23.07.2020 Views

ASA Journal 04/58

Transform your PDFs into Flipbooks and boost your revenue!

Leverage SEO-optimized Flipbooks, powerful backlinks, and multimedia content to professionally showcase your products and significantly increase your reach.

วารสารสถาปัตยกรรม<br />

ของสมาคมสถาปนิกสยาม<br />

ในพระบรมราชูปถัมภ์<br />

THE ARCHITECTURAL JOURNAL<br />

OF THE ASSOCIATION OF<br />

SIAMESE ARCHITECTS<br />

UNDER ROYAL PATRONAGE<br />

THE NAKA PHUKET / SALA<br />

AYUTTHAYA / BAAN SUAN<br />

CHANTITA / ESCAPE KHAO YAI /<br />

LIMA DUVA / ONEDAY | PAUSE<br />

AND FORWARD / BED STATION<br />

HOSTEL/ LITTLE NYONYA HOTEL /<br />

GREEN SME HOTEL / HANDMADE<br />

ARCHITECTURE<br />

<strong>04</strong><br />

2015<br />

STAY


THEMES<br />

38 The Naka Phuket<br />

46 Sala Ayutthaya<br />

54 Baan Suan Chantita<br />

60 Escape Khao Yai<br />

68 Lima Duva<br />

38<br />

54<br />

46<br />

68<br />

60<br />

8 <strong>ASA</strong> CONTENTS วารสารอาษา


SECTIONS<br />

NEWS<br />

18 Made in Japan<br />

22 ‘Bangkok 250’ Project Launched<br />

PROJECT UPDATE<br />

26 Oneday | Pause and Forward<br />

30 Bed Station Hostel<br />

34 Little Nyonya Hotel<br />

30<br />

26<br />

<strong>ASA</strong> COMMITTEE<br />

76 Handmade Architecture<br />

CONVERSATION<br />

80 <strong>ASA</strong>’s President Interview:<br />

<strong>ASA</strong> & Chao Phraya River<br />

Promenade Project<br />

PROFESSIONAL<br />

86 Green SME Hotel<br />

HISTORY<br />

94 Colonel Jira Silpakanok Profile<br />

and Work Chapter 2/2<br />

106 DETAILS<br />

108 PRODUCT NEWS<br />

109 MATERIALS<br />

110 REVIEW<br />

112 <strong>ASA</strong> CARTOON<br />

10 <strong>ASA</strong> CONTENTS วารสารอาษา


FOREWORD<br />

ADVISORS<br />

PICHAI WONGWAISAYAWAN<br />

SMITH OBAYAWAT<br />

PONGKWAN LASSUS<br />

ASSOC. PROF. TONKAO PANIN, PH.D.<br />

ANEK THONGPIYAPOOM<br />

ASSOC. PROF. M.L. PIYALADA<br />

THAVEEPRUNGSRIPORN, PH.D.<br />

WIRAT PANTAPATKUL<br />

MAADDI THUNGPANICH<br />

MONGKON PONGANUTREE<br />

EDITOR IN CHIEF<br />

SUPITCHA TOVIVICH<br />

CONTRIBUTORS<br />

JAKSIN NOIRAIPHOOM<br />

PATTARANAN TAKKANON<br />

PIRASRI POVATONG<br />

PONN VIRULRAK<br />

NATTAWUT USAVAGOVITWONG<br />

SORAVIS NA NAGARA<br />

SUPITCHA TOVIVICH<br />

SUPREEYA WUNGPATCHARAPON<br />

WARUT DUANGKAEWKART<br />

WINYU ARDRUGSA<br />

WORARAT PATUMNAKUL<br />

XAROJ PHRAWONG<br />

SPECIAL THANKS TO<br />

BEGRAY<br />

DHAMARCHITECTS<br />

DUANGRIT BUNNAG ARCHITECT LIMITED<br />

IDIN ARCHITECTS<br />

ONION<br />

SANSIRI<br />

SITTHANA PHONGKITKAROON<br />

SPA+A ARCHITECTURE<br />

STUDIO MITI<br />

WIPAVEE KUEASIRIKUL<br />

ENGLISH TRANSLATOR<br />

TANAKANYA CHANGCHAITUM<br />

GRAPHIC DESIGNERS<br />

WILAPA KASVISET<br />

MANUSSANIT SRIRAJONGDEE<br />

VANICHA SRATHONGOIL<br />

CO-ORDINATOR<br />

KETSIREE WONGWAN<br />

THE ASSOCIATION OF SIAMESE<br />

ARCHITECTS UNDER ROYAL<br />

PATRONAGE ORGANIZES<br />

248/1 SOI SOONVIJAI 4 (SOI 17)<br />

RAMA IX RD., BANGKAPI,<br />

HUAYKWANG, BANGKOK 10310<br />

T : +66 2319 6555<br />

F : +66 2319 6419<br />

W : asa.or.th<br />

E : asaisaoffice@gmail.com<br />

PRINT<br />

FOCAL IMAGE<br />

248/1 SOI SANTINARUEMAN RD.<br />

SUKHUMVIT RD. BANGKOK 10230<br />

T : +66 2259 1523<br />

E : <strong>ASA</strong>JOURNAL@GMAIL.COM<br />

ADVERTISING DEPARTMENT<br />

T : +66 2397 0<strong>58</strong>2-3<br />

F : +66 2747 6627<br />

SUBSCRIBE TO <strong>ASA</strong> JOURNAL<br />

T : +66 2319 6555<br />

การออกแบบโรงแรมขนาดเล็ก โรงแรมขนาดใหญ่ โรงแรมแบบบูติค รีสอร์ต โฮมสเตย์<br />

โฮสเทล ฯลฯ ล้วนมีจุดประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย แนวความคิดที่แตกต่างกันออกไป สิ่งเดียวที่<br />

เหมือนกันคือ เป็นการออกแบบเพื่อรองรับการพำานักอาศัยนอกบ้านไม่ว่าจะระยะสั้นหรือระยะยาว<br />

ก็ตาม เมื่อต้องทำาหน้าที่คล้ายบ้านแต่ไม่ใช่บ้าน แนวคิดการออกแบบอาคารพักอาศัยชั่วคราว<br />

เหล่านี้จึงมีความหลากหลาย บางครั้งความอบอุ่นแบบบ้านถูกนำ ามาใช้เป็นบรรยากาศอ้างอิง บางครั้ง<br />

ความหรูหรา ความผ่อนคลาย การใกล้ชิดธรรมชาติ การผจญภัย ความเกินจริง ความโรแมนติก<br />

และแฟนตาซี เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ สภาพแวดล้อมและพื้นที่ตั้งเป็นปัจจัยหนึ่งที่มี<br />

ผลต่อรูปแบบทางสถาปัตยกรรม วารสารอาษาฉบับนี้รวบรวมผลงานการออกแบบโรมแรม รีสอร์ต<br />

โฮมสเตย์ และฮอสเทลที่น่าสนใจ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ในส่วนของคอลัมน์<br />

Theme นั้นเป็นการรีวิวโครงการที่หลากหลาย ได้แก่ โรงแรม The Naka ภูเก็ต ออกแบบ<br />

โดยบริษัท Duangrit Bunnag Architect Limited (DBALP) โรงแรมศาลาอยุธยา ออกแบบ<br />

โดย Onion โฮมสเตย์บ้านสวนจันทิตา ออกแบบโดย Studio Miti โรงแรม Escape เขาใหญ่<br />

ออกแบบโดย SPA+A Architecture และโรงแรม Lima Duva ออกแบบโดย IDIN Architects<br />

นอกจากนี้ในส่วนของ Project Update ยังเป็นการอัพเดทสั้นๆ กับโครงการที่น่าสนใจ เช่น<br />

Oneday I Pause and Forward ออกแบบโดย Begray, Bed Station Hostel ออกแบบ<br />

โดยวิภาวี เกื้อศิริกุล และสิทธนา พงษ์กิจการุณ และโรงแรม Little Nyonya ออกแบบโดย<br />

Dhamarchitects นอกจากนี้ ในคอลัมน์ Professional ยังมีบทความที่เป็นประโยชน์ ‘Green<br />

SME Hotel’ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการทำาให้โรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลางลดผลกระทบต่อ<br />

สภาพแวดล้อมและเป็นโรงแรมสีเขียวได้<br />

All small or large hotels, boutique resorts, homestays and hostels are designed<br />

to serve their own objectives, target customers and architectural concepts. However,<br />

one proposition that they all hold in common is that they were designed for either<br />

long or short term stay, creating a space that makes one feel as if they are at home,<br />

but totally not, at the same time. Therefore, design for this sort of place results in<br />

countless various styles - some drawing a home experience through a part of the<br />

design, others generating a feeling of luxury or a relaxed and natural atmosphere,<br />

or even some bringing about a sense of adventure, surreal, or romantic mood. The<br />

site and their surroundings are also an important element that directly affects the<br />

architecture style. Inside this <strong>ASA</strong> Issue ‘Stay’ one will find a lot of design works consisting<br />

of interesting hotels, resorts, homestays, and hostels in both Bangkok and other<br />

provinces. Featured as a part of ‘Theme,’ there are a lot of project reviews such as<br />

The Naka (Phuket) - designed by Duangrit Bunnag Architect Limited (DBALP), Sala<br />

Ayutthaya Hotel - designed by Onion, Baan Suan Chantita designed by Studio Miti,<br />

Escape Hotel (Khao-Yai) - designed by SPA+A Architecture, and Lima Duva Hotel -<br />

designed by IDIN Architects. Moreover, in ’Project Update,’ updates on some interesting<br />

projects such as Oneday I Pause and Forward - designed by Begray, Bed Station<br />

Hostel - designed by Wipavee Kueasirikul and Sitthana Phongkitkaroon, and Little<br />

Nyonya Hotel - designed by Dhamarchitects. Furthermore, in ‘Professional,’ is ‘Green<br />

SME Hotel,’ a useful article discussing the necessary steps that must be taken,<br />

especially by small or medium hotels, with regards to reducing the impact on nature<br />

and reaching the standard of a Green SME Hotel.<br />

12 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา


สารจากนายกสมาคม<br />

คณะกรรมการบริหารสมาคมสถาปนิกสยาม<br />

ในพระบรมราชูปถัมภ์ปี 2557 - 2559<br />

ที่ปรึกษา<br />

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์<br />

นาย สิน พงษ์หาญยุทธ<br />

นาย สถิรัตร์ ตัณฑนันทน์<br />

นาย ประภากร วทานยกุล<br />

นายกสมาคม<br />

นาย พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ<br />

อุปนายก<br />

พันตำารวจโท ดร.บัณฑิต ประดับสุข<br />

นาย อนุชา ยูสานนท์<br />

นาย ประดิชญา สิงหราช<br />

ดร. วสุ โปษยะนันทน์<br />

รศ.ดร. ต้นข้าว ปาณินท์<br />

นาย นิธิศ สถาปิตานนท์<br />

เลขาธิการ<br />

นาย ประกิต พนานุรัตน์<br />

นายทะเบียน<br />

นาวาเอกหญิง อรอุสาห์ เชียงกูล<br />

เหรัญญิก<br />

นาย ครรชิต ปุณยกนก<br />

ปฏิคม<br />

นาย ปรีชา นวประภากุล<br />

ประชาสัมพันธ์<br />

นางสาว สุรัสดา นิปริยาย<br />

กรรมการกลาง<br />

นาย ชวลิต ต้ังมิตรเจริญ<br />

นาย สุนันทพัฒน์ เฉลิมพันธ์<br />

นาวาอากาศเอก อดิสร บุญขจาย<br />

นาง วินีตา กัลยาณมิตร<br />

รศ.ดร.ม.ล. ปิยลดา ทวีปรังษีพร<br />

ดร.พร วิรุฬห์รักษ์<br />

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา<br />

นาย อดุลย์ เหรัญญะ<br />

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกอีสาน<br />

ผศ. สุรศักดิ์ โล่ห์วนิชชัย<br />

ประธานกรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ<br />

นาย วิวัฒน์ จิตนวล<br />

ประเด็นร้อนที่เป็นข่าวอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ ที่ท่านสมาชิกคงได้เห็นอยู่ในช่วง<br />

ที่ผ่านมาคือโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่นำ้าเจ้าพระยาที่รัฐบาลต้องการสร้างพื้นที่ริมนำ้าให้ประชาชน<br />

เป็นทางจักรยานและทางเดินเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ โครงการเริ่มจากเชิงสะพานพระราม 7 ลงมา<br />

ถึงสะพานพระปิ่นเกล้าเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร จุดยืนที่สมาคมสื่อออกไปคือยินดีกับที่รัฐบาล<br />

เห็นความสำาคัญของการสร้างพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสาธารณะให้ประชาชนแต่ขณะเดียวกันรูปแบบ<br />

แนวคิดที่ถูกเผยแพร่ออกมาและขั้นตอนการดำาเนินการอย่างเร่งรีบทำาให้สมาคมและภาคีสมาคม<br />

วิชาชีพมีความเป็นห่วงและได้ทำาการทักท้วงไปยังคณะอนุกรรมการและคณะทำางาน รวมทั้งชี้แจง<br />

เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตลอดจนแนะนำากระบวนการที่เหมาะสมเพื่อให้โครงการสามารถ<br />

ดำาเนินไปได้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมอย่างแท้จริง กรุณาติดตามบทสัมภาษณ์ในเล่มเพื่อเข้าใจ<br />

บทบาทที่สมาคมดำาเนินอยู่<br />

อีกเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือเรื่องของการออกพระราชบัญญัติสองฉบับที่จะมีผลกระทบ<br />

โดยตรงกับการปฏิบัติวิชาชีพของสถาปนิก คือพรบ.จัดซื้อจัดจ้างและพรบ.ควบคุมอาคาร ที่กำาลัง<br />

จะประกาศใช้ พรบ.จัดซื้อจัดจ้างเป็นการยกระดับความเข้มข้นของระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเดิมขึ้นมา<br />

เป็นระดับพระราชบัญญัติโดยมีกรมบัญชีกลางเป็นเจ้าภาพในการร่าง สมาคมก็ได้ร่วมกับกลุ่ม 4<br />

สมาคมไปให้ความคิดเห็นให้พรบ.มีกรอบที่เป็นธรรมในการจัดจ้างผู้ออกแบบและที่ปรึกษารวมไปถึง<br />

การจัดจ้างงานก่อสร้างและสมาคมจะติดตามรายละเอียดของกฎหมายลูกที่จะตามมาส่วนการปรับปรุง<br />

พรบ.ควบคุมอาคารจะมีสาระสำาคัญที่เกี่ยวกับการขออนุญาตปลูกสร้างตามมาตรา 39 ทวิที่นอก-<br />

เหนือจากวุฒิสถาปนิกแล้ว จะเปิดให้สถาปนิกที่ถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในระดับสามัญและ<br />

วิสามัญสามารถเซ็นแบบขออนุญาตได้ตามขนาดและประเภทอาคารที่กำาหนด ทั้งนี้จะต้องมีการยื่น<br />

ใบรับรองใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้เซ็นแบบโดยสภาสถาปนิกทุกครั้งที่มีการยื่นขออนุญาต<br />

ในการนี้สถาบันสถาปนิกสยามได้มีการเปิดศูนย์บริการให้คำาปรึกษากับสมาชิกเพื่อช่วยให้มีความ<br />

เข้าใจในเงื่อนไขของกฎหมายที่ถูกต้อง<br />

ผมมีความยินดีที่จะแจ้งให้สมาชิกทราบว่าสมาคมได้ประธานจัดงานสถาปนิก 2559 แล้วซึ่งก็<br />

ไม่ใช่ใครอื่นไกล ได้แก่ รศ.ดร.ต้นข้าว ปาณินท์ และรศ.ดร.ม.ล.ปิยลดา ทวีปรังษีพร เป็นประธาน<br />

จัดงานหญิงคู่และอาจารย์ทั้งสองท่านก็เป็นกรรมการบริหารของสมาคมชุดปัจจุบันด้วยและมีส่วน<br />

สำาคัญยิ่งในการจัดงานสถาปนิกมาหลายปีมากๆ แล้วซึ่งขณะนี้ก็ได้มีความก้าวหน้าในการฟอร์ม<br />

ทีมงานได้เกือบครบแล้ว ผมต้องขอขอบคุณอาจารย์ทั้งสองและทีมงานที่มาช่วยกัน และผมมั่นใจว่า<br />

งานสถาปนิกในปีหน้านี้ที่จะครบรอบ 30 ปีของการจัดงานสถาปนิกจะมีความสดใสสวยงามและ<br />

น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมานี้เลยครับ<br />

นาย พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ<br />

นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ<br />

ปี 2557-2559<br />

14 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา


Retractable Pergola System


MESSAGE<br />

FROM<br />

THE PRESIDENT<br />

EXECUTIVE COMMITTEE<br />

THE ASSOCIATION OF<br />

SIAMESE ARCHITECTS<br />

UNDER ROYAL PATRONAGE<br />

2014—2016<br />

CONSULTANTS<br />

PROFESSOR SURAPON VIRULRAK, PH.D.<br />

SINN PHONGHANYUDH<br />

SATHIRUT TANDANAND<br />

PRABHAKORN VADANYAKUL<br />

PRESIDENT<br />

PICHAI WONGWAISAYAWAN<br />

VICE PRESIDENT<br />

POL.LT.COL. BUNDIT PRADUBSUK, PH.D.<br />

ANUCHAR YUSANANDA<br />

PRADITCHYA SINGHARAJ<br />

VASU POSHYANANDANA, PH.D.<br />

ASSOC. PROF. TONKAO PANIN, PH.D.<br />

NITIS STHAPITANONDA<br />

SECRETARY GENERAL<br />

PRAKIT PHANANURATANA<br />

HONORARY REGISTRAR<br />

CAPT.ON-USAH CHIENGKUL<br />

HONORARY TREASURER<br />

KARNCHIT PUNYAKANOK<br />

SOCIAL EVENT DIRECTOR<br />

PREECHA NAVAPRAPAKUL<br />

PUBLIC RELATIONS DIRECTOR<br />

SURASSADA NIPARIYAI<br />

EXECUTIVE COMMITTEE<br />

CHAVALIT TANGMITJAROEN<br />

SUNANTAPAT CHALERMPANTH<br />

GP. CAPT. ADISORN BUNKHACHAI<br />

VINEETA KALYANAMITRA<br />

ASSOC. PROF. M.L. PIYALADA<br />

THAVEEPRUNGSRIPORN, PH.D.<br />

PONN VIRULRAK, PH.D.<br />

CHAIRMAN OF NORTHERN REGION (LANNA)<br />

ADUL HERANYA<br />

CHAIRMAN OF NORTHEASTERN REGION<br />

(ESAN)<br />

ASST. PROF. SUR<strong>ASA</strong>K LOHWANICHAI<br />

CHAIRMAN OF SOUTHERN REGION (TAKSIN)<br />

WIWAT JITNUAN<br />

One of the hottest debates to surface in the newspapers and across other media<br />

outlets these days that might have grabbed your attention is the development of the<br />

Chao Phraya riverside area. The project involves the creation of a public space with<br />

a bicycle lane and promenade that runs 7 kilometers along the river from the foot of<br />

the Rama 7 Bridge to the Pinklao Bridge. While the association’s viewpoint has been<br />

appreciative and supportive of the government’s acknowledgement of the importance of<br />

public space, concerns have been raised after the concept and procedure were released,<br />

revealing the doubtfully excessive speed of the entire process. Consequentially, the association<br />

and professional network expressed disquiet as well as proposed suggestions<br />

to the subcommittee and working committee regarding possible obstructions and<br />

dilemmas. A proper process has also been put forward in order for the project to proceed<br />

and truly benefit the public. Read the interviews featured in this issue of <strong>ASA</strong> to get a<br />

better picture of the association’s role in the matter.<br />

Another subject that requires close attention is the declaration of the Procurement<br />

Act and Building Control Act due to the great deal of impact that they will have on the<br />

practice of Thai architects. The Procurement Act, which will intensify the procurement<br />

regulations into an act, has the Comptroller General’s Department in charge of organizing<br />

the planning and overview. <strong>ASA</strong> and 4 other associations were present and provided<br />

their professional opinions with an aim to create a framework for the fair and just<br />

procurement of designers and consultants as well as contractors. The association will<br />

also look into the subordinate laws that are to follow. The revision and improvement<br />

of the Building Control Act involves gaining the permission of the construction in<br />

section 39 bis., which indicates that, in addition to chartered architects, architects<br />

holding a License for Professional Architect at both Ordinary and Extraordinary levels<br />

will be permitted to sign the permit according to the specified sizes and types of<br />

buildings. Furthermore, the submission of the architect’s License for a Professional<br />

Architect must be carried out by the Architects’ Council every time that a permission<br />

is filed. The Association of Siamese Architects has set up a service center to provide<br />

the members with necessary information regarding all the involved legal conditions.<br />

I am also very glad to inform all the members that the association has now<br />

finalized their decision regarding the selection of the Chairman of the organizing<br />

committee for the upcoming Architect Expo 2016. Associate Professor Tonkao Panin<br />

and Associate Professor M.L.Piyalada Thaveeprungsriporn were selected to serve as<br />

the co-chairwomen. I take this opportunity to express my appreciation to these<br />

two amazing architects who agreed to take on this great responsibility. With their<br />

experiences working as the association’s current committee members and helping<br />

with the organization of the event in years past, and with their teams being formed<br />

and almost complete, I am confident that 2016’s Architect Expo, which will also mark<br />

the event’s 30 th anniversary, will be just as exciting, spectacular and interesting as ever.<br />

PICHAI WONGWAISAYAWAN<br />

<strong>ASA</strong> PRESIDENT 2014-2016<br />

16 <strong>ASA</strong> EDITORIAL วารสารอาษา


NEWS<br />

MADE IN<br />

JAPAN<br />

01<br />

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 25<strong>58</strong> ที่ผ่านมากลุ่ม<br />

สถาปนิกไทยในนาม ‘MAGiC i MADE’ ได้มีการจัดสัมมนา<br />

ร่วมกับสถาปนิกชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น อาทิ ทานิจิริ<br />

มาโกะโตะ ฮาราดะ มาซาฮิโระ อาชิซาวา ริวอิชิ และฮิโรชิ<br />

กาโตะ โดยการพูดคุยกันในครั้งนี้มีคุณฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล<br />

เป็นพิธีกรดาเนินงาน ซึ่งเป็นการจัดบรรยายเชิงวิชาการ<br />

ทางด้านสถาปัตยกรรมภายใต้หัวข้อ ‘MADE IN JAPAN |<br />

The Japanese Architecture of Tomorrow’ ที่หอศิลป-<br />

วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร<br />

การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้มีผู้สนใจร่วมเข้าฟังเป็น<br />

จานวนมาก การบรรยายเริ่มจากฮิโรชิ กาโตะ สถาปนิก<br />

รุ่นใหม่ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท KATO x VICTORIA ได้มา<br />

เล่าประสบการณ์การทางานของเขา เช่น ผลงานประกวดแบบ<br />

‘Forest Tower’ ที่เป็นการออกแบบ installation art ขนาด<br />

ค่อนข้างใหญ่ ประกอบด้วยพื้นที่5 ชั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ให้คน<br />

สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับต้นไม้และธรรมชาติที่ก าลังแทรกตัว<br />

01<br />

18 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา


อยู่ในพื้นที่แต่ละชั้น และผู้คนที่ใช้พื้นที่สามารถเห็นช่อง<br />

ท้องฟ้าขณะเดินขึ้นผ่านบันไดแต่ละชั้นได้อีกด้วย สาหรับ<br />

สถาปนิกคนที่สองที่ขึ้นมาบรรยายคือ อาชิซาวา ริวอิชิ<br />

ผู้ก่อตั้งบริษัทRyuichi Ashizawa Architects ซึ่งผลงานของ<br />

เขาส่วนใหญ่เป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมรวมถึงพื้นที่<br />

ต่างๆ ที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับธรรมชาติ อาทิ<br />

‘MA of Wind’ เป็นการออกแบบบ้านที่มีความเรียบง่าย ซึ่ง<br />

บริเวณชั้นหนึ่งของบ้านถูกเปิดโล่งโดยมีตาข่ายที่ทาหน้าที่<br />

คล้าย façade ปกคลุมบ้านไว้อีกชั้นหนึ่ง และแทรกด้วย<br />

ไม้เลื้อยอยู่บนตาข่ายนั้น ทาให้เวลาผ่านไปหน้าตาของบ้าน<br />

ก็ถูกเปลี่ยนไปพร้อมๆ กับไม้เลื้อยสีเขียวที่ค่อยๆ ปกคลุม<br />

ตาข่ายและบริเวณด้านหน้าของบ้าน สถาปนิกคนต่อไปที่<br />

ขึ้นมาบรรยายคือ ฮาราดะ มาซาฮิโระ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อ-<br />

ตั้งบริษัท Mount Fuji Architects Studio ผลงานโดดเด่น<br />

ที่เขาพูดถึงคือ ‘Tree House’ ซึ่งเป็นบ้านที่ถูกออกแบบ<br />

จากลักษณะของระดับชั้นต้นไม้ ทาให้บ้านมีระดับชั้นของ<br />

หลังคาและพื้นแตกต่างกันในแต่ละส่วน นอกจากนี้หลังคา<br />

ที่ค่อยๆ บิดตัวและโค้งเป็นชั้นทาให้มีช่องแสงลอดผ่านเข้ามา<br />

ได้อย่างลงตัว ซึ่งคล้ายคลึงกับแสงที่ลอดผ่านช่องว่างของ<br />

ต้นไม้นั้นเอง สุดท้ายเป็นการบรรยายผลงานของทานิจิริ<br />

มาโกะโตะ ผลงานของเขาสะท้อนถึงความสนุกและแสดง<br />

ถึงการทดลองความคิดใหม่ๆ กับสถาปัตยกรรมและพื้นที่<br />

ต่างๆ ที่ออกแบบ เช่น ‘Café/day’ เป็นร้านคาเฟ่ติดถนน<br />

ที่ถูกออกแบบให้พื้นภายในร้านเป็นพื้นถนน โดยเชื่อมโยง<br />

กับพื้นลานจอดรถด้านนอกมาจนถึงด้านใน ทาให้ร้านนี้<br />

มีความแปลกตาแต่ยังคงรูปแบบของร้านอาหารญี่ปุ่นได้<br />

อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ในช่วงสุดท้ายของงานได้เปิดโอกาส<br />

ให้ผู้เข้าร่วมฟังได้ถาม-ตอบกับสถาปนิกทั้งสี่ท่านอย่างอิสระ<br />

นับได้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติทางสถาปัตยกรรมและ<br />

วัฒนธรรมได้อย่างเข้มข้นทีเดียว<br />

01 ภาพบรรยากาศภายในงาน<br />

สัมมนา ‘MADE IN JAPAN |<br />

The Japanese Architecture<br />

of Tomorrow’<br />

02 ภาพระหว่างการบรรยายของ<br />

อาชิซาวา ริวอิชิ<br />

03 ภาพผลงานของ ทานิจิริ<br />

มาโกะโตะ<br />

TEXT AND PHOTOS<br />

Worarat Patumnakul<br />

02<br />

On the 31 st of May 2015, a group of young Thai architects<br />

named ‘MAGiC i MADE’ welcomed a group of architects<br />

from Japan to participate in a seminar under the<br />

topic: ‘MADE IN JAPAN | The Japanese Architecture of<br />

Tomorrow’ at the Bangkok Art and Culture Centre (BACC).<br />

The participating architects included Makoto Tanijiri,<br />

Harada Masahiro, Ashizawa Ryuichi and Hiroshi Kato,<br />

with Chatpong Chuenrudeemol serving as the master<br />

of ceremonies.<br />

The first lecturer was Hiroshi Kato, the founder of<br />

KATO x VICTORIA. He talked about his work experiences<br />

such as the creation of ‘Forest Tower’ (an architecture<br />

competition project) which is a work of installation art<br />

composed within 5 storeys. The architect designed this<br />

installation to be inserted between trees, allowing for<br />

people to interact with nature while walking up through<br />

each floor. The next architect was Ashizawa Ryuichi, most<br />

of whose work is focused on designing architecture that<br />

changes simultaneously over time with nature. For example,<br />

the ‘MA of Wind’ which is a house project. the architect<br />

used a net to function as the shading façade of the house<br />

and by growing plants on the net, aspects of the house<br />

mimic the changes in nature as time passes. Another<br />

participating architect, Harada Masahiro is one of the<br />

founders of Mount Fuji Architects Studio. The outstanding<br />

project that he designed and presented was ‘Tree House,’<br />

where the architect used the layer of the tree to function<br />

as the main inspiration for designing the house, causing<br />

the level of the roof and the floor to vary from one another<br />

here and there. Furthermore, gaps in the roof bring natural<br />

light into the house in a manner reminiscent of light passing<br />

through layers of leaves, branches and trees. Last but<br />

not least, the founder of Suppose Design Office Makoto<br />

Tanijiri presented a variety of projects that showcased<br />

his enjoyable practice such as the ‘Café/day’ project located<br />

next to the car park and road. The architect designed the<br />

interior floor to be like that of a car park, thereby effectively<br />

linking the exterior and interior spaces. At the end of the<br />

seminar, a question-answer section allowed for the audience<br />

to exchange their questions and opinions toward architecture<br />

with the 4 architects.<br />

03<br />

20 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา


‘BANGKOK 250’<br />

PROJECT<br />

LAUNCHED<br />

02<br />

01<br />

ในวันที่ 12 พฤษภาคม 25<strong>58</strong> ที่ผ่านมา ศูนย์ออกแบบ<br />

และพัฒนาเมือง (UddC) ร่วมกับสานักผังเมือง กรุงเทพ-<br />

มหานคร ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว โครงการ ‘กรุงเทพฯ<br />

250’ ซึ่งเป็นโครงการฟื้นฟูเมืองกรุงเทพฯ ในวาระครบ<br />

250 ปี ที่มีเป้าหมายจะพลิกฟื้นพื้นที่เมืองชั้นในให้น่าอยู่<br />

และพัฒนาเป็นมหานครระดับโลก โดยมีนายจุมพล สาเภาพล<br />

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้เกียรติเป็นประธานในการ<br />

เปิดงาน พร้อมทั้งได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.พระพรหม-<br />

บัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย<br />

และเจ้าอาวาส วัดประยุรวงศาวาสวรวิหารมาร่วมงานเพื่อ<br />

กล่าวให้โอวาทในฐานะตัวแทนของย่านกะดีจีน-คลองสานซึ่ง<br />

เป็นพื้นที่ศึกษาของโครงการอีกด้วย<br />

ภายในงาน ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติผู้อานวยการศูนย์<br />

ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ได้นาเสนอภาพกรุงเทพฯ<br />

ในปี 2575 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นผลจากการศึกษา<br />

ด้วยวิธีบูรณาการแนวใหม่ อันประกอบไปด้วยเทคนิคการ<br />

คาดการณ์อนาคต (foresight) และการร่วมหารือกับคน<br />

หลากหลายกลุ่มในกรุงเทพฯ โดยได้ผลลัพธ์มาเป็น 10 /<br />

8 / 6 หรือ 10 เทรนด์การใช้ชีวิต / 8 ย่านใหม่ของกรุงเทพฯ<br />

/ 6 การเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพที่สาคัญ ซึ่งเป็นรายงาน<br />

เบื้องต้นของโครงการทั้งหมด อีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการ<br />

ที่บอกเล่าถึงรายละเอียด ที่มาและความสาคัญ รวมถึงสิ่งที่จะ<br />

ทาต่อไปในอนาคตภายใต้กรอบการทางานของโครงการฯ นี้<br />

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ<br />

‘กรุงเทพฯ 250: อนาคต โอกาส ความหลากหลายของ<br />

ทุกคน’ ซึ่งดาเนินรายการโดย ผศ.ดร.ไขศรี ภักดิ์สุขเจริญ<br />

หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตย-<br />

กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ดร.พันธ์ุอาจ<br />

ชัยรัตน์ผู้เชี่ยวชาญด้านการคาดการณ์อนาคตเมืองดร.คณิสร์<br />

แสงโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง<br />

คุณโตมร ศุขปรีชา คอลัมนิสต์และเจ้าของงานเขียนว่า<br />

ด้วยวิถีคนเมืองร่วมสมัย คุณธนิชา นิยมวัน นักผังเมืองและ<br />

อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง<br />

22 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา


02<br />

On 12 th May 2015, the Urban Design and Development<br />

Centre (UddC) in cooperation with the Bangkok Metropolitan<br />

Administration Department of City Planning held<br />

a press conference debuting the project ‘Bangkok 250’ –<br />

Bangkok’s grand rehabilitation project on the occasion<br />

of its 250th anniversary – which was intended to recover<br />

the inner city areas into a more livable neighborhood<br />

and to develop Bangkok into a world metropolitan city.<br />

It was a pleasure to have the deputy governor of Bangkok,<br />

Jumpol Sampaopol, serving as the guest of honor on<br />

that day together with Mahachulalongkornrajavidyalaya<br />

University’s chancellor, Prof.Dr. Phra Phrom Bundit, and<br />

the abbot of Wat Prayurawongsawat Worawihan who<br />

devoted their time to sharing a sermon as representatives<br />

of Kadee Jeen and Khlong San, the study communities<br />

within the project.<br />

At the debut, the UddC’s director Asst.Prof.Dr. Niramon<br />

Kulsrisombat presented the future image of Bangkok<br />

in 2032, 17 years from now, which displayed the results<br />

from the study using new integration strategies including<br />

foresight techniques and deliberation processes carried<br />

out with several residents in Bangkok. The final result<br />

from the initial report took on the form of the: 10 / 8 /<br />

6, otherwise known as 10 trends in the city’s lifestyle,<br />

8 new Bangkok districts, and 6 important physical changes.<br />

There was also the exhibition sharing the details behind<br />

this project from the background and statement of the<br />

problem to the future plans to be carried out for years<br />

to come under the project’s framework.<br />

Furthermore, the event also featured the ‘Bangkok<br />

250: Future, Chance and Diversity,’ a symposium moderated<br />

by Asst. Prof. Dr. Khaisri Paksukcharern, Head of<br />

the Department of Urban and Regional Planning at Chulalongkorn<br />

University, Faculty of Architecture together<br />

with the city’s strategic foresight specialist, Dr. Pun-Arj<br />

Chairatana; the real estate and city development specialist,<br />

Dr. Kanis Saengchote; the columnist and writer behind<br />

the story of the metropolitan’s contemporary lifestyle,<br />

Tomorn Sukpreecha; and the urban design and visiting<br />

lecturer at the Department of Urban and Regional<br />

Planning, Thanicha Niyomwan.<br />

01 ภาพบรรยากาศภายในงาน<br />

เปิดตัว ‘โครงการกรุงเทพฯ<br />

250’<br />

02 ภาพบรรยากาศภายในงาน<br />

การจัดเสาวนาในหัวข้อ<br />

‘กรุงเทพฯ 250: อนาคต<br />

โอกาส ความหลากหลายของ<br />

ทุกคน<br />

TEXT<br />

Worarat Patumnakul<br />

PHOTOS<br />

UddC<br />

24 <strong>ASA</strong> NEWS วารสารอาษา


PROJECT UPDATE<br />

ONEDAY | PAUSE AND<br />

FORWARD<br />

BEGRAY<br />

โครงการวันเดย์เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของกลุ่ม<br />

ผู้ประกอบการธุรกิจคาเฟ่ Casa Lapin ร้านอาหาร และ<br />

ธุรกิจที่อยู่อาศัย มารวมตัวกันนาโกดังเก่าอายุประมาณ<br />

20 ปี มาปรับปรุงใหม่ ภายใต้แนวคิด การใช้ชีวิต 1 วัน<br />

ให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งประกอบไปด้วย การพักผ่อน การรับ-<br />

ประทานอาหาร การทางาน ที่สัมพันธ์กับสโลแกนของทางร้าน<br />

‘you can live your life perfectly in Oneday’ โดยลูกค้า<br />

ที่เข้ามาในร้านจะรู้สึกเสมือนเข้ามาบ้านหลังหนึ่งที่ประกอบ<br />

ด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ ได้เเก่ Oneday | Pause and Forward<br />

(โฮสเทลและพื้นที่ทางาน), Oneday at a time (ร้านอาหาร)<br />

และ Casa lapin x26 (คาเฟ่) ซึ่งพื้นที่ของอาคารเป็นรูปทรง<br />

สี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว12x70 เมตร ผู้ออกแบบจึงก าหนดสัดส่วน<br />

ของคาเฟ่และร้านอาหารไว้ด้านหน้า และส่วนถัดมาเป็น<br />

co-working space และล็อบบี้ ซึ่งถือเป็นส่วนกลางของ<br />

โฮสเทลด้วยเช่นกัน สาหรับชั้น 2 เป็นพื้นที่ห้องพักของ<br />

โฮสเทลทั้งหมดรวมถึงห้องน้า นอกจากนี้ยังมีส่วนเพิ่มเติมที่<br />

ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจ านวนมาก ได้แก่ glasshouse<br />

และส่วนของร้านดอกไม้Wallflower ที่อยู่บริเวณด้านหน้าของ<br />

อาคาร ผู้ออกแบบต้องการให้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างเดิม<br />

ของความเป็นโกดังเก่าให้ได้มากที่สุด แต่พัฒนาออกแบบ<br />

ฟังก์ชั่นใหม่เข้าไป ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนเมือง<br />

ในปัจจุบัน<br />

01<br />

26 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา


บรษัท คนอฟ ยิปซั่ม (ประเทศไทย) จำกัด<br />

เปนผูจัดจำหนายอยางเปนทางการของผลิตภัณฑ Knauf AMF


8<br />

1<br />

2<br />

3<br />

4<br />

5<br />

6<br />

7<br />

9<br />

9<br />

10<br />

12<br />

11<br />

13<br />

FIRST FLOOR PLAN<br />

1 Flower Shop<br />

2 Terrace<br />

3 Shop<br />

4 Café<br />

5 Coffee Bar<br />

6 Corridor<br />

7 Kitchen<br />

8 Education<br />

9 Co-working Space<br />

10 Library<br />

11 Hostel<br />

12 Back Office<br />

13 Reception<br />

1 M<br />

The Oneday project began with the entrepreneurs<br />

of a café, restaurant and hotel coming together to revoke<br />

a 20-year-old factory into a new collaborative business<br />

under the slogan ‘you can live your life perfectly in Oneday.’<br />

The Oneday project is composed of different functions<br />

such as Oneday | Pause and Forward (Hotel and Co-working<br />

space), Oneday at a Time (Restaurant) and Casa Lapin<br />

x26 (Cafe). The building is of a rectangle shape of 12x70<br />

meters in size, with the cafe and restaurant situated at<br />

the front area of the overall space. The co-working space,<br />

hotel lobby and all hostel rooms are situated on the second<br />

floor. Furthermore, an added space: the glasshouse in the<br />

Oneday | Pause and Forward Hostel functions as a Wallflower<br />

(flower shop) and is situated in a welcoming fashion<br />

at the front of the building. The designer’s intention was<br />

to maintain the old structure of the factory as much as<br />

possible while adding a new design function to match<br />

with the lifestyles of people nowadays.<br />

02<br />

01-02 บรรยากาศภายใน<br />

Oneday | Pause and<br />

Forward<br />

OWNER<br />

Casa Lapin x26<br />

LOCATION<br />

Sukhumvit 26,<br />

Bangkok<br />

ARCHITECT<br />

Begray<br />

COMPLETION<br />

2014<br />

INTERIOR DESIGNER<br />

Begray<br />

STRUCTURAL ENGINEER<br />

Seri engineer<br />

SYSTEM ENGINEER<br />

Seri engineer<br />

BUILDING AREA<br />

1,500 sq.m.<br />

CONSTRUCTION COST<br />

30 Million Baht<br />

28 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา


New evolution for today and tomorrow !<br />

The alternative of architecture<br />

We provide quality and afforable<br />

products as Aluminium Composite FR<br />

Solid or Hollow anti UV / IR Coated<br />

Polycarbonate for rooing and walling<br />

INTER QUALITY CENTER Co.,Ltd<br />

Tel.02-5303644-46 Fax.02-5362277<br />

www.inter-quality.com


BED STATION HOSTEL<br />

WIPAVEE KUEASIRIKUL<br />

SITTHANA PHONGKITKAROON<br />

Bed Station เป็นโฮสเทลที่ถูกสร้างขึ้นในบริเวณใกล้เคียง<br />

กับสถานีรถไฟฟ้าราชเทวีซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองกรุงเทพ-<br />

