiple angles]<br />
into our design.<br />
The hotel can be approached from U-thong Rd.,<br />
a paved thoroughfare that runs around Kor Ayutthaya<br />
and is home to the most bustling traffic in the province.<br />
Furthermore, in addition to the architectural style of<br />
Wat Putthaisawan, the neighborhood around the site<br />
also affects the hotel’s design. Regarding this point, the<br />
architect described that, “If you look at the hotel from<br />
U-thong Rd., it looks a little boxy. So, this became our<br />
concept, we wanted the structure to blend in and<br />
stand out from the surroundings at the same time. It<br />
will create a sense of contrast with its shape but still<br />
merge with the surroundings due to its brick material<br />
that represents the Ayutthaya style.” They built the<br />
huge, 8-meter-high façade to have one entrance only,<br />
situated at the front corner. Their huge and simple<br />
form causes them to feel separated from the environment,<br />
but not for their brick material that we commonly<br />
see at many historical sites in Ayutthaya as well as<br />
within Somdet Phra Srinagarindra Park nearby the<br />
project site.<br />
The elements that hide behind the big façade include<br />
a series of spaces placed to lead one to the riverfront.<br />
The reception itself is small and connected to a gallery<br />
by a few stave steps. A large wooden gate opens to<br />
the main corridor which, flanked by a high brick wall<br />
and open to the sky, leads us to the restaurant, accommodations<br />
and the riverfront area opposite Wat Putthaisawan.<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 47
สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังกาแพงอิฐขนาดใหญ่นี้ คือลาดับของ<br />
ที่ว่างเล็กและใหญ่ ซึ่งถูกจัดวางสลับกันจนนาเราไปสู่พื้นที่<br />
ริมน้า โดยส่วนต้อนรับนั้นมีขนาดกะทัดรัดและมีความสูง<br />
ไม่มากนัก พื้นที่ส่วนนี้สามารถขยายตัวซ้อนทับไปกับส่วน<br />
double space ของหอศิลป์ขนาดย่อมที่อยู่ติดกันได้ จาก<br />
พื้นที่ในส่วนหน้าซึ่งเป็นทั้งล็อบบี้และแกลลอรี่ประตูบานไม้<br />
เก่าขนาดใหญ่ได้เปิดเข้าสู่แนวทางเดินซึ่งถูกขนาบด้วยก าแพง<br />
อิฐโค้งที่เปิดโล่งสู่ท้องฟ้า ทางสัญจรหลักนี้นาเราไปสู่อาคาร<br />
ร้านอาหารและที่พัก ซึ่งเมื่อเดินลอดต่อไปก็จะพบกับพื้นที่<br />
เปิดริมแม่น้าเจ้าพระยาและวัดพุทไธศวรรย์ พื้นที่ในส่วน<br />
ต่างๆ ที่ลาดับมานี้แม้จะมีรูปแบบที่แตกต่างและแยกออก<br />
จากชุมชนโดยรอบ แต่ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลที่มี<br />
ความเป็นสาธารณะมากพอสมควร<br />
พื้นที่ทางเดินหลักของโครงการซึ่งเชื่อมระหว่างหอศิลป์<br />
และส่วนร้านอาหารนั้นถือเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับการออกแบบ<br />
เป็นพิเศษ โดยมีลักษณะเป็นแนวก าแพงอิฐโค้งที่เรียงต่อๆกัน<br />
ไปทั้งด้านซ้ายและขวา ส่วนสันของกาแพงทั้งสองข้างนั้น<br />
วิ่งขึ้นลงแบบอสมมาตร ด้วยรูปทรงที่แลดูไม่สมบูรณ์ทางเดิน<br />
ตรงกลางนี้จึงสร้างบรรยากาศคล้ายกับการเดินในพื้นที่ของ<br />
โบราณสถานอยู่พอสมควร นอกจากนี้รูปทรงของชุดกาแพง<br />
นี้จะทาให้เกิดเงาที่มีความโค้งและมีมุมที่แนวโค้งวิ่งมาบรรจบกัน<br />
ซึ่งสถาปนิกอธิบายว่า “ช่วงที่เราออกแบบ เราไม่ได้สนใจ<br />
รูปทรงของตัวกาแพงมากนัก แต่เราสนใจเงาที่เกิดขึ้นมาที่<br />
ผนัง ซึ่งแต่ละช่วงของเวลาเงาจะทอดลงมาที่ตรงทางเดิน<br />
ไม่เหมือนกัน ซึ่งเงาอันนี้จะเป็นเงาที่มีความโค้งและความ<br />
แหลมเพราะว่าตรงผนังจะมีทั้งความโค้งและความแหลม<br />
โดยเราถอดออกมาจากลายไทย ซึ่งจะไม่ใช่ลายไทยแบบเดิม<br />
แต่เราแค่เอาองค์ประกอบโค้งกับมุมเข้ามาใช้” สาหรับช่วง<br />
เวลากลางคืนนั้น แสงไฟที่ส่องผ่านผิวน้าในกระถางแก้วที่<br />
โคนกาแพงจะเป็นตัวสร้างบรรยากาศผ่านลายของแสงและเงา<br />
ที่เคลื่อนไหวคล้ายแสงเทียนบนพื้นผิวกาแพงอิฐ<br />
สาหรับส่วนของอาคารห้องพักที่มีความเป็นส่วนตัว<br />
มากขึ้นนั้น สถาปนิกออกแบบให้เป็นกลุ่มอาคารที่มีลักษณะ<br />
คล้ายบ้านทรงจั่วมาวางเรียงต่อกัน ซึ่งอาคารแต่ละหลังมี<br />
รูปทรงค่อนข้างชัดเจนแตกต่างจากกาแพงโค้งบนแนวทาง<br />
เดินหลัก โดยผู้ออกแบบอธิบายว่า “ถ้าเรามองในผังรวม<br />
ตัวโครงการจะเกิดจากบ้านซึ่งมาประกอบกันเข้า 12 หลัง<br />
เป็นบ้านเล็กๆ มาต่อกัน เราไม่อยากให้มันเป็นตึกใหญ่ แต่<br />
อยากให้สเกลเล็กลง ให้เหมือนมาพักผ่อนในบ้าน” สถาปนิก<br />
วางผังให้ที่พักกระจายออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ในส่วนแรก<br />
เป็นบริเวณด้านข้างของแนวทางเดิน ซึ่งเป็นกลุ่มบ้านที่ล้อม<br />
ลานต้นไม้และสระน้าไว้ ในขณะที่กลุ่มบ้านพักอีกกลุ่มหนึ่ง<br />
ถูกวางขนานไปกับแม่น้า เช่นเดียวกับกาแพงอิฐสีส้มซึ่ง<br />
อ้างอิงจากโบราณสถานที่ฝั่งตรงข้ามสีขาวซึ่งถูกใช้เป็นสีหลัก<br />
ของกลุ่มอาคารที่พักนี้เกิดจากการเชื่อมโยงกับตัวพระปรางค์<br />
ของวัดพุทไธศวรรย์ซึ่งมีสีขาวเช่นกัน<br />
นอกจากแนวคิดเรื่องลักษณะลายไทยแล้ว การย่อมุม<br />
ก็เป็นอีกลักษณะเฉพาะที่สถาปนิกได้นามาทดลองใช้ในจุด<br />
ต่างๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มอาคารที่พัก ซึ่งเห็นได้ชัดในส่วน<br />
ของสระน้าซึ่งมีผังย่อมุมเป็นขั้นบันไดในส่วนของลานต้นไม้<br />
การย่อมุมถูกนามาใช้กับการเรียงอิฐบนพื้นหรือบริเวณก าแพง<br />
บางส่วนก็มีการซ้อนกันของระนาบในลักษณะของการย่อมุม<br />
ให้เกิดเป็นเวิ้งที่นั่งพักผ่อ นอกจากนี้เฟอร์นิเจอร์เครื่องนอน<br />
และลวดลายสิ่งของต่างๆ ภายในห้องพักก็มีลักษณะร่วม<br />
ดังกล่าวด้วยเช่นกัน<br />
48 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
02 ทางเดินหลักของโครงการถูก<br />
ขนาบด้วยกำาแพงอิฐที่ก่อให้เกิด<br />
เงาโค้งและมุมแหลม อันเป็นลักษณะ<br />
ของลายไทยตามแนวคิดของ<br />
สถาปนิก<br />
The main corridor connecting the reception area<br />
and waterfront is exquisitely designed. Its curving brick<br />
wall with asymmetrical ridge causes the corridor to<br />
seem unfinished and gives off a sense of a faux historical<br />
experience. Moreover, due to its asymmetrical shape,<br />
it also generates complex shade patterns and forms.<br />
“Actually, during the design process, we did not give<br />
much regard to the idea of its shape, but we considered<br />
that the shade would appear upon the wall’s surface,<br />
transforming into various shapes depending upon the<br />
period of time. We drew this from traditional Thai art<br />
forms but not completely, just some elements. At night,<br />
the light that is emitted and reflected through the tiny<br />
pots simulates a kind of candlelight experience,” described<br />
the architect.<br />
16<br />
15 14<br />
13<br />
2ND FLOOR PLAN<br />
6<br />
5<br />
4<br />
2<br />
3<br />
7<br />
8<br />
02<br />
1 13<br />
12<br />
11<br />
10<br />
1ST FLOOR PLAN<br />
9<br />
1 Reception<br />
2 Gallery<br />
3 Main Hall<br />
4 Swimming Pool<br />
5 Hall 2<br />
6 Court<br />
7 Hall 3<br />
8 River Deck<br />
9 Deck<br />
10 Restaurant<br />
11 Pantry<br />
12 Kitchen<br />
13 Office<br />
14 Office 2<br />
15 Laundry<br />
16 Spa<br />
2 M<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 49
50 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา<br />
03
สาหรับพื้นที่ริมแม่น้าซึ่งมักได้รับผลกระทบจากระดับ<br />
น้าที่ขึ้นสูงอยู่เป็นประจา สถาปนิกได้พยายามออกแบบเพื่อ<br />
รองรับปัญหาดังกล่าว แต่หลีกเลี่ยงการทาแนวสันเขื่อน<br />
แบบตรงไปตรงมา สถาปนิกอธิบายว่า “เราอยากให้เวลา<br />
น้าขึ้นน้าลงมันเข้ามาในไซท์เราได้ ถ้าเราขีดกั้นขอบเขตไซท์<br />
ของเรา แนวของน้าจากแม่น้าก็จะเป็นเส้นตรง แต่ถ้าเราทาเป็น<br />
บันไดขึ้นลง น้าจะกินเข้ามาในไซท์เป็นฟอร์มต่างๆ ขึ้นอยู่กับ<br />
น้าขึ้นน้าลง” จากแนวคิดนี้ชุดบันไดจึงถูกวางในจุดต่างๆ<br />
ในลักษณะของ stepwell ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับการ<br />
ใช้งาน บ้างก็เชื่อมต่อกับระเบียงหน้าห้องพัก บ้างก็เชื่อมต่อ<br />
กับลานหน้าร้านอาหาร และบ้างก็เชื่อมต่อกับบาร์ริมน้า แนว<br />
ของชุดบันไดและระดับความสูงที่ต่างกันของบันไดในบริเวณนี้<br />
ได้ทาให้ขอบเขตของโครงการและกิจกรรมริมน้ามีความ<br />
ยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงไปตามระดับน้าที่อาจขึ้นสูงและ<br />
ลดลงในสถานการณ์ต่างๆ<br />
ทาเลที่ตั้งซึ่งมีความใกล้ชิดกับสถานที่ส าคัญทางประวัติ-<br />
ศาสตร์ เป็นเหตุผลสาคัญของการพัฒนาโครงการประเภท<br />
บูติกโฮเต็ลให้เกิดขึ้น ในโจทย์ลักษณะนี้สถาปนิกย่อมไม่<br />
สามารถปฏิเสธการสร้างความเชื่อมโยงกับสถานที่ดังกล่าว<br />
ได้ อย่างไรก็ตามสาหรับโครงการโรงแรมศาลาอยุธยา สถาปนิก<br />
ผู้ออกแบบได้นาเสนอการจัดพื้นที่ กาหนดรูปแบบ และ<br />
สร้างรายละเอียดต่างๆ ที่สะท้อนความสัมพันธ์นี้ออกมา<br />
อย่างลึกซึ้งและมีนัยยะสาคัญ ในมิติทางประวัติศาสตร์<br />
งานสถาปัตยกรรมที่ได้รับการปลูกสร้างขึ้นมีความสอดคล้อง<br />
อย่างเฉพาะเจาะจงกับที่ตั้ง ขณะเดียวกันก็เป็นองค์ประกอบ<br />
ร่วมสมัยซึ่งมีเรื่องราวที่แตกต่างออกไปด้วย<br />
03 การย่อมุมเป็นอีกลักษณะ<br />
อันโดดเด่นจากตัวโบราณสถาน<br />
ซึ่งสถาปนิกได้นำ ามาใช้กับการ<br />
ออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งรวม<br />
ถึงสระน้ำาในโครงการ<br />
<strong>04</strong> บรรยากาศภายในห้องพัก ซึ่ง<br />
กำาแพงอิฐยังเป็นองค์ประกอบ<br />
สำาคัญในสร้างความเชื่อมโยง<br />
ระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก<br />
In terms of the accommodations, which require more<br />
privacy, the rooms were designed as a group of gablefront<br />
houses that contrast with the main corridor’s wall.<br />
As the architect described, “If we look at the overall plan,<br />
you’ll find that our project was a group of 12 buildings.<br />
We didn’t want to design it to be a large-scale building;<br />
instead, our aim was to create small houses in order to<br />
provide a more relaxing atmosphere.” The architect divided<br />
the accommodations into 2 zones. The first, comprising<br />
the area nearby the main corridor, includes a group of<br />
buildings around the swimming pool and a garden and<br />
the second was placed parallel to the waterfront. Similar<br />
to the use of brick that draws reference to the historical<br />
site material, the white color also draws connection to<br />
Phra Prang of Wat Putthaisawan as well.<br />
Still, besides the patterns taken from traditional Thai<br />
art forms, Yor - Mum (Indented Corner) is another technique<br />
that the architect has applied to the architecture, especially<br />
in the accommodation zone, such as the stave that surrounds<br />
the pool and garden areas. In the case of the garden,<br />
the architect has decorated the platform and the wall<br />
with the Yor - Mum pattern in order to create space for<br />
the rest areas. Moreover, the furniture, bedding and<br />
some accessories further incorporate the Yor - Mum<br />
pattern as well.<br />
As the waterfront area is always affected by the<br />
unstable water level; therefore, the architect tended<br />
to design the waterfront zone to address the issue<br />
through means other than the construction of a large<br />
dam. As the architect described, “We tried to ensure<br />
that the water could flow into our area, so if we build<br />
a dam, thus its linear form, the water contour will be<br />
in linear form too. We thought rather to design it like<br />
a series of multiple staircases that allow for the water<br />
to flow naturally.” Following this concept, several staircases<br />
were placed at the site of the accommodation,<br />
restaurant and waterfront bar depending upon necessity.<br />
Due to the varying designs of the staircases, activities<br />
on the waterfront area remains flexible and always<br />
open to change.<br />
The main factor influencing this boutique hotel is<br />
its location nearby to a historical site. Accordingly, the<br />
architect couldn’t avoid considering and respecting<br />
the renovations relationship to the prior site. However,<br />
in this case, Sala Ayutthaya was also designed with a<br />
high regard for spatial organization, its forms and even<br />
details representing the historical character effectively.<br />
Thus, Sala Ayutthaya seems to harmonize with the prior<br />
context while evolving into a contemporary identity.<br />
ดร. วิญญู อาจรักษา<br />
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์<br />
และการผังเมือง มหาวิทยาลัย<br />
ธรรมศาสตร์<br />
<strong>04</strong><br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 51
QTC GROUP<br />
SHOW DC RAMA 9<br />
BIM<br />
BUILDING<br />
INFORMATION<br />
MODELING<br />
คุณธิติวัฒน์ เงินนำโชคธนรัตน์<br />
BIM
BIM<br />
BIM<br />
BIM<br />
ZPELL RANGSIT<br />
คุณธิติวัฒน์เงินนำโชคธนรัตน์ ประธำนเจ้ำหน้ำที่<br />
บริหำร บริษัท QTC GROUP เล่าถึงบริษัทฯว่า QTC<br />
GROUP เปิดดาเนินการมาแล้ว 15 ปี โดยเป็นผู้ให้บริการ<br />
งานวิศวกรรมระบบต่างๆ อาทิ ระบบไฟฟ้าและระบบ<br />
สื่อสาร ระบบปรับอากาศและระบบระบายอากาศ ระบบ<br />
สุขาภิบาลและระบบป้องกันอัคคีภัย (MEP) มีลูกค้าทั้ง<br />
หน่วยงานภาครัฐและเอกชน และมีเป้าหมายที่จะเข้าสู่<br />
ตลาดหลักทรัพย์ ในต้นปี 2559 และอยู่ในระหว่างการ<br />
เตรียมทีมงาน และได้วางวิสัยทัศน์ไว้แล้วอย่างชัดเจน ใน<br />
การก้าวขึ้นเป็น TOP 10 ของผู้ให้บริการงานวิศวกรรม<br />
ระบบที่ดีที่สุดในตลาดอาเซียน ภายในปี 2020<br />
ปัจจุบันได้มีการนาเอาซอฟท์แวร์ BIM (Building<br />
Information Modeling) เข้ามาใช้ในการทางานออกแบบ<br />
อาคารในหลายๆ โครงการ โดยเทคโนโลยีของซอฟท์แวร์นี้<br />
จะสามารถสร้าง ‘ข้อมูล’ เป็น 3 มิติ เช่น ผนัง ประตู<br />
หน้าต่าง เสา คาน บันได หลังคา และส่วนประกอบอื่นๆ<br />
ของอาคาร BIM ยังสามารถสร้างแบบแปลน รูปด้าน รูปตัด<br />
ได้โดยอัตโนมัติ การปรับปรุง แก้ไข ในส่วนใดส่วนหนึ่ง<br />
ของแบบใน 3 มิตินี้ จะมีผลต่อแบบทุกหน้าโดยอัตโนมัติ<br />
ผู้ใช้งานไม่ต้องแก้ไขแบบทีละแผ่นเหมือนเช่นในอดีตที่<br />
ผ่านมา<br />
คุณธิติวัฒน์อธิบายถึง BIM ว่าเป็นซอฟท์แวร์ที่ช่วย<br />
ในการทางานออกแบบอาคารที่จะทาให้ ผู้ออกแบบ ผู้ร่วม-<br />
งาน ตลอดจนลูกค้า หรือเจ้าของโครงการ สามารถสื่อสาร<br />
ได้เข้าใจกันง่ายขึ้น เนื่องจากเห็นเป็นภาพ 3 มิติ ร่วมกัน<br />
เรียกว่าเป็น ‘ภาษากลาง’ ที่ทันสมัยช่วยลดขั้นตอนทุกอย่าง<br />
อย่างที่ฝรั่งว่าไว้ “A picture is worth a thousand word”<br />
“เมื่อเขียนแบบเสร็จแล้ว เราได้ข้อมูลออกมาเป็น BOM<br />
(Bill of Materials) ว่าจานวนวัสดุมีอะไรบ้าง<br />
นี่คือสิ่งที่มันสามารถประยุกต์ใช้ได้กับ M&E ในส่วน<br />
โครงสร้างก็เช่นกัน Façade หรือเปลือกอาคาร ไปจนถึง<br />
งาน Lighting Façade ก็สามารถที่จะแปลงจากภาษากลาง<br />
ก็คือจากแบบมาเป็น BOM ได้ สามารถตรวจสอบข้อมูล<br />
ทางวิศวกรรมได้ทุกอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เราเขียนแบบ<br />
เครื่องปรับอากาศเข้าไป ตัวซอฟท์แวร์ BIM ก็สามารถ<br />
ที่จะเช็คได้ว่าปริมาณลมที่ออกจากเครื่องปรับอากาศตัว<br />
นี้มีปริมาณลมเท่าไหร่ ความเร็วลมเท่าไหร่ สามารถที่จะ<br />
นากลับมาประยุกต์กับสิ่งที่ผู้ออกแบบสร้างสรรค์ไว้ และ<br />
ตรวจสอบดูว่ามันตอบสนองกับสิ่งที่ทางสถาปนิก วิศวกร<br />
หรือมัณฑนากรออกแบบไว้ได้หรือไม่ อย่างไรต่อไป”<br />
สิ่งที่ได้จากการนาซอฟท์แวร์ BIM มาใช้อีกด้านหนึ่ง<br />
คือเรื่องของการลดเวลาในการแก้ไขแบบ ในมิตินี้ BIM<br />
สามารถลดเวลาในการแก้ไขได้เกือบ 30% จึงท าให้โครงการ<br />
ก่อสร้างเสร็จเร็วกว่าเดิม เพราะลดความผิดพลาดที่เกิดจาก<br />
คนในการแก้ไขแบบ ลดเวลา และข้อผิดพลาดในการสรุป<br />
ปริมาณ ทาให้ลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการก่อสร้างผิดแบบ<br />
ไม่ต้องเสียเวลาในการทางานซ้าซ้อน จึงทาให้ทางานได้<br />
มากขึ้น เร็วขึ้น ด้วยทีมงานเท่าเดิม น ามาซึ่งการเพิ่มผล<br />
กาไรให้กับองค์กร<br />
“โดยรวมเราช่วยให้ประหยัดพลังงานของชาติไปเยอะ<br />
ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ข้อมูลที่ได้ชัดเจน เพราะ<br />
สื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน ทันทีที่เจ้าของโครงการต้องการ<br />
พื้นที่บนฝ้าเพดานเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ ด้วยซอฟท์แวร์<br />
BIM เราสามารถบอกได้ทันทีเลยว่าทาได้หรือไม่”<br />
นับว่าเป็นอีกมุมหนึ่งของผู้บริหารรุ่นใหม่ที่น าเทคโน-<br />
โลยีของซอฟท์แวร์ มาช่วยประหยัดเวลา และพลังงานของ<br />
ชาติ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจ<br />
QTC.CO.TH<br />
พื้นที่โฆษณ
BAAN SUAN<br />
CHANTITA<br />
TEXT<br />
Warut Duangkaewkart<br />
PHOTOS<br />
Ketsiree Wongwan<br />
UTHAI THANI<br />
STUDIO MITI<br />
01<br />
54 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
02<br />
ARCHITECT<br />
Studio Miti<br />
MEMBER ID<br />
0-8368<br />
BUILDING AREA<br />
240 SQ.M.<br />
DURATION<br />
2014-2015<br />
01 บ้านพักถูกออกแบบให้<br />
สอดคล้องและอยู่ท่ามกลาง<br />
ธรรมชาติ<br />
02 ใต้ถุนบ้านเกิดจากการค่อยๆ<br />
ยกระดับบ้านให้สูงขึ้น เพื่อให้บ้าน<br />
แต่ละหลังมีพื้นที่และมุมมองที่ต่าง<br />
กันออกไป<br />
ทุกวันนี้สถานที่ท่องเที่ยวรวมถึงที่ดินในพื้นที่ที่แวดล้อม<br />
ด้วยธรรมชาติที่สวยงามต่างๆ มักถูกแปรสภาพให้กลายเป็น<br />
รีสอร์ทหรือโฮมสเตย์เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่มีจุดประสงค์<br />
ให้คนเราได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น หลายครั้งการออกแบบ<br />
เพื่อจะนาไปสู่การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติเหล่านั้นกลับไม่ค านึง<br />
ถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและบริบทของพื้นที่มากเพียงพอ<br />
ทั้งในเชิงระบบนิเวศและทัศนียภาพซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็น<br />
ที่ผู้ประกอบการรวมไปถึงผู้ออกแบบควรใส่ใจในการร่วมกัน<br />
สร้างสถาปัตยกรรมที่มีความสมดุลเหมาะสมทั้งในเชิงสุนทรีย-<br />
ภาพ สภาพแวดล้อม และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ โครงการ<br />
‘บ้านสวนจันทิตา’ที่ตั้งอยู่ในอ าเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานีเป็น<br />
อีกหนึ่งโครงการที่ใส่ใจในประเด็นเหล่านี้เป็นอย่างดี<br />
‘บ้านสวนจันทิตา’ เป็นโครงการโฮมสเตย์ขนาดเล็ก<br />
ประกอบด้วยบ้านพัก 4 หลัง ที่ถูกออกแบบโดย Studio Miti<br />
บ้านทั้ง 4 หลังถูกออกแบบให้อยู่ท่ามกลางป่า ซึ่งต้นไม้ทั้ง<br />
หลายที่อยู่ในพื้นที่นั้นเกิดจากการปลูกขึ้นโดยเจ้าของโครงการ<br />
ได้แก่ ไพศาล กุศลวัฒนะ และจันทิตา กุศลวัฒนะ ที่มี<br />
แนวความคิดในการลงมือปลูกป่าด้วยตัวเองมากว่า 30 ปี<br />
จนเมื่อต้นไม้เติบโตขึ้นจึงได้กลายสภาพเป็นเสมือนผืนป่าที่<br />
อุดมสมบูรณ์เช่นนี้นอกจากร่มไม้จะช่วยสร้างบรรยากาศใน<br />
การอยู่ร่วมกับธรรมชาติแล้ว บรรยากาศ เสียงนกร้อง เสียง<br />
แมลงต่างๆ ที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ยังช่วย<br />
เติมเต็มความใกล้ชิดธรรมชาติได้เป็นอย่างดี<br />
“การเก็บต้นไม้ทุกต้นเอาไว้เป็นโจทย์แรกที่เห็นพ้อง<br />
ต้องกัน จึงได้ทาการวัดระยะและขนาดของต้นไม้ในพื้นที่<br />
แล้วพบว่าระยะน้อยที่สุดระหว่างต้นไม้นั้นอยู่ที่2.70 เมตร<br />
ซึ่งเป็นขนาดของสเปซ ที่กว้างที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้ เราจึงได้<br />
ศึกษาพื้นที่อยู่อาศัยที่พอเหมาะกับขนาดที่มีอยู่ เราเลือกที่จะ<br />
ศึกษากุฏิสงฆ์ตามพุทธบัญญัติคือ กว้าง 7 คืบ ยาว 12 คืบ<br />
เทียบกับระบบฟุตได้ 2.40 x 2.40 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คน<br />
เราใช้งานได้พอดีไม่มากไม่น้อยจนเกินไปและด้วยระยะนี้ท าให้<br />
สามารถจัดวางอาคารในพื้นที่ได้โดยไม่กระทบกับต้นไม้เดิม<br />
ซึ่งการที่จะเลือกวางผังแต่ละหลังเราต้องไปดูที่หน้างานจริง<br />
เพื่อเลือกให้ระยะไม่มีผลกระทบกับต้นไม้ และให้แต่ละหลัง<br />
นั้นได้มุมมองที่น่าสนใจที่สุด”ประกิจ กัณหา ผู้ก่อตั้ง Studio<br />
Miti บอกเล่าถึงโจทย์ของโครงการนี้ซึ่งจากระยะที่อ้างอิงจาก<br />
ต้นไม้ในพื้นที่นั้น ทาให้การออกแบบผังของบ้านแต่ละหลัง<br />
ถูกจัดเรียงในรูปแบบของเครื่องหมายบวกที่มีสัดส่วนเท่าๆกัน<br />
ในแต่ละด้านของอาคาร สถาปนิกมองว่าผังอาคารลักษณะนี้<br />
ทาให้พื้นที่สามารถแทรกตัวเข้าไปกับต้นไม้เดิมได้อย่างอิสระ<br />
และสามารถจัดสรรพื้นที่การใช้สอย ห้องนั่งเล่น ห้องนอน<br />
ห้องน้าได้อย่างลงตัว บ้านแต่ละหลังถูกเชื่อมด้วยระเบียง<br />
ทางเดินขนาดใหญ่ที่ถูกยกระดับขึ้นมาจากพื้นดินเดิม และ<br />
แบ่งชานบ้านแต่ละหลังด้วยการยกระดับเพื่อให้เกิดความเป็น<br />
ส่วนตัวโดยที่ยังเชื่อมโยงพื้นที่ทั้งหมดไว้ด้วยกัน นอกจาก<br />
ระเบียงแล้วสนามหญ้าด้านล่างยังเป็นเสมือนลานกิจกรรม<br />
กลางแจ้งสาหรับบ้านทุกหลังด้วย<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 55
5<br />
3<br />
4<br />
5<br />
5<br />
2<br />
4<br />
4<br />
3<br />
2<br />
3<br />
2<br />
1<br />
5<br />
2 4<br />
0.6 M<br />
SITE PLAN<br />
1 Common Terrace<br />
2 Terrace<br />
3 Living<br />
4 Toilet<br />
5 Bed<br />
3<br />
วัสดุหลักที่ถูกนามาใช้ในการออกแบบคือไม้เก่าของบ้าน<br />
ในละแวกใกล้เคียง เพื่อช่วยประหยัดค่าก่อสร้างและเพื่อให้<br />
ง่ายต่อการทางานของช่างก่อสร้างในพื้นที่โดยใช้เทคนิคการ<br />
ก่อสร้างแบบดั้งเดิม อีกทั้งความเป็นวัสดุของไม้ยังช่วยให้เกิด<br />
ความกลมกลืนกับพื้นที่ป่าโดยรอบโครงสร้างถูกออกแบบโดย<br />
หลักการพื้นฐาน แต่ในส่วนของผนังนั้นผู้ออกแบบเลือกสร้าง<br />
เฟรมโครงคร่าวไม้ขนาด 1.20 x 0.60 เมตร เพื่อให้สอดคล้อง<br />
กับระบบโมดูลาร์ของอาคารและยังสามารถเลือกจัดวางหน้าต่าง<br />
ได้ง่ายและปรับเปลี่ยนได้ตามมุมมองโดยรอบ จนเข้าสู่พื้นที่<br />
ภายในบ้านแต่ละหลังที่เลือกใช้โทนสีไม้และสีขาว และเลือก<br />
สร้างพื้นที่ให้ง่ายต่อการใช้งาน เช่น การนั่งบนพื้น หรือ<br />
ยกระดับพื้นให้เป็นความสูงของเตียงเพื่อลดการใช้เฟอร์นิเจอร์<br />
หรือเส้นสายที่มากเกินไป ทาให้มีกลิ่นอายของความเรียบง่าย<br />
ทั้งพื้นที่ภายในและภายนอก บ้านทั้งสี่หลังมีความสูงที่<br />
แตกต่างกันด้วยการยกระดับไล่เรียงขึ้นไปหลังละ 1.2 เมตร<br />
เพื่อสร้างให้เกิดมุมมองที่แตกต่างกันตัวบ้านยกลอยจากพื้น<br />
03 ระเบียงไม้ขนาดใหญ่ทำาหน้าที่<br />
เชื่อมบ้านแต่ละหลังและเป็นพื้นที่<br />
ทำากิจกรรมร่วมกัน<br />
ลอยตัวจากธรรมชาติรอบด้าน ทาให้กลมกลืนกับความสูงของ<br />
ต้นไม้โดยรอบ พื้นที่ภายในบ้านสร้างให้เกิดมุมมองที่แตกต่าง<br />
โดยการใช้หน้าต่างบานกระทุ้งในแนวนอนเพื่อให้เกิดวิว<br />
มุมกว้าง และยังสามารถทาหน้าที่แทนกันสาดในส่วนที่อยู่<br />
นอกชายคาเวลาฝนตก และระดับที่ต่างกันของช่องเปิดนั้น<br />
ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมที่มีความแตกต่างกันใน<br />
แต่ละห้อง<br />
ท้ายที่สุดสิ่งที่สาคัญมากที่สุดของโครงการนี้ไม่ใช่เพียง<br />
แค่ตัวอาคาร หากแต่คือส่วนของต้นไม้เดิมและส่วนของสวน<br />
ที่คุณไพศาล กุศลวัฒนะ ทาหน้าที่เป็นภูมิสถาปนิกด้วยตัวเอง<br />
ทาให้โครงการนี้ถูกเติมเต็มด้วยพรรณไม้นานาชนิดจนได้<br />
บรรยากาศเป็นป่าที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และนาธรรมชาติ<br />
เข้ามาสู่ตัวอาคารให้ใกล้ชิดผู้เข้าพักมากขึ้นด้วย ด้วยความ<br />
กลมกลืนกับธรรมชาติทั้งพื้นที่ภายในและภายนอกช่วยทาให้<br />
‘บ้านสวนจันทิตา’ นั้นมีความน่าสนใจจากการให้ความส าคัญ<br />
กับความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม<br />
56 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
03<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 57
<strong>04</strong><br />
<strong>04</strong> ช่องเปิดถูกออกแบบเพื่อ<br />
ให้พื้นที่ภายในสามารถมองเห็น<br />
ธรรมชาติได้โดยรอบ<br />
05 ภาพรวมของโครงการ<br />
Nowadays, tourist attractions and areas surrounded<br />
by beautiful nature often get transformed into resorts<br />
or homestays in order to support tourism with a purpose<br />
of getting travelers closer to nature. Often, the designs<br />
of resort or homestays that are close to nature do not<br />
take well into account the impact on the environment<br />
and its surrounding context, both in terms of the ecosystem<br />
and landscape. These are issues that enterprises<br />
as well as designers should pay attention to in order<br />
to create a well-balanced architectural design in terms<br />
of aesthetics, the environment and business opportunities.<br />
Project 'Baan Suan Chantita', located in Mueang District<br />
of Uthai Thani province, is one of the projects that<br />
clearly pays attention to these issues.<br />
'Baan Suan Chantita' is a medium-sized homestay<br />
project comprised of 4 lodges designed by Studio Miti.<br />
All 4 houses have been designed for their location in<br />
the midst of the jungle, set within wide-ranging plants<br />
and trees planted by the owners of the project. Paisal<br />
Kusolwattana and Chantita Kusolwattana came up<br />
