25.04.2022 Views

ASA Journal 06/22

You also want an ePaper? Increase the reach of your titles

YUMPU automatically turns print PDFs into web optimized ePapers that Google loves.

Let There Be Light

2022.Mar-Apr

The Architectural Journal of the Association of Siamese Architects under Royal Patronage


advertorial

03

ผนังเมทัลชีท

ที่กล้ารับประกันสี ไม่ซีดจาง 10 ปี

สี สั นสวยงาม มี อายุ

การใช้งานยาวนาน

Easy clean

รับประกันสู งสุ ด 30 ปี

Waranty 30 years

วำงใจได้เลยว่ำผลิตภัณฑ์จะมีควำมทนทำน เพรำะ BlueScope

เลือกใช้เหล็กเคลือบอลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสี ซึ่งมีอำยุกำร

ใช้งำนมำกกว่ำเหล็กเคลือบสังกะสีทั่วไปถึง 4 เท่ำ พร้อมกำรันตี

ด้วยกำรรับประกันยำวนำนถึง 30 ปีว่ำแผ่นเมทัลชีทจะไม่เป็นรูพรุน

จำกกำรกัดกร่อน และไม่ต้องกังวลว่ำฉนวนที่ติดตั้งจะหลุดร่อน

ไปง่ำยๆ เพรำะ Colorbond for Panel มำพร้อมกับเทคโนโลยี

ชั้นเคลือบสีด้ำนหลังสูตรพิเศษ ที่เพิ่มประสิทธิภำพกำรยึดเกำะ

ระหว่ำงแผ่นและฉนวนให้เต็มเปี ่ยม

BlueScope ยังคงนวัตกรรมอันโดดเด่นจำกเมทัลชีทรุ ่น Colorbond มำ

ไว้ใน Colorbond for Panel อย่ำงครบถ้วน ทั้ง Thermatech® Technology

ช่วยสะท้อนควำมร้อนจำกภำยนอกอำคำร และ Clean Technology

ที่ช่วยลดกำรยึดเกำะของครำบฝุ ่น ทำให้สีสันของบ้ำนหรือโครงกำร

ดูสดใสเหมือนใหม่อยู ่เสมออีกด้วย

Jade Green

90.0 ํ 25.0 ํ

Ocean Blue

เพิ ่มประสิทธิภาพการ

ยึดเกาะระหว่างแผ่น

กับฉนวนกันความร้อน

Increase

adhesion between

metal sheet

and insulation

ไม่เพียงเท่ำนั้น กำรใช้ระบบผนังเมทัลชีท

แซนวิชพำแนลโดย Colorbond for Panel

ก็ยังช่วยควบคุมเวลำและงบประมำณใน

กำรก่อสร้ำงได้ดีขึ้น เพรำะ Colobond for Panel สำมำรถติดตั้ง

ได้อย่ำงง่ำยดำย แถมช่วยลดกำรปล่อยสำรเคมีประเภท

VOCs เพรำะแผ่น Colorbond for Panel มำพร้อมกับกำร

เคลือบสีตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่ต้องใช้สีทำอำคำรที่มักมีสำร

VOCs เรียกได้ว่ำเป็นมิตรกับทั้งคนสร้ำงและ ผู้อยู่อำศัย

อย่ำงแท้จริง

Text: Pratchayapol Lertwicha

Photo: bluescope

Exterior

เหล็กเคลือบสีคัลเลอร์บอนด์

สาหรับงานภายนอก

สำหรับกำรเลือกแผ่นเมทัลชีทมำใช้เป็นผนังอำคำร บำงครั้ง

กำรใช้แผ่นเมทัลชีท อย่ำงเดียวอำจไม่ตอบโจทย์กับกำรใช้งำนที่

ต้องกำรกันควำมร้อนหรือเสียงรบกวนเพิ่มเติม ดังนั้น นวัตกรรม

ระบบผนังที่มีชื่อว่ำ ‘แซนวิชพำแนล’ นั่นคือ กำรนำแผ่นเมทัลชีท

สองแผ่นมำประกบตัวฉนวนเช่น PU หรือ PIR ด้ำนใน จึงเกิดขึ้น

Earth Brown

สามารถ

ติดตาม

รายละเอียด

ของผลิตภัณฑ์

เพิ่มเติมได้ที่

Interior

เหล็กเคลือบสีคัลเลอร์บอนด์

สาหรับงานภายใน

SYSTEMLAYER

Insulation

ฉนวนกันความร้อน

ในฐำนะผู้นำระดับโลกด้ำนผลิตภัณฑ์เมทัลชีท BlueScope

จึงตอบรับนวัตกรรมระบบผนังใหม่ด้วยกำรคิดค้นผลิตภัณฑ์

‘Colorbond for Panel’ แผ่นเมทัลชีทคุณภำพสำหรับกำรใช้งำน

ทั้งภำยนอกและภำยในอำคำรที่มำพร้อมสีสันงดงำม พร้อมรับ

ประกันว่ำสีจะไม่ซีดจำงยำวนำนถึง 10 ปี นอกจำกนี้ ยังดีไซน์รูป

ลอนได้มำกมำย และมีสีสันให้เลือกหลำกหลำยเพื่อตอบทุกโจทย์

ในกำรดีไซน์


advertorial

SHERA

06 07

SHERA Solar หนึ ่งในเทคโนโลยีของหลังคา

ที่พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์คนยุคใหม่

ปัจจุบันกระแสรักสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลก ทาให้เกิดการตื่นตัว

หันมาให้ความสาคัญกับการใช้วัสดุ และพลังงานทดแทนมากขึ้น

โดยเฉพาะ กระแสการใช้ “พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์” ซึ่ง

เป็นพลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ และโซล่าเซลล์ก็เป็นอีก

หนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการใช้ทดแทนแหล่งพลังงานเดิมได้

อย่างไม่จากัด

Today people worldwide are more conscious of our

environment and nature which has caused us to be

more aware and turn towards the use of materials and

renewable energy, especially the “clean energy from solar

energy”, which is renewable energy from nature. The solar

cell is another interesting alternative to the unlimited

replacement of existing energy sources.

เฌอร่า ผู้เชี่ยวชาญด้านหลังคามากกว่า 40 ปี และหนึ่งในผู้ผลิต

วัสดุก่อสร้างรายแรกๆ ที่หันมาให้ความสาคัญกับผลิตภัณฑ์

ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้พัฒนาระบบ SHERA Solar

บริการติดตั้งโซล่าเซลล์และเทคโนโลยีสาหรับหลังคาที่ตั้งใจ

ต่อยอดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่ ด้วย Solar-

On-Grid System ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เชื่อมต่อ

กับไฟฟ้าจากการไฟฟ้า จึงสามารถหมุนเวียนใช้ระบบโซลาร์

ในเวลากลางวัน และใช้ไฟฟ้าปกติได้อย่างราบรื่นในเวลากลางคืน

นอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้แล้ว ยังสามารถบริหารระบบ

ไฟฟ้าภายในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกทั้งเฌอร่ายังมีการรับประกันแผง Mono คุณภาพสูงนานถึง

25 ปี และการรับประกัน O&M ตรวจสอบอุปกรณ์หลังติดตั้งด้วย

อุปกรณ์ พร้อมทั้งมีบริการ SHERA One Stop Service แบบ

ครบวงจรจากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ เพื่อช่วยตอบโจทย์การใช้

ชีวิตยุค New Normal ที่หลายๆ คนจาเป็นต้องทางาน Work

from Home เพิ่มทางเลือกในการหันมาใช้พลังงานสะอาดที่

สะดวกสบายยิ่งขึ้น ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าภายในบ้านได้อย่าง

คุ้มค่า และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

SHERA, the roofing specialist for over 40 years and one

of the first building material manufacturers that turned

to focus more on environmentally friendly products, has

developed SHERA Solar, solar cell installation service,

and roof technology that is discreetly developed to fulfill

the needs of the new generation. With Solar On-Grid-

System, a solar power generation system that connects

to electricity from the Metropolitan Electricity Authority,

the users can use the solar system in the daytime and use

normal electricity smoothly at night. In addition to saving

electricity bills, it can also help the users manage the

electrical system in the house effectively.

The service guarantees of high-quality Mono panel from

SHERA for up to 25 years, an O&M warranty, an equipment

check-up after installation, and a comprehensive SHERA-

One-Stop Service from professional experts. The new

service offered by SHERA will undoubtedly meet the

needs of life in the New Normal era where many people

need to Work from Home. It helps increase the choice of

turning to clean energy that is more convenient and more

comfortable. It also helps save money on home electricity

costs and gain maximum benefit.

shera.com


2022

MAR- APR

LET THERE BE

LIGHT

The Association

of Siamese Architects

under Royal Patronage

248/1 Soi Soonvijai 4 (Soi 17)

Rama IX Rd., Bangkapi,

Huaykwang, Bangkok 10310

T : +66 2319 6555

F : +66 2319 6419

W : asa.or.th

E : asaisaoffice@gmail.com

Subscribe to ASA Journal

T : +662 319 6555

OUT

NOW!

ASA JOURNAL

COMMITTEE

2020-2022

Advisor

Chana Sumpalung

Chairperson of Committee

Assoc.Prof. M.L. Piyalada

Thaveeprungsriporn, Ph.D.

Committee

Asst. Prof. Saithiwa

Ramasoot, Ph.D.

Vorapoj Tachaumnueysuk

Padirmkiat Sukkan

Prachya Sukkaew

Namtip Yamali, Ph.D.

Kulthida Songkittipakdee

Jenchieh Hung

Secretary

Theerarat Kaeojaikla

บทความหรือภาพที่ลงใน

วารสารอาษาหรือสื่ อออนไลน์

สมาคมฯ ขอสงวนลิขสิทธิ ์ตาม

กฎหมาย การนำาบทความ

หรือภาพจากวารสารอาษา

ไปตีพิมพ์ อ้างอิงหรือประโยชน์

ใดในสิ ่งพิมพ์หรือสื่ อออนไลน์

อื่น ต้องได้รับอนุญาตจาก

สมาคมฯ ผู้เป็ นเจ้าของลิขสิทธิ์

ตามกฎหมายเท่านั้น

Editor-in-Chief

Mongkon Ponganutree

Editor

Supreeya Wungpatcharapon

Managing Editor

Kamolthip Kimaree

Assistant Editor

Pichapohn Singnimittrakul

Contributors

Kullaphut Senevong Na

Ayudhaya

Natre Wannathepsakul

Nawanwaj Yudhanahas

Assoc.Prof. Nuanwan

Tauychareon, Ph.D

Nuttawadee Suttanan

Phornnipa Wongprawmas

Pum Photjananuwat

Asst.Prof. Pinai Sirikiatikul, Ph.D.

Warut Duangkaewkart

Xaroj Phrawong

English Translators

Tanakanya Changchaitum

Pawit Wongnimmarn

English Editors

Daniel Cunningham

Sheena Sophasawatsakul

Graphic Design

art4d WORKS

Wasawat Dechapirom

Pitipat Tubtim

Jitsomanus Kongsang

Photographer

Ketsiree Wongwan

Production Manager

Areewan Suwanmanee

Account Director

Rungladda Chakputra

Advertising Executives

Napharat Petchnoi

Chatchakwan Fagon

Thanapong Lertpiyaboon

Special Thanks

Atelier of Architects

Beer Singnoi

Design Qua

HAS design and research

Inly Studio

Ketsiree Wongwan

Khomsan Sakulamnuaypongsa

LIGHT IS

PHTAA Living Design

Pinai Sirikiatikul

Nauwan Tuaycharoen

The Pitzker Architecture Prize

Onion

W Workspace

Print

SUPERPIXEL

Publisher

The Association of

Siamese Architects

Under Royal Patronage

Copyright 2022

No responsibility can be

accepted for unsolicited

manuscripts or photographs.

ISSN 0857-3050

Contact

asajournal@asa.or.th

Photo: W Workspace

Available at

E: mail@art4d.com

FB: art4dMagazine

T: 02 260 2606-8 art4d.com



10

message from the president

asa Journal 03-06

Printed Edition

รายนามคณะกรรมการ

บริหาร สมาคมสถาปนิกสยาม

ในพระบรมราชูปถัมภ์

ประจาปี 2563-2565

นายกสมาคม

ชนะ สัมพลัง

อุปนายก

นิ เวศน์ วะสี นนท์

ศ.ดร.ต้นข้าว ปาณินท์

จู น เซคิ โน

ชุตยาเวศ สินธุพันธุ์

ผศ.ดร.รัฐพงษ์ อั งกสิ ทธิ

รุ่งโรจน์ อ่ วมแก้ ว

สารจากนายกสมาคม

พบกันอีกครั้งใน ASA Journal ฉบับที่ 6 ซึ ่งเป็ นฉบับสุดท้าย

ของวารสารอาษาประจำาปี 2021-2022 โดยฉบับนี้มีเนื้อหา

ที่พู ดถึงองค์ความรู้ เรื่องแสงในงานสถาปั ตยกรรม ภายใต้

ธีม Let There Be Light คิดว่าน่าจะช่วยเปิ ดมุมมองการ

ออกแบบงานสถาปั ตยกรรม ทั้งในเชิงของ ความปลอดภัย

คุณภาพ และความสวยงามในอีกมิติ ที่คนทั่วไปอาจคาดไม่

ถึงว่าการออกแบบแสงก็เป็ นอีกหนึ ่งองค์ความรู้ หรือสาขา

วิชาในงาน สถาปั ตยกรรมของเราที่ค่อนข้างมีความสำาคัญ

ไม่แพ้กัน อีกทั้งวารสารฉบับนี้ และวารสารอีก 5 ฉบับก่อน

หน้า ทางสมาคมฯ เราจะจัดพิมพ์ขึ ้นเพื่อมอบให้กับสมาชิก

ทั้งเก่าและใหม่ภายในงาน ASA Expo 2565 หรือวันที่ 26

เมษายน 2565 ที่จะถึงนี้ด้วยครับ ซึ ่งเล่มวารสารที่ ถูกจัด

พิมพ์ขึ ้นดังกล่าว ทางสมาคมฯ จะขออนุญาตสงวนสิทธิ ์แจก

ให้เฉพาะสมาชิกที่เข้าร่วมภายในงานนี้เท่านั้น

สำาหรับวารสารเล่มต่อไป ซึ ่งนับเป็ นฉบับแรกของ ASA

Journal ประจำาปี 2022-2023 จะเป็ นเล่มที่เราได้สรุปภาพ

รวมและผลสำาเร็จ ตลอดจนความร่วมมือของทุกๆ ภาคส่วน

ที่มาช่วยกันจัดงานสถาปนิก หรือ ASA Expo ให้กลายเป็ น

งานของคนทั้งประเทศจริงๆ ในนามของ สมาคมสถาปนิก

สยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ต้องขอขอบพระคุณทุกๆ ท่าน

ที่ช่วยสนับสนุนการจัดทำา ASA Journal แต่ละเล่มมาโดย

ตลอด และขอบคุณล่วงหน้าอีกครั้งสำาหรับการสนับสนุน

ASA Journal ประจำาปี ถัดมานี้ด้วยครับ

เลขาธิการ

พิพัฒน์ รุจิราโสภณ

นายทะเบียน

คมสัน สกุลอานวยพงศา

เหรัญญิก

ไมเคิลปริพล ตั้งตรงจิตร

ปฏิคม

เฉลิมพล สมบัติยานุชิต

ประชาสัมพันธ์

รศ.ดร.ม.ล.ปิ ยลดา ทวีปรังษีพร

กรรมการกลาง

ดร.วสุ โปษยะนันทน์

เฉลิมพงษ์ เนตรพฤษรัตน์

อดุลย์ แก้วดี

ผศ.ณธทัย จั นเสน

กศินธ์ ศรศรี

ณั ฎฐวุ ฒิพิริยประกอบ

ประธานกรรมาธิการ

สถาปนิกล้านนา

ปราการ ชุณหพงษ์

ประธานกรรมาธิการ

สถาปนิกอีสาน

วีรพล จงเจริญใจ

ประธานกรรมาธิการ

สถาปนิกทักษิณ

นิพนธ์ หัสดีวิจิตร

NEW! asa Journal 06 : Let There Be Light

สมาชิกสมาคม

รับรี

บูธ

งานสถาปนิก65

ารสารอาา บับ 3-6

Printed Edition ราคา - พิมพ์จานนจากั

สมาชิกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สามารถเลือกรับได้ฉบับใด ฉบับหนึ ่ง

จำานวน 1 เล่มเท่านั้น โดยแสดงบัตรสมาชิก หรือ หลักานการสมัคร ได้ที่บูธ ASA

หากท่านยังไม่เป็ นสมาชิกฯ สามารถสมัครและรับวารสารได้ทันที ในช่วงวันจัดงาน

สถาปนิก65 ระหว่างวันที่ 26 เมษายน - 1 พษภาคม 2565

สามารถสมัครสมาชิกสมาคมฯ ผ่านไลน์ aaln หรือ สอบถามการสมัครสมาชิกได้ที่

คุณรติรัตน์ จันทร เบอร์ 02-31-6555 ต่อ 113 061-5-1

อีเมล aararaalo

สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติม สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

เบอร์ 02-31-6555 ต่อ 205 0-11-15

อีเมล aararaalo

asa Journal 05 : Home Smart Home

asa Journal 04 : Towards Circular Living

asa Journal 03 : Seeing Through


12

message from the president

Here we go again with the 6th issue of ASA Journal,

which is the last issue of the 2021-2022 edition.

This issue discusses the knowledge and wisdom of

light in architecture under the theme ‘Let There Be

Light’. I hope the contents inside will help expand

the perspectives of architectural design concerning

safety, quality, and beauty in the domain that most

of us may not expect. Lighting design is another

body of knowledge, a discipline in our architecture

practice that is equally important. In addition, this

journal on lighting and the previous five issues of

the ASA Journal will be published by the ASA and

presented to the new and old members during

the ASA Expo 2022 or from April 26 th to May 1 st ,

2022. For all the six issues of ASA Journal that have

been published as mentioned, the association will

reserve the right to distribute them to our privileged

members who participate in this event only.

In the next issue of ASA Journal, the first issue of the

2022-2023 edition, we will summarize the overview

and achievements, as well as the ‘co-creation’ of all

the sectors that come together to make the architect

event or ASA Expo possible and become an event for

the whole country. On behalf of the Association of

Siamese Architects under Royal Patronage, I would

like to express my gratitude to those of you who

have always supported the ASA Journal. Thanks in

advance once again for supporting the ASA Journal

in the following year.

ASA COMMITTEE

2020-2022

President

Chana Sumpalung

Vice President

Nives Vaseenon

Prof. Tonkao Panin, Ph.D.

Jun Sekino

Chutayaves Sinthuphan

Asst. Prof. Rattapong Angkasith, Arch.D.

Rungroth Aumkaew

Secretary General

Pipat Rujirasopon

Honorary Registrar

Khomsan Sakulamnuaypongsa

Honorary Treasurer

Michael Paripol Tangtrongchit

Social Event Director

Chalermpon Sombutyanuchit

Public Relations Director

Assoc. Prof. M.L. Piyalada

Thaveeprungsriporn, Ph.D.

Executive Committee

Vasu Poshyanandana, Ph.D.