มหานคร สถาปนิกรีโนเวทอาคารที่เป็นตึกแถวเก่าสองห้อง<br />

ให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น โดยใช้วัสดุต่างๆ ทั้งภายนอก<br />

และภายในอาคารให้สะท้อนถึงการผสมผสานของความเป็น<br />

ไทยกับอินดัสเตรียลเข้าด้วยกัน เช่น การใช้อิฐ ปูนเปลือย<br />

เหล็ก และไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ด้วยมุมมองที่สามารถเห็น<br />

ตัวอาคารได้จากบนรถไฟฟ้าและถนนเพชรบุรี ผู้ออกแบบ<br />

จึงต้องการให้ตึกมีความชัดเจนและเห็นได้จากระยะไกลแต่<br />

คงความเป็นตึกแถวเก่าอยู่ จึงออกแบบ façade ด้วยวัสดุ<br />

ประตูเหล็กยืดและมีการเลือกใช้สีดากับสีทองแดงที่สะท้อน<br />

ถึงรูปแบบของตึกแถวดั้งเดิม<br />

สาหรับทางเข้าด้านหน้าถูกปรับเปลี่ยนจากเดิมทั้งหมด<br />

โดยทุบส่วนทึบออกและเปิดมุมมองด้วยกระจก ให้คนที่ผ่าน<br />

ไปมาสามารถเห็นกิจกรรมด้านในได้ การจัดพื้นที่ชั้น 1<br />

ประกอบไปด้วยส่วนต้อนรับที่เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ส าหรับ<br />

แขกรวมถึงเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆของโฮสเทล นอกจากนี้<br />

พื้นที่อาคารเดิมของตึกแถว 2 ห้องนี้ มีด้านหน้าเป็นมุมปาด<br />

ทาให้อาคารมีรูปร่างและทิศทางที่ยากต่อการจัดวางสถาปนิก<br />

จึงแก้ปัญหาโดยการใช้เฟอร์นิเจอร์อย่างล็อคเกอร์และพื้นที่<br />

วางของให้มุมต่างๆ ที่ไม่เป็นสัดส่วนมีความลงตัวมากยิ่งขึ้น<br />

ในส่วนของโถงทางเดินในแต่ละชั้นมีการเจาะช่องแสงด้านบน<br />

และเจาะพื้น เพื่อให้แสงธรรมชาติเข้ามาสู่ส่วนกลางของ<br />

อาคารได้ ในขณะที่ห้องพักที่ประกอบด้วยเตียงจานวน 4,<br />

6 และ 8 เตียง จะมีม่านกันแสงระหว่างเตียงเพื่อเพิ่ม<br />

ความเป็นส่วนตัว<br />

01<br />

30 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา


Bed Station Hostel is located in the central heart of<br />

Bangkok within close proximity to Ratchathewi skytrain<br />

station. The architect renovated a double shophouse to<br />

function as a contemporary hostel that combines both<br />

traditional Thai as well as industrial design through the<br />

use of different kinds of materials such as brick, concrete,<br />

steel and wood. In response to the characteristics of<br />

the site of the Bed Station Hostel allowing for people to<br />

see the building from the skytrain station, the architect<br />

designed the building facade with a Thai steel door that<br />

reflects the old style of the shophouse.<br />

The front entrance was changed to be more open<br />

and translucent through the use of glass walls rather than<br />

solid walls allowing for people passing by to view activities<br />

occurring inside the hostel. Furthermore, the shape of<br />

the building is situated on a bend which increases the<br />

difficulty of arranging the circulation inside the building,<br />

a challenge the architect solved by gathering the furniture<br />

to enclose the strange space. Within the interior of the<br />

building, rays of light flow in from a hole designed to bring<br />

natural light into the space during the day.<br />

02<br />

01 โครงการเป็นการรีโนเวท<br />

ตึกแถวเก่าสองห้อง<br />

02 บรรยากาศภายใน<br />

OWNER<br />

Jarupa Sunthonpagasit<br />

LOCATION<br />

Ratchathewi, Bangkok<br />

ARCHITECTS<br />

Wipavee Kueasirikul<br />

Sitthana Phongkitkaroon<br />

COMPLETION<br />

2015<br />

INTERIOR DESIGNER<br />

Wipavee Kueasirikul,<br />

Sitthana Phongkitkaroon<br />

BRAND DESIGNER<br />

Studio Dialogue<br />

PROP DESIGNER<br />

Sister Made Style and<br />

Decoration<br />

BUILDING AREA<br />

680 sq.m.<br />

CONSTRUCTION COST<br />

13 Million Baht<br />

1 M<br />

32 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา


LITTLE NYONYA HOTEL<br />

DHAMARCHITECTS<br />

01<br />

01 รูปลักษณะทางสถาปัตยกรรม<br />

บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของครอบครัว<br />

เจ้าของโครงการที่มีสายเลือดเป็น<br />

ชาวเปอรานากัน<br />

โรงแรมลิตเติ้ลยอนย่า เป็นโรงแรมขนาด 44 ห้อง ที่<br />

ถูกสร้างขึ้นในจังหวัดภูเก็ต เจ้าของโครงการต้องการที่จะให้<br />

โรงแรมเป็นเรือนรับรอง ซึ่งบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของครอบครัว<br />

เจ้าของโครงการที่มีสายเลือดเป็นชาวเปอรานากันหรือชาวจีน<br />

ที่มาแต่งงานกับคนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่บริเวณช่องแคบมะละกา<br />

ซึ่งครอบคลุมมาถึงจังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ต สถาปนิก<br />

จึงออกแบบให้โรงแรมมีจุดเด่นในลวดลายของสถาปัตยกรรม<br />

โดยใช้อิฐที่ออกแบบให้มีลวดลายแบบแขก (Baba Block)<br />

และลวดลายแบบจีน (Nyonya Block) เพื่อสื่อถึงการผสม-<br />

ผสานกันทางสายเลือดของชาวเปอรานากัน สาหรับรูปแบบ<br />

การจัดผังพื้นที่ ภายในอาคารถูกออกแบบให้มีพื้นที่เปิดโล่ง<br />

ส่วนกลาง ซึ่งมีลักษณะเหมือนบ้านจีนที่เรียกตรงกลางบ้าน<br />

ลักษณะนี้ว่า ฉิ่มแจ้ [ 天 井 tiānjǐng] ถือเป็นการประยุกต์<br />

บ้านให้เข้ากับอาคารโคโลเนียลแบบฝรั่ง ส่วนทางเข้าออก<br />

ของโครงการมีพื้นที่อันจ ากัดที่ค่อนข้างลึกและแคบผู้ออกแบบ<br />

จึงใช้ประโยชน์จากพื้นที่แคบนี้ให้เป็นที่ว่างสีเขียวและสระ-<br />

ว่ายน้า ทาให้เสียงจากถนนด้านนอกไม่รบกวนมาถึงบริเวณ<br />

ตัวอาคาร บริเวณทางเข้าออกที่แคบนี้ยังถูกออกแบบให้มี<br />

กาเซโบหรือศาลาซึ่งมีหน้าตาแบบแขกผสมฝรั่งและขนาน<br />

ไปกับต้นหลิวที่สื่อถึงความเป็นจีนอีกด้วยการใช้วัสดุโครงสร้าง<br />

ต่างๆ ของโครงการถูกเลือกใช้วัสดุไม้เก่า รวมถึงวัสดุอื่นๆ<br />

ซึ่งเป็นของสะสมของผู้จัดการโครงการเอง ทาให้เครื่องเรือน<br />

งานตกแต่ง พื้น ประตูต่างๆ และอื่นๆ เป็นของที่นากลับมา<br />

ใช้ใหม่ได้อย่างน่าสนใจ<br />

34 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา


Little Nyonya Hotel is located in Phuket province and<br />

composed of 44 rooms. The hotel owner required that<br />

the hotel indicate the heritage of a Peranakan Chinese<br />

structure, thus, the architect created an architectural pattern<br />

that was of both an Indian (Baba Block) and Chinese<br />

(Nyonya Block) style in order to represent the owner’s<br />

mixed lineage. Furthermore, a courtyard set in the middle<br />

of the building is similar to a Chinese house and courtyard<br />

known as a ti nj ng. The entrance and route leading to<br />

the main building of the hotel is quite narrow and long,<br />

a variable which inspired the architect to design a swimming<br />

pool and green space within the area given, a design<br />

decision that further ensured that the sound of the pollution<br />

from the outside would not disturb guests in the<br />

hotel. Moreover, the route was planted with willow trees,<br />

reflecting a Chinese style while falling in line with the<br />

Gazebo that is of an Indian style. Regarding the furniture<br />

and materials, the architect used old wood and other<br />

collectible items belonging to the owner to bring character<br />

and personality into the space.<br />

OWNER<br />

Little Nyonya Hotel<br />

LOCATION<br />

Chaofah West Rd.,<br />

Phuket Town<br />

ARCHITECT<br />

Dhamarchitects<br />

COMPLETION<br />

2015<br />

INTERIOR DESIGNER<br />

Dhamarchitects<br />

LANDSCAPE ARCHITECT<br />

Dhamarchitects<br />

STRUCTURAL ENGINEER<br />

Chayutama Cheechareon<br />

SYSTEM ENGINEER<br />

Jamnan Khamkhong<br />

Saran Wongwiwat<br />

CONTRACTOR<br />

Little Nyonya Hotel<br />

BUILDING AREA<br />

3,930 sq.m.<br />

CONSTRUCTION COST<br />

85 Million Baht<br />

MASTER PLAN<br />

1 Gazebo<br />

2 Ramp<br />

3 Front Office<br />

4 Lobby<br />

5 Waiting Lounge<br />

6 Toilet<br />

7 Lounge & Library<br />

8 Gallery<br />

9 Stairs<br />

10 Lift<br />

11 Guest Room Wing<br />

12 Office<br />

12<br />

11<br />

5<br />

4<br />

9<br />

10<br />

1<br />

2 3 6<br />

7<br />

8<br />

2.5 M<br />

36 <strong>ASA</strong> PROJECT UPDATE วารสารอาษา


THE NAKA<br />

PHUKET<br />

TEXT<br />

Jaksin Noiraiphoom<br />

PHOTOS<br />

Wison Tungthunya &<br />

W Workspace<br />

PHUKET<br />

DBALP<br />

38 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


จากค่านิยมของคนในยุคปัจจุบันที่นิยมเดินทางและ<br />

ท่องเที่ยวกันมากขึ้น ส่งผลให้โครงการประเภทโรงแรมและ<br />

ที่พักเกิดขึ้นใหม่เป็นจานวนมาก เพื่อตอบสนองกับวิถีชีวิต<br />

ของผู้คนในยุคใหม่ และด้วยความที่มีโครงการประเภทนี้<br />

เกิดขึ้นเป็นจานวนมาก และทุกที่ต่างก็มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมาย<br />

ที่ใกล้เคียงกัน ทาให้แต่ละโรงแรมจาเป็นที่จะต้องหาจุดขาย<br />

เพื่อสร้างให้โครงการของตนมีความโดดเด่น แตกต่างจาก<br />

ที่อื่นๆ ซึ่งงานออกแบบสถาปัตยกรรม ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายๆ<br />

โรงแรมนิยมเลือกนามาใช้เพื่อสร้างเอกลักษณ์โดย The Naka<br />

Phuket นับเป็นหนึ่งในโรงแรมที่มีแนวคิดเช่นนั้น<br />

โครงการตั้งอยู่บนหาดขนาดเล็ก ระหว่างหาดป่าตองและ<br />

หาดกมลา บริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ต ตัวหาด<br />

มีลักษณะเป็นหาดส่วนตัว ที่มีความเงียบสงบ มีทัศนียภาพ<br />

ที่สวยงาม ทั้งน้าทะเล หาดทราย พร้อมทั้งโอบล้อมด้วยภูเขา<br />

ที่มีความเป็นธรรมชาติ ถือเป็นบริเวณที่เหมาะสาหรับสร้าง<br />

สถานที่พักผ่อนเป็นอย่างยิ่งและด้วยความที่โครงการต้องการ<br />

เจาะนักท่องเที่ยวในกลุ่มCreative class ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีก าลัง<br />

ทรัพย์ นิยมการเดินทาง ชื่นชอบศิลปะ ชอบงานออกแบบ<br />

แสวงหาแรงบันดาลใจ และมีไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว ทางเจ้าของ<br />

โครงการจึงได้เลือก บริษัท Duangrit Bunnag Architect<br />

Limited (DBALP) ผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์ในการออกแบบ<br />

โครงการลักษณะนี้จานวนมากเข้ามารับหน้าที่สร้างสรรค์<br />

สถาปัตยกรรมเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว<br />

ภายในโครงการประกอบด้วยห้องพักจานวน 94 หน่วย<br />

สร้างลดหลั่นกันไปตามแนวเนินเขา โดยในการวางผังนั้น<br />

สิ่งสาคัญที่สุดที่ผู้ออกแบบได้ค านึงถึงคือ ทิวทัศน์ ตัวอาคาร<br />

จึงได้รับการวางให้หลบมุมกันเพื่อให้ทุกหน่วยจะต้องสามารถ<br />

มองเห็นทัศนียภาพของทะเลอันดามันได้โดยไม่มีสิ่งใดบดบัง<br />

นอกจากห้องพักแล้ว ยังมีอาคารหลักอื่นๆ ได้แก่ อาคาร<br />

ล็อบบี้ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านบนของเนินเขาใกล้กับถนนทางเข้า<br />

และสามารถมองเห็นทะเลได้เช่นกัน ร้านอาหารซึ่งอยู่บน<br />

เนินเขา สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้กว้าง รวมทั้งห้อง<br />

จัดเลี้ยงและสระว่ายน้าซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลทาให้สามารถสัมผัส<br />

บรรยากาศของทะเลได้<br />

ARCHITECT<br />

Duangrit Bunnag<br />

Architect Limited<br />

(DBALP)<br />

MEMBER ID<br />

1-0131<br />

CONTRACTOR<br />

TTK<br />

BUILDING AREA<br />

30,000 SQ.M.<br />

DURATION<br />

2011-2014<br />

01<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 39


40 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา<br />

02


3<br />

6<br />

2<br />

1<br />

5<br />

7<br />

4<br />

MASTER PLAN<br />

1 Villa<br />

2 Lobby<br />

3 Spa<br />

4 Restaurant<br />

5 Wedding Chapel<br />

6 Transformer Generator<br />

7 Swimming Pool<br />

จากความต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายของโครงการ ซึ่ง<br />

เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบศิลปะและงานออกแบบ ทางทีมสถาปนิก<br />

จึงมีแนวคิดที่จะสร้างตัวสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงาม<br />

อันเป็นเอกลักษณ์ เสมือนเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง แนวคิด<br />

ดังกล่าวนามาสู่การออกแบบอาคารที่มีการใช้เส้นสายที่<br />

เรียบง่าย ด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมแบบเรขาคณิต ที่มีกลิ่นอาย<br />

ของความเป็นโมเดิร์น ส่วนที่ถือเป็นไฮไลท์ของโรงแรมแห่งนี้<br />

นั่นคือ ส่วนของห้องพัก ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็น pool<br />

villa ซึ่งแต่ละห้องจะมีสระน้ าในตัว โดยแบ่งเป็นห้องประเภท<br />

1 ห้องนอน 2 ห้องนอน และ 3 ห้องนอน และด้วยความที่<br />

ส่วนนี้ถือเป็นหัวใจของโรงแรม ทางทีมสถาปนิกได้ออกแบบ<br />

ให้ส่วนของห้องพักนี้มีลักษณะพิเศษ ที่มีเอกลักษณ์แตกต่าง<br />

จากที่อื่นๆ โดยเพิ่มส่วนของห้องที่ยื่นออกไปในอากาศช่วย<br />

เพิ่มสีสันและความน่าตื่นเต้นให้กับตัวอาคาร<br />

01 โถงต้อนรับตั้งอยู่ด้านบนของ<br />

เนินเขา ใกล้กับถนนทางเข้า มอง<br />

เห็นทิวทัศน์ทะเล<br />

02 ส่วนของห้องนอนที่ยื่นออกมา<br />

จากตัวอาคาร ช่วยสร้างความรู้สึก<br />

ตื่นเต้น เพิ่มความน่าสนใจให้กับ<br />

การพักผ่อนในโรงแรมแห่งนี้<br />

5 M<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 41


03<br />

03 บรรยากาศภายในห้องพักแบบ<br />

pool villa ซึ่งทุกห้องมีสระว่ายน้ำา<br />

ส่วนตัวที่มองเห็นทิวทัศน์ทะเล<br />

<strong>04</strong> ส่วนร้านอาหารได้รับการตกแต่ง<br />

ด้วยไม้ ช่วยลดทอนความแข็งของ<br />

ตัวอาคาร ทำาให้รู้สึกถึงความเป็น<br />

ธรรมชาติมากยิ่งขึ้น<br />

“ตรงส่วนห้องนอนออกแบบให้เป็นกล่องกระจกเพื่อให้<br />

เห็นวิวโดยรอบ และเพื่อเพิ่มความตื่นเต้นเลยยื่นโครงสร้าง<br />

ออกมา เวลาอยู่ด้านในจะให้ความรู้สึกเหมือนลอยอยู่ใน<br />

ทะเล” สรัญญา ศรีสกุลไชยรัก หัวหน้าทีมสถาปนิก กล่าวถึง<br />

การออกแบบห้องพักแบบ pool villa ห้องพักทุกห้องยังถูก<br />

ออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัว โดยใช้กาแพงเป็นตัวกั้นและ<br />

บังคับมุมมอง ภายในห้องพักประกอบด้วยพื้นที่ใช้สอยต่างๆ<br />

ทั้ง ห้องนั่งเล่น ห้องน้า ห้องอาบน้า และระเบียงริมสระน้า<br />

สาหรับชมทิวทัศน์ภายนอก ซึ่งทุกสัดส่วนมีการตกแต่งอย่าง<br />

เรียบง่าย วัสดุที่เลือกนามาใช้ในโครงการส่วนใหญ่เป็นวัสดุ<br />

สมัยใหม่ ทั้งคอนกรีตและปูนในส่วนของผนังอาคาร ผสาน<br />

กับการใช้เหล็กในส่วนของโครงสร้างบางส่วน และกระจก<br />

ในส่วนของช่องเปิด นอกจากนี้ยังมีการนาวัสดุธรรมชาติ<br />

อย่างเช่น ไม้ เข้ามาใช้ในบางส่วน เช่น ใช้กรุบริเวณโครงสร้าง<br />

ของอาคารล็อบบี้ ร้านอาหาร และผนังระบายอากาศของ<br />

ห้องจัดเลี้ยง รวมทั้งผนังบางส่วนของห้องพัก เพื่อเพิ่มความ<br />

นุ่มนวลและความเป็นธรรมชาติ ไม่ให้ตัวอาคารดูแข็งและ<br />

เรียบง่ายจนเกินไป<br />

ทางด้านงานภูมิสถาปัตยกรรม มีการออกแบบพื้นที่<br />

ระหว่างอาคาร โดยเก็บต้นไม้เดิมไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้<br />

เหมือนตัวอาคารแทรกอยู่ท่ามกลางธรรมชาติพืชพันธุ์สีเขียว<br />

เช่น หญ้า และไม้พุ่มขนาดเล็ก ถูกสอดแทรกไว้ในบริเวณ<br />

ที่ว่างระหว่างอาคารอย่างเป็นจังหวะ สีเขียวของพืชพันธุ์<br />

ช่วยขับเน้นให้ตัวอาคารที่ค่อนข้างเรียบมีความโดดเด่นมาก<br />

ยิ่งขึ้น ด้วยบรรยากาศที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของธรรมชาติรอบข้าง<br />

ผสานกับการใช้สถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือสาหรับสร้าง<br />

ภาพลักษณ์อันน่าจดจาให้กับตัวโครงการ ซึ่งก็นามาใช้ได้<br />

อย่างถูกที่ถูกเวลา และเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ช่วยเติม<br />

เต็มสีสันและสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กับผู้ที่<br />

เข้ามาพักได้เป็นอย่างดี ทาให้ The Naka Phuket แห่งนี้<br />

ได้กลายเป็นจุดหมายแห่งใหม่ สาหรับบรรดานักเดินทางใน<br />

ยุคปัจจุบัน ที่มุ่งแสวงหาแรงบันดาลใจและความท้าทาย<br />

ให้กับชีวิต<br />

42 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


People today are increasingly valuing travel and<br />

tourism, hence hotels and resort projects emerging in<br />

large numbers. In order to meet the modern lifestyle<br />

demands, as well as having to compete with a vast<br />

number of hotels and resorts where all are targeting a<br />

similar group of customers, each hotel must, therefore,<br />

find a striking differentiator for their project to stand<br />

out. Establishing their identity through architectural<br />

designs is one of the ways to stand out from the other<br />

projects, and The Naka Phuket is one of the hotels that<br />

had adopted this concept.<br />

The project is located on a small beach between<br />

Patong and Kamala beaches at Phuket's west coast.<br />

The beach is a quiet, private beach with picturesque<br />

views of the sea and beaches surrounded by mountains.<br />

The setting within nature is ideal as a relaxation spot.<br />

With that and the intention of targeting the creative<br />

class group of tourists – those who have the ability to<br />

spend, value traveling, are enthusiastic about the arts<br />

and design, draw inspiration from travels and nature,<br />

and have their own distinct lifestyles – the project's<br />

owners have then selected the experienced Duangrit<br />

Bunnag Architect Limited (DBALP) to fulfill the architectural<br />

duties for this project.<br />

The project is comprised of 94 units built along the<br />

rolling hills. In designing the layout, the most important<br />

factor considered was the view of nature; all units are<br />

at an angle where there is unobstructed scenery of the<br />

Andaman Sea. Besides the rooms, other main buildings<br />

include a lobby located on top of a hill near the entrance<br />

overlooking the sea, the restaurant located on a hill as<br />

well as overlooking wide views of nature, and the banquet<br />

hall and swimming pool situated by the sea making it<br />

possible to experience the beach atmosphere.<br />

Considering the project's need to target arts and<br />

design enthusiasts, the group of architects came up<br />

with the concept of creating an art-like architecture<br />

with a unique design and sense of beauty. The initiative<br />

led to the design of the building with the use of simple<br />

lines and geometric squares that give a touch of modernity.<br />

The highlight of this hotel would be the rooms that<br />

have been designed into one-bedroom, two-bedroom,<br />

and 3-bedroom pool villas, each with their own private<br />

pool. As this section is considered to be the heart of<br />

the hotel, the team of architects have developed a special<br />

design that is uniquely different from other hotels. By<br />

adding a section of the room that extends out into the<br />

air, the team has succeeded in adding color and excitement<br />

to the building itself.<br />

"The bedroom was designed as a glass box in order<br />

for the surrounding views to be visible and, to add to<br />

the excitement, we have extended the structure out,<br />

so that when inside it, it feels like you are floating on<br />

the sea," says Saranya Srisakulchairak, the head of the<br />

team of architects, regarding the designs of the pool<br />

villas. All rooms have also been designed with the utmost<br />

privacy, using walls as barriers and focused perspectives.<br />

The rooms include a living area, bathroom, shower room,<br />

and balcony by the pool, all of which have been designed<br />

with simplicity. Selected materials<br />

used in the project are mostly modern materials, including<br />

concrete and cement for the walls, combined with the<br />

use of steel in certain structural parts and glass for the<br />

openings. Natural materials like wood paneling have<br />

also been used in some areas, such as the structure of<br />

the lobby building, restaurants, wall ventilation for the<br />

banquet hall and some parts of the villas, in order to<br />

add variety and a natural soft touch to the buildings.<br />

As for the architectural landscape, the design<br />

has been aimed at keeping the preexisting trees as<br />

undisturbed as possible, so that the building structures<br />

are surrounded by nature. Greenery such as grass and<br />

small shrubs have also been positioned nicely between<br />

buildings, providing a striking contrast to the simple<br />

building designs. The unique charm of the natural<br />

surroundings combined with the use of architecture as<br />

a tool for creating a memorable image for the project<br />

-- all executed at the right place and at the right time<br />

as well as being appropriate for the target group -- has<br />

helped to enhance one’s stay here by filling the time<br />

spent with colorful and memorable experiences for<br />

those who visit and stay at the Naka Phuket, making it<br />

a new destination for the modern travelers in search of<br />

inspiration and challenges in life.<br />

จักรสิน น้อยไร่ภูมิ<br />

จักรสิน น้อยไร่ภูมิ หรือ ‘อ.แมลงภู่’<br />

จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม<br />

จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์<br />

มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันเป็น<br />

อาจารย์ประจำาอยู่ที่คณะสถาปัตย-<br />

กรรมศาสตร์และการออกแบบ<br />

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล<br />

รัตนโกสินทร์ ศาลายา ควบคู่ไปกับ<br />

การเป็นสถาปนิกและนักเขียนอิสระ<br />

มีผลงานเขียนปรากฏตามนิตยสาร<br />

วารสาร และเวบไซต์ทางด้านการ<br />

ออกแบบอยู่อย่างต่อเนื่อง<br />

<strong>04</strong><br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 43


SALA<br />

AYUTTHAYA<br />

TEXT<br />

Winyu Ardrugsa<br />

PHOTOS<br />

Wison Tungthunya &<br />

W Workspace<br />

AYUTTHAYA<br />

ONION<br />

01<br />

46 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


ARCHITECT<br />

Onion<br />

MEMBER ID<br />

0-7569<br />

CONTRACTOR<br />

Firm<br />

BUILDING AREA<br />

2,150 SQ.M.<br />

DURATION<br />

2011-2014<br />

01 โรงแรมศาลาอยุธยามีแนวคิด<br />

ในการออกแบบ รวมถึงการใช้วัสดุ<br />

และสี อ้างอิงจากวัดพุทไธศวรรย์<br />

ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา<br />

การออกแบบงานสถาปัตยกรรมบนพื้นที่ซึ่งมีบริบทเป็น<br />

โบราณสถานอันทรงคุณค่านั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายสถาปนิก<br />

อยู่ไม่น้อย ด้วยไม่เพียงเป็นโจทย์ด้านการสร้างสรรค์รูปแบบ<br />

ทางสถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นโจทย์ในมิติทางประวัติศาสตร์<br />

และสภาวะร่วมสมัยของย่านนั้นๆด้วย ในที่นี้โครงการโรงแรม<br />

ศาลาอยุธยา ซึ่งตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับวัดพุทไธศวรรย์ โบราณ-<br />

สถานสาคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นตัวอย่าง<br />

โครงการที่มีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรม<br />

เก่าและใหม่ได้อย่างน่าสนใจ<br />

โรงแรมศาลาอยุธยา ได้รับการออกแบบโดยสานักงาน<br />

ออกแบบ Onion โดยเป็นบูติกโฮเต็ลขนาด 26 ห้อง และ<br />

มีพื้นที่ประมาณ 3,500 ตารางเมตร ตัวโครงการตั้งอยู่<br />

บนที่ดินรูปตัวแอลซึ่งมีขนาดราว 1.43 ไร่ ทางฝั่งเหนือ<br />

ของแม่น้าเจ้าพระยา โดยตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดพุทไธศวรรย์<br />

พอดี ซึ่งสถาปนิกได้อธิบายถึงแนวคิดการเชื่อมโยงกับตัว<br />

โบราณสถานว่า “วัดนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอู่ทอง<br />

ด้วยความที่วัดอยู่ตรงข้ามกับไซท์เราจึงมีแนวคิดอยากดึงเอา<br />

วัสดุที่เป็นอิฐของวัดกลับมาใช้ กับอีกเรื่องหนึ่งเป็นการย่อ<br />

มุมของตัวพระปรางค์ เราดึงเอา 2 องค์ประกอบนี้กลับมา<br />

ใช้ที่ตัวโครงการ”<br />

การเข้าถึงตัวโรงแรมสามารถทาได้จากถนนอู่ทอง ซึ่ง<br />

เป็นถนนสายหลักที่วิ่งรอบตัวเกาะอยุธยาและยังเป็นถนน<br />

ท่องเที่ยวในตัวเมืองเก่าที่มีความคึกคักเป็นพิเศษในกรณีนี้<br />

นอกจากวัดพุทไธศวรรย์แล้ว ชุมชนที่แวดล้อมก็ถือเป็นบริบท<br />

สาคัญในการออกแบบด้วย ตรงจุดนี้สถาปนิกอธิบายว่า“จาก<br />

ทางเข้าที่เป็นถนนอู่ทอง แนวคิดคือเมื่อมองจากถนน ตัว<br />

โรงแรมจะเป็นเหมือนกล่อง อยากให้มีความกลมกลืนและ<br />

แตกต่างกับบริบท ตัวอิฐน่าจะกลมกลืนไปกับความเป็นอยุธยา<br />

เอง แต่ตัวรูปทรงจะต่างจากบริบท” สถาปนิกออกแบบให้<br />

ด้านหน้าโครงการปรากฏเป็นกาแพงอิฐสูงประมาณ 8 เมตร<br />

และเปิดเน้นให้มีช่องประตูเข้าสู่ภายในที่บริเวณมุมกาแพง<br />

เท่านั้น ความใหญ่โตและความเรียบของผืนกาแพงเป็นสิ่งที่<br />

ดูขัดแย้งกับองค์ประกอบต่างๆ บนถนนอู่ทอง แต่ตัววัสดุ<br />

ซึ่งเป็นอิฐสีส้มเป็นวัสดุที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามโบราณ-<br />

สถานต่างๆ ในอยุธยา รวมทั้งในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์<br />

ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวโครงการนัก<br />

Designing architecture on historical sites always<br />

poses the architect with a challenge, as it requires not<br />

only consideration for the architectural proposition but<br />

also the historical context and contemporary life within<br />

the site. The Sala Ayutthaya project situated on a site<br />

just opposite to Wat Putthaisawan, a significant historical<br />

site in Ayutthaya province, is an excellent model of such,<br />

expressing an interesting combination of new and old<br />

architectural styles.<br />

Sala Ayutthaya, a 26-room-boutique hotel comprising<br />

a space of 3,500 square meters situated on an L-shaped<br />

area of land running along 2,288 square meters of the<br />

north side of the Chao Phraya River sits directly opposite<br />

to Wat Putthaisawan. The site’s designer, Onion Architects<br />

described that “a temple built during the period of<br />

Somdet Phra Chao Uthong sat opposite to our site, so<br />

we had to come up with a concept to appropriate their<br />

forms - brick and Yor-Mum [a technique in which angles<br />

within steps are reduced, especially at the corners,<br />

allowing for a square shape to facilitate multiple angles]<br />

into our design.<br />

The hotel can be approached from U-thong Rd.,<br />

a paved thoroughfare that runs around Kor Ayutthaya<br />

and is home to the most bustling traffic in the province.<br />

Furthermore, in addition to the architectural style of<br />

Wat Putthaisawan, the neighborhood around the site<br />

also affects the hotel’s design. Regarding this point, the<br />

architect described that, “If you look at the hotel from<br />

U-thong Rd., it looks a little boxy. So, this became our<br />

concept, we wanted the structure to blend in and<br />

stand out from the surroundings at the same time. It<br />

will create a sense of contrast with its shape but still<br />

merge with the surroundings due to its brick material<br />

that represents the Ayutthaya style.” They built the<br />

huge, 8-meter-high façade to have one entrance only,<br />

situated at the front corner. Their huge and simple<br />

form causes them to feel separated from the environment,<br />

but not for their brick material that we commonly<br />

see at many historical sites in Ayutthaya as well as<br />

within Somdet Phra Srinagarindra Park nearby the<br />

project site.<br />

The elements that hide behind the big façade include<br />

a series of spaces placed to lead one to the riverfront.<br />

The reception itself is small and connected to a gallery<br />

by a few stave steps. A large wooden gate opens to<br />

the main corridor which, flanked by a high brick wall<br />

and open to the sky, leads us to the restaurant, accommodations<br />

and the riverfront area opposite Wat Putthaisawan.<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 47


สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังกาแพงอิฐขนาดใหญ่นี้ คือลาดับของ<br />

ที่ว่างเล็กและใหญ่ ซึ่งถูกจัดวางสลับกันจนนาเราไปสู่พื้นที่<br />

ริมน้า โดยส่วนต้อนรับนั้นมีขนาดกะทัดรัดและมีความสูง<br />

ไม่มากนัก พื้นที่ส่วนนี้สามารถขยายตัวซ้อนทับไปกับส่วน<br />

double space ของหอศิลป์ขนาดย่อมที่อยู่ติดกันได้ จาก<br />

พื้นที่ในส่วนหน้าซึ่งเป็นทั้งล็อบบี้และแกลลอรี่ประตูบานไม้<br />

เก่าขนาดใหญ่ได้เปิดเข้าสู่แนวทางเดินซึ่งถูกขนาบด้วยก าแพง<br />

อิฐโค้งที่เปิดโล่งสู่ท้องฟ้า ทางสัญจรหลักนี้นาเราไปสู่อาคาร<br />

ร้านอาหารและที่พัก ซึ่งเมื่อเดินลอดต่อไปก็จะพบกับพื้นที่<br />

เปิดริมแม่น้าเจ้าพระยาและวัดพุทไธศวรรย์ พื้นที่ในส่วน<br />

ต่างๆ ที่ลาดับมานี้แม้จะมีรูปแบบที่แตกต่างและแยกออก<br />

จากชุมชนโดยรอบ แต่ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลที่มี<br />

ความเป็นสาธารณะมากพอสมควร<br />

พื้นที่ทางเดินหลักของโครงการซึ่งเชื่อมระหว่างหอศิลป์<br />

และส่วนร้านอาหารนั้นถือเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับการออกแบบ<br />

เป็นพิเศษ โดยมีลักษณะเป็นแนวก าแพงอิฐโค้งที่เรียงต่อๆกัน<br />

ไปทั้งด้านซ้ายและขวา ส่วนสันของกาแพงทั้งสองข้างนั้น<br />

วิ่งขึ้นลงแบบอสมมาตร ด้วยรูปทรงที่แลดูไม่สมบูรณ์ทางเดิน<br />

ตรงกลางนี้จึงสร้างบรรยากาศคล้ายกับการเดินในพื้นที่ของ<br />

โบราณสถานอยู่พอสมควร นอกจากนี้รูปทรงของชุดกาแพง<br />

นี้จะทาให้เกิดเงาที่มีความโค้งและมีมุมที่แนวโค้งวิ่งมาบรรจบกัน<br />

ซึ่งสถาปนิกอธิบายว่า “ช่วงที่เราออกแบบ เราไม่ได้สนใจ<br />

รูปทรงของตัวกาแพงมากนัก แต่เราสนใจเงาที่เกิดขึ้นมาที่<br />

ผนัง ซึ่งแต่ละช่วงของเวลาเงาจะทอดลงมาที่ตรงทางเดิน<br />

ไม่เหมือนกัน ซึ่งเงาอันนี้จะเป็นเงาที่มีความโค้งและความ<br />

แหลมเพราะว่าตรงผนังจะมีทั้งความโค้งและความแหลม<br />

โดยเราถอดออกมาจากลายไทย ซึ่งจะไม่ใช่ลายไทยแบบเดิม<br />

แต่เราแค่เอาองค์ประกอบโค้งกับมุมเข้ามาใช้” สาหรับช่วง<br />

เวลากลางคืนนั้น แสงไฟที่ส่องผ่านผิวน้าในกระถางแก้วที่<br />

โคนกาแพงจะเป็นตัวสร้างบรรยากาศผ่านลายของแสงและเงา<br />

ที่เคลื่อนไหวคล้ายแสงเทียนบนพื้นผิวกาแพงอิฐ<br />

สาหรับส่วนของอาคารห้องพักที่มีความเป็นส่วนตัว<br />

มากขึ้นนั้น สถาปนิกออกแบบให้เป็นกลุ่มอาคารที่มีลักษณะ<br />

คล้ายบ้านทรงจั่วมาวางเรียงต่อกัน ซึ่งอาคารแต่ละหลังมี<br />

รูปทรงค่อนข้างชัดเจนแตกต่างจากกาแพงโค้งบนแนวทาง<br />

เดินหลัก โดยผู้ออกแบบอธิบายว่า “ถ้าเรามองในผังรวม<br />

ตัวโครงการจะเกิดจากบ้านซึ่งมาประกอบกันเข้า 12 หลัง<br />

เป็นบ้านเล็กๆ มาต่อกัน เราไม่อยากให้มันเป็นตึกใหญ่ แต่<br />

อยากให้สเกลเล็กลง ให้เหมือนมาพักผ่อนในบ้าน” สถาปนิก<br />

วางผังให้ที่พักกระจายออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ในส่วนแรก<br />

เป็นบริเวณด้านข้างของแนวทางเดิน ซึ่งเป็นกลุ่มบ้านที่ล้อม<br />

ลานต้นไม้และสระน้าไว้ ในขณะที่กลุ่มบ้านพักอีกกลุ่มหนึ่ง<br />

ถูกวางขนานไปกับแม่น้า เช่นเดียวกับกาแพงอิฐสีส้มซึ่ง<br />

อ้างอิงจากโบราณสถานที่ฝั่งตรงข้ามสีขาวซึ่งถูกใช้เป็นสีหลัก<br />

ของกลุ่มอาคารที่พักนี้เกิดจากการเชื่อมโยงกับตัวพระปรางค์<br />

ของวัดพุทไธศวรรย์ซึ่งมีสีขาวเช่นกัน<br />

นอกจากแนวคิดเรื่องลักษณะลายไทยแล้ว การย่อมุม<br />

ก็เป็นอีกลักษณะเฉพาะที่สถาปนิกได้นามาทดลองใช้ในจุด<br />

ต่างๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มอาคารที่พัก ซึ่งเห็นได้ชัดในส่วน<br />