with the idea of planting their own forest more than 30<br />
years ago and, now that the trees have grown into a<br />
vast and rich forest, they have also helped to create an<br />
atmosphere of co-existence and closeness with nature<br />
through sounds of birds chirping and other various<br />
insects found all around the vast forest.<br />
<strong>58</strong> <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
"That all the trees should be kept as they were was<br />
the first thing we all agreed on. Therefore, we measured<br />
the distance and size of the trees in the area and found<br />
that the minimum distance between trees was 2.70 m.,<br />
which would be the size of the widest space available.<br />
We then studied residential areas that matched the<br />
existing size and also chose to study Buddhist monk<br />
monasteries, which were 7 khuep (a traditional measurement<br />
of distance) wide and 12 khuep long, an area<br />
equivalent to 2.40 m. x 2.40 m. and a space that is<br />
good enough for use - not too big or too small. Within<br />
this space, we were able to build structures without<br />
affecting the original trees and allowing for them to<br />
remain in place. In order to select the layout of each<br />
housing unit, we had to decide on the spot during the<br />
construction so that each unit would not disturb the<br />
trees and at the same time could provide an interesting<br />
view," says Prakij Kanha, founder of Studio Mitti, regarding<br />
the challenges of the project. Based on the distance<br />
within the trees mentioned, the layout design of each<br />
house had been arranged in the form of a plus sign with<br />
equal spaces on all sides of the building. The architects<br />
felt that this type of layout could freely utilize the space<br />
between the trees, as well as allocate spaces for the<br />
living room, bedroom, and bathroom perfectly. Each<br />
house has further been linked by large corridors and<br />
patios that have been raised up to provide for privacy<br />
while at the same time linking the entire area together.<br />
In addition to balconies, there is also a garden for<br />
outdoor activities provided for all houses.<br />
The main material used in the design was old wood<br />
from houses in the area; a decision that helped to save<br />
on construction costs and also made it easier for the<br />
construction workers in the area. Traditional construction<br />
techniques were also drawn upon and; moreover,<br />
using wooden structures in the construction further<br />
helped to achieve harmony within the surrounding<br />
forest areas. The structure has for the most part been<br />
designed through basic principles but for the walls,<br />
the designers chose to frame wooden bars measuring<br />
12.0 x 0.60 m. in order to fall inline with the modular<br />
system of the building, as well as provide for an easy<br />
and flexible layout of the windows. As for the spaces<br />
within each house, they have been designed in woodencolored<br />
and white tones and have been planned and<br />
created in a way that supports ease of use such as<br />
facilitating sitting on the floor, as well as a incorporating<br />
a raised floor up to the height of the bed that reduces<br />
usage of extra furniture while providing an aura of<br />
simplicity within the spaces. All 4 houses have been<br />
designed with various height levels, each with a difference<br />
of 1.20 m., creating a unique perspective for each housing<br />
unit. Each house has also been raised entirely up from<br />
the ground allowing for it to blend in with the height<br />
of the surrounding trees while facilitating a feeling<br />
of floating within nature. The area within each house<br />
looks out to a different perspective and the panoramic<br />
views are framed by horizontally placed wooden-framed<br />
windows that also serve as a replacements for awnings<br />
on the outside of the roof when it rains. Different levels<br />
of the openings have further been designed to accommodate<br />
the different activities of each room.<br />
Ultimately, the most important thing about this<br />
development is not just its building structures, but its<br />
ability to become a part of the original trees and garden<br />
that Khun Paisal Kusolwattana created himself, acting<br />
as a landscape architect and filling the project with various<br />
kinds of plants and trees while creating a wild and<br />
natural atmosphere and bringing nature closer to the<br />
guests of this homestay as well. Creating a harmonic<br />
blend with nature, both within and outside the lodges,<br />
Baan Suan Chantita is, hence, a very interesting<br />
development that focuses mainly on being one with<br />
the surrounding environment.<br />
วรุตร์ ดวงแก้วกาศ<br />
จบการศึกษาจากคณะสถาปัตย-<br />
กรรมศาสตร์และการออกแบบ<br />
จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี<br />
พระจอมเกล้าธนบุรี ปัจจุบัน<br />
ศึกษาปริญญาโทสาขาทัศนศิลป์<br />
ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br />
05<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 59
ESCAPE<br />
KHAO YAI<br />
SPA+A ARCHITECTURE<br />
NAKHON RATCHASIMA<br />
TEXT<br />
Xaroj Phrawong<br />
PHOTOS<br />
Sansiri except as noted<br />
60 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
ARCHITECT<br />
SPA+A Architecture<br />
MEMBER ID<br />
0-<strong>58</strong>40<br />
LANDSCAPE ARCHITECT<br />
Shma<br />
CONTRACTOR<br />
CL Construction<br />
BUILDING AREA<br />
7,227.50 SQ.M.<br />
DURATION<br />
2011-2014<br />
01 มุมจากลานพักผ่อนสู่อาคาร<br />
ส่วนกลาง reflecting pool ทำาให้<br />
พื้นที่ว่างดูกว้างขวางและโอ่โถง<br />
มากยิ่งขึ้น<br />
01<br />
ไม่ไกลนักจากกรุงเทพมหานครราว 200 กิโลเมตรขึ้นไป<br />
ทางภาคอีสาน จะพบกับแหล่งพักผ่อนยอดนิยมของชาวกรุง<br />
คือเขาใหญ่ ผู้คนในกรุงเทพนิยมไปเขาใหญ่เพราะใช้เวลา<br />
เดินทางไม่นานนักจะพบกับความสงบเรียบง่ายจากเขาใหญ่<br />
ที่มีอากาศดี เมื่อเดินทางพ้นความวุ่นวายของถนนมิตรภาพ<br />
เข้ามายังถนนผ่านศึก-กุดคล้า ที่มีทิวเขาหินปูนเรียงรายเป็น<br />
ระยะ จวบจนผ่านถึงกลางทางก่อนไปยังถนนธนะรัชต์จะพบ<br />
สถานที่สาหรับปลีกความวุ่นวายของกรุงเทพฯ ในหลาย<br />
รูปแบบของโรงแรม รีสอร์ทหลายแห่ง จากริมถนนจะพบกับ<br />
โรงแรมที่มีมวลอาคารสีขาวลอยตัวโดดเด่นจากธรรมชาติ<br />
โดยรอบเมื่อพาตัวเองเลี้ยวเข้าไปจอดรถจึงเริ่มที่จะเข้าสู่พื้นที่<br />
‘โรงแรม เอสเคป เขาใหญ่‚ แสนสิริโฮเทล คอลเล็คชั่น’เนื่อง-<br />
จากโปรแกรมในที่ตั้งมีการซ้อนทับของส่วนใช้สอยด้านหน้าที่<br />
เป็นโรงแรม และด้านข้างที่ดินซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมชื่อว่า<br />
23 องศา คอนโด พัฒนาโดยแสนสิริในส่วนของโรงแรม<br />
เอสเคปตั้งอยู่บนที่ดินแนวยาวเกือบ300 เมตร ตามทิศเหนือ-<br />
ใต้ การออกแบบด้วยรูปทรงสมัยใหม่ช่วยให้ตัวโครงการ<br />
โดดเด่นขึ้นมาจากสภาพโดยรอบของเขาใหญ่แต่ถูกทาให้<br />
กลมกลืนขึ้นด้วยการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมสถาปนิกที่รับ<br />
หน้าที่ออกแบบสถาปัตยกรรมคือ SPA+A Architecture<br />
ภูมิสถาปนิกคือ Shma<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 61
สถาปนิกแบ่งการวางผังออกเป็น 3 ส่วนหลัก ส่วนอาคาร<br />
หลักที่บรรจุส่วนต้อนรับ ห้องประชุม ร้านอาหาร Green<br />
Oak Bistro ส่วนห้องพักที่มีจานวน 2 อาคาร และส่วน<br />
Sunken Heated Pool Villa จานวน 8 หลัง การเชื่อมต่อ<br />
แต่ละอาคารถูกเชื่อมด้วยงานภูมิสถาปัตยกรรม ประเด็น<br />
การออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมมีส่วนช่วยเสริมโครงการ<br />
อย่างมาก ภูมิสถาปนิกเลือกที่จะหยิบเรื่องราวรอบตัวจาก<br />
เขาใหญ่มาใช้เป็นแรงบันดาลใจจากแนวเขาหินปูนของเขาใหญ่<br />
ที่มีลักษณะซ้อนกันเป็นขยักจากเส้นสายที่มีลักษณะไม่เป็น<br />
ระเบียบเหล่านี้ภูมิสถาปนิกได้จ าลองพร้อมทาบลงบนที่ดิน<br />
เป็นการสร้างภูเขาจาลองลงบนที่ตั้งด้วยเส้นสายที่มีลักษณะ<br />
ไม่เป็นระเบียบขยักไปตามความลาดเอียงของภูมิประเทศ ใน<br />
เรื่องของการสร้างระดับความสูงได้ออกแบบให้เส้นทางสัญจร<br />
จากอาคารหลักเป็นเส้นลาเลียงน้าลงไปยังแอ่งน้าในโครงการ<br />
เพื่อไว้ใช้สอยในหน้าแล้งในการเลือกใช้พืชพันธุ์จากภูมิสถาปนิก<br />
เน้นไปที่การใช้ต้นไม้ในท้องถิ่น ในแต่ละส่วนของโครงการ<br />
จึงเต็มไปด้วยร่มเงาจากไม้ใหญ่ที่คุ้นเคยอย่างเช่นต้นจิกน้า<br />
หรือการเลือกใช้พืชที่ส่งเสริมต่อระบบนิเวศของที่ตั้งอย่าง<br />
การปลูกต้นถั่วบราซิลเพื่อคลุมดิน ในส่วนที่มีการลาดเอียง<br />
เพื่อป้องกันดินไหลพื้นที่พักผ่อนหลักที่เป็นไฮไลท์ของโครงการ<br />
คือลานรอบกองไฟที่ออกแบบให้มีกระจกล้อมรอบ ลานนี้<br />
ถูกรายรอบด้วย reflecting pool ซึ่งช่วยให้พื้นที่มีความสงบ<br />
มากขึ้น จากการยกระดับพื้นที่ส่วนนี้ให้อยู่บนส่วนห้อง<br />
ออกกาลังกายประมาณ 4 เมตร จากถนนด้านหน้า ทาให้<br />
พื้นที่นี้มีลักษณะเปิด-ปิดแบบเลือนลางบางส่วนเพื่อสร้าง<br />
สภาวะส่วนตัวจากถนนด้านหน้าโครงการ การยกระดับส่วน<br />
ลานพักผ่อนด้านทิศใต้ของส่วนต้อนรับช่วยให้สายตาพ้น<br />
ไปจากระดับหลังคารถได้ มีเพียงเสียงเล็กน้อยที่ลอดผ่าน<br />
ต้นไม้มาเป็นระยะ<br />
อาคารส่วนแรกที่พบเมื่อเข้ามายังโครงการคือส่วนต้อนรับ<br />
สถาปนิกออกแบบให้เป็นมวลอาคารสีขาวลอยออกมาจาก<br />
สภาพแวดล้อมของเขาใหญ่ด้วยสีและขนาด แต่สามารถแก้<br />
ปัญหาเรื่องการบังทิวทัศน์ด้วยให้พื้นที่ชั้นล่างกลายเป็น<br />
กรอบภาพที่เน้นวิวด้านหลังเหนือลานพักผ่อนรอบกองไฟ<br />
กรอบภาพนี้ถูกทาให้เบาและลอยด้วยการใช้โครงสร้างที่มี<br />
การออกแบบให้ลอยขึ้นจากการใช้เสาขนาด 1.40 x 3.50<br />
เมตร รับน้าหนักพื้นที่ชั้น 2 ส่วนปลายทั้งหมด พร้อมกับ<br />
ออกแบบให้เป็นพื้นบนคานยื่นโดยรอบ ผลลัพธ์จึงทาให้<br />
ตัวอาคารต้อนรับที่เป็นความประทับใจแรกของโรงแรมมี<br />
ความพิเศษเป็นกรอบภาพที่ลอยตัวออกมา ช่วยลดความ<br />
อึดอัดให้กับโครงการ จากส่วนทางเข้าที่พบกับต้นจิกน้ ายักษ์<br />
ล่วงเข้ามาจึงพบกับบันไดขึ้นไปยังภัตตาคารชั้นบนและ<br />
เชื่อมต่อไปยังดาดฟ้าอเนกประสงค์ที่รับวิวเขาใหญ่แบบ360°<br />
พ้นจากกรอบภาพสถาปัตยกรรมจึงจะพบลานพักผ่อนรอบ<br />
กองไฟที่เป็นส่วนยอดนิยมของโครงการต่อจากนั้นเส้นสัญจร<br />
ของโครงการจึงพาไปยังอีก 2 ส่วนที่เหลือคือส่วนของห้องพัก<br />
มาตรฐานและส่วนของ Sunken Heated Pool Villa<br />
02 มุมมองจากลานจอดรถ<br />
03 มุมมอง 360 องศาจากพื้นที่<br />
อเนกประสงค์บริเวณดาดฟ้า<br />
62 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
02<br />
วารสารอาษา<br />
Not far from Bangkok city, just some 200 kilometers<br />
on the way up to the Isan region (northeastern region),<br />
you will find a popular relaxation spot for residents of<br />
Bangkok, that is, Khao Yai. Most Bangkokians prefer<br />
Khao Yai for a travel destination, as it doesn’t take too<br />
long to reach and one can quickly find themselves<br />
amongst the beautiful weather and calm simplicity of<br />
Khao Yai. While traveling away from the chaos of the<br />
Mittraphap Road, one enters onto Phansuk-Kudkla<br />
Road lined by its range of limestone mountains just<br />
prior to reaching the mid-way point where, at the turn<br />
onto Thanarat road, you will find a place free from the<br />
bustle of Bangkok and home to many resort hotels.<br />
From the roadside, you will find a hotel surrounded<br />
by a mass of white buildings floating prominently out<br />
from the surrounding nature as you turn in to park the<br />
car at the entrance to ‘Escape Khao Yai’,Sansiri Hotel<br />
Collection, The program starts in the overlay area in<br />
front of the hotel flanked by a condominium named<br />
23° condo by Sansiri at its side. As for ‘Escape Khao<br />
Yai ,Sansiri Hotel Collection’ the building is located on a<br />
north-south facing piece of longitudinal land approximately<br />
300 meters in length. The design by SPA+A<br />
Architecture features modern shapes that have helped<br />
the project to stand out from the surroundings of<br />
Khao Yai while an equal sense of harmony is achieved<br />
through the work of Shma, the landscape architects<br />
assigned to the project.<br />
03<br />
The architect has divided the layout into 3 main<br />
parts: the main building containing the reception,<br />
meeting room, and Green Oak Bistro, 2 buildings for<br />
guest rooms and 8 dwellings of Sunken Heated Pool Villa.<br />
The connections between the buildings have further<br />
been accomplished through the landscape architecture,<br />
the design of which has contributed significantly to<br />
the project. The landscape architects have chosen to<br />
pick stories surrounding Khao Yai for inspiration, such<br />
as the line of the limestone mountains of Khao Yai that<br />
are uniquely and unevenly layered. From these lines<br />
that are situated in a meandering manner, the landscape<br />
architects have simulated and grafted onto the land so<br />
as to create a simulated mountain at the location in accordance<br />
with the slope of the terrain and its disorderly<br />
nature. In terms of the construction height, the main<br />
building has been designed to include a route of water<br />
supply lines allowing for water to travel to the water<br />
trough of the project for use during the dry season.<br />
Regarding the selection of plants for the landscape,<br />
the architect has emphasized the use of local trees in<br />
various parts of the project. As such, plenty of shade is<br />
provided from familiar big trees such as the Indian Oak.<br />
Moreover, the plant selection has been made so as to<br />
promote the ecosystem of the site. For example, the<br />
growing of Pinto Peanut offers a means of providing a<br />
protective cover over the slope aiding in the prevention<br />
of soil erosion. The main leisure area, which is also the<br />
highlight of the project, is the patio around the bonfire<br />
designed as such so that the area is surrounded with<br />
glass. This patio is surrounded with a reflecting pool<br />
that helps to make the area more peaceful and has<br />
been elevated and situated above the fitness section<br />
approximately 4 meters from the front road allowing<br />
for the open-closed area to maintain a sense of privacy<br />
from the road situated at the front of the project. The<br />
elevation of the section of the leisure area on the<br />
southern side of the reception area further helps to<br />
keep visitors’ eyes at a level where the roofs of the<br />
cars cannot be seen. Only a few sounds can be heard<br />
coming through the trees from time to time.<br />
The first part of the building one comes across<br />
when entering the project is the reception area. The<br />
architect has designed a mass of white buildings that<br />
float out of the surroundings of Khao Yai via their color<br />
and size while also solving the problem of blocking<br />
one’s view by designing the lower floor as a photo<br />
frame that emphasizes the view on the back side above<br />
the leisure patio and around the bonfire. This photo<br />
frame is light in weight and features a structure that<br />
can visually float by means of the 1.40 x 3.50 meter sized<br />
pillars that are able to shoulder the weight of the entire<br />
last portion of the 2nd floor as well as the cantilevered<br />
design of the floor. As a result, the floating photo frame<br />
provokes a rather special first impression as one is<br />
welcomed to the hotel. From the entrance, one is<br />
further greeted by giant Indian Oak and, after passing<br />
the trees, invited to follow the steps leading up to the<br />
Green Oak Bistro on the upper floor connected to a<br />
versatile terrace that provides a 360° view of Khao<br />
Yai. After passing the photo frame architecture, you<br />
will find the leisure patio around the bonfire that is the<br />
most popular part of the project. Thereafter, the project<br />
provides travel routes to another two remaining areas<br />
housing the standard guest rooms and Sunken Heated<br />
Pool Villas.<br />
THEME <strong>ASA</strong> 63
<strong>04</strong><br />
<strong>04</strong><br />
3<br />
6<br />
1 2 4<br />
5<br />
5 M<br />
MASTER PLAN<br />
1 Arrival Court<br />
2 Lobby<br />
3 Resident<br />
4 Fire Place<br />
5 Valley Walk<br />
6 Swimming Pool<br />
7 Upper Reservoir<br />
8 Pool Villa<br />
9 Lower Reservoir<br />
10 Organic Farm<br />
64 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
<strong>04</strong> บรรยากาศภายในห้องพัก<br />
แบบ deluxe<br />
ส่วนของห้องพักมาตรฐานประกอบด้วย 2 อาคาร รวม<br />
ทั้งหมดจานวน 48 ห้อง การออกแบบพื้นที่ภายในส่วนนี้<br />
มีส่วนใช้สอยครบถ้วน ภายใต้ห้องพักที่ออกแบบมาให้มี<br />
ขนาดและฟังก์ชั่น พอเหมาะพอดีแก่การพักผ่อน พร้อมให้<br />
ความสาคัญกับการออกแบบภูมิทัศน์ เพื่อให้ผู้ที่มาพักได้<br />
มีส่วนร่วมกับพื้นที่ส่วนกลางมากขึ้นรวมถึงการปั่นจักรยาน<br />
หรือขับรถยนต์ออกไปท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรมกับท้องถิ่น<br />
ตามรูปแบบการท่องเที่ยวสมัยใหม่<br />
ถัดจากส่วนห้องพักมาตรฐานจะเป็นส่วนของ Sunken<br />
Heated Pool Villa ที่มีสระส่วนตัวจ านวน 8 ห้อง ส่วนนี้<br />
จะได้วิวดีที่สุดในโครงการเนื่องจากส่วนของสระว่ายน้าด้าน<br />
ระเบียงจะหันออกไปยังแอ่งน้าที่รับน้าจากโครงการ และ<br />
สระว่ายน้าของโครงการที่มีวิวของแผงเขาใหญ่เป็นฉากหลัง<br />
ความพิเศษอีกส่วนคือพูลวิลล่าเหล่านี้มีการออกแบบให้หลังคา<br />
เป็นดาดฟ้า ทาให้สามารถรองรับกิจกรรมปาร์ตี้ของผู้มาพัก<br />
วิลล่าได้ ด้วยวิวพาโนรามาของเขาใหญ่<br />
แนวคิดที่สถาปนิกต้องการสื่อคือการออกแบบให้มี<br />
ความรู้สึกสงบ จากการสอดแทรกสถาปัตยกรรมเข้ากับ<br />
ธรรมชาติ ให้สถาปัตยกรรมทาหน้าที่เป็นฉากหลัง เพื่อ<br />
ทาให้ต้นไม้และภูเขามีความเด่นชัดขึ้น จากแนวคิดนี้เมื่อ<br />
ผู้เขียนได้มาเยือนจึงพบกับความสงบของบริบทโดยรอบที่<br />
ตัวสถาปัตยกรรมตั้งอยู่ ด้วยเทคนิคการวางผังที่ซ่อนส่วน<br />
ห้องพักให้มีกันชนจากการประดิษฐ์ธรรมชาติจากภูมิสถาปัตย-<br />
กรรมทาให้เกิดความสงบขึ้น ส่วนหลักที่สร้างความสงบของ<br />
โรงแรมอยู่ที่ลานพักผ่อนรอบกองไฟซึ่งมีน้าจากสระโดยรอบ<br />
ขับความเด่นชัดขึ้นมา ในแง่การออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม<br />
มีการเลือกใช้องค์ประกอบอย่างระนาบต่างๆ ที่เป็นรั้วเตี้ย<br />
เหล็กโปร่ง ต้นไม้ ช่วยให้เกิดความกลมกลืน เมื่อเข้ามายัง<br />
โครงการทาให้เกิดความรู้สึกที่เป็นเอกภาพได้ง่ายชื่อเอสเคป<br />
ของโรงแรมนี้จึงมีนัยยะถึงการหนีตัวตนและความวุ่นวาย<br />
ของเมืองกรุงเทพฯ มาพักในความสงบท่ามกลางเขาใหญ่<br />
8<br />
7<br />
9<br />
10<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 65
Shama<br />
05 การเปลี่ยนถ่ายของพื้นที่ทาง<br />
ภูมิสถาปัตยกรรมถูกกั้นอย่าง<br />
เบาบางด้วยกำาแพงเตี้ย<br />
สาโรช พระวงค์<br />
สถ.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี<br />
ราชมงคลธัญบุรี และ สถ.ม.<br />
มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์<br />
ประจำาและรองคณบดีฝ่ายพัฒนา<br />
นักศึกษา คณะสถาปัตยกรรม<br />
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี<br />
ราชมงคลธัญบุรี และอาจารย์<br />
พิเศษในสถาบันอื่นๆ<br />
05<br />
The standard guest rooms are spread across two<br />
buildings comprising a total of 48 rooms. The interior<br />
space in the rooms has been thoughtfully designed for<br />
full functionality, with size and functions best suited for<br />
ultimate relaxation kept in mind. By also giving priority<br />
to the landscape design, visitors who come to stay are<br />
encouraged to participate and enjoy more of the central<br />
area. Moreover, they can also bicycle or drive out to<br />
the area where they can take part in activities with the<br />
locals according to modern forms of tourism.<br />
Next to that the standard rooms are the parts of<br />
the villas that feature Sunken Heated Pool totaling 8 Villas.<br />
This section features the best views in the project due<br />
to the swimming pool on the balcony side facing towards<br />
the water trough that receives water from the project<br />
and the swimming pool featuring a view of Khao Yai as<br />
its background. Another special aspect of the pool villas<br />
is that they have been designed with a roof that serves<br />
as a terrace that can support activities such as parties<br />
for the guests of the villas, all with a panoramic view<br />
of Khao Yai.<br />
The concept that the architect would like to bring into<br />
the design is a sense of calmness and, by inserting an<br />
architecture truly in tune with the nature, the structure<br />
itself serves as the background making the trees and<br />
mountains to be just that much more outstanding. With<br />
this concept in place, when writers visit, they find a<br />
sense of peace within the context of the surroundings,<br />
the location and its architecture. With the technical<br />
planning of the layout, the rooms have been hidden<br />
from a natural buffer created by the architecture, thus,<br />
making the space even more peaceful. The main element<br />
leading to the calmness the hotel provides is the leisure<br />
patio set around the bonfire and surrounded by the<br />
pool that, in combination, is nothing short of outstanding.<br />
In terms of the landscape design, a selection of various<br />
elements, such as the low fence, hollow steel, and plants<br />
help to create harmony that brings about a feeling of<br />
unity immediately upon entering the project site.<br />
Therefore, the name ‘Escape’ is a fitting choice as the<br />
hotel allows one to flee from oneself and the hustle and<br />
bustle of Bangkok all at once while entering peacefully<br />
into the midst of Khao Yai.<br />
66 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
LIMA DUVA<br />
KOH SAMET<br />
IDIN ARCHITECTS<br />
TEXT<br />
Assistant Professor<br />
Dr.Supitcha Tovivich<br />
PHOTOS<br />
Spaceshift Studio<br />
68 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
ด้วยบริบทที่ตั้งของโรงแรมอยู่บนเกาะเสม็ดซึ่งเป็นที่<br />
รู้จักกันดีถึงความสวยงามและความโรแมนติกเหมาะสาหรับ<br />
นักท่องเที่ยวประเภทคู่รักหนุ่มสาวสานักงานสถาปนิกไอดิน<br />
(IDIN Architects) จึงออกแบบโรงแรม Lima Duva อย่าง<br />
ใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยให้ความสาคัญกับความเป็นส่วนตัว<br />
การสร้างพื้นที่พิเศษของคนสองคน การเชื้อเชิญและการ<br />
สร้างประสบการณ์และความประทับใจใหม่ๆ ให้กับคู่รัก<br />
ที่มาใช้สอยอาคาร<br />
เริ่มต้นจากที่เจ้าของโครงการ Lima Duva นั้นมีโรงแรม<br />
ที่ตั้งอยู่ในเสม็ดหลายโครงการ โดยแต่ละโครงการมีคาแร็ค-<br />
เตอร์และกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันไปสาหรับ Lima Duva นั้น<br />
จะเน้นที่กลุ่มลูกค้าคู่รักที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบความโรแมนติก<br />
และให้ความสาคัญกับการออกแบบ และเนื่องจากพื้นที่ตั้ง<br />
โครงการไม่ได้อยู่ติดชายทะเล การสร้างพื้นที่ว่างและบรรยา-<br />
กาศที่น่าอยู่ภายในจึงเป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบให้ความสาคัญ<br />
เป็นพิเศษ<br />
กรอบของการทางานเริ่มต้นที่เจ้าของโครงการเน้นที่<br />
ความเรียบง่าย ราคาไม่แพง ส่วนหนึ่งเนื่องจากที่ดินของ<br />
โครงการเป็นลักษณะของการเช่าระยะยาว สาหรับแนวคิด<br />
การออกแบบนั้น จีรเวช หงสกุล ผู้ก่อตั้งส านักงานสถาปนิก<br />
ไอดินเล่าให้ฟังว่าเกิดจากการที่ทีมออกแบบได้ระดมสมอง<br />
กันถึงวลีประจาเกาะเสม็ดที่ทุกคนติดหูดีว่าทุกครั้งที่ไป<br />
เสม็ดนั้นคู่รักส่วนใหญ่มักจะได้ลงเอยกันบวกกับการได้อ่าน<br />
บทอัศจรรย์หรือบทเข้าพระเข้านางระหว่างพระอภัยมณีและ<br />
นางเงือกของวรรณคดีไทยสุดคลาสสิคเรื่อง ‘พระอภัยมณี’<br />