Chalermphong Netplusarat

Adul Kaewdee

Asst. Prof. Nathatai Chansen

Kasin Sornsri

Nutthawut Piriyaprakob

Chairman of

Northern Region (Lanna)

Prakan Chunhapong

Chairman of

Northeastern Region (Esan)

Werapol Chongjaroenjai

Chairman of

Southern Region (Taksin)

Nipon Hatsadeevijit


14

foreword

Photo: ijeab

ในมิติของงานสถาปัตยกรรม แสงเป็นปัจจัยสำาคัญในการขับเน้นรูปร่าง

ของที่ว่าง องค์ประกอบ พื้นผิวของเปลือกทั้งภายในและภายนอกของ

สถาปัตยกรรม รวมทั้งยังส่งผลกับความรู้สึก อารมณ์ และประสบการณ์

ของผู้ใช้งานสถาปัตยกรรม

วารสารอาษาฉบับมีนาคม-เมษายน 2565 ในธีม Let There Be Light นี ้

จึงนำาเสนองานออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ๆ ของไทยในหลายประเภท

อาคาร ที่สถาปนิกต่างให้ความสำาคัญในการออกแบบและเลือกใช้แหล่ง

กำาเนิดแสง ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ความส่องสว่าง หรือวัสดุพื้นผิวของ

ที่ว่างที่รองรับแสงนั้นๆ เพื่อให้เกิดปรากฏการณ์ตามจินตนาการของ

สถาปนิก หรือตอบสนองข้อกำาหนดเฉพาะด้านแสงสว่างของกิจกรรมใน

สถาปัตยกรรมประเภทนั้น

ส่วนใน Professional พบกับเรื่องราวประสบการณ์จาก Light Is ซึ่งเป็น

studio ที่เชี่ยวชาญการออกแบบแสงและมีผลงานคุ้นตาหลายๆ ชิ้นที่

น่าสนใจ รวมทั้ง INLY Studio จากเมืองเชียงใหม่

ในบริบทของสภาพแวดล้อมและสังคมทุกวันนี้ การออกแบบแสงในงาน

สถาปัตยกรรมไม่ว่าจะเป็นจากแสงธรรมชาติหรือแสงประดิษฐ์นั้น นับ

เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำาคัญต่อการส่งเสริมคุณภาพการใช้ชีวิตของเราด้วย

เพราะการศึกษาวิจัยในปัจจุบันได้ยืนยันให้เห็นถึงคุณสมบัติของแสง

ธรรมชาติ ตลอดจนความสว่างที่มีผลต่ออารมณ์และสุขภาพสำาหรับการ

เยียวยารักษา สามารถส่งผลต่อสภาพจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์

แสงจึงให้ทั้งคุณและโทษต่อร่างกายและความรู้สึกของเราได้มากกว่าที่

เราคิด

In the realm of architecture, light is a crucial factor in accentuating

the shape of the space, the composition, and the

texture of the interior and exterior surfaces. It also affects the

users’ feelings, emotions, and experiences in relation to the

architecture.

Under the theme Let There Be Light, the ASA Journal March-

April 2022 issue presents a series of new architectural

designs in Thailand in various building types, where architects

pay attention to the design and the use of light sources, both

directly and indirectly or the surface material of the space

that embraces that light to create a phenomenon according

to the architect’s imagination. These selected projects are

also a play on design to meet the specific activity lighting

requirements in that particular type of architecture. In the

Professional section are stories of the practices shared by

Light Is, a studio specializing in lighting design who have

produced a number of outstanding works, and INLY Studio

from Chiang Mai.

In the context of today’s environment and society, architectural

lighting design be it natural or artificial light - is

undoubtedly another essential factor to improve our quality

of life. Studies from current research have confirmed how

the properties of natural light and the intensity of light

affects human emotions, and health for restorative purposes.

It can affect the state of mind and human behavior. Light

can do more to our bodies and our minds than we can even

imagine.


2022

MAR- APR

LET THERE BE

LIGHT

around

BlueScope

Design Awards

2021 20

Diébédo

Francis Kéré:

Pritzker

Architecture

Prize 2022

28

36

theme / review

New Light on

an Old Tale

With the help of light,

the design for a prominent

rice mill in Nakhon Sawan

by PHTAA Living Design

works to compromise

the preservationof the

old building and the arrival

of the newly constructed

structure in a unique manner.

52

Photo Courtesy of Louvre Abu Dhabi

theme

Let There Be Light

“In the beginning God created

the heaven and the earth.

And the earth was without

form, and void; and darkness

was upon the face of the deep.

And the Spirit of God moved

upon the face of the waters.

And God said, Let there be

light: and there was light.

And God saw the light, and

it was good; and God divided

the light from the darkness.”

Photo Courtesy of Beer Singnoi

theme / review

Like a

Chameleon

HAS design and research, in

collaboration with LIGHT IS,

has created a new showroom

for an aluminum manufacturer

with dramatic facades in the

form of a living organism,

revealing itself in the most

appealing manner possible

when interacting with light.

66

theme / review

Fifty Shades

of Gold

The façade of Central

Ayutthaya Department

Store, designed by onion,

was adorned with aluminum

coated with gold paint that

embraces and interplays

with light and illumination.

80

Photo Courtesy of W Workspace

Photo Courtesy of W Workspace

theme / review

Art,

Architecture,

and the City

Designed by Design Qua,

the Jim Thompson Art Center

evinces precisely the qualities

of a social space with its flow

of circulation, the porosity of

the building skin, the careful

placement of voids, sightlines,

and openings.

92

theme / review

For the Sake

of Beauty

Atelier of Architects has applied

a variety of lines to compose

the facade, walls, and interior

spaces, including the lighting

in the interior, in the design of

Wansiri Aesthetic Hospital.

110

Photo Courtesy of Atelier of Architects

Photo Courtesy of Design Qua

material

Lighting (as)

Material

LED technologies

in current lighting

industries

that are worth

acknowledging.

122

&Tradition

Floor Lamp 136

De Vorm

Pendant

Light 137

Hulasol

Outdoor

Light 138

Moooi

Pendant

Light 139

Zero Lighting

Pendant

Lamp 140

Zuma

Downlight 141

Photo Courtesy of ARTEMIDE

revisit

Light and

Concrete at

Tuek Klom

144

professional

“LIGHT IS:

Light Is”…

ASA Journal talked to the

rising lighting designers -

Vida Khemachitphan and

Papon Kasettratat - two close

friends who joined together

and opened a lighting design

company called “LIGHT IS”.

150

professional

Inly Studio

160

chat

Khomsan

Sakulamnuaypongsa

The Honorary Registrar

of the Association of Siamese

Architects under Royal

Patronage spoke with ASA

Journal on the main task of

the Registrar in managing

the ASA’s member system.

164

Photo Courtesy of Pinai Sirikiatikul

the last page

168


20

Photo Courtesy of The Association of Siamese

Architects Under Royal Patronage.

around

BlueScope

Design Awards 2021

BlueScope Design Awards 2021 เป็นการประกวดผล-

งานออกแบบอาคารที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือของสมาคม-

สถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท เอ็นเอส-

บลูสโคป (ประเทศไทย) การประกวดแบ่งเป็น 2 ประเภท

หลักๆ ได้แก่ ประเภทที่หนึ่ง Sustainability of Coated

Steel Buildings Design Contest การประกวดผลงาน

ออกแบบแนวคิด และเชิงการทดลอง สำาหรับนิสิตนักศึกษา

ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ รวมถึงสถาปนิกและ

นักออกแบบอาชีพ และประเภทที่สอง The Sustainability

of Coated Steel Buildings of the year 2021/2022 หรือ

การประกวดผลงาน ออกแบบอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว สำาหรับ

สถาปนิกอาชีพและเจ้าของโครงการ โดยมีการประกาศผล

การประกวดไป เมื่อ 17 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา

BlueScope Design Awards 2021

BlueScope Design Awards 2021 is a design

competition organized by the Association of Siamese

Architects under Royal Patronage and NS-

BlueScope (Thailand). The competition is divided

into two main categories. The first category -The

Sustainability of Coated Steel Buildings Design

Contest – is an experimental design open to

architectural and design students and professional

architects and designers. The second category

- The Sustainability of Coated Steel Buildings of

2021/2022 – is a design competition for completed

buildings open to professional architects

and project owners. The results were announced

on January 17, 2022.

21

2

3

1

01-03

ผลงานออกแบบรางวัล

ชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง

ประเภท Sustainability

of Coated Steel Buildings

Design Contest


22

around

BlueScope Design Awards 2021

23

4

04-05

ผลงานออกแบบรางวัล

รองชนะเลิศ ประเภท The

Sustainability of Coated

Steel Buildings Design

Contest

6

5

การประกวดในครั้งนี้ ทางคณะกรรมการได้คัดเลือกรางวัล

ชนะเลิศตามประเภทการประกวดรวมทั้งสิ้น 8 รางวัล โดย

รางวัลชนะเลิศประเภท The Sustainability of Coated

Steel Buildings Design Contest ได้แก่ โครงการประกวด

แบบอาคารสำาหรับเครื่องกำาเนิดแสงซินโครตรอน ระดับ-

พลังงาน 3 GeV และอาคารปฏิบัติการ ผลงานออกแบบ

ของบริษัท สถาปนิก 49 จำากัด รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่

โครงการโรงพยาบาลศรีสวรรค์ ผลงานของ WE&DP และ

โครงการ The Barnacle ผลงานจากบริษัท วีล ดัน สตูดิโอ

จำากัด ส่วนรางวัลชมเชยอีก 2 รางวัล ได้แก่ โครงการ AIR-

RE SPACE ผลงานของนายนิอิลเลียส กูจิ และโครงการ

JENGA GAME ผลงานของนายวราพล สุริยา

The judging committee has selected eight winners

in the two categories. In the Sustainability

of Coated Steel Buildings Design, the first prize

was awarded to The Project for Synchrotron Light

Generator, energy level 3 GeV, and Operation

Building, designed by 49 Architects. The second

prizes were The Srisawan Hospital Project by

WE&DP, The Barnacle Project by Weal Done

Studio. The other two honorable prizes were The-

AIR RE SPACE Project by Mr. Niillius Kuchi and

The JENGA GAME by Mr. Waraphon Suriya.

In the Sustainability of Coated Steel Buildings

of 2021/2022, the first prize goes to the Bangkok

06

ผลงานออกแบบรางวัล

ชมเชย ประเภท The

Sustainability of Coated

Steel Buildings Design

Contest


24

around

BlueScope Design Awards 2021

25

สำาหรับการประกวดผลงานประเภท The Sustainability of

Coated Steel Buildings of the year 2021/2022 รางวัล

ชนะเลิศในหมวดสถาบัน ได้แก่ ผลงานออกแบบโรงเรียน-

นานาชาติบางกอก พรีแพราธอรี แอนด์ เซ็กเคินดารี จาก

บริษัท แปลน อาคิเต็ค จำากัด รางวัลผู้ชนะเลิศในหมวด

พาณิชยกรรม ได้แก่ ผลงานออกแบบร้านอาหาร บ้าน-

ส้มตำาและหอมคาเฟ่ ของนายสุวภัทร ชูดวง และรางวัล

ชนะเลิศหมวดบ้านพักอาศัย ได้แก่ โครงการ King Kong-

House จากบริษัท สถาปนิก 49 เฮ้าส์ ดีไซน์ จำากัด

International Preparatory & Secondary School

by Plan Architect. The winners in the commerce

category was Baan Som Tum Restaurant & Hom-

Café, designed by Mr. Suwapat Chuduang. The

winner of the housing category was the King Kong

House by 49 House Design Architects.

To a great extent, all the works and design projects

submitted in both categories have reflected

inspiring and diverse perspectives and creati-

07-09

ผลงานออกแบบประเภท

The Sustainability of

Coated Steel Buildings

of the year 2021/2022

8

7

9


26

around BlueScope Design Awards 2021

27

10

10-11

ผลงานออกแบบประเภท

The Sustainability of

Coated Steel Buildings

of the year 2021/2022

หมวดพาณิชยกรรม

12

14

13

11

12-14

ผลงานออกแบบประเภท

The Sustainability of

Coated Steel Buildings

of the year 2021/2022

หมวดบ้านพักอาศัย

ผลงานและโครงการออกแบบของผู้เข้าร่วมประกวดที่ได้

รับรางวัลในการประกวดครั้งนี้ทั้งสองประเภท ได้สะท้อน

ให้เห็นถึงมุมมองและแนวคิดในการออกแบบอาคารได้

อย่างน่าสนใจและหลากหลาย ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์

แรกเริ่ม ที่สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

และบริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศไทย) ได้ร่วมกัน

เปิดพื้นที่การ ประกวดในครั้งนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้สถาปนิก

นำาเสนอแนวคิดในการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ และเป็น

ส่วนหนึ่งของการพัฒนาวิชาชีพสถาปัตยกรรมให้มีความ

ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

vities in architectural design. It is the objective

of the Association of Siamese Architects under

Royal Patronage and NS BlueScope (Thailand)

to co-create the competition to encourage architects

to present creative design ideas. It is also a

platform for the development of the architectural

profession now and in the future.

nsbluescope.com


28

around

DIÉBÉDO FRANCIS KÉRÉ: PRITZKER ARCHITECTURE PRIZE 2022

29

Diébédo

Francis Kéré:

Pritzker

Architecture

Prize 2022

Photo are copyright of the respective photographers and

artists cited, and courtesy of the Pritzker Architecture Prize

1

2

จากเส้นทางของลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านที่ได้เรียนหนังสือใน

โรงเรียนเป็นคนแรก ที่มีโอกาสได้รับทุนมาเรียนวิทยาลัย

ช่างในเบอร์ลิน ต่อยอดจบปริญญาด้านการออกแบบ

สถาปัตยกรรมและมีผลงานโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

จนได้รับหนึ่งในรางวัลสูงสุดทางวิชาชีพสถาปัตยกรรม

อย่าง Pritzker Architecture Prize ลำาดับที ่ 51 ในปี 2022

นี้ แต่จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจและปรัชญาทางการ

ออกแบบของ Diébédo Francis Kéré ยังคงไม่ทิ้งรากที่มา

จาก หมู่บ้าน Gando ในประเทศ Burkina Faso จากแถบ

แอฟริกาตะวันตกที่เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมสมาชิกในชุมชน

ที่เปรียบเสมือนครอบครัวของเขาด้วย และเป็นสถานที่ที่

เขาได้เรียนรู้ถึงความเป็นสถาปัตยกรรมเป็นครั้งแรก

งานออกแบบชิ้นแรกๆ จึงเป็นการออกแบบโรงเรียนใน

หมู่บ้าน Gando บ้านเกิดของเขาและได้รับรางวัล Aga-

Khan Award for Architecture ไปเมื่อปี 2004 ตลอด

เวลาที่ผ่านมา Kéré ยังร่วมทำางานกับชุมชนเพื่อพัฒนา

ด้านงานฝีมือและทักษะในท้องถิ่นเพื่อยกระดับไม่เพียงแต่

ชีวิตพลเมืองของหมู่บ้านเล็กๆ เท่านั้น แต่เขายังมีผลงาน

ออกแบบอาคารในระดับชาติ คือ อาคารรัฐสภา Benin ที่

อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และอาคารรัฐสภา Burkina Faso

ซึ่งหยุดดำาเนินงานชั่วคราวด้วยสถานการณ์ทางการเมืองใน

A village chief’s son who was the first to study in

school, the young Kéré then had a good opportunity

where he received a scholarship to study at

a technical college in Berlin and later graduated

with a degree in architectural design. He had

produced outstanding architectural works that

earned him the recipient of the highest awards

in the architecture profession. Diébédo Francis

Kéré is named the 51 st Pritzker Architecture Prize

laureate. But the essence of Diébédo Francis

Kéré’s inspiration and design philosophy remains

true to his roots in the West African village of

Gando in Burkina Faso, where he grew up with

his fellow community members, who are like his

own family. It was the place where he first learned

about the sense of architecture.

Kéré’s first design project was a primary school

in his hometown of Gando, and it won the Aga

Khan Award for Architecture in 2004. Over time,

Kéré has also worked with the community to

develop local craftsmanship and skills to improve

the villagers’ quality of life. He also worked on

large-scale projects, including the Benin National

Assembly, which is currently under construction,

and the Burkina Faso Parliament Building, which

01

Diébédo Francis Kéré.

photo courtesy of Lars

Borges

02

Gando Primary School,

photo courtesy of

Erik-Jan Owerketk

03

Benin National Assembly,

rendering courtesy of

Kéré Architecture

3


30

around

31

04

Serpentine Pavilion,

photo courtesy of

Francis Kéré

05

Burkina Faso National

Assembly, rendering

courtesy of Kéré

Architecture

ประเทศ และยังมีผลงานอีกหลายแห่งในประเทศแถบทวีป

แอฟริกา รวมทั้งผลงานในระดับนานาชาติที่มีการทดลอง

กับวัสดุที่หลากหลาย อย่างการออกแบบ Serpentine

Pavilion ในลอนดอนเมื่อปี 2017 หรือ Xylem pavilion

ศาลาจากเศษไม้สนในรัฐมอนทาน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อปี 2019 ซึ่งต่างสะท้อนกลิ่นอายของความเป็นแอฟริกา

ในรูปแบบใหม่ๆ

ผลงานของ Diébédo Francis Kéré ในช่วงกว่าทศวรรษ

ทำาหน้าที่สื่อสารมากกว่าเพียงหน้าตาของสถาปัตยกรรมที่

เน้นการใช้วัสดุในท้องถิ่นอย่างชาญฉลาด และตอบสนอง

ต่อสภาพภูมิอากาศทางธรรมชาติเท่านั้น แต่กระบวนการ

ในการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมของเขาพยายามที่จะ

เพิ่มกำาลังความสามารถและเปลี ่ยนแปลงชุมชนไปพร้อมกัน

โดยเน้นการทำางานร่วมกับชุมชนในการสร้างสรรค์

งานสถาปัตยกรรมขึ้นมา และเขายังได้ก่อตั้งมูลนิธิ

was temporarily suspended due to the political

situation in the country. Kéré also designed

a number of projects in African countries and

international works in which he has experimented

with a variety of materials. Among those are the

Serpentine Pavilion in London in 2017 and the

Xylem pavilion, a pavilion made from pine lumber

in Montana, the USA, in 2019 - which reflects the

spirit of Africa in new ways.

Diébédo Francis Kéré’s works over the span of

a decade has served to communicate more than

just the appearance of architecture that emphasizes

the smart use of local materials and responds

only to natural climatic conditions. What is equally

interesting is his design process that seeks to

empower and change the community, focusing on

working with the community to create architectural

works. Kéré also founded Schulbausteine

4

5


32

around

DIÉBÉDO FRANCIS KÉRÉ: PRITZKER ARCHITECTURE PRIZE 2022

33

7

6

Schulbausteine für Gando เมื่อปี 1998 เพื่อทำางาน

สาธารณะประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน Gando บ้านเกิด

ของเขา ด้วยรูปแบบการทำางานทั้งการออกแบบและสร้าง

สถาปัตยกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ร่วมกับชุมชนในหมู่บ้าน การสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนทางการ

ทำางานระหว่างชุมชนกับผู้คนจากทั่วโลก การระดมทุน และ

การสรรหาเทคนิคการทำางานกับวัสดุท้องถิ่น

ด้วยผลงานที่ผ่านมาของเขามักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

ขาดแคลนทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น

โรงเรียน โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย หรืออาคารและพื้นที่

สาธารณะ ผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมเหล่านี้

ของ Diébédo Francis Kéré จึงแสดงออกให้เห็นถึงการ

ออกแบบที่เข้าใจถึงวัฒนธรรมของถิ่นที่ที่อ่อนไหว และ

ยังสะท้อนถึงบทบาทของสถาปนิกที่พยายามสร้างความ

เคลื่อนไหวทางสังคมด้านความยุติธรรมทางสังคมและ

สิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรม

อีกด้วย

für Gando Foundation in 1998 to return public

interest to the community in his hometown Gando

- a working model of both architectural design

and construction with the villager community to

improve the quality of life and to create a platform

for an exchange among the community members

and people from all over the world, including

fundraising and recruiting techniques to work

with local materials.

Most of Kéré’s works are located in remote areas

with a shortage of resources and infrastructure,

whether it be a school, hospital, residence, or

building and public space. These architectural

projects by Diébédo Francis Kéré have demonstrated

design that understands local cultures

sensitivity. They also reflect the role architects

play in creating a social movement for social and

environmental justice through the architectural

design process.

pritzkerprize.com/laureates/

diebedo-francis-kere

06

Léo Doctors’ Housing,

photo courtesy of

Francis Kéré

07

Xylem, photo courtesy

of Iwan Baan


36

theme

Let

37

There Be

Light

“In the beginning God created the heaven and the earth.

And the earth was without form,

and void; and darkness was upon the face of the deep.

And the Spirit of God moved upon the face of the waters.

And God said, Let there be light: and there was light.

And God saw the light, and it was good;

and God divided the light from the darkness.”