ของสระน้าซึ่งมีผังย่อมุมเป็นขั้นบันไดในส่วนของลานต้นไม้<br />

การย่อมุมถูกนามาใช้กับการเรียงอิฐบนพื้นหรือบริเวณก าแพง<br />

บางส่วนก็มีการซ้อนกันของระนาบในลักษณะของการย่อมุม<br />

ให้เกิดเป็นเวิ้งที่นั่งพักผ่อ นอกจากนี้เฟอร์นิเจอร์เครื่องนอน<br />

และลวดลายสิ่งของต่างๆ ภายในห้องพักก็มีลักษณะร่วม<br />

ดังกล่าวด้วยเช่นกัน<br />

48 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


02 ทางเดินหลักของโครงการถูก<br />

ขนาบด้วยกำาแพงอิฐที่ก่อให้เกิด<br />

เงาโค้งและมุมแหลม อันเป็นลักษณะ<br />

ของลายไทยตามแนวคิดของ<br />

สถาปนิก<br />

The main corridor connecting the reception area<br />

and waterfront is exquisitely designed. Its curving brick<br />

wall with asymmetrical ridge causes the corridor to<br />

seem unfinished and gives off a sense of a faux historical<br />

experience. Moreover, due to its asymmetrical shape,<br />

it also generates complex shade patterns and forms.<br />

“Actually, during the design process, we did not give<br />

much regard to the idea of its shape, but we considered<br />

that the shade would appear upon the wall’s surface,<br />

transforming into various shapes depending upon the<br />

period of time. We drew this from traditional Thai art<br />

forms but not completely, just some elements. At night,<br />

the light that is emitted and reflected through the tiny<br />

pots simulates a kind of candlelight experience,” described<br />

the architect.<br />

16<br />

15 14<br />

13<br />

2ND FLOOR PLAN<br />

6<br />

5<br />

4<br />

2<br />

3<br />

7<br />

8<br />

02<br />

1 13<br />

12<br />

11<br />

10<br />

1ST FLOOR PLAN<br />

9<br />

1 Reception<br />

2 Gallery<br />

3 Main Hall<br />

4 Swimming Pool<br />

5 Hall 2<br />

6 Court<br />

7 Hall 3<br />

8 River Deck<br />

9 Deck<br />

10 Restaurant<br />

11 Pantry<br />

12 Kitchen<br />

13 Office<br />

14 Office 2<br />

15 Laundry<br />

16 Spa<br />

2 M<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 49


50 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา<br />

03


สาหรับพื้นที่ริมแม่น้าซึ่งมักได้รับผลกระทบจากระดับ<br />

น้าที่ขึ้นสูงอยู่เป็นประจา สถาปนิกได้พยายามออกแบบเพื่อ<br />

รองรับปัญหาดังกล่าว แต่หลีกเลี่ยงการทาแนวสันเขื่อน<br />

แบบตรงไปตรงมา สถาปนิกอธิบายว่า “เราอยากให้เวลา<br />

น้าขึ้นน้าลงมันเข้ามาในไซท์เราได้ ถ้าเราขีดกั้นขอบเขตไซท์<br />

ของเรา แนวของน้าจากแม่น้าก็จะเป็นเส้นตรง แต่ถ้าเราทาเป็น<br />

บันไดขึ้นลง น้าจะกินเข้ามาในไซท์เป็นฟอร์มต่างๆ ขึ้นอยู่กับ<br />

น้าขึ้นน้าลง” จากแนวคิดนี้ชุดบันไดจึงถูกวางในจุดต่างๆ<br />

ในลักษณะของ stepwell ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับการ<br />

ใช้งาน บ้างก็เชื่อมต่อกับระเบียงหน้าห้องพัก บ้างก็เชื่อมต่อ<br />

กับลานหน้าร้านอาหาร และบ้างก็เชื่อมต่อกับบาร์ริมน้า แนว<br />

ของชุดบันไดและระดับความสูงที่ต่างกันของบันไดในบริเวณนี้<br />

ได้ทาให้ขอบเขตของโครงการและกิจกรรมริมน้ามีความ<br />

ยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงไปตามระดับน้าที่อาจขึ้นสูงและ<br />

ลดลงในสถานการณ์ต่างๆ<br />

ทาเลที่ตั้งซึ่งมีความใกล้ชิดกับสถานที่ส าคัญทางประวัติ-<br />

ศาสตร์ เป็นเหตุผลสาคัญของการพัฒนาโครงการประเภท<br />

บูติกโฮเต็ลให้เกิดขึ้น ในโจทย์ลักษณะนี้สถาปนิกย่อมไม่<br />

สามารถปฏิเสธการสร้างความเชื่อมโยงกับสถานที่ดังกล่าว<br />

ได้ อย่างไรก็ตามสาหรับโครงการโรงแรมศาลาอยุธยา สถาปนิก<br />

ผู้ออกแบบได้นาเสนอการจัดพื้นที่ กาหนดรูปแบบ และ<br />

สร้างรายละเอียดต่างๆ ที่สะท้อนความสัมพันธ์นี้ออกมา<br />

อย่างลึกซึ้งและมีนัยยะสาคัญ ในมิติทางประวัติศาสตร์<br />

งานสถาปัตยกรรมที่ได้รับการปลูกสร้างขึ้นมีความสอดคล้อง<br />

อย่างเฉพาะเจาะจงกับที่ตั้ง ขณะเดียวกันก็เป็นองค์ประกอบ<br />

ร่วมสมัยซึ่งมีเรื่องราวที่แตกต่างออกไปด้วย<br />

03 การย่อมุมเป็นอีกลักษณะ<br />

อันโดดเด่นจากตัวโบราณสถาน<br />

ซึ่งสถาปนิกได้นำ ามาใช้กับการ<br />

ออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งรวม<br />

ถึงสระน้ำาในโครงการ<br />

<strong>04</strong> บรรยากาศภายในห้องพัก ซึ่ง<br />

กำาแพงอิฐยังเป็นองค์ประกอบ<br />

สำาคัญในสร้างความเชื่อมโยง<br />

ระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก<br />

In terms of the accommodations, which require more<br />

privacy, the rooms were designed as a group of gablefront<br />

houses that contrast with the main corridor’s wall.<br />

As the architect described, “If we look at the overall plan,<br />

you’ll find that our project was a group of 12 buildings.<br />

We didn’t want to design it to be a large-scale building;<br />

instead, our aim was to create small houses in order to<br />

provide a more relaxing atmosphere.” The architect divided<br />

the accommodations into 2 zones. The first, comprising<br />

the area nearby the main corridor, includes a group of<br />

buildings around the swimming pool and a garden and<br />

the second was placed parallel to the waterfront. Similar<br />

to the use of brick that draws reference to the historical<br />

site material, the white color also draws connection to<br />

Phra Prang of Wat Putthaisawan as well.<br />

Still, besides the patterns taken from traditional Thai<br />

art forms, Yor - Mum (Indented Corner) is another technique<br />

that the architect has applied to the architecture, especially<br />

in the accommodation zone, such as the stave that surrounds<br />

the pool and garden areas. In the case of the garden,<br />

the architect has decorated the platform and the wall<br />

with the Yor - Mum pattern in order to create space for<br />

the rest areas. Moreover, the furniture, bedding and<br />

some accessories further incorporate the Yor - Mum<br />

pattern as well.<br />

As the waterfront area is always affected by the<br />

unstable water level; therefore, the architect tended<br />

to design the waterfront zone to address the issue<br />

through means other than the construction of a large<br />

dam. As the architect described, “We tried to ensure<br />

that the water could flow into our area, so if we build<br />

a dam, thus its linear form, the water contour will be<br />

in linear form too. We thought rather to design it like<br />

a series of multiple staircases that allow for the water<br />

to flow naturally.” Following this concept, several staircases<br />

were placed at the site of the accommodation,<br />

restaurant and waterfront bar depending upon necessity.<br />

Due to the varying designs of the staircases, activities<br />

on the waterfront area remains flexible and always<br />

open to change.<br />

The main factor influencing this boutique hotel is<br />

its location nearby to a historical site. Accordingly, the<br />

architect couldn’t avoid considering and respecting<br />

the renovations relationship to the prior site. However,<br />

in this case, Sala Ayutthaya was also designed with a<br />

high regard for spatial organization, its forms and even<br />

details representing the historical character effectively.<br />

Thus, Sala Ayutthaya seems to harmonize with the prior<br />

context while evolving into a contemporary identity.<br />

ดร. วิญญู อาจรักษา<br />

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์<br />

และการผังเมือง มหาวิทยาลัย<br />

ธรรมศาสตร์<br />

<strong>04</strong><br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 51


QTC GROUP<br />

SHOW DC RAMA 9<br />

BIM<br />

BUILDING<br />

INFORMATION<br />

MODELING<br />

คุณธิติวัฒน์ เงินนำโชคธนรัตน์<br />

BIM


BIM<br />

BIM<br />

BIM<br />

ZPELL RANGSIT<br />

คุณธิติวัฒน์เงินนำโชคธนรัตน์ ประธำนเจ้ำหน้ำที่<br />

บริหำร บริษัท QTC GROUP เล่าถึงบริษัทฯว่า QTC<br />

GROUP เปิดดาเนินการมาแล้ว 15 ปี โดยเป็นผู้ให้บริการ<br />

งานวิศวกรรมระบบต่างๆ อาทิ ระบบไฟฟ้าและระบบ<br />

สื่อสาร ระบบปรับอากาศและระบบระบายอากาศ ระบบ<br />

สุขาภิบาลและระบบป้องกันอัคคีภัย (MEP) มีลูกค้าทั้ง<br />

หน่วยงานภาครัฐและเอกชน และมีเป้าหมายที่จะเข้าสู่<br />

ตลาดหลักทรัพย์ ในต้นปี 2559 และอยู่ในระหว่างการ<br />

เตรียมทีมงาน และได้วางวิสัยทัศน์ไว้แล้วอย่างชัดเจน ใน<br />

การก้าวขึ้นเป็น TOP 10 ของผู้ให้บริการงานวิศวกรรม<br />

ระบบที่ดีที่สุดในตลาดอาเซียน ภายในปี 2020<br />

ปัจจุบันได้มีการนาเอาซอฟท์แวร์ BIM (Building<br />

Information Modeling) เข้ามาใช้ในการทางานออกแบบ<br />

อาคารในหลายๆ โครงการ โดยเทคโนโลยีของซอฟท์แวร์นี้<br />

จะสามารถสร้าง ‘ข้อมูล’ เป็น 3 มิติ เช่น ผนัง ประตู<br />

หน้าต่าง เสา คาน บันได หลังคา และส่วนประกอบอื่นๆ<br />

ของอาคาร BIM ยังสามารถสร้างแบบแปลน รูปด้าน รูปตัด<br />

ได้โดยอัตโนมัติ การปรับปรุง แก้ไข ในส่วนใดส่วนหนึ่ง<br />

ของแบบใน 3 มิตินี้ จะมีผลต่อแบบทุกหน้าโดยอัตโนมัติ<br />

ผู้ใช้งานไม่ต้องแก้ไขแบบทีละแผ่นเหมือนเช่นในอดีตที่<br />

ผ่านมา<br />

คุณธิติวัฒน์อธิบายถึง BIM ว่าเป็นซอฟท์แวร์ที่ช่วย<br />

ในการทางานออกแบบอาคารที่จะทาให้ ผู้ออกแบบ ผู้ร่วม-<br />

งาน ตลอดจนลูกค้า หรือเจ้าของโครงการ สามารถสื่อสาร<br />

ได้เข้าใจกันง่ายขึ้น เนื่องจากเห็นเป็นภาพ 3 มิติ ร่วมกัน<br />

เรียกว่าเป็น ‘ภาษากลาง’ ที่ทันสมัยช่วยลดขั้นตอนทุกอย่าง<br />

อย่างที่ฝรั่งว่าไว้ “A picture is worth a thousand word”<br />

“เมื่อเขียนแบบเสร็จแล้ว เราได้ข้อมูลออกมาเป็น BOM<br />

(Bill of Materials) ว่าจานวนวัสดุมีอะไรบ้าง<br />

นี่คือสิ่งที่มันสามารถประยุกต์ใช้ได้กับ M&E ในส่วน<br />

โครงสร้างก็เช่นกัน Façade หรือเปลือกอาคาร ไปจนถึง<br />

งาน Lighting Façade ก็สามารถที่จะแปลงจากภาษากลาง<br />

ก็คือจากแบบมาเป็น BOM ได้ สามารถตรวจสอบข้อมูล<br />

ทางวิศวกรรมได้ทุกอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เราเขียนแบบ<br />

เครื่องปรับอากาศเข้าไป ตัวซอฟท์แวร์ BIM ก็สามารถ<br />

ที่จะเช็คได้ว่าปริมาณลมที่ออกจากเครื่องปรับอากาศตัว<br />

นี้มีปริมาณลมเท่าไหร่ ความเร็วลมเท่าไหร่ สามารถที่จะ<br />

นากลับมาประยุกต์กับสิ่งที่ผู้ออกแบบสร้างสรรค์ไว้ และ<br />

ตรวจสอบดูว่ามันตอบสนองกับสิ่งที่ทางสถาปนิก วิศวกร<br />

หรือมัณฑนากรออกแบบไว้ได้หรือไม่ อย่างไรต่อไป”<br />

สิ่งที่ได้จากการนาซอฟท์แวร์ BIM มาใช้อีกด้านหนึ่ง<br />

คือเรื่องของการลดเวลาในการแก้ไขแบบ ในมิตินี้ BIM<br />

สามารถลดเวลาในการแก้ไขได้เกือบ 30% จึงท าให้โครงการ<br />

ก่อสร้างเสร็จเร็วกว่าเดิม เพราะลดความผิดพลาดที่เกิดจาก<br />

คนในการแก้ไขแบบ ลดเวลา และข้อผิดพลาดในการสรุป<br />

ปริมาณ ทาให้ลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการก่อสร้างผิดแบบ<br />

ไม่ต้องเสียเวลาในการทางานซ้าซ้อน จึงทาให้ทางานได้<br />

มากขึ้น เร็วขึ้น ด้วยทีมงานเท่าเดิม น ามาซึ่งการเพิ่มผล<br />

กาไรให้กับองค์กร<br />

“โดยรวมเราช่วยให้ประหยัดพลังงานของชาติไปเยอะ<br />

ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ข้อมูลที่ได้ชัดเจน เพราะ<br />

สื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน ทันทีที่เจ้าของโครงการต้องการ<br />

พื้นที่บนฝ้าเพดานเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ ด้วยซอฟท์แวร์<br />

BIM เราสามารถบอกได้ทันทีเลยว่าทาได้หรือไม่”<br />

นับว่าเป็นอีกมุมหนึ่งของผู้บริหารรุ่นใหม่ที่น าเทคโน-<br />

โลยีของซอฟท์แวร์ มาช่วยประหยัดเวลา และพลังงานของ<br />

ชาติ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจ<br />

QTC.CO.TH<br />

พื้นที่โฆษณ


BAAN SUAN<br />

CHANTITA<br />

TEXT<br />

Warut Duangkaewkart<br />

PHOTOS<br />

Ketsiree Wongwan<br />

UTHAI THANI<br />

STUDIO MITI<br />

01<br />

54 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


02<br />

ARCHITECT<br />

Studio Miti<br />

MEMBER ID<br />

0-8368<br />

BUILDING AREA<br />

240 SQ.M.<br />

DURATION<br />

2014-2015<br />

01 บ้านพักถูกออกแบบให้<br />

สอดคล้องและอยู่ท่ามกลาง<br />

ธรรมชาติ<br />

02 ใต้ถุนบ้านเกิดจากการค่อยๆ<br />

ยกระดับบ้านให้สูงขึ้น เพื่อให้บ้าน<br />

แต่ละหลังมีพื้นที่และมุมมองที่ต่าง<br />

กันออกไป<br />

ทุกวันนี้สถานที่ท่องเที่ยวรวมถึงที่ดินในพื้นที่ที่แวดล้อม<br />

ด้วยธรรมชาติที่สวยงามต่างๆ มักถูกแปรสภาพให้กลายเป็น<br />

รีสอร์ทหรือโฮมสเตย์เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่มีจุดประสงค์<br />

ให้คนเราได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น หลายครั้งการออกแบบ<br />

เพื่อจะนาไปสู่การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติเหล่านั้นกลับไม่ค านึง<br />

ถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและบริบทของพื้นที่มากเพียงพอ<br />

ทั้งในเชิงระบบนิเวศและทัศนียภาพซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็น<br />

ที่ผู้ประกอบการรวมไปถึงผู้ออกแบบควรใส่ใจในการร่วมกัน<br />

สร้างสถาปัตยกรรมที่มีความสมดุลเหมาะสมทั้งในเชิงสุนทรีย-<br />

ภาพ สภาพแวดล้อม และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ โครงการ<br />

‘บ้านสวนจันทิตา’ที่ตั้งอยู่ในอ าเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานีเป็น<br />

อีกหนึ่งโครงการที่ใส่ใจในประเด็นเหล่านี้เป็นอย่างดี<br />

‘บ้านสวนจันทิตา’ เป็นโครงการโฮมสเตย์ขนาดเล็ก<br />

ประกอบด้วยบ้านพัก 4 หลัง ที่ถูกออกแบบโดย Studio Miti<br />

บ้านทั้ง 4 หลังถูกออกแบบให้อยู่ท่ามกลางป่า ซึ่งต้นไม้ทั้ง<br />

หลายที่อยู่ในพื้นที่นั้นเกิดจากการปลูกขึ้นโดยเจ้าของโครงการ<br />

ได้แก่ ไพศาล กุศลวัฒนะ และจันทิตา กุศลวัฒนะ ที่มี<br />

แนวความคิดในการลงมือปลูกป่าด้วยตัวเองมากว่า 30 ปี<br />

จนเมื่อต้นไม้เติบโตขึ้นจึงได้กลายสภาพเป็นเสมือนผืนป่าที่<br />

อุดมสมบูรณ์เช่นนี้นอกจากร่มไม้จะช่วยสร้างบรรยากาศใน<br />

การอยู่ร่วมกับธรรมชาติแล้ว บรรยากาศ เสียงนกร้อง เสียง<br />

แมลงต่างๆ ที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ยังช่วย<br />

เติมเต็มความใกล้ชิดธรรมชาติได้เป็นอย่างดี<br />

“การเก็บต้นไม้ทุกต้นเอาไว้เป็นโจทย์แรกที่เห็นพ้อง<br />

ต้องกัน จึงได้ทาการวัดระยะและขนาดของต้นไม้ในพื้นที่<br />

แล้วพบว่าระยะน้อยที่สุดระหว่างต้นไม้นั้นอยู่ที่2.70 เมตร<br />

ซึ่งเป็นขนาดของสเปซ ที่กว้างที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้ เราจึงได้<br />

ศึกษาพื้นที่อยู่อาศัยที่พอเหมาะกับขนาดที่มีอยู่ เราเลือกที่จะ<br />

ศึกษากุฏิสงฆ์ตามพุทธบัญญัติคือ กว้าง 7 คืบ ยาว 12 คืบ<br />

เทียบกับระบบฟุตได้ 2.40 x 2.40 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คน<br />

เราใช้งานได้พอดีไม่มากไม่น้อยจนเกินไปและด้วยระยะนี้ท าให้<br />

สามารถจัดวางอาคารในพื้นที่ได้โดยไม่กระทบกับต้นไม้เดิม<br />

ซึ่งการที่จะเลือกวางผังแต่ละหลังเราต้องไปดูที่หน้างานจริง<br />

เพื่อเลือกให้ระยะไม่มีผลกระทบกับต้นไม้ และให้แต่ละหลัง<br />

นั้นได้มุมมองที่น่าสนใจที่สุด”ประกิจ กัณหา ผู้ก่อตั้ง Studio<br />

Miti บอกเล่าถึงโจทย์ของโครงการนี้ซึ่งจากระยะที่อ้างอิงจาก<br />

ต้นไม้ในพื้นที่นั้น ทาให้การออกแบบผังของบ้านแต่ละหลัง<br />

ถูกจัดเรียงในรูปแบบของเครื่องหมายบวกที่มีสัดส่วนเท่าๆกัน<br />

ในแต่ละด้านของอาคาร สถาปนิกมองว่าผังอาคารลักษณะนี้<br />

ทาให้พื้นที่สามารถแทรกตัวเข้าไปกับต้นไม้เดิมได้อย่างอิสระ<br />

และสามารถจัดสรรพื้นที่การใช้สอย ห้องนั่งเล่น ห้องนอน<br />

ห้องน้าได้อย่างลงตัว บ้านแต่ละหลังถูกเชื่อมด้วยระเบียง<br />

ทางเดินขนาดใหญ่ที่ถูกยกระดับขึ้นมาจากพื้นดินเดิม และ<br />

แบ่งชานบ้านแต่ละหลังด้วยการยกระดับเพื่อให้เกิดความเป็น<br />

ส่วนตัวโดยที่ยังเชื่อมโยงพื้นที่ทั้งหมดไว้ด้วยกัน นอกจาก<br />

ระเบียงแล้วสนามหญ้าด้านล่างยังเป็นเสมือนลานกิจกรรม<br />

กลางแจ้งสาหรับบ้านทุกหลังด้วย<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 55


5<br />

3<br />

4<br />

5<br />

5<br />

2<br />

4<br />

4<br />

3<br />

2<br />

3<br />

2<br />

1<br />

5<br />

2 4<br />

0.6 M<br />

SITE PLAN<br />

1 Common Terrace<br />

2 Terrace<br />

3 Living<br />

4 Toilet<br />

5 Bed<br />

3<br />

วัสดุหลักที่ถูกนามาใช้ในการออกแบบคือไม้เก่าของบ้าน<br />

ในละแวกใกล้เคียง เพื่อช่วยประหยัดค่าก่อสร้างและเพื่อให้<br />

ง่ายต่อการทางานของช่างก่อสร้างในพื้นที่โดยใช้เทคนิคการ<br />

ก่อสร้างแบบดั้งเดิม อีกทั้งความเป็นวัสดุของไม้ยังช่วยให้เกิด<br />

ความกลมกลืนกับพื้นที่ป่าโดยรอบโครงสร้างถูกออกแบบโดย<br />

หลักการพื้นฐาน แต่ในส่วนของผนังนั้นผู้ออกแบบเลือกสร้าง<br />

เฟรมโครงคร่าวไม้ขนาด 1.20 x 0.60 เมตร เพื่อให้สอดคล้อง<br />

กับระบบโมดูลาร์ของอาคารและยังสามารถเลือกจัดวางหน้าต่าง<br />

ได้ง่ายและปรับเปลี่ยนได้ตามมุมมองโดยรอบ จนเข้าสู่พื้นที่<br />

ภายในบ้านแต่ละหลังที่เลือกใช้โทนสีไม้และสีขาว และเลือก<br />

สร้างพื้นที่ให้ง่ายต่อการใช้งาน เช่น การนั่งบนพื้น หรือ<br />

ยกระดับพื้นให้เป็นความสูงของเตียงเพื่อลดการใช้เฟอร์นิเจอร์<br />

หรือเส้นสายที่มากเกินไป ทาให้มีกลิ่นอายของความเรียบง่าย<br />

ทั้งพื้นที่ภายในและภายนอก บ้านทั้งสี่หลังมีความสูงที่<br />

แตกต่างกันด้วยการยกระดับไล่เรียงขึ้นไปหลังละ 1.2 เมตร<br />

เพื่อสร้างให้เกิดมุมมองที่แตกต่างกันตัวบ้านยกลอยจากพื้น<br />

03 ระเบียงไม้ขนาดใหญ่ทำาหน้าที่<br />

เชื่อมบ้านแต่ละหลังและเป็นพื้นที่<br />

ทำากิจกรรมร่วมกัน<br />

ลอยตัวจากธรรมชาติรอบด้าน ทาให้กลมกลืนกับความสูงของ<br />

ต้นไม้โดยรอบ พื้นที่ภายในบ้านสร้างให้เกิดมุมมองที่แตกต่าง<br />

โดยการใช้หน้าต่างบานกระทุ้งในแนวนอนเพื่อให้เกิดวิว<br />

มุมกว้าง และยังสามารถทาหน้าที่แทนกันสาดในส่วนที่อยู่<br />

นอกชายคาเวลาฝนตก และระดับที่ต่างกันของช่องเปิดนั้น<br />

ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมที่มีความแตกต่างกันใน<br />

แต่ละห้อง<br />

ท้ายที่สุดสิ่งที่สาคัญมากที่สุดของโครงการนี้ไม่ใช่เพียง<br />

แค่ตัวอาคาร หากแต่คือส่วนของต้นไม้เดิมและส่วนของสวน<br />

ที่คุณไพศาล กุศลวัฒนะ ทาหน้าที่เป็นภูมิสถาปนิกด้วยตัวเอง<br />

ทาให้โครงการนี้ถูกเติมเต็มด้วยพรรณไม้นานาชนิดจนได้<br />

บรรยากาศเป็นป่าที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และนาธรรมชาติ<br />

เข้ามาสู่ตัวอาคารให้ใกล้ชิดผู้เข้าพักมากขึ้นด้วย ด้วยความ<br />

กลมกลืนกับธรรมชาติทั้งพื้นที่ภายในและภายนอกช่วยทาให้<br />

‘บ้านสวนจันทิตา’ นั้นมีความน่าสนใจจากการให้ความส าคัญ<br />

กับความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม<br />

56 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


03<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 57


<strong>04</strong><br />

<strong>04</strong> ช่องเปิดถูกออกแบบเพื่อ<br />

ให้พื้นที่ภายในสามารถมองเห็น<br />

ธรรมชาติได้โดยรอบ<br />

05 ภาพรวมของโครงการ<br />

Nowadays, tourist attractions and areas surrounded<br />

by beautiful nature often get transformed into resorts<br />

or homestays in order to support tourism with a purpose<br />

of getting travelers closer to nature. Often, the designs<br />

of resort or homestays that are close to nature do not<br />

take well into account the impact on the environment<br />

and its surrounding context, both in terms of the ecosystem<br />

and landscape. These are issues that enterprises<br />

as well as designers should pay attention to in order<br />

to create a well-balanced architectural design in terms<br />

of aesthetics, the environment and business opportunities.<br />

Project 'Baan Suan Chantita', located in Mueang District<br />

of Uthai Thani province, is one of the projects that<br />

clearly pays attention to these issues.<br />

'Baan Suan Chantita' is a medium-sized homestay<br />

project comprised of 4 lodges designed by Studio Miti.<br />

All 4 houses have been designed for their location in<br />

the midst of the jungle, set within wide-ranging plants<br />

and trees planted by the owners of the project. Paisal<br />

Kusolwattana and Chantita Kusolwattana came up<br />

with the idea of planting their own forest more than 30<br />

years ago and, now that the trees have grown into a<br />

vast and rich forest, they have also helped to create an<br />

atmosphere of co-existence and closeness with nature<br />

through sounds of birds chirping and other various<br />

insects found all around the vast forest.<br />

<strong>58</strong> <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


"That all the trees should be kept as they were was<br />

the first thing we all agreed on. Therefore, we measured<br />

the distance and size of the trees in the area and found<br />

that the minimum distance between trees was 2.70 m.,<br />

which would be the size of the widest space available.<br />

We then studied residential areas that matched the<br />

existing size and also chose to study Buddhist monk<br />

monasteries, which were 7 khuep (a traditional measurement<br />

of distance) wide and 12 khuep long, an area<br />

equivalent to 2.40 m. x 2.40 m. and a space that is<br />

good enough for use - not too big or too small. Within<br />

this space, we were able to build structures without<br />

affecting the original trees and allowing for them to<br />

remain in place. In order to select the layout of each<br />

housing unit, we had to decide on the spot during the<br />

construction so that each unit would not disturb the<br />

trees and at the same time could provide an interesting<br />

view," says Prakij Kanha, founder of Studio Mitti, regarding<br />

the challenges of the project. Based on the distance<br />

within the trees mentioned, the layout design of each<br />

house had been arranged in the form of a plus sign with<br />

equal spaces on all sides of the building. The architects<br />

felt that this type of layout could freely utilize the space<br />

between the trees, as well as allocate spaces for the<br />

living room, bedroom, and bathroom perfectly. Each<br />

house has further been linked by large corridors and<br />

patios that have been raised up to provide for privacy<br />

while at the same time linking the entire area together.<br />

In addition to balconies, there is also a garden for<br />

outdoor activities provided for all houses.<br />

The main material used in the design was old wood<br />

from houses in the area; a decision that helped to save<br />

on construction costs and also made it easier for the<br />

construction workers in the area. Traditional construction<br />

techniques were also drawn upon and; moreover,<br />

using wooden structures in the construction further<br />

helped to achieve harmony within the surrounding<br />

forest areas. The structure has for the most part been<br />

designed through basic principles but for the walls,<br />

the designers chose to frame wooden bars measuring<br />

12.0 x 0.60 m. in order to fall inline with the modular<br />

system of the building, as well as provide for an easy<br />

and flexible layout of the windows. As for the spaces<br />

within each house, they have been designed in woodencolored<br />

and white tones and have been planned and<br />

created in a way that supports ease of use such as<br />

facilitating sitting on the floor, as well as a incorporating<br />

a raised floor up to the height of the bed that reduces<br />

usage of extra furniture while providing an aura of<br />

simplicity within the spaces. All 4 houses have been<br />

designed with various height levels, each with a difference<br />

of 1.20 m., creating a unique perspective for each housing<br />

unit. Each house has also been raised entirely up from<br />

the ground allowing for it to blend in with the height<br />

of the surrounding trees while facilitating a feeling<br />

of floating within nature. The area within each house<br />

looks out to a different perspective and the panoramic<br />

views are framed by horizontally placed wooden-framed<br />

windows that also serve as a replacements for awnings<br />

on the outside of the roof when it rains. Different levels<br />

of the openings have further been designed to accommodate<br />

the different activities of each room.<br />

Ultimately, the most important thing about this<br />

development is not just its building structures, but its<br />

ability to become a part of the original trees and garden<br />

that Khun Paisal Kusolwattana created himself, acting<br />

as a landscape architect and filling the project with various<br />

kinds of plants and trees while creating a wild and<br />

natural atmosphere and bringing nature closer to the<br />

guests of this homestay as well. Creating a harmonic<br />

blend with nature, both within and outside the lodges,<br />

Baan Suan Chantita is, hence, a very interesting<br />

development that focuses mainly on being one with<br />

the surrounding environment.<br />

วรุตร์ ดวงแก้วกาศ<br />

จบการศึกษาจากคณะสถาปัตย-<br />

กรรมศาสตร์และการออกแบบ<br />

จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี<br />

พระจอมเกล้าธนบุรี ปัจจุบัน<br />

ศึกษาปริญญาโทสาขาทัศนศิลป์<br />

ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br />

05<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 59


ESCAPE<br />

KHAO YAI<br />

SPA+A ARCHITECTURE<br />

NAKHON RATCHASIMA<br />

TEXT<br />

Xaroj Phrawong<br />

PHOTOS<br />

Sansiri except as noted<br />

60 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


ARCHITECT<br />

SPA+A Architecture<br />

MEMBER ID<br />

0-<strong>58</strong>40<br />

LANDSCAPE ARCHITECT<br />

Shma<br />

CONTRACTOR<br />

CL Construction<br />

BUILDING AREA<br />

7,227.50 SQ.M.<br />

DURATION<br />

2011-2014<br />

01 มุมจากลานพักผ่อนสู่อาคาร<br />

ส่วนกลาง reflecting pool ทำาให้<br />

พื้นที่ว่างดูกว้างขวางและโอ่โถง<br />

มากยิ่งขึ้น<br />

01<br />

ไม่ไกลนักจากกรุงเทพมหานครราว 200 กิโลเมตรขึ้นไป<br />

ทางภาคอีสาน จะพบกับแหล่งพักผ่อนยอดนิยมของชาวกรุง<br />

คือเขาใหญ่ ผู้คนในกรุงเทพนิยมไปเขาใหญ่เพราะใช้เวลา<br />

เดินทางไม่นานนักจะพบกับความสงบเรียบง่ายจากเขาใหญ่<br />

ที่มีอากาศดี เมื่อเดินทางพ้นความวุ่นวายของถนนมิตรภาพ<br />

เข้ามายังถนนผ่านศึก-กุดคล้า ที่มีทิวเขาหินปูนเรียงรายเป็น<br />

ระยะ จวบจนผ่านถึงกลางทางก่อนไปยังถนนธนะรัชต์จะพบ<br />

สถานที่สาหรับปลีกความวุ่นวายของกรุงเทพฯ ในหลาย<br />

รูปแบบของโรงแรม รีสอร์ทหลายแห่ง จากริมถนนจะพบกับ<br />

โรงแรมที่มีมวลอาคารสีขาวลอยตัวโดดเด่นจากธรรมชาติ<br />

โดยรอบเมื่อพาตัวเองเลี้ยวเข้าไปจอดรถจึงเริ่มที่จะเข้าสู่พื้นที่<br />

‘โรงแรม เอสเคป เขาใหญ่‚ แสนสิริโฮเทล คอลเล็คชั่น’เนื่อง-<br />

จากโปรแกรมในที่ตั้งมีการซ้อนทับของส่วนใช้สอยด้านหน้าที่<br />

เป็นโรงแรม และด้านข้างที่ดินซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมชื่อว่า<br />

23 องศา คอนโด พัฒนาโดยแสนสิริในส่วนของโรงแรม<br />

เอสเคปตั้งอยู่บนที่ดินแนวยาวเกือบ300 เมตร ตามทิศเหนือ-<br />

ใต้ การออกแบบด้วยรูปทรงสมัยใหม่ช่วยให้ตัวโครงการ<br />

โดดเด่นขึ้นมาจากสภาพโดยรอบของเขาใหญ่แต่ถูกทาให้<br />

กลมกลืนขึ้นด้วยการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมสถาปนิกที่รับ<br />

หน้าที่ออกแบบสถาปัตยกรรมคือ SPA+A Architecture<br />

ภูมิสถาปนิกคือ Shma<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 61


สถาปนิกแบ่งการวางผังออกเป็น 3 ส่วนหลัก ส่วนอาคาร<br />

หลักที่บรรจุส่วนต้อนรับ ห้องประชุม ร้านอาหาร Green<br />

Oak Bistro ส่วนห้องพักที่มีจานวน 2 อาคาร และส่วน<br />

Sunken Heated Pool Villa จานวน 8 หลัง การเชื่อมต่อ<br />

แต่ละอาคารถูกเชื่อมด้วยงานภูมิสถาปัตยกรรม ประเด็น<br />

การออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมมีส่วนช่วยเสริมโครงการ<br />