ประพันธ์โดยพระสุนทรโวหารหรือสุนทรภู่ โดยหลายคน<br />
เชื่อว่าเกาะเสม็ดนั้นก็คือเกาะแก้วพิสดารนั่นเอง ในการ<br />
ออกแบบนั้นเน้นที่ความหลากหลายของกิจกรรมส่วนตัว<br />
ของคู่รักที่มาพักสิ่งสาคัญอีกสิ่งหนึ่งคือห้องพักในแต่ละหน่วย<br />
ต้องมีความเป็นส่วนตัวและไม่รบกวนกัน ทีมผู้ออกแบบจึง<br />
วางผังโดยออกแบบให้ส่วนของระเบียงซึ่งมีลักษณะกึ่งกลาง-<br />
แจ้งเป็นส่วนที่กั้นระหว่างห้องสองห้องออกจากกันเพื่อแยก<br />
ผนังของแต่ละห้องออกจากกันโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้<br />
สานักงานสถาปนิกไอดินยังทาหน้าที่ออกแบบสถาปัตย-<br />
กรรมภายในด้วย โดยระยะของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้อง<br />
ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายและยืดหยุ่น<br />
ของแขกที่มาพักที่เป็นคู่รัก อย่างไรก็ตามหากผู้มาพักมากัน<br />
เป็นครอบครัวก็ไม่ได้รู้สึกแปลกแยกแต่อย่างใด นอกจากนี้<br />
ผนังภายในห้องมีการคัดเลือกบทอัศจรรย์บางส่วนมาเขียน<br />
เป็นกราฟิกบนผนังเป็นลูกเล่นในรายละเอียดอีกด้วย<br />
01<br />
OWNER<br />
Dermphan Yoovidhya &<br />
Supichaya<br />
Chaimueanvong<br />
LOCATION<br />
Samed Island<br />
Near Saikaew Beach<br />
YEAR COMPLETION<br />
2013-2015<br />
ARCHITECT<br />
Jeravej Hongsakul<br />
MEMBER ID<br />
0-6659<br />
ARCHITECT<br />
Sethapong Pisitwanich<br />
MEMBER ID<br />
1-0195<br />
INTERIOR DESIGNER<br />
Jureerat Korvanichakul<br />
STRUCTURAL DESIGN<br />
Pakanut<br />
Siriprasopsothron<br />
CONTRACTOR<br />
ARTCON<br />
BUILDING AREA<br />
2200 sq.m<br />
CONSTRUCTION COST<br />
38 million bath<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 69
การออกแบบผังบริเวณเน้นที่การเชื่อมต่อกับโครงการ<br />
เก่าที่อยู่ข้างเคียง ตัวอาคารจึงถูกออกแบบเป็นรูปตัวแอล<br />
เพื่อโอบล้อมและเปิดพื้นที่ลานอเนกประสงค์ที่กว้างและโล่ง<br />
ใช้เป็นส่วนเชื่อมโครงการใหม่เข้ากับโครงการเก่าด้วยกิจกรรม<br />
และภูมิสถาปัตยกรรมที่ลื่นไหล ลานดังกล่าวใช้สาหรับจัด<br />
กิจกรรมพิเศษต่างๆ โดยผนังสีขาวของล็อบบี้ที่อยู่ใกล้บริเวณ<br />
ลานนั้นสามารถใช้เป็นพื้นที่ผิวสาหรับการฉายหนังหรือสื่อ<br />
ต่างๆ ได้ด้วย โดยผู้คนสามารถนั่งบนขั้นบันไดหญ้าที่เล่น<br />
ระดับได้ นอกจากนี้ยังมีการเก็บรักษาต้นไม้เดิมที่ส าคัญเอาไว้<br />
และออกแบบสระว่ายน้าให้สอดคล้องกัน โดยต้นไม้เดิมจะ<br />
โผล่ทะลุขึ้นมาที่ pool bar นอกจากนี้โครงการ Lima Duva<br />
ยังเป็นโรงแรมแรกบนเกาะเสม็ดที่มี pool access จาก<br />
ห้องพักอีกด้วย โดยสีของกระเบื้องสระจะค่อยๆ มีความ<br />
เข้มขึ้นเรื่อยๆ ไล่ไปจนเป็นสีดาเมื่อถึงส่วนของระเบียง<br />
ห้องพัก เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้แก่แขกผู้มาพัก มีการ<br />
ออกแบบระบบลาโพงใต้น้าที่เมื่อว่ายน้าอยู่ใต้น้าถึงจะได้ยิน<br />
เสียงแพลง<br />
ในส่วนของล็อบบี้ที่อยู่ติดกับฝั่งถนน จีรเวชเล่าว่า<br />
“ต้องการให้ดูน่าค้นหาและน่าสนใจด้วยการออกแบบคล้าย<br />
กล่องสีขาวที่ครอบพื้นที่ว่างเอาไว้มีต้นไม้เดิมทะลุผ่านขึ้นมา<br />
และเปิดมุมมองให้เห็นไปยังพื้นที่ภายในได้เพียงเล็กน้อย<br />
เพื่อกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น โดยเมื่อลูกค้า<br />
ลอดผ่านเข้ามาจะเห็นมุมมองเปิดสู่พื้นที่ภายในแตกต่างกัน<br />
ไปในแต่ละช่วงของการเดิน” พื้นที่ตั้งโครงการมีความลาดชัน<br />
โดยทีมออกแบบสถาปัตยกรรมได้ทางานร่วมกับภูมิสถาปนิก<br />
ออกแบบอาคารให้โอบล้อมและเล่นระดับไปกับระดับเดิม<br />
อีกจุดเด่นหนึ่งของโครงการคือการที่ผนังและหน้าต่าง<br />
มีการยืดและย่นระยะเหลื่อมกันเพื่อเกิดเป็นมิติของรูปด้าน<br />
ที่น่าสนใจ นอกจากนี้การลดหลั่น mass ของอาคารยังช่วย<br />
เพิ่มการกันแดดให้กับช่องเปิดซึ่งอยู่ในทิศใต้และช่วยกันฝน<br />
ได้ในระดับหนึ่งอีกด้วย โดยทีมผู้ออกแบบได้เขียนคู่มือการ<br />
เช็ดกระจกมอบให้เจ้าของโครงการด้วยเพื่อความสะดวกและ<br />
ความเข้าใจในการดูแลรักษาต่อไปในอนาคต หลังคาออกแบบ<br />
เป็นดับเบิ้ลรูฟเพื่อลดความร้อนที่จะถ่ายเทเข้าสู่อาคาร ใน<br />
ส่วนของทางเดิน ทีมออกแบบเลือกใช้อิฐช่องลมซึ่งเป็นวัสดุ<br />
ก่อสร้างราคาไม่แพงที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เป็นการนามา<br />
จัดวางแบบตะแคงข้างและหันด้านที่มักจะถูกวางด้านนอก<br />
เป็นด้านใน เพื่อให้เกิดแสงเงาและมุมมองที่แตกต่างกัน<br />
ของการเดินไปและเดินกลับ จีรเวชเล่าให้ฟังถึงข้อจากัดของ<br />
การขนส่งวัสดุไปยังเกาะที่นับเป็นอุปสรรคและความท้าทาย<br />
อย่างหนึ่งในช่วงการก่อสร้าง ในส่วนของโครงสร้างนั้นด้วย<br />
ข้อจากัดของการขนส่งทรายและปูน ทาให้โครงสร้างเหล็ก<br />
มีความเหมาะสมมากกว่า<br />
70 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
เมื่อถามจีรเวชถึงรูปลักษณ์ของโครงการที่ดูแตกต่างจาก<br />
โรงแรมอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อหากเราหลับตานึกถึงภาพของ<br />
โรงแรมบนเกาะในประเทศเขตร้อนชื้นทั่วไป ผู้คนมักนึกถึง<br />
ภาพของบังกะโล มุงหลังคาลาดเอียงด้วยวัสดุธรรมชาติ<br />
“จริงๆ แล้วทางเราไม่ได้มีภาพสุดท้ายอะไรก่อนในการทา<br />
เป็นการออกแบบที่คิดไปตามโจทย์ ไม่ได้คิดถึงฟอร์มก่อน<br />
ไม่ได้มองว่าสุดท้ายมันจะต้องออกมาดูโมเดิร์นหรือไม่ แต่<br />
คิดถึงความเป็นเสม็ดในมิติต่างๆ และต่อยอด แตกประเด็น<br />
ออกไปเป็นโจทย์ของการออกแบบต่างๆ ตามลาดับ ทาให้<br />
เกิดการวางผัง การเรียงห้อง การออกแบบพื้นที่ภายใน การ<br />
วางตาแหน่งล็อบบี้ การเก็บต้นไม้ การโอบล้อมพื้นที่ต่างๆ<br />
ตามที่ได้เล่าให้ฟัง”<br />
หากมองแบบรวดเร็วนั้น Lima Duva ดูเรียบง่ายและ<br />
มีความสมัยใหม่อย่างเห็นได้ชัดหากแต่เมื่อได้เดินอยู่ในพื้นที่<br />
จริง ได้มุดผ่านส่วนของทางเข้าล็อบบี้เข้าไปเจอต้นไม้ใหญ่<br />
ที่ถูกซ่อนไว้ในกล่องสีขาวที่เปิดทะลุเพดานถึงด้านบน เกิด<br />
ความประหลาดใจ ทาให้อยากค้นหาและเดินลอดต่อไปยัง<br />
ส่วนของลานหญ้าที่โล่งกว้าง จนเดินไปสู่อาคารห้องพักผ่าน<br />
ทางเดินผนังอิฐช่องลมที่ค่อนข้างสลัวและเป็นส่วนตัว ซึ่ง<br />
เปิดมุมมองสู่ภายนอกและให้แสงเงาที่เปลี่ยนไปในทุกก้าว<br />
จนเข้าไปสู่ส่วนห้องพักและระเบียงที่ได้ถูกออกแบบและ<br />
วางผังอย่างใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยเฉพาะหากแขก<br />
ผู้มาพักเป็นคู่รักที่นิยมความโรแมนติกและชื่นชอบการอยู่<br />
ด้วยกันอย่างเป็นส่วนตัวในมุมต่างๆ น่าจะรู้สึกได้ถึงความ<br />
พอเหมาะพอดีของการออกแบบต่างๆ ซึ่งทีมผู้ออกแบบมองว่า<br />
ไม่จาเป็นต้องป่าวประกาศให้ชัดเจนถึงแนวคิดการออกแบบ<br />
ในมิตินี้แต่อย่างใด หากเมื่อแขกผู้มาพักรู้สึกผ่อนคลายและ<br />
ประทับใจกับความพอเหมาะพอดีของสิ่งต่างๆ โดยธรรมชาติ<br />
อย่างแนบเนียน เพียงเท่านี้น่าจะเพียงพอและน่าพึงพอใจ<br />
มากกว่า<br />
The surrounding hotels located on Koh Samed<br />
Island are known for their beauty and romantic atmosphere,<br />
appropriate for tourists who are young sweethearts;<br />
therefore, IDIN Architects designed the hotel<br />
Lima Duva Resort in a manner that pays great attention<br />
to every little detail, emphasizing privacy, creating a<br />
special, inviting area for couples and, together with this<br />
intention, creating new impressionable experiences<br />
for lovers that come to utilize the building. It all started<br />
with the fact that the owner of the Lima Duva project<br />
has many hotels on Koh Samed Island, each of which<br />
features various characteristics that are catered toward<br />
different clientele. As for the Lima Duva Resort, this<br />
site places emphasis on clientele who are modern<br />
couples fond of romantic things, hence emphasis was<br />
given to the design. The actual area where the project<br />
was located is not directly adjacent to the beach, therefore<br />
utilizing the empty spaces and creating a pleasant<br />
atmosphere was prioritized.<br />
The boundaries that set the work began from the<br />
fact that the owner emphasized simplicity and economical<br />
prices – partly due to the fact that the land<br />
used for the project was on a long-term rental contract.<br />
As for the design perspective, Jeravej Hongsakul,<br />
the founder of IDIN Architects explained to us that it<br />
started from the brainstorming of the design team<br />
and was based on the catch phrase of Koh Samed -<br />
claiming that when lovers and sweethearts travel to<br />
Koh Samed, they often end up being together forever.<br />
Together with this, it was also based on the epic Phra<br />
Aphai Mani, a classic Thai folklore of Phra Aphai Mani, a<br />
prince, and a mermaid written by Sunthorn Phu. Many<br />
people believe that Koh Samed is actually Koh Kaew<br />
Phitsadan mentioned in the folklore. The design was<br />
based on a variety of activities that are normally carried<br />
out by couples that come to reside here, and the most<br />
important thing was that in each of the individual rooms<br />
there must be privacy and no disturbances caused to<br />
others. Therefore, the team of designers set the<br />
01 บันไดขึ้นอาคารส่วนห้องพัก<br />
และทางเดินที่เลือกใช้ผนังอิฐ<br />
ช่องลม<br />
02 อิฐช่องลมธรรมดาถูกนำามา<br />
จัดวางใหม่ ก่อให้เกิดแสงเงาและ<br />
มุมมองที่แตกต่างกันในการเดิน<br />
ไปกลับ<br />
03 รูปด้านที่น่าสนใจจากการสลับ<br />
ตำาแหน่งห้องพัก<br />
02<br />
03<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 71
4<br />
3.<br />
3<br />
2<br />
5 M<br />
1<br />
1ST FLOOR PLAN<br />
1 Lobby<br />
2 Restaurant<br />
3 Swimming Pool<br />
4 Guest Room<br />
72 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
<strong>04</strong><br />
scheme of the design of the balconies to be situated<br />
in the middle, cleverly acting as dividers between each<br />
room and hence separating them so that no walls<br />
were shared. Other than this, IDIN Architects also<br />
designed the interior architecture structure as well, and<br />
the distance of the placement of the furniture was set<br />
to support the variety of activities that were carried<br />
out, including flexibility in terms of meeting the needs<br />
of both couples and guests who came as families alike.<br />
The walls also feature graphic illustrations of selected<br />
chapters from the epic Phra Aphai Mani, crafted<br />
through intricate drawing tactics.<br />
The design of the scheme for the surrounding<br />
area emphasized connectivity with the older project<br />
that was located next door, hence the building was<br />
designed in an ‘L’ shape so that it encircled and yet<br />
opened up to the wide empty multi-purpose field<br />
thereby interconnecting the new and old projects with<br />
activities and a flowing architectural landscape. This<br />
field was being used for various special activities, and<br />
the surface area of the white wall of the lobby located<br />
close to the field could be utilized as a background<br />
to project a movie or various other media while the<br />
audience could sit on the multi-level steps located in<br />
the garden. Other than this, a lot of old trees were<br />
maintained and the swimming pool was designed in<br />
harmony with them. In fact, one of the trees penetrated<br />
out, right at the pool bar. The Lima Duva Resort<br />
project is the first hotel on Koh Samed to feature pool<br />
access directly from the rooms themselves, and the<br />
tiles in the pool slowly become darker shades eventually<br />
turning to black when they reach the area closest<br />
to the room balconies. Furthermore, to increase the<br />
level of privacy for all guests, the design supported an<br />
installation of speakers underwater and music that can<br />
be heard only when one is swimming.<br />
As for the lobby which is located next to the<br />
main road, Jeravej explained that, “I wanted it to be<br />
something that stimulated people to want to search<br />
and discover more - it was designed as a white box<br />
that engulfed an empty space, with one of the original<br />
trees penetrating out of this area and subtly opening<br />
up to the internal space, thereby stimulating the<br />
desire to discover more. When the customers walk<br />
along they will see various perspectives opening up<br />
to different spaces at various locations. The project is<br />
set on a precipitous slope and the architectural design<br />
team worked together with the landscape architects to<br />
enable the building structure to both encircle and also<br />
utilize different land levels due to the slopes.<br />
<strong>04</strong> ผนังและหน้าต่างมีระยะเหลื่อม<br />
กันเกิดเป็นมิติน่าสนใจ นอกจากนี้<br />
ยังช่วยกันแดดกันฝนได้อีกด้วย<br />
วารสารอาษา<br />
THEME <strong>ASA</strong> 73
05<br />
Another outstanding point of the project is that<br />
the design of the external walls and windows expands<br />
and shortens in an overlapping pattern thereby creating<br />
an interesting dimensional effect. Other than this,<br />
reducing the mass of the building structure assisted in<br />
protecting against the sunrays as well, as the openings<br />
are southward facing, thereby to some level further<br />
protecting against rainfall. The design team also handed<br />
a manual to the owner of the project on the correct<br />
and convenient method for cleaning the windows,<br />
thereby allowing for them to take care of the maintenance<br />
in the future as well. The roof was designed as<br />
a double roof, thereby reducing the heat that would<br />
disperse through the building. As for the pathway, the<br />
design team chose to use ventilated bricks, (bricks with<br />
spaces) which is an inexpensive raw construction<br />
material abundantly available. These were placed inclined<br />
on their sides with the normally external-facing side<br />
turned in to face the opposite side, creating a shadow<br />
effect and offering entirely different perspectives when<br />
walking in and when walking back.<br />
Jeravej explained that the limitations of transporting<br />
construction materials to the island created obstacles<br />
that proved rather challenging while the project was<br />
being built and, because of the limited ability to transport<br />
both cement and sand, a metal structure was found to<br />
be more appropriate and used instead.<br />
Regarding the overall form of the project, which is<br />
different from other hotels, especially those that come<br />
to mind when we close our eyes and imagine hotels<br />
located on islands in hot countries - bungalows with<br />
sloping rooftops made of natural materials - Jeravej<br />
described that “Actually, we did not have a final picture<br />
of what the project would look like in mind when we<br />
started. We just designed as per problem presented<br />
and did not think about the form before this. We didn’t<br />
envision whether it was supposed to look modern or<br />
not, but we looked at Samed in various dimensions,<br />
from these dimensions we accumulated ideas and<br />
then subdivided them into various methods that could<br />
be used for designing, and put them in a sequence and<br />
thereby were able to plan the project accordingly which<br />
included the arrangements of the rooms, designing the<br />
internal area, the position of the lobby and maintaining<br />
the trees so that they could encircle certain areas.”<br />
If we look very quickly at Lima Duva, it looks simple<br />
and clearly shows it has a modern touch to it, but<br />
when you really walk within the actual premises and<br />
pass through the entrance of the lobby, you discover a<br />
huge tree hidden in a white box with an open ceiling.<br />
It causes some amazement while creating a sense of<br />
wanting to discover more. Then, we walked further<br />
toward the open grass field, moving along towards the<br />
rooms and passing the ‘ventilated bricks’ with their soft<br />
light that opens up to the outside creating a shadowy<br />
effect that changes with every step taken. This will<br />
eventually lead to the rooms and their balconies that<br />
have been intricately designed, especially fitting for<br />
couples who like something romantic - they would love<br />
their private moments together in the quiet corners<br />
and they should be able to feel the appropriateness<br />
of the various designs. The design team did not find it<br />
necessary to publicize the design perspective that they<br />
used, they felt that when the guests came to stay and<br />
felt both relaxed and impressed by the appropriateness<br />
of everything mingling together with nature so smoothly,<br />
this should in itself be enough to bring about adequate<br />
satisfaction.<br />
05 บรรยากาศยามค่ำาคืน<br />
ผศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์<br />
อาจารย์ประจำาคณะสถาปัตย-<br />
กรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย<br />
ศิลปากรและ Editor-in-Chief<br />
วารสารอาษา<br />
74 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา
<strong>ASA</strong> COMMITTEE<br />
HANDMADE<br />
ARCHITECTURE<br />
AN EPILOGUE FROM <strong>ASA</strong> FORUM 2015<br />
TEXT<br />
Nattawut Usavagovitwong<br />
เงื่อนไขความคิดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทามือ<br />
ในวงเสวนางานสถาปนิก’<strong>58</strong> ‘Handmade Architecture’<br />
เป็นหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจและมีการอภิปรายกัน<br />
อย่างกว้างขวางเกือบ 4 ชั่วโมง โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบ<br />
ด้วย คุณศรัณย์ สุนทรสุข (Habita Architects) คุณปัจจ์<br />
บุญกาญจน์วนิชา ( La Terre S.A. ) คุณจุลพร นันทพานิช<br />
(North Forest Studio) คุณธนพัฒน์ บุญสนาน (ธ.ไก่ชน)<br />
คุณธนา อุทัยภัตรากูร (อาศรมศิลป์) และคุณเดโชพล<br />
รัตนสัจธรรม (ยางนาสตูดิโอ) เนื้อหาการเสวนาได้ให้<br />
ภาพฉายเกี่ยวกับชุดความคิดเรื่องการทางานสถาปัตย-<br />
กรรมด้วยมือจากประสบการณ์และมุมมองของแต่ละ<br />
ท่าน ก่อนที่จะลงในรายละเอียด ผู้เขียนจะขอสะท้อน<br />
มุมมองที่ปรากฏในการเสวนา โดยพบว่าประเด็นการ<br />
แลกเปลี่ยนได้นาพาให้คิดถึงความคิดเบื้องหลังสถาปัตย-<br />
กรรมทามือ ว่าเพราะเหตุใดงานทามือถึงมีความน่าสนใจ<br />
และผู้ร่วมเสวนาอธิบายงานสถาปัตยกรรมทามือที่ตัว-<br />
เองลงมือทาอยู่อย่างไร<br />
01<br />
La Terre<br />
ความคิดที่ปรากฏในวงเสวนาพบว่าได้มีสาระสาคัญ<br />
ในระดับหลักการ (Principle) ที่สาคัญสองด้าน ได้แก่<br />
1) ฐานคิดที่เป็นปฏิภาคกับ Division of labor, Industrialization,<br />
Globalization มาสู่ความคิด Self-sustaining,<br />
Genius Loci และ 2) การพัฒนาชุมชน ฐานความเป็น<br />
เจ้าของร่วมที่ทุกคนแบ่งปันและมีส่วนร่วมได้(Collective<br />
process/Empowerment/De-professionalism)<br />
ในด้านแรกเกิดขึ้นในระบบนิเวศทางสังคมที่การแลก-<br />
เปลี่ยนในระบบตลาดเป็นต้นทุนของการสร้างอาคารที่<br />
สูงเกินไป ความต้องการผลลัพธ์ของงานสถาปัตยกรรม<br />
จึงเป็นแนวคิดบนฐานที่พึ่งตนเอง คุณจุลพรสะท้อนความ<br />
คิดทางสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับระบบธรรมชาติและ<br />
นิเวศวัฒนธรรมขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมทามือจึงเป็น<br />
ส่วนหนึ่งของความเข้าใจชุดความสัมพันธ์เหล่านี้และ<br />
เป็นส่วนหนึ่งของหนทางเรียนรู้ตนเอง ในขณะที่คุณ<br />
เดโชพลให้น้าหนักกับเรื่องเล็กๆ และความสัมพันธ์ระหว่าง<br />
มนุษย์ผ่านการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม และมีความ<br />
เป็นบริบทนิยมอยู่สูงโดยอยู่บนฐานความเป็นช่างฝีมือ<br />
กระบวนการช่างและความเข้าใจสภาพแวดล้อมเป็นตัว<br />
กาหนดวิธีการ ซึ่งจากสภาพแวดล้อมของเขาเองนั้น<br />
สถาปัตยกรรมทามือจึงเป็นเงื่อนไขในการสร้างสรรค์<br />
มิใช่ทางเลือก เป็นต้น<br />
ในด้านที่สองนั้นสถาปัตยกรรมทามือเกิดขึ้นในฐานะ<br />
ที่เป็นกระบวนการในการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ซึ่ง<br />
ให้ไม่ได้ในงานสถาปัตยกรรมกระแสหลักที่โดยตัวมันเอง<br />
ได้รวบหน้าที่ของคนที่เกี่ยวข้องเฉพาะคนที่มีทักษะสูง<br />
เท่านั้น งานลักษณะนี้ใช้ในบริบทที่ต้องการใช้สถาปัตย-<br />
กรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการและให้ผู้มี<br />
ส่วนร่วมเกิดสานึกและการทางานร่วมกัน ดังสะท้อนให้<br />
เห็นจากรณีแลกเปลี่ยนของคุณธนา ที่ใช้ผ่านการเรียน<br />
การสอน และกระบวนการสร้างชุมชนที่เน้นกิจกรรมเชิง<br />
Collective เป็นต้น<br />
76 <strong>ASA</strong> <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา
บทเรียนที่มากกว่าความโรแมนติค<br />
การเสวนามีประเด็นที่ทาให้ตัวสถาปัตยกรรมทามือ<br />
แฝงด้วยชุดความคิด คาถามและความท้าทายในการ<br />
สร้างสรรค์จานวนหนึ่งที่ชี้ชวนให้เกิดการต่อยอดจานวน<br />
หนึ่ง ได้แก่<br />
• Inspiration of Essence<br />
สถาปัตยกรรมทามือให้แรงบันดาลใจแก่ผู้มีส่วนใน<br />
การสร้างสรรค์ เนื่องจากตัวมันเองมีความเป็นหัตถศิลป์<br />
อยู่สูง คุณปัจจ์ได้สะท้อนเทคนิคการทาผนัง Rammed<br />
Earth ที่ร่องรอยของวัสดุเป็นร่องรอยที่สะท้อนกระบวนการ<br />
ทาด้วยมือ พลังของร่อยรอยนี้ได้ส่งผลให้เกิดองค์ประกอบ<br />
ในงานสถาปัตยกรรมที่กินความหมายลุ่มลึกขึ้น (รูปที่ 1)<br />
• Value-added design strategy<br />
งานสถาปัตยกรรมที่ทาด้วยมือนั้นมีคุณค่าในตัวเอง<br />
คุณศรัณย์ได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าในมุมมองที่สามารถ<br />
สร้างมูลค่าเพิ่มในงานสถาปัตยกรรมได้หากนามากาหนด<br />
เป็นกลยุทธในการออกแบบ (รูปที่ 2) และมีตลาดของ<br />
การทางานลักษณะนี้อยู่ เป็นทัศนะที่ทาให้งานออกแบบ<br />
มีความแตกต่าง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ<br />
ของผู้ออกแบบที่จะขับเน้นเนื้อหานี้ให้เปล่งประกายออก<br />
มาได้มากน้อยแค่ไหน<br />
• Missing link of praxis<br />
สถาปัตยกรรมทามือช่วยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้<br />
ในการปฏิบัติที่ระบบการศึกษาสถาปัตยกรรมปัจจุบัน<br />
ละเลย หรือให้ความสาคัญแต่เพียงทักษะการคิดวิเคราะห์<br />
การทางานสถาปัตยกรรมที่ผู้ออกแบบต้องเรียนรู้ผ่าน<br />
การลงแรงปฏิบัติในลักษณะช่างฝีมือ (Artisan) ทาให้<br />
ผู้ออกแบบได้เรียนรู้ธรรมชาติของวัสดุ ศักยภาพ และ<br />
ข้อจากัดที่ผ่านประสบการณ์จริงทาให้เกิดความเชื่อมโยง<br />
ความคิดสู่การปฏิบัติได้ต่อเนื่องขึ้น คุณธนาได้สะท้อน<br />
ให้เห็นความหมายนี่อย่างชัดเจนในงานที่เขาทาและ<br />
ต้องการจะสื่อ (รูปที่ 3)<br />
02<br />
Habita Architects<br />
01 ลวดลายของผนัง Rammed<br />
Earth ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ<br />
ของการก่อสร้างและไม่สามารถ<br />
ทำาซ้ำาให้เกิดลายเดิมได้<br />
02 การถักพืชล้มลุกท้องถิ่น<br />
เพื่อใช้เป็นวัสดุมุงหลังคารีสอร์ท<br />
แห่งหนึ่งในเวียดนาม<br />
03 การเรียนรู้ธรรมชาติของ<br />
ไม้ไผ่ผ่านการลงมือทำาและการ<br />
ออกแบบที่อาศัยความชำานาญ<br />
ในการสร้างสมดุลระหว่างการ<br />
ออกแบบที่กำาหนดผลล่วงหน้า<br />
กับความไม่แน่นอนของวัสดุที่<br />
เกิดขึ้นขณะก่อสร้าง<br />
03<br />
Thana Uthaipattrakoon<br />
Handmade Architecture, an interesting topic that<br />
was debated for almost 4 hours during a seminar<br />
in Architect‘<strong>58</strong> with participants consisting of Saran<br />
Soontornsuk (Habita Architects) Pajj Bunkanwanicha<br />
( La Terre S.A. ) Chunlaporn Nuntapanich (North Forest<br />
Studio) Thanapat Boonsanan (Thor.Kaichon) Thana<br />
Uthaipattrakoon (Arsom Silp) and Dechopol Rattanasadjathum<br />
(Yangnar Studio), showed the concept of<br />
handmade architecture through the experiences and<br />
viewpoints of each participant. Before getting to<br />
the content, I would like to firstly describe the overall<br />
aspect that occurred in the seminar. We found that<br />
the topic inspired us to think about the background<br />
ideas of handmade architecture and why it seems<br />
interesting, learning via explainations provided by each<br />
participant regarding their own handmade architecture<br />
projects.<br />
CONDITION OF IDEAS WITHIN HANDMADE<br />
ARCHITECTURE<br />
There are essential ideas in terms of principle which<br />
are divided into 1) The ideas which are against the<br />
Division of Labor, Industrialization and Globalization<br />
which lead to ideas of a Self-sustaining, Genius Loci. 2)<br />