Text: Nawanwaj Yudhanahas

1

Photo Courtesy of Roland Halbe

01

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในเมือง

อาบูดาบี สหรัฐอาหรับ

เอมิเรตส์ ออกแบบโดย

Jean Nouvel ภาพถ่ายโดย

Roland Halbe


38

theme

LET THERE BE LIGHT

39

“ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน

แผ่นดินก็ร้างและว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำา และ

พระวิญญาณของพระเจ้าทรงปกอยู่เหนือน้ำานั้น

พระเจ้าตรัสว่า จงเกิดความสว่าง ความสว่างก็เกิดขึ้น

พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความ

สว่างออกจากความมืด”

ประโยคทั้งสี่เริ่มต้นปฐมบทของหนังสือปฐมกาล จากคัมภีร์

ไบเบิ้ล บอกเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์เมื่อพระเจ้าสร้าง

โลก อันรวมไปถึงการสร้างมวลมนุษย์ “จงเกิดความสว่าง”

คือคำากล่าวที่แสดงถึงพลังแห่งพระเจ้า ผู้รังสรรค์สรรพสิ่ง

ได้ตามความต้องการ แต่หากเราตีความ “จงเกิดความสว่าง”

ในบริบทของประโยคจากหนังสือปฐมกาลที่ว่า เราอาจมอง

เห็นคำาใบ้ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้การรับรู้ที่มนุษย์มีต่อแสงสว่าง

ไร้รูปร่าง ไม่ชัดเจน และปราศจากนัยยะทางศีลธรรมใดๆ

แสงสว่างให้กำาเนิดสิ่งที่ตรงข้ามกับคุณลักษณะทางกายภาพ

ของมัน นั่นคือความชัดเจน ดีงาม และสิ่งสำาคัญที่สุด นั่นคือ

ชีวิต

These first four verses begin the first chapter of

the Book of Genesis in the Holy Bible, detailing

how God created the world, and thus, humanity.

Let there be light shows the power of God, that

once he commanded, it happened as he desired.

But if we read Let there be light within the context

of the opening verses, we may get an extra clue

on our perception of ‘light’. Formless, obscure,

and immoral, light gives rise to the opposite—

clarity, virtue, and most importantly, life.

In 2016, the Daylight Award was founded to award

architects, designers, scientists, or researchers

who contribute to the research or design of daylight

on human health, the quality of life and the value

to our society. From the Book of Genesis till

today, light still maintains our perception of being

virtuous, linking with life and our well-being. But

what is it about light in architecture that architects

are so fascinated by that a prestigious award was

established just for it?

หากลองก้าวออกมาจากสถาปัตยกรรม เข้าสู่เขตแดนของ

ศิลปะดูสักชั่วขณะ เพื่อสำารวจตรวจตราว่าอาคารต่างๆ

ถูกทำาให้มีชีวิตขึ้นมาได้อย่างไร ศิลปินแห่งชาติชาวไทย

ปรีชา เถาทอง นั้น เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากผลงาน

ภาพเขียนอาคารวัดวาอารามภายใต้ปรากฏการณ์แสงจาก

ดวงอาทิตย์ อาคารวัดที่ถูกทำาให้สว่างไสวขึ้นด้วยแสงแดด

ถูกขับเน้นและตีกรอบด้วยอีกองค์ประกอบหนึ่งของอาคาร

ภายใต้เงามืด องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่วางตัว

อยู่ภายนอกผืนผ้าใบ สร้างเงาพาดผ่านลงบนภาพวาด

จิตรกรรมฝาผนัง ตัดกันกับอีกส่วนหนึ่งของงานจิตกรรม

ชิ้นเดียวกันที่ปรากฏตัวอยู่อย่างสดใสด้วยพลังของแสงที่

พาดผ่าน มิติของความลึกที่แตกต่างกันไปของอาคารถูก

ขับเน้น ในขณะที่ปริมาตรบางส่วนโดดเด่นขึ้นภายใต้แสง

อาทิตย์ อีกส่วนถูกบดบังด้วยอิทธิพลของเงา

shadows. Temples bathe in the yellow-tinted light

of the morning or glows against the dark blue sky

at twilight. As captured in these frozen pictures

as though time stands still, architecture or ‘mute

objects’ as Plummer calls, changes in response

to the hour of the day thanks to sunlight. In his

practice, Thaothong articulates that light travels

infinitely unless another ‘medium’ blocks its route.

So as a designer, what are the ways to design the

‘medium’ to create such interplay?

The Blocks

Arguably, transparency is one of the most

preoccupied topics in the history of architecture.

Since ancient civilisations, we often strive to

puncture solid walls and bring natural light to

ในปี 2016 Daylight Award ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นรางวัล

แก่สถาปนิก นักออกแบบ นักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิจัย

ที่สร้างคุณูปการต่อการวิจัยหรือออกแบบแสงธรรมชาติ

ที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ และสังคม

จากหนังสือแห่งปฐมกาลจวบจนปัจจุบัน แสงสว่างยังคง

เป็นสิ่งที่ถูกรับรู้ในฐานะตัวแทนของความดีงาม และเกี่ยวพัน

กับชีวิตและความเป็นอยู่ของเรา แต่อะไรที่ทำาให้แสงสว่าง

ในงานสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งที่จับใจเหล่าสถาปนิก

เมื่อความตายกลับกลายเป็ นชีวิต

สำาหรับปี 2020 รางวัลพิเศษอย่าง Lifetime Achievement-

Award ถูกเพิ่มเข้าไปในโปรแกรมการแจกรางวัลโดยเฉพาะ

Henry Plummer ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์สถาปัตย-

กรรมและนักถ่ายภาพงานสถาปัตยกรรม เป็นผู้ถูกรับเลือก

ให้รับแรงวัลนี้เป็นคนแรก ในงานวิจัยของเขา Plummer

กล่าวว่าอาคารนั้นคือวัตถุที่มีความหยุดนิ่ง ดังคำาที่เขาใช้

เรียกมันว่า ‘มวลปริมาตรที่ตายแล้ว’ นั้น ปรากฏสัญญาณ

ของการมีชีวิต ไม่เพียงจากการเข้ามาใช้งานของผู้คน แต่

ด้วยการปรากฏตัวของแสงส่องเข้ามาในห้องๆ หนึ่ง หรือ

ทอดตัวผ่านพื้นผิวของกำาแพง พูดอีกนัยหนึ่ง สถาปัตยกรรม

นั้นแปรเปลี่ยน เคลื่อนไหว และมีชีวิตได้ ก็เมื่อแสงธรรมชาติ

เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการมีอยู่ของมัน

The Dead comes to Life

Specifically for 2020, a special prize, namely the

Lifetime Achievement Award was added to the

Daylight Award. Henry Plummer, a professor in

architectural history and an architecture photography

enthusiast, won this inaugural award. In

his research, Plummer argues that buildings are

static. ‘Deadened volumes’ as Plummer terms,

show signs of life, not only as people populate

it, but once beams of light ‘pierce into rooms or

glide over walls’. In other words, architecture only

changes, moves, and comes alive once natural

light is added to the mix.

Let’s step away from architecture into art for

a moment to explore how building comes alive.

Thai National Artist Preecha Thaothong is best

known for portraying temples under the effect

of sunlight. A temple is brightly lit by sunlight,

framed by another building element in dark

shadow. An architectural element lying off the

canvas casts its shadows onto a mural, contrasting

with another part of the same mural brightly

lit by sunlight. Varying depths of the building are

emphasised as some volumes stand out under

sunlight and other recede under the influence of

3

Photo Courtesy of Henry Plummer

02

Notre Dame du Haut,

Ronchamp ที่ออกแบบ

โดย Le Corbusier

ภาพถ่ายโดย Henry

Plummer

Photo Courtesy of Henry Plummer

2

03

Monastery of Sainte

Marie de la Tourette ที่

ออกแบบโดย Le Corbusier

ภาพถ่ายโดย Henry

Plummer


40

theme

LET THERE BE LIGHT

41

We often strive to puncture solid walls and bring

natural light to the interior. The breakthrough was

during the modernist movement with the recurring

images of floor-to-ceiling windows and the sleek

interior flooded with natural light.

5

Photo Courtesy of Preecha Thaothong

ก้อนบล็อค

อาจกล่าวได้ว่าความโปร่งใสเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับการ

พูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม นับตั้งแต่

อารยธรรมโบราณ เราได้เห็นการเจาะรูกำาแพงที่มีมวลแข็ง

ตันเพื่อนำาเอาแสงธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ภายใน การค้นพบ

เทคนิคการก่อสร้างสำาคัญดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงของความ

เคลื่อนไหวของแนวคิดสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่เราได้เห็น

ภาพหน้าต่างหรือกระจกใสที่สูงจากพื้นจรดเพดาน และ

พื้นที่ภายในเรียบนิ่งที่เปี่ยมล้นไปด้วยแสงธรรมชาติ

แต่การคลุมด้านข้างของอาคารด้วยผืนกระจกขนาดใหญ่นั้น

ไม่ใช้หนทางเดียวในการออกแบบ “ตัวกลาง” ในยุคสมัย

ดังกล่าว เช่น ในปี 1932 Pierre Chareau และ Bernard

Bijvoet ห่อหุ้มบ้านสามชั้นในปารีสที่พวกเขาออกแบบด้วย

บล็อคแก้วโปร่งแสง Maison de Verre ที่มีความหมายแปล

ได้ว่าบ้านแห่งแก้ว ประกอบขึ้นจากพื้นที่โถงโปร่งสูงสองชั้น

ที่สว่างไปด้วยแสงที่กระจายอย่างทั่วถึง คุณลักษณะดังกล่าว

อาจดูเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในงานออกแบบสถาปัตยกรรม

ในปัจจุบัน แต่การปรากฏขึ้นของมันในช่วงปีทศวรรษ 1930

ทำาให้มันเป็นองค์ประกอบที่มีความต่างและบุกเบิกมาก

พอดู และเป็นลักษณะของการใช้แสงในงานสถาปัตยกรรม

ที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมข้ามยุคสมัยมาจวบจนปัจจุบัน

Eighty years later in Tokyo, a façade of bricksized

glass blocks is employed in Optical Glass

House by Hiroshi Nakamura & NAP. Located

next to a busy road, the challenge is to shut out

sound while bringing in views and natural light.

Behind the façade of 8.6x8.6 metres is a garden

of ash, maple, and holly trees. The architect's

statement describes the various results of light

produced by the combination of glass blocks

and trees. Among them are scattered, filtered

light; shimmering courtyard; dancing patterns of

light and shadow on the floor. Further interplay

between light and architecture is achieved as

the architect places a water basin-cum-skylight

right above the entrance. Here the power of light

combines with water and projects flickering light

patterns on the floor, greeting visitors or informing

residents leaving home on the climate of the

day. Whether the water is still, gently moved by

the wind, or pitter-pattered from the rain; the

light pattern follows. The architect designs the

‘medium’ to allow residents to live in awareness

of the changing season via the changing daylight.

Photo Courtesy of Preecha Thaothong

4

04

ผลงานของศาสตราจารย์

ปรีชา เถาทอง

05

รูปทรงแสงบนวิหาร

วัดเชียงทอง โดย

ศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง

อาคารวัดถูกอาบด้วยแสงโทนเหลืองของพระอาทิตย์

ยามเช้า หรือเปล่งประกายท่ามกลางสีเข้มของท้องฟ้า

เวลาพลบค่ำา งานจิตรกรรมของเขาจับภาพของสภาวะที่

ปรากฏให้เห็นราวกับว่าชั่วขณะหนึ่งเวลาได้หยุดหมุนลง

สถาปัตยกรรม หรือ “วัตถุไร้เสียง” ดังที่ Plummer เรียก

เปลี่ยนแปลงไปตามโมงยามของวัน จากการมีอยู่ของแสง

อาทิตย์ ปรีชา เถาทอง บอกเล่าถึงการสร้างงานศิลปะของ

เขาว่า แสงเดินทางอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด เว้นเสียแต่ว่าเส้น

ทางของมันจะถูกกีดกั้นด้วย “ตัวกลาง” บางอย่าง

ถ้าเป็นเช่นนั้น ในฐานะของผู้ออกแบบ อะไรคือหนทางที่จะ

สร้างสรรค์ “ตัวกลาง” ที่จะก่อให้เกิดการมีอิทธิพล ซึ่งกัน

และกันในรูปแบบที่ว่า

the interior. The breakthrough was during the

modernist movement with the recurring images

of floor-to-ceiling windows and the sleek interior

flooded with natural light.

But covering the sides of the building with large

panes of glass is not the singular way to design

the ‘medium’ for this era. In 1932, Pierre Chareau

and Bernard Bijvoet cladded a three-storey house

in Paris with translucent glass blocks. Maison

de Verre, literally translated as a house of glass,

contains an airy double-height lounge lit with

diffuse sunlight. This seems common now, but

how different and pioneering it must have felt in

the 1930s. And how timeless this quality of light

is in domestic architecture even today.

Photo Courtesy of Franҫois Harlard and Dominique Vellay except as noted

6

06-07

Maison de Verre ใน

เมืองปารีส ประเทศ

ฝรั่งเศส ออกแบบโดย

Pierre Chareau และ

Bernard Bijvoet


42

theme

LET THERE BE LIGHT

43

Photo Courtesy of Hiroshi Nakamura & NAP Co., Ltd

8

08-09

Optical Glass House

ในเมืองโตเกียว ประเทศ

ญี่ปุ่น ออกแบบโดย

Hiroshi Nakamura & NAP

9

Photo Courtesy of Koji Fujii_Nacasa & Partner Inc.

7

Photo Courtesy of Franҫois Harlard and Dominique Vellay except as noted

แปดสิบปีต่อมาในโตเกียว ฟาซาด (Façade) ที่สร้างขึ้น

จากบล็อคแก้วขนาดเท่าก้อนอิฐ ถูกนำามาใช้กับงานอย่าง

Optical Glass House โดย Hiroshi Nakamura & NAP

ด้วยที่ตั้งที่อยู่ติดกับถนนที่มีความจอแจ ความท้าทายของ

งานออกแบบบ้านหลังนี้ คือการปิดกั้นการรบกวนของเสียง

โดยรอบ หากแต่ยังหยิบยื่นเข้าถึงวิวและแสงธรรมชาติ

อยู่ด้านหลังฟาซาดขนาด 8.6 x 8.6 เมตร คือ สวนที่ปลูก

ต้นแอช เมเปิ้ล และฮอลลี่ สถาปนิกได้บรรยายถึงผลลัพธ์

รูปแบบต่างๆ ของแสงที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานและ

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบล็อคแก้วและต้นไม้ แสงที่ผ่านการ

กรองกระจายตัวอยู่ท่ามกลางพื้นที่ ส่องประกายระยิบระยับ

อยู่ภายในคอร์ทยาร์ด ลวดลายเคลื ่อนไหวราวกับแสงและ

เงาเต้นระบำาอยู ่บนพื ้น การหยอกล้อกันระหว่างแสงและ

สถาปัตยกรรมนั้น เกิดขึ้นจากการที่สถาปนิกวางเอาบ่อน้ำา

ที่มีหน้าที่ของการเป็นช่องแสง บนหลังคาไว้ด้านบนของ

ทางเข้า ที่บริเวณนี้ พลังงานของแสงและน้ำาทำางานร่วมกัน

และก่อเกิดเป็นลวดลายของแสง ที่กระพริบเป็นประกาย

บนพื้น ต้อนรับผู้มาเยือน และบอกให้เจ้าของบ้านที่กำาลังจะ

ออกไปข้างนอกรู้ถึงสภาพอากาศในแต่ละวัน ไม่ว่าน้ำาจะนิ่ง

The Filter

Natural light is inherently desirable to building

users. But in a climate where the sun is extreme,

what are the ways to design the ‘medium’? Perforated

screens, often known as Jali in India, or

Mashrabiyya in the Middle East, are vernacular

elements that help cut down the sun, thus the

heat and the glare that comes with it. The ornately

carved geometric patterns are not purely aesthetics,

but are an effective means for ventilation, too.

Perhaps Jean Nouvel gives a contemporary

interpretation of this age-old knowledge. At the

Louvre Abu Dhabi, natural light is filtered through

layers of complex stainless steel and aluminium

latticework and dapples the floor of the museum.

Behind this outcome is a 180-metre-wide perforated

dome hovering above as if an enormous

Jali screen has been turned from wall to ceiling.

The result is magical, celestial, and rooted to the

place as though visitors take shelter from the sun

in an oasis.


44

theme

LET THERE BE LIGHT

45

เคลื่อนไหวเบาๆ จากการถูกลมกระทบ หรือส่งเสียงเปาะ-

แปะยามฝนตก ลวดลายของแสงก็จะปรากฏให้เห็นตามมา

เสมอ สถาปนิกออกแบบ “ตัวกลาง” เพื่อช่วยให้ผู้อยู่อาศัย

ได้ใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับการรับรู้ถึงฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง

ผ่านแสงธรรมชาติระหว่างวันที่ผันแปรไปในแต่ละช่วงเวลา

ตัวกรอง

แสงธรรมชาติเป็นสิ่งที่เหล่ามนุษย์ผู้ใช้อาคารชื่นชอบ

ปรารถนาอยู่แล้วด้วยสัญชาตญาณ แต่ในภูมิอากาศที่

แสงอาทิตย์แผดเผารุนแรง อะไรคือหนทางที่จะออกแบบ

“ตัวกลาง” เพื่อรองรับสิ่งแวดล้อมดังกล่าว แผงช่องลม

หรือ Jali ในภาษาอินเดีย หรือ Mashrabiyya แห่งดินแดน

แถบตะวันออกกลาง เป็นองค์ประกอบหนึ่งของสถาปัตย-

กรรมพื้นถิ่นที่ช่วยลดความรุนแรงเข้มข้นของแสงอาทิตย์

ทั้งความร้อนและจ้าที่มาพร้อมกับแสงแดด ลวดลาย

เรขาคณิตที่ถูกสร้างขึ้นให้มีคุณลักษณะเชิงตกแต่ง ไม่ได้

ให้คุณค่าในทางสุนทรียะแต่เพียงอย่างเดียวหากแต่ยังมี

ประโยชน์ด้านการใช้สอยอย่างการระบายอากาศอย่างมี

ประสิทธิภาพอีกด้วย

The Glowing Lantern and the Light from

Above

As an architect designs the 'medium' between

the interior and exterior, the relationship between

architecture and light could manifest both from

within and on the outside. At Maggie’s Barts,

a support centre for cancer patients in London,

Steven Holl wraps the three-storey building with

translucent matte glass. The luminous white skin

is punctuated by colourful glass panels. Contrasting

to the clinical atmosphere that one might picture

in a cancer support centre, Holl wishes the

interior to be shaped by coloured light washing

the floors and walls. This atmosphere shall also

change by the time of day and season. Externally,

it is a combined effect between the interior lighting

that Holl specifically design with the effect of

the translucent white glass and the positioning of

the colourful panels. The result? A warm glowing

lantern. It stands out from the rest of the neighbouring

stone-cladded buildings and Holl hopes it

would provide a 'joyful, glowing presence on this

corner of the great square'.

12

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในเมือง

อาบูดาบี สหรัฐอาหรับ

เอมิเรตส์ ออกแบบโดย

Jean Nouvel ภาพถ่าย

โดย Roland Halbe

10

Jali ที่หลุมฝังศพ

ของ Salim Chishti

ในประเทศอินเดีย

11

ตัวอย่างของ Jali ใน

สถาปัตยกรรมอินเดีย

Natural light is inherently desirable to building

users. But in a climate where the sun is extreme,

what are the ways to design the ‘medium’?