อย่างมาก ภูมิสถาปนิกเลือกที่จะหยิบเรื่องราวรอบตัวจาก<br />

เขาใหญ่มาใช้เป็นแรงบันดาลใจจากแนวเขาหินปูนของเขาใหญ่<br />

ที่มีลักษณะซ้อนกันเป็นขยักจากเส้นสายที่มีลักษณะไม่เป็น<br />

ระเบียบเหล่านี้ภูมิสถาปนิกได้จ าลองพร้อมทาบลงบนที่ดิน<br />

เป็นการสร้างภูเขาจาลองลงบนที่ตั้งด้วยเส้นสายที่มีลักษณะ<br />

ไม่เป็นระเบียบขยักไปตามความลาดเอียงของภูมิประเทศ ใน<br />

เรื่องของการสร้างระดับความสูงได้ออกแบบให้เส้นทางสัญจร<br />

จากอาคารหลักเป็นเส้นลาเลียงน้าลงไปยังแอ่งน้าในโครงการ<br />

เพื่อไว้ใช้สอยในหน้าแล้งในการเลือกใช้พืชพันธุ์จากภูมิสถาปนิก<br />

เน้นไปที่การใช้ต้นไม้ในท้องถิ่น ในแต่ละส่วนของโครงการ<br />

จึงเต็มไปด้วยร่มเงาจากไม้ใหญ่ที่คุ้นเคยอย่างเช่นต้นจิกน้า<br />

หรือการเลือกใช้พืชที่ส่งเสริมต่อระบบนิเวศของที่ตั้งอย่าง<br />

การปลูกต้นถั่วบราซิลเพื่อคลุมดิน ในส่วนที่มีการลาดเอียง<br />

เพื่อป้องกันดินไหลพื้นที่พักผ่อนหลักที่เป็นไฮไลท์ของโครงการ<br />

คือลานรอบกองไฟที่ออกแบบให้มีกระจกล้อมรอบ ลานนี้<br />

ถูกรายรอบด้วย reflecting pool ซึ่งช่วยให้พื้นที่มีความสงบ<br />

มากขึ้น จากการยกระดับพื้นที่ส่วนนี้ให้อยู่บนส่วนห้อง<br />

ออกกาลังกายประมาณ 4 เมตร จากถนนด้านหน้า ทาให้<br />

พื้นที่นี้มีลักษณะเปิด-ปิดแบบเลือนลางบางส่วนเพื่อสร้าง<br />

สภาวะส่วนตัวจากถนนด้านหน้าโครงการ การยกระดับส่วน<br />

ลานพักผ่อนด้านทิศใต้ของส่วนต้อนรับช่วยให้สายตาพ้น<br />

ไปจากระดับหลังคารถได้ มีเพียงเสียงเล็กน้อยที่ลอดผ่าน<br />

ต้นไม้มาเป็นระยะ<br />

อาคารส่วนแรกที่พบเมื่อเข้ามายังโครงการคือส่วนต้อนรับ<br />

สถาปนิกออกแบบให้เป็นมวลอาคารสีขาวลอยออกมาจาก<br />

สภาพแวดล้อมของเขาใหญ่ด้วยสีและขนาด แต่สามารถแก้<br />

ปัญหาเรื่องการบังทิวทัศน์ด้วยให้พื้นที่ชั้นล่างกลายเป็น<br />

กรอบภาพที่เน้นวิวด้านหลังเหนือลานพักผ่อนรอบกองไฟ<br />

กรอบภาพนี้ถูกทาให้เบาและลอยด้วยการใช้โครงสร้างที่มี<br />

การออกแบบให้ลอยขึ้นจากการใช้เสาขนาด 1.40 x 3.50<br />

เมตร รับน้าหนักพื้นที่ชั้น 2 ส่วนปลายทั้งหมด พร้อมกับ<br />

ออกแบบให้เป็นพื้นบนคานยื่นโดยรอบ ผลลัพธ์จึงทาให้<br />

ตัวอาคารต้อนรับที่เป็นความประทับใจแรกของโรงแรมมี<br />

ความพิเศษเป็นกรอบภาพที่ลอยตัวออกมา ช่วยลดความ<br />

อึดอัดให้กับโครงการ จากส่วนทางเข้าที่พบกับต้นจิกน้ ายักษ์<br />

ล่วงเข้ามาจึงพบกับบันไดขึ้นไปยังภัตตาคารชั้นบนและ<br />

เชื่อมต่อไปยังดาดฟ้าอเนกประสงค์ที่รับวิวเขาใหญ่แบบ360°<br />

พ้นจากกรอบภาพสถาปัตยกรรมจึงจะพบลานพักผ่อนรอบ<br />

กองไฟที่เป็นส่วนยอดนิยมของโครงการต่อจากนั้นเส้นสัญจร<br />

ของโครงการจึงพาไปยังอีก 2 ส่วนที่เหลือคือส่วนของห้องพัก<br />

มาตรฐานและส่วนของ Sunken Heated Pool Villa<br />

02 มุมมองจากลานจอดรถ<br />

03 มุมมอง 360 องศาจากพื้นที่<br />

อเนกประสงค์บริเวณดาดฟ้า<br />

62 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


02<br />

วารสารอาษา<br />

Not far from Bangkok city, just some 200 kilometers<br />

on the way up to the Isan region (northeastern region),<br />

you will find a popular relaxation spot for residents of<br />

Bangkok, that is, Khao Yai. Most Bangkokians prefer<br />

Khao Yai for a travel destination, as it doesn’t take too<br />

long to reach and one can quickly find themselves<br />

amongst the beautiful weather and calm simplicity of<br />

Khao Yai. While traveling away from the chaos of the<br />

Mittraphap Road, one enters onto Phansuk-Kudkla<br />

Road lined by its range of limestone mountains just<br />

prior to reaching the mid-way point where, at the turn<br />

onto Thanarat road, you will find a place free from the<br />

bustle of Bangkok and home to many resort hotels.<br />

From the roadside, you will find a hotel surrounded<br />

by a mass of white buildings floating prominently out<br />

from the surrounding nature as you turn in to park the<br />

car at the entrance to ‘Escape Khao Yai’,Sansiri Hotel<br />

Collection, The program starts in the overlay area in<br />

front of the hotel flanked by a condominium named<br />

23° condo by Sansiri at its side. As for ‘Escape Khao<br />

Yai ,Sansiri Hotel Collection’ the building is located on a<br />

north-south facing piece of longitudinal land approximately<br />

300 meters in length. The design by SPA+A<br />

Architecture features modern shapes that have helped<br />

the project to stand out from the surroundings of<br />

Khao Yai while an equal sense of harmony is achieved<br />

through the work of Shma, the landscape architects<br />

assigned to the project.<br />

03<br />

The architect has divided the layout into 3 main<br />

parts: the main building containing the reception,<br />

meeting room, and Green Oak Bistro, 2 buildings for<br />

guest rooms and 8 dwellings of Sunken Heated Pool Villa.<br />

The connections between the buildings have further<br />

been accomplished through the landscape architecture,<br />

the design of which has contributed significantly to<br />

the project. The landscape architects have chosen to<br />

pick stories surrounding Khao Yai for inspiration, such<br />

as the line of the limestone mountains of Khao Yai that<br />

are uniquely and unevenly layered. From these lines<br />

that are situated in a meandering manner, the landscape<br />

architects have simulated and grafted onto the land so<br />

as to create a simulated mountain at the location in accordance<br />

with the slope of the terrain and its disorderly<br />

nature. In terms of the construction height, the main<br />

building has been designed to include a route of water<br />

supply lines allowing for water to travel to the water<br />

trough of the project for use during the dry season.<br />

Regarding the selection of plants for the landscape,<br />

the architect has emphasized the use of local trees in<br />

various parts of the project. As such, plenty of shade is<br />

provided from familiar big trees such as the Indian Oak.<br />

Moreover, the plant selection has been made so as to<br />

promote the ecosystem of the site. For example, the<br />

growing of Pinto Peanut offers a means of providing a<br />

protective cover over the slope aiding in the prevention<br />

of soil erosion. The main leisure area, which is also the<br />

highlight of the project, is the patio around the bonfire<br />

designed as such so that the area is surrounded with<br />

glass. This patio is surrounded with a reflecting pool<br />

that helps to make the area more peaceful and has<br />

been elevated and situated above the fitness section<br />

approximately 4 meters from the front road allowing<br />

for the open-closed area to maintain a sense of privacy<br />

from the road situated at the front of the project. The<br />

elevation of the section of the leisure area on the<br />

southern side of the reception area further helps to<br />

keep visitors’ eyes at a level where the roofs of the<br />

cars cannot be seen. Only a few sounds can be heard<br />

coming through the trees from time to time.<br />

The first part of the building one comes across<br />

when entering the project is the reception area. The<br />

architect has designed a mass of white buildings that<br />

float out of the surroundings of Khao Yai via their color<br />

and size while also solving the problem of blocking<br />

one’s view by designing the lower floor as a photo<br />

frame that emphasizes the view on the back side above<br />

the leisure patio and around the bonfire. This photo<br />

frame is light in weight and features a structure that<br />

can visually float by means of the 1.40 x 3.50 meter sized<br />

pillars that are able to shoulder the weight of the entire<br />

last portion of the 2nd floor as well as the cantilevered<br />

design of the floor. As a result, the floating photo frame<br />

provokes a rather special first impression as one is<br />

welcomed to the hotel. From the entrance, one is<br />

further greeted by giant Indian Oak and, after passing<br />

the trees, invited to follow the steps leading up to the<br />

Green Oak Bistro on the upper floor connected to a<br />

versatile terrace that provides a 360° view of Khao<br />

Yai. After passing the photo frame architecture, you<br />

will find the leisure patio around the bonfire that is the<br />

most popular part of the project. Thereafter, the project<br />

provides travel routes to another two remaining areas<br />

housing the standard guest rooms and Sunken Heated<br />

Pool Villas.<br />

THEME <strong>ASA</strong> 63


<strong>04</strong><br />

<strong>04</strong><br />

3<br />

6<br />

1 2 4<br />

5<br />

5 M<br />

MASTER PLAN<br />

1 Arrival Court<br />

2 Lobby<br />

3 Resident<br />

4 Fire Place<br />

5 Valley Walk<br />

6 Swimming Pool<br />

7 Upper Reservoir<br />

8 Pool Villa<br />

9 Lower Reservoir<br />

10 Organic Farm<br />

64 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


<strong>04</strong> บรรยากาศภายในห้องพัก<br />

แบบ deluxe<br />

ส่วนของห้องพักมาตรฐานประกอบด้วย 2 อาคาร รวม<br />

ทั้งหมดจานวน 48 ห้อง การออกแบบพื้นที่ภายในส่วนนี้<br />

มีส่วนใช้สอยครบถ้วน ภายใต้ห้องพักที่ออกแบบมาให้มี<br />

ขนาดและฟังก์ชั่น พอเหมาะพอดีแก่การพักผ่อน พร้อมให้<br />

ความสาคัญกับการออกแบบภูมิทัศน์ เพื่อให้ผู้ที่มาพักได้<br />

มีส่วนร่วมกับพื้นที่ส่วนกลางมากขึ้นรวมถึงการปั่นจักรยาน<br />

หรือขับรถยนต์ออกไปท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรมกับท้องถิ่น<br />

ตามรูปแบบการท่องเที่ยวสมัยใหม่<br />

ถัดจากส่วนห้องพักมาตรฐานจะเป็นส่วนของ Sunken<br />

Heated Pool Villa ที่มีสระส่วนตัวจ านวน 8 ห้อง ส่วนนี้<br />

จะได้วิวดีที่สุดในโครงการเนื่องจากส่วนของสระว่ายน้าด้าน<br />

ระเบียงจะหันออกไปยังแอ่งน้าที่รับน้าจากโครงการ และ<br />

สระว่ายน้าของโครงการที่มีวิวของแผงเขาใหญ่เป็นฉากหลัง<br />

ความพิเศษอีกส่วนคือพูลวิลล่าเหล่านี้มีการออกแบบให้หลังคา<br />

เป็นดาดฟ้า ทาให้สามารถรองรับกิจกรรมปาร์ตี้ของผู้มาพัก<br />

วิลล่าได้ ด้วยวิวพาโนรามาของเขาใหญ่<br />

แนวคิดที่สถาปนิกต้องการสื่อคือการออกแบบให้มี<br />

ความรู้สึกสงบ จากการสอดแทรกสถาปัตยกรรมเข้ากับ<br />

ธรรมชาติ ให้สถาปัตยกรรมทาหน้าที่เป็นฉากหลัง เพื่อ<br />

ทาให้ต้นไม้และภูเขามีความเด่นชัดขึ้น จากแนวคิดนี้เมื่อ<br />

ผู้เขียนได้มาเยือนจึงพบกับความสงบของบริบทโดยรอบที่<br />

ตัวสถาปัตยกรรมตั้งอยู่ ด้วยเทคนิคการวางผังที่ซ่อนส่วน<br />

ห้องพักให้มีกันชนจากการประดิษฐ์ธรรมชาติจากภูมิสถาปัตย-<br />

กรรมทาให้เกิดความสงบขึ้น ส่วนหลักที่สร้างความสงบของ<br />

โรงแรมอยู่ที่ลานพักผ่อนรอบกองไฟซึ่งมีน้าจากสระโดยรอบ<br />

ขับความเด่นชัดขึ้นมา ในแง่การออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม<br />

มีการเลือกใช้องค์ประกอบอย่างระนาบต่างๆ ที่เป็นรั้วเตี้ย<br />

เหล็กโปร่ง ต้นไม้ ช่วยให้เกิดความกลมกลืน เมื่อเข้ามายัง<br />

โครงการทาให้เกิดความรู้สึกที่เป็นเอกภาพได้ง่ายชื่อเอสเคป<br />

ของโรงแรมนี้จึงมีนัยยะถึงการหนีตัวตนและความวุ่นวาย<br />

ของเมืองกรุงเทพฯ มาพักในความสงบท่ามกลางเขาใหญ่<br />

8<br />

7<br />

9<br />

10<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 65


Shama<br />

05 การเปลี่ยนถ่ายของพื้นที่ทาง<br />

ภูมิสถาปัตยกรรมถูกกั้นอย่าง<br />

เบาบางด้วยกำาแพงเตี้ย<br />

สาโรช พระวงค์<br />

สถ.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี<br />

ราชมงคลธัญบุรี และ สถ.ม.<br />

มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์<br />

ประจำาและรองคณบดีฝ่ายพัฒนา<br />

นักศึกษา คณะสถาปัตยกรรม<br />

ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี<br />

ราชมงคลธัญบุรี และอาจารย์<br />

พิเศษในสถาบันอื่นๆ<br />

05<br />

The standard guest rooms are spread across two<br />

buildings comprising a total of 48 rooms. The interior<br />

space in the rooms has been thoughtfully designed for<br />

full functionality, with size and functions best suited for<br />

ultimate relaxation kept in mind. By also giving priority<br />

to the landscape design, visitors who come to stay are<br />

encouraged to participate and enjoy more of the central<br />

area. Moreover, they can also bicycle or drive out to<br />

the area where they can take part in activities with the<br />

locals according to modern forms of tourism.<br />

Next to that the standard rooms are the parts of<br />

the villas that feature Sunken Heated Pool totaling 8 Villas.<br />

This section features the best views in the project due<br />

to the swimming pool on the balcony side facing towards<br />

the water trough that receives water from the project<br />

and the swimming pool featuring a view of Khao Yai as<br />

its background. Another special aspect of the pool villas<br />

is that they have been designed with a roof that serves<br />

as a terrace that can support activities such as parties<br />

for the guests of the villas, all with a panoramic view<br />

of Khao Yai.<br />

The concept that the architect would like to bring into<br />

the design is a sense of calmness and, by inserting an<br />

architecture truly in tune with the nature, the structure<br />

itself serves as the background making the trees and<br />

mountains to be just that much more outstanding. With<br />

this concept in place, when writers visit, they find a<br />

sense of peace within the context of the surroundings,<br />

the location and its architecture. With the technical<br />

planning of the layout, the rooms have been hidden<br />

from a natural buffer created by the architecture, thus,<br />

making the space even more peaceful. The main element<br />

leading to the calmness the hotel provides is the leisure<br />

patio set around the bonfire and surrounded by the<br />

pool that, in combination, is nothing short of outstanding.<br />

In terms of the landscape design, a selection of various<br />

elements, such as the low fence, hollow steel, and plants<br />

help to create harmony that brings about a feeling of<br />

unity immediately upon entering the project site.<br />

Therefore, the name ‘Escape’ is a fitting choice as the<br />

hotel allows one to flee from oneself and the hustle and<br />

bustle of Bangkok all at once while entering peacefully<br />

into the midst of Khao Yai.<br />

66 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


LIMA DUVA<br />

KOH SAMET<br />

IDIN ARCHITECTS<br />

TEXT<br />

Assistant Professor<br />

Dr.Supitcha Tovivich<br />

PHOTOS<br />

Spaceshift Studio<br />

68 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


ด้วยบริบทที่ตั้งของโรงแรมอยู่บนเกาะเสม็ดซึ่งเป็นที่<br />

รู้จักกันดีถึงความสวยงามและความโรแมนติกเหมาะสาหรับ<br />

นักท่องเที่ยวประเภทคู่รักหนุ่มสาวสานักงานสถาปนิกไอดิน<br />

(IDIN Architects) จึงออกแบบโรงแรม Lima Duva อย่าง<br />

ใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยให้ความสาคัญกับความเป็นส่วนตัว<br />

การสร้างพื้นที่พิเศษของคนสองคน การเชื้อเชิญและการ<br />

สร้างประสบการณ์และความประทับใจใหม่ๆ ให้กับคู่รัก<br />

ที่มาใช้สอยอาคาร<br />

เริ่มต้นจากที่เจ้าของโครงการ Lima Duva นั้นมีโรงแรม<br />

ที่ตั้งอยู่ในเสม็ดหลายโครงการ โดยแต่ละโครงการมีคาแร็ค-<br />

เตอร์และกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันไปสาหรับ Lima Duva นั้น<br />

จะเน้นที่กลุ่มลูกค้าคู่รักที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบความโรแมนติก<br />

และให้ความสาคัญกับการออกแบบ และเนื่องจากพื้นที่ตั้ง<br />

โครงการไม่ได้อยู่ติดชายทะเล การสร้างพื้นที่ว่างและบรรยา-<br />

กาศที่น่าอยู่ภายในจึงเป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบให้ความสาคัญ<br />

เป็นพิเศษ<br />

กรอบของการทางานเริ่มต้นที่เจ้าของโครงการเน้นที่<br />

ความเรียบง่าย ราคาไม่แพง ส่วนหนึ่งเนื่องจากที่ดินของ<br />

โครงการเป็นลักษณะของการเช่าระยะยาว สาหรับแนวคิด<br />

การออกแบบนั้น จีรเวช หงสกุล ผู้ก่อตั้งส านักงานสถาปนิก<br />

ไอดินเล่าให้ฟังว่าเกิดจากการที่ทีมออกแบบได้ระดมสมอง<br />

กันถึงวลีประจาเกาะเสม็ดที่ทุกคนติดหูดีว่าทุกครั้งที่ไป<br />

เสม็ดนั้นคู่รักส่วนใหญ่มักจะได้ลงเอยกันบวกกับการได้อ่าน<br />

บทอัศจรรย์หรือบทเข้าพระเข้านางระหว่างพระอภัยมณีและ<br />

นางเงือกของวรรณคดีไทยสุดคลาสสิคเรื่อง ‘พระอภัยมณี’<br />

ประพันธ์โดยพระสุนทรโวหารหรือสุนทรภู่ โดยหลายคน<br />

เชื่อว่าเกาะเสม็ดนั้นก็คือเกาะแก้วพิสดารนั่นเอง ในการ<br />

ออกแบบนั้นเน้นที่ความหลากหลายของกิจกรรมส่วนตัว<br />

ของคู่รักที่มาพักสิ่งสาคัญอีกสิ่งหนึ่งคือห้องพักในแต่ละหน่วย<br />

ต้องมีความเป็นส่วนตัวและไม่รบกวนกัน ทีมผู้ออกแบบจึง<br />

วางผังโดยออกแบบให้ส่วนของระเบียงซึ่งมีลักษณะกึ่งกลาง-<br />

แจ้งเป็นส่วนที่กั้นระหว่างห้องสองห้องออกจากกันเพื่อแยก<br />

ผนังของแต่ละห้องออกจากกันโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้<br />

สานักงานสถาปนิกไอดินยังทาหน้าที่ออกแบบสถาปัตย-<br />

กรรมภายในด้วย โดยระยะของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้อง<br />

ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายและยืดหยุ่น<br />

ของแขกที่มาพักที่เป็นคู่รัก อย่างไรก็ตามหากผู้มาพักมากัน<br />

เป็นครอบครัวก็ไม่ได้รู้สึกแปลกแยกแต่อย่างใด นอกจากนี้<br />

ผนังภายในห้องมีการคัดเลือกบทอัศจรรย์บางส่วนมาเขียน<br />

เป็นกราฟิกบนผนังเป็นลูกเล่นในรายละเอียดอีกด้วย<br />

01<br />

OWNER<br />

Dermphan Yoovidhya &<br />

Supichaya<br />

Chaimueanvong<br />

LOCATION<br />

Samed Island<br />

Near Saikaew Beach<br />

YEAR COMPLETION<br />

2013-2015<br />

ARCHITECT<br />

Jeravej Hongsakul<br />

MEMBER ID<br />

0-6659<br />

ARCHITECT<br />

Sethapong Pisitwanich<br />

MEMBER ID<br />

1-0195<br />

INTERIOR DESIGNER<br />

Jureerat Korvanichakul<br />

STRUCTURAL DESIGN<br />

Pakanut<br />

Siriprasopsothron<br />

CONTRACTOR<br />

ARTCON<br />

BUILDING AREA<br />

2200 sq.m<br />

CONSTRUCTION COST<br />

38 million bath<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 69


การออกแบบผังบริเวณเน้นที่การเชื่อมต่อกับโครงการ<br />

เก่าที่อยู่ข้างเคียง ตัวอาคารจึงถูกออกแบบเป็นรูปตัวแอล<br />

เพื่อโอบล้อมและเปิดพื้นที่ลานอเนกประสงค์ที่กว้างและโล่ง<br />

ใช้เป็นส่วนเชื่อมโครงการใหม่เข้ากับโครงการเก่าด้วยกิจกรรม<br />

และภูมิสถาปัตยกรรมที่ลื่นไหล ลานดังกล่าวใช้สาหรับจัด<br />

กิจกรรมพิเศษต่างๆ โดยผนังสีขาวของล็อบบี้ที่อยู่ใกล้บริเวณ<br />

ลานนั้นสามารถใช้เป็นพื้นที่ผิวสาหรับการฉายหนังหรือสื่อ<br />

ต่างๆ ได้ด้วย โดยผู้คนสามารถนั่งบนขั้นบันไดหญ้าที่เล่น<br />

ระดับได้ นอกจากนี้ยังมีการเก็บรักษาต้นไม้เดิมที่ส าคัญเอาไว้<br />

และออกแบบสระว่ายน้าให้สอดคล้องกัน โดยต้นไม้เดิมจะ<br />

โผล่ทะลุขึ้นมาที่ pool bar นอกจากนี้โครงการ Lima Duva<br />

ยังเป็นโรงแรมแรกบนเกาะเสม็ดที่มี pool access จาก<br />

ห้องพักอีกด้วย โดยสีของกระเบื้องสระจะค่อยๆ มีความ<br />

เข้มขึ้นเรื่อยๆ ไล่ไปจนเป็นสีดาเมื่อถึงส่วนของระเบียง<br />

ห้องพัก เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้แก่แขกผู้มาพัก มีการ<br />

ออกแบบระบบลาโพงใต้น้าที่เมื่อว่ายน้าอยู่ใต้น้าถึงจะได้ยิน<br />

เสียงแพลง<br />

ในส่วนของล็อบบี้ที่อยู่ติดกับฝั่งถนน จีรเวชเล่าว่า<br />

“ต้องการให้ดูน่าค้นหาและน่าสนใจด้วยการออกแบบคล้าย<br />

กล่องสีขาวที่ครอบพื้นที่ว่างเอาไว้มีต้นไม้เดิมทะลุผ่านขึ้นมา<br />

และเปิดมุมมองให้เห็นไปยังพื้นที่ภายในได้เพียงเล็กน้อย<br />

เพื่อกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น โดยเมื่อลูกค้า<br />

ลอดผ่านเข้ามาจะเห็นมุมมองเปิดสู่พื้นที่ภายในแตกต่างกัน<br />

ไปในแต่ละช่วงของการเดิน” พื้นที่ตั้งโครงการมีความลาดชัน<br />

โดยทีมออกแบบสถาปัตยกรรมได้ทางานร่วมกับภูมิสถาปนิก<br />

ออกแบบอาคารให้โอบล้อมและเล่นระดับไปกับระดับเดิม<br />

อีกจุดเด่นหนึ่งของโครงการคือการที่ผนังและหน้าต่าง<br />

มีการยืดและย่นระยะเหลื่อมกันเพื่อเกิดเป็นมิติของรูปด้าน<br />

ที่น่าสนใจ นอกจากนี้การลดหลั่น mass ของอาคารยังช่วย<br />

เพิ่มการกันแดดให้กับช่องเปิดซึ่งอยู่ในทิศใต้และช่วยกันฝน<br />

ได้ในระดับหนึ่งอีกด้วย โดยทีมผู้ออกแบบได้เขียนคู่มือการ<br />

เช็ดกระจกมอบให้เจ้าของโครงการด้วยเพื่อความสะดวกและ<br />

ความเข้าใจในการดูแลรักษาต่อไปในอนาคต หลังคาออกแบบ<br />

เป็นดับเบิ้ลรูฟเพื่อลดความร้อนที่จะถ่ายเทเข้าสู่อาคาร ใน<br />

ส่วนของทางเดิน ทีมออกแบบเลือกใช้อิฐช่องลมซึ่งเป็นวัสดุ<br />

ก่อสร้างราคาไม่แพงที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เป็นการนามา<br />

จัดวางแบบตะแคงข้างและหันด้านที่มักจะถูกวางด้านนอก<br />

เป็นด้านใน เพื่อให้เกิดแสงเงาและมุมมองที่แตกต่างกัน<br />

ของการเดินไปและเดินกลับ จีรเวชเล่าให้ฟังถึงข้อจากัดของ<br />

การขนส่งวัสดุไปยังเกาะที่นับเป็นอุปสรรคและความท้าทาย<br />

อย่างหนึ่งในช่วงการก่อสร้าง ในส่วนของโครงสร้างนั้นด้วย<br />

ข้อจากัดของการขนส่งทรายและปูน ทาให้โครงสร้างเหล็ก<br />

มีความเหมาะสมมากกว่า<br />

70 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


เมื่อถามจีรเวชถึงรูปลักษณ์ของโครงการที่ดูแตกต่างจาก<br />

โรงแรมอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อหากเราหลับตานึกถึงภาพของ<br />

โรงแรมบนเกาะในประเทศเขตร้อนชื้นทั่วไป ผู้คนมักนึกถึง<br />

ภาพของบังกะโล มุงหลังคาลาดเอียงด้วยวัสดุธรรมชาติ<br />

“จริงๆ แล้วทางเราไม่ได้มีภาพสุดท้ายอะไรก่อนในการทา<br />

เป็นการออกแบบที่คิดไปตามโจทย์ ไม่ได้คิดถึงฟอร์มก่อน<br />

ไม่ได้มองว่าสุดท้ายมันจะต้องออกมาดูโมเดิร์นหรือไม่ แต่<br />

คิดถึงความเป็นเสม็ดในมิติต่างๆ และต่อยอด แตกประเด็น<br />

ออกไปเป็นโจทย์ของการออกแบบต่างๆ ตามลาดับ ทาให้<br />

เกิดการวางผัง การเรียงห้อง การออกแบบพื้นที่ภายใน การ<br />

วางตาแหน่งล็อบบี้ การเก็บต้นไม้ การโอบล้อมพื้นที่ต่างๆ<br />

ตามที่ได้เล่าให้ฟัง”<br />

หากมองแบบรวดเร็วนั้น Lima Duva ดูเรียบง่ายและ<br />

มีความสมัยใหม่อย่างเห็นได้ชัดหากแต่เมื่อได้เดินอยู่ในพื้นที่<br />

จริง ได้มุดผ่านส่วนของทางเข้าล็อบบี้เข้าไปเจอต้นไม้ใหญ่<br />

ที่ถูกซ่อนไว้ในกล่องสีขาวที่เปิดทะลุเพดานถึงด้านบน เกิด<br />

ความประหลาดใจ ทาให้อยากค้นหาและเดินลอดต่อไปยัง<br />

ส่วนของลานหญ้าที่โล่งกว้าง จนเดินไปสู่อาคารห้องพักผ่าน<br />

ทางเดินผนังอิฐช่องลมที่ค่อนข้างสลัวและเป็นส่วนตัว ซึ่ง<br />

เปิดมุมมองสู่ภายนอกและให้แสงเงาที่เปลี่ยนไปในทุกก้าว<br />

จนเข้าไปสู่ส่วนห้องพักและระเบียงที่ได้ถูกออกแบบและ<br />

วางผังอย่างใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยเฉพาะหากแขก<br />

ผู้มาพักเป็นคู่รักที่นิยมความโรแมนติกและชื่นชอบการอยู่<br />

ด้วยกันอย่างเป็นส่วนตัวในมุมต่างๆ น่าจะรู้สึกได้ถึงความ<br />

พอเหมาะพอดีของการออกแบบต่างๆ ซึ่งทีมผู้ออกแบบมองว่า<br />

ไม่จาเป็นต้องป่าวประกาศให้ชัดเจนถึงแนวคิดการออกแบบ<br />

ในมิตินี้แต่อย่างใด หากเมื่อแขกผู้มาพักรู้สึกผ่อนคลายและ<br />

ประทับใจกับความพอเหมาะพอดีของสิ่งต่างๆ โดยธรรมชาติ<br />

อย่างแนบเนียน เพียงเท่านี้น่าจะเพียงพอและน่าพึงพอใจ<br />

มากกว่า<br />

The surrounding hotels located on Koh Samed<br />

Island are known for their beauty and romantic atmosphere,<br />

appropriate for tourists who are young sweethearts;<br />

therefore, IDIN Architects designed the hotel<br />

Lima Duva Resort in a manner that pays great attention<br />

to every little detail, emphasizing privacy, creating a<br />

special, inviting area for couples and, together with this<br />

intention, creating new impressionable experiences<br />

for lovers that come to utilize the building. It all started<br />

with the fact that the owner of the Lima Duva project<br />

has many hotels on Koh Samed Island, each of which<br />

features various characteristics that are catered toward<br />

different clientele. As for the Lima Duva Resort, this<br />

site places emphasis on clientele who are modern<br />

couples fond of romantic things, hence emphasis was<br />

given to the design. The actual area where the project<br />

was located is not directly adjacent to the beach, therefore<br />

utilizing the empty spaces and creating a pleasant<br />

atmosphere was prioritized.<br />

The boundaries that set the work began from the<br />

fact that the owner emphasized simplicity and economical<br />

prices – partly due to the fact that the land<br />

used for the project was on a long-term rental contract.<br />

As for the design perspective, Jeravej Hongsakul,<br />

the founder of IDIN Architects explained to us that it<br />

started from the brainstorming of the design team<br />

and was based on the catch phrase of Koh Samed -<br />

claiming that when lovers and sweethearts travel to<br />

Koh Samed, they often end up being together forever.<br />

Together with this, it was also based on the epic Phra<br />

Aphai Mani, a classic Thai folklore of Phra Aphai Mani, a<br />

prince, and a mermaid written by Sunthorn Phu. Many<br />

people believe that Koh Samed is actually Koh Kaew<br />

Phitsadan mentioned in the folklore. The design was<br />

based on a variety of activities that are normally carried<br />

out by couples that come to reside here, and the most<br />

important thing was that in each of the individual rooms<br />

there must be privacy and no disturbances caused to<br />

others. Therefore, the team of designers set the<br />

01 บันไดขึ้นอาคารส่วนห้องพัก<br />

และทางเดินที่เลือกใช้ผนังอิฐ<br />

ช่องลม<br />

02 อิฐช่องลมธรรมดาถูกนำามา<br />

จัดวางใหม่ ก่อให้เกิดแสงเงาและ<br />

มุมมองที่แตกต่างกันในการเดิน<br />

ไปกลับ<br />

03 รูปด้านที่น่าสนใจจากการสลับ<br />

ตำาแหน่งห้องพัก<br />

02<br />

03<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 71


4<br />

3.<br />

3<br />

2<br />

5 M<br />

1<br />

1ST FLOOR PLAN<br />

1 Lobby<br />

2 Restaurant<br />

3 Swimming Pool<br />

4 Guest Room<br />

72 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


<strong>04</strong><br />

scheme of the design of the balconies to be situated<br />

in the middle, cleverly acting as dividers between each<br />

room and hence separating them so that no walls<br />

were shared. Other than this, IDIN Architects also<br />

designed the interior architecture structure as well, and<br />

the distance of the placement of the furniture was set<br />

to support the variety of activities that were carried<br />

out, including flexibility in terms of meeting the needs<br />

of both couples and guests who came as families alike.<br />

The walls also feature graphic illustrations of selected<br />

chapters from the epic Phra Aphai Mani, crafted<br />

through intricate drawing tactics.<br />

The design of the scheme for the surrounding<br />

area emphasized connectivity with the older project<br />

that was located next door, hence the building was<br />

designed in an ‘L’ shape so that it encircled and yet<br />

opened up to the wide empty multi-purpose field<br />

thereby interconnecting the new and old projects with<br />

activities and a flowing architectural landscape. This<br />

field was being used for various special activities, and<br />

the surface area of the white wall of the lobby located<br />

close to the field could be utilized as a background<br />

to project a movie or various other media while the<br />

audience could sit on the multi-level steps located in<br />

the garden. Other than this, a lot of old trees were<br />

maintained and the swimming pool was designed in<br />

harmony with them. In fact, one of the trees penetrated<br />

out, right at the pool bar. The Lima Duva Resort<br />

project is the first hotel on Koh Samed to feature pool<br />

access directly from the rooms themselves, and the<br />

tiles in the pool slowly become darker shades eventually<br />

turning to black when they reach the area closest<br />

to the room balconies. Furthermore, to increase the<br />

level of privacy for all guests, the design supported an<br />

installation of speakers underwater and music that can<br />

be heard only when one is swimming.<br />

As for the lobby which is located next to the<br />

main road, Jeravej explained that, “I wanted it to be<br />

something that stimulated people to want to search<br />

and discover more - it was designed as a white box<br />

that engulfed an empty space, with one of the original<br />

trees penetrating out of this area and subtly opening<br />

up to the internal space, thereby stimulating the<br />

desire to discover more. When the customers walk<br />

along they will see various perspectives opening up<br />

to different spaces at various locations. The project is<br />

set on a precipitous slope and the architectural design<br />

team worked together with the landscape architects to<br />

enable the building structure to both encircle and also<br />

utilize different land levels due to the slopes.<br />

<strong>04</strong> ผนังและหน้าต่างมีระยะเหลื่อม<br />

กันเกิดเป็นมิติน่าสนใจ นอกจากนี้<br />

ยังช่วยกันแดดกันฝนได้อีกด้วย<br />

วารสารอาษา<br />

THEME <strong>ASA</strong> 73


05<br />

Another outstanding point of the project is that<br />

the design of the external walls and windows expands<br />

and shortens in an overlapping pattern thereby creating<br />

an interesting dimensional effect. Other than this,<br />

reducing the mass of the building structure assisted in<br />

protecting against the sunrays as well, as the openings<br />

are southward facing, thereby to some level further<br />

protecting against rainfall. The design team also handed<br />

a manual to the owner of the project on the correct<br />

and convenient method for cleaning the windows,<br />

thereby allowing for them to take care of the maintenance<br />

in the future as well. The roof was designed as<br />

a double roof, thereby reducing the heat that would<br />

disperse through the building. As for the pathway, the<br />

design team chose to use ventilated bricks, (bricks with<br />

spaces) which is an inexpensive raw construction<br />

material abundantly available. These were placed inclined<br />

on their sides with the normally external-facing side<br />

turned in to face the opposite side, creating a shadow<br />

effect and offering entirely different perspectives when<br />

walking in and when walking back.<br />

Jeravej explained that the limitations of transporting<br />

construction materials to the island created obstacles<br />

that proved rather challenging while the project was<br />

being built and, because of the limited ability to transport<br />

both cement and sand, a metal structure was found to<br />

be more appropriate and used instead.<br />

Regarding the overall form of the project, which is<br />

different from other hotels, especially those that come<br />

to mind when we close our eyes and imagine hotels<br />

located on islands in hot countries - bungalows with<br />

sloping rooftops made of natural materials - Jeravej<br />

described that “Actually, we did not have a final picture<br />

of what the project would look like in mind when we<br />

started. We just designed as per problem presented<br />

and did not think about the form before this. We didn’t<br />

envision whether it was supposed to look modern or<br />

not, but we looked at Samed in various dimensions,<br />

from these dimensions we accumulated ideas and<br />

then subdivided them into various methods that could<br />

be used for designing, and put them in a sequence and<br />

thereby were able to plan the project accordingly which<br />

included the arrangements of the rooms, designing the<br />

internal area, the position of the lobby and maintaining<br />

the trees so that they could encircle certain areas.”<br />

If we look very quickly at Lima Duva, it looks simple<br />

and clearly shows it has a modern touch to it, but<br />

when you really walk within the actual premises and<br />

pass through the entrance of the lobby, you discover a<br />

huge tree hidden in a white box with an open ceiling.<br />

It causes some amazement while creating a sense of<br />

wanting to discover more. Then, we walked further<br />

toward the open grass field, moving along towards the<br />

rooms and passing the ‘ventilated bricks’ with their soft<br />

light that opens up to the outside creating a shadowy<br />

effect that changes with every step taken. This will<br />

eventually lead to the rooms and their balconies that<br />

have been intricately designed, especially fitting for<br />

couples who like something romantic - they would love<br />

their private moments together in the quiet corners<br />

and they should be able to feel the appropriateness<br />

of the various designs. The design team did not find it<br />

necessary to publicize the design perspective that they<br />

used, they felt that when the guests came to stay and<br />

felt both relaxed and impressed by the appropriateness<br />

of everything mingling together with nature so smoothly,<br />

this should in itself be enough to bring about adequate<br />

satisfaction.<br />

05 บรรยากาศยามค่ำาคืน<br />

ผศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์<br />

อาจารย์ประจำาคณะสถาปัตย-<br />

กรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย<br />

ศิลปากรและ Editor-in-Chief<br />

วารสารอาษา<br />

74 <strong>ASA</strong> THEME วารสารอาษา


<strong>ASA</strong> COMMITTEE<br />

HANDMADE<br />

ARCHITECTURE<br />

AN EPILOGUE FROM <strong>ASA</strong> FORUM 2015<br />

TEXT<br />

Nattawut Usavagovitwong<br />

เงื่อนไขความคิดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทามือ<br />

ในวงเสวนางานสถาปนิก’<strong>58</strong> ‘Handmade Architecture’<br />

เป็นหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจและมีการอภิปรายกัน<br />

อย่างกว้างขวางเกือบ 4 ชั่วโมง โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบ<br />

ด้วย คุณศรัณย์ สุนทรสุข (Habita Architects) คุณปัจจ์<br />

บุญกาญจน์วนิชา ( La Terre S.A. ) คุณจุลพร นันทพานิช<br />

(North Forest Studio) คุณธนพัฒน์ บุญสนาน (ธ.ไก่ชน)<br />

คุณธนา อุทัยภัตรากูร (อาศรมศิลป์) และคุณเดโชพล<br />

รัตนสัจธรรม (ยางนาสตูดิโอ) เนื้อหาการเสวนาได้ให้<br />

ภาพฉายเกี่ยวกับชุดความคิดเรื่องการทางานสถาปัตย-<br />

กรรมด้วยมือจากประสบการณ์และมุมมองของแต่ละ<br />

ท่าน ก่อนที่จะลงในรายละเอียด ผู้เขียนจะขอสะท้อน<br />

มุมมองที่ปรากฏในการเสวนา โดยพบว่าประเด็นการ<br />

แลกเปลี่ยนได้นาพาให้คิดถึงความคิดเบื้องหลังสถาปัตย-<br />

กรรมทามือ ว่าเพราะเหตุใดงานทามือถึงมีความน่าสนใจ<br />

และผู้ร่วมเสวนาอธิบายงานสถาปัตยกรรมทามือที่ตัว-<br />

เองลงมือทาอยู่อย่างไร<br />

01<br />

La Terre<br />

ความคิดที่ปรากฏในวงเสวนาพบว่าได้มีสาระสาคัญ<br />

ในระดับหลักการ (Principle) ที่สาคัญสองด้าน ได้แก่<br />

1) ฐานคิดที่เป็นปฏิภาคกับ Division of labor, Industrialization,<br />

Globalization มาสู่ความคิด Self-sustaining,<br />

Genius Loci และ 2) การพัฒนาชุมชน ฐานความเป็น<br />

เจ้าของร่วมที่ทุกคนแบ่งปันและมีส่วนร่วมได้(Collective<br />

process/Empowerment/De-professionalism)<br />

ในด้านแรกเกิดขึ้นในระบบนิเวศทางสังคมที่การแลก-<br />

เปลี่ยนในระบบตลาดเป็นต้นทุนของการสร้างอาคารที่<br />

สูงเกินไป ความต้องการผลลัพธ์ของงานสถาปัตยกรรม<br />

จึงเป็นแนวคิดบนฐานที่พึ่งตนเอง คุณจุลพรสะท้อนความ<br />

คิดทางสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับระบบธรรมชาติและ<br />

นิเวศวัฒนธรรมขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมทามือจึงเป็น<br />

ส่วนหนึ่งของความเข้าใจชุดความสัมพันธ์เหล่านี้และ<br />

เป็นส่วนหนึ่งของหนทางเรียนรู้ตนเอง ในขณะที่คุณ<br />

เดโชพลให้น้าหนักกับเรื่องเล็กๆ และความสัมพันธ์ระหว่าง<br />

มนุษย์ผ่านการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม และมีความ<br />

เป็นบริบทนิยมอยู่สูงโดยอยู่บนฐานความเป็นช่างฝีมือ<br />

กระบวนการช่างและความเข้าใจสภาพแวดล้อมเป็นตัว<br />

กาหนดวิธีการ ซึ่งจากสภาพแวดล้อมของเขาเองนั้น<br />

สถาปัตยกรรมทามือจึงเป็นเงื่อนไขในการสร้างสรรค์<br />

มิใช่ทางเลือก เป็นต้น<br />

ในด้านที่สองนั้นสถาปัตยกรรมทามือเกิดขึ้นในฐานะ<br />

ที่เป็นกระบวนการในการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ซึ่ง<br />

ให้ไม่ได้ในงานสถาปัตยกรรมกระแสหลักที่โดยตัวมันเอง<br />

ได้รวบหน้าที่ของคนที่เกี่ยวข้องเฉพาะคนที่มีทักษะสูง<br />

เท่านั้น งานลักษณะนี้ใช้ในบริบทที่ต้องการใช้สถาปัตย-<br />

กรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการและให้ผู้มี<br />

ส่วนร่วมเกิดสานึกและการทางานร่วมกัน ดังสะท้อนให้<br />

เห็นจากรณีแลกเปลี่ยนของคุณธนา ที่ใช้ผ่านการเรียน<br />

การสอน และกระบวนการสร้างชุมชนที่เน้นกิจกรรมเชิง<br />

Collective เป็นต้น<br />

76 <strong>ASA</strong> <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา


บทเรียนที่มากกว่าความโรแมนติค<br />

การเสวนามีประเด็นที่ทาให้ตัวสถาปัตยกรรมทามือ<br />

แฝงด้วยชุดความคิด คาถามและความท้าทายในการ<br />

สร้างสรรค์จานวนหนึ่งที่ชี้ชวนให้เกิดการต่อยอดจานวน<br />

หนึ่ง ได้แก่<br />

• Inspiration of Essence<br />

สถาปัตยกรรมทามือให้แรงบันดาลใจแก่ผู้มีส่วนใน<br />

การสร้างสรรค์ เนื่องจากตัวมันเองมีความเป็นหัตถศิลป์<br />

อยู่สูง คุณปัจจ์ได้สะท้อนเทคนิคการทาผนัง Rammed<br />

Earth ที่ร่องรอยของวัสดุเป็นร่องรอยที่สะท้อนกระบวนการ<br />

ทาด้วยมือ พลังของร่อยรอยนี้ได้ส่งผลให้เกิดองค์ประกอบ<br />

ในงานสถาปัตยกรรมที่กินความหมายลุ่มลึกขึ้น (รูปที่ 1)<br />

• Value-added design strategy<br />

งานสถาปัตยกรรมที่ทาด้วยมือนั้นมีคุณค่าในตัวเอง<br />

คุณศรัณย์ได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าในมุมมองที่สามารถ<br />