Development of community and collective ownership<br />
in which a community can share and engage in the<br />
development process.<br />
The first case takes place in the social ecosystem<br />
in which movement in the market affects the increase<br />
of building costs, so the requirement of the architectural<br />
result is based on an idea of self-reliance. Chunlaporn<br />
reflected this architecture idea that was related to the<br />
environmental system and larger cultural circle, therefore<br />
handmade architecture was an element for understanding<br />
this series of relationships and also a matter<br />
through which to learn about yourself. Meanwhile,<br />
Dechopol attended to detailed elements and relationships<br />
within the human being through architecture,<br />
still based on the context and sense of craftwork. For<br />
him, method depends on craft processes and recognition<br />
of the environment; therefore, according to his<br />
surroundings, handmade architecture is a condition of<br />
creation instead of an alternative choice.<br />
In the second case, handmade architecture happens<br />
as a process that has a sense of participation and<br />
learning in contrast to mainstream architecture that<br />
in itself requires only the specialists to be realized.<br />
Furthermore, handmade architecture can be useful in<br />
areas that use architecture as a tool to generate the<br />
co-working atmosphere, as was defined by the Thana<br />
case study - which uses this process as an educational<br />
tool as well as a process to create a sense of community<br />
emphasizing the collective activity.<br />
วารสารอาษา<br />
<strong>ASA</strong> COMMITTEE <strong>ASA</strong> 77
HANDMADE ARCHITECTURE<br />
HAPPENS AS A PROCESS THAT<br />
HAS A SENSE OF PARTICIPATION<br />
AND LEARNING.<br />
• Standardized VS De-standardized<br />
ความคิดของการทาสถาปัตยกรรมด้วยมือโดยนัยยะ<br />
หนึ่งคือการก่อเกิดแนวปะทะกันทางความคิดของโลก<br />
สถาปัตยกรรมปัจจุบันที่สัมพันธ์กับระบบอุตสาหกรรม<br />
การก่อสร้าง ทั้งเรื่องการผลิตแบบ วัสดุก่อสร้างในระบบ<br />
อุตสาหกรรม มาตรฐานการเชื่อมต่องานระหว่างกลุ่ม<br />
คนที่ใช้ทักษะคนละด้าน มาตรฐานจึงเป็นสิ่งจาเป็นที่<br />
ทาให้การส่งต่องานในระบบแบ่งงานกันทาตามความ<br />
ชานาญเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น กับอีกความคิดหนึ่งที่<br />
ช่วยให้เกิดการต่อยอด ท้าทายเส้นแบ่งระหว่างความ<br />
ประณีตแบบจักรกลและความงาม ความไม่คงเส้นคงวา<br />
ของวัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ในตัวมันเอง คุณธนพัฒน์<br />
สะท้อนให้เห็นว่างานสถาปัตยกรรมทามือไม่อาจคาดหวัง<br />
ความแน่นอนได้ (รูปที่ 4) แต่เสนอมุมมองที่ให้ยอมรับ<br />
ข้อจากัดของตัวกระบวนการเอง อีกทั้งสถาปัตยกรรม<br />
ทามือได้หลอมรวมการช่างให้เป็นส่วนหนึ่งของการ<br />
สร้างสรรค์งาน<br />
• Process of inner change<br />
ความน่าสนใจประการหนึ่งของสถาปัตยกรรมทามือ<br />
คือมันได้เปลี่ยนโลกทัศน์ภายในของตัวผู้ออกแบบเอง<br />
จากการสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวและการปลุก<br />
สัญชาตญาณการรับรู้ ความตื่นตัวต่อผัสสะละเอียดของ<br />
ความเป็นช่างฝีมือ ความหมายเชิงรหัสของร่องรอย<br />
ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เครื่องมือกับผลลัพธ์ที่ได้<br />
คุณเดโชพลฉายให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเขาเอง<br />
กับช่างก่อสร้างที่แบ่งปันโลกทัศน์และความเข้าใจสถาปัตย-<br />
กรรมที่เป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้นโดยสลายพรมแดน<br />
ระหว่างผู้ออกแบบและผู้ลงมือก่อสร้าง (รูปที่ 5)<br />
<strong>04</strong><br />
Thor.Kaichon<br />
<strong>04</strong> ความพยายามหาจุดพอดี<br />
ระหว่างการใช้วัสดุที่ยากต่อการ<br />
กำาหนดมาตรฐานและการผลิต<br />
แบบอุตสาหกรรม<br />
05 การยอมรับความเป็นช่างฝีมือ<br />
(Artisan) สู่การเป็นองค์ประกอบ<br />
หนึ่งของกระบวนการออกแบบ<br />
06 การสร้างสรรค์ที่ให้งานสถา-<br />
ปัตยกรรมเป็นส่วนขับเน้น<br />
บรรยากาศและบริบทพื้นที่<br />
มากกว่าการขับเน้นตัวสถาปัตย-<br />
กรรมเอง<br />
• Deep Ecology<br />
สถาปัตยกรรมทามือเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนผ่าน<br />
ความเข้าใจความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อม<br />
ก่อให้เกิดสานึกของนิเวศวิทยาเชิงลึกและการเข้าใจตนเอง<br />
และเกิดความหมายทางอภิปรัชญา/ญาณทัศนะ คุณ<br />
จุลพรใช้เวลาทาความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่เป็นองค์รวม<br />
และหาตาแหน่งแห่งที่ให้แก่งานสถาปัตยกรรมว่ามีส่วน<br />
ในการสร้างความหมาย จัดสมดุล สถาปัตยกรรมที่เป็น<br />
หน่วยหนึ่งในภาพรวม และจากภาพรวมสู่สถาปัตยกรรม<br />
ในฐานะหน่วยหนึ่งอย่างไร (รูปที่ 6) ซึ่งกระบวนการนี้<br />
ต้องอาศัยการลงมือทาเองเท่านั้น มิใช่ผ่านการคิดแต่เพียง<br />
อย่างเดียว<br />
• ความท้าทาย<br />
ความท้าทายสาคัญที่สะท้อนออกมาในวงเสวนามี<br />
ด้วยกันสองส่วนคือ ส่วนแรกคงได้แก่คาถามที่ว่าโรงเรียน<br />
สถาปัตยกรรมควรจะมีบทบาทในการสนับสนุนให้<br />
กระบวนการนี้สร้างความเข้าใจศาสตร์ทางสถาปัตย-<br />
กรรมที่มีลักษณะเชิงปฏิบัติอยู่สูงอย่างไร กระบวนการ<br />
ทามือได้ริเริ่มเข้าสู่การเรียนการสอนทางสถาปัตยกรรม<br />
ในระดับอุดมศึกษาบ้างแล้วแม้จะยังไม่เป็นที่แพร่หลาย<br />
ถึงแม้ว่าในเชิงความรู้จะเป็นข้อถกเถียงว่าชุดความรู้นี้<br />
ไม่สัมพันธ์กับโครงสร้างหลักสูตร มาตรฐาน และระบบ<br />
การเรียนการสอนแบบอุตสาหกรรมการศึกษาก็ตาม<br />
แต่ในฐานะกระบวนการเรียนรู้นับว่ามีความน่าสนใจ<br />
อย่างยิ่งที่ทาให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงสถาปัตยกรรม<br />
กับโลกความเป็นจริงได้<br />
ความท้าทายอีกประการในด้านวิชาชีพคือ จะทา<br />
อย่างไรให้เกิดการยกระดับสถาปัตยกรรมทามือให้มี<br />
ระบบตลาดรองรับ ทั้งด้านการพัฒนาความรู้ที่เป็นระบบ<br />
การพัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยีในการก่อสร้างการ<br />
บริหารอุปสงค์และอุปทานของการผลิตวัสดุ เป็นต้น<br />
05<br />
Yangnar Studio<br />
78 <strong>ASA</strong> <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา
MORE THAN ROMANTICIZE<br />
A topic that arose during the seminar that focused<br />
on the ways in which handmade architecture contains<br />
more ideas, questions and sorts of challenges in terms<br />
of creation that can encourage developments such as:<br />
• Inspiration of Essence<br />
Homemade architecture can inspire one who<br />
engages in process, because the practice in itself<br />
contains a lot of sense of craftwork, an example being<br />
Patch-Rammed Earth, in which a trace of the handmade<br />
process always remains and becomes a remarkable<br />
identity that can generate an abstract meaning. (Figure 1)<br />
• Value-added design strategy<br />
Handmade architecture contains a value within<br />
itself. Saran described the advantage of using handmade<br />
architecture as a strategy in order to increase<br />
architectural value, especially in regards to specific<br />
markets. (Figure 2) Following this vision, design<br />
becomes more innovative but still depends on the<br />
designers talent.<br />
• Missing Links of Praxis<br />
Handmade architecture brings the process of<br />
investigation into the architectural process, which<br />
seems to not be given much attention in today’s<br />
education where concentration is often placed solely<br />
on analysis and skill. The architectural process in which<br />
designers learn through their own practice, as a kind<br />
of artisan, lets one recognize the natural limits and<br />
potentiality of their own materials while also allowing<br />
for one’s concepts to be transformed into practice<br />
continuously. Thana portrayed this idea through his<br />
previous works clearly and obviously. (Figure 3)<br />
• Standardized Vs De-Standardized<br />
There are two implications within the idea of<br />
handmade architecture; firstly, it seems to conflict<br />
with mainstream architecture that is typically related<br />
to the construction industries such as manufacturing,<br />
construction materials within the industrial circle<br />
and the standard of connection between specialists<br />
working in this line, so this standard becomes the<br />
most important factor affecting the capacity within the<br />
system of the working line assignment. Secondly, the<br />
idea of expansion and the challenge of the boundary<br />
between industrial, neat forms and a craft aesthetic<br />
- the uncertain form that shapes its own character.<br />
Thanapat described that while handmade architecture<br />
didn’t have a certain form, (Figure 4) we could recognize<br />
the limits of this process and also the opportunity<br />
to portray that handmade architecture allowed for this<br />
sense of handcrafts to become a part of the creation.<br />
• Process of inner change<br />
On the other hand, handmade architecture also<br />
changes our perspective as well, encouraging one<br />
to observe their surroundings and awaken their own<br />
interpretations – the sensibility of a craftsman and<br />
abstract meaning of the relationship between apparatuses<br />
and their consequences. Dechopol portrayed<br />
increments of his relationships with craftsman where,<br />
through a lot of discussion, the distance between the<br />
architect and the maker was diminished. (Figure 5)<br />
• Deep Ecology<br />
Still, handmade architecture functions as a tool<br />
to transform our understanding of the relationship<br />
between humans and context, to create some<br />
consciousness of a deeper ecology and a sense of<br />
self-understanding and to generate meaning in terms<br />
of metaphysics. Chunlaporn tries to recognize the<br />
overall aspect in our current context and tries to define<br />
a specific position for architecture in order to balance<br />
and expand upon the meaning within a site in both<br />
directions - building as a part of an overall image and<br />
the overall image of a building.This process requires<br />
architects to practice by themselves and not only<br />
through conceptual thinking. (Figure 6)<br />
• Challenge<br />
There were two challenging things that were reflected<br />
in this seminar. Firstly, the question of whether<br />
or not an architecture institution should take on more<br />
of a role to support this process in order to arise the<br />
concept of pragmatism, handmade architecture being<br />
already a part but not widespread focus of undergraduate<br />
studies. Though many controversies still arise<br />
in terms of compatibility with prior course structures,<br />
standards and industrial patterns of education, it is<br />
a significant way in which students are allowed to<br />
transform their concepts into real practice in terms of<br />
the study process.<br />
Another challenging thing, with regards to<br />
architecture entrepreneurship, is how to develop the<br />
market in order to support handmade architecture, in<br />
the way of systematically developing knowledge, construction<br />
technologies and management of demand<br />
and supply of material manufacturing.<br />
06<br />
ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์<br />
ประธานกรรมาธิการสถาปนิก<br />
ชุมชน สมาคมสถาปนิกสยาม<br />
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งก่อตั้ง<br />
ขึ้นในเดือนตุลาคม 2556 และ<br />
ผู้อำานวยการศูนย์วิจัยบูรณาการ<br />
ภาพพื้นที่และสังคม ภาควิชา<br />
สถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถา-<br />
ปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย<br />
ศรีปทุม<br />
North Forrest Studio<br />
วารสารอาษา<br />
<strong>ASA</strong> COMMITTEE <strong>ASA</strong> 79
CONVERSATION<br />
TEXT<br />
Ponn Virulrak<br />
<strong>ASA</strong>’S PRESIDENT INTERVIEW:<br />
<strong>ASA</strong> & CHAO PHRAYA RIVER<br />
PROMENADE PROJECT<br />
THE GOVERNMENT RECENTLY ANNOUNCED ITS PLANS FOR THE<br />
DEVELOPMENT OF CHAO PHRAYA RIVER PROMENADE PROJECT<br />
RUNNING ALONG BOTH SIDES OF THE CHAO PHRAYA RIVER. THE<br />
PROJECT ENCOMPASSES THE 14-KILOMETER PROMENADE THAT<br />
STARTS FROM THE FOOT OF THE RAMA 7 BRIDGE AND ENDS AT<br />
PINKLAO BRIDGE. THE ROUTE, WHICH PASSES 8 TEMPLES, 36 PIERS,<br />
6 HOTELS/RESTAURANTS AND 19 IMPORTANT SITES, WILL HAVE<br />
A DIRECT EFFECT ON APPROXIMATELY 268 WATERFRONT HOUSE-<br />
HOLDS WHOSE RESIDENCIES HAVE ENCROACHED UPON THE RIVER<br />
THROUGHOUT THE YEARS. THE PROJECT FOLLOWS THE POLICY<br />
INITIATED BY GENERAL PRAYUTH CHAN-OCHA, THE PRIME MINISTER,<br />
WHO PLANS TO DEVELOP THE AREA ALONG THE COUNTRY’S MAIN<br />
WATERWAY INTO A VISUALLY PLEASING ENVIRONMENT THAT CAN<br />
BE ACCESSED AND USED BY THE PUBLIC. THE AREA IS EXPECTED TO<br />
FUNCTION AS A RECREATIONAL AND EXERCISE SPACE AS WELL AS<br />
A NEW LANDMARK OF BANGKOK.<br />
จากการที่รัฐบาลได้ประกาศแผนของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้าเจ้าพระยา ตลอดเส้นทาง 2 ฝั่งแม่น้าเจ้าพระยา<br />
ระยะทางรวม 14 กิโลเมตร จากเชิงสะพานพระราม 7 ลงมาถึงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ ซึ่งจะผ่านวัด 8 แห่ง ท่าเรือ<br />
36 แห่ง โรงแรม/ร้านอาหาร 6 แห่ง และสถานที่สาคัญขนาดใหญ่ 19 แห่ง โดยมีที่อยู่อาศัยที่รุกล้าริมฝั่งแม่น้า<br />
เจ้าพระยาที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงทั้ง 2 ฝั่ง ประมาณ 268 หลังคาเรือน สาหรับโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้า<br />
เจ้าพระยา เกิดขึ้นตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการพัฒนาพื้นที่ ริมฝั่ง<br />
แม่น้าเจ้าพระยาซึ่งเป็นแม่น้าสายหลักของประเทศให้เกิดทัศนียภาพสวยงาม ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและ<br />
ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เพื่อการพักผ่อน การออกก าลังกาย การจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพและนันทนาการ รวมถึง<br />
การส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างสัญลักษณ์แห่งใหม่ (Landmark) ให้แก่กรุงเทพมหานครและประเทศไทย<br />
80 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา
01<br />
จากที่สมาชิกหลายท่านมีข้อสงสัยถึงจุดยืน<br />
ของสมาคมสถาปนิกสยามฯ ในเรื่องนี้ในขณะที่<br />
เป็นข่าวอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีกลุ่มประชา-<br />
สังคมคัดค้านโครงการนี้ที่ขัดกับข่าวที่ออกจาก<br />
กรุงเทพมหานครว่ากลุ่มชุมชนริมน้ ามีความเห็น-<br />
ด้วยกับโครงการ ในโอกาสนี้ ดร.พร วิรุฬห์รักษ์<br />
ได้สัมภาษณ์คุณพิชัย วงศ์ไวศยวรรณ นายก<br />
สมาคมสถาปนิกสยามฯ และนามาชี้แจงให้สมาชิก<br />
ทุกท่านทราบ<br />
ท่านนายกฯ ครับ ทาไมเราถึงไปเกี่ยวข้องกับกทม.<br />
ในเรื่องนี้ได้ครับ ตกลงสมาคมฯ ของเราสนับสนุน<br />
โครงการนี้หรือครับ?<br />
พิชัย: ก่อนอื่นเลยต้องเรียนว่าเราถูกแต่งตั้งเป็นหนึ่งใน<br />
คณะกรรมการกากับดูแลโครงการโดยท่านผู้ว่ากทม. เป็น<br />
ประธานและถูกแต่งตั้งโดยท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิตร<br />
วงษ์สุวรรณ ไปเป็นกรรมการและคณะทางานในอนุกรรมการ<br />
ออกแบบและภูมิสถาปัตย์โดยมีท่านปลัดกระทรวงกลาโหม<br />
เป็นประธาน การที่เราเข้าไปเป็นคณะกรรมการไม่ได้แปลว่า<br />
เราไปช่วยสนับสนุนหรือช่วยคิดออกแบบแต่อย่างใด แต่<br />
เมื่อเขาเชิญให้เราเข้าไปร่วมให้ความเห็น และการที่เรา<br />
ตัดสินใจไม่ได้ถอนตัวออกมา สาเหตุเป็นเพราะเราในฐานะ<br />
สมาคมวิชาชีพ น่าจะสามารถมีส่วนผลักดันให้โครงการ<br />
พัฒนาไปในทางที่ดีได้ และทางเรายังได้เสนอให้กทม. เชิญ<br />
ผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย และ<br />
สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทยเข้ามาร่วมเป็นกรรมการผู้ทรง<br />
คุณวุฒิด้วย<br />
MEMBERS ARE BECOMING MORE INTERESTED<br />
IN THE ROLE OF THE ASSOCIATION IN THE MATTER<br />
AS THE PROJECT IS MAKING HEADLINES DUE TO<br />
OPPOSITION FROM THE CIVIL SOCIETY GROUP<br />
WHO TELL A DIFFERENT STORY FROM THAT OF<br />
WHAT THE BANGKOK METROPOLITAN ADMINIS-<br />
TRATION HAS BEEN INFORMING THE MEDIA,<br />
SAYING THAT THE LOCAL COMMUNITY IS ON<br />
BOARD WITH THE PROJECT. DR. PONN VIRULRAK<br />
INTERVIEWED PICHAI WONGWAISAYAWAN,<br />
THE PRESIDENT OF THE ASSOCIATION OF SIAMESE<br />
ARCHITECTS ABOUT THE BACKSTORY AND CUR-<br />
RENT SITUATION.<br />
WHAT IS THE ASSOCIATION’S INVOLVEMENT IN<br />
THIS, DOES <strong>ASA</strong> SUPPORT THE PROJECT?<br />
PICHAI: First of all, I have to inform you that the association<br />
was appointed to be on the advisory committee<br />
of the project by the Governor. We were also appointed<br />
by the Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan to serve<br />
on the sub-committee of the design and landscape architecture<br />
committees, which have the Permanent Secretary<br />
for Defense as the chairman. Being on the committee<br />
doesn’t mean that we support or have any substantial<br />
contribution in the design, but the fact is that we are<br />
invited to provide professional opinions. We are still on<br />
the committee at this time because, as a professional<br />
association, we think that we can help the development<br />
progress to move in the right direction. We also suggested<br />
that the Bangkok Metropolitan Administration invite<br />
experts from the Thai Association of Landscape Architects<br />
and the Thai Urban Designers Association to serve on<br />
the committee as well.<br />
01 พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ<br />
นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ<br />
วารสารอาษา<br />
CONVERSATION <strong>ASA</strong> 81
เราไม่ได้สนับสนุน แต่เราก็ไม่ได้ต่อต้านเขาอย่าง<br />
ชัดเจนใช่ไหมครับ<br />
พิชัย: เราไม่ได้ต่อต้านในแง่ของหลักการเพราะวิสัยทัศน์<br />
เรื่อง “การสร้างพื้นที่สาธารณะริมน้ าให้กับประชาชน” เป็น<br />
เรื่องที่ดี ควรสนับสนุน แต่พอลงไปในรายละเอียดแล้ว<br />
มีปัญหา เราจึงมีการให้ความเห็นอย่างชัดเจนว่าเราไม่เห็น<br />
ด้วยกับ ‘รูปแบบแนวคิด’ ที่ไม่ได้มีการคานึงถึงสภาพ-<br />
แวดล้อม อันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ริมแม่น้า และ<br />
ต่อต้านเรื่องที่ต้องการเร่งรัดมากเกินไป ทั้งๆ ที่โครงการ<br />
ระดับนี้ควรมีการศึกษาวางแผนแม่บท กระบวนการมีส่วน-<br />
ร่วมของผู้มีส่วนได้เสียและประเมินผลกระทบต่างๆ มากมาย<br />
รวมถึงสิ่งแวดล้อมเสียก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการออกแบบ<br />
แล้วจากที่ท่านนายกฯ ทราบนั้น มีกระบวนการ<br />
เรื่องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่<br />
โดยรอบหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบ้างหรือไม่ครับ?<br />
พิชัย: “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ที่ทางกทม. บอกว่า<br />
ทาเรียบร้อยและชุมชนเห็นด้วยนั้น เท่าที่ทราบตามข่าวเป็น<br />
การเจรจากับชุมชนบางพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามพื้นที่<br />
ที่มีการรุกล้าพื้นที่ริมน้าและมีการจ่ายค่าเสียหายเพื่อให้<br />
ย้ายออกไป สภาพความเป็นจริงคือมีการรุกล้าพื้นที่ริมน้า<br />
กันเป็นเรื่องปกติ บางจุดเป็นข้อพิพาททางกฎหมายอยู่<br />
ยังไม่มีความชัดเจน และตอนนี้กทม. ก็ได้สร้างเขื่อนป้องกัน<br />
น้าท่วมไปเกือบตลอดแนวแล้ว มีทั้งชุมชนที่อยู่หน้าและ<br />
หลังเขื่อนซึ่งมีความสูงเกือบท่วมหลังคาบ้านตัดขาดการ<br />
เชื่อมต่อกับแม่น้าอยู่แล้ว เท่าที่ทราบเรื่องการมีส่วนร่วม<br />
ของประชาชนที่ทาอย่างเป็นระบบไม่เคยเกิดขึ้น ไม่มีการ<br />
เชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เหมาะสมเข้ามาแสดงความคิดเห็น<br />
ปัญหาอยู่ตรงที่เมื่อไม่มีการสอบถามความต้องการของ<br />
ผู้อยู่อาศัยอาจจะกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากได้ ทาให้เกิด<br />
ปัญหากับความเป็นอยู่ ความปลอดภัย การดูแลรักษาและ<br />
ไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ<br />
กลับมาที่เรื่องรูปแบบ ปัญหาอยู่ตรงไหนครับ<br />
พิชัย: ปัญหาใหญ่อยู่ที่รูปแบบด้วย เนื่องจากแนวคิดที่<br />
นาเสนอโดยสานักการโยธากทม. เป็นรูปแบบที่เป็นโครงสร้าง<br />
ขนาดใหญ่คล้ายถนนทางด่วนมีเสาตอม่อขนาดใหญ่มีความ<br />
กว้างถึง 19.50 เมตร และเมื่อมีเสียงคัดค้านผ่านสื่อต่างๆ<br />
ก็ลดขนาดลงมาถึงประมาณ 12-15 เมตร ตามที่มีการประชา-<br />
สัมพันธ์ออกไป และเป็นรูปแบบเดียววิ่งยาวตลอด 7 กิโลเมตร<br />
ทั้งสองฝั่ง ลักษณะดูเป็นแนวคิดแบบการทาถนนทั่วไป<br />
โดยมิได้มีการคานึงถึงผลกระทบกับความละเอียดอ่อน<br />
ทางวัฒนธรรมริมน้า ความเป็นอยู่ของชุมชนริมและใกล้น้า<br />
ความกว้างทางขนาดนี้ในช่วงที่แม่น้าแคบที่สุดประมาณ<br />
200 เมตร จะมีผลให้ทางน้าแคบลงเกือบ 20% แล้วจะมี<br />
ปัญหากับการระบายน้าหรือระบบป้องกันน้าท่วมอย่างไร<br />
ซึ่งก็ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างจริงจัง<br />
WE DON’T EXACTLY SUPPORT BUT WE DON’T BLA-<br />
TANTLY OPPOSE, IS THAT WHAT YOU’RE SAYING?<br />
PICHAI: We don’t oppose the principle and purpose of<br />
the project because the ‘riverside public space’ is actually<br />
a great concept and it deserves the support. But when<br />
you look into the details, there are many problematic<br />
issues. Our opinion about the matter has been pretty<br />
strong that we don’t agree with the way things are being<br />
done, particularly how the process will go on without<br />
any serious consideration for the protection of the surrounding<br />
environment, which is essentially the unique<br />
identity of each waterfront community. We also oppose<br />
how the development is being rushed to progress despite<br />
the fact that, with a project of this scale, a thorough study<br />
of the master plan, stakeholders’ participation and several<br />
other assessments, including the impact on the environment,<br />
should be conducted before the design process<br />
even takes place.<br />
FROM YOUR KNOWLEDGE, HAS THERE BEEN A<br />
PROCESS THAT INVOLVES THE PARTICIPATION<br />
OF PEOPLE OR STAKEHOLDERS?<br />
PICHAI: The process of ‘people’s participation’ that the<br />
Bangkok Metropolitan Administration claims to have<br />
done, as far as I’m concerned, is negotiation with some<br />
of the local communities, particularly the ones with<br />
encroachment issues, in which compensation has to<br />
be made in order for the residents to relocate. In reality,<br />
the encroachment of the waterfront area is rather<br />
common; some areas are still under legal dispute so<br />
nothing is certain for now. With the Bangkok Metropolitan<br />
Administration having already built the floodprevention<br />
dam along the area, communities both in<br />
front and behind are almost completely cut off from<br />
access to the river anyway because of its roof-high<br />
structure. To the best of my knowledge, a systematic<br />
process has never been done to incorporate the<br />
people’s participation; no stakeholders have been<br />
invited to provide opinions. The problem is that when<br />
the public’s viewpoints and demands are absent, this<br />
area can turn into something that they don’t really<br />
want, which affects the living condition, safety, maintenance<br />
and the sense of ownership as well.<br />
BACK TO THE DESIGN, WHAT DO YOU THINK IS<br />
REALLY THE PROBLEM?<br />
PICHAI: The big problem is in the design itself, because<br />
what is proposed by the Department of Public Work<br />
of the Bangkok Metropolitan Administration is this<br />
massive structure similar to an expressway pillar, which<br />
initially was as wide as 19.50 meters. With the increasing<br />
rumbling through the media, the size has come down<br />
to 12-15 meters as recently reported in the news. The<br />
structure runs along the entire span of 7 kilometers on<br />
both sides of the river, so basically it’s the same idea<br />
as road construction, with no thorough consideration<br />