Photo Courtesy of Roland Halbe

12

6

Photo Courtesy of David Castor

10

11

Photo Courtesy of Feng Zhong

บางทีสถาปนิก Jean Nouvel อาจจะได้ให้การตีความที่

ร่วมสมัยของความรู้ที่มีอยู่อย่างยาวนานนี้ไว้แล้วก็เป็นได้

ในงานอย่าง Louvre Abu Dhabi แสงธรรมชาติถูกกรอง

ผ่านชั้นโครงตาข่ายสแตนเลสและอลูมิเนียมอันซับซ้อน

แต้มแต่งพื้นของพิพิธภัณฑ์อย่างมีพลวัต เบื้องหลังผลลัพธ์

ดังกล่าว คือโครงสร้างโดมเจาะช่องแสงกว้าง 180 เมตรที่

พาดตัวอยู่เบื้องบน ราวกับว่า Jali ขนาดใหญ่ยักษ์ได้ถูก

แปรสภาพจากกำาแพงไปเป็นเพดาน สิ่งที่ได้คือองค์ประกอบ

แสนมหัศจรรย์ ที่ปรากฏอยู่ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน

ท้องฟ้าเบื้องบน และยึดโยงอยู่กับพื้นที่ ส่งผลให้เหล่าผู้มา

เยือนรู้สึกเสมือนกับได้พักหลบร้อนจากแสงอาทิตย์ภายใน

โอเอซิส

Maggie’s Centre at Barts successfully manages

light in a way that creates a pleasant interior

atmosphere and manifests a welcoming gesture

on the exterior. Both sides of the ‘medium’ call for

creative use of light. Meanwhile, for a different

building typology like churches, a focus on its

interior is required as visitors meditate with their

thoughts. Light and architecture play an important

role in achieving this goal.

Jørn Utzon’s Bagsværd Church on the outskirts of

Copenhagen derives from his profound understanding

of the nature of sunlight in the region.

Sunlight in Scandinavia is scarce for most of the


46 47

13

Maggie’s Centre at

Bart’s เมืองลอนดอน

ประเทศอังกฤษ

13

7

Photo Courtesy of Iwan Baan


48

theme

LET THERE BE LIGHT

49

โคมเรืองรองและแสงสว่างจากด้านบน

ในขณะที่สถาปนิกออกแบบ “ตัวกลาง” ที่กั้นภายนอกออก

จากภายใน ความสัมพันธ์ระหว่างงานสถาปัตยกรรม และ

แสงอาจปรากฏออกมาได้ทั้งจากภายในและภายนอก ที่

Maggie’s Centre Barts ศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งในลอนดอน

สถาปนิก Steven Holl หุ้มอาคารสามชั้นด้วยกระจกโปร่ง-

แสงเนื้อด้าน ผิววัสดุสีขาวสว่างนวลถูกคั่นจังหวะด้วยแผ่น

กระจกสี ด้วยหน้าตาที่ตรงข้ามกับบรรยากาศแนวสถาน

พยาบาลที่หลายคนอาจจินตนาการถึง เพราะสถาปนิกต้อง

การให้พื้นที่ภายในเป็นรูปเป็นร่างขึ้นด้วยแสงสีที่อาบพื้น

และกำาแพง บรรยากาศดังกล่าวยังแปรเปลี่ยนไป ตามแต่ละ

ช่วงเวลาของวันและฤดูกาล ส่วนองค์ประกอบภายนอกนั้น

เป็นผลจากการผสมผสานระหว่างการออกแบบแสงภายใน

เอกลักษณ์อันเป็นเฉพาะของแสงจากกระจกโปร่งใสขาว

และการออกแบบการวางตัวของแผงกระจกสีสันสดใส

ให้สอดคล้องกัน แล้วผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร? คำาตอบก็คือ

อาคารที่เป็นดั่งโคมเปล่งแสงอบอุ่นเรืองรอง ปรากฏกาย

อย่างโดดเด่นจากอาคารกำาแพงหินที่ตั้งอยู่ภายในละแวก

เดียวกัน โดยสถาปนิกหวังว่า การตั้งอยู่ของตัวอาคารจะ

สร้างความสดใสและเป็นเอกลักษณ์ให้กับมุมถนนของจัตุรัส

อันงดงามของเมืองแห่งนี้

สถาปัตยกรรมของ Maggie's Centre Barts แห่งนี้ บริหาร

จัดการแสงได้อย่างประสบความสำาเร็จในแง่มุมที่มันสามารถ

สร้างบรรยากาศของพื้นที่ภายในและรูปลักษณ์ภายนอก

ที่แสดงท่าทีต้อนรับแก่ผู้มาเยือน ลักษณะอาคารอย่าง

Maggie’s Centre Barts เรียกร้องการออกแบบแสงอย่าง

สร้างสรรค์ให้แสงแสดงออกทั้งสองฝั่งของ “ตัวกลาง” ใน

ทางกลับกัน กับลักษณะของอาคารอย่างโบสถ์ การออกแบบ

“ตัวกลาง” ต้องให้ความสำาคัญกับพื้นที่ภายในเป็นอย่าง

มาก เนื่องจากผู้ใช้งานอาคารนั้น สื่อสารและครุ่นคิดอยู่กับ

ความคิดของตนเอง แสงและสถาปัตยกรรมจึงมีบทบาท

หน้าที่สำาคัญในการบรรลุจุดมุ่งหมายนี้

14

From Le Corbusier’s notes, we

can conclude that it is the varying

light and volume, in relation

to our human scale and chosen

materials that produce what

the architect calls 'the rhythm'.

Photo Courtesy of Iwan Baan

15

เพดานโค้งของโบสถ์

Bagsværd

16

ทางเดินภายในโบสถ์

Bagsværd

ส่วนโถงพิธี เช่นเดียวกับส่วนของทางเดิน แสงถูกนำาพา

เข้ามาผ่านหน้าต่างช่องรับแสงที่ด้านบนของโบสถ์ ด้วย

ความช่วยเหลือจากพื้นผิวสีขาว ที่มีรายละเอียดของผิว

สัมผัส ที่ปกคลุมพื้นผิวของที่ภายใน แสงถูกสะท้อน กระจาย

ออก และทำาให้มีความนุ่มนวลขึ้น เมื่อมันเดินทางไปถึง

พื้นที่เบื้องล่าง บรรยากาศที่ได้คือความสงบนิ่ง อันอาจเป็น

สิ่งที่ Henry Plummer เรียกว่า “ความเงียบที่เปี่ยมไปด้วย

บรรยากาศ”

ขอแสงสว่างจงอย่าบังเกิด

ในการออกแบบ “ตัวกลาง” มันอาจจะเป็นประโยชน์มาก

กว่าที่เราจะตระหนักว่า แสงสามารถเข้ามาได้ในหลาก-

หลายระดับแตกต่างกันไป ในหนังสือเล่มสำาคัญอย่าง

Towards a New Architecture ที่เขียนโดยสถาปนิกระดับ

ตำานานของโลกอย่าง Le Corbusier ตอนหนึ่งของหนังสือ

เล่มนี้ Le Corbusier บรรยายการเดินทางผ่านมัสยิด

Green Mosque แห่ง Broussa ในดินแดนเอเชียไมเนอร์ หรือ

อนาโตเลีย (ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย)

ลำาดับของพื้นที่เริ่มขึ้นจากประตูทางเข้าเล็กๆ ตามมาด้วย

บริเวณที่พื้นผิวปกคลุมไปด้วยหินอ่อนขาวและแสงสว่าง

สดใส พื้นที่ข้างๆ ปรากฏอยู่ในขนาดเดียวกัน แต่ถูกยกขึ้น

ให้วางตัวเหนือขั้นบันได และอยู่ภายใต้ความเข้มข้นของ

แสงที่น้อยกว่าพื้นที่อีกด้าน ขนาบข้างพื้นที่นี้ คือพื้นที่อีก

ส่วนหนึ่งที่มีขนาดเล็กกว่า และมีปริมาณของแสงที่อ่อน

กว่า ท้ายสุดแล้ว การเดินทางผ่านอาคารนี้ จบลงที่พื้นที่

ขนาดเล็กที่อยู่ใต้ร่มเงา จากข้อเขียนของ Le Corbusier

เราสามารถสรุปความได้ว่า ความหลากหลายของแสงและ

ปริมาตร ที่เกี่ยวพันกับสัดส่วนมนุษย์ และวัสดุที่เลือกใช้

ได้สร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า “จังหวะ” หรือ ‘the rhythm’ ขึ้นมา

ในบางพื้นที่ แสงสว่างอาจเกิดขึ้น และในพื้นที่ที่เหมาะสม

แสงสว่างก็อาจจะเกิดขึ้นในปริมาณที่น้อยลง

Let there be no light

In designing the ‘medium’, it might be useful to

remember that light comes in varying degrees. In

the iconic Towards a New Architecture by Le Corbusier,

the world-renowned architect describes

a journey through the Green Mosque in Broussa

in Asia Minor. The sequence begins with a small

doorway, followed by a great white marble-cladded

space filled with light. An adjacent space

repeats the same size but is raised on many steps,

with half the light intensity of the previous. Flanking

this space is the space smaller in size, with

the light subdued. Culminating the narration are

two smaller spaces in shade. From Le Corbusier’s

notes, we can conclude that it is the varying light

and volume, in relation to our human scale and

chosen materials that produce what the architect

calls 'the rhythm'. Perhaps, there shall be light.

And where appropriate, there shall also be less

light.

อาคารโบสถ์ Bagsværd ออกแบบโดย Jørn Utzon ตั้ง

อยู่ชานเมืองโคเปนเฮเกน ก่อร่างสร้างตัวมาจากความ

เข้าใจอย่างลึกซึ้งที่สถาปนิกมีต่อธรรมชาติของแสงอาทิตย์

ภายในภูมิภาคและพื้นที่ที่งานตั้งอยู่ แสงอาทิตย์ในประเทศ

แถบสแกนดิเนเวียนนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากตลอด

ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี ยกเว้นแค่เพียงในช่วงหน้าร้อน

เส้นทางของดวงอาทิตย์เดินทางในระดับความสูงที่ต่ำาตลอด

ทั้งปี และด้วยเหตุนี้เอง ด้านข้างของโบสถ์จึงมีหน้าต่างอยู่

เพียงไม่กี่บาน โดยแสงจะได้รับอนุญาตให้เข้าสู่พื้นที่ภายใน

ผ่านคอร์ทยาร์ด และช่องแสงบนเพดานที่วางตัวอยู่เหนือ

ทางเดินยาวภายในที่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของอาคาร

ส่วนที่โดดเด่นที่สุดนั้น แน่นอนว่าคือพื้นที่ใต้หลังคาโค้งใน

year except during summer. The path of the sun

travels at low altitudes for the whole year. For this

reason, the sides of the Church contain a very

limited number of windows. Light is admitted,

instead, via courtyards and skylights that covers

the long corridors transversing the building. The

most distinctive feature is undoubtedly the rolling

vaults in the sanctuary. Like the corridors, light is

admitted from above via clerestory windows. With

the help of the white textured surfaces covering

the interior, light is reflected, diffused, and softened

as it reaches the space below. The resulting

atmosphere is serene. And perhaps what Henry

Plummer may call ‘atmospheric silence’.

14

Maggie’s Centre at

Bart’s เมืองลอนดอน

ประเทศอังกฤษ

Photo Courtesy of David Messent, Arne Magnnssen,

Ximo Michavila except as noted

15

Photo Courtesy of David Messent, Arne Magnnssen,

Ximo Michavila except as noted

16


LET THERE BE LIGHT

50 51

นวันวัจน์ ยุธานหัส

จบการศึกษาระดับ

ปริญญาตรีและปริญญา-

โทจากคณะสถาปั ตย-

กรรมศาสตร์ที่ Bartlett

School of Architecture,

University College

London เธอเป็ นภัณฑา-

รักษ์ผู้ช่วย (Assistant

Curator) ของ Thai

Pavilion ในนิทรรศการ

สถาปั ตยกรรมนานาชาติ

หรืองานเวนิสเบียนนาเล่

ครั้งที่ 17 นอกจากงาน

หลักที่เกี่ยวข้องกับจุด

ร่วมของสถาปั ตยกรรม

วัฒนธรรมและศิลปะ

แล้ว ปั จจุบัน นวันวัจน์เป็ น

อาจารย์พิเศษที่ International

Programme

in Communication

Design (CommDe)

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Nawanwaj

Yudhanahas

studied her Bachelor’s

and Master’s degrees

in Architecture at the

Bartlett School of

Architecture in London.

She was an assistant

curator for Thailand’s

participation at the

17th Architecture Biennale

in Venice. Apart

from her full-time job in

the intersection of architecture,

culture, and

contemporary art, she

is currently a part-time

lecturer at the International

Programme

in Communication

Design at Chulalongkorn

University.

18

17

ภายนอกของโบสถ์

8Bagsværd

17

Photo Courtesy of David Messent, Arne Magnnssen, Ximo

Photo Michavila courtesy except of Taro as Hirono noted

18

ภาพร่างผังพื้น

ของมัสยิดสีเขียว

(The Green Mosque)

โดย Le Corbusier

จากหนังสือ Towards

a New Archiecture

ชีวิตจงเกิด

แสงอาจถูกกระจายออก กระพริบ ส่องประกาย ปรากฏ

เป็นจุดระยิบระยับ เรืองรอง หรือมีความอ่อนละมุนลง

และอื่นๆ ผลงานออกแบบที่กล่าวมาข้างต้นของการใช้

“ตัวกลาง” เป็นเพียงตัวอย่างเพียงไม่กี่ตัวอย่างเท่านั้น

สิ่งที่จะเกิดตามมาขึ้นอยู่กับจินตนาการของนักออกแบบ

ในการที่จะรังสรรค์ “ตัวกลาง” โดยมีธรรมชาติของแสง

อยู่ในห้วงคำานึง เพิ่มชีวิตชีวาให้กับพื้นที่ และก้าวข้ามผ่าน

สภาวะของการคงอยู่อย่างไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวของอาคาร

สิ่งก่อสร้าง หรือดังที่ Henry Plummer กล่าวไว้ในคำานำา

ของการศึกษาแสงของเขาว่า “สำาหรับใครก็ตามที่มองหา

หนทางที่จะสร้างพื้นที่ ที่อยู่เหนือการมีอยู่ทางกายภาพ”

LET THERE BE LIFE

Light could be diffuse, flickering, shimmering,

dappling, glowing, softened, subdued, and so on.

The aforementioned designs of the ‘medium’ are

merely few examples. What's next is up to the

designers' imagination to create the 'medium' with

the nature of light in mind, adding life to space,

and going beyond the seemingly static building—

or as Henry Plummer puts it in an introduction to

his study on light: ‘For all those seeking to create

space that transcends the physical.’


52

theme / review

New

53

Light

on

an

Old

Tale

With the help of light, the design for a prominent rice mill in Nakhon

Sawan by PHTAA Living Design works to compromise the preservation

of the old building and the arrival of the newly constructed structure

in a unique manner.

Text: Kullaphut Seneevong Na Ayudhaya

Photo: Beer Singnoi

1

01

เงาที่ตกกระทบลงไปใน

ผนังอิฐรูปแบบสามเหลี่ยม

ที่ผู้ออกแบบจงใจออกแบบ

เพื่อแก้ไขปัญหาความชื้น

และฝุ่นอันเป็นปัญหา

สำาคัญของโครงการ


theme / review

NEW LIGHT ON AN OLD TALE

54 55

“I sense a Threshold: Light to Silence,

Silence to Light – an ambiance of inspiration,

in which the desire to be, to express,

crosses with the possible Light to Silence,

Silence to Light crosses in the sanctuary

of art.” หลุยส์ ไอ คาห์น สถาปนิกสัญชาติ

สหรัฐอเมริกา เคยกล่าวถึงคุณลักษณะของแสง

และเงากับสถาปัตยกรรมเอาไว้ การเน้นย้ำาถึง

สัญญะการรับรู้สถาปัตยกรรมในฐานะของอาคาร

ที่ถูกใช้งานพร้อมไปกับลักษณะทางศิลปะที่

สถาปัตยกรรมได้มอบไว้ให้ท่ามกลางแสงและ

เงา ดังนั้นเมื่อเรากล่าวถึงแสงกับสถาปัตยกรรม

การออกแบบแสงจึงเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่

สำาคัญที่มีอิทธิพล ส่งเสริมให้ที่ว่าง รูปทรง

และวัสดุของสถาปัตยกรรม เกิดปรากฎการณ์

วิทยาขึ้น ซึ่งภายใต้พื้นที่ว่างที่ถูกโอบล้อมด้วย

สถาปัตยกรรมนี้ จะเกิดคุณลักษณะของแสงใน

มิติของแสงธรรมชาติที่ผันแปรเปลี่ยนตามกาล-

เวลา กับแสงประดิษฐ์ที่ผู้ออกแบบได้กำาหนด

พื้นที่ของแหล่งกำาเนิดแสงเอาไว้ตามความต้อง-

การ เมื่อเกิดการใช้สอยตัวสถาปัตยกรรม การ

กำาหนดคุณลักษณะของช่องเปิด ผนัง ส่วนปิด

ล้อม ได้ก่อให้เกิดแสงและเงาขึ้นตกทอดมาสู่

วัสดุอาคาร ภายใต้สภาวะปัจจุบันขณะนั้น เป็น

ช่วงเวลาที่ความเงียบของสถาปัตยกรรม ได้เริ่ม

บทสนทนาต่อผู้ใช้สอยสถาปัตยกรรม ที่ซึ่งเรา

ไม่อาจรับรู้ได้เพียงมองจากภาพถ่าย หรือหน้าจอ

โทรศัพท์มือถือ หากแต่ต้องยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้น

ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งปรากฏการณ์แห่งแสง

ที่กระทำาต่อสถาปัตยกรรมนั้น ความรู้สึกต่อ

พื้นที่ว่างจึงอุบัติขึ้นมาเป็นปรากฏการณ์วิทยา

ดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นผ่านโรงสีข้าวแห่งใหม่

ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จท่ามกลางท้องทุ่งนาข้าวใน

จังหวัดนครสวรรค์

ภาพของท้องทุ่งนาที่กว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหู

ลูกตา รถบรรทุกข้าวเปลือกที่ทยอยเลี้ยวเข้า

ออกเพื่อถ่ายเทข้าวเปลือกจำานวนมหาศาลกับ

โรงสี เป็นภาพชินตาของคนในท้องถิ่น ข้าว

เหล่านี้ในอีกไม่ช้านานจะถูกนำาไปจำาหน่าย และ

เดินทางมาสู่จานข้าวที่เรารับประทานในทุกวัน

ท่ามกลางท้องทุ่งนาโล่งกว้างของจังหวัดนคร-

สวรรค์ที่ราบลุ่มแม่น้ำาขนาดใหญ่ อู่ข้าวอู่น้ำาที่

สำาคัญของพื้นที่ตอนกลางของประเทศไทย ที่

มีชื่อเรียกในอดีตว่า “ปากน้ำาโพ” ถัดออกไป

จากจุดที่แม่น้ำาปิงและแม่น้ำาน่านไหลเวียนมา

บรรจบกันเป็นต้นกำาเนิดของแม่น้ำาเจ้าพระยา

ทางทิศตะวันออก 47 กิโลเมตร มีอาคารโรงสี-

ข้าวขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านต้อนรับเหล่าบรรดา

รถบรรทุกข้าวเปลือกที่มักผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน

เข้ามาในอาคารแห่งนี้ โรงสีข้าว ล้อพูลผลไรซ์-

มิลล์ เป็นโรงสีข้าวขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่ง

หนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ ด้วยขนาดของกำาลัง

สี 500 ตัน ต่อ 24 ชั่วโมง โรงสีจึงเป็นศูนย์กลาง

ของการรวบรวมผลิตผลทางการเกษตรจาก

นาข้าวในพื้นที่ใกล้เคียง เป็นตัวกลางที่มีความ

สำาคัญระหว่างชาวนากับผู้บริโภค และสำาหรับ

ล้อพูลผลไรซ์มิลล์ ห้วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเปลี่ยน

ผ่านที่สำาคัญต่อธุรกิจข้าวในยุคปัจจุบันด้วย การ

เปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่นสู่รุ่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำา

ให้เกิดความพยายามในการออกแบบก่อสร้าง

โครงการแห่งนี้ คุณพลวิทย์ รัตนธเนศวิไล

สถาปนิกแห่ง PHTAA Living design ได้เล่าถึง

ความท้าทายในมิติของการออกแบบภายหลัง

จากได้รับโจทย์สำาคัญ

เนื่องจากความตั้งใจในเบื้องต้นของเจ้าของ

โครงการนั้น ตั้งใจที่จะเก็บรักษาตัวอาคารเก่า

เอาไว้ เพราะมีความผูกพันกับอาคารเก่าซึ่งเป็น

รูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบอาคารพาณิชย์

ในอดีต อาคารหลังนี้ในอดีตถูกใช้เป็นอาคาร

อเนกประสงค์ โดยเป็นทั้งสำานักงาน และเป็น

ทั้งพื้นที่ห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ในการ

ทดสอบคุณภาพของข้าว เมื่อสถาปนิกได้รับ

เงื่อนไขในการออกแบบดังกล่าว จึงนำามาสู่

ความพยายามในการประนีประนอมระหว่าง

การเก็บรักษาตัวอาคารเก่าเอาไว้ ไปพร้อมๆ

กับการออกแบบอาคารใหม่ที่มีความโดดเด่น มี

เอกลักษณ์ และดำารงอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อม

ในบริบทพื้นที่ตั้งได้อย่างกลมกลืน และยัง

สามารถรองรับคุณลักษณะความต้องการเชิง

พื้นที่ได้ตรงกับความต้องการในปัจจุบันและ

ในอนาคตต่อไป

ทีมออกแบบได้ทำาการศึกษาถึงปัญหาที่เคย

เกิดขึ้น ทั้งเรื่องของการสัญจร (Circulation)

ความชื้นที่เกิดขึ้นภายในตัวอาคาร ปัญหาน้ำ าท่วม

ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝน ที่มีน้ำ าหลาก-

ไหลเอ่อจากแม่น้ำา รวมไปถึงปัญหาของฝุ่นที่

เกิดจากการสีข้าว นำามาสู่การออกแบบใหม่ โดย

ในการแก้ไขปัญหาเรื่องการสัญจร ผู้ออกแบบ

ได้กำาหนดการออกแบบให้ตัวอาคารหลักถูกแบ่ง

ออกเป็น 2 ชั้น และขยายพื้นที่อาคารใหม่คลุม

พื้นที่ออกไปจากอาคารเก่าในสองทิศทาง ทาง

ทิศเหนือและทิศตะวันออก ล้อมพื้นที่ส่วนอ่าง

เก็บน้ำาด้านทิศเหนือ โดยพื้นที่อาคารส่วนทิศใต้

กำาหนดให้เป็นพื้นที่รถบรรทุกข้าวเปลือก ที่จะ

เข้ามาเทียบชั่งน้ำาหนัก โดยพื้นที่ส่วนแรกนี้จะ

เป็นพื้นที่สำาหรับใช้ในการทดสอบคุณภาพของ

ข้าว ค่าความชื้นสัมพัทธ์ ฯลฯ พื้นที่ส่วนนี้จะถูก

ใช้งานโดยเจ้าหน้าที่ของโรงสี และต้องต้อนรับ

ชาวนาที่นำาส่งข้าวเปลือก ที่จะมานั่งพักคอย

ระหว่างการตรวจสอบคุณภาพของข้าว พื้นที่

ส่วนนี้จะถูกใช้งานมากที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิ-

กายน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต

ในช่วงปลายปี โดยพื้นที่พักคอยนี้จะสัมพันธ์

กับส่วนโรงอาหาร (Canteen) ส่วนบริเวณของ

สำานักงานจะใช้พื้นที่อาคารเดิมเป็นหลัก ส่วน

พื้นที่ส่วนต่อขยายชั้นที่สอง จะถูกใช้เป็นพื้นที่

สำาหรับห้องถ่ายทำา (Studio) ห้องเก็บของ

(Storage) สำานักงานในบางส่วน และเป็นพื้นที่

สำาหรับการใช้งานในอนาคต ในแง่ของการวาง

แนวอาคารผู้ออกแบบได้กำาหนดให้พื้นที่ด้าน

หลังของอาคารติดกับพื้นที่อ่างเก็บน้ำาด้านทิศ

เหนือ พื้นที่ดังกล่าวออกแบบให้วัสดุหลักเป็น

ผนังที่บล็อคลมขนาดใหญ่ เพื่อสร้างให้เกิดการ

บังคับทิศทางของลมเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคาร

พื้นที่บริเวณนี้สัมพันธ์กับส่วนโรงอาหาร พื้นที่

พักทานข้าวของพนักงาน ออกแบบเว้นบางส่วน

ให้เป็นผนังอิฐสลับกับช่องลม เพื่อสร้างการผ่าน

ของทิศทางลม (Air Ventilation) และช่วยส่ง-

เสริมสุนทรียภาพของพนักงานที่ใช้พื้นที่ริมน้ำา

ในการพักผ่อนจากการทำางาน

ในแง่ของการแก้ปัญหาเรื่องความชื้น ผู้ออกแบบ

ได้ทำาการออกแบบพัฒนาวัสดุอิฐ ที่เรียกว่า

“Triangular shape brick” หรืออิฐรูปแบบ

สามเหลี่ยม ที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ให้เป็น

วัสดุหลักของอาคารที่ช่วยลดความชื้นและลด

ฝุ่น อันเป็นปัญหาสำาคัญของโครงการ เนื่องจาก

ความชื้นเกิดขึ้นจากฝนที่ตกชุกและถี่ ซึ่งเป็น

คุณลักษณะของภูมิอากาศในบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม

ที่ตั้งของโครงการ การนำาอิฐมอญในรูปทรง

สามเหลี่ยมหลังเต่ามาใช้ จะช่วยลดความเสี่ยง

ที่น้ำาจะไหลย้อนเข้าไปในแนวปูน รวมไปถึงลด

ความเสี่ยงที่จะนำาพาความชื้นเข้าไปในตัวอาคาร

และมีคุณสมบัติป้องกันการซึมของความชื้น

เข้าสู่พื้นที่ภายในโดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ห้อง

ปฏิบัติการพิสูจน์คุณภาพข้าว ซึ่งพื้นที่นี้จำาเป็น

ต้องมีความชื้นต่ำา เพื่อความเที่ยงตรงของการ

วัดค่าความชื้น อีกความโดดเด่นที่ได้จากตัว

วัสดุคือการลดการเกาะตัวของฝุ่นในช่วงล่าง

ของแนวอิฐ ซึ่งในแง่ของค่าใช้จ่ายพบว่าวัสดุ

อิฐมีราคาถูกกว่าคอนกรีตมวลเบา และงาน

คอนกรีตหล่อซึ่งมีราคาที่สูงกว่า นอกจากนี้อิฐ

ดังกล่าวยังเป็นวัสดุท้องถิ่นที่ถูกเผาจากจังหวัด

ใกล้เคียง ทีมผู้ออกแบบได้สั่งเผาอิฐ อปก ทำา

มือจากพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

จากการขนส่งอีกด้วย

การใช้อิฐรูปแบบสามเหลี่ยมก่อเป็นแนวขนาด

ใหญ่ส่งผลให้เกิดเอกลักษณ์ของรูปด้านอาคาร

ที่ปฏิสัมพันธ์ทางปรากฏการณ์วิทยากับแสง

และเงาในแต่ละช่วงเวลา เช่นในยามที่แดดแรง

ตกกระทบจะส่งผลให้เกิดมิติเส้นนอนขึ้นกับผืน

ผนัง อันเกิดจากรูปทรงสามเหลี่ยมของแนวอิฐ

ที่ใช้ก่อผืนผนัง โดยผู้ออกแบบได้ทำาการโชว์

แนวตัดของผืนผนังอิฐสามเหลี่ยมให้เห็นถึงรูป-

แบบการก่ออิฐ แสดงให้เห็นภาพตัดของวัสดุที่

ใช้ในโครงการ ในส่วนของการออกแบบแสงใน

พื้นที่อาคาร ผู้ออกแบบได้เน้นย้ำาถึงการสร้าง

ปรากฏการณ์ของแสงผ่านการเจาะช่องเปิดตรง

กลาง เป็นรูปวงกลมทะลุจากด้านบนลงมาถึง

พื้นที่ชั้นล่าง ปลูกต้นไม้ตรงกลางอาคาร เพื่อ

สร้างให้เกิดบรรยากาศของแสงตกกระทบแบบ

indirect light ในพื้นที่ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่

สำาคัญของพื้นที่ภายในโครงการ ที่ผู้ออกแบบ

ได้เลือกกำาหนดให้มีการเว้นช่องแสงเฉพาะ

ในจุดที่ต้องการผ่านการเจาะช่องแสงกับแนว

ผนังทึบของโครงการ ในมิติของการออกแบบ

แสงธรรมชาติกับพื้นที่ว่างด้านในนี้ ผู้ออกแบบ

ประสบความสำาเร็จในการสร้างการปกป้องฝุ่น

ละอองจากการสีข้าว และปกป้องความชื้นที่

เกิดจากสภาพภูมิอากาศฝนตกชุกไปพร้อมกัน

กับการสร้างคุณลักษณะของการสร้างให้เกิด

แสงและเงาขึ้นกับพื้นที่ทั้งภายนอกและภายใน

อาคาร ด้วยการใช้ผนังอิฐสามเหลี่ยมขนาดใหญ่

ในส่วนด้านบนของอาคารเก่า ผู้ออกแบบได้

ใช้วัสดุ Perforate aluminium sheet เป็นวัสดุ

หุ้มเปลือกอาคาร Façade เพื่ออำาพรางอาคารเก่า

และวางให้แผ่นนี้บิดเอียงให้สัมพันธ์กับการ

ระบายอาคาร ป้องกันการกักเก็บฝุ่น เหตุผลอีก

ประการที่ใช้วัสดุหุ้มพื้นที่นี้เป็นอลูมิเนียมนั้น

จะช่วยป้องกันนกที่มาเกาะหรือทำารังในพื้นที่

ด้านบนอาคาร เนื่องจากในตอนกลางวันแดดจะ

ร้อนจัด และวัสดุอลูมิเนียมจะมีอุณหภูมิสูงมาก

ทำาให้นกไม่มาทำารังในพื้นที่ดังกล่าว

แดดค่อยๆ ไล้โลมเลียเปลี่ยนแปลงไปตามช่วง

เวลา เผยให้เห็นอาคารแนวผนังอิฐที่วางตัวอย่าง

กลมกลืนแต่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์อยู่ท่ามกลาง

ท้องทุ่งข้าวสีเขียวสุดลูกหูลูกตา อาคารโรงสี

แห่งใหม่ในที่เก่า เป็นตัวแทนสถาปัตยกรรมแห่ง

การประนีประนอมระหว่างรุ่นสู่รุ่น และระหว่าง

สถาปัตยกรรมกับภูมิทัศน์วัฒนธรรมแห่งท้อง

ทุ่งปากน้ำาโพ

02

หลังคา Slab ของอาคาร

ถูกออกแบบให้ปกคลุมพื ้นที่

ใช้สอยทั ้งหมดของอาคาร

โดยพื้นที่บริเวณด้านหน้า

ผู้ออกแบบได้ทำาการใส่ท่อ

ระบายน้ำาไว้คู่กับเสารับน้ำา

หนักอย่างแยบคาย

2


theme / review

NEW LIGHT ON AN OLD TALE

56 57

In that precise moment,

the architecture no

longer keeps its silence

and begins to converse

with its users, as a built

structure in person, at

a specific place and time

when light casts its spell.

That is when our sensory

perceptions toward a

space occurs.

03

ผนังของอาคารที่เป็นอิฐ

ถูกใช้สำาหรับพื้นที่ใช้สอย

ส่วนบริเวณโถงชั้น 1 และ

2 ของส่วนต่อเติม ใน

ขณะที่ Perforate aluminium

sheet ถูกนำามาใช้

เป็นเปลือกห้อมล้อมส่วน

สำานักงานที่เป็นอาคารเดิม

3

4

“I sense a Threshold: Light to Silence, Silence

to Light – an ambiance of inspiration, in which

the desire to be, to express, crosses with the

possible Light to Silence, Silence to Light

crosses in the sanctuary of art.”

The previous statement is what legendary

American architect, Louis I. Kahn, once said

about the merits of light and shadow in architecture,

emphasizing the symbolic perception

of architecture as a built structure with assigned

functionalities and artistic values, all of

which are enhanced by the presence of light

and shadow. When it comes to the discussion

about light and architecture, lighting design is

one of the most critical and influential components

that complement the spaces, forms and

materials of architecture into a collective phenomenon.

Within the spaces, the architecture

embraces conceived lighting characteristics

that are natural and varied by time. This natural

light exists alongside artificial lighting whose

effects and sources are predetermined according

to a designer’s intention and preferences.

Once the architecture is used, the determination

of the characteristics of openings, walls,

enclosed parts and sections, affect how lights

and shadows interact with different material

surfaces. In that precise moment, the architecture

no longer keeps its silence and begins to

converse with its users, as a built structure that

cannot be experienced merely through photographs

or the screen of a smartphone, but in

person, at a specific place and time when light

casts its spell. That is when our sensory perceptions

toward a space occurs. Such a phenomenon

can be found at a newly constructed

rice mill situated in the middle of a vast land of

rice fields in Nakhon Sawan province, Thailand.

04

รูปด้านของอาคาร

05

ส่วนโถงพักคอย สำาหรับ

ชาวนาที่นำาข้าวเปลือกมา

ชั่งน้ำาหนักที่โรงสี ซึ่งถูก

ออกแบบให้เป็นโถงโล่ง

ขนาดใหญ่

5


58 59

6

06

แสงที่ถูกดึงเข้ามาสู่พื้นที่

กลางอาคาร จากช่องเปิด

บริเวณ Courtyard ทำาให้

เกิดสภาวะของเวลาใน

พื้นที่ภายในที่แปรผันไป

กับองศาของแสงแดดที่

ตกกระทบกับพื้นผิวของ

พื้นที่ใช้สอยภายใน


theme / review

NEW LIGHT ON AN OLD TALE

60 61

07

มุมมองจาก Courtyard

กลางอาคารที่ใช้เป็นพื้นที่

ปลูกต้นไม้ ดึงแสงสว่าง

และสภาพอากาศจาก

ภายนอกเข้ามาสู่พื้นที่

ภายในตัวอาคาร

7

The expansive rice field looks almost infinite.

Trucks carrying paddy, making their turns

around the corner transporting a massive

amount of harvested produce into the mill, is

a familiar sight for the locals. The paddy would

later be processed and sold before making

its way to the consumers as a part of their

everyday meals. In the middle of the seemingly

boundless terrain of rice fields of Nakhon Sawan,

the province that is home to a huge delta

known as ‘Pak Nam Pho’ (the Pho Delta) and

one of central Thailand’s most prolific sources

of agricultural products, not far from the area

where Ping and Nan Rivers merge and become

the source of Chao Phraya River, or 47 kilometers

to the east from the city center, to be exact,

sits a large rice mill that restlessly welcomes

the coming and going of trucks loaded with

harvested paddy.

08

พื้นที่ชั้นสองของอาคาร

ในส่วนต่อขยายถูกใช้เป็น

สตูดิโอทำาอาหาร และเป็น

ส่วนสนับสนุนในอนาคต

09

ผังพื้นชั้นล่างของอาคาร

9

8

Lorpoonpol Rice Mill is one of Nakhon Sawan’s

most prominent rice mills with a 500-tonsper-hour

milling capacity. The establishment is

the hub of agricultural produce grown in and

harvested from the nearby area, functioning as

a significant mediator that brings products of

local farmers to consumers. For Lorpoonpol

Rice Mill, the past recent years were an important

time of their business as the establishment

was going through a transition where the

owners were passing the torch to their younger

generation successors. The change is one of

the main reasons behind the conception of the

project. Ponwit Ratanatanatevilai, architect of

PHTAA Living design, talks about the challenges

in the design aspect that came with Lorpoonpol

Rice Mill project after being assigned

to turn the owner’s vision into reality. One of the

initial intentions of the owner was to preserve

the old building structure for the sentimental

value it holds. The old commercial building was

formerly used as a multifunctional structure,

housing an office space and laboratory where

rice quality testing was done. With the architect

being informed about the requirements, the

design works to compromise the preservation

of the old building and the arrival of the newly

constructed structure in a unique manner. The

distinctive architectural characteristics enable

the new architectural structure to coexist with

the surrounding environment and context while

still being able to accommodate the space’s

current and possible future functional requirements.


theme / review

NEW LIGHT ON AN OLD TALE

62 63

10

การใช้ระนาบโค้งในส่วน

ใช้สอยต่างๆ เป็นอีกหนึ่ง

เอกลักษณ์ที่สำาคัญของ

โครงการ ในภาพคือพื้นที่

เชื่อมต่อเข้าสู่โถงชั้นสอง

ของส่วนต่อขยายอาคาร

The design team looks into the site’s previously

existing problems such as the circulation,

the humidity level of the building’s interior,

and severe flood that occurs during the rainy

season when water overflows from the river

into the property, including rice dust, which is

a product of rice milling process. The new design

solves the circulation issue by dividing the main

building into two floors and expanding the new

structure to extend from the old structure

toward the north and the east, surrounding the

reservoir located to the north of the land. The

southern section of the building houses the

weighing area accommodating the incoming

trucks loaded with harvested produce. The first

portion of the space is where the rice is tested

for their quality, relative humidity, etc. with the

mill’s staff overseeing all the operations. It also

houses a waiting area for the farmers while they

wait for their products to be tested. Designed

to connect with the canteen, the area is used

the most in November, which is the year-end’s

harvest season. The office still uses the space

inside the old building while the new structure

on the second floor houses the studio, storage,

and certain departments of the office, including

an additional space designed for future usage.

The building orientation locates the back of the

building next to the reservoir, with a presence

of large walls of perforated blocks that help

dictate the direction of wind flowing inside

the interior spaces. This particular part of the

space shares certain characteristics with the

cafeteria, which is designed into a series of

alternating presence of brick walls and vents

to maximize air ventilation efficiency while

enhancing users’ spatial experience, especially

for the staff who use the riverside space after

working hours.

The use of triangular shaped bricks for the walls of such

relatively large scale creates a unique elevation, and

generates dynamic interactions and phenomenon between

the architecture and light and shadow at each

time of day.

12

10

11

The design team comes up with the solution for

the humidity issue with the ’Triangular shape

brick,’ specifically developed to be the principal

material of the building with the ability to reduce

humidity and rice dust, which are some of the

most important problems of the project. The

high humidity is caused by heavy and constant

rain, a common characteristics of the area’s low

terrain and local climate. The use of triangular

shaped bricks reduces the risk of water flowing

back into the grout joints, consequently preventing

humidity caused by the leaked water

in the building’s interior. The brick also offers

the humidity prevention attributes, particularly

for the laboratory where rice’s quality testing is

done. This zone is required to have low humidity

in order for the humidity test to be done with

highest level of accuracy. Another distinctive

feature that the material brings is lessened

rice dust on the surface area, especially on the

bottom part of the bricks. For those who are

wondering about the cost, the bricks are cheaper

than autoclaved aerated concrete blocks and

cast concrete. The bricks are also locally made

material produced by a manufacturer within the

nearby province. The design team also ordered

handmade A. P.K. brick tiles from another local

manufacturer in the area to eliminate high

transportation costs.

11

การเรียงอิฐรูปแบบ

สามเหลี่ยม หรือ “Triangular

shape brick”

ที่ทีมออกแบบพัฒนามา

เพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ

12

การเรียงอิฐและการเว้น

เพื่อสร้างช่องเปิดตามแนว

ของผนังทำาให้เกิดแสงและ

เงาที่แตกต่างกัน


NEW LIGHT ON AN OLD TALE

64 65

The use of triangular shaped bricks to construct

the walls of such relatively large scale

creates a unique elevation, and generates dynamic

interactions and phenomenon between

the architecture and light and shadow at each

time of day. For instance, the sunlight casting

on the surface renders a series of horizontal

lines on the triangular shaped brick walls. The

design team chooses to reveal the unique section

of the walls, showcasing the masonry details

of how the bricks are laid, and the section

of the material. The interior lighting is designed

to emphasize a lighting phenomenon in which

a ray of light comes through a circular skylight

situated in the middle of the program of both

the upper and ground floor. The trees growing

inside this tube of light create an ambience of

indirect lighting, which becomes a key lighting

characteristic of the project’s interior spaces.

The design team determines the calculated

placements of light openings on the solid

masses of the walls. The design team’s solution

to manipulate natural light and empty spaces

of the interior program also ends up preventing

the interior functional space from gathering rice

dust caused by rice milling process and the

humidity, which is a result of the area’s rainy

climate. At the same time, the design brings

interesting aesthetic characteristics of light and

shadow to both the interior and exterior spaces

through the masterfully designed and constructed

brick walls.