สร้างมูลค่าเพิ่มในงานสถาปัตยกรรมได้หากนามากาหนด<br />

เป็นกลยุทธในการออกแบบ (รูปที่ 2) และมีตลาดของ<br />

การทางานลักษณะนี้อยู่ เป็นทัศนะที่ทาให้งานออกแบบ<br />

มีความแตกต่าง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ<br />

ของผู้ออกแบบที่จะขับเน้นเนื้อหานี้ให้เปล่งประกายออก<br />

มาได้มากน้อยแค่ไหน<br />

• Missing link of praxis<br />

สถาปัตยกรรมทามือช่วยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้<br />

ในการปฏิบัติที่ระบบการศึกษาสถาปัตยกรรมปัจจุบัน<br />

ละเลย หรือให้ความสาคัญแต่เพียงทักษะการคิดวิเคราะห์<br />

การทางานสถาปัตยกรรมที่ผู้ออกแบบต้องเรียนรู้ผ่าน<br />

การลงแรงปฏิบัติในลักษณะช่างฝีมือ (Artisan) ทาให้<br />

ผู้ออกแบบได้เรียนรู้ธรรมชาติของวัสดุ ศักยภาพ และ<br />

ข้อจากัดที่ผ่านประสบการณ์จริงทาให้เกิดความเชื่อมโยง<br />

ความคิดสู่การปฏิบัติได้ต่อเนื่องขึ้น คุณธนาได้สะท้อน<br />

ให้เห็นความหมายนี่อย่างชัดเจนในงานที่เขาทาและ<br />

ต้องการจะสื่อ (รูปที่ 3)<br />

02<br />

Habita Architects<br />

01 ลวดลายของผนัง Rammed<br />

Earth ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ<br />

ของการก่อสร้างและไม่สามารถ<br />

ทำาซ้ำาให้เกิดลายเดิมได้<br />

02 การถักพืชล้มลุกท้องถิ่น<br />

เพื่อใช้เป็นวัสดุมุงหลังคารีสอร์ท<br />

แห่งหนึ่งในเวียดนาม<br />

03 การเรียนรู้ธรรมชาติของ<br />

ไม้ไผ่ผ่านการลงมือทำาและการ<br />

ออกแบบที่อาศัยความชำานาญ<br />

ในการสร้างสมดุลระหว่างการ<br />

ออกแบบที่กำาหนดผลล่วงหน้า<br />

กับความไม่แน่นอนของวัสดุที่<br />

เกิดขึ้นขณะก่อสร้าง<br />

03<br />

Thana Uthaipattrakoon<br />

Handmade Architecture, an interesting topic that<br />

was debated for almost 4 hours during a seminar<br />

in Architect‘<strong>58</strong> with participants consisting of Saran<br />

Soontornsuk (Habita Architects) Pajj Bunkanwanicha<br />

( La Terre S.A. ) Chunlaporn Nuntapanich (North Forest<br />

Studio) Thanapat Boonsanan (Thor.Kaichon) Thana<br />

Uthaipattrakoon (Arsom Silp) and Dechopol Rattanasadjathum<br />

(Yangnar Studio), showed the concept of<br />

handmade architecture through the experiences and<br />

viewpoints of each participant. Before getting to<br />

the content, I would like to firstly describe the overall<br />

aspect that occurred in the seminar. We found that<br />

the topic inspired us to think about the background<br />

ideas of handmade architecture and why it seems<br />

interesting, learning via explainations provided by each<br />

participant regarding their own handmade architecture<br />

projects.<br />

CONDITION OF IDEAS WITHIN HANDMADE<br />

ARCHITECTURE<br />

There are essential ideas in terms of principle which<br />

are divided into 1) The ideas which are against the<br />

Division of Labor, Industrialization and Globalization<br />

which lead to ideas of a Self-sustaining, Genius Loci. 2)<br />

Development of community and collective ownership<br />

in which a community can share and engage in the<br />

development process.<br />

The first case takes place in the social ecosystem<br />

in which movement in the market affects the increase<br />

of building costs, so the requirement of the architectural<br />

result is based on an idea of self-reliance. Chunlaporn<br />

reflected this architecture idea that was related to the<br />

environmental system and larger cultural circle, therefore<br />

handmade architecture was an element for understanding<br />

this series of relationships and also a matter<br />

through which to learn about yourself. Meanwhile,<br />

Dechopol attended to detailed elements and relationships<br />

within the human being through architecture,<br />

still based on the context and sense of craftwork. For<br />

him, method depends on craft processes and recognition<br />

of the environment; therefore, according to his<br />

surroundings, handmade architecture is a condition of<br />

creation instead of an alternative choice.<br />

In the second case, handmade architecture happens<br />

as a process that has a sense of participation and<br />

learning in contrast to mainstream architecture that<br />

in itself requires only the specialists to be realized.<br />

Furthermore, handmade architecture can be useful in<br />

areas that use architecture as a tool to generate the<br />

co-working atmosphere, as was defined by the Thana<br />

case study - which uses this process as an educational<br />

tool as well as a process to create a sense of community<br />

emphasizing the collective activity.<br />

วารสารอาษา<br />

<strong>ASA</strong> COMMITTEE <strong>ASA</strong> 77


HANDMADE ARCHITECTURE<br />

HAPPENS AS A PROCESS THAT<br />

HAS A SENSE OF PARTICIPATION<br />

AND LEARNING.<br />

• Standardized VS De-standardized<br />

ความคิดของการทาสถาปัตยกรรมด้วยมือโดยนัยยะ<br />

หนึ่งคือการก่อเกิดแนวปะทะกันทางความคิดของโลก<br />

สถาปัตยกรรมปัจจุบันที่สัมพันธ์กับระบบอุตสาหกรรม<br />

การก่อสร้าง ทั้งเรื่องการผลิตแบบ วัสดุก่อสร้างในระบบ<br />

อุตสาหกรรม มาตรฐานการเชื่อมต่องานระหว่างกลุ่ม<br />

คนที่ใช้ทักษะคนละด้าน มาตรฐานจึงเป็นสิ่งจาเป็นที่<br />

ทาให้การส่งต่องานในระบบแบ่งงานกันทาตามความ<br />

ชานาญเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น กับอีกความคิดหนึ่งที่<br />

ช่วยให้เกิดการต่อยอด ท้าทายเส้นแบ่งระหว่างความ<br />

ประณีตแบบจักรกลและความงาม ความไม่คงเส้นคงวา<br />

ของวัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ในตัวมันเอง คุณธนพัฒน์<br />

สะท้อนให้เห็นว่างานสถาปัตยกรรมทามือไม่อาจคาดหวัง<br />

ความแน่นอนได้ (รูปที่ 4) แต่เสนอมุมมองที่ให้ยอมรับ<br />

ข้อจากัดของตัวกระบวนการเอง อีกทั้งสถาปัตยกรรม<br />

ทามือได้หลอมรวมการช่างให้เป็นส่วนหนึ่งของการ<br />

สร้างสรรค์งาน<br />

• Process of inner change<br />

ความน่าสนใจประการหนึ่งของสถาปัตยกรรมทามือ<br />

คือมันได้เปลี่ยนโลกทัศน์ภายในของตัวผู้ออกแบบเอง<br />

จากการสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวและการปลุก<br />

สัญชาตญาณการรับรู้ ความตื่นตัวต่อผัสสะละเอียดของ<br />

ความเป็นช่างฝีมือ ความหมายเชิงรหัสของร่องรอย<br />

ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เครื่องมือกับผลลัพธ์ที่ได้<br />

คุณเดโชพลฉายให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเขาเอง<br />

กับช่างก่อสร้างที่แบ่งปันโลกทัศน์และความเข้าใจสถาปัตย-<br />

กรรมที่เป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้นโดยสลายพรมแดน<br />

ระหว่างผู้ออกแบบและผู้ลงมือก่อสร้าง (รูปที่ 5)<br />

<strong>04</strong><br />

Thor.Kaichon<br />

<strong>04</strong> ความพยายามหาจุดพอดี<br />

ระหว่างการใช้วัสดุที่ยากต่อการ<br />

กำาหนดมาตรฐานและการผลิต<br />

แบบอุตสาหกรรม<br />

05 การยอมรับความเป็นช่างฝีมือ<br />

(Artisan) สู่การเป็นองค์ประกอบ<br />

หนึ่งของกระบวนการออกแบบ<br />

06 การสร้างสรรค์ที่ให้งานสถา-<br />

ปัตยกรรมเป็นส่วนขับเน้น<br />

บรรยากาศและบริบทพื้นที่<br />

มากกว่าการขับเน้นตัวสถาปัตย-<br />

กรรมเอง<br />

• Deep Ecology<br />

สถาปัตยกรรมทามือเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนผ่าน<br />

ความเข้าใจความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อม<br />

ก่อให้เกิดสานึกของนิเวศวิทยาเชิงลึกและการเข้าใจตนเอง<br />

และเกิดความหมายทางอภิปรัชญา/ญาณทัศนะ คุณ<br />

จุลพรใช้เวลาทาความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่เป็นองค์รวม<br />

และหาตาแหน่งแห่งที่ให้แก่งานสถาปัตยกรรมว่ามีส่วน<br />

ในการสร้างความหมาย จัดสมดุล สถาปัตยกรรมที่เป็น<br />

หน่วยหนึ่งในภาพรวม และจากภาพรวมสู่สถาปัตยกรรม<br />

ในฐานะหน่วยหนึ่งอย่างไร (รูปที่ 6) ซึ่งกระบวนการนี้<br />

ต้องอาศัยการลงมือทาเองเท่านั้น มิใช่ผ่านการคิดแต่เพียง<br />

อย่างเดียว<br />

• ความท้าทาย<br />

ความท้าทายสาคัญที่สะท้อนออกมาในวงเสวนามี<br />

ด้วยกันสองส่วนคือ ส่วนแรกคงได้แก่คาถามที่ว่าโรงเรียน<br />

สถาปัตยกรรมควรจะมีบทบาทในการสนับสนุนให้<br />

กระบวนการนี้สร้างความเข้าใจศาสตร์ทางสถาปัตย-<br />

กรรมที่มีลักษณะเชิงปฏิบัติอยู่สูงอย่างไร กระบวนการ<br />

ทามือได้ริเริ่มเข้าสู่การเรียนการสอนทางสถาปัตยกรรม<br />

ในระดับอุดมศึกษาบ้างแล้วแม้จะยังไม่เป็นที่แพร่หลาย<br />

ถึงแม้ว่าในเชิงความรู้จะเป็นข้อถกเถียงว่าชุดความรู้นี้<br />

ไม่สัมพันธ์กับโครงสร้างหลักสูตร มาตรฐาน และระบบ<br />

การเรียนการสอนแบบอุตสาหกรรมการศึกษาก็ตาม<br />

แต่ในฐานะกระบวนการเรียนรู้นับว่ามีความน่าสนใจ<br />

อย่างยิ่งที่ทาให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงสถาปัตยกรรม<br />

กับโลกความเป็นจริงได้<br />

ความท้าทายอีกประการในด้านวิชาชีพคือ จะทา<br />

อย่างไรให้เกิดการยกระดับสถาปัตยกรรมทามือให้มี<br />

ระบบตลาดรองรับ ทั้งด้านการพัฒนาความรู้ที่เป็นระบบ<br />

การพัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยีในการก่อสร้างการ<br />

บริหารอุปสงค์และอุปทานของการผลิตวัสดุ เป็นต้น<br />

05<br />

Yangnar Studio<br />

78 <strong>ASA</strong> <strong>ASA</strong> COMMITTEE วารสารอาษา


MORE THAN ROMANTICIZE<br />

A topic that arose during the seminar that focused<br />

on the ways in which handmade architecture contains<br />

more ideas, questions and sorts of challenges in terms<br />

of creation that can encourage developments such as:<br />

• Inspiration of Essence<br />

Homemade architecture can inspire one who<br />

engages in process, because the practice in itself<br />

contains a lot of sense of craftwork, an example being<br />

Patch-Rammed Earth, in which a trace of the handmade<br />

process always remains and becomes a remarkable<br />

identity that can generate an abstract meaning. (Figure 1)<br />

• Value-added design strategy<br />

Handmade architecture contains a value within<br />

itself. Saran described the advantage of using handmade<br />

architecture as a strategy in order to increase<br />

architectural value, especially in regards to specific<br />

markets. (Figure 2) Following this vision, design<br />

becomes more innovative but still depends on the<br />

designers talent.<br />

• Missing Links of Praxis<br />

Handmade architecture brings the process of<br />

investigation into the architectural process, which<br />

seems to not be given much attention in today’s<br />

education where concentration is often placed solely<br />

on analysis and skill. The architectural process in which<br />

designers learn through their own practice, as a kind<br />

of artisan, lets one recognize the natural limits and<br />

potentiality of their own materials while also allowing<br />

for one’s concepts to be transformed into practice<br />

continuously. Thana portrayed this idea through his<br />

previous works clearly and obviously. (Figure 3)<br />

• Standardized Vs De-Standardized<br />

There are two implications within the idea of<br />

handmade architecture; firstly, it seems to conflict<br />

with mainstream architecture that is typically related<br />

to the construction industries such as manufacturing,<br />

construction materials within the industrial circle<br />

and the standard of connection between specialists<br />

working in this line, so this standard becomes the<br />

most important factor affecting the capacity within the<br />

system of the working line assignment. Secondly, the<br />

idea of expansion and the challenge of the boundary<br />

between industrial, neat forms and a craft aesthetic<br />

- the uncertain form that shapes its own character.<br />

Thanapat described that while handmade architecture<br />

didn’t have a certain form, (Figure 4) we could recognize<br />

the limits of this process and also the opportunity<br />

to portray that handmade architecture allowed for this<br />

sense of handcrafts to become a part of the creation.<br />

• Process of inner change<br />

On the other hand, handmade architecture also<br />

changes our perspective as well, encouraging one<br />

to observe their surroundings and awaken their own<br />

interpretations – the sensibility of a craftsman and<br />

abstract meaning of the relationship between apparatuses<br />

and their consequences. Dechopol portrayed<br />

increments of his relationships with craftsman where,<br />

through a lot of discussion, the distance between the<br />

architect and the maker was diminished. (Figure 5)<br />

• Deep Ecology<br />

Still, handmade architecture functions as a tool<br />

to transform our understanding of the relationship<br />

between humans and context, to create some<br />

consciousness of a deeper ecology and a sense of<br />

self-understanding and to generate meaning in terms<br />

of metaphysics. Chunlaporn tries to recognize the<br />

overall aspect in our current context and tries to define<br />

a specific position for architecture in order to balance<br />

and expand upon the meaning within a site in both<br />

directions - building as a part of an overall image and<br />

the overall image of a building.This process requires<br />

architects to practice by themselves and not only<br />

through conceptual thinking. (Figure 6)<br />

• Challenge<br />

There were two challenging things that were reflected<br />

in this seminar. Firstly, the question of whether<br />

or not an architecture institution should take on more<br />

of a role to support this process in order to arise the<br />

concept of pragmatism, handmade architecture being<br />

already a part but not widespread focus of undergraduate<br />

studies. Though many controversies still arise<br />

in terms of compatibility with prior course structures,<br />

standards and industrial patterns of education, it is<br />

a significant way in which students are allowed to<br />

transform their concepts into real practice in terms of<br />

the study process.<br />

Another challenging thing, with regards to<br />

architecture entrepreneurship, is how to develop the<br />

market in order to support handmade architecture, in<br />

the way of systematically developing knowledge, construction<br />

technologies and management of demand<br />

and supply of material manufacturing.<br />

06<br />

ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์<br />

ประธานกรรมาธิการสถาปนิก<br />

ชุมชน สมาคมสถาปนิกสยาม<br />

ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งก่อตั้ง<br />

ขึ้นในเดือนตุลาคม 2556 และ<br />

ผู้อำานวยการศูนย์วิจัยบูรณาการ<br />

ภาพพื้นที่และสังคม ภาควิชา<br />

สถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถา-<br />

ปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย<br />

ศรีปทุม<br />

North Forrest Studio<br />

วารสารอาษา<br />

<strong>ASA</strong> COMMITTEE <strong>ASA</strong> 79


CONVERSATION<br />

TEXT<br />

Ponn Virulrak<br />

<strong>ASA</strong>’S PRESIDENT INTERVIEW:<br />

<strong>ASA</strong> & CHAO PHRAYA RIVER<br />

PROMENADE PROJECT<br />

THE GOVERNMENT RECENTLY ANNOUNCED ITS PLANS FOR THE<br />

DEVELOPMENT OF CHAO PHRAYA RIVER PROMENADE PROJECT<br />

RUNNING ALONG BOTH SIDES OF THE CHAO PHRAYA RIVER. THE<br />

PROJECT ENCOMPASSES THE 14-KILOMETER PROMENADE THAT<br />

STARTS FROM THE FOOT OF THE RAMA 7 BRIDGE AND ENDS AT<br />

PINKLAO BRIDGE. THE ROUTE, WHICH PASSES 8 TEMPLES, 36 PIERS,<br />

6 HOTELS/RESTAURANTS AND 19 IMPORTANT SITES, WILL HAVE<br />

A DIRECT EFFECT ON APPROXIMATELY 268 WATERFRONT HOUSE-<br />

HOLDS WHOSE RESIDENCIES HAVE ENCROACHED UPON THE RIVER<br />

THROUGHOUT THE YEARS. THE PROJECT FOLLOWS THE POLICY<br />

INITIATED BY GENERAL PRAYUTH CHAN-OCHA, THE PRIME MINISTER,<br />

WHO PLANS TO DEVELOP THE AREA ALONG THE COUNTRY’S MAIN<br />

WATERWAY INTO A VISUALLY PLEASING ENVIRONMENT THAT CAN<br />

BE ACCESSED AND USED BY THE PUBLIC. THE AREA IS EXPECTED TO<br />

FUNCTION AS A RECREATIONAL AND EXERCISE SPACE AS WELL AS<br />

A NEW LANDMARK OF BANGKOK.<br />

จากการที่รัฐบาลได้ประกาศแผนของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้าเจ้าพระยา ตลอดเส้นทาง 2 ฝั่งแม่น้าเจ้าพระยา<br />

ระยะทางรวม 14 กิโลเมตร จากเชิงสะพานพระราม 7 ลงมาถึงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ ซึ่งจะผ่านวัด 8 แห่ง ท่าเรือ<br />

36 แห่ง โรงแรม/ร้านอาหาร 6 แห่ง และสถานที่สาคัญขนาดใหญ่ 19 แห่ง โดยมีที่อยู่อาศัยที่รุกล้าริมฝั่งแม่น้า<br />

เจ้าพระยาที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงทั้ง 2 ฝั่ง ประมาณ 268 หลังคาเรือน สาหรับโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้า<br />

เจ้าพระยา เกิดขึ้นตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการพัฒนาพื้นที่ ริมฝั่ง<br />

แม่น้าเจ้าพระยาซึ่งเป็นแม่น้าสายหลักของประเทศให้เกิดทัศนียภาพสวยงาม ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและ<br />

ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เพื่อการพักผ่อน การออกก าลังกาย การจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพและนันทนาการ รวมถึง<br />

การส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างสัญลักษณ์แห่งใหม่ (Landmark) ให้แก่กรุงเทพมหานครและประเทศไทย<br />

80 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา


01<br />

จากที่สมาชิกหลายท่านมีข้อสงสัยถึงจุดยืน<br />

ของสมาคมสถาปนิกสยามฯ ในเรื่องนี้ในขณะที่<br />

เป็นข่าวอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีกลุ่มประชา-<br />

สังคมคัดค้านโครงการนี้ที่ขัดกับข่าวที่ออกจาก<br />

กรุงเทพมหานครว่ากลุ่มชุมชนริมน้ ามีความเห็น-<br />

ด้วยกับโครงการ ในโอกาสนี้ ดร.พร วิรุฬห์รักษ์<br />

ได้สัมภาษณ์คุณพิชัย วงศ์ไวศยวรรณ นายก<br />

สมาคมสถาปนิกสยามฯ และนามาชี้แจงให้สมาชิก<br />

ทุกท่านทราบ<br />

ท่านนายกฯ ครับ ทาไมเราถึงไปเกี่ยวข้องกับกทม.<br />

ในเรื่องนี้ได้ครับ ตกลงสมาคมฯ ของเราสนับสนุน<br />

โครงการนี้หรือครับ?<br />

พิชัย: ก่อนอื่นเลยต้องเรียนว่าเราถูกแต่งตั้งเป็นหนึ่งใน<br />

คณะกรรมการกากับดูแลโครงการโดยท่านผู้ว่ากทม. เป็น<br />

ประธานและถูกแต่งตั้งโดยท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิตร<br />

วงษ์สุวรรณ ไปเป็นกรรมการและคณะทางานในอนุกรรมการ<br />

ออกแบบและภูมิสถาปัตย์โดยมีท่านปลัดกระทรวงกลาโหม<br />

เป็นประธาน การที่เราเข้าไปเป็นคณะกรรมการไม่ได้แปลว่า<br />

เราไปช่วยสนับสนุนหรือช่วยคิดออกแบบแต่อย่างใด แต่<br />

เมื่อเขาเชิญให้เราเข้าไปร่วมให้ความเห็น และการที่เรา<br />

ตัดสินใจไม่ได้ถอนตัวออกมา สาเหตุเป็นเพราะเราในฐานะ<br />

สมาคมวิชาชีพ น่าจะสามารถมีส่วนผลักดันให้โครงการ<br />

พัฒนาไปในทางที่ดีได้ และทางเรายังได้เสนอให้กทม. เชิญ<br />

ผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย และ<br />

สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทยเข้ามาร่วมเป็นกรรมการผู้ทรง<br />

คุณวุฒิด้วย<br />

MEMBERS ARE BECOMING MORE INTERESTED<br />

IN THE ROLE OF THE ASSOCIATION IN THE MATTER<br />

AS THE PROJECT IS MAKING HEADLINES DUE TO<br />

OPPOSITION FROM THE CIVIL SOCIETY GROUP<br />

WHO TELL A DIFFERENT STORY FROM THAT OF<br />

WHAT THE BANGKOK METROPOLITAN ADMINIS-<br />

TRATION HAS BEEN INFORMING THE MEDIA,<br />

SAYING THAT THE LOCAL COMMUNITY IS ON<br />

BOARD WITH THE PROJECT. DR. PONN VIRULRAK<br />

INTERVIEWED PICHAI WONGWAISAYAWAN,<br />

THE PRESIDENT OF THE ASSOCIATION OF SIAMESE<br />

ARCHITECTS ABOUT THE BACKSTORY AND CUR-<br />

RENT SITUATION.<br />

WHAT IS THE ASSOCIATION’S INVOLVEMENT IN<br />

THIS, DOES <strong>ASA</strong> SUPPORT THE PROJECT?<br />

PICHAI: First of all, I have to inform you that the association<br />

was appointed to be on the advisory committee<br />

of the project by the Governor. We were also appointed<br />

by the Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan to serve<br />

on the sub-committee of the design and landscape architecture<br />

committees, which have the Permanent Secretary<br />

for Defense as the chairman. Being on the committee<br />

doesn’t mean that we support or have any substantial<br />

contribution in the design, but the fact is that we are<br />

invited to provide professional opinions. We are still on<br />

the committee at this time because, as a professional<br />

association, we think that we can help the development<br />

progress to move in the right direction. We also suggested<br />

that the Bangkok Metropolitan Administration invite<br />

experts from the Thai Association of Landscape Architects<br />

and the Thai Urban Designers Association to serve on<br />

the committee as well.<br />

01 พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ<br />

นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ<br />

วารสารอาษา<br />

CONVERSATION <strong>ASA</strong> 81


เราไม่ได้สนับสนุน แต่เราก็ไม่ได้ต่อต้านเขาอย่าง<br />

ชัดเจนใช่ไหมครับ<br />

พิชัย: เราไม่ได้ต่อต้านในแง่ของหลักการเพราะวิสัยทัศน์<br />

เรื่อง “การสร้างพื้นที่สาธารณะริมน้ าให้กับประชาชน” เป็น<br />

เรื่องที่ดี ควรสนับสนุน แต่พอลงไปในรายละเอียดแล้ว<br />

มีปัญหา เราจึงมีการให้ความเห็นอย่างชัดเจนว่าเราไม่เห็น<br />

ด้วยกับ ‘รูปแบบแนวคิด’ ที่ไม่ได้มีการคานึงถึงสภาพ-<br />

แวดล้อม อันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ริมแม่น้า และ<br />

ต่อต้านเรื่องที่ต้องการเร่งรัดมากเกินไป ทั้งๆ ที่โครงการ<br />

ระดับนี้ควรมีการศึกษาวางแผนแม่บท กระบวนการมีส่วน-<br />

ร่วมของผู้มีส่วนได้เสียและประเมินผลกระทบต่างๆ มากมาย<br />

รวมถึงสิ่งแวดล้อมเสียก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการออกแบบ<br />

แล้วจากที่ท่านนายกฯ ทราบนั้น มีกระบวนการ<br />

เรื่องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่<br />

โดยรอบหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบ้างหรือไม่ครับ?<br />

พิชัย: “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ที่ทางกทม. บอกว่า<br />

ทาเรียบร้อยและชุมชนเห็นด้วยนั้น เท่าที่ทราบตามข่าวเป็น<br />

การเจรจากับชุมชนบางพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามพื้นที่<br />

ที่มีการรุกล้าพื้นที่ริมน้าและมีการจ่ายค่าเสียหายเพื่อให้<br />

ย้ายออกไป สภาพความเป็นจริงคือมีการรุกล้าพื้นที่ริมน้า<br />

กันเป็นเรื่องปกติ บางจุดเป็นข้อพิพาททางกฎหมายอยู่<br />

ยังไม่มีความชัดเจน และตอนนี้กทม. ก็ได้สร้างเขื่อนป้องกัน<br />

น้าท่วมไปเกือบตลอดแนวแล้ว มีทั้งชุมชนที่อยู่หน้าและ<br />

หลังเขื่อนซึ่งมีความสูงเกือบท่วมหลังคาบ้านตัดขาดการ<br />

เชื่อมต่อกับแม่น้าอยู่แล้ว เท่าที่ทราบเรื่องการมีส่วนร่วม<br />

ของประชาชนที่ทาอย่างเป็นระบบไม่เคยเกิดขึ้น ไม่มีการ<br />

เชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เหมาะสมเข้ามาแสดงความคิดเห็น<br />

ปัญหาอยู่ตรงที่เมื่อไม่มีการสอบถามความต้องการของ<br />

ผู้อยู่อาศัยอาจจะกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากได้ ทาให้เกิด<br />

ปัญหากับความเป็นอยู่ ความปลอดภัย การดูแลรักษาและ<br />

ไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ<br />

กลับมาที่เรื่องรูปแบบ ปัญหาอยู่ตรงไหนครับ<br />

พิชัย: ปัญหาใหญ่อยู่ที่รูปแบบด้วย เนื่องจากแนวคิดที่<br />

นาเสนอโดยสานักการโยธากทม. เป็นรูปแบบที่เป็นโครงสร้าง<br />

ขนาดใหญ่คล้ายถนนทางด่วนมีเสาตอม่อขนาดใหญ่มีความ<br />

กว้างถึง 19.50 เมตร และเมื่อมีเสียงคัดค้านผ่านสื่อต่างๆ<br />

ก็ลดขนาดลงมาถึงประมาณ 12-15 เมตร ตามที่มีการประชา-<br />

สัมพันธ์ออกไป และเป็นรูปแบบเดียววิ่งยาวตลอด 7 กิโลเมตร<br />

ทั้งสองฝั่ง ลักษณะดูเป็นแนวคิดแบบการทาถนนทั่วไป<br />

โดยมิได้มีการคานึงถึงผลกระทบกับความละเอียดอ่อน<br />

ทางวัฒนธรรมริมน้า ความเป็นอยู่ของชุมชนริมและใกล้น้า<br />

ความกว้างทางขนาดนี้ในช่วงที่แม่น้าแคบที่สุดประมาณ<br />

200 เมตร จะมีผลให้ทางน้าแคบลงเกือบ 20% แล้วจะมี<br />

ปัญหากับการระบายน้าหรือระบบป้องกันน้าท่วมอย่างไร<br />

ซึ่งก็ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างจริงจัง<br />

WE DON’T EXACTLY SUPPORT BUT WE DON’T BLA-<br />

TANTLY OPPOSE, IS THAT WHAT YOU’RE SAYING?<br />

PICHAI: We don’t oppose the principle and purpose of<br />

the project because the ‘riverside public space’ is actually<br />

a great concept and it deserves the support. But when<br />

you look into the details, there are many problematic<br />

issues. Our opinion about the matter has been pretty<br />

strong that we don’t agree with the way things are being<br />

done, particularly how the process will go on without<br />

any serious consideration for the protection of the surrounding<br />

environment, which is essentially the unique<br />

identity of each waterfront community. We also oppose<br />

how the development is being rushed to progress despite<br />

the fact that, with a project of this scale, a thorough study<br />

of the master plan, stakeholders’ participation and several<br />

other assessments, including the impact on the environment,<br />

should be conducted before the design process<br />

even takes place.<br />

FROM YOUR KNOWLEDGE, HAS THERE BEEN A<br />

PROCESS THAT INVOLVES THE PARTICIPATION<br />

OF PEOPLE OR STAKEHOLDERS?<br />

PICHAI: The process of ‘people’s participation’ that the<br />

Bangkok Metropolitan Administration claims to have<br />

done, as far as I’m concerned, is negotiation with some<br />

of the local communities, particularly the ones with<br />

encroachment issues, in which compensation has to<br />

be made in order for the residents to relocate. In reality,<br />

the encroachment of the waterfront area is rather<br />

common; some areas are still under legal dispute so<br />

nothing is certain for now. With the Bangkok Metropolitan<br />

Administration having already built the floodprevention<br />

dam along the area, communities both in<br />

front and behind are almost completely cut off from<br />

access to the river anyway because of its roof-high<br />

structure. To the best of my knowledge, a systematic<br />

process has never been done to incorporate the<br />

people’s participation; no stakeholders have been<br />

invited to provide opinions. The problem is that when<br />

the public’s viewpoints and demands are absent, this<br />

area can turn into something that they don’t really<br />

want, which affects the living condition, safety, maintenance<br />

and the sense of ownership as well.<br />

BACK TO THE DESIGN, WHAT DO YOU THINK IS<br />

REALLY THE PROBLEM?<br />

PICHAI: The big problem is in the design itself, because<br />

what is proposed by the Department of Public Work<br />

of the Bangkok Metropolitan Administration is this<br />

massive structure similar to an expressway pillar, which<br />

initially was as wide as 19.50 meters. With the increasing<br />

rumbling through the media, the size has come down<br />

to 12-15 meters as recently reported in the news. The<br />

structure runs along the entire span of 7 kilometers on<br />

both sides of the river, so basically it’s the same idea<br />

as road construction, with no thorough consideration<br />

about the impact and sensitivity in terms of the culture<br />

of the riverside community. The width of the structure, if<br />

located in the river’s narrowest range, which is about 200<br />

meters, would obstruct almost 20% of the waterway.<br />

What follows are problems in water distribution and flood<br />

prevention, which haven’t been studied as much as they<br />

need to be.<br />

82 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา


สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 6 กรกฎาคม ที่<br />

สัมภาษณ์ นี้เป็นอย่างไรบ้างครับ?<br />

พิชัย: ในภาพรวมตอนนี้งบประมาณรวมออกแบบก่อสร้าง<br />

14,006 ล้าน ได้ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีแล้ว ภาคี<br />

วิชาชีพและวิชาการอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องข้อกาหนด<br />

เงื่อนไขโครงการกับคณะอนุกรรมการซึ่งคาดหวังว่าจะมี<br />

การนัดประชุมกับผู้ใหญ่เพื่อให้คาชี้แจงเหตุผลเร็วๆ นี้<br />

ถ้าจะให้ท่านนายกฯ สรุปสิ่งที่ทางสมาคมสถาปนิก<br />

สยามฯ ได้ผลักดันจนสาเร็จ เกี่ยวกับโครงการนี้<br />

มีอะไรบ้างครับ?<br />

พิชัย: เรายังไม่คิดว่าถึงขั้นสาเร็จเนื่องจากยังไม่มีความ<br />

ชัดเจนในการปรับเปลี่ยนแนวทางในการปฏิบัติโดยเฉพาะ<br />

อย่างยิ่งเรื่องของข้อกาหนดการจัดจ้างที่ปรึกษาที่ทางภาคี<br />

วิชาชีพและวิชาการได้นาเสนอร่างต่อคณะทางานเพื่อให้<br />

แบ่งขั้นตอนการทางานออกเป็นสองระยะโดยกาหนดให้มี<br />

กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียตามความเหมาะสม<br />

แต่อย่างน้อยก็มีการรับฟังในเรื่องของเวลาที่มีการขยาย<br />

ออกไปและมีการแต่งตั้งผู้แทนจากภาคีวิชาชีพเข้าไปร่วม<br />

เป็นคณะทางานที่จะช่วยกันผลักดันให้โครงการดาเนินไป<br />

ตามครรลองที่เหมาะสม<br />

หลังจากนี้ทางสมาคมสถาปนิกสยามฯ จะผลักดัน<br />

ประเด็นใดต่อไปเกี่ยวกับโครงการนี้?<br />

พิชัย: เราจะผลักดันให้มีการยอมรับร่างข้อกาหนดที่แบ่ง<br />

เป็นส่วนๆ เริ่มด้วยการศึกษาวางแผนและทาผังแม่บทก่อน<br />

ซึ่งจะต้องควบคู่ไปกับการทารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม<br />

และอื่นๆ จากนั้นเราก็จะเสนอให้มีการแบ่งพื้นที่การพัฒนา<br />

ออกไปเป็นชิ้นเล็กๆ ตามความพร้อมของพื้นที่ซึ่งจริงๆ แล้ว<br />

เป็นการลดความเสี่ยงทั้งในแง่ของการลงทุนและผลกระทบ<br />

ต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมด้วย วิธีนี้จะช่วยให้โครงการบาง-<br />

ส่วนสามารถเริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องรอพื้นที่ที่ติดปัญหา<br />

ยกตัวอย่างพื้นที่บางส่วนในระยะ 7 กิโลเมตร ที่เป็นพื้นที่<br />

ทับซ้อนกับพื้นที่ศึกษาโครงการส่งเสริมให้เจ้าพระยาเป็น<br />

มรดกแห่งชาติและเราต้องให้บุคคลที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย<br />

จริงๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ซึ่งมีหลากหลายกลุ่ม<br />

ได้แก่ ส่วนราชการ วัด วัง กลุ่มเอกชน และกลุ่มชุมชน<br />

โดยกลุ่มเหล่านี้ต้องส่งตัวแทนเข้ามาร่วมแสดงความคิด<br />

เห็นเพื่อพัฒนาผังแม่บทและรายละเอียดต่างๆ<br />

02 แบบร่างรูปแบบของทางเดิน<br />

ริมน้าของโครงการพัฒนาริมฝั่ง<br />

แม่น้าเจ้าพระยา<br />

03 ระยะทาง 14 กิโลเมตรของ<br />

โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้า<br />

เจ้าพระยา<br />

WHAT’S THE CURRENT SITUATION ON THE DAY<br />

OF THIS INTERVIEW (6 JULY 2015)?<br />

PICHAI: In general, the 14,006 million baht budget has<br />

already been approved by the cabinet. The professional<br />

and academic network is in the middle of negotiating the<br />

conditions and regulations of the project with the subcommittee.<br />

A meeting is expected to take place soon for<br />

the experts to provide necessary information and make<br />

suggestions.<br />

IF YOU WERE TO SUM UP WHAT THE ASSOCIATION<br />

HAS BEEN TRYING TO ADVOCATE FOR AND SUC-<br />

CEED REGARDING THE PROJECT, WHAT WOULD<br />

THAT BE?<br />

PICHAI: It has not exactly been achieved because there<br />

hasn’t been any substantial change in terms of the process,<br />

particularly the regulations concerning the employment<br />

of consultants that was proposed to the working<br />

committee by the professional and academic network.<br />

The idea is to separate the process into two phases and<br />

appropriately incorporate the stakeholders’ participation<br />

as one of the steps. At the very least, they listened to our<br />

suggestions about the extension of the timeframe and<br />

the appointment of representatives from the professional<br />

network to be a part of the working committee so that<br />

the project can progress in the right direction.<br />

WHAT ARE THE NEXT ISSUES THAT THE ASSO-<br />

CIATION WANTS TO ADVOCATE FOR WITH THIS<br />

PROJECT?<br />

PICHAI: We will push forward with the drafted regulations,<br />

which are divided into different sections. It starts<br />

with the study, planning and creation of a master plan and<br />

it has to be done along with the environmental impact<br />

report, etc. Then we will propose for the areas within the<br />

project to be developed in different segments according<br />

to the preparedness of each area. This will actually help<br />

reduce the risk in terms of investment and the impact the<br />

project might have on the society and the environment.<br />

This process also allows for the project to start without<br />

having to wait for the areas that are problematic, for<br />

instance, some of the areas within the 7 kilometers that<br />

overlap with those under the study of the Chao Phraya<br />

River rehabilitation project and their objective to preserve<br />

the river as a national heritage site. We also want the<br />

people who are considered the actual stakeholders and<br />

several groups from the governmental, private, community<br />

and religious sectors as well as the Palace to be more<br />

involved. These groups have to send representatives to<br />

provide their opinions in order for the master plan and<br />

other details to continue to develop.<br />

02<br />

วารสารอาษา<br />

03<br />

CONVERSATION <strong>ASA</strong> 83


มีโครงการไหนไหมครับที่ใช้กลยุทธ์ในท านอง<br />

ดังกล่าวแล้วประสบความสาเร็จ?<br />

พิชัย: มีโครงการริมน้ายานนาวาโดยศูนย์ออกแบบและ<br />

พัฒนาเมือง (UddC) และสานักผังเมืองกทม. ซึ่งเป็นตัวอย่าง<br />

โครงการริมน้าที่ได้ผ่านกระบวนการศึกษาวางผังและการ<br />

มีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นระบบที่น่าจะเป็นตัวอย่าง<br />

โครงการนาร่องได้เพราะมีลักษณะเดียวกับโครงการพัฒนา<br />

ริมฝั่งแม่น้าเจ้าพระยา 14 กิโลเมตร นี้ นอกจากนี้ก็มี<br />

โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านกะดีจีนที่ร่วมกับหน่วยงาน<br />