about the impact and sensitivity in terms of the culture<br />
of the riverside community. The width of the structure, if<br />
located in the river’s narrowest range, which is about 200<br />
meters, would obstruct almost 20% of the waterway.<br />
What follows are problems in water distribution and flood<br />
prevention, which haven’t been studied as much as they<br />
need to be.<br />
82 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา
สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 6 กรกฎาคม ที่<br />
สัมภาษณ์ นี้เป็นอย่างไรบ้างครับ?<br />
พิชัย: ในภาพรวมตอนนี้งบประมาณรวมออกแบบก่อสร้าง<br />
14,006 ล้าน ได้ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีแล้ว ภาคี<br />
วิชาชีพและวิชาการอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องข้อกาหนด<br />
เงื่อนไขโครงการกับคณะอนุกรรมการซึ่งคาดหวังว่าจะมี<br />
การนัดประชุมกับผู้ใหญ่เพื่อให้คาชี้แจงเหตุผลเร็วๆ นี้<br />
ถ้าจะให้ท่านนายกฯ สรุปสิ่งที่ทางสมาคมสถาปนิก<br />
สยามฯ ได้ผลักดันจนสาเร็จ เกี่ยวกับโครงการนี้<br />
มีอะไรบ้างครับ?<br />
พิชัย: เรายังไม่คิดว่าถึงขั้นสาเร็จเนื่องจากยังไม่มีความ<br />
ชัดเจนในการปรับเปลี่ยนแนวทางในการปฏิบัติโดยเฉพาะ<br />
อย่างยิ่งเรื่องของข้อกาหนดการจัดจ้างที่ปรึกษาที่ทางภาคี<br />
วิชาชีพและวิชาการได้นาเสนอร่างต่อคณะทางานเพื่อให้<br />
แบ่งขั้นตอนการทางานออกเป็นสองระยะโดยกาหนดให้มี<br />
กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียตามความเหมาะสม<br />
แต่อย่างน้อยก็มีการรับฟังในเรื่องของเวลาที่มีการขยาย<br />
ออกไปและมีการแต่งตั้งผู้แทนจากภาคีวิชาชีพเข้าไปร่วม<br />
เป็นคณะทางานที่จะช่วยกันผลักดันให้โครงการดาเนินไป<br />
ตามครรลองที่เหมาะสม<br />
หลังจากนี้ทางสมาคมสถาปนิกสยามฯ จะผลักดัน<br />
ประเด็นใดต่อไปเกี่ยวกับโครงการนี้?<br />
พิชัย: เราจะผลักดันให้มีการยอมรับร่างข้อกาหนดที่แบ่ง<br />
เป็นส่วนๆ เริ่มด้วยการศึกษาวางแผนและทาผังแม่บทก่อน<br />
ซึ่งจะต้องควบคู่ไปกับการทารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม<br />
และอื่นๆ จากนั้นเราก็จะเสนอให้มีการแบ่งพื้นที่การพัฒนา<br />
ออกไปเป็นชิ้นเล็กๆ ตามความพร้อมของพื้นที่ซึ่งจริงๆ แล้ว<br />
เป็นการลดความเสี่ยงทั้งในแง่ของการลงทุนและผลกระทบ<br />
ต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมด้วย วิธีนี้จะช่วยให้โครงการบาง-<br />
ส่วนสามารถเริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องรอพื้นที่ที่ติดปัญหา<br />
ยกตัวอย่างพื้นที่บางส่วนในระยะ 7 กิโลเมตร ที่เป็นพื้นที่<br />
ทับซ้อนกับพื้นที่ศึกษาโครงการส่งเสริมให้เจ้าพระยาเป็น<br />
มรดกแห่งชาติและเราต้องให้บุคคลที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย<br />
จริงๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ซึ่งมีหลากหลายกลุ่ม<br />
ได้แก่ ส่วนราชการ วัด วัง กลุ่มเอกชน และกลุ่มชุมชน<br />
โดยกลุ่มเหล่านี้ต้องส่งตัวแทนเข้ามาร่วมแสดงความคิด<br />
เห็นเพื่อพัฒนาผังแม่บทและรายละเอียดต่างๆ<br />
02 แบบร่างรูปแบบของทางเดิน<br />
ริมน้าของโครงการพัฒนาริมฝั่ง<br />
แม่น้าเจ้าพระยา<br />
03 ระยะทาง 14 กิโลเมตรของ<br />
โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้า<br />
เจ้าพระยา<br />
WHAT’S THE CURRENT SITUATION ON THE DAY<br />
OF THIS INTERVIEW (6 JULY 2015)?<br />
PICHAI: In general, the 14,006 million baht budget has<br />
already been approved by the cabinet. The professional<br />
and academic network is in the middle of negotiating the<br />
conditions and regulations of the project with the subcommittee.<br />
A meeting is expected to take place soon for<br />
the experts to provide necessary information and make<br />
suggestions.<br />
IF YOU WERE TO SUM UP WHAT THE ASSOCIATION<br />
HAS BEEN TRYING TO ADVOCATE FOR AND SUC-<br />
CEED REGARDING THE PROJECT, WHAT WOULD<br />
THAT BE?<br />
PICHAI: It has not exactly been achieved because there<br />
hasn’t been any substantial change in terms of the process,<br />
particularly the regulations concerning the employment<br />
of consultants that was proposed to the working<br />
committee by the professional and academic network.<br />
The idea is to separate the process into two phases and<br />
appropriately incorporate the stakeholders’ participation<br />
as one of the steps. At the very least, they listened to our<br />
suggestions about the extension of the timeframe and<br />
the appointment of representatives from the professional<br />
network to be a part of the working committee so that<br />
the project can progress in the right direction.<br />
WHAT ARE THE NEXT ISSUES THAT THE ASSO-<br />
CIATION WANTS TO ADVOCATE FOR WITH THIS<br />
PROJECT?<br />
PICHAI: We will push forward with the drafted regulations,<br />
which are divided into different sections. It starts<br />
with the study, planning and creation of a master plan and<br />
it has to be done along with the environmental impact<br />
report, etc. Then we will propose for the areas within the<br />
project to be developed in different segments according<br />
to the preparedness of each area. This will actually help<br />
reduce the risk in terms of investment and the impact the<br />
project might have on the society and the environment.<br />
This process also allows for the project to start without<br />
having to wait for the areas that are problematic, for<br />
instance, some of the areas within the 7 kilometers that<br />
overlap with those under the study of the Chao Phraya<br />
River rehabilitation project and their objective to preserve<br />
the river as a national heritage site. We also want the<br />
people who are considered the actual stakeholders and<br />
several groups from the governmental, private, community<br />
and religious sectors as well as the Palace to be more<br />
involved. These groups have to send representatives to<br />
provide their opinions in order for the master plan and<br />
other details to continue to develop.<br />
02<br />
วารสารอาษา<br />
03<br />
CONVERSATION <strong>ASA</strong> 83
มีโครงการไหนไหมครับที่ใช้กลยุทธ์ในท านอง<br />
ดังกล่าวแล้วประสบความสาเร็จ?<br />
พิชัย: มีโครงการริมน้ายานนาวาโดยศูนย์ออกแบบและ<br />
พัฒนาเมือง (UddC) และสานักผังเมืองกทม. ซึ่งเป็นตัวอย่าง<br />
โครงการริมน้าที่ได้ผ่านกระบวนการศึกษาวางผังและการ<br />
มีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นระบบที่น่าจะเป็นตัวอย่าง<br />
โครงการนาร่องได้เพราะมีลักษณะเดียวกับโครงการพัฒนา<br />
ริมฝั่งแม่น้าเจ้าพระยา 14 กิโลเมตร นี้ นอกจากนี้ก็มี<br />
โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านกะดีจีนที่ร่วมกับหน่วยงาน<br />
ข้างต้นที่ประสบความสาเร็จและมีความยั่งยืน เพราะชุมชน<br />
ไปดูแลพัฒนาต่อกันเองและก็กาลังขยายวงให้กว้างขึ้น<br />
สุดท้าย ท่านนายกฯ อยากฝากอะไรถึงสมาชิก<br />
สมาคมสถาปนิกสยามฯ ที่อ่านอยู่ครับ?<br />
พิชัย: สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ มี<br />
หน้าที่ในการผดุงศักดิ์ศรีของวิชาชีพ โดยการรับใช้สังคม<br />
เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ และเราในฐานะ<br />
ผู้ประกอบวิชาชีพ เมื่อเราเห็นว่าเรื่องใดเป็นปัญหาและเรา<br />
สามารถชี้นาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้ก็พึง<br />
กระทา ซึ่งในกรณีนี้เราพยายามชี้ให้เห็นปัญหาหากด าเนิน<br />
ต่อไปตามแนวคิดเดิมและทาหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและ<br />
ผลักดันให้ภาคีวิชาชีพอย่างสถาปนิกผังเมืองและภูมิ-<br />
สถาปนิกเข้าไปมีบทบาทตามความเชี่ยวชาญตามลักษณะ<br />
ของโครงการซึ่งก็ถือว่าเราได้ทาหน้าที่ของเรามาได้ระดับ<br />
หนึ่งและเราก็จะทาต่อไปจนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ ผม<br />
มองว่าหากการผลักดันนี้สาเร็จตามเป้า มันจะเป็นโอกาส<br />
ที่ดียิ่งที่แสดงให้ภาครัฐและสังคมเห็นถึงความสาคัญของ<br />
วิชาชีพสถาปนิกและของกระบวนการดาเนินการที่เหมาะสม<br />
สาหรับโครงการลักษณะนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสภาพแวดล้อม<br />
ของเมืองที่ดี<br />
ARE THERE ANY OTHER PROJECTS THAT USE THIS<br />
SORT OF STRATEGY AND SUCCEED?<br />
PICHAI: There’s the Yannawa Riverfront Project by the<br />
Urban Design and Development Center (UddC) and the<br />
Department of City Planning of Bangkok, which exemplifies<br />
the kind of riverfront project that has been through a<br />
systematical and comprehensive study of urban planning<br />
and public participation. It can be taken as a pilot project<br />
because it shares similar characteristics with this 14 km.<br />
promenade. There is also the preservation and rehabilitation<br />
project of the Kadeejeen community, which is a collaborative<br />
development between aforementioned agencies and<br />
the local community. The fact that the community can now<br />
continue and further the development on its own reflects<br />
the success and sustainability.<br />
LASTLY, IS THERE ANYTHING YOU WISH TO SAY<br />
TO THE MEMBERS OF <strong>ASA</strong> WHO ARE READING<br />
THIS INTERVIEW?<br />
PICHAI: The Association of Siamese Architects under<br />
Royal Patronage’s role is to preserve the honor of the<br />
architectural profession by serving the society for the<br />
benefit of the country. As a knowledgeable professional,<br />
when we see issues that are problematic and we have<br />
the ability to change and contribute something toward<br />
better development, we must. In this case, we try to<br />
point out that problems will arise if things still progress in<br />
such direction. Our job is to be the facilitator and advocate<br />
the professional network such as encouraging the urban<br />
and landscape architects to be more participative and<br />
utilize their expertise. We have done our duty, there has<br />
been progress made, and we’ll continue to do so until we<br />
achieve the objective. If we can make the change happen,<br />
this case will be a great chance to show the governmental<br />
sector and the public the importance of our profession<br />
and the approach this kind of project should take for the<br />
sake of the city’s urban environment.<br />
<strong>04</strong> แบบร่างทัศนียภาพริมฝั่งแม่น้า<br />
ของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้า<br />
เจ้าพระยา<br />
05 แบบร่างรูปตัดทั่วไปโครงการ<br />
พัฒนาริมฝั่งแม่น้าเจ้าพระยา<br />
อาจารย์ ดร.พร วิรุฬห์รักษ์<br />
อาจารย์ประจาคณะสถาปัตยกรรม-<br />
ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br />
<strong>04</strong><br />
05<br />
84 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา
PROFESSIONAL<br />
TEXT<br />
Assistant Professor<br />
Dr.Pattaranan Takkanon (TREES-A)<br />
GREEN<br />
SME HOTEL<br />
ในโลกธุรกิจโรงแรม SME Hotel อาจยังเป็นคำาที่ไม่คุ้นเคยกันนักแต่ถือเป็นโอกาสสำาหรับ<br />
นักลงทุนระดับ SMEs (Small and Medium Enterprises) ที่จะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ<br />
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้สมกับที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจาก<br />
ทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้กิจการโรงแรมแบบ SMEs ยังมีบทบาทในการรองรับนักท่องเที่ยว<br />
ชาวไทยเองที่ปัจจุบันให้ความสำ าคัญกับการท่องเที่ยวและพักผ่อนแบบประหยัดแต่มีสไตล์อีกด้วย<br />
01<br />
86 <strong>ASA</strong> PROFESSIONAL วารสารอาษา
SME Hotel คือ อะไร<br />
SME Hotel คือ โรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่ง<br />
มีการให้คานิยามแตกต่างกันไป อาทิ Cerovic et al. (2005)<br />
ได้ให้คานิยามโดยแบ่งขนาดของโรงแรมไว้ดังนี้<br />
• โรงแรมขนาดเล็ก มีขนาด 5-50 ห้อง<br />
• โรงแรมขนาดกลาง มีขนาด 51-200 ห้อง<br />
• โรงแรมขนาดใหญ่ มีขนาดมากกว่า 200 ห้อง<br />
Luciani (1999) ให้คาจากัดความไว้ว่าโรงแรมขนาดเล็กมัก<br />
อยู่ในระดับ 3 ดาวโดยมีจานวนห้องพักน้อยกว่า 60 ห้อง<br />
สอดคล้องกับแนวโน้มการดาเนินการของโรงแรมในประเทศ<br />
ไทยนับตั้งแต่ปี2557 เป็นต้นมาที่มีการขยายไปยังกลุ่มธุรกิจ<br />
โรงแรมระดับสามดาวมากขึ้นเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของฐาน<br />
นักท่องเที่ยวระดับกลาง (ศูนย์ข้อมูลกสิกรไทย, 2557) ใน<br />
ขณะที่ Sigala (2003a) แนะนาว่าโรงแรมขนาด 30 ถึง<br />
60 ห้องเป็นขนาดที่กาลังดีที่ช่วยแยกโรงแรมระดับ Micro<br />
หรือโรงแรมที่เป็นกิจการของครอบครัว (Family Hotel)<br />
ออกจากโรงแรมที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่านั้น ส่วน WTO<br />
(World Trade Organization) ระบุไว้ว่า SME Hotel เป็น<br />
โรงแรมที่มีจ านวนห้องน้อยกว่า 50 ห้อง จ้างพนักงานน้อยกว่า<br />
10 คน และส่วนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ชายขอบ (Main, 2001)<br />
ซึ่งแท้จริงแล้วความพิเศษเฉพาะตัวของโรงแรมลักษณะนี้<br />
กลับให้ประโยชน์และสร้างประสบการณ์การเข้าพักอัน<br />
น่าประทับใจแก่แขกผู้มาเยือน<br />
ลักษณะอีกประการของโรงแรม SME คือ มีการลงทุน<br />
โดยเจ้าของเดียวหรือกลุ่มบุคคลขนาดเล็กและบริหารจัดการ<br />
ด้วยตนเองเป็นรูปแบบเฉพาะตัวโดยไม่ผ่านตัวกลางและไม่มี<br />
โครงสร้างการจัดการที่เป็นทางการ<br />
ในทางหนึ่ง SME Hotel อาจดูเหมือนได้รับความกดดัน<br />
ที่จะต้องแข่งขันให้อยู่รอดเมื่อเปรียบเทียบกับโรงแรมขนาด<br />
ใหญ่หรือโรงแรมระบบเครือข่าย (Chain Hotel) ที่มีการลงทุน<br />
มากกว่า มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแต่โรงแรมขนาดเล็กและขนาด<br />
กลางเช่นนี้ก็มีข้อได้เปรียบในเรื่องความยืดหยุ่น สามารถ<br />
ปรับเปลี่ยนแนวทางจัดการให้ตอบรับกับตลาดเฉพาะกลุ่ม<br />
(Niche Market) ได้มากกว่าโรงแรมระบบเครือข่าย<br />
01 Green SME Hotel<br />
02 โรงแรมขนาดเล็กกับการบริการ<br />
ที่มีลักษณะเฉพาะตัว<br />
ประเทศไทยกับภาวะโลกร้อน<br />
02<br />
ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) เป็นก๊าซที่มี<br />
คุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อนหรือรังสีอินฟราเรด<br />
ได้ดี มีความจาเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิในบรรยากาศของ<br />
โลกให้คงที่ แต่ปัจจุบันกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์กาลังเพิ่ม<br />
ปริมาณก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ให้มีมากจนเกินไป ไม่ว่าจะ<br />
เป็นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน น้ามันและก๊าซ<br />
ธรรมชาติ รวมทั้งการตัดไม้ทาลายป่าทาให้เกิดก๊าซคาร์บอน-<br />
ไดออกไซด์ การทาการเกษตรและการปศุสัตว์ปล่อยก๊าซ<br />
มีเทนและไนตรัสออกไซด์ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ปล่อย<br />
ก๊าซโอโซน รวมถึงกระบวนการแปรรูปอุตสาหกรรมที่ปล่อย<br />
สารฮาโลคาร์บอน (CFCs, HFCs, PFCs) การเพิ่มขึ้นของ<br />
ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศมีความสามารถ<br />
ในการกักเก็บรังสีความร้อนได้มากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ<br />
อุณหภูมิเฉลี่ยของชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นด้วย<br />
พิธีสารเกียวโตซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น<br />
ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง<br />
สภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ได้กาหนดพันธกรณีให้ประเทศ<br />
ภาคีสมาชิกที่เป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมต้องลดปริมาณ<br />
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ากว่าปริมาณการปล่อยใน<br />
ปี พ.ศ. 2533 ประมาณร้อยละ 5<br />
วารสารอาษา<br />
PROFESSIONAL <strong>ASA</strong> 87
ตารางที่ 1 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหน่วยของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ล้านตัน)<br />
และร้อยละของการปล่อยจากแต่ละภาคในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)<br />
Sector MTCO 2<br />
Eq Percent of National total<br />
Energy 159.39 69.6<br />
Industrial Processes 16.39 7.2<br />
Agriculture 51.88 22.6<br />
Land-use Change and Forest -7.90 -3.4<br />
Waste 9.32 4.1<br />
Total National Emission<br />
and Removals<br />
229.08 100<br />
บทบาทของโรงแรมกับสังคม<br />
คาร์บอนต่ำา<br />
สาหรับประเทศไทยนั้น แม้ว่าจะอยู่นอกกลุ่มภาคผนวก<br />
ที่ 1 ซึ่งพิธีสารเกียวโตไม่ได้ก าหนดให้มีหน้าที่ต้องลดปริมาณ<br />
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ต้องจัดทารายงานบัญชี<br />
แห่งชาติ (National Inventories) แสดงปริมาณการปล่อย<br />
ก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซ<br />
เรือนกระจก (อบก.) ของไทยได้คาดการณ์ว่าขณะนี้ประเทศ<br />
ไทยปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 350 ล้านตันต่อปีซึ่งมาจาก<br />
ภาคพลังงานมากสุด ทั้งจากการขนส่ง การใช้พลังงานใน<br />
ครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม รองลงมาคือภาคการเกษตร<br />
การย่อยสลายของอินทรีย์วัตถุในดิน มูลสัตว์ เป็นต้น<br />
ดังตารางที่ 1<br />
ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา อบก. มีเป้าหมายที่จะลด<br />
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคโรงแรม โดยมีการ<br />
ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (หมายถึง<br />
ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละ<br />
หน่วย ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่ง<br />
วัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน และ<br />
การจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน โดยคานวณออกมา<br />
ในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) เพื่อจะมุ่งให้ธุรกิจ<br />
โรงแรมเป็นอีกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก<br />
ทั้งนี้ข้อมูลในช่วงปีพ.ศ. 2557 ระบุว่าทั่วประเทศมีโรงแรม<br />
ประมาณ 8,000 แห่ง โดยมีสมาชิกของสมาคมโรงแรมไทย<br />
อยู่ประมาณ 744 แห่ง และราว 214 แห่ง ได้ทาเป็นโรงแรม<br />
สีเขียว นโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคโรงแรม<br />
นี้ถือเป็นการสร้างโอกาสและรายได้ ในการนาเงินตราเข้า<br />
ประเทศ<br />
กิจกรรมการท่องเที่ยวต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ<br />
และสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจึงจ าเป็น<br />
ที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษามิให้ทรัพยากรของแหล่งท่องเที่ยว<br />
เสื่อมโทรมลง โรงแรมที่พักซึ่งเป็นส่วนส าคัญในการสนับสนุน<br />
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยเป็นธุรกิจที่ท ารายได้เป็นอันดับ<br />
หนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ก็ต้องอาศัยทาเลที่ตั้ง<br />
ที่ดี มีสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดแขกผู้มาพัก ในขณะเดียวกัน<br />
โรงแรมก็เป็นกิจการที่มีการใช้พลังงานและทรัพยากรมหาศาล<br />
การบริหารจัดการของโรงแรมที่ดีจึงควรลดผลกระทบในด้าน<br />
ดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อม<br />
ปัจจุบันการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) กาลัง<br />
เป็นที่นิยมและขยายตัวไปอย่างรวดเร็วโดยได้รับการสนับสนุน<br />
จากภาครัฐตามนโยบายการส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อม<br />
ของรัฐบาล และการปฏิรูปการจัดการโรงแรมเข้าสู่สังคม<br />
คาร์บอนต่า (Low carbon society) ซึ่งเป็นความต้องการ<br />
ของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มประเทศในยุโรป<br />
โรงแรมและสถานบริการด้านที่พักรูปแบบต่างๆ ต้องได้รับ<br />
การเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านการประหยัดพลังงานการจัดการ<br />
สิ่งแวดล้อม มาตรฐานโรงแรมสีเขียว และแนวคิดโรงแรม<br />
คาร์บอนต่า ทั้งนี้การใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเป้าหมาย<br />
และตัวเทียบเคียงกับก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ มีสาเหตุ<br />
มาจากการที่ระดับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีผลกระทบ<br />
ต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ อีกทั้ง<br />
ยังมีระดับการเพิ่มอย่างมีนัยสาคัญอีกด้วย คือ เกินกว่า<br />
2 ส่วนในล้านส่วนต่อปี<br />
88 <strong>ASA</strong> PROFESSIONAL วารสารอาษา
หนทางสู่การเป็น Green SME<br />
Hotel<br />
เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการภาคธุรกิจประเภทอื่นๆ<br />
โรงแรมมีความโดดเด่นใน 3 เรื่อง คือ แผนการดาเนินงาน<br />
ประเภทของสิ่งอานวยความสะดวกและบริการ และรูปแบบ<br />
ของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบ<br />
อย่างมากต่อคาร์บอนฟุตพริ้นท์นอกจากนี้โรงแรมยังมีความ<br />
สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของโรงแรม<br />
โดยเมื่อพิจารณาทั้งวัฏจักรชีวิต50 ปี จะพบว่าช่วงการเลือก<br />
ที่ตั้งและการก่อสร้างอาคารมีการบริโภคพลังงานเพียงน้อยกว่า<br />
ร้อยละ 10 ในขณะที่ช่วงการใช้งานอาคารกลับมีความส าคัญ<br />
และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากกว่า(Despretz, 2001)<br />
สาหรับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงการ<br />
ดาเนินกิจการของโรงแรมนั้น มีการศึกษาพบว่าโดยเฉลี่ย<br />
การเข้าพักแรมของลูกค้าหนึ่งห้องทาให้เกิดการปล่อยก๊าซ<br />
คาร์บอนไดออกไซด์25-40 กิโลกรัมต่อวันปริมาณเศษอาหาร<br />
ในโรงแรมที่ทิ้งเป็นขยะจานวน 1 ตัน ทาให้เกิดการปล่อย<br />
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 4.2 ตันคาร์บอน (สถาบัน<br />
พัฒนาผู้ประกอบการโรงแรมไทย, 2556) อย่างไรก็ดี<br />
ประเภทและขนาดของโรงแรมเป็นเรื่องที่น่าสนใจเมื่อตัวอย่าง<br />
การศึกษาโดยเฉพาะจากประเทศในเอเชียอย่างไต้หวันพบว่า<br />
ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจการโรงแรม<br />
4 ประเภท ได้แก่ โรงแรมท่องเที่ยวระดับนานาชาติโรงแรม<br />
ท่องเที่ยวมาตรฐาน โรงแรมมาตรฐานทั่วไป และโรงแรม<br />
ขนาดเล็กแบบโฮมสเตย์ มีปริมาณตั้งแต่28.9, 19.2, 12.5,<br />
และ 6.3 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อคนต่อคืนตามล าดับ<br />
แสดงให้เห็นว่าโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีการบริการระดับสูงและ<br />
มีความซับซ้อน ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นปริมาณ<br />
มากกว่าโรงแรมขนาดเล็ก นอกจากนี้ผลการวิจัยยังชี้ให้<br />
เห็นด้วยว่าโรงแรมขนาดเล็กมีแนวโน้มที่จะรองรับแขกต่อ<br />
ห้องได้เป็นจานวนมากกว่า สามารถใช้พลังงานได้อย่างมี<br />
ประสิทธิภาพและลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์<br />
ได้โดยไม่จาเป็นต้องลดจานวนแขกที่เข้าพัก (Tsai K.T.<br />
และคณะ, 2014)<br />
หากเริ่มต้นด้วยคาถามว่า “ทาอย่างไรให้โรงแรมโดย-<br />
เฉพาะโรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลางแบบ SME Hotel<br />
ลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและเป็นโรงแรมสีเขียวได้”<br />
คาตอบก็ควรจะเริ่มจากการพิจารณาว่าโรงแรมเกี่ยวข้องกับ<br />
องค์ประกอบทางสภาพแวดล้อมอะไรบ้าง จากแผนภูมิที่ 1<br />
แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของ Input และ Output ที่เกิดจาก<br />
โรงแรม โดยกิจกรรมหนึ่งที่ส่งผลกระทบมากคือ การบริโภค<br />
พลังงานของอาคาร เนื่องจากโครงการประเภทโรงแรมนี้<br />
เป็นหนึ่งในห้าอันดับแรกของการบริโภคพลังงานสาหรับ<br />
ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยมีการประมาณว่าในแต่ละปี<br />
โรงแรมมาตรฐานโดยทั่วไปปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์<br />
เป็นปริมาณอยู่ระหว่าง 160 ถึง 200 กิโลกรัมคาร์บอนได-<br />
ออกไซด์ต่อพื้นที่ห้องหนึ่งตารางเมตร ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการ<br />
ใช้พลังงานจากฟอสซิลเพื่อผลิตไฟฟ้าส าหรับการทาความร้อน<br />
หรือความเย็น (EEO, 1994) เมื่อโรงแรมมีการบริโภคพลังงาน<br />
มากเช่นนี้ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งที่<br />
ต้องเน้นสาหรับการเป็นโรงแรมสีเขียว<br />
สาหรับโรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลางนั้น มีข้อแนะนา<br />
วิธีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดเป็นกลุ่มใน<br />
3 ประเด็นด้วยกัน คือ<br />
1. การจัดการพลังงาน เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านพลังงาน<br />
ของโรงแรม และการมีส่วนร่วมของพนักงานและแขก<br />
ที่มาพัก<br />
2. การลดความต้องการการทาความร้อนและการทาความเย็น<br />
ครอบคลุมวิธีการเชิงเทคนิคในการปรับปรุงงานภายนอก<br />
อาคารเพื่อป้องกันความร้อนที่จะเข้าสู่ในอาคาร<br />
3. การใช้อุปกรณ์อาคารที่มีประสิทธิภาพ เกี่ยวข้องกับ<br />
วิธีการเชิงเทคนิคเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอุปกรณ์<br />
อาคารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบควบคุมหรือการเปลี่ยน<br />
อุปกรณ์<br />
จากประเด็นทั้งสาม นามาสู่ 20 วิธีหลักในการใช้พลังงาน<br />
อย่างมีประสิทธิภาพ ตามการแบ่งหมวดในตารางที่ 2<br />
แผนภูมิที่ 1 ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับโครงการประเภทโรงแรม<br />
(ปรับปรุงจาก Hotel Energy Solutions, 2011)<br />