The upper part of the facade is built using

perforated aluminum sheets to cover the old

structure. The sheets are designed to deviate

and enhance ventilation, preventing dust collection.

Another reason behind the decision to

use this specific type of aluminum sheet comes

from the architect’s intention for the material to

help prevent birds from nesting and invading

the upper part of the facade’s structure. With

the intense sunlight during the day, the sheets

end up becoming too hot for birds to nest. As

the sun casts its light on the surface at different

times of day, revealed is the building and its

brick walls situated in one perfect and unique

harmony, in the middle of the vast, seemingly

infinite green fields. The new mill in an old

space represents, not only a beautiful transition

between different generations, but also the relationship

between architecture, and the culture

and landscape of Pak Nam Pho.

phtaa.com

fb.com/PHTAAlivingdesign

กุลพัชร์ เสนีวงศ์

ณ อยุธยา

ปั จจุบันเป็ นนักวิจัยที่บริษัท

NPPN Company และ

นั กศึ กษาปริญญาเอก

สาขาสถาปั ตยกรรมพื้นถิ่น

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยศิลปากร

สนใจศึกษามรดกทาง

วัฒนธรรมและขณะนี้

กำาลังทำาวิจัยเกี่ยวกับ

สภาพแวดล้อมสรรค์

สร้างในพื้นที่ภูมิทัศน์

วัฒนธรรมมลายู

Kullaphut Seneevong

Na Ayudhaya

researcher at NPPN

Company and a Ph.D.

candidate on the vernacular

architecture

program at the faculty

of architecture, Silpakorn

University. He is

interested in cultural

heritage and currently

conducting research

on the built environment

of the Malay

cultural landscape.

14

ช่องเปิดบริเวณ Courtyard

กลางอาคารที่ดึงแสงลง

มาที่พื้นที่ส่วนกลางของ

อาคาร

13

การวางช่องแสงของแนว

อิฐ ที่ทำาให้เกิดการหักเห

ของแสง ในบริเวณพื้นที่

ภายในอาคาร

13

14

Project: Lorpoonpol Ricemill Office Collaboration Design: PHTAA & OUR Type: Architecture & Interior Design Program: Office Location:

Nakhon sawan, Thailand Area: 4,000 Sq.m. Client: Lorpoonpol Ricemill Co., Ltd. Project Completion: 2021


66

theme / review

67

Like

a

Chameleon

Text: Xaroj Phrawong

Photo: W Workspace

1

HAS design and research, in

collaboration with LIGHT IS, has

created a new showroom for

an aluminum manufacturer with

dramatic facades in the form of

a living organism, revealing itself

in the most appealing manner possible

when interacting with light. 01

2

01

มุมมองด้านข้างอาคาร

แนวเส้นรางอลูมิเนียมตั้ง

ฉากกับถนนราชพฤกษ์

ทางเข้าอาคารกิจกรรม

02

หลักจากด้านทิศตะวันตก

ทางเข้าพิเศษอาคาร แนว

หลังคายื่นช่วยสร้างจุดเด่น

เส้นรางอลูมิเนียมวางเรียง

นำาสายตา จนเกิดทัศนียภาพจุดเดียว


theme / review

LIKE A CHAMELEON

68 69

การรับรู้สถาปัตยกรรมได้ง่ายสุดคือการรับรู้

ทางตา ส่วนที่สำาคัญคือแสงที่ทำาให้สามารถ

รับรู้รูปทรงได้ชัดเจนตามระดับความเหมาะสม

ของแสง แสงสร้างความหมายกับสถาปัตย-

กรรมได้ด้วยทิศทาง อุณหภูมิสี ความหมาย

ที่สื่อจะชัดเจนได้ด้วยเงา ในประวัติศาสตร์

สถาปัตกรรมจะเห็นได้ถึงความสัมพันธ์ของ

แสงกับสถาปัตยกรรมอย่างแยกไม่ออก แสง

ทำาให้สถาปัตยกรรมมีตัวตน และส่วนที่ทำาให้

ตารับรู้ถึงการมีตัวตนของสถาปัตยกรรมได้

ง่ายทางหนึ่งคือเปลือก เปลือกในงานสถาปัตย-

กรรมได้ทำาหน้าที่บ่งบอกถึงการใช้สอยภายใน

จนเป็นภาษารูปแบบหนึ่ง สถาปนิกหลาย

ยุคสมัยได้พัฒนาการสื่อสารด้วยภาษาทาง

สถาปัตยกรรมให้กับผู้รับสารเพื่อส่งข้อความ

ให้เกิดการรับรู้ด้วยเปลือกภายนอกก่อนก่อน

ที่ผู้รับสารจะได้เข้าไปสู่การรับรู้สเปซภายใน

ภายหลัง จนเมื่อเข้าสู่ยุคหลังสมัยใหม่ การ

สื่อสารผ่านเปลือกจากสถาปัตยกรรมโพสต์

โมเดิร์น สถาปนิกผู้ออกแบบมีความต้องการ

บอกเรื่องราวของที่ตั้งโปรแกรมมากกว่าเป็น

สถาปัตยกรรมที่ดูเป็นศิลปะแบบนามธรรม

ไร้ความสัมพันธ์กับถิ่นที่ใดๆ การใช้เปลือก

สื่อสารข้อความจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้มากขึ้น

ในปัจจุบันพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร และ

ปริมณฑลกำาลังเจริญเติบโตไปอย่างรวมเร็ว

การเติบโตเหล่านี้ส่งผลต่อรูปแบบเปลือกของ

อาคารเหล่านี้ที่พบได้ทั่วไปในเอเชียอาคเนย์

เราสามารถพบความหลากหลายของเปลือก

ที่ห่อหุ้มที่แข่งขันแสดงตัวเอง ความน่าสนใจ

เหล่านี้ทางสำานักงานสถาปนิก HAS design

and research ได้สนใจทำาการค้นคว้า พัฒนา

สู่การออกแบบสถาปัตยกรรม พวกเขามอง

ว่าการแสดงออกเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีชีวิตชีวา

เปรียบเปรยมันดัง ‘กิ้งก่า’ ในบริบทเมือง ใน

ความสนใจนี้ เปลือกมีการแปรเปลี่ยนตาม

บริบทแวดล้อม บอกถึงเรื่องราวของที่ตั้ง

และโปรแกรม

ณ ถนนราชพฤกษ์ อ. ปากเกร็ด จ. นนทบุรี

ปรากฏอาคารสีเทาเข้ม เปลือกดูแปลกตาจาก

สภาพแวดล้อมโดยรอบ มันคือโชว์รูมของ

AB&W Innovation ในชื่อว่า MoMA (Museumof

Modern Aluminum) AB&W ดำาเนินกิจการ

เกี่ยวกับผลิต จำาหน่าย ประตูหน้าต่างอลูมิเนียม

พร้อมอุปกรณ์ MoMA เริ่มเปิดการใช้งาน

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2565 โชว์รูมนี้ถูกออกแบบด้วย

การต่อยอดจากการค้นคว้า วิจัย แล้วขมวดสู่

การออกแบบโดย HAS design and research

งานนี้เริ่มต้นจากการค้นคว้าที่เป็นความสนใจ

ของสถาปนิก จากการที่มองสภาพเมืองใน

กรุงเทพมหานครที่มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะ

‘ด้น’ (improvise) จากสิ่งที่อยู่รอบตัวตาม

บริบท อย่างการครอบครองพื้นที่ของการขึง

หลังคาผ้าใบแบบกึ่งชั่วคราว การหุ้มเปลือก

ด้วยป้ายเหล็กรูปแบบต่างๆ จนองค์ประกอบ

ที่ดูไม่เป็นเนื้อเดียวกันเหล่านี้ได้รวมเป็น

สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเมืองที่มีรูปแบบเฉพาะ

ในแบบที่อุปมาอุปไมยได้ดังกิ้งก่าเมือง ซึ่ง

ผิวหนังของพวกมันสามารถปรับตัวได้ตาม

ฉากหลังที่พวกมันอยู่

โจทย์ที่สถาปนิกได้รับคือการปรับปรุงอาคาร

เก่า ซึ่งเป็นตึกแถว 2 ห้อง และบ้านเดี่ยวที่

เป็นบ้านจัดสรร 2 ชั้น ตามรูปแบบที่พบได้

ทั่วไป ให้กลายเป็นโชว์รูมหลังใหม่ มีความ

โดดเด่นในตัวมันเอง พร้อมกับสามารถนำา

เสนอเรื่องราวของสินค้าได้ดี จึงเป็นจุดเริ่มต้น

ให้สถาปนิกทำาการค้นคว้า สำารวจ ถึงความ

เป็นไปได้สำาหรับการออกแบบ สู่ประเด็น

‘แสงจากเรื่องราวของโปรแกรม’ จากการ

ค้นคว้า สถาปนิกพบถึงความน่าสนใจของ

ส่วนประกอบของวงกบอลูมิเนียมในส่วนของ

รางหิ้วประตูหน้าต่างบานเลื่อนด้านบน ซึ่ง

เป็นแบบมาตรฐานทั่วไป แต่มันถูกซ่อนอยู่

ในวงกบที่เรามองผ่านมันด้วยความชินตา

สถาปนิกเลือกรางอลูมิเนียมมาผ่าแนวขวาง

แล้วทำาการศึกษาให้กลายเป็นองค์ประกอบ

หลักในการเปลี่ยนโฉมอาคารเก่าหลังนี้ จาก

นั้นได้ทำาการทดลองสร้าง pattern ของราง

ให้ยื่นพุ่งออกมาผนังอาคารตั้งฉากสู่ถนน

ราชพฤกษ์ การออกแบบความยาวของราว

จำานวนมากเหล่านี้มีขนาดความยาวต่างกันไป

ทำาให้เกิดความเคลื่อนไหวของเปลือก หาก

มองผ่านอย่างรวดเร็วจะเหมือนว่ามันไม่ได้มี

รูปแบบการยื่นที่เป็นระบบ แต่สิ่งที่สถาปนิก

ศึกษาผ่านหุ่นจำาลอง แผนภาพ มันมีรูปแบบ

การซ้ำาอย่างละเอียดเป็นระบบที่ใช้เทคนิค

สลับไปมาของ pattern การติดตั้ง รางเหล่านี้

สถาปนิกเลือกใช้อลูมิเนียมแบบสีธรรมชาติ

ทำาให้โดดเด่นออกมาในเวลากลางคืน ผนัง

ด้านทิศตะวันออกส่วนที่ขนานไปกับถนน

ราชพฤกษ์รางอลูมิเนียมถูกวางให้ตั้งฉากกับ

ผนังอาคาร แต่ผนังด้านทิศเหนือรางอลูมิเนียม

ถูกวางแนบไปกับผนังอาคารเดิม เทคนิคการ

ติดตั้งรางอลูมิเนียมถูกยึดประกอบเข้ากับ

โครงเคร่าอลูมิเนียมสีดำาแนวตั้ง ทำาให้โครง

ที่รับรางยื่นเปล่านี้พรางตัวไปกับอาคาร ซึ่ง

สถาปนิกต้องการให้ลดความโดดเด่นลงด้วย

การทาสีเทาเข้ม เพื่อให้เปลือกปรากฏตัวมัน

เองจากความมืดด้วยแสงไฟโดดเด่นมากที่สุด

รายละเอียดของรางอลูมิเนียมเหล่านี้ ถูกติด

ตั้งด้วยหลอด LED สีขาวแบบยาวขนานไปกับ

ร่องรางอลูมิเนียมด้านบน ทิศทางการส่องแสง

จึงเป็นแบบ up light กับเปลือก ส่งผลให้ตัว

อาคารดูเบาขึ้นในเวลากลางคืน ผลลัพท์เหล่านี้

เป็นผลจากการร่วมงานกับ Light Is ผู้เป็น

Lighting Designer โครงการนี้

ถนนราชพฤกษ์ในอดีต เป็นพื้นที่สวนที่มีความ

สมบูรณ์ ต่อมาได้ถูกพัฒนาเป็นเมืองจนกลาย

เป็นเมืองที่เราพบได้ในปัจจุบัน แต่ความอุดม-

สมบูรณ์จากธรรมชาติเปล่านี้ยังสามารถหาได้

ในพื้นที่ไม่ไกลจากที่ตั้งในเกาะเกร็ด เมื่อเริ่ม

ออกแบบเปลือกและแสงแล้ว สิ่งที่สถาปนิก

คิดควบคู่ไปพร้อมกันคือประเด็น ‘แสงจาก

เรื่องราวของถิ่นที่’ สิ่งที่สถาปนิกหวนคิดถึงคือ

แสงจากหิ่งห้อยในยามค่ำาคืนที่เกาะเกร็ด จาก

นั้นจึงได้มีการออกแบบแสงที่สื่อถึงเรื่องราว

ของหิ่งห้อยด้วยการติดตั้งไฟแบบจุดสีเหลือง

ที่ปลายรางอลูมิเนียมเพียงเล็กน้อย แต่ให้

กระจายไปยังเปลือกโดยรอบ แสงไฟเหล่านี้

ถูกโปรแกรมให้ส่องสว่างแบบต่างกันไปตาม

ช่วงเวลา สำาหรับแสงเลียนแบบหิ่งห้อยเหล่านี้

จะปรากฏชัดเจนในยามดึก หลังจากดับหลอด

ไฟสีขาวบนรางแล้ว

วิธีหันราง และหลอดไฟ LED ลงด้านล่าง ส่วน

ปลายผนังของทางเข้าเมื่อมองครั้งแรกแบบไม่

ดูถึงรายละเอียดก็คล้ายการกรุกระเบื้องโมเสค

ขนาดเล็ก แต่เมื่อเข้ามายังพื้นที่ส่วนนี้ จนเดิน

เข้าไปพิจารณาถึงส่วนปลายผนังระนาบนี้แล้ว

สายตาได้พบกับรายละเอียดจากการนำาราง

อลูมิเนียมมาผ่าแนวขวางเป็นท่อนขนาดเล็ก

จากนั้นทำาการกรุเข้าไปยังผนังแบบชนิดที่ไม่มี

ช่องว่าง ผลลัพท์ทางสายตาของทางเข้าส่วนนี้

ทำาให้เกิดเส้นที่รุนแรงแบบทัศนียภาพจุดเดียว

จากเส้นของรางอลูมิเนียมและแสง ช่วยขับ-

เน้นผู้ที่เลือกจะเดินเข้ามายังโชว์รูมด้วยทาง

เข้านี้ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นมุมขึ้นกล้องของ

ช่างภาพ

ในวันที่ผู้เขียนไปเยือนงานนี้ในเวลาเย็นจนค่ำา

ได้ดูแสงของเปลือกงานนี้ในรูปแบบต่างๆ

จากเวลาต่างๆ จนครบ ชวนให้คิดว่าหาก

พระเจ้าอยู่ในรายละเอียดแล้ว งานนี้มีพระเจ้า

ที่เรามองข้ามไปในคราวแรก จนค่อยๆ มอง

รายละเอียดในเวลาต่างๆ กัน พระเจ้าจะ

ปรากฏพร้อมแสงที่ผู้ประดิษฐ์รอให้พบตาม

เวลาที่นัดไว้กับพระเจ้าบนถนนราชพฤกษ์

03

มุมมองทางเข้าพิเศษ

อาคารจากด้านหน้า

นอกจากการเปลี่ยนโฉมด้วยแสงกับรางอลูมิ-

เนียมในส่วนภายนอกแล้ว พื้นที่ภายในบางส่วน

ได้ถูกออกแบบให้ใช้รูปแบบเดียวกัน และเป็น

ส่วนสำาคัญสำาหรับงานนี้คือส่วนทางเข้าพิเศษ

ด้านทิศใต้ ช่องทางเข้านี้มีขนาดกว้างราว 2

เมตร ลึกไปตลอดความยาวอาคาร ผนังด้าน

ข้างและเพดานถูกหุ้มด้วยรางอลูมิเนียมเช่น

กับเปลือกภายนอก รางขนาดความยาวต่างๆ

ถูกออกแบบคละกันไปให้พุ ่งสู ่ปลายผนังด้านใน

การติดตั้งทิศทางรางและหลอดไฟ LED บน

ผนังด้านข้างออกแบบแตกต่างจากภายนอกที่

มีลักษณะหงายขึ้น เป็นการติดตั้งให้แนวราง

หันเข้าสู่พื้นที่ทางเดินตรงกลาง ส่วนเพดานใช้ 3


70 71

94

09 04

พื้นที่โถงกลางขนาดใหญ่

รางอลูมิเนียมมาผ่าแนว

มองเห็นพื้นที่ระเบียง

ขวางเป็นท่อนขนาดเล็ก

และสวนหลังบ้าน กรุบนผนังจนเกิดลวดลาย (Back

Garden) แบบใหม่


theme / review

LIKE A CHAMELEON

72 73

The easiest way to experience architecture is

through visual perception, and light contributes

as a key factor to humans’ perception of

forms, which can also be varied by the amount

and intensity of the light source itself. Light

can give meaning to a work of architecture

through its directions, color temperatures as

well as by the shadows it creates. Throughout

the history of architecture, the relationship

between light and built structures has been

inseparable. Light brings architecture into

existence and one of the things that makes a

work of architecture visually appealing is its

‘skin’. A purposefully designed building skin

or façade can be an interesting implication

of the building’s interior functionality; a form

of language uttered to send out the intended

message, so to speak.

05

ภาพเสกตช์ตอนเริ่มศึกษา

ความเป็นไปได้ของวัสดุ

6

From HAS’ perspective, a building skin changes and

evolves according to its surrounding context, telling

stories of the location and program it was created in.

5

06

ดาดฟ้าจากมุมมอง

ด้านข้าง

07

สวนขนาดเล็กที่ชั้นดาดฟ้า

7

Through time, architects have searched for

ways to communicate their architectural

languages to people on the receiving end,

designing skins that give users different introductory

messages before they actually start

experiencing the interior spaces. The architecture

of the postmodern world has seen new

possible approaches to communicate with

users through postmodern façade designs.

Architects work from the desire to tell the

story of a location and program rather than

to create architecture that looks and feels like

an abstract art piece where the connection to

locality is nowhere to be found. This has led

to the growing popularity of façades, used to

help architects send the intended messages.


theme / review

LIKE A CHAMELEON

74 75

9

08

เปลือกภายนอกที่

หุ้มรางอลูมิเนียม

8

09

ภาพ Axonometric

The rapid urban expansion of the Bangkok

metropolitan region has influenced the evolution

of façades, an architectural component

found almost everywhere in Southeast Asia.

We can see and have seen great diversity

in façade design; each conceptualized and

materialized to make its own statement. The

evolution strikes the interest of HAS design

and research. This architectural practice develops

its architectural design based on their

research and perception toward the architectural

expression of façades as a form of

a living organism—a chameleon of an urban

jungle. From HAS’ perspective, a building skin

changes and evolves according to its surrounding

context, telling stories of the location

and program it was created in.

On Ratchapruek Road, in Pak Kret district of

Nonthaburi province sits a dark grey building

with the skin that sets the structure apart from

its surrounding environment. The building is

the showroom of AB&W Innovation, the company

with business operations in manufacturing

and distribution of aluminum door and

window frames and fittings. Named MoMA

(Museum of Modern Aluminum), the showroom

officially opened in early 2022. HAS

began their work on the project with research

before proceeding to the design process. The

origin of the project, however, is rooted in the

design team’s interest and observation of the

improvisational developments of Bangkok’s

urban space. Different urban and architectural

elements improvise from their surrounding

contexts such as the use of tarpaulin roof

structure to cover or claim a certain space,

the wrapping of a building skin with any

imaginable designs and styles of aluminum

signboards. The disparity of these components

has somehow collectively evolved into

a unique vernacular characteristic; one that

can be metaphorically compared to an urban

chameleon whose skin camouflages itself into

and according to its surroundings.


theme / review

LIKE A CHAMELEON

76 77

11

3

4

2

5

1

6

7

1. ALUMINIUM PROFILES

(LENGTH: 350,450,550,650 MM)

2. ALUMINIUM STRUCTURE

(25X25MM)

3. C STEEL STRUCTURE

4. C STEEL BRACKET

5. LED STRIP LIGHT

6. LED DOT LIGHT

7. HIDDEN SCREW

The architects chose to use the aluminum in

its natural color, making the façade stand out

during the night. Another aluminum strip skin

can be found on the east wall, installed in

a 90 degree angle along the building’s exterior

wall, which rests along Ratchapruek Road. For

the north wing, the strips have been placed

right on the original wall.