ข้างต้นที่ประสบความสาเร็จและมีความยั่งยืน เพราะชุมชน<br />

ไปดูแลพัฒนาต่อกันเองและก็กาลังขยายวงให้กว้างขึ้น<br />

สุดท้าย ท่านนายกฯ อยากฝากอะไรถึงสมาชิก<br />

สมาคมสถาปนิกสยามฯ ที่อ่านอยู่ครับ?<br />

พิชัย: สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ มี<br />

หน้าที่ในการผดุงศักดิ์ศรีของวิชาชีพ โดยการรับใช้สังคม<br />

เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ และเราในฐานะ<br />

ผู้ประกอบวิชาชีพ เมื่อเราเห็นว่าเรื่องใดเป็นปัญหาและเรา<br />

สามารถชี้นาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้ก็พึง<br />

กระทา ซึ่งในกรณีนี้เราพยายามชี้ให้เห็นปัญหาหากด าเนิน<br />

ต่อไปตามแนวคิดเดิมและทาหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและ<br />

ผลักดันให้ภาคีวิชาชีพอย่างสถาปนิกผังเมืองและภูมิ-<br />

สถาปนิกเข้าไปมีบทบาทตามความเชี่ยวชาญตามลักษณะ<br />

ของโครงการซึ่งก็ถือว่าเราได้ทาหน้าที่ของเรามาได้ระดับ<br />

หนึ่งและเราก็จะทาต่อไปจนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ ผม<br />

มองว่าหากการผลักดันนี้สาเร็จตามเป้า มันจะเป็นโอกาส<br />

ที่ดียิ่งที่แสดงให้ภาครัฐและสังคมเห็นถึงความสาคัญของ<br />

วิชาชีพสถาปนิกและของกระบวนการดาเนินการที่เหมาะสม<br />

สาหรับโครงการลักษณะนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสภาพแวดล้อม<br />

ของเมืองที่ดี<br />

ARE THERE ANY OTHER PROJECTS THAT USE THIS<br />

SORT OF STRATEGY AND SUCCEED?<br />

PICHAI: There’s the Yannawa Riverfront Project by the<br />

Urban Design and Development Center (UddC) and the<br />

Department of City Planning of Bangkok, which exemplifies<br />

the kind of riverfront project that has been through a<br />

systematical and comprehensive study of urban planning<br />

and public participation. It can be taken as a pilot project<br />

because it shares similar characteristics with this 14 km.<br />

promenade. There is also the preservation and rehabilitation<br />

project of the Kadeejeen community, which is a collaborative<br />

development between aforementioned agencies and<br />

the local community. The fact that the community can now<br />

continue and further the development on its own reflects<br />

the success and sustainability.<br />

LASTLY, IS THERE ANYTHING YOU WISH TO SAY<br />

TO THE MEMBERS OF <strong>ASA</strong> WHO ARE READING<br />

THIS INTERVIEW?<br />

PICHAI: The Association of Siamese Architects under<br />

Royal Patronage’s role is to preserve the honor of the<br />

architectural profession by serving the society for the<br />

benefit of the country. As a knowledgeable professional,<br />

when we see issues that are problematic and we have<br />

the ability to change and contribute something toward<br />

better development, we must. In this case, we try to<br />

point out that problems will arise if things still progress in<br />

such direction. Our job is to be the facilitator and advocate<br />

the professional network such as encouraging the urban<br />

and landscape architects to be more participative and<br />

utilize their expertise. We have done our duty, there has<br />

been progress made, and we’ll continue to do so until we<br />

achieve the objective. If we can make the change happen,<br />

this case will be a great chance to show the governmental<br />

sector and the public the importance of our profession<br />

and the approach this kind of project should take for the<br />

sake of the city’s urban environment.<br />

<strong>04</strong> แบบร่างทัศนียภาพริมฝั่งแม่น้า<br />

ของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้า<br />

เจ้าพระยา<br />

05 แบบร่างรูปตัดทั่วไปโครงการ<br />

พัฒนาริมฝั่งแม่น้าเจ้าพระยา<br />

อาจารย์ ดร.พร วิรุฬห์รักษ์<br />

อาจารย์ประจาคณะสถาปัตยกรรม-<br />

ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br />

<strong>04</strong><br />

05<br />

84 <strong>ASA</strong> CONVERSATION วารสารอาษา


PROFESSIONAL<br />

TEXT<br />

Assistant Professor<br />

Dr.Pattaranan Takkanon (TREES-A)<br />

GREEN<br />

SME HOTEL<br />

ในโลกธุรกิจโรงแรม SME Hotel อาจยังเป็นคำาที่ไม่คุ้นเคยกันนักแต่ถือเป็นโอกาสสำาหรับ<br />

นักลงทุนระดับ SMEs (Small and Medium Enterprises) ที่จะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ<br />

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้สมกับที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจาก<br />

ทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้กิจการโรงแรมแบบ SMEs ยังมีบทบาทในการรองรับนักท่องเที่ยว<br />

ชาวไทยเองที่ปัจจุบันให้ความสำ าคัญกับการท่องเที่ยวและพักผ่อนแบบประหยัดแต่มีสไตล์อีกด้วย<br />

01<br />

86 <strong>ASA</strong> PROFESSIONAL วารสารอาษา


SME Hotel คือ อะไร<br />

SME Hotel คือ โรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่ง<br />

มีการให้คานิยามแตกต่างกันไป อาทิ Cerovic et al. (2005)<br />

ได้ให้คานิยามโดยแบ่งขนาดของโรงแรมไว้ดังนี้<br />

• โรงแรมขนาดเล็ก มีขนาด 5-50 ห้อง<br />

• โรงแรมขนาดกลาง มีขนาด 51-200 ห้อง<br />

• โรงแรมขนาดใหญ่ มีขนาดมากกว่า 200 ห้อง<br />

Luciani (1999) ให้คาจากัดความไว้ว่าโรงแรมขนาดเล็กมัก<br />

อยู่ในระดับ 3 ดาวโดยมีจานวนห้องพักน้อยกว่า 60 ห้อง<br />

สอดคล้องกับแนวโน้มการดาเนินการของโรงแรมในประเทศ<br />

ไทยนับตั้งแต่ปี2557 เป็นต้นมาที่มีการขยายไปยังกลุ่มธุรกิจ<br />

โรงแรมระดับสามดาวมากขึ้นเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของฐาน<br />

นักท่องเที่ยวระดับกลาง (ศูนย์ข้อมูลกสิกรไทย, 2557) ใน<br />

ขณะที่ Sigala (2003a) แนะนาว่าโรงแรมขนาด 30 ถึง<br />

60 ห้องเป็นขนาดที่กาลังดีที่ช่วยแยกโรงแรมระดับ Micro<br />

หรือโรงแรมที่เป็นกิจการของครอบครัว (Family Hotel)<br />

ออกจากโรงแรมที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่านั้น ส่วน WTO<br />

(World Trade Organization) ระบุไว้ว่า SME Hotel เป็น<br />

โรงแรมที่มีจ านวนห้องน้อยกว่า 50 ห้อง จ้างพนักงานน้อยกว่า<br />

10 คน และส่วนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ชายขอบ (Main, 2001)<br />

ซึ่งแท้จริงแล้วความพิเศษเฉพาะตัวของโรงแรมลักษณะนี้<br />

กลับให้ประโยชน์และสร้างประสบการณ์การเข้าพักอัน<br />

น่าประทับใจแก่แขกผู้มาเยือน<br />

ลักษณะอีกประการของโรงแรม SME คือ มีการลงทุน<br />

โดยเจ้าของเดียวหรือกลุ่มบุคคลขนาดเล็กและบริหารจัดการ<br />

ด้วยตนเองเป็นรูปแบบเฉพาะตัวโดยไม่ผ่านตัวกลางและไม่มี<br />

โครงสร้างการจัดการที่เป็นทางการ<br />

ในทางหนึ่ง SME Hotel อาจดูเหมือนได้รับความกดดัน<br />

ที่จะต้องแข่งขันให้อยู่รอดเมื่อเปรียบเทียบกับโรงแรมขนาด<br />

ใหญ่หรือโรงแรมระบบเครือข่าย (Chain Hotel) ที่มีการลงทุน<br />

มากกว่า มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแต่โรงแรมขนาดเล็กและขนาด<br />

กลางเช่นนี้ก็มีข้อได้เปรียบในเรื่องความยืดหยุ่น สามารถ<br />

ปรับเปลี่ยนแนวทางจัดการให้ตอบรับกับตลาดเฉพาะกลุ่ม<br />

(Niche Market) ได้มากกว่าโรงแรมระบบเครือข่าย<br />

01 Green SME Hotel<br />

02 โรงแรมขนาดเล็กกับการบริการ<br />

ที่มีลักษณะเฉพาะตัว<br />

ประเทศไทยกับภาวะโลกร้อน<br />

02<br />

ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) เป็นก๊าซที่มี<br />

คุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อนหรือรังสีอินฟราเรด<br />

ได้ดี มีความจาเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิในบรรยากาศของ<br />

โลกให้คงที่ แต่ปัจจุบันกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์กาลังเพิ่ม<br />

ปริมาณก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ให้มีมากจนเกินไป ไม่ว่าจะ<br />

เป็นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน น้ามันและก๊าซ<br />

ธรรมชาติ รวมทั้งการตัดไม้ทาลายป่าทาให้เกิดก๊าซคาร์บอน-<br />

ไดออกไซด์ การทาการเกษตรและการปศุสัตว์ปล่อยก๊าซ<br />

มีเทนและไนตรัสออกไซด์ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ปล่อย<br />

ก๊าซโอโซน รวมถึงกระบวนการแปรรูปอุตสาหกรรมที่ปล่อย<br />

สารฮาโลคาร์บอน (CFCs, HFCs, PFCs) การเพิ่มขึ้นของ<br />

ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศมีความสามารถ<br />

ในการกักเก็บรังสีความร้อนได้มากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ<br />

อุณหภูมิเฉลี่ยของชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นด้วย<br />

พิธีสารเกียวโตซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น<br />

ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง<br />

สภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ได้กาหนดพันธกรณีให้ประเทศ<br />

ภาคีสมาชิกที่เป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมต้องลดปริมาณ<br />

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ากว่าปริมาณการปล่อยใน<br />

ปี พ.ศ. 2533 ประมาณร้อยละ 5<br />

วารสารอาษา<br />

PROFESSIONAL <strong>ASA</strong> 87


ตารางที่ 1 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหน่วยของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ล้านตัน)<br />

และร้อยละของการปล่อยจากแต่ละภาคในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)<br />

Sector MTCO 2<br />

Eq Percent of National total<br />

Energy 159.39 69.6<br />

Industrial Processes 16.39 7.2<br />

Agriculture 51.88 22.6<br />

Land-use Change and Forest -7.90 -3.4<br />

Waste 9.32 4.1<br />

Total National Emission<br />

and Removals<br />

229.08 100<br />

บทบาทของโรงแรมกับสังคม<br />

คาร์บอนต่ำา<br />

สาหรับประเทศไทยนั้น แม้ว่าจะอยู่นอกกลุ่มภาคผนวก<br />

ที่ 1 ซึ่งพิธีสารเกียวโตไม่ได้ก าหนดให้มีหน้าที่ต้องลดปริมาณ<br />

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ต้องจัดทารายงานบัญชี<br />

แห่งชาติ (National Inventories) แสดงปริมาณการปล่อย<br />

ก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซ<br />

เรือนกระจก (อบก.) ของไทยได้คาดการณ์ว่าขณะนี้ประเทศ<br />

ไทยปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 350 ล้านตันต่อปีซึ่งมาจาก<br />

ภาคพลังงานมากสุด ทั้งจากการขนส่ง การใช้พลังงานใน<br />

ครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม รองลงมาคือภาคการเกษตร<br />

การย่อยสลายของอินทรีย์วัตถุในดิน มูลสัตว์ เป็นต้น<br />

ดังตารางที่ 1<br />

ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา อบก. มีเป้าหมายที่จะลด<br />

การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคโรงแรม โดยมีการ<br />

ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (หมายถึง<br />

ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละ<br />

หน่วย ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่ง<br />

วัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน และ<br />

การจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน โดยคานวณออกมา<br />

ในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) เพื่อจะมุ่งให้ธุรกิจ<br />

โรงแรมเป็นอีกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก<br />

ทั้งนี้ข้อมูลในช่วงปีพ.ศ. 2557 ระบุว่าทั่วประเทศมีโรงแรม<br />

ประมาณ 8,000 แห่ง โดยมีสมาชิกของสมาคมโรงแรมไทย<br />

อยู่ประมาณ 744 แห่ง และราว 214 แห่ง ได้ทาเป็นโรงแรม<br />

สีเขียว นโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคโรงแรม<br />

นี้ถือเป็นการสร้างโอกาสและรายได้ ในการนาเงินตราเข้า<br />

ประเทศ<br />

กิจกรรมการท่องเที่ยวต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ<br />

และสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจึงจ าเป็น<br />

ที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษามิให้ทรัพยากรของแหล่งท่องเที่ยว<br />

เสื่อมโทรมลง โรงแรมที่พักซึ่งเป็นส่วนส าคัญในการสนับสนุน<br />

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยเป็นธุรกิจที่ท ารายได้เป็นอันดับ<br />

หนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ก็ต้องอาศัยทาเลที่ตั้ง<br />

ที่ดี มีสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดแขกผู้มาพัก ในขณะเดียวกัน<br />

โรงแรมก็เป็นกิจการที่มีการใช้พลังงานและทรัพยากรมหาศาล<br />

การบริหารจัดการของโรงแรมที่ดีจึงควรลดผลกระทบในด้าน<br />

ดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อม<br />

ปัจจุบันการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) กาลัง<br />

เป็นที่นิยมและขยายตัวไปอย่างรวดเร็วโดยได้รับการสนับสนุน<br />

จากภาครัฐตามนโยบายการส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อม<br />

ของรัฐบาล และการปฏิรูปการจัดการโรงแรมเข้าสู่สังคม<br />

คาร์บอนต่า (Low carbon society) ซึ่งเป็นความต้องการ<br />

ของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มประเทศในยุโรป<br />

โรงแรมและสถานบริการด้านที่พักรูปแบบต่างๆ ต้องได้รับ<br />

การเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านการประหยัดพลังงานการจัดการ<br />

สิ่งแวดล้อม มาตรฐานโรงแรมสีเขียว และแนวคิดโรงแรม<br />

คาร์บอนต่า ทั้งนี้การใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเป้าหมาย<br />

และตัวเทียบเคียงกับก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ มีสาเหตุ<br />

มาจากการที่ระดับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีผลกระทบ<br />

ต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ อีกทั้ง<br />

ยังมีระดับการเพิ่มอย่างมีนัยสาคัญอีกด้วย คือ เกินกว่า<br />

2 ส่วนในล้านส่วนต่อปี<br />

88 <strong>ASA</strong> PROFESSIONAL วารสารอาษา


หนทางสู่การเป็น Green SME<br />

Hotel<br />

เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการภาคธุรกิจประเภทอื่นๆ<br />

โรงแรมมีความโดดเด่นใน 3 เรื่อง คือ แผนการดาเนินงาน<br />

ประเภทของสิ่งอานวยความสะดวกและบริการ และรูปแบบ<br />

ของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบ<br />

อย่างมากต่อคาร์บอนฟุตพริ้นท์นอกจากนี้โรงแรมยังมีความ<br />

สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของโรงแรม<br />

โดยเมื่อพิจารณาทั้งวัฏจักรชีวิต50 ปี จะพบว่าช่วงการเลือก<br />

ที่ตั้งและการก่อสร้างอาคารมีการบริโภคพลังงานเพียงน้อยกว่า<br />

ร้อยละ 10 ในขณะที่ช่วงการใช้งานอาคารกลับมีความส าคัญ<br />

และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากกว่า(Despretz, 2001)<br />

สาหรับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงการ<br />

ดาเนินกิจการของโรงแรมนั้น มีการศึกษาพบว่าโดยเฉลี่ย<br />

การเข้าพักแรมของลูกค้าหนึ่งห้องทาให้เกิดการปล่อยก๊าซ<br />

คาร์บอนไดออกไซด์25-40 กิโลกรัมต่อวันปริมาณเศษอาหาร<br />

ในโรงแรมที่ทิ้งเป็นขยะจานวน 1 ตัน ทาให้เกิดการปล่อย<br />

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 4.2 ตันคาร์บอน (สถาบัน<br />

พัฒนาผู้ประกอบการโรงแรมไทย, 2556) อย่างไรก็ดี<br />

ประเภทและขนาดของโรงแรมเป็นเรื่องที่น่าสนใจเมื่อตัวอย่าง<br />

การศึกษาโดยเฉพาะจากประเทศในเอเชียอย่างไต้หวันพบว่า<br />

ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจการโรงแรม<br />

4 ประเภท ได้แก่ โรงแรมท่องเที่ยวระดับนานาชาติโรงแรม<br />

ท่องเที่ยวมาตรฐาน โรงแรมมาตรฐานทั่วไป และโรงแรม<br />

ขนาดเล็กแบบโฮมสเตย์ มีปริมาณตั้งแต่28.9, 19.2, 12.5,<br />

และ 6.3 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อคนต่อคืนตามล าดับ<br />

แสดงให้เห็นว่าโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีการบริการระดับสูงและ<br />

มีความซับซ้อน ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นปริมาณ<br />

มากกว่าโรงแรมขนาดเล็ก นอกจากนี้ผลการวิจัยยังชี้ให้<br />

เห็นด้วยว่าโรงแรมขนาดเล็กมีแนวโน้มที่จะรองรับแขกต่อ<br />

ห้องได้เป็นจานวนมากกว่า สามารถใช้พลังงานได้อย่างมี<br />

ประสิทธิภาพและลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์<br />

ได้โดยไม่จาเป็นต้องลดจานวนแขกที่เข้าพัก (Tsai K.T.<br />

และคณะ, 2014)<br />

หากเริ่มต้นด้วยคาถามว่า “ทาอย่างไรให้โรงแรมโดย-<br />

เฉพาะโรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลางแบบ SME Hotel<br />

ลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและเป็นโรงแรมสีเขียวได้”<br />

คาตอบก็ควรจะเริ่มจากการพิจารณาว่าโรงแรมเกี่ยวข้องกับ<br />

องค์ประกอบทางสภาพแวดล้อมอะไรบ้าง จากแผนภูมิที่ 1<br />

แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของ Input และ Output ที่เกิดจาก<br />

โรงแรม โดยกิจกรรมหนึ่งที่ส่งผลกระทบมากคือ การบริโภค<br />

พลังงานของอาคาร เนื่องจากโครงการประเภทโรงแรมนี้<br />

เป็นหนึ่งในห้าอันดับแรกของการบริโภคพลังงานสาหรับ<br />

ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยมีการประมาณว่าในแต่ละปี<br />

โรงแรมมาตรฐานโดยทั่วไปปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์<br />

เป็นปริมาณอยู่ระหว่าง 160 ถึง 200 กิโลกรัมคาร์บอนได-<br />

ออกไซด์ต่อพื้นที่ห้องหนึ่งตารางเมตร ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการ<br />

ใช้พลังงานจากฟอสซิลเพื่อผลิตไฟฟ้าส าหรับการทาความร้อน<br />

หรือความเย็น (EEO, 1994) เมื่อโรงแรมมีการบริโภคพลังงาน<br />

มากเช่นนี้ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งที่<br />

ต้องเน้นสาหรับการเป็นโรงแรมสีเขียว<br />

สาหรับโรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลางนั้น มีข้อแนะนา<br />

วิธีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดเป็นกลุ่มใน<br />

3 ประเด็นด้วยกัน คือ<br />

1. การจัดการพลังงาน เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านพลังงาน<br />

ของโรงแรม และการมีส่วนร่วมของพนักงานและแขก<br />

ที่มาพัก<br />

2. การลดความต้องการการทาความร้อนและการทาความเย็น<br />

ครอบคลุมวิธีการเชิงเทคนิคในการปรับปรุงงานภายนอก<br />

อาคารเพื่อป้องกันความร้อนที่จะเข้าสู่ในอาคาร<br />

3. การใช้อุปกรณ์อาคารที่มีประสิทธิภาพ เกี่ยวข้องกับ<br />

วิธีการเชิงเทคนิคเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอุปกรณ์<br />

อาคารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบควบคุมหรือการเปลี่ยน<br />

อุปกรณ์<br />

จากประเด็นทั้งสาม นามาสู่ 20 วิธีหลักในการใช้พลังงาน<br />

อย่างมีประสิทธิภาพ ตามการแบ่งหมวดในตารางที่ 2<br />

แผนภูมิที่ 1 ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับโครงการประเภทโรงแรม<br />

(ปรับปรุงจาก Hotel Energy Solutions, 2011)<br />

Input<br />

• Energy<br />

• Water<br />

• Other product<br />

Hotel<br />

• Product suppliers<br />

transportation<br />

• Staft Transportation<br />

Output<br />

• Waste/ Sewage<br />

• Air emissions<br />

• Noise<br />

• Light<br />

วารสารอาษา<br />

PROFESSIONAL <strong>ASA</strong> 89


ตารางที่ 2 20 วิธีหลักในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ<br />

(ปรับปรุงจาก Hotel Energy Solutions, 2011)<br />

การประเมินเบื้องต้น<br />

เพื่อวิเคราะห์โอกาสในการปรับปรุงโรงแรม<br />

1. ติดตามตรวจสอบการใช้พลังงาน<br />

2. ตรวจประเมินการจัดการพลังงาน<br />

3. ตรวจประเมินเพื่อฉลากสิ่งแวดล้อม<br />

การมีส่วนร่วมของพนักงานโรงแรม<br />

เพื่อให้บรรลุแผนการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด<br />

4. อบรมพนักงาน<br />

การมีส่วนร่วมของแขกผู้เข้าพัก<br />

เพื่อให้แขกรู้ว่าโรงแรมใส่ใจสภาพแวดล้อมและบรรลุแผนการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด<br />

5. ให้ข้อมูลแก่แขกของโรงแรม<br />

การปกป้องอาคารจากสภาพภูมิอากาศ<br />

เพื่อลดความต้องการในการทาความร้อนและทาความเย็นรวมถึงปรับปรุงสภาวะน่าสบาย<br />

· ตัวอาคาร<br />

· ภายนอกอาคาร<br />

6. ใช้ฉนวนกับหน้าต่าง<br />

7. ใช้ฉนวนกับอาคาร<br />

8. ป้องกันการรั่วซึมของอากาศ<br />

9. ติดตั้งแผงบังแดด<br />

10. จัดการภูมิทัศน์เพื่อปรับปรุงสภาวะน่าสบาย<br />

การปรับปรุงประสิทธิภาพของอุปกรณ์<br />

เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและปรับปรุงคุณภาพการบริการ<br />

· การควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า<br />

· การเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้า<br />

· การควบคุมระบบทาความร้อน<br />

และระบบปรับอากาศ<br />

· การปรับปรุงอุปกรณ์ทาความร้อน<br />

· การปรับปรุงระบบปรับอากาศ<br />

· การปรับปรุงระบบระบายอากาศ<br />

11. ใช้คีย์การ์ดเพื่อตัดไฟฟ้าอัตโนมัติเวลาไม่มีคนอยู่ในห้องพัก<br />

12. มีการควบคุมไฟฟ้าแสงสว่าง<br />

13. ใช้หลอดประหยัดไฟ<br />

14. ประเมินประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br />

15. ใช้มอเตอร์ควบคุมปรับเปลี่ยนความถี่ในระบบ HVAC<br />

16. การควบคุมการทาความร้อนและการปรับอากาศในอาคาร<br />

17. ใช้หม้อไอน้าที่มีประสิทธิภาพ<br />

18. ใช้ฉนวนกันความร้อนกับหม้อไอน้า ระบบน้า ถังน้าและท่อ<br />

19. ใช้ระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพ<br />

20. ใช้ระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพ<br />

90 <strong>ASA</strong> PROFESSIONAL วารสารอาษา


03<br />

03 การใช้โคมไฟหัวเตียงใน<br />

ห้องพัก<br />

นอกจากนี้ ด้วยเล็งเห็นว่าช่วงการใช้งานอาคารสาหรับ<br />

ธุรกิจโรงแรมมีความสาคัญ มูลนิธิใบไม้เขียว (Green Leaf<br />

Foundation) โดยการสนับสนุนของมูลนิธิเอเชีย และ AIG<br />

จึงได้จัดทาคู่มือการบริหารโรงแรมที่เป็นมิตรต่อภาวะโลกร้อน<br />

(มูลนิธิใบไม้เขียว, 2550) โดยนาเสนอ 16 แนวทางเพื่อ<br />

การประหยัดพลังงานในห้องพักของโรงแรมเพื่อเป็นมิตร<br />

ต่อภาวะอากาศ ได้แก่<br />

1. เชิญชวนลูกค้าปิดหน้าต่างหลังห้อง เพื่อการประหยัด<br />

พลังงานจากการรั่วไหลของอากาศในห้องพักที่มีการ<br />

ปรับอากาศและป้องกันการรบกวนจากยุงและแมลงสัตว์<br />

ที่เป็นพาหะของโรค<br />

2. ติดป้ายประหยัดน้าที่อ่างล้างหน้า<br />

3. ติดป้ายประหยัดน้าที่ก๊อกน้า<br />

4. ขอความร่วมมือจากแขกในการช่วยประหยัดน้าและ<br />

ลดการใช้สารเคมีโดยการไม่เปลี่ยนผ้าปูเตียงทุกวัน<br />

ในกรณีของการเข้าพักหลายวันติดต่อกัน<br />

5. ขอความร่วมมือจากแขกในการช่วยประหยัดน้าและ<br />

ลดการใช้สารเคมีโดยการไม่เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวทุกวัน<br />

6. มีจดหมายต้อนรับแสดงตัวว่าเป็นโรงแรมที่เป็นมิตร<br />

ต่อสิ่งแวดล้อม<br />

7. มีข้อความบอกถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อ<br />

สิ่งแวดล้อมของโรงแรม<br />

8. ใช้ถุงผ้าเป็นถุงซักรีดแทนการใช้ถุงพลาสติกที่<br />

ย่อยสลายยาก<br />

9. มีจดหมายเชิญชวนลูกค้าร่วมปลูกต้นไม้ด้วยวิธีต่างๆ<br />

เช่น การบริจาคเงินซื้อต้นไม้ การร่วมกิจกรรมปลูก<br />

ต้นไม้ของโรงแรม เป็นต้น<br />

10. ใช้โคมไฟชนิดโปร่งแสงในห้องพักและโคมหัวเตียงเพื่อ<br />

เพิ่มประสิทธิภาพของแสงสว่างภายในห้องพัก<br />

11. ไม่ทาช่องสอดหนังสือพิมพ์ที่ประตูห้องพักเพราะจะ<br />

ทาให้ต้องสูญเสียความเย็นออกตามช่อง<br />

12. ทาพื้นห้องพักเป็นพื้นแข็ง (Hard Floor) เช่นพื้นไม้<br />

ปูน หรือกระเบื้อง แทนการใช้พรมเพื่อการดูแล<br />

ทาความสะอาดง่ายและไม่เป็นที่สะสมของเชื้อโรค<br />

13. ใช้ระบบตัดไฟฟ้าอัตโนมัติเพื่อประหยัดไฟฟ้าเมื่อไม่มี<br />

คนอยู่ในห้องพัก<br />

14. ใช้ระบบตัดไฟฟ้าอัตโนมัติตัดไฟฟ้าที่จ่ายให้โทรทัศน์<br />

15. ใช้หัวก๊อกและหัวฝักบัวที่มีประสิทธิภาพในการ<br />

ประหยัดน้า<br />

16. ตั้งแอร์ที่ 25 องศาเซลเซียส<br />

วารสารอาษา<br />

PROFESSIONAL <strong>ASA</strong> 91


อย่างไรก็ตามแนวทางต่างๆ ที่นาเสนอยังคงเป็นหลักการ<br />

กว้างๆ ที่ผู้ประกอบการโรงแรม สถาปนิกผู้ออกแบบ และ<br />

ผู้เกี่ยวข้องจะต้องประเมินเพื่อตัดสินใจว่าควรเลือกแนวทาง<br />

ใดไปใช้ ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับบริบทสถานการณ์ เช่น งบประมาณ<br />

ช่วงเวลา หรือแผนการปรับปรุงในอนาคต จึงอาจใช้กลยุทธ์<br />

เพิ่มเติมในการตัดสินใจโดยการตั้งคาถามง่ายๆ ว่า สิ่งใด<br />

สามารถดาเนินการได้ทันที โรงแรมจะบรรลุในเรื่องใดเมื่อ<br />

ทาการปรับปรุงแก้ไขเพียงเล็กน้อย และสิ่งใดที่สามารถรวม<br />

เข้าไว้ได้เมื่อมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ต่อไป เป็นต้น หากภาค<br />

ธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลางซึ่งนับวันจะมีจ านวน<br />

เพิ่มมากขึ้นหันมาให้ความสนใจด้านสภาพแวดล้อมและ<br />

การประหยัดพลังงานอย่างจริงจังตามแนวทางของ Green<br />

SME Hotel ประเทศไทยก็จะได้บรรลุเป้าหมายของการ<br />

ท่องเที่ยวสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ าดังที่ตั้งหวังไว้ในไม่ช้า<br />

<strong>04</strong> การใช้แสงธรรมชาติในโถง<br />

อาคาร<br />

ผศ.ดร.ภัทรนันท์ ทักขนนท์<br />

(TREES-A)<br />

อาจารย์ประจาภาควิชานวัตกรรม<br />

อาคาร และรองคณบดีฝ่ายวิชาการ<br />

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์<br />

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์<br />

<strong>04</strong><br />

อ้างอิง<br />

1 รายงานแห่งชาติฉบับที่ 2 การจัดทาบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย.<br />

แหล่งที่มา: http://www.tgo.or.th/index.php?option=com_cont<br />

ent&view=article&id=184&Itemid=66,14 มิถุนายน 25<strong>58</strong>.<br />

2 สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการโรงแรมไทย. 2556. แหล่งที่มา: http://<br />

www.thma.or.th/images/column_1347283815/_CASH(3).pdf,<br />

14 มิถุนายน 25<strong>58</strong>.<br />

3 มูลนิธิใบไม้เขียว. 2550. คู่มือการบริหารโรงแรมที่เป็นมิตรต่อภาวะ<br />

โลกร้อน. แหล่งที่มา: http://www.greenleafthai.org/upload/<br />

downloads/publication/book_hotel.pdf, 14 มิถุนายน 25<strong>58</strong>.<br />

4 ศูนย์ข้อมูลกสิกรไทย. 2557.ปี’57 ธุรกิจโรงแรมเติบโตเล็กน้อย<br />

ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง. แหล่งที่มา: https://www.<br />

kasikornresearch.com/th/K-EconAnalysis/Pages/ViewSummary.aspx?docid=32339,<br />

14 มิถุนายน 25<strong>58</strong>.<br />

5 Cerovic, Z., Gali, V. and S.Ivanovi. 2005. Menadžmenthotels<br />

kog domacinstva.<br />

6 Despretz, H. 2001. GreenFlag for greenerhotels. Val-bonne:<br />

European Community,ADEME, ARCS, CRES, ICAEN,IER,<br />

SOFTECH.<br />

7 EEO- Energy Efficiency Office. 1994. Introduction to Energy<br />

Efficiency in Hotels (Garston, UK: Energy Efficiency –<br />

Best Practice Programme, Department of the Environment,<br />

BRESCU)5: 24.<br />

8 Hotel Energy Solutions. 2011.Key Energy Efficiency Solutions<br />

for SME Hotels. Hotel Energy Solutions project publications.<br />

9 Luciani, S. 1999. Implementing yield management in small<br />

and medium sized hotels: an investigation of obstacles and<br />

success factors in Florence hotels. Hospitality Management<br />

18: 129-142.<br />

10 Main, H. 2001. The use of the internet by hotels in Wales<br />

– a longitudinal study. International <strong>Journal</strong> of Hospitality<br />

Information Technology 2(2): 35-44.<br />

11 Tsai, K.T., Lin, T.P., Hwang,R.L. and Y.J. Huang. 2014.Carbon<br />

dioxide emissions generated by energy consump-tion<br />

of hotels and homestay facilities in Taiwan. Tourism<br />

Management 42: 13-21.<br />

12 Sigala, M. 2003a. Competing in the Virtual Marketplace:<br />

a strategic model for developing e-commerce in the hotel<br />

industry. International <strong>Journal</strong> of Hospitality Information<br />

Technology 3(1): 43-60.<br />

92 <strong>ASA</strong> PROFESSIONAL วารสารอาษา


HISTORY<br />

COLONEL JIRA SILPAKANOK :<br />

PROFILE AND WORK<br />

CHAPTER 2/2<br />

พันเอกจิระ ศิลป์กนก : ประวัติและผลงาน ตอนที่ 2<br />

TEXT AND PHOTOS<br />

Assistant Professor<br />

Dr. Pirasri Povatong<br />

94 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา


แผงกันแดดส่วนโพเดียม<br />

โรงแรมอินทรา<br />

ในนามสานักงานออกแบบจิระ ศิลป์กนกและเพื่อน<br />

พันเอกจิระ ศิลป์กนก มีผลงานสถาปัตยกรรมจานวนมาก<br />

เท่าที่ปรากฏหลักฐานขณะนี้ผลงานส่วนใหญ่สร้างขึ้นในช่วง<br />

พ.ศ. 2514 ถึง พ.ศ. 2535 มีอาคารหลายประเภท ได้แก่<br />

บ้านพักอาศัย ธนาคาร โรงภาพยนตร์ อาคารสานักงาน<br />

โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถานทูต ห้องสมุด ตลอดจนวัด<br />

โดยที่พันเอกจิระได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับลักษณะการประกอบ<br />

วิชาชีพในช่วงนั้นไว้ มีความตอนหนึ่งว่า<br />

“ในช่วงนั้นสานักงานสถาปนิกอิสระ ก็มีคุณเจน สกล-<br />

ธนารักษ์ม.ล.สันธยา อิศรเสนา คุณอร่าม รัตนกุล เสรี เริงฤทธิ์<br />

ก็ไม่ค่อยมีเท่าไรหรอก แล้วแต่ละสานักงานมักจะไม่มีประเภท<br />

ของงานหลักที่จะทา การที่แต่ละสานักงานจะถนัดงาน<br />

อะไรเป็นพิเศษ สมัยนั้นไม่มีหรอกครับ ก็ทาตั้งแต่ส้วมจน<br />

ถึงโรงแรม มีงานอะไรมาทาได้ต้องทา มานั่งเลือกงานไม่ได้<br />

นิสัยสถาปนิกไม่น่าจะเลือกงาน แล้วการจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ<br />

เฉพาะประเภทของงาน เศรษฐกิจของไทยยังไม่ถึงขนาดนั้น<br />

แต่อาจเรียกได้ว่าทางานนั้นบ่อย อย่างคุณเจน สกลธนารักษ์<br />

ได้ทาโรงพยาบาลบ่อย แต่ให้เขาทาบ้านเขาก็ทา”<br />

สาหรับการหางานในสมัยก่อน พันเอกจิระให้สัมภาษณ์<br />

ว่านอกจากฝีมือแล้ว ยังอาศัยความรู้จักกันส่วนตัวตลอดจน<br />

พื้นฐานทางสังคมของสถาปนิกเองด้วย<br />

“งานที่ได้มาในสมัยนั้น ได้มาในลักษณะที่รู้จักกันส่วนตัว<br />

คงไม่มีทางที่จะมาโฆษณาผลงานของตัวเอง ก็รู้จักกันเป็น<br />

ส่วนตัวบ้าง หรือคนอื่นแนะนามาบ้าง หรือลูกค้าไปเห็น<br />

บ้านหลังนี้พอใจ ก็ถามว่าคนออกแบบชื่ออะไร เปิดสมุด<br />

โทรศัพท์ แล้วก็โทรมาหาก็มี ไม่มีการได้งานโดยวิธีอย่างอื่น<br />

แต่ว่าพื้นฐานทางสังคม (background) ของสถาปนิกก็สาคัญ<br />

ในสมัยก่อนจะเป็นตัวที่ท าให้คุณได้งานมาก ความสนิทสนม<br />

มีเพื่อนฝูงมาก อย่างจบจาก MIT (Massachusetts Institute<br />

of Technology) ก็สบายหน่อย ถ้าจบจากเบิร์คเลย์ก็ลาบาก<br />

หน่อย เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้คนเก่งๆ ก็อยู่เยอะ แต่ว่า<br />

มันจน”<br />

สถาปัตยกรรม ‘ทันสมัย’ : โรงแรมและอาคารส านักงาน<br />

พันเอกจิระได้เริ่มออกแบบโรงแรม เป็นสถาปัตยกรรม<br />

สมัยใหม่ที่มีลักษณะไทยประยุกต์ เท่าที่ปรากฏหลักฐาน<br />

ผลงานแรกได้แก่โรงแรมรินคา จังหวัดเชียงใหม่(พ.ศ. 2512)<br />

อันเป็นโรงแรมที่กลุ่มทุนสกุลนิมมานเหมินท์ลงทุนสร้างขึ้น<br />

เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและทหารอเมริกันในช่วงสงคราม<br />

เวียดนาม อย่างไรก็ดี ผลงานสถาปัตยกรรมที่นับได้ว่าเป็น<br />

งาน ‘สร้างชื่อ’ ให้พันเอกจิระ คือโครงการโรงแรมอินทรา<br />

ประตูน้า (พ.ศ. 2514) ซึ่งก็เริ่มจากการที่พันเอกจิระมี<br />

ความสนิทสนมกับพลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และ<br />

กลุ่มทุนธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ โครงการดังกล่าว<br />

เกิดขึ้นโดยนายเล็งเลิศ ใบหยก นักธุรกิจและนักลงทุนเชื้อ<br />

สายจีน ได้ประมูลที่ดินผืนงามริมถนนราชปรารภ เดิมเป็น<br />

บ้านของพระยาอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร (ฟรานซิส เฮนรี<br />

ไจลส์) อดีตอธิบดีกรมสรรพากรชาวอังกฤษ นายเล็งเลิศจึง<br />

ปรึกษา ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และกลุ่มทุนธนาคาร<br />

กรุงเทพ พณิชยการ ร่วมกันวางแผนพัฒนาที่ดินดังกล่าว<br />

โดยมีนักลงทุนจากต่างชาติเข้าร่วม โครงการประกอบด้วย<br />

โรงแรม ศูนย์การค้า และโรงภาพยนตร์ ล้อมรอบด้วยตึกแถว<br />

จานวนมาก ให้ชื่อว่าโครงการโรงแรมอินทรา เพื่อเป็น<br />

เกียรติแก่เจ้าของที่ดินเดิม<br />

โครงการโรงแรมอินทราในส่วนที่พันเอกจิระรับผิดชอบ<br />

เป็นอาคารขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยหลากประเภท โดยแบ่ง<br />

พื้นที่ใช้สอยเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนโพเดียม (podium) และ<br />

ส่วนทาวเวอร์ (tower) ส่วนโพเดียมประกอบด้วยศูนย์การค้า<br />

โรงภาพยนตร์ และพื้นที่จอดรถ ขณะที่ส่วนทาวเวอร์คือ<br />

ห้องพักของโรงแรม สูง 12 ชั้น ใช้พื้นที่ดาดฟ้าของส่วน<br />

โพเดียมเป็นพื้นที่ต่างๆ เช่น สระว่ายน้า ห้องจัดเลี้ยง บาร์<br />

เป็นต้น เป็นอาคารที่ทันสมัยยิ่งในขณะนั้น โดยทางผู้ลงทุน<br />

ชาวต่างชาติได้ส่งพันเอกจิระไปดูงานการออกแบบโรงแรม<br />

ที่ทันสมัยในประเทศญี่ปุ่นและฮ่องกง ประกอบกับความรู้<br />

พื้นฐานที่ได้รับจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์-<br />

มหาวิทยาลัย<br />

“ตอนผมเรียนหนังสือ ตอนที่เรียนเรื่องการออกแบบ<br />

โรงแรม อาจารย์นารถ โพธิประสาท แกเป็นคนที่ study<br />

เรื่องครัวมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเวลาที่แกสอนแกบอกว่า<br />