Input<br />
• Energy<br />
• Water<br />
• Other product<br />
Hotel<br />
• Product suppliers<br />
transportation<br />
• Staft Transportation<br />
Output<br />
• Waste/ Sewage<br />
• Air emissions<br />
• Noise<br />
• Light<br />
วารสารอาษา<br />
PROFESSIONAL <strong>ASA</strong> 89
ตารางที่ 2 20 วิธีหลักในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
(ปรับปรุงจาก Hotel Energy Solutions, 2011)<br />
การประเมินเบื้องต้น<br />
เพื่อวิเคราะห์โอกาสในการปรับปรุงโรงแรม<br />
1. ติดตามตรวจสอบการใช้พลังงาน<br />
2. ตรวจประเมินการจัดการพลังงาน<br />
3. ตรวจประเมินเพื่อฉลากสิ่งแวดล้อม<br />
การมีส่วนร่วมของพนักงานโรงแรม<br />
เพื่อให้บรรลุแผนการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด<br />
4. อบรมพนักงาน<br />
การมีส่วนร่วมของแขกผู้เข้าพัก<br />
เพื่อให้แขกรู้ว่าโรงแรมใส่ใจสภาพแวดล้อมและบรรลุแผนการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด<br />
5. ให้ข้อมูลแก่แขกของโรงแรม<br />
การปกป้องอาคารจากสภาพภูมิอากาศ<br />
เพื่อลดความต้องการในการทาความร้อนและทาความเย็นรวมถึงปรับปรุงสภาวะน่าสบาย<br />
· ตัวอาคาร<br />
· ภายนอกอาคาร<br />
6. ใช้ฉนวนกับหน้าต่าง<br />
7. ใช้ฉนวนกับอาคาร<br />
8. ป้องกันการรั่วซึมของอากาศ<br />
9. ติดตั้งแผงบังแดด<br />
10. จัดการภูมิทัศน์เพื่อปรับปรุงสภาวะน่าสบาย<br />
การปรับปรุงประสิทธิภาพของอุปกรณ์<br />
เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและปรับปรุงคุณภาพการบริการ<br />
· การควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า<br />
· การเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้า<br />
· การควบคุมระบบทาความร้อน<br />
และระบบปรับอากาศ<br />
· การปรับปรุงอุปกรณ์ทาความร้อน<br />
· การปรับปรุงระบบปรับอากาศ<br />
· การปรับปรุงระบบระบายอากาศ<br />
11. ใช้คีย์การ์ดเพื่อตัดไฟฟ้าอัตโนมัติเวลาไม่มีคนอยู่ในห้องพัก<br />
12. มีการควบคุมไฟฟ้าแสงสว่าง<br />
13. ใช้หลอดประหยัดไฟ<br />
14. ประเมินประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br />
15. ใช้มอเตอร์ควบคุมปรับเปลี่ยนความถี่ในระบบ HVAC<br />
16. การควบคุมการทาความร้อนและการปรับอากาศในอาคาร<br />
17. ใช้หม้อไอน้าที่มีประสิทธิภาพ<br />
18. ใช้ฉนวนกันความร้อนกับหม้อไอน้า ระบบน้า ถังน้าและท่อ<br />
19. ใช้ระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพ<br />
20. ใช้ระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพ<br />
90 <strong>ASA</strong> PROFESSIONAL วารสารอาษา
03<br />
03 การใช้โคมไฟหัวเตียงใน<br />
ห้องพัก<br />
นอกจากนี้ ด้วยเล็งเห็นว่าช่วงการใช้งานอาคารสาหรับ<br />
ธุรกิจโรงแรมมีความสาคัญ มูลนิธิใบไม้เขียว (Green Leaf<br />
Foundation) โดยการสนับสนุนของมูลนิธิเอเชีย และ AIG<br />
จึงได้จัดทาคู่มือการบริหารโรงแรมที่เป็นมิตรต่อภาวะโลกร้อน<br />
(มูลนิธิใบไม้เขียว, 2550) โดยนาเสนอ 16 แนวทางเพื่อ<br />
การประหยัดพลังงานในห้องพักของโรงแรมเพื่อเป็นมิตร<br />
ต่อภาวะอากาศ ได้แก่<br />
1. เชิญชวนลูกค้าปิดหน้าต่างหลังห้อง เพื่อการประหยัด<br />
พลังงานจากการรั่วไหลของอากาศในห้องพักที่มีการ<br />
ปรับอากาศและป้องกันการรบกวนจากยุงและแมลงสัตว์<br />
ที่เป็นพาหะของโรค<br />
2. ติดป้ายประหยัดน้าที่อ่างล้างหน้า<br />
3. ติดป้ายประหยัดน้าที่ก๊อกน้า<br />
4. ขอความร่วมมือจากแขกในการช่วยประหยัดน้าและ<br />
ลดการใช้สารเคมีโดยการไม่เปลี่ยนผ้าปูเตียงทุกวัน<br />
ในกรณีของการเข้าพักหลายวันติดต่อกัน<br />
5. ขอความร่วมมือจากแขกในการช่วยประหยัดน้าและ<br />
ลดการใช้สารเคมีโดยการไม่เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวทุกวัน<br />
6. มีจดหมายต้อนรับแสดงตัวว่าเป็นโรงแรมที่เป็นมิตร<br />
ต่อสิ่งแวดล้อม<br />
7. มีข้อความบอกถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อ<br />
สิ่งแวดล้อมของโรงแรม<br />
8. ใช้ถุงผ้าเป็นถุงซักรีดแทนการใช้ถุงพลาสติกที่<br />
ย่อยสลายยาก<br />
9. มีจดหมายเชิญชวนลูกค้าร่วมปลูกต้นไม้ด้วยวิธีต่างๆ<br />
เช่น การบริจาคเงินซื้อต้นไม้ การร่วมกิจกรรมปลูก<br />
ต้นไม้ของโรงแรม เป็นต้น<br />
10. ใช้โคมไฟชนิดโปร่งแสงในห้องพักและโคมหัวเตียงเพื่อ<br />
เพิ่มประสิทธิภาพของแสงสว่างภายในห้องพัก<br />
11. ไม่ทาช่องสอดหนังสือพิมพ์ที่ประตูห้องพักเพราะจะ<br />
ทาให้ต้องสูญเสียความเย็นออกตามช่อง<br />
12. ทาพื้นห้องพักเป็นพื้นแข็ง (Hard Floor) เช่นพื้นไม้<br />
ปูน หรือกระเบื้อง แทนการใช้พรมเพื่อการดูแล<br />
ทาความสะอาดง่ายและไม่เป็นที่สะสมของเชื้อโรค<br />
13. ใช้ระบบตัดไฟฟ้าอัตโนมัติเพื่อประหยัดไฟฟ้าเมื่อไม่มี<br />
คนอยู่ในห้องพัก<br />
14. ใช้ระบบตัดไฟฟ้าอัตโนมัติตัดไฟฟ้าที่จ่ายให้โทรทัศน์<br />
15. ใช้หัวก๊อกและหัวฝักบัวที่มีประสิทธิภาพในการ<br />
ประหยัดน้า<br />
16. ตั้งแอร์ที่ 25 องศาเซลเซียส<br />
วารสารอาษา<br />
PROFESSIONAL <strong>ASA</strong> 91
อย่างไรก็ตามแนวทางต่างๆ ที่นาเสนอยังคงเป็นหลักการ<br />
กว้างๆ ที่ผู้ประกอบการโรงแรม สถาปนิกผู้ออกแบบ และ<br />
ผู้เกี่ยวข้องจะต้องประเมินเพื่อตัดสินใจว่าควรเลือกแนวทาง<br />
ใดไปใช้ ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับบริบทสถานการณ์ เช่น งบประมาณ<br />
ช่วงเวลา หรือแผนการปรับปรุงในอนาคต จึงอาจใช้กลยุทธ์<br />
เพิ่มเติมในการตัดสินใจโดยการตั้งคาถามง่ายๆ ว่า สิ่งใด<br />
สามารถดาเนินการได้ทันที โรงแรมจะบรรลุในเรื่องใดเมื่อ<br />
ทาการปรับปรุงแก้ไขเพียงเล็กน้อย และสิ่งใดที่สามารถรวม<br />
เข้าไว้ได้เมื่อมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ต่อไป เป็นต้น หากภาค<br />
ธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลางซึ่งนับวันจะมีจ านวน<br />
เพิ่มมากขึ้นหันมาให้ความสนใจด้านสภาพแวดล้อมและ<br />
การประหยัดพลังงานอย่างจริงจังตามแนวทางของ Green<br />
SME Hotel ประเทศไทยก็จะได้บรรลุเป้าหมายของการ<br />
ท่องเที่ยวสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ าดังที่ตั้งหวังไว้ในไม่ช้า<br />
<strong>04</strong> การใช้แสงธรรมชาติในโถง<br />
อาคาร<br />
ผศ.ดร.ภัทรนันท์ ทักขนนท์<br />
(TREES-A)<br />
อาจารย์ประจาภาควิชานวัตกรรม<br />
อาคาร และรองคณบดีฝ่ายวิชาการ<br />
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์<br />
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์<br />
<strong>04</strong><br />
อ้างอิง<br />
1 รายงานแห่งชาติฉบับที่ 2 การจัดทาบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย.<br />
แหล่งที่มา: http://www.tgo.or.th/index.php?option=com_cont<br />
ent&view=article&id=184&Itemid=66,14 มิถุนายน 25<strong>58</strong>.<br />
2 สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการโรงแรมไทย. 2556. แหล่งที่มา: http://<br />
www.thma.or.th/images/column_1347283815/_CASH(3).pdf,<br />
14 มิถุนายน 25<strong>58</strong>.<br />
3 มูลนิธิใบไม้เขียว. 2550. คู่มือการบริหารโรงแรมที่เป็นมิตรต่อภาวะ<br />
โลกร้อน. แหล่งที่มา: http://www.greenleafthai.org/upload/<br />
downloads/publication/book_hotel.pdf, 14 มิถุนายน 25<strong>58</strong>.<br />
4 ศูนย์ข้อมูลกสิกรไทย. 2557.ปี’57 ธุรกิจโรงแรมเติบโตเล็กน้อย<br />
ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง. แหล่งที่มา: https://www.<br />
kasikornresearch.com/th/K-EconAnalysis/Pages/ViewSummary.aspx?docid=32339,<br />
14 มิถุนายน 25<strong>58</strong>.<br />
5 Cerovic, Z., Gali, V. and S.Ivanovi. 2005. Menadžmenthotels<br />
kog domacinstva.<br />
6 Despretz, H. 2001. GreenFlag for greenerhotels. Val-bonne:<br />
European Community,ADEME, ARCS, CRES, ICAEN,IER,<br />
SOFTECH.<br />
7 EEO- Energy Efficiency Office. 1994. Introduction to Energy<br />
Efficiency in Hotels (Garston, UK: Energy Efficiency –<br />
Best Practice Programme, Department of the Environment,<br />
BRESCU)5: 24.<br />
8 Hotel Energy Solutions. 2011.Key Energy Efficiency Solutions<br />
for SME Hotels. Hotel Energy Solutions project publications.<br />
9 Luciani, S. 1999. Implementing yield management in small<br />
and medium sized hotels: an investigation of obstacles and<br />
success factors in Florence hotels. Hospitality Management<br />
18: 129-142.<br />
10 Main, H. 2001. The use of the internet by hotels in Wales<br />
– a longitudinal study. International <strong>Journal</strong> of Hospitality<br />
Information Technology 2(2): 35-44.<br />
11 Tsai, K.T., Lin, T.P., Hwang,R.L. and Y.J. Huang. 2014.Carbon<br />
dioxide emissions generated by energy consump-tion<br />
of hotels and homestay facilities in Taiwan. Tourism<br />
Management 42: 13-21.<br />
12 Sigala, M. 2003a. Competing in the Virtual Marketplace:<br />
a strategic model for developing e-commerce in the hotel<br />
industry. International <strong>Journal</strong> of Hospitality Information<br />
Technology 3(1): 43-60.<br />
92 <strong>ASA</strong> PROFESSIONAL วารสารอาษา
HISTORY<br />
COLONEL JIRA SILPAKANOK :<br />
PROFILE AND WORK<br />
CHAPTER 2/2<br />
พันเอกจิระ ศิลป์กนก : ประวัติและผลงาน ตอนที่ 2<br />
TEXT AND PHOTOS<br />
Assistant Professor<br />
Dr. Pirasri Povatong<br />
94 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา
แผงกันแดดส่วนโพเดียม<br />
โรงแรมอินทรา<br />
ในนามสานักงานออกแบบจิระ ศิลป์กนกและเพื่อน<br />
พันเอกจิระ ศิลป์กนก มีผลงานสถาปัตยกรรมจานวนมาก<br />
เท่าที่ปรากฏหลักฐานขณะนี้ผลงานส่วนใหญ่สร้างขึ้นในช่วง<br />
พ.ศ. 2514 ถึง พ.ศ. 2535 มีอาคารหลายประเภท ได้แก่<br />
บ้านพักอาศัย ธนาคาร โรงภาพยนตร์ อาคารสานักงาน<br />
โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถานทูต ห้องสมุด ตลอดจนวัด<br />
โดยที่พันเอกจิระได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับลักษณะการประกอบ<br />
วิชาชีพในช่วงนั้นไว้ มีความตอนหนึ่งว่า<br />
“ในช่วงนั้นสานักงานสถาปนิกอิสระ ก็มีคุณเจน สกล-<br />
ธนารักษ์ม.ล.สันธยา อิศรเสนา คุณอร่าม รัตนกุล เสรี เริงฤทธิ์<br />
ก็ไม่ค่อยมีเท่าไรหรอก แล้วแต่ละสานักงานมักจะไม่มีประเภท<br />
ของงานหลักที่จะทา การที่แต่ละสานักงานจะถนัดงาน<br />
อะไรเป็นพิเศษ สมัยนั้นไม่มีหรอกครับ ก็ทาตั้งแต่ส้วมจน<br />
ถึงโรงแรม มีงานอะไรมาทาได้ต้องทา มานั่งเลือกงานไม่ได้<br />
นิสัยสถาปนิกไม่น่าจะเลือกงาน แล้วการจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ<br />
เฉพาะประเภทของงาน เศรษฐกิจของไทยยังไม่ถึงขนาดนั้น<br />
แต่อาจเรียกได้ว่าทางานนั้นบ่อย อย่างคุณเจน สกลธนารักษ์<br />
ได้ทาโรงพยาบาลบ่อย แต่ให้เขาทาบ้านเขาก็ทา”<br />
สาหรับการหางานในสมัยก่อน พันเอกจิระให้สัมภาษณ์<br />
ว่านอกจากฝีมือแล้ว ยังอาศัยความรู้จักกันส่วนตัวตลอดจน<br />
พื้นฐานทางสังคมของสถาปนิกเองด้วย<br />
“งานที่ได้มาในสมัยนั้น ได้มาในลักษณะที่รู้จักกันส่วนตัว<br />
คงไม่มีทางที่จะมาโฆษณาผลงานของตัวเอง ก็รู้จักกันเป็น<br />
ส่วนตัวบ้าง หรือคนอื่นแนะนามาบ้าง หรือลูกค้าไปเห็น<br />
บ้านหลังนี้พอใจ ก็ถามว่าคนออกแบบชื่ออะไร เปิดสมุด<br />
โทรศัพท์ แล้วก็โทรมาหาก็มี ไม่มีการได้งานโดยวิธีอย่างอื่น<br />
แต่ว่าพื้นฐานทางสังคม (background) ของสถาปนิกก็สาคัญ<br />
ในสมัยก่อนจะเป็นตัวที่ท าให้คุณได้งานมาก ความสนิทสนม<br />
มีเพื่อนฝูงมาก อย่างจบจาก MIT (Massachusetts Institute<br />
of Technology) ก็สบายหน่อย ถ้าจบจากเบิร์คเลย์ก็ลาบาก<br />
หน่อย เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้คนเก่งๆ ก็อยู่เยอะ แต่ว่า<br />
มันจน”<br />
สถาปัตยกรรม ‘ทันสมัย’ : โรงแรมและอาคารส านักงาน<br />
พันเอกจิระได้เริ่มออกแบบโรงแรม เป็นสถาปัตยกรรม<br />
สมัยใหม่ที่มีลักษณะไทยประยุกต์ เท่าที่ปรากฏหลักฐาน<br />
ผลงานแรกได้แก่โรงแรมรินคา จังหวัดเชียงใหม่(พ.ศ. 2512)<br />
อันเป็นโรงแรมที่กลุ่มทุนสกุลนิมมานเหมินท์ลงทุนสร้างขึ้น<br />
เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและทหารอเมริกันในช่วงสงคราม<br />
เวียดนาม อย่างไรก็ดี ผลงานสถาปัตยกรรมที่นับได้ว่าเป็น<br />
งาน ‘สร้างชื่อ’ ให้พันเอกจิระ คือโครงการโรงแรมอินทรา<br />
ประตูน้า (พ.ศ. 2514) ซึ่งก็เริ่มจากการที่พันเอกจิระมี<br />
ความสนิทสนมกับพลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และ<br />
กลุ่มทุนธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ โครงการดังกล่าว<br />
เกิดขึ้นโดยนายเล็งเลิศ ใบหยก นักธุรกิจและนักลงทุนเชื้อ<br />
สายจีน ได้ประมูลที่ดินผืนงามริมถนนราชปรารภ เดิมเป็น<br />
บ้านของพระยาอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร (ฟรานซิส เฮนรี<br />
ไจลส์) อดีตอธิบดีกรมสรรพากรชาวอังกฤษ นายเล็งเลิศจึง<br />
ปรึกษา ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และกลุ่มทุนธนาคาร<br />
กรุงเทพ พณิชยการ ร่วมกันวางแผนพัฒนาที่ดินดังกล่าว<br />
โดยมีนักลงทุนจากต่างชาติเข้าร่วม โครงการประกอบด้วย<br />
โรงแรม ศูนย์การค้า และโรงภาพยนตร์ ล้อมรอบด้วยตึกแถว<br />
จานวนมาก ให้ชื่อว่าโครงการโรงแรมอินทรา เพื่อเป็น<br />
เกียรติแก่เจ้าของที่ดินเดิม<br />
โครงการโรงแรมอินทราในส่วนที่พันเอกจิระรับผิดชอบ<br />
เป็นอาคารขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยหลากประเภท โดยแบ่ง<br />
พื้นที่ใช้สอยเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนโพเดียม (podium) และ<br />
ส่วนทาวเวอร์ (tower) ส่วนโพเดียมประกอบด้วยศูนย์การค้า<br />
โรงภาพยนตร์ และพื้นที่จอดรถ ขณะที่ส่วนทาวเวอร์คือ<br />
ห้องพักของโรงแรม สูง 12 ชั้น ใช้พื้นที่ดาดฟ้าของส่วน<br />
โพเดียมเป็นพื้นที่ต่างๆ เช่น สระว่ายน้า ห้องจัดเลี้ยง บาร์<br />
เป็นต้น เป็นอาคารที่ทันสมัยยิ่งในขณะนั้น โดยทางผู้ลงทุน<br />
ชาวต่างชาติได้ส่งพันเอกจิระไปดูงานการออกแบบโรงแรม<br />
ที่ทันสมัยในประเทศญี่ปุ่นและฮ่องกง ประกอบกับความรู้<br />
พื้นฐานที่ได้รับจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์-<br />
มหาวิทยาลัย<br />
“ตอนผมเรียนหนังสือ ตอนที่เรียนเรื่องการออกแบบ<br />
โรงแรม อาจารย์นารถ โพธิประสาท แกเป็นคนที่ study<br />
เรื่องครัวมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเวลาที่แกสอนแกบอกว่า<br />
หัวใจของโรงแรมนั้นอยู่ที่ครัว ปัญหาจึงมาอยู่ที่ครัว ห้องพัก<br />
ก็เป็นเรื่องตกแต่งไป สิ่งที่ผมทาคือ แก้ปัญหาเรื่องครัวได้<br />
คนทั่วไปอาจเห็นว่าไม่สาคัญเท่าไร แต่เผอิญมีฝรั่งที่เข้ามา<br />
ร่วมงานคือเรียกว่า expert ทางการออกแบบครัว มานั่ง<br />
ทางานในออฟฟิศด้วย แกพอใจครัวผมมากเลย แกบอก<br />
โรงแรมที่ทากันมาไม่ค่อยมีใครคิดถึงเรื่องครัวมากเลย ถ้า<br />
สังเกตให้ดีจะพบว่าทุกอย่างของโรงแรมจะต้องวางรอบครัว<br />
เป็นส่วนใหญ่ แม้แต่การทา room service หรืออะไรก็ตามแต่<br />
ครัวจะ service ได้เร็วมาก”<br />
วารสารอาษา<br />
HISTORY <strong>ASA</strong> 95
นอกเหนือจากหน้าที่ใช้สอยและความทันสมัยแล้ว<br />
ลักษณะเด่นของอาคารโรงแรมอินทรา คือการสอดประสาน<br />
องค์ประกอบสถาปัตยกรรมไทย หรือสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้น<br />
ไว้ได้อย่างงดงามกลมกลืน โดยในส่วนทาวเวอร์พันเอกจิระ<br />
ออกแบบให้มีแผงกันแดดคอนกรีตรอบ ประกอบขึ้นด้วย<br />
หน่วย (unit) เล็กๆ แต่ละหน่วยทาเป็นซุ้มหลังคาจั่วที่ลดทอน<br />
รูปทรงลง เมื่อเรียงต่อกันเป็นแผงจึงกลายเป็นผนังอาคาร<br />
(façade) ชั้นนอก ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทั้งยังมีประโยชน์<br />
ใช้สอยครบถ้วน ในส่วนโพเดียมซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยหลายประเภท<br />
และไม่ต้องการแสงธรรมชาติมากนัก พันเอกจิระใช้บล็อก<br />
คอนกรีตขนาดเล็ก ตรงกลางเป็นช่องโปร่ง ที่สี่มุมมีลาย<br />
กลีบดอกประจายามอย่างไทยทาด้วยกระเบื้องเคลือบ เมื่อ<br />
เรียงต่อกันเป็นผืนจึงเกิดเป็นผนังที่โปร่งและละเอียด มี<br />
ลายดอกประจายามประดับเป็นจังหวะ กลมกลืนไปกับส่วน<br />
ทาวเวอร์ที่อยู่เหนือขึ้นไป โดยที่สามารถซ่อนพื้นที่ใช้สอย<br />
หลายประเภทให้อยู่ในรูปทรงรวมเพียงหนึ่งเดียวได้อย่าง<br />
งดงาม<br />
เมื่อแล้วเสร็จ โครงการโรงแรมอินทราและศูนย์การค้า<br />
ประสบความสาเร็จอย่างสูง ย่านประตูน้ากลายเป็นศูนย์กลาง<br />
การค้าเสื้อผ้าส าเร็จรูปของกรุงเทพฯ ส่วนสานักงานออกแบบ<br />
จิระ ศิลป์กนกและเพื่อน ก็เป็นที่รู้จักแพร่หลาย มีผลงาน<br />
ออกแบบอาคารจานวนมากสืบต่อมาอีกหลายปี<br />
ผลงานอาคารสานักงานและโรงแรมอื่นๆ ของพันเอก<br />
จิระ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สานักงานสุรวงศ์ (พ.ศ.<br />
2512) อาคารภาณุนี ถนนเพลินจิต (ประมาณ พ.ศ. 2514)<br />
ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ 16 สาขาทั่วประเทศ (พ.ศ.<br />
2515-2519) โรงแรมไพลิน จังหวัดพิษณุโลก (พ.ศ. 2523)<br />
ธนาคารแห่งประเทศไทย สานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ<br />
จังหวัดขอนแก่น (พ.ศ. 2529) เป็นต้น อาคารเหล่านี้โดย<br />
มากมีผังแบบสมมาตร ซ้าย-ขวาเท่ากัน ทาให้ดูมั่นคงสง่างาม<br />
แต่ก็มีรูปทรงอาคารที่เป็นสากล ทันสมัย ทั้งยังมีรายละเอียด<br />
ที่ประณีต สะท้อนลักษณะสถาปัตยกรรมท้องถิ่นบางประการ<br />
เช่น การทาระนาบหลังคาให้ยื่นยาว ถอยผนังชั้นล่างให้เห็น<br />
เสาเป็นแนว คล้ายเรือนพื้นถิ่นภาคอีสานที่ปรากฏในอาคาร<br />
ธนาคารแห่งประเทศไทย สานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ<br />
เป็นต้น<br />
“ศาลาแบบสุโขทัย เป็นเรื่องที่เริ่มจากหม่อมคึกฤทธิ์<br />
ท่านบอกว่าโรงแรมนี้ยังไม่มีอาคารแบบไทยอยู่เลย ผมก็เลย<br />
ทาศาลาไทย โดยเอารูปแบบของสุโขทัยมาใช้นิดหน่อย<br />
หลังคาแบบสุโขทัย ศึกษาจากรูปแบบหลังคาโบสถ์พระพุทธ-<br />
ชินราชที่สุโขทัยแต่ออกแบบให้มีเสาลอยอยู่ริมนอกเป็นแบบ<br />
เสานางจรัล ให้อาคารดูเบา ลอยตัว” สาหรับผลงานในสมัย<br />
ต่อมา ก็ยังคงปรากฏลักษณะไทยประเพณีเช่นนี้อยู่ โดยเฉพาะ<br />
ที่อาคารโชว์รูมดีไซน์-ไทยที่ถนนสีลม (พ.ศ. 2525) อันเป็น<br />
สานักงานและร้านขายผ้าไหมไทยสาหรับนักท่องเที่ยวชาว<br />
ต่างชาติ พันเอกจิระจึงทามุขทางเข้าอาคารเป็นแบบไทย<br />
ประเพณี มีเครื่องลายองครบ แต่ควบคุมการตกแต่งพื้นผิว<br />
และสีให้เรียบ ทาให้ดูทันสมัยขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่งคือบ้าน<br />
คุณพัฒศรี บุนนาค ที่ซอยพร้อมศรี 2 ถนนสุขุมวิท ซึ่ง<br />
พันเอกจิระได้ปรับใช้รูปแบบเรือนเครื่องก่อ แบบกุฏิสงฆ์<br />
สมัยรัชกาลที่ 3 มาประยุกต์ให้เป็นบ้านพักอาศัยของคหบดี<br />
สมัยใหม่ที่ต้องการสระว่ายน้า เครื่องปรับอากาศ ตลอดจน<br />
สิ่งอานวยความสะดวกอื่นๆ<br />
“บ้านของคุณพัฒศรี สามีเขาเป็นฝรั่ง จะรู้เรื่องความ<br />
สาคัญของสถาปัตยกรรมไทยอะไรต่างๆ เนื่องจากเขาให้<br />
ผมออกแบบบ้านทางเหนือให้เขาหลังหนึ่ง... เขาก็เลย<br />
มาจ้างผมทาบ้านทางเหนือ หลังจากที่ผมทาไปแล้ว เขา<br />
พอใจนะ เขาก็จะทาบ้าน 4 หลัง ในที่ดินของเขา (ที่ซอย<br />
พร้อมศรี 2) ตอนแรกจะให้คนอื่นทาเหมือนกัน เพราะกลัว<br />
แพงหรืออย่างไรไม่ทราบ พอทาแล้วเขาไม่พอใจ ก็เลยมาหาผม<br />
เขาก็บอกว่าจะทาเป็นตึก ก่ออิฐถือปูน เพราะว่าถ้าเป็นไม้<br />
แอร์ก็ทาไม่ได้ ผมก็บอกว่าถ้าทาแบบไม้ให้เป็นตึกผมทาไม่<br />
ได้หรอก มันผิด แต่ก็มีตัวอย่างเหมือนกัน ก็พาไปดูกุฏิที่วัด<br />
สุทัศน์ ก็มีเป็นตึก เขาก็ไปดูแล้วมันจับใจ เหมือนฝรั่งเศส<br />
ตอนใต้เลย เสาโตๆ มีหลังคา พอใจมากเลย ก็เลยเอาสไตล์<br />
(style) นี้มาใช้ ผมก็เลยเอาแนวทางนี้มาทา พอผมส่งแบบ<br />
ร่างเค้าก็ approve ทันที ให้ผมเขียนแบบเลย”<br />
การตกแต่งแบบไทยประยุกต์<br />
ในส่วนห้องอาหาร โรงแรม<br />
อินทรา<br />
ธนาคารแห่งประเทศไทย<br />
สาขาขอนแก่น<br />
สถาปัตยกรรมแบบประเพณี<br />
ผลงานสถาปัตยกรรมของพันเอกจิระที่น่าสนใจอีก<br />
กลุ่มหนึ่ง คืองานที่มีลักษณะแบบประเพณีทั้งที่เป็นแบบไทย<br />
ประเพณี หรือแบบนีโอคลาสสิคอย่างตะวันตก ซึ่งพันเอก<br />
จิระเลือกใช้แต่ละรูปแบบ ให้เหมาะสมกับบริบทและความ<br />
ต้องการเฉพาะของแต่ละโครงการ โดยอาคารแรกที่มีลักษณะ<br />
ไทยประเพณีอย่างชัดเจน คือศาลาแบบสุโขทัย ที่ชั้นดาดฟ้า<br />
ของโพเดียมโรงแรมอินทรา (พ.ศ. 2514) ซึ่งพันเอกจิระ<br />
ศึกษาจากรูปแบบสถาปัตยกรรมที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ<br />
จังหวัดพิษณุโลก<br />
96 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา
อาคารภาณุนี ถนนเพลินจิต<br />
“plan เป็นเรือนหมู่ พอเข้ามาก็มี living area เดินมา<br />
ตาม corridor ออกมาก็เป็นสระว่ายน้าเป็น court บริเวณ<br />
ใกล้กันเป็นห้องอาหาร ขึ้นบันไดมาอีกนิดหน่อยเป็นห้องนอน<br />
ห้องน้า ข้างล่างเป็นห้องครัว ห้องคนใช้ โรงจอดรถ...<br />
มันเป็นคล้ายๆ กุฏิพระเอามาทาเป็นเรือนหมู่รุ่นใหม่ก็สนุกดี<br />
เหมือนกัน ข้างล่างผมทาไว้วางคอมเพรสเซอร์ของแอร์-<br />
คอนดิชั่น ตกลงไม่ต้องมีเรือนคนใช้ให้อยู่ใต้ถุนแบบลูกศิษย์<br />
วัด การมีระเบียงมันช่วยมากเลย”<br />
“ผนังข้างในก่ออิฐหมดเลย ก็เหมือนกับกุฏิที่วัดน่ะ แต่<br />
การเอาที่วัดมาทาใหม่แบบกาแพงหนา หลังคาพวกนี้มีฝ้า<br />
เพดาน แต่ผมใช้ไม้จริงหมดเลย ตามแบบไทยจริงๆ เลย<br />
ถ้าเอาฝ้าออกก็จะเห็นข้างในหมดเลย การทาฝ้าปิดก็เสียค่า<br />
ก่อสร้างไปมากขึ้น”<br />
การออกแบบโดยอาศัยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณี<br />
นั้น พันเอกจิระเห็นว่าต้องอาศัยการศึกษารูปแบบของโบราณ<br />
อย่างถี่ถ้วน ให้เข้าใจโครงสร้างและรายละเอียด จึงสามารถ<br />
ปรับประยุกต์ให้เข้ากับบริบทและข้อจากัดของปัจจุบันได้<br />
“ผมศึกษาแบบไทยมาหลายปีแล้วนะ แบบไทยก็มีหางหงส์<br />
ช่อฟ้า ใบระกา แต่ความจริงมันเป็น structure อย่างหนึ่ง<br />
ซึ่งมีลักษณะของมันเป็นอย่างนี้ส่วน detail ต่างๆ เป็นสิ่งที่<br />
ตามมาที่หลัง อันนี้คือความคิดของผม”<br />
“ผมไปดูตัวอย่างงานแบบไทยมาเยอะแยะ หลายแห่ง<br />
ตั้งแต่กรุงเทพถึงเชียงราย คือเมื่อก่อนผมชอบเที่ยวมาก<br />
ก็ชวน อาจารย์เสนอ นิลเดช ไป ผมก็เลยชอบสถาปัตย-<br />
กรรมไทยมากขึ้น”<br />
พันเอกจิระมีผลงานสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค<br />
อย่างตะวันตกอยู่บ้างที่สาคัญ ได้แก่ อนุสาวรีย์สมเด็จพระศรี<br />
พัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่<br />
โรงเรียนราชินี ถนนมหาราช โดยมีพระบรมรูปที่ปั้นโดย<br />
คุณไข่มุกด์ชูโต พันเอกจิระจึงออกแบบซุ้มอนุสาวรีย์โดยใช้<br />
รูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิค มีเสาแบบโครินเธียน เพื่อ<br />
ให้สอดคล้องกับสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 อันเป็น<br />
สมัยที่มีการสถาปนาโรงเรียน งานออกแบบในครั้งนั้นงดงาม<br />
เหมาะสม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงทรง<br />
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญที่ระลึกจาก<br />
พระหัตถ์<br />
อีกผลงานหนึ่งที่พันเอกจิระใช้รูปแบบนีโอคลาสสิค คือ<br />
หอสมุดติณสูลานนท์ โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา<br />
(พ.ศ. 2529) ซึ่งมีลักษณะสมมาตร ซ้าย-ขวาเท่ากัน เป็น<br />
ฉากหลังให้แก่พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า-<br />
เจ้าอยู่หัว ซึ่งตั้งอยู่แล้ว<br />
วารสารอาษา<br />
HISTORY <strong>ASA</strong> 97
“เพื่อนผมเป็นอธิบดีกรมสรรพากร มาขอร้องผมว่า<br />
อาคารนี้ให้ใครต่อใครออกแบบมาหลายทีแล้ว แม่ทัพเปรม<br />
ไม่เอาซักที ขอให้ผมช่วย ผมก็ทาให้ พอผมไปเสนอท่านก็<br />
เอาเลย เพราะผมคิดว่า แม่ทัพเปรมท่านเป็นทหารนะ ควรจะ<br />
ทาอาคารให้มีลักษณะทหารหน่อย ประการที่สอง อาคารนี้<br />
มีรูปปั้นของในหลวงรัชกาลที่ 6 อยู่นะครับ จะไปทาอาคาร<br />
ที่มัน modern คงจะแย่ แล้วเรื่องรูป ร.6 นี้ถ้าผมทาอาคาร<br />
ข่มรูปในหลวงคงจะถูกตาหนิอย่างหนัก แต่ผมคิดว่าพยายาม<br />
จะทาอะไรให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม คือรูปในหลวงสาคัญที่สุด<br />
ก็เลยทาอะไรที่มี classic ออกมาหน่อย แต่ความจริงก็สนุกดี<br />
เหมือนกัน ตรงกลางเป็น entrance hall เท่านั้น แยกเข้า<br />
2 ข้าง ข้างบนเป็นหอนาฬิกาเอานาฬิกาใส่เข้าไป เนื้อที่ใช้<br />
สอยก็เป็นหอสมุด ชั้นล่างเป็นห้องอ่านหนังสือทั่วไป กับ<br />
exhibition hall นิดหน่อย ชั้นสองเป็นห้องอ่านหนังสือคล้ายๆ<br />
ห้องสมุดมหาวิทยาลัยทั่วไป”<br />
“ผมก็ทาให้มันเหมาะกับสถานการณ์ ไม่ได้คิดว่าจะ<br />
ต้องทา classic ทา modern อะไร ทาให้มันเหมาะสมกับ<br />
สถานการณ์ตอนนั้นดีกว่า”<br />
สถาปัตยกรรมของอารมณ์<br />
ผลงานสถาปัตยกรรมของพันเอกจิระ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ<br />
‘ทันสมัย’ หรือแบบ ‘ประเพณี’ ล้วนมีลักษณะเด่นที่ความ<br />
ประณีตในการใช้วัสดุและรูปทรง ให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึก<br />
ที่พันเอกจิระเรียกว่า ‘ความรู้สึกจับใจ’ ดังที่พันเอกจิระได้<br />
เล่าว่า เป็นสิ่งที่เรียนรู้จากอาจารย์แสงอรุณรัตกสิกร ที่คณะ<br />
สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br />
ในบรรดาผลงานสถาปัตยกรรมทั้งหมดของพันเอกจิระ<br />
โรงภาพยนตร์สกาล่า เป็นผลงานที่มีการแสดงออกเชิงรูปทรง<br />
และที่ว่างให้เกิดอารมณ์ได้อย่างดียิ่ง มีการปรับประยุกต์<br />
รูปทรงและที่ว่างอย่างโรงมหรสพแบบประเพณี แต่ใช้ราย-<br />
ละเอียดตกแต่งที่ลดทอนให้เรียบง่ายเข้า แลดูทันสมัยไป<br />
พร้อมๆ กัน<br />
โรงภาพยนตร์สกาล่า เป็นโรงภาพยนตร์โรงที่สามในเครือ<br />
เอเพ็กซ์ ที่นายพิสิฐ ตันสัจจา สร้างขึ้นในพื้นที่สยามสแควร์<br />
หลังจากที่ได้สร้างโรงภาพยนตร์สยามและโรงภาพยนตร์ลิโด<br />
ขึ้นก่อนหน้าแล้วใน พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2511 ตามลาดับ<br />
โรงภาพยนตร์สกาล่า เป็นโรงภาพยนตร์ขนาด 1,000 ที่นั่ง<br />
เปิดฉายเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2512<br />
โรงภาพยนตร์สกาล่าตั้งอยู่ลึกเข้ามาจากแนวถนนพระราม<br />
ที่ 1 ทั้งยังตั้งอยู่ในบริเวณโค้งระหว่างถนนพระรามที่1 กับ<br />
ถนนพญาไท พันเอกจิระแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการ<br />
ที่ประดิษฐานพระธรรมจักร<br />
โรงแรมอินทรา<br />