The installation techniques fasten the aluminum

to the vertical black aluminum frames

that blend into the building’s exterior. The

overall architectural mass is painted in dark

grey to soften the dramatic effect, allowing

the façade to reveal itself in the darkness in

the most appealing manner possible when

interacting with light. The rails are equipped

with white LED bulbs, which run in parallel

with the aluminum strips installed at the upper

part of the façade. The direction of uplight

accentuates the façade’s unique physical

appearance and makes the building appear

lighter at night. HAS collaborates with Light Is,

the project’s lighting designer, to achieve this

final outcome.

10

The rails are equipped with

white LED bulbs, which run

in parallel with the aluminum

strips installed at the

upper part of the façade.

The direction of uplight

accentuates the façade’s

unique physical appearance

and makes the building

appear lighter at night.

10

ขยายรางอลูมิเนียม

ที่ทางเข้าอาคาร

11

รายละเอียดการติดตั้ง

เปลือกรางอลูมิเนียม

ภายนอก

The design team was given the brief to renovate

two units of shophouse and a two-story

single detached home, both are residential

typologies commonly found in Bangkok. The

new showroom stands out with its visually

striking architecture that serves as a perfect

representation of the company’s business

and products. The requirements became the

starting point for the design team to carry

out the research and explore different design

possibilities, which eventually led to the idea

of ‘light from the story of the program.’

The research reveals some interesting attributes

of the components of the aluminum

frames used in standard railing systems,

particularly the upper part of a sliding door

and window system. These components are

hidden in the frame that most users tend to

overlook. The architects dissected the aluminum

strips horizontally to study its components,

before using them as the key element of

the renovation. A pattern created from aluminium

strips was then drafted and tested with the

design of the façade, which protrudes from

the building’s exterior wall in a 90-degree

angle with Ratchapruek Road.

The design deals with the varying lengths of

the strips and creates a façade with dynamic

movements. A quick glance will make the

protrusion seem randomized, while in reality

the design is the result of intensive research

and study, through models, diagrams, causing

the façade to possess detailed and systematic

repetition of alternating patterns.

12

เปลือกออกแบบให้เกิด

อักษรชื่อกิจการ และ

ปลายรางบางส่วนส่องแสง

ที่สื่อถึงห่ิงห้อย

12


theme / review

LIKE A CHAMELEON

78 79

13

In the past, Ratchapruek Road was home to

vast green areas of orchards before the urban

sprawl reached the suburban neighborhood

and turned it into a more urbanized residential

area. The richness of nature, however, can be

found in Koh Kret, an island located not too

far from the site’s location. Evolving alongside

the design of the façade and magical lighting

design is the ‘light from a local story.’ The

architects recreate the lights from fireflies

that used to populate the Koh Kret area with

their nighttime appearance with the lighting

design where small LED bulbs are installed at

the tip of the protruding aluminum strips. The

miniature light bulbs are scattered throughout

the surface of the façade and programmed to

have varying illumination effects at different

times of day. The firefly light can be seen more

clearly later in the night, after the white light

on the strips goes out.

The transformation is not brought about only

through lighting and aluminum strip installations,

but through the redesigned interior program,

which stylistically corresponds with the

design of the exterior. One of the highlights of

the project is the south wing entrance, which

is designed to have a two-meter width, and installed

with the same skin along and throughout

the narrow side of the building. Just like

the façade, the sidewalls and ceiling are clad

with aluminum strips of varying lengths in

a calculated randomized configuration, leading

visitors toward the furthest end of the walls.

The direction of the strips and LED bulbs on

the sidewalls is slightly different from the ones

on the exterior skin where the installation is

turned upward. With the interior, the strips are

directed toward the tunnel’s walkway while

the strips and LED bulbs on the ceiling face

downward. The furthest end of the tunnel

reveals what looks like a pattern of tiny mosaic

tiles at first glance. In reality, a closer look at

the material reveals the details of aluminium

strips, cut horizontally into small pieces, and

used to clad every square meter of the wall.

These elements render the end result of a

dramatic focal point created by the pattern

of aluminium strips and lighting, which work

in tandem to make the space look stunningly

photogenic when captured by a camera.

On the day of my visit, it was already past

nightfall, so luckily I was able to see the

façade evolve into all its forms. The work got

me thinking that if God really is in the details,

then I must have failed to see one on my first

encounter with the work. This time around,

as I looked at the details, at different times of

day, God appeared, along with the light, just

like how the architects must have intended for

us to meet, at specific times and places, right

here on Ratchapruek Road.

fb.com/hasdesignandresearch

hasdesignandresearch.com

สาโรช พระวงค์

เป็ นสถาปนิก นักเขียน

อาจารย์ประจำาคณะ

สถาปั ตยกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี

ราชมงคลธัญบุรี ปั จจุบัน

กำาลังศึ กษาต่อสาขา

สถาปั ตยกรรมที่ Kyoto

Institute of Technology

Xaroj Phrawong

is an architect, writer,

and instructor at the

Faculty of Architecture

Rajamangala University

of Technology Thanyaburi.

Currently studying

architecture at Kyoto

Institute of Technology.

13

มุมมองจากภายในชั้น 2

สู่ถนนราชพฤกษ์

14

มุมมองด้านข้างยาม

กลางคืน เมื่อเปิดไฟที่

เปลือกเต็มที่

14

Project: MoMA Location: Nonthaburi, Thailand Design Firm: HAS design and research Design Team: Jenchieh Hung, Kulthida Songkittipakdee,

Jiaqi Han, Qin Ye Chen Landscape Design: TROP: terrains + open space Lighting Design: Light Is Aluminum Façade Technology: AB&W

Innovation Aluminum Production Consultant: Goldstar Metal Lighting Product: Neowave Technology Constructor: SL Window


80

theme / review

81

Fifty

Shades

of

Gold

The façade of Central Ayutthaya Department Store, designed by

onion, was adorned with aluminum coated with gold paint that

embraces and interplays with light and illumination. 01

Text: Phornnipa Wongprawmas

Photo: W Workspace and Ketsiree Wongwan except as noted

1

แผนอลูมิเนียมสีทอง เมื่อ

กระทบแสงยามเชาจนเป็น

สีทองอราม


theme / review

FIFTY SHADES OF GOLD

82 83

ตั้งแตชวงพฤศจิกายนปีที่ผานมา ใครหลายคน

ที่ไดใชเสนทางสัญจรบนถนนสายเอเชียคงจะ

พบกับหางสรรพสินคา Central Ayutthaya

โครงการ Mixed-Use Development แหงใหม

ครบครันฟังก์ชั่นดวยคอนโดมิเนียม โรงแรม

หางสรรพสินคา และ Cultural Centre เพื่อ

สงเสริมการทองเที่ยวที่สรางความโดดเดน

ดวยการตกแตงสถาปัตยกรรมแบบไทย

รวมสมัย (Thai Twist) โดยมีทีมสถาปนิก

Onion ผูเคยสรางผลงานออกแบบ โรงแรม

ศาลาอยุธยา (Sala Ayutthaya) และรานอาหาร

บานป้อมเพชร (Baan Pomphet) มารับหนาที่

ออกแบบผิวเปลือกภายนอกอาคาร (Façade)

ใหกับหางสรรพสินคาแหงนี้ นับเป็นผลงาน

ชิ้นที่สามที่ทีมสถาปนิกไดรวมสรางสรรค์ใน

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

หางสรรพสินคาแหงใหมนี้มีตัวอาคารสูง

23 เมตร เมื่อคลี่ขนาด 1 ใน 3 ของอาคาร

แนวราบนับระยะความยาว 69 เมตรไดถูก

ออกแบบใหเป็นซุมทางเขาที่มีขนาดใหญและ

ยาวเกินสัดสวนมนุษย์ ถูกประดับดวยผนัง

คอนกรีตสำาเร็จรูปสีขาว (Precast) และลดหลั่น

ดวยซุมภายในเปรียบเสมือนหองที่คอยๆ ถูก

ยอยขนาดเล็กลงและหอหุมดวยแผนอลูมิ

เนียมสีทอง แผนอลูมิเนียมสีทองนี้

ถูกนำามาพับและขึ้นรูปเป็นระบบโมดูลาร์

สรางขึ ้นในความสูง 10.20 ม. 9.80 ม. 8.40 ม.

จนถึงความสูง 2.55 ม. และจัดองค์ประกอบ

เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสวางเรียงรายลดหลั่นกัน

โดยไดรับแรงบันดาลใจมาจาก “การยอมุมไม

สิบสอง” ที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมไทย

ในอดีต

คุณศิริยศ ชัยอำ านวย และ คุณอริสรา จักธรานนท์

สองสถาปนิกหลักจาก Onion ไดถายทอด

แรงบันดาลใจและความตั้งใจในการออกแบบ

ครั้งนี้ ดวยแนวความคิดการออกแบบผิว

ภายนอกอาคารที่มากกวาการปกปิดโครงสราง

อาคาร สถาปนิกไดใหความสำาคัญกับการ

สรางพื้นที่เพื่อตอนรับและเชื่อมโยงผูคนจาก

ภายนอกกอนการเดินเขาสูตัวอาคาร การเลือก

ใชผนังคอนกรีตสำาเร็จรูปสีขาว (Precast)

ที่นอกจากการสรางความสะอาดตาใหกับผิว

ภายนอกอาคาร ยังเป็นการชวยประหยัด

งบประมาณการกอสรางเพื่อนำางบประมาณ

สวนนั ้นมาใชกับแผนพับอลูมิเนียมสีทองที่สราง

ความโดดเดนสะดุดตาไดอยางน่าประทับใจ

เป็นการชวยสรางภาพจำาใหกับอาคารและ

สถานที่ และเป็นการสื่อสารความเป็นไทย

รวมสมัยในอีกรูปแบบหนึ่ง

การเลือกใชแผนพับอลูมิเนียมสีทอง เป็น

เจตนาแฝงของสถาปนิกที่ตองการสื่อถึงความ

อรามและเรืองรองของกรุงเกาในประวัติศาสตร์

แผนอลูมิเนียมนี้ถูกฉาบผิวดวยสีทองใน

ระนาบแนวตั้ง และการเลือกใช สีเขียวศิลาดล

ซอนรับในระนาบแนวนอนเพื่อเพิ่มความเหลือบ

สีสันและมิติแกการมองเห็น สีทองบนผิวอาคาร

ถูกเลียนลอไปกับแสงธรรมชาติที่แตกตางกัน

ออกไปในแตละชวงเวลา ชวงเชาคือชวงที่

แสงอาทิตย์กระทบกับผิวอาคารแลวกอใหเกิด

สีทองอรามไดมากที่สุด สวนแสงชวงกลางวัน

ที่สองปะทะกับผิวอาคารอยางเต็มที่ยิ่งชวย

เสริมสรางมิติของซุมที่ลดหลั่นใหแตกตางกัน

ออกไป และเมื่อผิวเปลือกอาคารถูกกระทบ

ดวยแสงไฟประดิษฐ์ที่ถูกสองเนนเป็นชวง

จังหวะทำาใหเกิดบรรยากาศและความเคลื่อนไหว

ของแสงเงาอีกรูปแบบหนึ่งในยามค่ำาคืน

ถัดจากเสนถนนหลักจะพบกับทางเขาจาก

ถนนสายยอย สถาปนิกไดออกแบบผิวอาคาร

ดวยภาษาที่ตางกันออกไป โดยการเลือกใช

ผนังอิฐสีสมมาเป็นวัสดุหลักซึ่งเป็นวัสดุที่พบ

ไดบอยในจังหวัดอยุธยา และเปรียบเสมือน

ลายเซ็นของสถาปนิกที่เคยฝากไวในแตละ

ผลงานออกแบบ แตมีการลดทอนเหลี่ยม

มุมและเพิ่มจุดเดนดวยการใชอิฐรูปโคงครึ่ง

วงกลมนำามาเรียงลำาดับขั้นเป็นระบบเดียวกัน

เพื่อสื่อสารถึง “เครื่องจักสาน” สินคาทองถิ่น

ของจังหวัดอยุธยา โดยอิฐทุกกอนเป็นผลงาน

ทำามือและเผาแกสจากชางทองถิ่น กลายเป็น

วัสดุที่เสริมสรางรายไดใหกับชุมชนและสงเสริม

ถึงภูมิปัญญาทองถิ่น

พื้นที่สวนสุดทาย คือ สวนพักรถ (Drop Off)

จากการเลาเรื่องดวยการจับคูภาษาของวัสดุ

ผิวอาคารดานที่สีขาวกับสีทอง และผิวอาคาร

ดานที่มีอิฐสีสม สถาปนิกไดเลือกใชวัสดุจาก

ทั้งสองสวนมาผสมผสานกันเป็นการใชผิวอาคาร

สีขาว อิฐสีสม และมีองค์ประกอบของไมอีก

บางสวน เพื่อเชื่อมโยงบรรยากาศและสราง

ความตอเนื่องใหกับผิวเปลือกอาคารจากถนน

ทั้งสองดาน การประดับตกแตงฝ้าหลังคาที่ใช

เสนสายออนชอยแบบยอนยุค (Retro) สลับกับ

ตำาแหน่งของดวงโคม โดยไดรับแรงบันดาลใจ

มาจากบรรยากาศของแสงเทียน

เมื่อสังเกตและพิจารณาจนถึงรายละเอียด

ของการเรียงวัสดุที่ผิวเปลือกอาคาร ทั้งผนัง

คอนกรีตสำาเร็จรูปสีขาวที่โอบลอมผนังโมดูลาร์

แผนอลูมิเนียมสีทองจาดานถนนสายหลัก

รวมถึงผนังอิฐครึ่งวงกลมที่ผิวอาคารจากดาน

ถนนสายยอย จะพบวาสถาปนิกมีหลักคิดใน

การสรางระบบและภาษาของวัสดุใหสอดคลอง

ลงตัวกับขนาดของอาคาร การกำาหนดและ

คำานวณขนาดของวัสดุเพื่อรอยเรียงขนาด

ใหลงตัวอยางแมนยำา เป็นการวางแผนและ

ออกแบบจากรายละเอียดปลีกยอยที่รวมตัว

กันจนเป็นระบบมวลใหญของผิวอาคาร

และเนื่องจากโจทย์หลักของโครงการ คือ

Thai Twist สิ่งที่ทาทายสำาหรับสถาปนิก คือ

การสรางสรรค์ผลงานใหเกิดภาพจำาที่แปลก

ใหมไปจากผลงานที่เคยฝากไว รวมถึงการ

ไมเพิ่มรายละเอียดที่มากจนเกินไป หรือ

การไมลดทอนรายละเอียดจนเกลี้ยงเกลา

เพราะอาจทำาใหความเป็นไทยรวมสมัยถูก

สื่อความหมายกลายเป็นอื่น ถึงแมวาผิวอาคาร

โดยรวมจะถูกสื่อสารดวยเสนสายที่ตรงไป

ตรงมาแบบสมัยใหม แตรายละเอียดในแตละ

วัสดุที่เลือกใชมีการดัดโคงหรือลบเหลี่ยมมุม

เพื่อลอเลียนไปกับการตกกระทบของแสง

รวมถึงการพยายามสอดแทรกเนื้อหาและ

สื่อสารความเป็นไทยเขาไปในผลงานการ

ออกแบบ ทำาใหผิวเปลือกอาคารไมไดทำา

หนาที่เพื่อหอหุมหรือแสดงความหรูหรา

สวยงามของอาคารเทานั้น แตเป็นการสราง

ภาพจำารูปแบบใหมใหกับอาคารประเภท

หางสรรพสินคา และเป็นการสรางมิติความ

เคลื่อนไหวยามเมื่อตกกระทบกับแสงที่พาด

ผานบนผิวเปลือกอาคารสถาปัตยกรรม

02-03

ความตั้งใจจับคูวัสดุสีทอง

กับสีเขียวศิลาดลเพื่อเพิ่ม

มิติใหกับโมดูลาร์

2

3


theme / review

FIFTY SHADES OF GOLD

84 85

This precast wall has been

encased in gold aluminum

sheets, folded and molded

with a modular system,

which was built from

a height of 10.20 m, 9.80 m,

8.40 m to a height of 2.55 m.

5

04

การเลือกใช สีเขียวศิลาดล

ชอนรับในระนาบแนวนอน

เพื่อเพิ่มความเหลือบสีสัน

และมิติ

05

แผนอลูมิเนียมสีทองยอ

มุมเรียงตัว, ในแระนาบ

แนวตั้ง สรางมิติแกการ

มองเห็น ลอไปกับแสง

ธรรมชาติที่แตกตางกัน

ออกไปในแตละชวงเวลา

6

Photo: Ketsiree Wongwan

4

06

รูปแบบการเรียงตัว ของ

แผนพับอลูมิเนียมสีทอง

Many who have used Asia road would have

likely encountered Central Ayutthaya Department

store, a new mixed-use development

project on Asia Road open to the public since

November 2021, with condominiums, hotels,

department stores, and a cultural center. The

most distinctive feature to the eye is its façade

design with the concept of Thai Twist. This

theme is part of a brief to create contemporary

Thai architecture decoration to promote

the province’s identity and tourism. The team

behind the design is Onion, the studio that

created Sala Ayutthaya hotel and Baan Pomphet

restaurant. Onion was given the task of

designing the façade for the new mall, which

is the third project that the studio has completed

in Ayutthaya province.

The new shopping mall is a 23 meters tall

building, when unfolded, one-third of the

building will be 69 meters long and has

been designed as a super-scaled gigantic

entrance arch. The entrance is adorned with

white precast concrete walls and cascades

into the interior space, like a room that is

gradually reduced in scale.

This precast wall has been encased in gold

aluminum sheets, folded and molded with

a modular system, which was built from

a height of 10.20 m, 9.80 m, 8.40 m to a height

of 2.55 m. arranged in a cascading square,

inspired by a traditional Thai architecture

motif.

4


theme / review

FIFTY SHADES OF GOLD

86 87

7

07

ซุมทางเขาระยะความยาว

69 เมตร สรางความโดด-

เดนทางสายตาเมื่อมอง

จากถนนหลักสายเอเชีย


theme / review

FIFTY SHADES OF GOLD

88 89

08

ผังโครงการ และรูปด้าน

อาคาร

09

ผิวอาคารจาก อิฐสีส้ม

มุมมอง ด้านถนนสายย่อย

Siriyot Chaiamnuay and Arisara Chaktranon,

the two principal architects of Onion, intended

to design the exterior surface of the building

rather than concealing the building structure.

The architects focused on creating a space

to welcome and connect people from outside

before entering the building, choosing a white

precast concrete wall to create a sense of

cleanliness for the exterior surface. It also

saves on the construction budget which

had been put toward spending on the gold

aluminum flap that makes it look impressive,

which helps create a captivating memory of

buildings and places. This is considered as

another form to convey the spirit of contemporary

Thainess.

Opting for a folded gold aluminum sheet is

a hidden intention of the architect to convey

the glow and glory of this old historic city.

This aluminum sheet is coated with gold

paint in the vertical plane and celadon green

in the horizontal plane to add more colorful

and dramatic features to the design. The gold

color on the building’s surface embraces and

interplays with the natural light that varies

during the time of the day. In the morning,

the sunlight hits the building’s surface and

creates the most intense golden glow. While

during the day, the light thoroughly penetrates

the building’s surface, it adds dramatic dimensions

to the cascading facade. And at night,

when the building’s exterior is hit by artificial

lights that are intermittently highlighted, the

illumination creates another theatrical visual

ambiance and dramatic movement of shadows.

The building façade does not only serve to enclose

the space or express the beauty of the building but,

together with lighting design, creates a new memory

for a department store building.