หัวใจของโรงแรมนั้นอยู่ที่ครัว ปัญหาจึงมาอยู่ที่ครัว ห้องพัก<br />

ก็เป็นเรื่องตกแต่งไป สิ่งที่ผมทาคือ แก้ปัญหาเรื่องครัวได้<br />

คนทั่วไปอาจเห็นว่าไม่สาคัญเท่าไร แต่เผอิญมีฝรั่งที่เข้ามา<br />

ร่วมงานคือเรียกว่า expert ทางการออกแบบครัว มานั่ง<br />

ทางานในออฟฟิศด้วย แกพอใจครัวผมมากเลย แกบอก<br />

โรงแรมที่ทากันมาไม่ค่อยมีใครคิดถึงเรื่องครัวมากเลย ถ้า<br />

สังเกตให้ดีจะพบว่าทุกอย่างของโรงแรมจะต้องวางรอบครัว<br />

เป็นส่วนใหญ่ แม้แต่การทา room service หรืออะไรก็ตามแต่<br />

ครัวจะ service ได้เร็วมาก”<br />

วารสารอาษา<br />

HISTORY <strong>ASA</strong> 95


นอกเหนือจากหน้าที่ใช้สอยและความทันสมัยแล้ว<br />

ลักษณะเด่นของอาคารโรงแรมอินทรา คือการสอดประสาน<br />

องค์ประกอบสถาปัตยกรรมไทย หรือสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้น<br />

ไว้ได้อย่างงดงามกลมกลืน โดยในส่วนทาวเวอร์พันเอกจิระ<br />

ออกแบบให้มีแผงกันแดดคอนกรีตรอบ ประกอบขึ้นด้วย<br />

หน่วย (unit) เล็กๆ แต่ละหน่วยทาเป็นซุ้มหลังคาจั่วที่ลดทอน<br />

รูปทรงลง เมื่อเรียงต่อกันเป็นแผงจึงกลายเป็นผนังอาคาร<br />

(façade) ชั้นนอก ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทั้งยังมีประโยชน์<br />

ใช้สอยครบถ้วน ในส่วนโพเดียมซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยหลายประเภท<br />

และไม่ต้องการแสงธรรมชาติมากนัก พันเอกจิระใช้บล็อก<br />

คอนกรีตขนาดเล็ก ตรงกลางเป็นช่องโปร่ง ที่สี่มุมมีลาย<br />

กลีบดอกประจายามอย่างไทยทาด้วยกระเบื้องเคลือบ เมื่อ<br />

เรียงต่อกันเป็นผืนจึงเกิดเป็นผนังที่โปร่งและละเอียด มี<br />

ลายดอกประจายามประดับเป็นจังหวะ กลมกลืนไปกับส่วน<br />

ทาวเวอร์ที่อยู่เหนือขึ้นไป โดยที่สามารถซ่อนพื้นที่ใช้สอย<br />

หลายประเภทให้อยู่ในรูปทรงรวมเพียงหนึ่งเดียวได้อย่าง<br />

งดงาม<br />

เมื่อแล้วเสร็จ โครงการโรงแรมอินทราและศูนย์การค้า<br />

ประสบความสาเร็จอย่างสูง ย่านประตูน้ากลายเป็นศูนย์กลาง<br />

การค้าเสื้อผ้าส าเร็จรูปของกรุงเทพฯ ส่วนสานักงานออกแบบ<br />

จิระ ศิลป์กนกและเพื่อน ก็เป็นที่รู้จักแพร่หลาย มีผลงาน<br />

ออกแบบอาคารจานวนมากสืบต่อมาอีกหลายปี<br />

ผลงานอาคารสานักงานและโรงแรมอื่นๆ ของพันเอก<br />

จิระ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สานักงานสุรวงศ์ (พ.ศ.<br />

2512) อาคารภาณุนี ถนนเพลินจิต (ประมาณ พ.ศ. 2514)<br />

ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ 16 สาขาทั่วประเทศ (พ.ศ.<br />

2515-2519) โรงแรมไพลิน จังหวัดพิษณุโลก (พ.ศ. 2523)<br />

ธนาคารแห่งประเทศไทย สานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ<br />

จังหวัดขอนแก่น (พ.ศ. 2529) เป็นต้น อาคารเหล่านี้โดย<br />

มากมีผังแบบสมมาตร ซ้าย-ขวาเท่ากัน ทาให้ดูมั่นคงสง่างาม<br />

แต่ก็มีรูปทรงอาคารที่เป็นสากล ทันสมัย ทั้งยังมีรายละเอียด<br />

ที่ประณีต สะท้อนลักษณะสถาปัตยกรรมท้องถิ่นบางประการ<br />

เช่น การทาระนาบหลังคาให้ยื่นยาว ถอยผนังชั้นล่างให้เห็น<br />

เสาเป็นแนว คล้ายเรือนพื้นถิ่นภาคอีสานที่ปรากฏในอาคาร<br />

ธนาคารแห่งประเทศไทย สานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ<br />

เป็นต้น<br />

“ศาลาแบบสุโขทัย เป็นเรื่องที่เริ่มจากหม่อมคึกฤทธิ์<br />

ท่านบอกว่าโรงแรมนี้ยังไม่มีอาคารแบบไทยอยู่เลย ผมก็เลย<br />

ทาศาลาไทย โดยเอารูปแบบของสุโขทัยมาใช้นิดหน่อย<br />

หลังคาแบบสุโขทัย ศึกษาจากรูปแบบหลังคาโบสถ์พระพุทธ-<br />

ชินราชที่สุโขทัยแต่ออกแบบให้มีเสาลอยอยู่ริมนอกเป็นแบบ<br />

เสานางจรัล ให้อาคารดูเบา ลอยตัว” สาหรับผลงานในสมัย<br />

ต่อมา ก็ยังคงปรากฏลักษณะไทยประเพณีเช่นนี้อยู่ โดยเฉพาะ<br />

ที่อาคารโชว์รูมดีไซน์-ไทยที่ถนนสีลม (พ.ศ. 2525) อันเป็น<br />

สานักงานและร้านขายผ้าไหมไทยสาหรับนักท่องเที่ยวชาว<br />

ต่างชาติ พันเอกจิระจึงทามุขทางเข้าอาคารเป็นแบบไทย<br />

ประเพณี มีเครื่องลายองครบ แต่ควบคุมการตกแต่งพื้นผิว<br />

และสีให้เรียบ ทาให้ดูทันสมัยขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่งคือบ้าน<br />

คุณพัฒศรี บุนนาค ที่ซอยพร้อมศรี 2 ถนนสุขุมวิท ซึ่ง<br />

พันเอกจิระได้ปรับใช้รูปแบบเรือนเครื่องก่อ แบบกุฏิสงฆ์<br />

สมัยรัชกาลที่ 3 มาประยุกต์ให้เป็นบ้านพักอาศัยของคหบดี<br />

สมัยใหม่ที่ต้องการสระว่ายน้า เครื่องปรับอากาศ ตลอดจน<br />

สิ่งอานวยความสะดวกอื่นๆ<br />

“บ้านของคุณพัฒศรี สามีเขาเป็นฝรั่ง จะรู้เรื่องความ<br />

สาคัญของสถาปัตยกรรมไทยอะไรต่างๆ เนื่องจากเขาให้<br />

ผมออกแบบบ้านทางเหนือให้เขาหลังหนึ่ง... เขาก็เลย<br />

มาจ้างผมทาบ้านทางเหนือ หลังจากที่ผมทาไปแล้ว เขา<br />

พอใจนะ เขาก็จะทาบ้าน 4 หลัง ในที่ดินของเขา (ที่ซอย<br />

พร้อมศรี 2) ตอนแรกจะให้คนอื่นทาเหมือนกัน เพราะกลัว<br />

แพงหรืออย่างไรไม่ทราบ พอทาแล้วเขาไม่พอใจ ก็เลยมาหาผม<br />

เขาก็บอกว่าจะทาเป็นตึก ก่ออิฐถือปูน เพราะว่าถ้าเป็นไม้<br />

แอร์ก็ทาไม่ได้ ผมก็บอกว่าถ้าทาแบบไม้ให้เป็นตึกผมทาไม่<br />

ได้หรอก มันผิด แต่ก็มีตัวอย่างเหมือนกัน ก็พาไปดูกุฏิที่วัด<br />

สุทัศน์ ก็มีเป็นตึก เขาก็ไปดูแล้วมันจับใจ เหมือนฝรั่งเศส<br />

ตอนใต้เลย เสาโตๆ มีหลังคา พอใจมากเลย ก็เลยเอาสไตล์<br />

(style) นี้มาใช้ ผมก็เลยเอาแนวทางนี้มาทา พอผมส่งแบบ<br />

ร่างเค้าก็ approve ทันที ให้ผมเขียนแบบเลย”<br />

การตกแต่งแบบไทยประยุกต์<br />

ในส่วนห้องอาหาร โรงแรม<br />

อินทรา<br />

ธนาคารแห่งประเทศไทย<br />

สาขาขอนแก่น<br />

สถาปัตยกรรมแบบประเพณี<br />

ผลงานสถาปัตยกรรมของพันเอกจิระที่น่าสนใจอีก<br />

กลุ่มหนึ่ง คืองานที่มีลักษณะแบบประเพณีทั้งที่เป็นแบบไทย<br />

ประเพณี หรือแบบนีโอคลาสสิคอย่างตะวันตก ซึ่งพันเอก<br />

จิระเลือกใช้แต่ละรูปแบบ ให้เหมาะสมกับบริบทและความ<br />

ต้องการเฉพาะของแต่ละโครงการ โดยอาคารแรกที่มีลักษณะ<br />

ไทยประเพณีอย่างชัดเจน คือศาลาแบบสุโขทัย ที่ชั้นดาดฟ้า<br />

ของโพเดียมโรงแรมอินทรา (พ.ศ. 2514) ซึ่งพันเอกจิระ<br />

ศึกษาจากรูปแบบสถาปัตยกรรมที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ<br />

จังหวัดพิษณุโลก<br />

96 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา


อาคารภาณุนี ถนนเพลินจิต<br />

“plan เป็นเรือนหมู่ พอเข้ามาก็มี living area เดินมา<br />

ตาม corridor ออกมาก็เป็นสระว่ายน้าเป็น court บริเวณ<br />

ใกล้กันเป็นห้องอาหาร ขึ้นบันไดมาอีกนิดหน่อยเป็นห้องนอน<br />

ห้องน้า ข้างล่างเป็นห้องครัว ห้องคนใช้ โรงจอดรถ...<br />

มันเป็นคล้ายๆ กุฏิพระเอามาทาเป็นเรือนหมู่รุ่นใหม่ก็สนุกดี<br />

เหมือนกัน ข้างล่างผมทาไว้วางคอมเพรสเซอร์ของแอร์-<br />

คอนดิชั่น ตกลงไม่ต้องมีเรือนคนใช้ให้อยู่ใต้ถุนแบบลูกศิษย์<br />

วัด การมีระเบียงมันช่วยมากเลย”<br />

“ผนังข้างในก่ออิฐหมดเลย ก็เหมือนกับกุฏิที่วัดน่ะ แต่<br />

การเอาที่วัดมาทาใหม่แบบกาแพงหนา หลังคาพวกนี้มีฝ้า<br />

เพดาน แต่ผมใช้ไม้จริงหมดเลย ตามแบบไทยจริงๆ เลย<br />

ถ้าเอาฝ้าออกก็จะเห็นข้างในหมดเลย การทาฝ้าปิดก็เสียค่า<br />

ก่อสร้างไปมากขึ้น”<br />

การออกแบบโดยอาศัยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณี<br />

นั้น พันเอกจิระเห็นว่าต้องอาศัยการศึกษารูปแบบของโบราณ<br />

อย่างถี่ถ้วน ให้เข้าใจโครงสร้างและรายละเอียด จึงสามารถ<br />

ปรับประยุกต์ให้เข้ากับบริบทและข้อจากัดของปัจจุบันได้<br />

“ผมศึกษาแบบไทยมาหลายปีแล้วนะ แบบไทยก็มีหางหงส์<br />

ช่อฟ้า ใบระกา แต่ความจริงมันเป็น structure อย่างหนึ่ง<br />

ซึ่งมีลักษณะของมันเป็นอย่างนี้ส่วน detail ต่างๆ เป็นสิ่งที่<br />

ตามมาที่หลัง อันนี้คือความคิดของผม”<br />

“ผมไปดูตัวอย่างงานแบบไทยมาเยอะแยะ หลายแห่ง<br />

ตั้งแต่กรุงเทพถึงเชียงราย คือเมื่อก่อนผมชอบเที่ยวมาก<br />

ก็ชวน อาจารย์เสนอ นิลเดช ไป ผมก็เลยชอบสถาปัตย-<br />

กรรมไทยมากขึ้น”<br />

พันเอกจิระมีผลงานสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค<br />

อย่างตะวันตกอยู่บ้างที่สาคัญ ได้แก่ อนุสาวรีย์สมเด็จพระศรี<br />

พัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่<br />

โรงเรียนราชินี ถนนมหาราช โดยมีพระบรมรูปที่ปั้นโดย<br />

คุณไข่มุกด์ชูโต พันเอกจิระจึงออกแบบซุ้มอนุสาวรีย์โดยใช้<br />

รูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิค มีเสาแบบโครินเธียน เพื่อ<br />

ให้สอดคล้องกับสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 อันเป็น<br />

สมัยที่มีการสถาปนาโรงเรียน งานออกแบบในครั้งนั้นงดงาม<br />

เหมาะสม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงทรง<br />

พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญที่ระลึกจาก<br />

พระหัตถ์<br />

อีกผลงานหนึ่งที่พันเอกจิระใช้รูปแบบนีโอคลาสสิค คือ<br />

หอสมุดติณสูลานนท์ โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา<br />

(พ.ศ. 2529) ซึ่งมีลักษณะสมมาตร ซ้าย-ขวาเท่ากัน เป็น<br />

ฉากหลังให้แก่พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า-<br />

เจ้าอยู่หัว ซึ่งตั้งอยู่แล้ว<br />

วารสารอาษา<br />

HISTORY <strong>ASA</strong> 97


“เพื่อนผมเป็นอธิบดีกรมสรรพากร มาขอร้องผมว่า<br />

อาคารนี้ให้ใครต่อใครออกแบบมาหลายทีแล้ว แม่ทัพเปรม<br />

ไม่เอาซักที ขอให้ผมช่วย ผมก็ทาให้ พอผมไปเสนอท่านก็<br />

เอาเลย เพราะผมคิดว่า แม่ทัพเปรมท่านเป็นทหารนะ ควรจะ<br />

ทาอาคารให้มีลักษณะทหารหน่อย ประการที่สอง อาคารนี้<br />

มีรูปปั้นของในหลวงรัชกาลที่ 6 อยู่นะครับ จะไปทาอาคาร<br />

ที่มัน modern คงจะแย่ แล้วเรื่องรูป ร.6 นี้ถ้าผมทาอาคาร<br />

ข่มรูปในหลวงคงจะถูกตาหนิอย่างหนัก แต่ผมคิดว่าพยายาม<br />

จะทาอะไรให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม คือรูปในหลวงสาคัญที่สุด<br />

ก็เลยทาอะไรที่มี classic ออกมาหน่อย แต่ความจริงก็สนุกดี<br />

เหมือนกัน ตรงกลางเป็น entrance hall เท่านั้น แยกเข้า<br />

2 ข้าง ข้างบนเป็นหอนาฬิกาเอานาฬิกาใส่เข้าไป เนื้อที่ใช้<br />

สอยก็เป็นหอสมุด ชั้นล่างเป็นห้องอ่านหนังสือทั่วไป กับ<br />

exhibition hall นิดหน่อย ชั้นสองเป็นห้องอ่านหนังสือคล้ายๆ<br />

ห้องสมุดมหาวิทยาลัยทั่วไป”<br />

“ผมก็ทาให้มันเหมาะกับสถานการณ์ ไม่ได้คิดว่าจะ<br />

ต้องทา classic ทา modern อะไร ทาให้มันเหมาะสมกับ<br />

สถานการณ์ตอนนั้นดีกว่า”<br />

สถาปัตยกรรมของอารมณ์<br />

ผลงานสถาปัตยกรรมของพันเอกจิระ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ<br />

‘ทันสมัย’ หรือแบบ ‘ประเพณี’ ล้วนมีลักษณะเด่นที่ความ<br />

ประณีตในการใช้วัสดุและรูปทรง ให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึก<br />

ที่พันเอกจิระเรียกว่า ‘ความรู้สึกจับใจ’ ดังที่พันเอกจิระได้<br />

เล่าว่า เป็นสิ่งที่เรียนรู้จากอาจารย์แสงอรุณรัตกสิกร ที่คณะ<br />

สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br />

ในบรรดาผลงานสถาปัตยกรรมทั้งหมดของพันเอกจิระ<br />

โรงภาพยนตร์สกาล่า เป็นผลงานที่มีการแสดงออกเชิงรูปทรง<br />

และที่ว่างให้เกิดอารมณ์ได้อย่างดียิ่ง มีการปรับประยุกต์<br />

รูปทรงและที่ว่างอย่างโรงมหรสพแบบประเพณี แต่ใช้ราย-<br />

ละเอียดตกแต่งที่ลดทอนให้เรียบง่ายเข้า แลดูทันสมัยไป<br />

พร้อมๆ กัน<br />

โรงภาพยนตร์สกาล่า เป็นโรงภาพยนตร์โรงที่สามในเครือ<br />

เอเพ็กซ์ ที่นายพิสิฐ ตันสัจจา สร้างขึ้นในพื้นที่สยามสแควร์<br />

หลังจากที่ได้สร้างโรงภาพยนตร์สยามและโรงภาพยนตร์ลิโด<br />

ขึ้นก่อนหน้าแล้วใน พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2511 ตามลาดับ<br />

โรงภาพยนตร์สกาล่า เป็นโรงภาพยนตร์ขนาด 1,000 ที่นั่ง<br />

เปิดฉายเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2512<br />

โรงภาพยนตร์สกาล่าตั้งอยู่ลึกเข้ามาจากแนวถนนพระราม<br />

ที่ 1 ทั้งยังตั้งอยู่ในบริเวณโค้งระหว่างถนนพระรามที่1 กับ<br />

ถนนพญาไท พันเอกจิระแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการ<br />

ที่ประดิษฐานพระธรรมจักร<br />

โรงแรมอินทรา<br />

98 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา


หอสมุดติณสูลานนท์<br />

โรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา<br />

ออกแบบโถงทางเข้าโรงภาพยนตร์ให้เป็นโถงโล่งสูงสองชั้น<br />

มีผังรูปพัด โอบล้อมนาผู้ชมภาพยนตร์จากพื้นโถงชั้นล่าง<br />

ขึ้นอัฒจันทร์บันไดกว้างไปสู่โถงชั้นบน ห้องขายตั๋ว และ<br />

ห้องชมภาพยนตร์ ตามลาดับ แนวบันไดโค้งพาดไปท่ามกลาง<br />

แนวเสาสูงโปร่ง ฐานกว้างยอดเรียว ที่ต่อเนื่องขึ้นไปเป็นโค้ง<br />

(arch) สามมิติจานวนมาก รองรับโดมตื้นๆ แต่ละโดมมีดวงไฟ<br />

ที่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยแผ่นโลหะสีทองพับจีบ ประดุจดาว<br />

เพดานของสถาปัตยกรรมโบราณ จุดเด่นของโถงอยู่ที่ไฟระย้า<br />

(chandelier) ที่ประกอบด้วยโคมแก้วรูปกลมสีขาว เรียงเป็น<br />

สายตามแนวดิ่ง ระย้าลงมาสู่ตาแหน่งชานพักบันไดกลาง<br />

ห้องนั้น ซึ่งพันเอกจิระได้ให้สัมภาษณ์ว่านายพิสิฐ ตันสัจจา<br />

ได้ซื้อไฟระย้านี้มาก่อน จากนั้นจึงขอให้พันเอกจิระออกแบบ<br />

โรงภาพยนตร์ ให้เหมาะสมกับไฟระย้าช่อนี้<br />

โถงทางเข้าโรงภาพยนตร์สกาล่า จึงเป็นตัวอย่างอันดียิ่ง<br />

ของการสร้างอารมณ์ ความรู้สึก (feeling and expression)<br />

ในงานสถาปัตยกรรมของพันเอกจิระ เป็นการ ‘โหมโรง’<br />

อารมณ์และความรู้สึกก่อนเข้าชมภาพยนตร์ ทาให้เกิด<br />

ความรู้สึกว่าการชมภาพยนตร์เป็นกิจกรรมทางสังคมที่หรูหรา<br />

และทันสมัย ทั้งนี้อาจสันนิษฐานได้ว่างานสถาปัตยกรรม<br />

ที่ทรงพลังชิ้นนี้ของพันเอกจิระได้รับอิทธิพลจากผลงานของ<br />

มิโนรุ ยามาซากิ (Minoru Yamasaki) และเอ็ดเวิร์ด เดอเรลล์<br />

สโตน (Edward Durell Stone) สถาปนิกชาวอเมริกัน ซึ่ง<br />

กาลังมีชื่อเสียงมาก ในการสร้างงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่<br />

ที่มีรูปทรง เส้นสาย หรือวัสดุที่ดูหรูหรา ประณีต โปร่งเบา<br />

โดยบางครั้งได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมโบราณ<br />

เช่น สถาปัตยกรรมโกธิค (Gothic Architecture) หรือสถาปัตย-<br />

กรรมโมกุล (Mughal Architecture) เป็นต้น ทั้งยามาซากิ<br />

และสโตนเป็นสถาปนิกรุ่นใหม่ที่ให้ความสาคัญกับ ‘อารมณ์’<br />

ของความเป็นมนุษย์ ที่ดูจะขาดหายไปจากสถาปัตยกรรม<br />

สมัยใหม่ (Modern Architecture) จึงใช้องค์ประกอบอย่าง<br />

บล็อกคอนกรีตโปร่ง ซึ่งเลอ คอร์บูซิเอร์ริเริ่มใช้ขึ้นในอพาร์ต-<br />

เมนต์ที่มาร์เซย์ (Unite d’Habitation, Marseilles) ในวิธีใหม่<br />

ให้เกิดความรู้สึกหรูหราและประณีต<br />

ลักษณะการใช้บล็อกคอนกรีตโปร่งกรุเป็นแผงผนังอาคาร<br />

หรือการยื่นชายคาอันแบนและบางให้ยาวนั้นพบได้ในผลงาน<br />

อาคารประเภท ‘ทันสมัย’ ของพันเอกจิระ แต่โรงภาพยนตร์<br />

สกาล่านับเป็นผลงานพิเศษ ที่พันเอกจิระใช้รูปทรงโค้งโดม<br />

ตลอดจนองค์ประกอบอันประณีตและหรูหรา อย่างเดียวกับ<br />

งานของยามาซากิ โดยมิได้ลอกเลียนรูปแบบใดมาโดยตรง<br />

แต่หยิบยืมวิธีการ ประสานความเข้าใจรูปทรงและที่ว่างของ<br />

สถาปัตยกรรมโบราณ กับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สามารถ<br />

ใช้วัสดุก่อสร้างและโครงสร้างธรรมดาๆสร้าง space ที่พิเศษ<br />

เปลี่ยนข้อด้อยของที่ตั้งอาคาร ให้กลายเป็นลักษณะเด่นทาง<br />

สถาปัตยกรรมได้อย่างน่าประทับใจยิ่ง<br />

ช่วงท้ายแห่งชีวิต<br />

หลังจากที่ได้ประกอบวิชาชีพในนามส านักงานออกแบบ<br />

จิระ ศิลป์กนกและเพื่อนมาได้ประมาณสี่สิบปี พันเอกจิระ<br />

ในวัยเกษียณ ได้ตัดสินใจปิดกิจการลงเพื่อพักผ่อนในราว<br />

พ.ศ. 2535 แม้จะยังคงรักษาทะเบียนการค้าของสานักงาน<br />

ไว้ และยังคงทางานออกแบบสถาปัตยกรรมอยู่ต่อไป ณ<br />

บ้านพักและสานักงานเดิมที่ถนนพิชัย เขตดุสิต ผลงาน<br />

โดยมากเป็นอาคารประเภทวัด เช่น กุฏิ โบสถ์ ซึ่งพันเอกจิระ<br />

ออกแบบถวายวัดต่างๆ โดยไม่คิดมูลค่า งานสุดท้ายที่ทา<br />

ค้างไว้จนวันสุดท้ายของชีวิตคือ กุฏิเจ้าอาวาส วัดกระโจมทอง<br />

อาเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรีงานเหล่านี้เป็นการออกแบบ<br />

ที่มีความสุขอย่างแท้จริงตามที่พันเอกจิระเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า<br />

“ผมคิดว่า สถาปนิกควรจะทางานด้วยความพอใจที่จะ<br />

ทางานนั้น มีรายได้บ้างพอสมควร ไม่ใช่ business แล้วที่<br />

คุยกันว่างานสถาปัตยกรรมจะต้องเป็นธุรกิจ ผมว่าใครจะ<br />

อยากเป็นก็เป็น แต่ผมคิดว่าทางานที่พอใจ และสนุก ผมว่า<br />

คนกวาดถนนมีความสุขกว่าสถาปนิกอีก ถ้าสถาปนิกคนนั้น<br />

ต้องทางานด้วยความจาใจ ผมว่าถ้าเผื่อเราไปสอนนิสิตให้<br />

คิดแต่จะเน้นเรื่องเงินทองค่าแบบกันท่าเดียวคงจะไม่มีความสุข<br />

ในชีวิต ไม่พอวันยังค่า แต่ถ้าจะเอาความสุขมีผลออกมา<br />

ปรากฏแล้วพอใจ 75% ก็ยังดีนั่นแหละคือความสุข” พันเอก<br />

จิระถึงแก่กรรมโดยสงบขณะที่กาลังนอนหลับอยู่ ที่บ้านและ<br />

สานักงานออกแบบจิระ ศิลป์กนกและเพื่อน ถนนพิชัย<br />

ในเวลาใกล้รุ่ง วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556 สิริ<br />