98 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา
หอสมุดติณสูลานนท์<br />
โรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา<br />
ออกแบบโถงทางเข้าโรงภาพยนตร์ให้เป็นโถงโล่งสูงสองชั้น<br />
มีผังรูปพัด โอบล้อมนาผู้ชมภาพยนตร์จากพื้นโถงชั้นล่าง<br />
ขึ้นอัฒจันทร์บันไดกว้างไปสู่โถงชั้นบน ห้องขายตั๋ว และ<br />
ห้องชมภาพยนตร์ ตามลาดับ แนวบันไดโค้งพาดไปท่ามกลาง<br />
แนวเสาสูงโปร่ง ฐานกว้างยอดเรียว ที่ต่อเนื่องขึ้นไปเป็นโค้ง<br />
(arch) สามมิติจานวนมาก รองรับโดมตื้นๆ แต่ละโดมมีดวงไฟ<br />
ที่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยแผ่นโลหะสีทองพับจีบ ประดุจดาว<br />
เพดานของสถาปัตยกรรมโบราณ จุดเด่นของโถงอยู่ที่ไฟระย้า<br />
(chandelier) ที่ประกอบด้วยโคมแก้วรูปกลมสีขาว เรียงเป็น<br />
สายตามแนวดิ่ง ระย้าลงมาสู่ตาแหน่งชานพักบันไดกลาง<br />
ห้องนั้น ซึ่งพันเอกจิระได้ให้สัมภาษณ์ว่านายพิสิฐ ตันสัจจา<br />
ได้ซื้อไฟระย้านี้มาก่อน จากนั้นจึงขอให้พันเอกจิระออกแบบ<br />
โรงภาพยนตร์ ให้เหมาะสมกับไฟระย้าช่อนี้<br />
โถงทางเข้าโรงภาพยนตร์สกาล่า จึงเป็นตัวอย่างอันดียิ่ง<br />
ของการสร้างอารมณ์ ความรู้สึก (feeling and expression)<br />
ในงานสถาปัตยกรรมของพันเอกจิระ เป็นการ ‘โหมโรง’<br />
อารมณ์และความรู้สึกก่อนเข้าชมภาพยนตร์ ทาให้เกิด<br />
ความรู้สึกว่าการชมภาพยนตร์เป็นกิจกรรมทางสังคมที่หรูหรา<br />
และทันสมัย ทั้งนี้อาจสันนิษฐานได้ว่างานสถาปัตยกรรม<br />
ที่ทรงพลังชิ้นนี้ของพันเอกจิระได้รับอิทธิพลจากผลงานของ<br />
มิโนรุ ยามาซากิ (Minoru Yamasaki) และเอ็ดเวิร์ด เดอเรลล์<br />
สโตน (Edward Durell Stone) สถาปนิกชาวอเมริกัน ซึ่ง<br />
กาลังมีชื่อเสียงมาก ในการสร้างงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่<br />
ที่มีรูปทรง เส้นสาย หรือวัสดุที่ดูหรูหรา ประณีต โปร่งเบา<br />
โดยบางครั้งได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมโบราณ<br />
เช่น สถาปัตยกรรมโกธิค (Gothic Architecture) หรือสถาปัตย-<br />
กรรมโมกุล (Mughal Architecture) เป็นต้น ทั้งยามาซากิ<br />
และสโตนเป็นสถาปนิกรุ่นใหม่ที่ให้ความสาคัญกับ ‘อารมณ์’<br />
ของความเป็นมนุษย์ ที่ดูจะขาดหายไปจากสถาปัตยกรรม<br />
สมัยใหม่ (Modern Architecture) จึงใช้องค์ประกอบอย่าง<br />
บล็อกคอนกรีตโปร่ง ซึ่งเลอ คอร์บูซิเอร์ริเริ่มใช้ขึ้นในอพาร์ต-<br />
เมนต์ที่มาร์เซย์ (Unite d’Habitation, Marseilles) ในวิธีใหม่<br />
ให้เกิดความรู้สึกหรูหราและประณีต<br />
ลักษณะการใช้บล็อกคอนกรีตโปร่งกรุเป็นแผงผนังอาคาร<br />
หรือการยื่นชายคาอันแบนและบางให้ยาวนั้นพบได้ในผลงาน<br />
อาคารประเภท ‘ทันสมัย’ ของพันเอกจิระ แต่โรงภาพยนตร์<br />
สกาล่านับเป็นผลงานพิเศษ ที่พันเอกจิระใช้รูปทรงโค้งโดม<br />
ตลอดจนองค์ประกอบอันประณีตและหรูหรา อย่างเดียวกับ<br />
งานของยามาซากิ โดยมิได้ลอกเลียนรูปแบบใดมาโดยตรง<br />
แต่หยิบยืมวิธีการ ประสานความเข้าใจรูปทรงและที่ว่างของ<br />
สถาปัตยกรรมโบราณ กับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สามารถ<br />
ใช้วัสดุก่อสร้างและโครงสร้างธรรมดาๆสร้าง space ที่พิเศษ<br />
เปลี่ยนข้อด้อยของที่ตั้งอาคาร ให้กลายเป็นลักษณะเด่นทาง<br />
สถาปัตยกรรมได้อย่างน่าประทับใจยิ่ง<br />
ช่วงท้ายแห่งชีวิต<br />
หลังจากที่ได้ประกอบวิชาชีพในนามส านักงานออกแบบ<br />
จิระ ศิลป์กนกและเพื่อนมาได้ประมาณสี่สิบปี พันเอกจิระ<br />
ในวัยเกษียณ ได้ตัดสินใจปิดกิจการลงเพื่อพักผ่อนในราว<br />
พ.ศ. 2535 แม้จะยังคงรักษาทะเบียนการค้าของสานักงาน<br />
ไว้ และยังคงทางานออกแบบสถาปัตยกรรมอยู่ต่อไป ณ<br />
บ้านพักและสานักงานเดิมที่ถนนพิชัย เขตดุสิต ผลงาน<br />
โดยมากเป็นอาคารประเภทวัด เช่น กุฏิ โบสถ์ ซึ่งพันเอกจิระ<br />
ออกแบบถวายวัดต่างๆ โดยไม่คิดมูลค่า งานสุดท้ายที่ทา<br />
ค้างไว้จนวันสุดท้ายของชีวิตคือ กุฏิเจ้าอาวาส วัดกระโจมทอง<br />
อาเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรีงานเหล่านี้เป็นการออกแบบ<br />
ที่มีความสุขอย่างแท้จริงตามที่พันเอกจิระเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า<br />
“ผมคิดว่า สถาปนิกควรจะทางานด้วยความพอใจที่จะ<br />
ทางานนั้น มีรายได้บ้างพอสมควร ไม่ใช่ business แล้วที่<br />
คุยกันว่างานสถาปัตยกรรมจะต้องเป็นธุรกิจ ผมว่าใครจะ<br />
อยากเป็นก็เป็น แต่ผมคิดว่าทางานที่พอใจ และสนุก ผมว่า<br />
คนกวาดถนนมีความสุขกว่าสถาปนิกอีก ถ้าสถาปนิกคนนั้น<br />
ต้องทางานด้วยความจาใจ ผมว่าถ้าเผื่อเราไปสอนนิสิตให้<br />
คิดแต่จะเน้นเรื่องเงินทองค่าแบบกันท่าเดียวคงจะไม่มีความสุข<br />
ในชีวิต ไม่พอวันยังค่า แต่ถ้าจะเอาความสุขมีผลออกมา<br />
ปรากฏแล้วพอใจ 75% ก็ยังดีนั่นแหละคือความสุข” พันเอก<br />
จิระถึงแก่กรรมโดยสงบขณะที่กาลังนอนหลับอยู่ ที่บ้านและ<br />
สานักงานออกแบบจิระ ศิลป์กนกและเพื่อน ถนนพิชัย<br />
ในเวลาใกล้รุ่ง วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556 สิริ<br />
อายุได้ 85 ปี<br />
COLONEL JIRA’S ARCHITECTURAL<br />
CREATIONS, BOTH MODERN AND TRADITIONAL,<br />
ARE DISTINCTIVE FOR THEIR MATERIALS AND<br />
FORMS. THESE ELEMENTS CONTRIBUTE TO<br />
THE WORK’S CONVEYANCE OF FEELINGS AND<br />
EXPRESSIONS OR WHAT THE COLONEL CALLS<br />
‘CAPTIVATING.’<br />
วารสารอาษา<br />
HISTORY <strong>ASA</strong> 99
เสาระเบียงทางเดิน<br />
บริเวณสวนชั้นดาดฟ้า<br />
โรงแรมอินทรา<br />
As Jira Silpakanok Design Firm and Associates, Colonel<br />
Jira produced a great number of works. Most of them were<br />
constructed between 1971 and 1990, ranging from residential<br />
buildings, banks, cinemas, office buildings, hotels,<br />
department stores and embassies to libraries and temples.<br />
The Colonel once talked about that particular period of time<br />
in his career.<br />
“Back then, there were only few private architectural<br />
firms, you know, Jane Sakolthanarak, M.L. Santhaya<br />
Israsena, Aram Ratanakul and Seri Roengrit. Each office<br />
wasn’t categorized by the genre of expertise. We didn’t<br />
have that back in the day. We did all kinds of work from<br />
toilets to hotels. You do what you’re hired to do, you don’t<br />
get to be selective about what kind of work you do, it was<br />
not the nature of architects back then. To be an expert<br />
in a certain genre of work, Thailand’s economy wasn’t<br />
at that level, but it was more like how you are hired to do<br />
one project, and more similar projects tend to follow.<br />
Jane Sakolthanarak did a lot of hospitals but he also worked<br />
on residential projects as well.”<br />
To have their hands on projects, in the past, required<br />
not only the architect’s experience and expertise, but<br />
personal connection as well as background.<br />
“Our clients are the people we personally know. We<br />
didn’t do any advertising or anything. They are mostly<br />
the people we know or someone who was introduced<br />
through a mutual friend. Some of the clients saw a house<br />
that we designed and asked the owner who the architect<br />
was. They looked up my name in the phone book and<br />
called. But at the end of the day, the architect’s background<br />
is also important. That’s how you get customers, through<br />
acquaintances, friends, etc. If you graduated from MIT<br />
(Massachusetts Institute of Technology), that can be an<br />
advantage in terms of connection, but if you’re from<br />
Berkeley, well, there are a lot of great talents who are<br />
from Berkley but we’re not rich folks.”<br />
MODERN ARCHITECTURE: HOTELS AND OFFICE<br />
BUILDINGS<br />
The first recognized work of modern/ applied Thai architecture<br />
by Colonel Jira is Rincome Hotel in Chiang Mai<br />
(1969). The hotel was the fist hotel invested in and owned<br />
by the Nimmanhaemins to accommodate tourists and<br />
American GIs during the Vietnam War. Nevertheless, the<br />
most prominent work that earned Colonel Jira a great<br />
reputation as one of Thailand’s most prominent architects<br />
is the Indra Hotel, Pratunam (1971). Due to the Colonel’s<br />
personal familiarity with M.R. Kukrit Pramoj and Bangkok<br />
Bank Group, he was assigned to serve as the architect<br />
of the project, which was initiated by Mr.Lenglers Baiyoke,<br />
a businessman and investor of Chinese descent who<br />
won the bid and purchased a beautiful piece of land on<br />
Ratchaprarop Road. This particular piece of land was once<br />
the residence of Phraya lndra Montri Sri Chandra Kumar<br />
or Francis Henry Giles the former British Director of the<br />
Revenue Department. Mr. Lenglers consulted with M.R.<br />
Kukrit and Bangkok Bank about the development of the land<br />
with foreign investors joining the investment. The project<br />
was comprised of a hotel, shopping mall and a cinema<br />
surrounded by a bunch of shophouses. The name Indra<br />
was given to the hotel as an homage to the previous owner.<br />
The design of Indra Hotel is a large-scale building with<br />
a variety of functionalities. Colonel Jira divided the functional<br />
area into two parts – a Podium and a Tower. The<br />
Podium consists of a shopping mall, cinema and parking<br />
area whereas the Tower is the 12-story high hotel building<br />
that accommodates all the rooms of the hotel. The rooftop<br />
space of the Podium is where communal areas are located<br />
such as a swimming pool, multifunction rooms, bar, etc.<br />
Indra Hotel was considered one of the most modern<br />
buildings at the time. The foreign investors sponsored<br />
and sent Colonel Jira to see hotel designs in Japan and<br />
Hong Kong, the experience of whic h became a great complement<br />
to the basic knowledge of architecture he had<br />
gained from Chulalongkorn University.<br />
ศาลาแบบสุโขทัยในสวน<br />
ชั้นดาดฟ้า โรงแรมอินทรา<br />
100 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา
โชว์รูมดีไซน์ ไทย ถนนสีลม<br />
“When I was a student and learning about hotel design<br />
with Professor Nart (Potiprasart), who studied extensively<br />
and thoroughly about the design of the kitchen, he would<br />
always say how the heart of a hotel is in the kitchen. The<br />
kitchen is the focus whereas the rooms are mostly about<br />
decoration. I was able to resolve the kitchen dilemma<br />
and it’s an issue that not many people recognize as significant<br />
but there was this westerner who was an expert<br />
on kitchen design who was on the team and working in<br />
the same office as me and he was very satisfied by the<br />
kitchen that was designed. If you look into it, in hotel design,<br />
you’ll notice that almost everything is located with the<br />
kitchen at the center. Even for room service or whatever,<br />
the kitchen can provide the service very quickly.”<br />
In addition to functionality and modernity, one of the<br />
most distinctive features of Indra Hotel is the beautiful<br />
and harmonious insertion of architectural elements of<br />
Thai or Tropical Architecture. The Tower is designed to have<br />
concrete sun protection panels that form a series of small<br />
units. Each unit gives off the physical resemblance of a<br />
simplified gable roof. When placed consecutively, the panels<br />
become the aesthetically unique façade for the building’s<br />
exterior wall, offering all the required functionalities. For<br />
the Podium, which hosts several of the hotel’s functional<br />
spaces and does not demand that much natural light,<br />
Colonel Jira uses small concrete blocks with an opening<br />
in the middle and the details of ceramic ornamentation<br />
of Thai traditional patterning on the four corners of each<br />
block. When placed together, these blocks become an<br />
airy wall with a delicate and rhythmic presence of the<br />
ornamental pattern, visually blending the presence of<br />
the Podium to the Tower as the functional spaces are<br />
beautifully hidden in one unified architectural mass.<br />
After the completion, Indra Hotel and Shopping Mall<br />
was highly successful, making Pratunam the hub of<br />
wholesale clothes in Bangkok. Jira Silpakanok Design<br />
Firm and Associates became widely recognized and consequentially<br />
produced several other works over many<br />
years to come.<br />
Other notable projects designed by the firm are such<br />
as the Surawong Branch of the Bank of Thailand (1969),<br />
Panunee Building on Ploenchit Road (1971), 16 branches<br />
of Bangkok Bank nationwide (1972-1976), Pailyn Hotel in<br />
Phitsanulok (1980), Bank of Thailand, the Northeastern<br />
branch in Khon Kaen province (1985), etc. Most of these<br />
buildings were designed to have a symmetrical floor plan,<br />
which results in their strong and majestic physique. Modern<br />
and universal in their shape and form, these buildings<br />
contain intricate details that reflect certain vernacular<br />
attributes such as the projected mass of the eaves, or<br />
the setback of the wall of the ground floor revealing the<br />
alignment of the columns of the Bank of Thailand (North<br />
eastern branch), which are similar to the structure of<br />
traditional houses of the Northeastern region.<br />
วารสารอาษา<br />
HISTORY <strong>ASA</strong> 101
TRADITIONAL ARCHITECTURE<br />
Colonel Jira’s most interesting works are those in<br />
the traditional architecture genre be it Thai or Western<br />
Neo Classic. Styles are carefully considered and used to<br />
suit the nature and requirements of each project. The<br />
works that fall into this category are such as the Sukhothai<br />
Pavilion at the rooftop of the Podium of the Indra Hotel<br />
(1971), in which Colonel Jira studies and incorporates<br />
architectural characteristics of Phra Si Rattana Mahathat<br />
Temple in Phitsanulok province.<br />
“The Sukhothai Pavilion project began with M.R.<br />
Kukrit discussing with me about how the hotel didn’t<br />
have any Thai architecture so I came up with this pavilion,<br />
which has a little bit of Sukhothai attributes such as the<br />
roof. I studied the form and compositions of the roof of<br />
Phra Buddha Chinnarat Church in Sukhothai, but I designed<br />
for the piece to have this alignment of columns that makes<br />
the structure look more airy and light.”<br />
The works in the latter period of his career are still<br />
traditional in style, particularly the Design-Thai showroom<br />
on Silom road (1982) that functions as the office and Thai<br />
silk retail shop with foreigners as its main group of clients.<br />
Colonel Jira created a traditional Thai apse for the building’s<br />
entrance with full on decorative elements. The surface<br />
decoration and colors are clean and neat, making everything<br />
more modern in terms of style. Another interesting example<br />
is Patsri Bunnag’s residence on Soi Promsri 2 Street<br />
in Sukhumvit. For this project, Colonel Jira applies the<br />
features of monk cells from the Rama 3 period into the<br />
modern upscale residence with a swimming pool, air<br />
conditioner and other facilities.<br />
“Miss Patsri is married to a western gentleman<br />
and they have quite a comprehensive knowledge of Thai<br />
architecture. I designed a northern Thai house for them<br />
and they hired me to do another one. I think they’re pleased<br />
with my works. The plan is to build four houses on the<br />
same piece of land (on Soi Promsri 2 Road). They were<br />
thinking about giving this project to someone else, I don’t<br />
know why, perhaps they weren’t satisfied with the cost<br />
but they came to me and gave me the brief. The thought<br />
was to use brick and concrete for the building because<br />
they wanted to have air conditioners, which wouldn’t have<br />
worked if it were a wooden building. I told them that constructing<br />
a concrete building from a working drawing of<br />
a wooden house was undoable. It’s wrong. But there are<br />
a number of works that have been done. I took them to<br />
see the monk cells at Suthat Temple and they were totally<br />
captivated. It’s similar to the architecture of the south of<br />
France, big columns, roof, they were really happy. So that’s<br />
the style I picked up and they approved it immediately<br />
when they saw the sketch and I started the working drawing<br />
right after that.”<br />
“The plan consists of a cluster of buildings. Walking<br />
in, you enter the living area, then the corridor that leads<br />
to a court with a swimming pool. The dining area is nearby<br />
and a few steps walking from the second floor where the<br />
bedrooms and restrooms are located. Downstairs hosts<br />
the kitchen, maids’ rooms, garage…it’s the reinterpretation<br />
of monk cells into a modernized group house. It was a<br />
fun project. I created a space at the ground floor specifically<br />
for the air conditioner compressors. The house doesn’t<br />
need to have a separate building for the maids because<br />
their rooms are set at the ground floor under the elevated<br />
main living area. Having a balcony offers this additional<br />
spatial functionality.”<br />
“The interior walls are all bricks, which are pretty much<br />
like the monk cells but thicker. I use real wood for the<br />
ceiling, just like the traditional design, but it’s concealed<br />
with the ceiling boards so it costs a little bit more.”<br />
To design by referencing traditional Thai architecture<br />
requires in-depth and comprehensive knowledge of<br />
ancient architectural compositions ranging from the<br />
structure to the ornamental details. Such thorough understanding<br />
allows for the architect to apply traditions to suit<br />
the contemporary context and limitations.<br />
“I’ve studied compositions and the details of Thai<br />
architecture for several years now, Chor Fah, Bai Raka,<br />
Hang Hong (elements of thai architecture), but in reality<br />
these things are different types of structures, each has<br />
its own attributes and functions while the details come<br />
after. That’s my opinion. I’ve looked at the works of Thai<br />
architecture from Bangkok to Chiang Rai. I used to travel<br />
all the time and always asked Professor Saner Nildesh<br />
to go on trips with me. That’s how I’ve grown to like<br />
and become more interested in Thai Architecture.”<br />
The Colonel created a certain number of western<br />
Neo-Classic works. The notable ones are such as the statue<br />
of Queen Sripatcharin at Rajini School on Maharaj Road,<br />
in which Kaimook Chuto was the sculptor and Colonel<br />
Jira designed the classic arch with Corinthian columns,<br />
resonating the architecture of the Rama 5 period when<br />
the school was first established. The design was perfectly<br />
and beautifully done and Colonel Jira was personally<br />
given the memorial coin from Her Majesty the Queen<br />
for the work he had done.<br />
Another neo-classic piece is Tinsulanonda Library at<br />
Mahavajiravudh Songkhla School (1985). Distinctive<br />
for its symmetrical architecture, the library stands as the<br />
backdrop for the majestic King Mongkut statue.<br />
“A friend of mine is the Director - General of the Revenue<br />
Department and had asked me to look into the project<br />
because several designs had been proposed but none<br />
were approved by General Prem. So I did it and he almost<br />
immediately gave it a go. I think the fact that the General<br />
is a soldier, meant that he preferred the building to have<br />
that military feel. Another important thing to keep in mind<br />
is the Statue of King Mongkut at the front of the building.<br />
To design and construct a modern building behind the<br />
statue or a structure that would overshadow the presence<br />
of the statue would receive a great deal of reprimand. What<br />
I thought of was something that would blend in with the<br />
surrounding environment while the statue would still be<br />
considered the most important element. At the end, it<br />
came down to the classics. It was still a fun project to<br />
work with. The center is the entrance hall, which separates<br />
into two parts of the space. The upper floor is the clock<br />
tower and library whereas the ground floor hosts the<br />
reading rooms and an exhibition hall. The second floor<br />
hosts more reading spaces, which are pretty similar to<br />
most university libraries.”<br />
“I follow the situation and condition. I didn’t really<br />
think about classic or modern.”<br />
การออกแบบฝ้าเพดานและ<br />
ดวงโคม โถงทางเข้า โรงภาพ-<br />
ยนตร์สกาล่า<br />
102 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา
THE ARCHITECTURE OF EMOTION<br />
Colonel Jira’s architectural creations, both modern<br />
and traditional, are distinctive for their materials and forms.<br />
These elements contribute to the work’s conveyance of<br />
feelings and expressions or what the Colonel calls ‘captivating,’<br />
which is something he learned from Professor Saengarun<br />
Rattakasikorn of the Faculty of Architecture, Chulalongkorn<br />
University.<br />
Of all the works Colonel Jira had done, Scala Cineplex<br />
is the one with probably the most emotionally compelling<br />
expression of form and space where shape and space<br />
of a traditional theatre is simplified and modernized.<br />
Scala is the third cineplex of the Apex Group. Pisit<br />
Tansajja planned to build it in Siam Square after the<br />
construction of Siam and Lido Cineplex in 1966 and<br />
1968, respectively. Scala accommodates 1,000 seats<br />
and was first opened for operation on 31 December 1969.<br />
The cineplex is located on Rama 1 Road, but with a<br />
considerable setback, and is also situated on the corner<br />
where Rama 1 Road and Phayathai Road intersect. Colonel<br />
Jira resolved the issue by designing the entrance lobby<br />
of the cineplex in the form of a double-story foyer with a<br />
series of fan-shaped panels embracing the circulation that<br />
leads visitors from the ground floor up to the massive<br />
staircase to another lobby where ticket booths and cinema<br />
are located. The staircase rests itself along the spacious<br />
alignment of towering columns that stand majestically<br />
and form a stunning three-dimensional visual and physical<br />
effect of an arch. This particular structure supports a bunch<br />
of shallow domes, each with a light in the middle. A folded<br />
gold-colored steel plate that resembles the stars on the<br />
ceiling of an ancient architecture surrounds the domes.<br />
The distinctive feature of Scala is the wondrous presence of<br />
c handeliers made of white spherical glass shades<br />
installed to be in vertical arrangement, flying over the<br />
landing of the staircase. Colonel Jira once talked about this<br />
particular chandelier and how Pisit first acquired the chandelier<br />
and then asked him to design a cineplex to go with it.<br />
The entrance lobby of Scala Cineplex is a great example<br />
of the way in which feeling and expression are facilitated<br />
as parts of architecture. The structure itself is the ‘overture’<br />
for viewers to relish before seeing the actual movie. It<br />
brings a sense of luxury and modernity to the cinemagoing<br />
culture. It could be speculated that the works of<br />
Minoru Yamasaki and Edward Durell Stone influenced<br />
this powerful piece of architecture. The latter was the<br />
household name in the Modern Architecture arena and<br />
known for his luxurious, intricate and weightless architectural<br />
lines and forms. Stone’s works are also inspired<br />
by ancient architecture, such as Gothic and Mughal forms.<br />
Both Yamasaki and Stone were new generation architects<br />
at the time who gave a great deal of importance to human<br />
‘expression’ that appeared to be absent from Modern<br />
Architecture. Such belief led to the use of perforated<br />
concrete blocks that Le Corbusier first used in his Unite<br />
d’Habitation project in Marseilles. It was considered a new<br />
thing that brought luxurious and delicate flair to the piece.<br />
วารสารอาษา<br />
HISTORY <strong>ASA</strong> 103
The use of concrete blocks with the building’s walls<br />
or the long projection of thin and flat eaves can be seen<br />
in the ‘modern’ architectural creation designed by Colonel<br />
Jira. Nevertheless, Scala Cineplex is a special piece as<br />
the Colonel incorporates the arched form and elegant<br />
ornamental details and materials, elements which can<br />
also be found in Yamasaki’s works. The attempt is therefore<br />
not a copy but the borrowing of methods. When joined<br />
forces by Colonel Jira’s understanding of the form and<br />
space of ancient and modern architecture, the most simple<br />
materials and structure of the design conceive such a<br />
spectacular space that alters the flaws of the location into<br />
distinctive architectural attributes in the most impressive<br />
manner.<br />
LATE LIFE<br />
ธนาคารแห่งประเทศไทย<br />
สาขาถนนสุรวงศ์<br />
After 40 years of working as an architect under the<br />
name Jira Silpakanok Design Firm and Associates, Colonel<br />
Jira decided to close down the practice in 1992 to enjoy<br />
the time of his retirement years. Nevertheless, the firm’s<br />
commercial registration was kept as the Colonel still<br />
continued his work in architectural design at his residence<br />
and the old office on Pichai Road in the Dusit district of<br />
Bangkok. Most of the works produced in this period were<br />
temples, monk cells and churches where Colonel Jira<br />
did the design for free. The last work that was left unfinished<br />
until the last day of his life was the monk cell for the abbot<br />
of Krajomethong Temple in Bangkruai district, Nonthaburi<br />
province. These works are the designs that Colonel Jira<br />
created with true happiness.<br />
“I think an architect should work on something that<br />
he feels satisfied doing and gets paid reasonably for. It’s<br />
not supposed to be just about business. Other people<br />
might think otherwise, that’s up to them but I personally<br />
think that you do the work that makes you happy, and<br />
that you have fun doing. I think a street sweeper can be<br />
happier than the architect who’s working on something<br />
he doesn’t want to do. If we teach students to think about<br />
making money from their profession, where is the happiness<br />
in that? It is never going to be enough. On the other hand,<br />
if you’re happy 75% of the time from the work you have<br />
done, that’s happiness.”<br />
At the age of 85, Colonel Jira passed away in peace<br />
while sleeping at his house and office of Jira Silpakanok<br />
Design Firm and Associates on the dawn of January<br />
20 th , 2013.<br />
1 Interview with Colonel Jira Silpakanok by Associate<br />
Professor Pussadee Tiptus, 25th April 1990.<br />
2 Ibid<br />
3 Special interview with Panlert Baiyoke, the President of<br />
Baiyoke Hotel Group, the man behind the legendary Baiyoke<br />
1 and Baiyoke 2 Towers, Thailand’s tallest skyscraper.<br />
HYPERLINK "http://www.ghbhomecenter.com/journal/<br />
download.php"<br />
4 Pussadee Tiptus, Association of Siamese Architects:<br />
Basics, Roles, Works and Concepts (1932-1992), 761.<br />
5 Interview with Colonel Jira Silpakanok by Associate<br />
Professor Pussadee Tiptus, 25th April 1990.<br />
6 72 years: The Faculty of Architecture, Chulalongkorn<br />
University (Bangkok: The Faculty of Architecture Alumni,<br />
Chulalongkorn University, 2006).<br />
7 Interview with Colonel Jira Silpakanok by Associate Professor<br />
Pussadee Tiptus, 25 th April 1990.<br />
1<strong>04</strong> <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา
an art4d selection<br />
volume 2015<br />
GET YOUR HANDS ON THE MOST INTRIGUING<br />
AND INNOVATIVE NEW PRODUCTS.<br />
DOWNLOAD<br />
DIGITAL<br />
EDITION<br />
NOW !<br />
www.art4d.com/<br />
4dfile19.html
DETAILS<br />
BAAN<br />
SUAN CHANTITA<br />
STUDIO MITI<br />
Detail 2<br />
1<br />
2<br />
3<br />
Detail 1<br />
4<br />
โครงการโฮมสเตย์ขนาดกลางในจังหวัดอุทัยธานี<br />
ด้วยแนวคิดที่จะให้อาคารแทรกตัวไปกับต้นไม้เดิมในพื้นที่<br />
สถาปนิกจึงวางผังอาคารแต่ละหลังให้เป็นรูป ‘เครื่องหมาย<br />
บวก’ ที่มีสัดส่วนเท่ากันในทุกด้านและเลือกใช้รูปทรงหลังคา<br />
ที่เรียบง่ายลงตัวไปกับผังมากที่สุด คือ มีผังหลังคาเป็นรูป<br />
เครื่องหมายบวกเหมือนกันและพับลงมาเป็นในลักษณะ<br />
ของหลังคาเพิงหมาแหงนที่บรรจบกันตรงกลางของเครื่อง-<br />
หมายบวก แผ่นเหล็กถูกนามาใช้เป็นหลังคาเพื่อลดรอยรั่ว<br />
ที่เกิดจากรอยต่อของแผ่น อีกทั้งยังมีความแข็งแรง สามารถ<br />
รับแรงกระแทกได้หากมีกิ่งไม้ตกลงมา สถาปนิกออกแบบ<br />
ระบบของชั้นหลังคาเป็น 4 ชั้น เพื่อลดความร้อนที่เกิดจาก<br />
คุณสมบัติของเหล็กที่ถ่ายเทความร้อนได้เร็วและมีอุณหภูมิ<br />
สูง โดยชั้นบนสุดเป็นแผ่นเหล็กหนา 2 มิลลิเมตร วางซ้อน<br />
และเชื่อมเป็นผืนเดียวกัน ชั้นถัดมาเป็นไม้อัด OSB ช่วย<br />
เป็นโครงสร้างให้กับแผ่นเหล็กถัดมาเป็นโฟม EPS ทาหน้าที่<br />
เป็นฉนวนกันความร้อนและมีความแข็งแรง และชั้นสุดท้าย<br />
คือไม้อัด OSB ทาหน้าที่กระจายแรงให้โฟมกับแนวจันทัน<br />
และยังสร้างความสวยงามให้กับพื้นที่ว่างภายในที่จะเปลือยฝ้า<br />
ให้เห็นโครงสร้างของหลังคาอีกด้วย<br />
SECTION<br />
1 แผ่นเหล็กดำ หน 2 mm<br />
เคลือบสีกันสนิม สีใส<br />
2 ไม้อัด OSB หน 15 mm<br />
3 EPS FOAM 2N หน 25 mm<br />
ควมแข็ง 2N<br />
4 ฝไม้เนื้อแข็ง ตีทับแนวตั้ง<br />
BUILDING TYPE<br />
Hotel<br />
BUILDING AREA<br />
200 sq.m.<br />
DURATION<br />
2013-2014<br />
CLIENT<br />
Pisan and Chantita<br />
Kusolwattana<br />
LOCATION<br />
Uthai Thani<br />
ARCHITECT<br />
Studio Miti<br />
CONTRACTOR<br />
Sumith Uthaithani<br />
Falling in line with the thoughtful concept of allowing<br />
for the buildings to be set amongst the preexisting trees<br />
within the site of this medium-sized homestay in Uthai<br />
Thani province, the architects came up with a scheme<br />
for each building to be constructed in the shape of an<br />
equilateral ‘+’ symbol. Choosing to do the same with<br />
the roof as means of utilizing the simplest shape best<br />
suited to the floor plan, the folding roofs on each limb<br />
lead to a lean-to shed where they meet together in the<br />
middle of the + sign. Steel plates were used as the<br />
material for the roofs in order to lessen leakage from<br />
the butt joints as well as strengthen and buffer the impact<br />
load when any boughs fall from the trees above. The<br />
architects have also designed the roofing system in 4<br />
layers so as to reduce heat gain from the steel, known<br />
for its ability to transfer and retain heat of high temperatures.<br />
The uppermost layer is composed of a 2 mm steel<br />
plate overlaid together with the latter layer of oriented<br />
strand board (OSB) that acts as the steel plate’s structure,<br />
the next layer being the EPS foam used as a thermal<br />
insulator and roof reinforcement, the undermost layer<br />
being composed again of the OSB that helps in distributing<br />
forces along the EPS foam and rafter line, a<br />
combination of which slicks up the interior space, too.<br />
106 <strong>ASA</strong> DETAILS วารสารอาษา
7<br />
5<br />
3<br />
2<br />
1<br />
4<br />
6<br />
7<br />
4<br />
DETAIL 1,2<br />
1 แผ่นเหล็กดำ หน 2 mm<br />
เคลือบสีกันสนิท สีใส<br />
2 ไม้อัด OSB หน 15 mm<br />
3 EPS FOAM 2N หน 25 mm<br />
ควมแข็ง 2N<br />
4 ฝไม้เนื้อแข็ง ตีทับแนวตั้ง<br />
5 จันทันไม้เนื้อแข็ง ขนด 40x90 mm<br />
6 โครงเคร่ผนังไม้เนื้อแข็ง ขนด<br />
35x70 mm<br />
7 อะเสไม้เนื้อแข็ง ขนด 50x100 mm<br />
01 บรรยกศภยในโครงกร<br />
บ้นสวนจันทิต<br />
01<br />
วารสารอาษา<br />
DETAILS <strong>ASA</strong> 107
แผงกันแดดส่วนโพเดียม<br />
โรงแรมอินทรา<br />
ในนามสานักงานออกแบบจิระ ศิลป์กนกและเพื่อน<br />
พันเอกจิระ ศิลป์กนก มีผลงานสถาปัตยกรรมจานวนมาก<br />
เท่าที่ปรากฏหลักฐานขณะนี้ผลงานส่วนใหญ่สร้างขึ้นในช่วง<br />
พ.ศ. 2514 ถึง พ.ศ. 2535 มีอาคารหลายประเภท ได้แก่<br />
บ้านพักอาศัย ธนาคาร โรงภาพยนตร์ อาคารสานักงาน<br />
โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถานทูต ห้องสมุด ตลอดจนวัด<br />
โดยที่พันเอกจิระได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับลักษณะการประกอบ<br />
วิชาชีพในช่วงนั้นไว้ มีความตอนหนึ่งว่า<br />
“ในช่วงนั้นสานักงานสถาปนิกอิสระ ก็มีคุณเจน สกล-<br />
ธนารักษ์ม.ล.สันธยา อิศรเสนา คุณอร่าม รัตนกุล เสรี เริงฤทธิ์<br />
ก็ไม่ค่อยมีเท่าไรหรอก แล้วแต่ละสานักงานมักจะไม่มีประเภท<br />
ของงานหลักที่จะทา การที่แต่ละสานักงานจะถนัดงาน<br />
อะไรเป็นพิเศษ สมัยนั้นไม่มีหรอกครับ ก็ทาตั้งแต่ส้วมจน<br />
ถึงโรงแรม มีงานอะไรมาทาได้ต้องทา มานั่งเลือกงานไม่ได้<br />
นิสัยสถาปนิกไม่น่าจะเลือกงาน แล้วการจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ<br />
เฉพาะประเภทของงาน เศรษฐกิจของไทยยังไม่ถึงขนาดนั้น<br />
แต่อาจเรียกได้ว่าทางานนั้นบ่อย อย่างคุณเจน สกลธนารักษ์<br />
ได้ทาโรงพยาบาลบ่อย แต่ให้เขาทาบ้านเขาก็ทา”<br />
สาหรับการหางานในสมัยก่อน พันเอกจิระให้สัมภาษณ์<br />
ว่านอกจากฝีมือแล้ว ยังอาศัยความรู้จักกันส่วนตัวตลอดจน<br />
พื้นฐานทางสังคมของสถาปนิกเองด้วย<br />
“งานที่ได้มาในสมัยนั้น ได้มาในลักษณะที่รู้จักกันส่วนตัว<br />
คงไม่มีทางที่จะมาโฆษณาผลงานของตัวเอง ก็รู้จักกันเป็น<br />
ส่วนตัวบ้าง หรือคนอื่นแนะนามาบ้าง หรือลูกค้าไปเห็น<br />
บ้านหลังนี้พอใจ ก็ถามว่าคนออกแบบชื่ออะไร เปิดสมุด<br />
โทรศัพท์ แล้วก็โทรมาหาก็มี ไม่มีการได้งานโดยวิธีอย่างอื่น<br />
แต่ว่าพื้นฐานทางสังคม (background) ของสถาปนิกก็สาคัญ<br />
ในสมัยก่อนจะเป็นตัวที่ท าให้คุณได้งานมาก ความสนิทสนม<br />
มีเพื่อนฝูงมาก อย่างจบจาก MIT (Massachusetts Institute<br />
of Technology) ก็สบายหน่อย ถ้าจบจากเบิร์คเลย์ก็ลาบาก<br />
หน่อย เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้คนเก่งๆ ก็อยู่เยอะ แต่ว่า<br />
มันจน”<br />
วารสารอาษา<br />
HISTORY <strong>ASA</strong> 95<br />
สถาปัตยกรรม ‘ทันสมัย’ : โรงแรมและอาคารส านักงาน<br />
พันเอกจิระได้เริ่มออกแบบโรงแรม เป็นสถาปัตยกรรม<br />
สมัยใหม่ที่มีลักษณะไทยประยุกต์ เท่าที่ปรากฏหลักฐาน<br />
ผลงานแรกได้แก่โรงแรมรินคา จังหวัดเชียงใหม่(พ.ศ. 2512)<br />
อันเป็นโรงแรมที่กลุ่มทุนสกุลนิมมานเหมินท์ลงทุนสร้างขึ้น<br />
เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและทหารอเมริกันในช่วงสงคราม<br />
เวียดนาม อย่างไรก็ดี ผลงานสถาปัตยกรรมที่นับได้ว่าเป็น<br />
งาน ‘สร้างชื่อ’ ให้พันเอกจิระ คือโครงการโรงแรมอินทรา<br />
ประตูน้า (พ.ศ. 2514) ซึ่งก็เริ่มจากการที่พันเอกจิระมี<br />
ความสนิทสนมกับพลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และ<br />
กลุ่มทุนธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ โครงการดังกล่าว<br />
เกิดขึ้นโดยนายเล็งเลิศ ใบหยก นักธุรกิจและนักลงทุนเชื้อ<br />
สายจีน ได้ประมูลที่ดินผืนงามริมถนนราชปรารภ เดิมเป็น<br />
บ้านของพระยาอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร (ฟรานซิส เฮนรี<br />
ไจลส์) อดีตอธิบดีกรมสรรพากรชาวอังกฤษ นายเล็งเลิศจึง<br />
ปรึกษา ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และกลุ่มทุนธนาคาร<br />
กรุงเทพ พณิชยการ ร่วมกันวางแผนพัฒนาที่ดินดังกล่าว<br />
โดยมีนักลงทุนจากต่างชาติเข้าร่วม โครงการประกอบด้วย<br />
โรงแรม ศูนย์การค้า และโรงภาพยนตร์ ล้อมรอบด้วยตึกแถว<br />
จานวนมาก ให้ชื่อว่าโครงการโรงแรมอินทรา เพื่อเป็น<br />
เกียรติแก่เจ้าของที่ดินเดิม<br />
โครงการโรงแรมอินทราในส่วนที่พันเอกจิระรับผิดชอบ<br />
เป็นอาคารขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยหลากประเภท โดยแบ่ง<br />
พื้นที่ใช้สอยเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนโพเดียม (podium) และ<br />
ส่วนทาวเวอร์ (tower) ส่วนโพเดียมประกอบด้วยศูนย์การค้า<br />
โรงภาพยนตร์ และพื้นที่จอดรถ ขณะที่ส่วนทาวเวอร์คือ<br />
ห้องพักของโรงแรม สูง 12 ชั้น ใช้พื้นที่ดาดฟ้าของส่วน<br />
โพเดียมเป็นพื้นที่ต่างๆ เช่น สระว่ายน้า ห้องจัดเลี้ยง บาร์<br />
เป็นต้น เป็นอาคารที่ทันสมัยยิ่งในขณะนั้น โดยทางผู้ลงทุน<br />
ชาวต่างชาติได้ส่งพันเอกจิระไปดูงานการออกแบบโรงแรม<br />
ที่ทันสมัยในประเทศญี่ปุ่นและฮ่องกง ประกอบกับความรู้<br />
พื้นฐานที่ได้รับจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์-<br />
มหาวิทยาลัย<br />
“ตอนผมเรียนหนังสือ ตอนที่เรียนเรื่องการออกแบบ<br />
โรงแรม อาจารย์นารถ โพธิประสาท แกเป็นคนที่ study<br />
เรื่องครัวมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเวลาที่แกสอนแกบอกว่า<br />
หัวใจของโรงแรมนั้นอยู่ที่ครัว ปัญหาจึงมาอยู่ที่ครัว ห้องพัก<br />
ก็เป็นเรื่องตกแต่งไป สิ่งที่ผมทาคือ แก้ปัญหาเรื่องครัวได้<br />
คนทั่วไปอาจเห็นว่าไม่สาคัญเท่าไร แต่เผอิญมีฝรั่งที่เข้ามา<br />
ร่วมงานคือเรียกว่า expert ทางการออกแบบครัว มานั่ง<br />
ทางานในออฟฟิศด้วย แกพอใจครัวผมมากเลย แกบอก<br />
โรงแรมที่ทากันมาไม่ค่อยมีใครคิดถึงเรื่องครัวมากเลย ถ้า<br />
สังเกตให้ดีจะพบว่าทุกอย่างของโรงแรมจะต้องวางรอบครัว<br />
เป็นส่วนใหญ่ แม้แต่การทา room service หรืออะไรก็ตามแต่<br />
ครัวจะ service ได้เร็วมาก”<br />
PRODUCT<br />
NEWS<br />
02<br />
DM HOME THONGLOR 19<br />
T: +662 365 0789<br />
F: +662 365 0779<br />
E: welcome@dm-home.com<br />
W: dm-home.com<br />
VOGUE<br />
ชุดครัวคอลเล็คชั่นใหม่จาก Binova ประเทศอิตาลี<br />
โดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นSliding Worktop ที่ผู้ใช้สามารถปรับ<br />
ระดับชั้นวางไปมาได้ด้วยการควบคุมจากรีโมท ผลิตจาก<br />
วัสดุเปียโนไฮกรอสที่ให้ความมันวาว และไม้โรสวู๊ดที่มี<br />
น้าหนักเบา แข็งแรงทนทาน ดีไซน์โดยรวมจึงมีความหรูหรา<br />
ช่วยเพิ่มอรรถรสในการตกแต่งครัวให้สมบูรณ์แบบมาก<br />
ยิ่งขึ้น<br />
01<br />
Häfele (Thailand) Limited<br />
T: +662 741 7171<br />
F: +662 741 7272<br />
E: info@hafele.co.th<br />
W: häfele.co.th<br />
MODULAR FAÇADE<br />
นวัตกรรมการออกแบบรูปด้านอาคารแบบโมดูล่าร์<br />
ด้วยอะลูมิเนียม จาก Alumet Innovation Design Center<br />
ด้วยแนวคิด Art of Façade ที่เป็นการผสานจุดเด่นของ<br />
วัสดุอะลูมิเนียมที่มีน้าหนักเบา แข็งแรง เข้ากับรูปทรง<br />
จากธรรมชาติที่พบเห็นได้รอบตัว ทาให้มีลวดลายและ<br />
ความสวยงามแตกต่างจาก Façade อะลูมิเนียมที่พบเห็น<br />
โดยทั่วไป ผลิตเป็นแผงสาเร็จรูปจากโรงงาน สามารถติดตั้ง<br />
ได้ง่ายและรวดเร็ว เหมาะสาหรับงานตกแต่งหรือรีโนเวท<br />
รูปด้านอาคาร นอกจากนี้นักออกแบบยังสามารถพลิกแพลง<br />
การจัดเรียงและสลับแผ่นอะลูมิเนียมให้เกิดลวดลายที่<br />
แปลกใหม่เป็นสไตล์เฉพาะตัวได้อีกด้วย<br />
Alumet Company Limited<br />
T: +6638 830 787<br />
F: +6638 830 455<br />
E: info@alumetgroup.com<br />
W: alumetgroup.com<br />
FREESTANDING<br />
BATHTUB<br />
บริษัทเฮเฟเล่ (ประเทศไทย) เปิดตัว ‘ฟรีสแตนด์ดิ้ง บาร์ธทับ’<br />
อ่างอาบน้าแบบตั้งพื้น เพิ่มความสะดวกในการใช้งานโดยไม่ต้องติดตั้ง<br />
แบบฝัง ด้วยการก่อปูนครอบตัวอ่าง สามารถเคลื่อนย้ายและปรับมุมได้<br />
ตัวอ่างทาจากอะคริลิคสีขาวคุณภาพสูง โดยมีความหนาของส่วน<br />
ที่เป็นอะคริลิค 5 มิลลิเมตร ทนต่อแรงกระแทกและไม่เปราะแตกง่าย<br />
มาพร้อมกับชุดอุปกรณ์ควบคุมน้าล้น สะดืออ่าง และชุดท่อน้าทิ้ง<br />
ของอ่างอาบน้า มี 2 รุ่นคือ อ่างแบบที่มีขาตั้งและแบบติดตั้งพื้น<br />
03<br />
108 <strong>ASA</strong> PRODUCT NEWS วารสารอาษา
MATERIALS<br />
DECK PEDESTALS<br />
โครงสร้างรองรับวัสดุปูพื้นสามารถติดตั้งได้ทั้งบนพื้น<br />
เรียบ พื้นลาดเอียง และพื้นต่างระดับ สามารถปรับระดับ<br />
ได้ทั้งก่อนและหลังการติดตั้งด้วยการหมุนเกลียว บริเวณ<br />
ส่วนบน ซึ่งช่วยทาให้วัสดุปูพื้นที่ปูลงบนโครงสร้างนี้เรียบ<br />
เสมอกันและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งยังกระจาย<br />
น้าหนักลงสู่โครงสร้างอาคารได้ดี ติดตั้งได้ทั้งบนดาดฟ้า<br />
ระเบียง และงานตกแต่งภูมิสถาปัตย์<br />
handydeck.com<br />
WOOD-SKIN<br />
VMZINC<br />
นวัตกรรมใหม่สาหรับการออกแบบโดย Wood-Skin<br />
เป็นการนาวัสดุ เช่น แผ่นไม้อัด ไม้เทียม โลหะ เซรามิก<br />
และหินอ่อนแผ่นบางๆ มาซ้อนลงบนตาข่ายใยสังเคราะห์<br />
ที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูงก่อนจะขึ้นรูปเป็นแพทเทิร์น<br />
สามเหลี่ยมขนาดเล็กที่มีให้เลือก 3 ขนาด คือ 50, 100,<br />
150 มิลลิเมตร หรือตามความต้องการของงานออกแบบ<br />
ด้วยการออกแบบแพทเทิร์นดังกล่าว ทาให้ Wood-Skin<br />
สามารถนาไปใช้ในการออกแบบได้อย่างหลากหลาย ทั้ง<br />
การตกแต่งพื้นผิวอาคารภายในและภายนอก บนพื้นผิวที่<br />
โค้งมนหรือขรุขระ และขึ้นรูปให้เป็นรูปทรงสามมิติ อีกทั้ง<br />
ยังสามารถนามาประยุกต์เป็นเฟอร์นิเจอร์และโปรดักท์ต่างๆ<br />
เช่น โต๊ะจัดแสดงสินค้า หรือโคมไฟได้อีกด้วย<br />
wood-skin.com<br />
แผ่นสังกะสีบริสุทธิ์ 99.995% ที่มีความแข็งแรงไม่<br />
ปริแตกในภูมิอากาศที่หนาวเย็นและบิดงอได้ง่ายด้วยการ<br />
ควบคุมปริมาณทองแดงและไทเทเนียมในระหว่างกระบวน-<br />
การผลิต ประกอบกับน้าหนักที่เบา วัสดุดังกล่าวจึงเหมาะกับ<br />
การนาไปใช้ออกแบบหลังคา ระบบรางน้าหรือพื้นผิวภายนอก<br />
ของอาคารซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวัสดุทางเลือกนอกจากหิน<br />
สังเคราะห์ กระเบื้อง หรืออะลูมิเนียม โดยสามารถนาไป<br />
ขึ้นรูปได้หลากหลาย อย่างไรก็ตามการเลือกใช้วัสดุดังกล่าว<br />
จาเป็นต้องระวังหากนาไปเข้าคู่กับวัสดุอื่นๆที่มีค่าความเป็น<br />
กรด เช่น ไม้บางชนิด ตะกั่ว หรือหินปูน หรือการใช้กับ<br />
อาคารริมทะเลที่ละอองเกลืออาจทาให้เกิดคราบบนพื้นผิว<br />
วัสดุได้ มีขนาดมาตรฐานคือ 39.4 x 10 เมตร (กว้าง<br />
x ยาว) ความหนา 7-8 มิลลิเมตร หรือขนาดเฉพาะตาม<br />
ความต้องการของผู้สั่งและมีให้เลือก 7 สี<br />
vmzinc.com<br />
วารสารอาษา<br />
UPDATE MATERIAL<br />
<strong>ASA</strong> 109
REVIEW<br />
LOCAL<br />
ARCHITECTURE<br />
BUILDING PLACE, CRAFT,<br />
AND COMMUNITY<br />
เมื่อครั้งสถาปนิกชาวแคนาดา Brian MacKay-Lyons<br />
เริ่มเบื่อหน่ายกับกระบวนการสอนในโรงเรียนสถาปัตยกรรม<br />
ที่เขามองว่าเป็นการสอนให้ผู้เรียนห่างไกลกับถิ่นที่ชุมชน<br />
และการลงมือทาจริงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงเริ่มต้นพา<br />
นักเรียนปีหนึ่งเดินทางไปยังรัฐ Nova Scotia ทางชายฝั่ง<br />
ตะวันออกเฉียงใต้ในแคนาดา พวกเขาร่วมกันออกแบบ<br />
และลงมือก่อสร้างสถาปัตยกรรมหลังเล็กๆ บนที่ดินของ<br />
MacKay-Lyons เอง ท่ามกลางซากปรักหักพังของหมู่บ้าน<br />
ใกล้ๆ กับที่ตั้งถิ่นฐานแห่งแรกของชาวฝรั่งเศสในทวีป<br />
อเมริกานั้น MacKay-Lyons ตั้งชื่อห้องเรียนนอกสถานที่<br />
ของพวกเขาว่า ‘Ghost Lab’ และเขาได้ดาเนินการโครงการ<br />
ปฏิบัติการภาคสนามในระยะเวลาสองสัปดาห์นี้ในช่วงฤดู<br />
ร้อนมาต่อเนื่องกว่า 13 ครั้ง ตั้งแต่ริเริ่มครั้งแรกในปี1994<br />
เป็นต้นมา Ghost Architectural Laboratory มีโอกาสรับแขก<br />
มากหน้าหลายตาที่มาเยี่ยมเยือนและร่วมงานด้วยกันอย่าง<br />
สม่าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิกรางวัลPritzker Prize อย่าง<br />
Glenn Murcutt หรือ Samuel Mockbee จาก Rural Studio<br />
ผู้ล่วงลับ หรือจากแวดวงวิชาการ สถาปนิก และวิศวกร<br />
ซึ่งกว่าทศวรรษที่ผ่านมา Ghost Lab นั้นเป็นแหล่งเรียนรู้<br />
และฝึกงานของนักเรียนสถาปัตยกรรมและสถาปนิกที่ถูก<br />
สนใจในระดับนานาชาติ เปรียบเสมือนโรงเรียนสถาปัตย-<br />
กรรมอีกแห่งหนึ่งที่มีความเฉพาะตัว<br />
Ghost 13 Symposium จึงเกิดขึ้น เป็นการรวมตัวของ<br />
เหล่ามิตรสหายผู้เคยร่วมงานกันในงานสัมมนากว่าสามวัน<br />
ที่จัดขึ้นใน Nova Scotia และหนังสือ Local Architecture<br />
Building Place, Craft, and Community เล่มนี้เป็นผลผลิต<br />
จากงานสัมมนา Ghost 13 ในครั้งนั้น ซึ่งต้องการนาเสนอ<br />
มุมมองต่อสถาปัตยกรรมแห่งถิ่นที่ตลอดจนการอภิปราย<br />
ถึงหลักสูตรการเรียนการสอนที่ควรจะเป็นในโรงเรียน<br />
สถาปัตยกรรม โดย MacKay-Lyons ร่วมด้วยผู้เข้าร่วม<br />
สัมมนาต่างแสดงความเห็นไว้ถึงสามสิ่งหลักๆ ที่ทุกคน<br />
ควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและการสร้างสถาปัตย-<br />
กรรมคือ ความเป็นถิ่นที่ (Place) ทักษะงานฝีมือช่าง<br />
(Craft) และชุมชนแวดล้อม (Community)<br />
TITLE<br />
Local Architecture<br />
Building Place, Craft,<br />
and Community<br />
WRITER<br />
Brian MacKay-Lyons<br />
PAGE<br />
224 pp.<br />
LANGUAGES<br />
English<br />
ISBN<br />
978-1-61689-128-2<br />
01 Local Architecture<br />
หนังสือล่าสุดจาก Ghost Lab<br />
ส่วนผลงานสถาปัตยกรรมที่ผ่าน<br />
มาสามารถหาดูได้จากหนังสือ<br />
อีกเล่มชื่อ Ghost: Building an<br />
Architectural Vision (2008)<br />
สาหรับเนื้อหาในหนังสือแบ่งออกเป็นสามส่วนหลักๆ<br />
ในส่วนแรกเป็นบทปาฐกถาโดยสถาปนิก Kenneth Frampton<br />
จาก Columbia University และ Juhani Pallasmaa สถาปนิก<br />
ชาวฟินแลนด์ซึ่งเป็นกรรมการตัดสินรางวัล Pritzker<br />
Architecture Prize ในปี 2014 ร่วมกับบทสัมภาษณ์<br />
สถาปนิกชื่อดังจากออสเตรเลียอย่าง Glenn Murcutt<br />
โดย Juhani Pallasmaa เอง ซึ่งเป็นการคัดเลือกสิบสาม<br />
คาถามเด่นๆ จากผู้เข้าร่วมสัมมนากว่าสองร้อยคนใน<br />
งานนั้น ในส่วนที่สองของหนังสือเป็นการรวบรวมและ<br />
นาเสนอผลงานการออกแบบทางสถาปัตยกรรมแห่งถิ่นที่<br />
ที่น่าสนใจ โดยสถาปนิกที่มาจากหลากหลายแห่งและ<br />
บางคนยังเป็นศิษย์เก่าของ Ghost Lab เอง ไม่ว่าจะเป็น<br />
Marlon Blackwell, Wendell Burnette, Vincent James,<br />
Rick Joy, Tom Kundig, Patricia Patkau, Dan Rockhill,<br />
Brigitte Shim และในส่วนสุดท้ายของหนังสือเป็นบทความ<br />
พิเศษจากนักเขียนกิตติมศักดิ์ Peter Buchanan และ<br />
Robert McCarter ร่วมด้วย Ingrid Helsing Almaas,<br />
Christine Macy และ Essy Baniassad<br />
01<br />
110 <strong>ASA</strong> REVIEW วารสารอาษา
02<br />
02 ผลงานออกแบบและก่อสร้าง<br />
ศาลาจาก Ghost Lab 5 (2003)<br />
ทางด้านซ้ายมือ และทางด้านขวา<br />
เป็นอาคารที่พัก ผลงานจาก<br />
Ghost Lab 7 (2005) Upper<br />
Kingsburg ใน Nova Scotia<br />
03 ตัวอย่างผลงานการออกแบบ<br />
สถาปัตยกรรมยั่งยืนด้วยการใช้<br />
วัสดุท่อที่นำากลับมาใช้ใหม่กับ<br />
การออกแบบโรงนา โดย Lake<br />
| Flato Architects ใน San<br />
Saba, Texas<br />
ดร. สุปรียา หวังพัชรพล<br />
อาจารย์ประจำาคณะสถาปัตย-<br />
กรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย<br />
เกษตรศาสตร์ และกรรมาธิการ<br />
สถาปนิกชุมชน สมาคมสถาปนิก<br />
สยามในพระบรมราชูปถัมภ์<br />
03<br />
ด้วยแนวคิดของทางผู้เขียนและผู้ร่วมอุดมการณ์ต่าง<br />
เชื่อมั่นในความสัมพันธ์ของถิ่นที่ งานฝีมือช่างและชุมชน<br />
โดยค่อนข้างปฏิเสธกระแสการออกแบบสถาปัตยกรรม<br />
ในปัจจุบันที่ตอบสนองต่อสังคมโลกาภิวัฒน์และความเป็น<br />
สากล ที่แทบจะละเลยต่อความเฉพาะตัวของถิ่นที่ทักษะ<br />
วัสดุและทรัพยากรในชุมชนที่ตั้งอยู่ หรือเพิกเฉยต่อการ<br />
ให้ความสาคัญกับเวลาที่แต่ละสิ่งของและแต่ละแนวคิด<br />
ค่อยๆ เติบโตด้วยการลงมือทา ด้วยแนวคิดต่อต้านเล็กๆนี้<br />
เหมือนจะแสดงออกมาในรูปแบบของหนังสือที่เน้นการนา<br />
เสนอภาพจริงของงานที่แล้วเสร็จหรืออยู่ในระหว่างการ<br />
ก่อสร้าง และภาพร่างหรือผลงานเขียนแบบก่อสร้างด้วยมือ<br />
มากกว่าการนาเสนอภาพผลงานที่ผลิตโดยคอมพิวเตอร์-<br />
กราฟิก<br />
ทั้งนี้เนื้อหาจากบทความ ข้อคิดจากการอภิปราย และ<br />
ผลงานสถาปัตยกรรมแห่งถิ่นที่ ที่ได้รวบรวมไว้ในหนังสือ<br />
Local Architecture ของ Ghost เล่มนี้ ค่อนข้างอ่านง่าย<br />
และน่าติดตามสาหรับผู้ที่สนใจการออกแบบสถาปัตยกรรม<br />
ที่ตอบสนองกับบริบทของท้องถิ่น และการใช้งานช่างฝีมือ<br />
ในการทางานก่อสร้าง ตลอดจนอาจจะเป็นอีกแหล่งอ้างอิง<br />
หนึ่งสาหรับผู้เรียนและผู้สอนสถาปัตยกรรมเองที่กาลังตั้ง<br />
คาถามถึงแนวทางการเรียนการสอนสถาปัตยกรรมที่เหมาะสม<br />
สาหรับบริบทของแต่ละแห่งด้วยเช่นกัน<br />
วารสารอาษา<br />
REVIEW <strong>ASA</strong> 111
CARTOON<br />
SRV<br />
112 <strong>ASA</strong> <strong>ASA</strong> CARTOON วารสารอาษา