อายุได้ 85 ปี<br />

COLONEL JIRA’S ARCHITECTURAL<br />

CREATIONS, BOTH MODERN AND TRADITIONAL,<br />

ARE DISTINCTIVE FOR THEIR MATERIALS AND<br />

FORMS. THESE ELEMENTS CONTRIBUTE TO<br />

THE WORK’S CONVEYANCE OF FEELINGS AND<br />

EXPRESSIONS OR WHAT THE COLONEL CALLS<br />

‘CAPTIVATING.’<br />

วารสารอาษา<br />

HISTORY <strong>ASA</strong> 99


เสาระเบียงทางเดิน<br />

บริเวณสวนชั้นดาดฟ้า<br />

โรงแรมอินทรา<br />

As Jira Silpakanok Design Firm and Associates, Colonel<br />

Jira produced a great number of works. Most of them were<br />

constructed between 1971 and 1990, ranging from residential<br />

buildings, banks, cinemas, office buildings, hotels,<br />

department stores and embassies to libraries and temples.<br />

The Colonel once talked about that particular period of time<br />

in his career.<br />

“Back then, there were only few private architectural<br />

firms, you know, Jane Sakolthanarak, M.L. Santhaya<br />

Israsena, Aram Ratanakul and Seri Roengrit. Each office<br />

wasn’t categorized by the genre of expertise. We didn’t<br />

have that back in the day. We did all kinds of work from<br />

toilets to hotels. You do what you’re hired to do, you don’t<br />

get to be selective about what kind of work you do, it was<br />

not the nature of architects back then. To be an expert<br />

in a certain genre of work, Thailand’s economy wasn’t<br />

at that level, but it was more like how you are hired to do<br />

one project, and more similar projects tend to follow.<br />

Jane Sakolthanarak did a lot of hospitals but he also worked<br />

on residential projects as well.”<br />

To have their hands on projects, in the past, required<br />

not only the architect’s experience and expertise, but<br />

personal connection as well as background.<br />

“Our clients are the people we personally know. We<br />

didn’t do any advertising or anything. They are mostly<br />

the people we know or someone who was introduced<br />

through a mutual friend. Some of the clients saw a house<br />

that we designed and asked the owner who the architect<br />

was. They looked up my name in the phone book and<br />

called. But at the end of the day, the architect’s background<br />

is also important. That’s how you get customers, through<br />

acquaintances, friends, etc. If you graduated from MIT<br />

(Massachusetts Institute of Technology), that can be an<br />

advantage in terms of connection, but if you’re from<br />

Berkeley, well, there are a lot of great talents who are<br />

from Berkley but we’re not rich folks.”<br />

MODERN ARCHITECTURE: HOTELS AND OFFICE<br />

BUILDINGS<br />

The first recognized work of modern/ applied Thai architecture<br />

by Colonel Jira is Rincome Hotel in Chiang Mai<br />

(1969). The hotel was the fist hotel invested in and owned<br />

by the Nimmanhaemins to accommodate tourists and<br />

American GIs during the Vietnam War. Nevertheless, the<br />

most prominent work that earned Colonel Jira a great<br />

reputation as one of Thailand’s most prominent architects<br />

is the Indra Hotel, Pratunam (1971). Due to the Colonel’s<br />

personal familiarity with M.R. Kukrit Pramoj and Bangkok<br />

Bank Group, he was assigned to serve as the architect<br />

of the project, which was initiated by Mr.Lenglers Baiyoke,<br />

a businessman and investor of Chinese descent who<br />

won the bid and purchased a beautiful piece of land on<br />

Ratchaprarop Road. This particular piece of land was once<br />

the residence of Phraya lndra Montri Sri Chandra Kumar<br />

or Francis Henry Giles the former British Director of the<br />

Revenue Department. Mr. Lenglers consulted with M.R.<br />

Kukrit and Bangkok Bank about the development of the land<br />

with foreign investors joining the investment. The project<br />

was comprised of a hotel, shopping mall and a cinema<br />

surrounded by a bunch of shophouses. The name Indra<br />

was given to the hotel as an homage to the previous owner.<br />

The design of Indra Hotel is a large-scale building with<br />

a variety of functionalities. Colonel Jira divided the functional<br />

area into two parts – a Podium and a Tower. The<br />

Podium consists of a shopping mall, cinema and parking<br />

area whereas the Tower is the 12-story high hotel building<br />

that accommodates all the rooms of the hotel. The rooftop<br />

space of the Podium is where communal areas are located<br />

such as a swimming pool, multifunction rooms, bar, etc.<br />

Indra Hotel was considered one of the most modern<br />

buildings at the time. The foreign investors sponsored<br />

and sent Colonel Jira to see hotel designs in Japan and<br />

Hong Kong, the experience of whic h became a great complement<br />

to the basic knowledge of architecture he had<br />

gained from Chulalongkorn University.<br />

ศาลาแบบสุโขทัยในสวน<br />

ชั้นดาดฟ้า โรงแรมอินทรา<br />

100 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา


โชว์รูมดีไซน์ ไทย ถนนสีลม<br />

“When I was a student and learning about hotel design<br />

with Professor Nart (Potiprasart), who studied extensively<br />

and thoroughly about the design of the kitchen, he would<br />

always say how the heart of a hotel is in the kitchen. The<br />

kitchen is the focus whereas the rooms are mostly about<br />

decoration. I was able to resolve the kitchen dilemma<br />

and it’s an issue that not many people recognize as significant<br />

but there was this westerner who was an expert<br />

on kitchen design who was on the team and working in<br />

the same office as me and he was very satisfied by the<br />

kitchen that was designed. If you look into it, in hotel design,<br />

you’ll notice that almost everything is located with the<br />

kitchen at the center. Even for room service or whatever,<br />

the kitchen can provide the service very quickly.”<br />

In addition to functionality and modernity, one of the<br />

most distinctive features of Indra Hotel is the beautiful<br />

and harmonious insertion of architectural elements of<br />

Thai or Tropical Architecture. The Tower is designed to have<br />

concrete sun protection panels that form a series of small<br />

units. Each unit gives off the physical resemblance of a<br />

simplified gable roof. When placed consecutively, the panels<br />

become the aesthetically unique façade for the building’s<br />

exterior wall, offering all the required functionalities. For<br />

the Podium, which hosts several of the hotel’s functional<br />

spaces and does not demand that much natural light,<br />

Colonel Jira uses small concrete blocks with an opening<br />

in the middle and the details of ceramic ornamentation<br />

of Thai traditional patterning on the four corners of each<br />

block. When placed together, these blocks become an<br />

airy wall with a delicate and rhythmic presence of the<br />

ornamental pattern, visually blending the presence of<br />

the Podium to the Tower as the functional spaces are<br />

beautifully hidden in one unified architectural mass.<br />

After the completion, Indra Hotel and Shopping Mall<br />

was highly successful, making Pratunam the hub of<br />

wholesale clothes in Bangkok. Jira Silpakanok Design<br />

Firm and Associates became widely recognized and consequentially<br />

produced several other works over many<br />

years to come.<br />

Other notable projects designed by the firm are such<br />

as the Surawong Branch of the Bank of Thailand (1969),<br />

Panunee Building on Ploenchit Road (1971), 16 branches<br />

of Bangkok Bank nationwide (1972-1976), Pailyn Hotel in<br />

Phitsanulok (1980), Bank of Thailand, the Northeastern<br />

branch in Khon Kaen province (1985), etc. Most of these<br />

buildings were designed to have a symmetrical floor plan,<br />

which results in their strong and majestic physique. Modern<br />

and universal in their shape and form, these buildings<br />

contain intricate details that reflect certain vernacular<br />

attributes such as the projected mass of the eaves, or<br />

the setback of the wall of the ground floor revealing the<br />

alignment of the columns of the Bank of Thailand (North<br />

eastern branch), which are similar to the structure of<br />

traditional houses of the Northeastern region.<br />

วารสารอาษา<br />

HISTORY <strong>ASA</strong> 101


TRADITIONAL ARCHITECTURE<br />

Colonel Jira’s most interesting works are those in<br />

the traditional architecture genre be it Thai or Western<br />

Neo Classic. Styles are carefully considered and used to<br />

suit the nature and requirements of each project. The<br />

works that fall into this category are such as the Sukhothai<br />

Pavilion at the rooftop of the Podium of the Indra Hotel<br />

(1971), in which Colonel Jira studies and incorporates<br />

architectural characteristics of Phra Si Rattana Mahathat<br />

Temple in Phitsanulok province.<br />

“The Sukhothai Pavilion project began with M.R.<br />

Kukrit discussing with me about how the hotel didn’t<br />

have any Thai architecture so I came up with this pavilion,<br />

which has a little bit of Sukhothai attributes such as the<br />

roof. I studied the form and compositions of the roof of<br />

Phra Buddha Chinnarat Church in Sukhothai, but I designed<br />

for the piece to have this alignment of columns that makes<br />

the structure look more airy and light.”<br />

The works in the latter period of his career are still<br />

traditional in style, particularly the Design-Thai showroom<br />

on Silom road (1982) that functions as the office and Thai<br />

silk retail shop with foreigners as its main group of clients.<br />

Colonel Jira created a traditional Thai apse for the building’s<br />

entrance with full on decorative elements. The surface<br />

decoration and colors are clean and neat, making everything<br />

more modern in terms of style. Another interesting example<br />

is Patsri Bunnag’s residence on Soi Promsri 2 Street<br />

in Sukhumvit. For this project, Colonel Jira applies the<br />

features of monk cells from the Rama 3 period into the<br />

modern upscale residence with a swimming pool, air<br />

conditioner and other facilities.<br />

“Miss Patsri is married to a western gentleman<br />

and they have quite a comprehensive knowledge of Thai<br />

architecture. I designed a northern Thai house for them<br />

and they hired me to do another one. I think they’re pleased<br />

with my works. The plan is to build four houses on the<br />

same piece of land (on Soi Promsri 2 Road). They were<br />

thinking about giving this project to someone else, I don’t<br />

know why, perhaps they weren’t satisfied with the cost<br />

but they came to me and gave me the brief. The thought<br />

was to use brick and concrete for the building because<br />

they wanted to have air conditioners, which wouldn’t have<br />

worked if it were a wooden building. I told them that constructing<br />

a concrete building from a working drawing of<br />

a wooden house was undoable. It’s wrong. But there are<br />

a number of works that have been done. I took them to<br />

see the monk cells at Suthat Temple and they were totally<br />

captivated. It’s similar to the architecture of the south of<br />

France, big columns, roof, they were really happy. So that’s<br />

the style I picked up and they approved it immediately<br />

when they saw the sketch and I started the working drawing<br />

right after that.”<br />

“The plan consists of a cluster of buildings. Walking<br />

in, you enter the living area, then the corridor that leads<br />

to a court with a swimming pool. The dining area is nearby<br />

and a few steps walking from the second floor where the<br />

bedrooms and restrooms are located. Downstairs hosts<br />

the kitchen, maids’ rooms, garage…it’s the reinterpretation<br />

of monk cells into a modernized group house. It was a<br />

fun project. I created a space at the ground floor specifically<br />

for the air conditioner compressors. The house doesn’t<br />

need to have a separate building for the maids because<br />

their rooms are set at the ground floor under the elevated<br />

main living area. Having a balcony offers this additional<br />

spatial functionality.”<br />

“The interior walls are all bricks, which are pretty much<br />

like the monk cells but thicker. I use real wood for the<br />

ceiling, just like the traditional design, but it’s concealed<br />

with the ceiling boards so it costs a little bit more.”<br />

To design by referencing traditional Thai architecture<br />

requires in-depth and comprehensive knowledge of<br />

ancient architectural compositions ranging from the<br />

structure to the ornamental details. Such thorough understanding<br />

allows for the architect to apply traditions to suit<br />

the contemporary context and limitations.<br />

“I’ve studied compositions and the details of Thai<br />

architecture for several years now, Chor Fah, Bai Raka,<br />

Hang Hong (elements of thai architecture), but in reality<br />

these things are different types of structures, each has<br />

its own attributes and functions while the details come<br />

after. That’s my opinion. I’ve looked at the works of Thai<br />

architecture from Bangkok to Chiang Rai. I used to travel<br />

all the time and always asked Professor Saner Nildesh<br />

to go on trips with me. That’s how I’ve grown to like<br />

and become more interested in Thai Architecture.”<br />

The Colonel created a certain number of western<br />

Neo-Classic works. The notable ones are such as the statue<br />

of Queen Sripatcharin at Rajini School on Maharaj Road,<br />

in which Kaimook Chuto was the sculptor and Colonel<br />

Jira designed the classic arch with Corinthian columns,<br />

resonating the architecture of the Rama 5 period when<br />

the school was first established. The design was perfectly<br />

and beautifully done and Colonel Jira was personally<br />

given the memorial coin from Her Majesty the Queen<br />

for the work he had done.<br />

Another neo-classic piece is Tinsulanonda Library at<br />

Mahavajiravudh Songkhla School (1985). Distinctive<br />

for its symmetrical architecture, the library stands as the<br />

backdrop for the majestic King Mongkut statue.<br />

“A friend of mine is the Director - General of the Revenue<br />

Department and had asked me to look into the project<br />

because several designs had been proposed but none<br />

were approved by General Prem. So I did it and he almost<br />

immediately gave it a go. I think the fact that the General<br />

is a soldier, meant that he preferred the building to have<br />

that military feel. Another important thing to keep in mind<br />

is the Statue of King Mongkut at the front of the building.<br />

To design and construct a modern building behind the<br />

statue or a structure that would overshadow the presence<br />

of the statue would receive a great deal of reprimand. What<br />

I thought of was something that would blend in with the<br />

surrounding environment while the statue would still be<br />

considered the most important element. At the end, it<br />

came down to the classics. It was still a fun project to<br />

work with. The center is the entrance hall, which separates<br />

into two parts of the space. The upper floor is the clock<br />

tower and library whereas the ground floor hosts the<br />

reading rooms and an exhibition hall. The second floor<br />

hosts more reading spaces, which are pretty similar to<br />

most university libraries.”<br />

“I follow the situation and condition. I didn’t really<br />

think about classic or modern.”<br />

การออกแบบฝ้าเพดานและ<br />

ดวงโคม โถงทางเข้า โรงภาพ-<br />

ยนตร์สกาล่า<br />

102 <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา


THE ARCHITECTURE OF EMOTION<br />

Colonel Jira’s architectural creations, both modern<br />

and traditional, are distinctive for their materials and forms.<br />

These elements contribute to the work’s conveyance of<br />

feelings and expressions or what the Colonel calls ‘captivating,’<br />

which is something he learned from Professor Saengarun<br />

Rattakasikorn of the Faculty of Architecture, Chulalongkorn<br />

University.<br />

Of all the works Colonel Jira had done, Scala Cineplex<br />

is the one with probably the most emotionally compelling<br />

expression of form and space where shape and space<br />

of a traditional theatre is simplified and modernized.<br />

Scala is the third cineplex of the Apex Group. Pisit<br />

Tansajja planned to build it in Siam Square after the<br />

construction of Siam and Lido Cineplex in 1966 and<br />

1968, respectively. Scala accommodates 1,000 seats<br />

and was first opened for operation on 31 December 1969.<br />

The cineplex is located on Rama 1 Road, but with a<br />

considerable setback, and is also situated on the corner<br />

where Rama 1 Road and Phayathai Road intersect. Colonel<br />

Jira resolved the issue by designing the entrance lobby<br />

of the cineplex in the form of a double-story foyer with a<br />

series of fan-shaped panels embracing the circulation that<br />

leads visitors from the ground floor up to the massive<br />

staircase to another lobby where ticket booths and cinema<br />

are located. The staircase rests itself along the spacious<br />

alignment of towering columns that stand majestically<br />

and form a stunning three-dimensional visual and physical<br />

effect of an arch. This particular structure supports a bunch<br />

of shallow domes, each with a light in the middle. A folded<br />

gold-colored steel plate that resembles the stars on the<br />

ceiling of an ancient architecture surrounds the domes.<br />

The distinctive feature of Scala is the wondrous presence of<br />

c handeliers made of white spherical glass shades<br />

installed to be in vertical arrangement, flying over the<br />

landing of the staircase. Colonel Jira once talked about this<br />

particular chandelier and how Pisit first acquired the chandelier<br />

and then asked him to design a cineplex to go with it.<br />

The entrance lobby of Scala Cineplex is a great example<br />

of the way in which feeling and expression are facilitated<br />

as parts of architecture. The structure itself is the ‘overture’<br />

for viewers to relish before seeing the actual movie. It<br />

brings a sense of luxury and modernity to the cinemagoing<br />

culture. It could be speculated that the works of<br />

Minoru Yamasaki and Edward Durell Stone influenced<br />

this powerful piece of architecture. The latter was the<br />

household name in the Modern Architecture arena and<br />

known for his luxurious, intricate and weightless architectural<br />

lines and forms. Stone’s works are also inspired<br />

by ancient architecture, such as Gothic and Mughal forms.<br />

Both Yamasaki and Stone were new generation architects<br />

at the time who gave a great deal of importance to human<br />

‘expression’ that appeared to be absent from Modern<br />

Architecture. Such belief led to the use of perforated<br />

concrete blocks that Le Corbusier first used in his Unite<br />

d’Habitation project in Marseilles. It was considered a new<br />

thing that brought luxurious and delicate flair to the piece.<br />

วารสารอาษา<br />

HISTORY <strong>ASA</strong> 103


The use of concrete blocks with the building’s walls<br />

or the long projection of thin and flat eaves can be seen<br />

in the ‘modern’ architectural creation designed by Colonel<br />

Jira. Nevertheless, Scala Cineplex is a special piece as<br />

the Colonel incorporates the arched form and elegant<br />

ornamental details and materials, elements which can<br />

also be found in Yamasaki’s works. The attempt is therefore<br />

not a copy but the borrowing of methods. When joined<br />

forces by Colonel Jira’s understanding of the form and<br />

space of ancient and modern architecture, the most simple<br />

materials and structure of the design conceive such a<br />

spectacular space that alters the flaws of the location into<br />

distinctive architectural attributes in the most impressive<br />

manner.<br />

LATE LIFE<br />

ธนาคารแห่งประเทศไทย<br />

สาขาถนนสุรวงศ์<br />

After 40 years of working as an architect under the<br />

name Jira Silpakanok Design Firm and Associates, Colonel<br />

Jira decided to close down the practice in 1992 to enjoy<br />

the time of his retirement years. Nevertheless, the firm’s<br />

commercial registration was kept as the Colonel still<br />

continued his work in architectural design at his residence<br />

and the old office on Pichai Road in the Dusit district of<br />

Bangkok. Most of the works produced in this period were<br />

temples, monk cells and churches where Colonel Jira<br />

did the design for free. The last work that was left unfinished<br />

until the last day of his life was the monk cell for the abbot<br />

of Krajomethong Temple in Bangkruai district, Nonthaburi<br />

province. These works are the designs that Colonel Jira<br />

created with true happiness.<br />

“I think an architect should work on something that<br />

he feels satisfied doing and gets paid reasonably for. It’s<br />

not supposed to be just about business. Other people<br />

might think otherwise, that’s up to them but I personally<br />

think that you do the work that makes you happy, and<br />

that you have fun doing. I think a street sweeper can be<br />

happier than the architect who’s working on something<br />

he doesn’t want to do. If we teach students to think about<br />

making money from their profession, where is the happiness<br />

in that? It is never going to be enough. On the other hand,<br />

if you’re happy 75% of the time from the work you have<br />

done, that’s happiness.”<br />

At the age of 85, Colonel Jira passed away in peace<br />

while sleeping at his house and office of Jira Silpakanok<br />

Design Firm and Associates on the dawn of January<br />

20 th , 2013.<br />

1 Interview with Colonel Jira Silpakanok by Associate<br />

Professor Pussadee Tiptus, 25th April 1990.<br />

2 Ibid<br />

3 Special interview with Panlert Baiyoke, the President of<br />

Baiyoke Hotel Group, the man behind the legendary Baiyoke<br />

1 and Baiyoke 2 Towers, Thailand’s tallest skyscraper.<br />

HYPERLINK "http://www.ghbhomecenter.com/journal/<br />

download.php"<br />

4 Pussadee Tiptus, Association of Siamese Architects:<br />

Basics, Roles, Works and Concepts (1932-1992), 761.<br />

5 Interview with Colonel Jira Silpakanok by Associate<br />

Professor Pussadee Tiptus, 25th April 1990.<br />

6 72 years: The Faculty of Architecture, Chulalongkorn<br />

University (Bangkok: The Faculty of Architecture Alumni,<br />

Chulalongkorn University, 2006).<br />

7 Interview with Colonel Jira Silpakanok by Associate Professor<br />

Pussadee Tiptus, 25 th April 1990.<br />

1<strong>04</strong> <strong>ASA</strong> HISTORY วารสารอาษา


an art4d selection<br />

volume 2015<br />

GET YOUR HANDS ON THE MOST INTRIGUING<br />

AND INNOVATIVE NEW PRODUCTS.<br />

DOWNLOAD<br />

DIGITAL<br />

EDITION<br />

NOW !<br />

www.art4d.com/<br />

4dfile19.html


DETAILS<br />

BAAN<br />

SUAN CHANTITA<br />

STUDIO MITI<br />

Detail 2<br />

1<br />

2<br />

3<br />

Detail 1<br />

4<br />

โครงการโฮมสเตย์ขนาดกลางในจังหวัดอุทัยธานี<br />

ด้วยแนวคิดที่จะให้อาคารแทรกตัวไปกับต้นไม้เดิมในพื้นที่<br />

สถาปนิกจึงวางผังอาคารแต่ละหลังให้เป็นรูป ‘เครื่องหมาย<br />

บวก’ ที่มีสัดส่วนเท่ากันในทุกด้านและเลือกใช้รูปทรงหลังคา<br />

ที่เรียบง่ายลงตัวไปกับผังมากที่สุด คือ มีผังหลังคาเป็นรูป<br />

เครื่องหมายบวกเหมือนกันและพับลงมาเป็นในลักษณะ<br />

ของหลังคาเพิงหมาแหงนที่บรรจบกันตรงกลางของเครื่อง-<br />

หมายบวก แผ่นเหล็กถูกนามาใช้เป็นหลังคาเพื่อลดรอยรั่ว<br />

ที่เกิดจากรอยต่อของแผ่น อีกทั้งยังมีความแข็งแรง สามารถ<br />

รับแรงกระแทกได้หากมีกิ่งไม้ตกลงมา สถาปนิกออกแบบ<br />

ระบบของชั้นหลังคาเป็น 4 ชั้น เพื่อลดความร้อนที่เกิดจาก<br />

คุณสมบัติของเหล็กที่ถ่ายเทความร้อนได้เร็วและมีอุณหภูมิ<br />

สูง โดยชั้นบนสุดเป็นแผ่นเหล็กหนา 2 มิลลิเมตร วางซ้อน<br />

และเชื่อมเป็นผืนเดียวกัน ชั้นถัดมาเป็นไม้อัด OSB ช่วย<br />

เป็นโครงสร้างให้กับแผ่นเหล็กถัดมาเป็นโฟม EPS ทาหน้าที่<br />

เป็นฉนวนกันความร้อนและมีความแข็งแรง และชั้นสุดท้าย<br />

คือไม้อัด OSB ทาหน้าที่กระจายแรงให้โฟมกับแนวจันทัน<br />

และยังสร้างความสวยงามให้กับพื้นที่ว่างภายในที่จะเปลือยฝ้า<br />

ให้เห็นโครงสร้างของหลังคาอีกด้วย<br />

SECTION<br />

1 แผ่นเหล็กดำ หน 2 mm<br />

เคลือบสีกันสนิม สีใส<br />

2 ไม้อัด OSB หน 15 mm<br />

3 EPS FOAM 2N หน 25 mm<br />

ควมแข็ง 2N<br />

4 ฝไม้เนื้อแข็ง ตีทับแนวตั้ง<br />

BUILDING TYPE<br />

Hotel<br />

BUILDING AREA<br />

200 sq.m.<br />

DURATION<br />

2013-2014<br />

CLIENT<br />

Pisan and Chantita<br />

Kusolwattana<br />

LOCATION<br />

Uthai Thani<br />

ARCHITECT<br />

Studio Miti<br />

CONTRACTOR<br />

Sumith Uthaithani<br />

Falling in line with the thoughtful concept of allowing<br />

for the buildings to be set amongst the preexisting trees<br />

within the site of this medium-sized homestay in Uthai<br />

Thani province, the architects came up with a scheme<br />

for each building to be constructed in the shape of an<br />

equilateral ‘+’ symbol. Choosing to do the same with<br />

the roof as means of utilizing the simplest shape best<br />

suited to the floor plan, the folding roofs on each limb<br />

lead to a lean-to shed where they meet together in the<br />

middle of the + sign. Steel plates were used as the<br />

material for the roofs in order to lessen leakage from<br />

the butt joints as well as strengthen and buffer the impact<br />

load when any boughs fall from the trees above. The<br />

architects have also designed the roofing system in 4<br />

layers so as to reduce heat gain from the steel, known<br />

for its ability to transfer and retain heat of high temperatures.<br />

The uppermost layer is composed of a 2 mm steel<br />

plate overlaid together with the latter layer of oriented<br />

strand board (OSB) that acts as the steel plate’s structure,<br />

the next layer being the EPS foam used as a thermal<br />

insulator and roof reinforcement, the undermost layer<br />

being composed again of the OSB that helps in distributing<br />

forces along the EPS foam and rafter line, a<br />

combination of which slicks up the interior space, too.<br />

106 <strong>ASA</strong> DETAILS วารสารอาษา


7<br />

5<br />

3<br />

2<br />

1<br />

4<br />

6<br />

7<br />

4<br />

DETAIL 1,2<br />

1 แผ่นเหล็กดำ หน 2 mm<br />

เคลือบสีกันสนิท สีใส<br />

2 ไม้อัด OSB หน 15 mm<br />

3 EPS FOAM 2N หน 25 mm<br />

ควมแข็ง 2N<br />

4 ฝไม้เนื้อแข็ง ตีทับแนวตั้ง<br />

5 จันทันไม้เนื้อแข็ง ขนด 40x90 mm<br />

6 โครงเคร่ผนังไม้เนื้อแข็ง ขนด<br />

35x70 mm<br />

7 อะเสไม้เนื้อแข็ง ขนด 50x100 mm<br />

01 บรรยกศภยในโครงกร<br />

บ้นสวนจันทิต<br />

01<br />

วารสารอาษา<br />

DETAILS <strong>ASA</strong> 107


แผงกันแดดส่วนโพเดียม<br />

โรงแรมอินทรา<br />

ในนามสานักงานออกแบบจิระ ศิลป์กนกและเพื่อน<br />

พันเอกจิระ ศิลป์กนก มีผลงานสถาปัตยกรรมจานวนมาก<br />

เท่าที่ปรากฏหลักฐานขณะนี้ผลงานส่วนใหญ่สร้างขึ้นในช่วง<br />

พ.ศ. 2514 ถึง พ.ศ. 2535 มีอาคารหลายประเภท ได้แก่<br />

บ้านพักอาศัย ธนาคาร โรงภาพยนตร์ อาคารสานักงาน<br />

โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถานทูต ห้องสมุด ตลอดจนวัด<br />

โดยที่พันเอกจิระได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับลักษณะการประกอบ<br />

วิชาชีพในช่วงนั้นไว้ มีความตอนหนึ่งว่า<br />

“ในช่วงนั้นสานักงานสถาปนิกอิสระ ก็มีคุณเจน สกล-<br />

ธนารักษ์ม.ล.สันธยา อิศรเสนา คุณอร่าม รัตนกุล เสรี เริงฤทธิ์<br />

ก็ไม่ค่อยมีเท่าไรหรอก แล้วแต่ละสานักงานมักจะไม่มีประเภท<br />

ของงานหลักที่จะทา การที่แต่ละสานักงานจะถนัดงาน<br />

อะไรเป็นพิเศษ สมัยนั้นไม่มีหรอกครับ ก็ทาตั้งแต่ส้วมจน<br />

ถึงโรงแรม มีงานอะไรมาทาได้ต้องทา มานั่งเลือกงานไม่ได้<br />

นิสัยสถาปนิกไม่น่าจะเลือกงาน แล้วการจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ<br />

เฉพาะประเภทของงาน เศรษฐกิจของไทยยังไม่ถึงขนาดนั้น<br />

แต่อาจเรียกได้ว่าทางานนั้นบ่อย อย่างคุณเจน สกลธนารักษ์<br />

ได้ทาโรงพยาบาลบ่อย แต่ให้เขาทาบ้านเขาก็ทา”<br />

สาหรับการหางานในสมัยก่อน พันเอกจิระให้สัมภาษณ์<br />

ว่านอกจากฝีมือแล้ว ยังอาศัยความรู้จักกันส่วนตัวตลอดจน<br />

พื้นฐานทางสังคมของสถาปนิกเองด้วย<br />

“งานที่ได้มาในสมัยนั้น ได้มาในลักษณะที่รู้จักกันส่วนตัว<br />

คงไม่มีทางที่จะมาโฆษณาผลงานของตัวเอง ก็รู้จักกันเป็น<br />

ส่วนตัวบ้าง หรือคนอื่นแนะนามาบ้าง หรือลูกค้าไปเห็น<br />

บ้านหลังนี้พอใจ ก็ถามว่าคนออกแบบชื่ออะไร เปิดสมุด<br />

โทรศัพท์ แล้วก็โทรมาหาก็มี ไม่มีการได้งานโดยวิธีอย่างอื่น<br />

แต่ว่าพื้นฐานทางสังคม (background) ของสถาปนิกก็สาคัญ<br />

ในสมัยก่อนจะเป็นตัวที่ท าให้คุณได้งานมาก ความสนิทสนม<br />

มีเพื่อนฝูงมาก อย่างจบจาก MIT (Massachusetts Institute<br />

of Technology) ก็สบายหน่อย ถ้าจบจากเบิร์คเลย์ก็ลาบาก<br />

หน่อย เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้คนเก่งๆ ก็อยู่เยอะ แต่ว่า<br />

มันจน”<br />

วารสารอาษา<br />

HISTORY <strong>ASA</strong> 95<br />

สถาปัตยกรรม ‘ทันสมัย’ : โรงแรมและอาคารส านักงาน<br />

พันเอกจิระได้เริ่มออกแบบโรงแรม เป็นสถาปัตยกรรม<br />

สมัยใหม่ที่มีลักษณะไทยประยุกต์ เท่าที่ปรากฏหลักฐาน<br />

ผลงานแรกได้แก่โรงแรมรินคา จังหวัดเชียงใหม่(พ.ศ. 2512)<br />

อันเป็นโรงแรมที่กลุ่มทุนสกุลนิมมานเหมินท์ลงทุนสร้างขึ้น<br />

เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและทหารอเมริกันในช่วงสงคราม<br />

เวียดนาม อย่างไรก็ดี ผลงานสถาปัตยกรรมที่นับได้ว่าเป็น<br />

งาน ‘สร้างชื่อ’ ให้พันเอกจิระ คือโครงการโรงแรมอินทรา<br />

ประตูน้า (พ.ศ. 2514) ซึ่งก็เริ่มจากการที่พันเอกจิระมี<br />

ความสนิทสนมกับพลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และ<br />

กลุ่มทุนธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ โครงการดังกล่าว<br />

เกิดขึ้นโดยนายเล็งเลิศ ใบหยก นักธุรกิจและนักลงทุนเชื้อ<br />

สายจีน ได้ประมูลที่ดินผืนงามริมถนนราชปรารภ เดิมเป็น<br />

บ้านของพระยาอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร (ฟรานซิส เฮนรี<br />

ไจลส์) อดีตอธิบดีกรมสรรพากรชาวอังกฤษ นายเล็งเลิศจึง<br />

ปรึกษา ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และกลุ่มทุนธนาคาร<br />

กรุงเทพ พณิชยการ ร่วมกันวางแผนพัฒนาที่ดินดังกล่าว<br />

โดยมีนักลงทุนจากต่างชาติเข้าร่วม โครงการประกอบด้วย<br />

โรงแรม ศูนย์การค้า และโรงภาพยนตร์ ล้อมรอบด้วยตึกแถว<br />

จานวนมาก ให้ชื่อว่าโครงการโรงแรมอินทรา เพื่อเป็น<br />

เกียรติแก่เจ้าของที่ดินเดิม<br />

โครงการโรงแรมอินทราในส่วนที่พันเอกจิระรับผิดชอบ<br />

เป็นอาคารขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยหลากประเภท โดยแบ่ง<br />

พื้นที่ใช้สอยเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนโพเดียม (podium) และ<br />

ส่วนทาวเวอร์ (tower) ส่วนโพเดียมประกอบด้วยศูนย์การค้า<br />

โรงภาพยนตร์ และพื้นที่จอดรถ ขณะที่ส่วนทาวเวอร์คือ<br />

ห้องพักของโรงแรม สูง 12 ชั้น ใช้พื้นที่ดาดฟ้าของส่วน<br />

โพเดียมเป็นพื้นที่ต่างๆ เช่น สระว่ายน้า ห้องจัดเลี้ยง บาร์<br />

เป็นต้น เป็นอาคารที่ทันสมัยยิ่งในขณะนั้น โดยทางผู้ลงทุน<br />

ชาวต่างชาติได้ส่งพันเอกจิระไปดูงานการออกแบบโรงแรม<br />

ที่ทันสมัยในประเทศญี่ปุ่นและฮ่องกง ประกอบกับความรู้<br />

พื้นฐานที่ได้รับจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์-<br />

มหาวิทยาลัย<br />

“ตอนผมเรียนหนังสือ ตอนที่เรียนเรื่องการออกแบบ<br />

โรงแรม อาจารย์นารถ โพธิประสาท แกเป็นคนที่ study<br />

เรื่องครัวมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเวลาที่แกสอนแกบอกว่า<br />

หัวใจของโรงแรมนั้นอยู่ที่ครัว ปัญหาจึงมาอยู่ที่ครัว ห้องพัก<br />

ก็เป็นเรื่องตกแต่งไป สิ่งที่ผมทาคือ แก้ปัญหาเรื่องครัวได้<br />

คนทั่วไปอาจเห็นว่าไม่สาคัญเท่าไร แต่เผอิญมีฝรั่งที่เข้ามา<br />

ร่วมงานคือเรียกว่า expert ทางการออกแบบครัว มานั่ง<br />

ทางานในออฟฟิศด้วย แกพอใจครัวผมมากเลย แกบอก<br />

โรงแรมที่ทากันมาไม่ค่อยมีใครคิดถึงเรื่องครัวมากเลย ถ้า<br />

สังเกตให้ดีจะพบว่าทุกอย่างของโรงแรมจะต้องวางรอบครัว<br />

เป็นส่วนใหญ่ แม้แต่การทา room service หรืออะไรก็ตามแต่<br />

ครัวจะ service ได้เร็วมาก”<br />

PRODUCT<br />

NEWS<br />

02<br />

DM HOME THONGLOR 19<br />

T: +662 365 0789<br />

F: +662 365 0779<br />

E: welcome@dm-home.com<br />

W: dm-home.com<br />

VOGUE<br />

ชุดครัวคอลเล็คชั่นใหม่จาก Binova ประเทศอิตาลี<br />

โดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นSliding Worktop ที่ผู้ใช้สามารถปรับ<br />

ระดับชั้นวางไปมาได้ด้วยการควบคุมจากรีโมท ผลิตจาก<br />

วัสดุเปียโนไฮกรอสที่ให้ความมันวาว และไม้โรสวู๊ดที่มี<br />

น้าหนักเบา แข็งแรงทนทาน ดีไซน์โดยรวมจึงมีความหรูหรา<br />

ช่วยเพิ่มอรรถรสในการตกแต่งครัวให้สมบูรณ์แบบมาก<br />

ยิ่งขึ้น<br />

01<br />

Häfele (Thailand) Limited<br />

T: +662 741 7171<br />

F: +662 741 7272<br />

E: info@hafele.co.th<br />

W: häfele.co.th<br />

MODULAR FAÇADE<br />

นวัตกรรมการออกแบบรูปด้านอาคารแบบโมดูล่าร์<br />

ด้วยอะลูมิเนียม จาก Alumet Innovation Design Center<br />

ด้วยแนวคิด Art of Façade ที่เป็นการผสานจุดเด่นของ<br />

วัสดุอะลูมิเนียมที่มีน้าหนักเบา แข็งแรง เข้ากับรูปทรง<br />

จากธรรมชาติที่พบเห็นได้รอบตัว ทาให้มีลวดลายและ<br />

ความสวยงามแตกต่างจาก Façade อะลูมิเนียมที่พบเห็น<br />

โดยทั่วไป ผลิตเป็นแผงสาเร็จรูปจากโรงงาน สามารถติดตั้ง<br />

ได้ง่ายและรวดเร็ว เหมาะสาหรับงานตกแต่งหรือรีโนเวท<br />

รูปด้านอาคาร นอกจากนี้นักออกแบบยังสามารถพลิกแพลง<br />

การจัดเรียงและสลับแผ่นอะลูมิเนียมให้เกิดลวดลายที่<br />

แปลกใหม่เป็นสไตล์เฉพาะตัวได้อีกด้วย<br />

Alumet Company Limited<br />

T: +6638 830 787<br />

F: +6638 830 455<br />

E: info@alumetgroup.com<br />

W: alumetgroup.com<br />

FREESTANDING<br />

BATHTUB<br />

บริษัทเฮเฟเล่ (ประเทศไทย) เปิดตัว ‘ฟรีสแตนด์ดิ้ง บาร์ธทับ’<br />

อ่างอาบน้าแบบตั้งพื้น เพิ่มความสะดวกในการใช้งานโดยไม่ต้องติดตั้ง<br />

แบบฝัง ด้วยการก่อปูนครอบตัวอ่าง สามารถเคลื่อนย้ายและปรับมุมได้<br />

ตัวอ่างทาจากอะคริลิคสีขาวคุณภาพสูง โดยมีความหนาของส่วน<br />

ที่เป็นอะคริลิค 5 มิลลิเมตร ทนต่อแรงกระแทกและไม่เปราะแตกง่าย<br />

มาพร้อมกับชุดอุปกรณ์ควบคุมน้าล้น สะดืออ่าง และชุดท่อน้าทิ้ง<br />

ของอ่างอาบน้า มี 2 รุ่นคือ อ่างแบบที่มีขาตั้งและแบบติดตั้งพื้น<br />

03<br />

108 <strong>ASA</strong> PRODUCT NEWS วารสารอาษา


MATERIALS<br />

DECK PEDESTALS<br />

โครงสร้างรองรับวัสดุปูพื้นสามารถติดตั้งได้ทั้งบนพื้น<br />

เรียบ พื้นลาดเอียง และพื้นต่างระดับ สามารถปรับระดับ<br />

ได้ทั้งก่อนและหลังการติดตั้งด้วยการหมุนเกลียว บริเวณ<br />

ส่วนบน ซึ่งช่วยทาให้วัสดุปูพื้นที่ปูลงบนโครงสร้างนี้เรียบ<br />

เสมอกันและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งยังกระจาย<br />

น้าหนักลงสู่โครงสร้างอาคารได้ดี ติดตั้งได้ทั้งบนดาดฟ้า<br />

ระเบียง และงานตกแต่งภูมิสถาปัตย์<br />

handydeck.com<br />

WOOD-SKIN<br />

VMZINC<br />

นวัตกรรมใหม่สาหรับการออกแบบโดย Wood-Skin<br />

เป็นการนาวัสดุ เช่น แผ่นไม้อัด ไม้เทียม โลหะ เซรามิก<br />

และหินอ่อนแผ่นบางๆ มาซ้อนลงบนตาข่ายใยสังเคราะห์<br />

ที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูงก่อนจะขึ้นรูปเป็นแพทเทิร์น<br />

สามเหลี่ยมขนาดเล็กที่มีให้เลือก 3 ขนาด คือ 50, 100,<br />

150 มิลลิเมตร หรือตามความต้องการของงานออกแบบ<br />

ด้วยการออกแบบแพทเทิร์นดังกล่าว ทาให้ Wood-Skin<br />

สามารถนาไปใช้ในการออกแบบได้อย่างหลากหลาย ทั้ง<br />

การตกแต่งพื้นผิวอาคารภายในและภายนอก บนพื้นผิวที่<br />

โค้งมนหรือขรุขระ และขึ้นรูปให้เป็นรูปทรงสามมิติ อีกทั้ง<br />

ยังสามารถนามาประยุกต์เป็นเฟอร์นิเจอร์และโปรดักท์ต่างๆ<br />

เช่น โต๊ะจัดแสดงสินค้า หรือโคมไฟได้อีกด้วย<br />

wood-skin.com<br />

แผ่นสังกะสีบริสุทธิ์ 99.995% ที่มีความแข็งแรงไม่<br />

ปริแตกในภูมิอากาศที่หนาวเย็นและบิดงอได้ง่ายด้วยการ<br />

ควบคุมปริมาณทองแดงและไทเทเนียมในระหว่างกระบวน-<br />

การผลิต ประกอบกับน้าหนักที่เบา วัสดุดังกล่าวจึงเหมาะกับ<br />

การนาไปใช้ออกแบบหลังคา ระบบรางน้าหรือพื้นผิวภายนอก<br />

ของอาคารซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวัสดุทางเลือกนอกจากหิน<br />

สังเคราะห์ กระเบื้อง หรืออะลูมิเนียม โดยสามารถนาไป<br />

ขึ้นรูปได้หลากหลาย อย่างไรก็ตามการเลือกใช้วัสดุดังกล่าว<br />

จาเป็นต้องระวังหากนาไปเข้าคู่กับวัสดุอื่นๆที่มีค่าความเป็น<br />

กรด เช่น ไม้บางชนิด ตะกั่ว หรือหินปูน หรือการใช้กับ<br />

อาคารริมทะเลที่ละอองเกลืออาจทาให้เกิดคราบบนพื้นผิว<br />

วัสดุได้ มีขนาดมาตรฐานคือ 39.4 x 10 เมตร (กว้าง<br />

x ยาว) ความหนา 7-8 มิลลิเมตร หรือขนาดเฉพาะตาม<br />

ความต้องการของผู้สั่งและมีให้เลือก 7 สี<br />

vmzinc.com<br />

วารสารอาษา<br />

UPDATE MATERIAL<br />

<strong>ASA</strong> 109


REVIEW<br />

LOCAL<br />

ARCHITECTURE<br />

BUILDING PLACE, CRAFT,<br />

AND COMMUNITY<br />

เมื่อครั้งสถาปนิกชาวแคนาดา Brian MacKay-Lyons<br />

เริ่มเบื่อหน่ายกับกระบวนการสอนในโรงเรียนสถาปัตยกรรม<br />

ที่เขามองว่าเป็นการสอนให้ผู้เรียนห่างไกลกับถิ่นที่ชุมชน<br />

และการลงมือทาจริงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงเริ่มต้นพา<br />

นักเรียนปีหนึ่งเดินทางไปยังรัฐ Nova Scotia ทางชายฝั่ง<br />

ตะวันออกเฉียงใต้ในแคนาดา พวกเขาร่วมกันออกแบบ<br />

และลงมือก่อสร้างสถาปัตยกรรมหลังเล็กๆ บนที่ดินของ<br />

MacKay-Lyons เอง ท่ามกลางซากปรักหักพังของหมู่บ้าน<br />

ใกล้ๆ กับที่ตั้งถิ่นฐานแห่งแรกของชาวฝรั่งเศสในทวีป<br />

อเมริกานั้น MacKay-Lyons ตั้งชื่อห้องเรียนนอกสถานที่<br />

ของพวกเขาว่า ‘Ghost Lab’ และเขาได้ดาเนินการโครงการ<br />

ปฏิบัติการภาคสนามในระยะเวลาสองสัปดาห์นี้ในช่วงฤดู<br />

ร้อนมาต่อเนื่องกว่า 13 ครั้ง ตั้งแต่ริเริ่มครั้งแรกในปี1994<br />

เป็นต้นมา Ghost Architectural Laboratory มีโอกาสรับแขก<br />

มากหน้าหลายตาที่มาเยี่ยมเยือนและร่วมงานด้วยกันอย่าง<br />

สม่าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิกรางวัลPritzker Prize อย่าง<br />

Glenn Murcutt หรือ Samuel Mockbee จาก Rural Studio<br />

ผู้ล่วงลับ หรือจากแวดวงวิชาการ สถาปนิก และวิศวกร<br />

ซึ่งกว่าทศวรรษที่ผ่านมา Ghost Lab นั้นเป็นแหล่งเรียนรู้<br />

และฝึกงานของนักเรียนสถาปัตยกรรมและสถาปนิกที่ถูก<br />

สนใจในระดับนานาชาติ เปรียบเสมือนโรงเรียนสถาปัตย-<br />

กรรมอีกแห่งหนึ่งที่มีความเฉพาะตัว<br />

Ghost 13 Symposium จึงเกิดขึ้น เป็นการรวมตัวของ<br />

เหล่ามิตรสหายผู้เคยร่วมงานกันในงานสัมมนากว่าสามวัน<br />

ที่จัดขึ้นใน Nova Scotia และหนังสือ Local Architecture<br />

Building Place, Craft, and Community เล่มนี้เป็นผลผลิต<br />

จากงานสัมมนา Ghost 13 ในครั้งนั้น ซึ่งต้องการนาเสนอ<br />

มุมมองต่อสถาปัตยกรรมแห่งถิ่นที่ตลอดจนการอภิปราย<br />

ถึงหลักสูตรการเรียนการสอนที่ควรจะเป็นในโรงเรียน<br />

สถาปัตยกรรม โดย MacKay-Lyons ร่วมด้วยผู้เข้าร่วม<br />

สัมมนาต่างแสดงความเห็นไว้ถึงสามสิ่งหลักๆ ที่ทุกคน<br />

ควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและการสร้างสถาปัตย-<br />

กรรมคือ ความเป็นถิ่นที่ (Place) ทักษะงานฝีมือช่าง<br />

(Craft) และชุมชนแวดล้อม (Community)<br />

TITLE<br />

Local Architecture<br />

Building Place, Craft,<br />

and Community<br />

WRITER<br />

Brian MacKay-Lyons<br />

PAGE<br />

224 pp.<br />

LANGUAGES<br />

English<br />

ISBN<br />

978-1-61689-128-2<br />

01 Local Architecture<br />

หนังสือล่าสุดจาก Ghost Lab<br />

ส่วนผลงานสถาปัตยกรรมที่ผ่าน<br />

มาสามารถหาดูได้จากหนังสือ<br />

อีกเล่มชื่อ Ghost: Building an<br />

Architectural Vision (2008)<br />

สาหรับเนื้อหาในหนังสือแบ่งออกเป็นสามส่วนหลักๆ<br />

ในส่วนแรกเป็นบทปาฐกถาโดยสถาปนิก Kenneth Frampton<br />

จาก Columbia University และ Juhani Pallasmaa สถาปนิก<br />

ชาวฟินแลนด์ซึ่งเป็นกรรมการตัดสินรางวัล Pritzker<br />

Architecture Prize ในปี 2014 ร่วมกับบทสัมภาษณ์<br />

สถาปนิกชื่อดังจากออสเตรเลียอย่าง Glenn Murcutt<br />

โดย Juhani Pallasmaa เอง ซึ่งเป็นการคัดเลือกสิบสาม<br />

คาถามเด่นๆ จากผู้เข้าร่วมสัมมนากว่าสองร้อยคนใน<br />

งานนั้น ในส่วนที่สองของหนังสือเป็นการรวบรวมและ<br />

นาเสนอผลงานการออกแบบทางสถาปัตยกรรมแห่งถิ่นที่<br />

ที่น่าสนใจ โดยสถาปนิกที่มาจากหลากหลายแห่งและ<br />

บางคนยังเป็นศิษย์เก่าของ Ghost Lab เอง ไม่ว่าจะเป็น<br />

Marlon Blackwell, Wendell Burnette, Vincent James,<br />

Rick Joy, Tom Kundig, Patricia Patkau, Dan Rockhill,<br />

Brigitte Shim และในส่วนสุดท้ายของหนังสือเป็นบทความ<br />

พิเศษจากนักเขียนกิตติมศักดิ์ Peter Buchanan และ<br />

Robert McCarter ร่วมด้วย Ingrid Helsing Almaas,<br />

Christine Macy และ Essy Baniassad<br />

01<br />

110 <strong>ASA</strong> REVIEW วารสารอาษา


02<br />

02 ผลงานออกแบบและก่อสร้าง<br />

ศาลาจาก Ghost Lab 5 (2003)<br />

ทางด้านซ้ายมือ และทางด้านขวา<br />

เป็นอาคารที่พัก ผลงานจาก<br />

Ghost Lab 7 (2005) Upper<br />

Kingsburg ใน Nova Scotia<br />

03 ตัวอย่างผลงานการออกแบบ<br />

สถาปัตยกรรมยั่งยืนด้วยการใช้<br />

วัสดุท่อที่นำากลับมาใช้ใหม่กับ<br />

การออกแบบโรงนา โดย Lake<br />

| Flato Architects ใน San<br />

Saba, Texas<br />

ดร. สุปรียา หวังพัชรพล<br />

อาจารย์ประจำาคณะสถาปัตย-<br />

กรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย<br />

เกษตรศาสตร์ และกรรมาธิการ<br />

สถาปนิกชุมชน สมาคมสถาปนิก<br />

สยามในพระบรมราชูปถัมภ์<br />

03<br />

ด้วยแนวคิดของทางผู้เขียนและผู้ร่วมอุดมการณ์ต่าง<br />

เชื่อมั่นในความสัมพันธ์ของถิ่นที่ งานฝีมือช่างและชุมชน<br />

โดยค่อนข้างปฏิเสธกระแสการออกแบบสถาปัตยกรรม<br />

ในปัจจุบันที่ตอบสนองต่อสังคมโลกาภิวัฒน์และความเป็น<br />

สากล ที่แทบจะละเลยต่อความเฉพาะตัวของถิ่นที่ทักษะ<br />

วัสดุและทรัพยากรในชุมชนที่ตั้งอยู่ หรือเพิกเฉยต่อการ<br />

ให้ความสาคัญกับเวลาที่แต่ละสิ่งของและแต่ละแนวคิด<br />

ค่อยๆ เติบโตด้วยการลงมือทา ด้วยแนวคิดต่อต้านเล็กๆนี้<br />

เหมือนจะแสดงออกมาในรูปแบบของหนังสือที่เน้นการนา<br />

เสนอภาพจริงของงานที่แล้วเสร็จหรืออยู่ในระหว่างการ<br />

ก่อสร้าง และภาพร่างหรือผลงานเขียนแบบก่อสร้างด้วยมือ<br />

มากกว่าการนาเสนอภาพผลงานที่ผลิตโดยคอมพิวเตอร์-<br />

กราฟิก<br />

ทั้งนี้เนื้อหาจากบทความ ข้อคิดจากการอภิปราย และ<br />

ผลงานสถาปัตยกรรมแห่งถิ่นที่ ที่ได้รวบรวมไว้ในหนังสือ<br />

Local Architecture ของ Ghost เล่มนี้ ค่อนข้างอ่านง่าย<br />

และน่าติดตามสาหรับผู้ที่สนใจการออกแบบสถาปัตยกรรม<br />

ที่ตอบสนองกับบริบทของท้องถิ่น และการใช้งานช่างฝีมือ<br />

ในการทางานก่อสร้าง ตลอดจนอาจจะเป็นอีกแหล่งอ้างอิง<br />

หนึ่งสาหรับผู้เรียนและผู้สอนสถาปัตยกรรมเองที่กาลังตั้ง<br />

คาถามถึงแนวทางการเรียนการสอนสถาปัตยกรรมที่เหมาะสม<br />

สาหรับบริบทของแต่ละแห่งด้วยเช่นกัน<br />

วารสารอาษา<br />

REVIEW <strong>ASA</strong> 111


CARTOON<br />

SRV<br />

112 <strong>ASA</strong> <strong>ASA</strong> CARTOON วารสารอาษา

Hooray! Your file is uploaded and ready to be published.

Saved successfully!

Ooh no, something went wrong!