HIGHWAY ELEVATION

6

LOCAL ROAD ELEVATION

8

9


theme / review

FIFTY SHADES OF GOLD

90 91

10

Next to the main road, there is an entrance

from a small street to the site where the

architect designed the building’s façade

in a totally different language. The primary

material for the cladding here is red brick, a

common material found in Ayutthaya. Brick is

the material that Onion has used in many of

their projects before and in a way, it’s the

studio’s signature material. But in this project,

the corners are recessed. The highlight is

added by using semicircular arched bricks

arranged in the same order to resemble the

wickerwork, a famous local handicraft of

Ayutthaya. Each piece of brick is handcrafted

and gas-fired by local artisans. It is a thoughtful

means to increase the income for the community

and promote local wisdom.

The architect extended the storytelling by

matching the vocabulary and language of the

materials in the drop-off area. By combining

materials from the white wall with gold, and

the orange brick wall, the architect creates

white façades with red bricks and some

wooden elements to connect the atmosphere

and create continuity with the building surface

from the road on both sides. The decoration

of the roof of the drop-off area has been

designed in retro style with linear architectural

elements and the composition of the

lamps to create a romantic ambiance inspired

by the candlelight.

The architect has discreetly worked on the

details of the arrangement of materials on

the surface of the façade; the white prefabricated

concrete wall encompasses the

gold-plated aluminum modular wall from

the main road, with a semicircular brick wall

facade from the street on the side. They have

created a system and the application of

materials in line with the scale of the building,

with a precise consideration and calculation

of the size of the material. It is immaculate

planning and design from the smallest details

that come together to form a large system of

the building façade.

And since the initial brief of the project is

Thai Twist, the challenge for architects is to

create a work that creates a new memorable

image of the building and at the same time

not too much or too less details that makes

it too bland. It needed to be in a perfect

balance to convey the desirable spirit of

contemporary Thainess.

Although the building façade is designed

with straight modern lines, the details in each

material chosen are curved, chamfered, and

smoothened to achieve the right angle of

light, including trying to insert content and

communicate Thainess into the design work.

As a result, the building façade does not

only serve to enclose the space or express

the beauty of the building but, together with

lighting design, creates a new memory for a

department store building. The design has

created a depth and dimension of movement

when it hits the light that flows across the

building.

onion.co.th

fb.com/onionwork

พรนิภา วงศ์ พราวมาศ

จบการศึกษาจากคณะ

มัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบ

ตกแต่งภายในมหาวิทยาลัย

ศิ ลปากร และคณะสถา-

ปั ตยกรรมศาสตร์ สาขา

สถาปั ตยกรรมพื้นถิ ่น

มหาวิทยาลัยศิลปากร

ปั จจุบั นประกอบอาชี พ

มัณฑนากรที่บริษัท Koon

Studio และมีความสนใจ

ด้านสถาปั ตยกรรมชุมชน

Phornnipa

Wongprawmas

completed her

Bachelor’s Degree in

Interior Design and

received her Master’s

Degree in vernacular

architecture from

Silpakorn University.

Currently, she is

working as an Interior

Designer at Koon

Studio. Phornnipa

also has an interest

in community

architecture.

12

10-11

ผนังอิฐครึ่งวงกลมสีสมที่

รอยเรียงกันเพื่อสื่อสารถึง

เครื่องจักสาน

12

มุมมองภายนอกอาคาร

พื้นที่สวน Drop Off

11

Project: Central Ayutthaya Client: Central Pattana Location: Ayutthaya, Thailand Façade Architecture: Onion (Siriyot Chaiamnuay

/ Arisara Chaktranon) Architecture: M.A.A.R Interior Designer: Panonamaarchitect Landscape Designer: Tk studio Land Area:

47 rais Building Area: 130,000 sq.m Completion: Nov 2021 Structural Engineer: VSD consultant Co.,Ltd. Mechanical Engineer:

EM Sign Co.,Ltd. Contractor: - (by Central Pattana) CM S&A: Trusty Project Management Cm M&E: Mitr Technical Consultant

Co.,Ltd.


92

theme / review

Art,

93

Architecture

and

the

City

Designed by Design Qua, the Jim Thompson Art Center evinces

precisely the qualities of a social space with its flow of circulation,

the porosity of the building skin, the careful placement of voids,

sightlines, and openings.

Text: Natre Wannathepsakul

Photo: Beer Singnoi, Fotomomo

1

01

บริเวณด้านหน้าทางเข้า

หลักของอาคาร ออกแบบ

ให้โดดเด่นด้วยแผ่น

ตะแกรงเหล็กฉีก ถักทอ

ผ่านหน้าอาคารสูงสามชั้น

พร้อมกับไฟส่องสว่างยาม

กลางคืน สร้างจุดเด่นทาง

สายตา


theme / review

ART, ARCHITECTURE AND THE CITY

94 95

สถาปนิกและนักวิชาการชาวดัตช์ Herman

Hertzberger ได้สนับสนุนแนวคิดของการ

สร้างพื้นที่ทาง “สังคม” ซึ่งผู้คนไม่ได้เพียง

แค่สามารถรวมตัวกันได้เท่านั้น แต่ยังเป็น

พื้นที่ที่ได้ถูกตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้เกิดการ

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน Hertzberger เสนอว่า

อาคารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน

ควรได้รับการออกแบบ “ให้สอดคล้องกับ

สภาพของเมือง” เขาแนะนำาว่าการออกแบบ

ให้สอดคล้องกับสภาพของเมืองนี้สามารถทำา

ได้โดยอาศัยการพร่าเลือนขอบเขต ระหว่าง

ภายในและภายนอก การจัดการพื้นที่ภายใน

ที่ทำาหน้าที่เหมือนเครือข่ายของถนนและจัตุรัส

และความรู้สึกเปิดโดยยังคงมีขอบเขตที่ชัดเจน

ระหว่างพื้นที่สาธารณะและส่วนตัว ลักษณะที่

มีประโยชน์อีกอย่างหนึ่งคือสถาปัตยกรรม

ตามแนวคิด promenade architecturale ของ

เลอ คอร์บูซิเอร์ ซึ่งเน้นและพยายามทำาให้การ

เคลื่อนไหวของผู้คนมีชีวิตชีวา ดังกับว่าพื้นที่

ของชีวิตทางสังคมเป็นเหมือนบันไดอันยิ่งใหญ่

ของโรงอุปรากรในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นสถานที่

สำาหรับ “มองเห็นและถูกมองเห็น” โครงการ

The Jim Thompson Art Center ซ่อนตัวอยู่

ในตรอกแคบๆ ของซอยเกษมสันต์ 2 ใจกลาง

กรุงเทพฯ เพียงไม่กี่ก้าวจากพิพิธภัณฑ์บ้าน

จิม ทอมป์สัน แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของ

สเปซทางสังคมที่ว่านี้ได้อย่างชัดเจน ด้วย

การเลื่อนไหลของเส้นทางสัญจรที่เต็มไป

ด้วยชีวิตชีวาน่าสนใจภายในอาคารและทำาให้

เรารับรู้ถึงคนอื่นๆ และบริเวณใกล้เคียงอยู่

ตลอดเวลา ผ่านความโปร่งของผิวอาคารและ

การจัดวางช่องว่าง แนวสายตา และช่องเปิด

อย่างพิถีพิถัน

แม้ว่าอาคารพิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลปะส่วน

ใหม่นี้จะแยกออกจากกันทางกายภาพโดย

บ้านพักอาศัยที ่แทรกอยู ่ ระหว่างอาคารทั ้งสอง

แต่ศูนย์ศิลปะแห่งใหม่นี้ก็เป็นเหมือนกับส่วน

ขยายมากกว่าการเป็นอีกหน่วยหนึ่งที่แยกจาก

ส่วนอื่นๆ ซึ่งในที่สุดก็ทำ าให้การแสดงนิทรรศการ

ศิลปะต่างๆ มีพื้นที่แสดงงานที่รองรับโปรแกรม

ทางศิลปะต่างๆ เป็นของตัวเอง จากเดิมที่เคย

อยู่ภายในอาคารบ้านไทยโบราณของพิพิธภัณฑ์

บ้านจิม ทอมป์สัน โครงการศูนย์ศิลปะแห่งใหม่

นี้ดำาเนินการโดยมูลนิธิไม่แสวงหาผลกำาไร

เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน ในขณะที่งาน

ออกแบบสถาปัตยกรรมพื้นที่ 3,000 ตร.ม.

เป็นของทีมสถาปนิกจาก Design Qua ที่นำา

โดย มาลีนา ปาลเสถียร และ John Erskine

นอกเหนือจากพื้นที่แกลเลอรีสองแกลเลอรี

สำาหรับจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนเกี่ยวกับ

สิ่งทอ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และศิลปะ

ร่วมสมัยแล้ว โปรแกรมของโครงการยังประกอบ

ด้วยห้องสมุดวิลเลียม วอร์เรน คาเฟ่ ร้านค้า

สำานักงาน พื้นที่อเนกประสงค์ให้เช่า และลาน

เปิดโล่งสำาหรับใช้จัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์

เนื่องจากโครงการตั้งอยู่บนถนนแคบๆ อาคาร

นี้จึงจำาเป็นต้องมีด้านหน้าที่โดดเด่นชัดเจน ซึ่ง

สถาปนิกได้พยายามแสดงออกในเรื่องนี้โดย

การออกแบบส่วนหน้าของอาคารเป็นแผ่น

ตะแกรงเหล็กฉีกที่ดูราวกับถักทอผ่านหน้า

อาคารสูงสามชั้น รวมทั้งทางเข้าที่ออกแบบ

เป็นผนังอิฐความสูง 2 ชั้นที่ดึงดูดผู้มาเยือน

จากถนน ในชั้นล่างของอาคารยังมีที่จอดรถ

อัตโนมัติที่ฝังลงใต้ดินครึ่งหนึ่ง กินพื้นที่ครึ่ง

หนึ่งของพื้นที่ตามแนวลึก ส่วนที่เหลือเป็นโถง

ทางเดินกึ่งกลางแจ้งที่ใหญ่พอแค่สำาหรับจัด

กิจกรรมเล็กๆ เป็นพื้นที่ยืดหยุ่นที่สร้างสเปซ

โดยใช้กำาแพงอิฐที่มีลวดลายการเรียงอิฐคล้าย

ลายผ้า เป็นอีกหนึ่งการสื่อความหมายอย่าง

แยบยลถึงธุรกิจสิ่งทอของบริษัทจิม ทอมป์สัน

(อุตสาหกรรมไหมไทย) ผนังโชว์นี้มีการให้แสง

ขึ้นจากพื้น ซึ่งโชติมา พจนานุวัตร นักออกแบบ

แสงสว่างแห่ง Lighting Studio ออกแบบ

แสงสว่างโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

เพื่อให้แสงสว่างขึ้นในบริเวณที่ใกล้กับผู้ใช้

อาคาร และเพื่อความสะดวกในการบำารุงรักษา

เนื่องจากเพดานในบริเวณนี้ค่อนข้างสูง

พื้นที่เปิดโล่งที่ยืดหยุ่นเหล่านี้ คล้ายกับจัตุรัส

สาธารณะของเมือง ได้ถูกจัดวางไว้ทั่วทั้ง

อาคาร ตั้งแต่ด้านหน้าคาเฟ่บนชั้น 2 ที่มี

ที่นั่งจัดไว้ด้านนอกด้วย ลานกลางแจ้งบน

ชั้น 3 ที่สามารถใช้จัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์

ร่วมกับห้องเอนกประสงค์ได้ ไปจนถึงชั้น 5

ซึ่งเป็นทางลาดทางสถาปัตยกรรมที่ปัจจุบัน

กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมสำาหรับโพสต์

ลงอินสตาแกรม ซึ่งสร้างความงงงวยให้กับ

สถาปนิกมากทีเดียว ทางลาดนี้นำาไปสู่พื้นที่

บนชั้นดาดฟ้า พื้นที่ส่วนใหญ่มีที่นั่งจัดไว้ แม้แต่

ในร้านค้า เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

เหมือนกับห้องนั่งเล่น เพื่อส่งเสริมให้เกิด

ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แนวทางของการออกแบบ

แสงสว่างก็สะท้อนถึงเรื่องนี้โดยมีการกระจาย

จุดให้แสงในลักษณะที่ไม่เป็นระเบียบ เลือก

เน้นเฉพาะบางพื้นที่เพื่อตอกย้ำาลักษณะที่ไม่

เป็นทางการของอาคาร บนชั้นดาดฟ้าเหนือ

แกลเลอรีใหญ่ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะมีร้านอาหาร

แบบเคลื่อนที่ (พื้นที่บนดาดฟ้าเหนือแกลเลอรี

เล็กอาจจะใช้สำาหรับเป็นฟาร์มคนเมือง) สามารถ

เห็นภาพมุมกว้างมองไปเห็นอาคารต่างๆ โดย

รอบ และห่างออกไปไม่ไกลก็สามารถมองเห็น

เส้นหลังคาโค้งที่โดดเด่นของหอศิลปวัฒนธรรม

แห่งกรุงเทพมหานคร เป็นเหมือนการเชื่อมโยง

ทางสายตาของสถาบันศิลปวัฒนธรรม ณ

ใจกลางเมืองกรุงเทพทั้งสองนี้เข้าด้วยกัน

แต่มุมมองที่สำาคัญที่สุดคือมุมมองที่มองไป

เห็นบ้านจิม ทอมป์สัน ซึ่งสามารถมองเห็นได้

โดยตรงจากลานโล่งบนชั้นสาม รวมทั้งมอง

ได้จากหน้าต่างแคบๆ แต่สูงถึงฝ้าในแกลเลอรี

เล็ก ในแกลเลอรีใหญ่ หน้าต่างที่มีสัดส่วน

ใกล้เคียงกันอยู่ในตำาแหน่งที่มองลงไปที่ลาน

ภายในชั้นสาม พื้นที่แกลเลอรีทั้งสองนี้เป็น

ส่วนที่สำาคัญที่สุดสำาหรับการออกแบบแสง

เช่นกัน โชติมาอธิบายว่าวิธีการจัดแสงใน

การส่องงานศิลปะ มีหลักการอยู่ 3 ส่วน คือ

การให้แสงสว่างทั่วไป แสงสว่างสำาหรับเน้น

เฉพาะจุด และการให้แสงสว่างกับผนังห้อง

ในพื้นที่ได้ติดตั้งโคมไฟดาวน์ไลท์แบบหรี่

แสงได้และสปอตไลท์ และถ้างบประมาณ

เอื้ออำานวย การเพิ่มแสงสว่างส่องผนังแบบ

ยืดหยุ่นในอนาคตจะช่วยเติมเต็มอุปกรณ์

ให้แสงสว่างตามที่หอศิลป์ส่วนใหญ่ต้องการ

ปัจจัยที่สำาคัญที่สุดคือระบบควบคุมที่ช่วย

ให้การให้แสงมีความยืดหยุ่นได้สูง เนื่องจาก

พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการชั่วคราวเหล่านี้จะมี

การจัดนิทรรศการใหม่ทุกสามเดือน และข้อ

กำาหนดในเรื่องแสงของแต่ละนิทรรศการอาจมี

ความแตกต่างกันมาก

มุมมองและความรู้สึกของการเปิดกว้าง ทั้ง

เปิดออกสู่บริเวณใกล้เคียงและทั่วพื้นที่ภายใน

เอง คือสิ่งที่นิยามศูนย์ศิลปะแห่งนี้ ความโปร่ง

โล่งที่น่าทึ่งนี้ถูกสร้างขึ้นผ่านวิธีการต่างๆ เช่น

การออกแบบโดยใช้ตะแกรงเหล็กฉีกเป็นผิวผนัง

ด้านหน้าอาคารและราวบันได มีความโปร่งสูง

เมื่อมองจากด้านในอาคาร การออกแบบโดย

ใช้ผนังกระจกเต็มความสูงในคาเฟ่ ร้านค้า

และห้องสมุด การออกแบบช่องว่างที่เชื่อม

ระหว่างร้านค้ากับพื้นที่ห้องสมุดในแนวตั้ง

การออกแบบซุ้มที่เป็นลักษณะกรอบในห้อง

สมุด หันไปทางคาเฟ่และทางเดินด้านล่าง และ

การออกแบบพื้นที่เอนกประสงค์ที่มีพื้นที่ที่เป็น

ผนังกระจกหันไปยังอาคารข้างเคียง แต่ซ้อน

ทับด้วยกำาแพงอิฐที่เล่นช่องโปร่งเพื่อสร้าง

ความเป็นส่วนตัว

ความโปร่งโล่งทางสายตานี้ หมายความว่า

เรารู้เสมอว่าเราอยู่ที่ไหนในอาคาร ในขณะที่

บริเวณใกล้เคียงไม่ว่าจะมองผ่านวัสดุที่มีความ

โปร่งเป็นรูเป็นช่อง หรือมองเห็นได้ชัดเจนผ่าน

กระจกใสและโครงสร้างแบบเปิด ล้วนปรากฏ

ให้เห็นอย่างเด่นชัดในทุกที่ ในตอนกลางคืน

แผงตะแกรงเหล็กฉีกโปร่งด้านหน้าจะสว่างขึ้น

ด้วยแสงไฟที่หรี่ได้ มาจากการคิดถึงผู้ที่อยู่

ในอาคารใกล้เคียง ซึ่งบางส่วนเป็นที่พักอาศัย

แสงไฟนี้ทำาให้ตะแกรงเหล็กฉีก ดูโดดเด่นขึ้น

และช่วยเพิ่มสีสันให้กับสีจางๆ ของตะแกรง

เหล็กฉีก สร้างบรรยากาศที่แตกต่างออกไปและ

ความรู้สึกปิดล้อมมากขึ้นสำาหรับผู้ที่อยู่ภายใน

ขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นถึงโครงสร้างอาคาร

และกิจกรรมของผู ้คนภายในแก่ผู ้สัญจรบนถนน

นี่คงใกล้เคียงกับแนวคิดของ Hertzberger ที่

กล่าวว่าอาคารต่างๆ ควรเป็น “พื้นที่ในร่มที่

ต่อเนื่องกับส่วนต่างๆ ของเมือง”

การเปิดโล่งนั้น นอกจากเกี่ยวข้องกับมุมมอง

ทางสายตาต่างๆ แล้วยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของ

ลมฟ้าอากาศด้วย มาลีนาเน้นถึงความสำาคัญ

ของการออกแบบสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้น

และความยั่งยืน ในอาคารนี้มีเพียงหนึ่งในสาม

ของพื้นที่อาคารเท่านั้นที่ใช้เครื่องปรับอากาศ

ส่วนที่เหลืออาศัยการระบายอากาศตาม

ธรรมชาติ ทางเดินทั้งหมดเป็นแบบเปิดโล่ง

และการเชื่อมต่อทางสายตาในแนวตั้งนั้นก็

ช่วยกระตุ้นให้ผู้คนขึ้นลงโดยบันไดมากกว่า

การใช้ลิฟต์ ช่องว่างและพื้นที่ว่างระหว่าง

ปริมาตรที่ปิดล้อมช่วยในการถ่ายเทอากาศ

และรูปแบบการระบายอากาศตามธรรมชาติ

แบบดั้งเดิมต่างๆ เช่น แผงเจาะรูด้านบนประตู

ทำาด้วยตะแกรงเหล็กฉีกที่ดูโมเดิร์น แสง

ธรรมชาติที่ส่องผ่านเข้ามาภายในอาคารได้

อย่างทั่วถึงเป็นผลมาจากผิวผนังภายนอก

อาคารที่มีความโปร่งและการเจาะช่องเปิด

ต่างๆ ส่วนที่มีผนังกระจกเต็มความสูง ผนัง

นั้นจะมีการบังแสงแดดที่สาดเข้ามาโดยตรง

หรือเป็นส่วนที่หันเข้าสู่ภายในอาคาร ใน

แกลเลอรีใหญ่ ยังมีหน้าต่างรับแสงทางอ้อม

ที่วิ่งยาวไปตามผนังด้านหนึ่งของห้อง ช่วย

นำาแสงธรรมชาติให้สะท้อนเข้ามาในพื้นที่ แต่

ก็สามารถปิดช่องไม่ให้แสงเข้าได้สำาหรับ

นิทรรศการที่ไม่ต้องการแสงของช่องเปิดนี้

หน้าต่างรับแสงนี้เปิดออกสู่ระเบียงดาดฟ้า

เป็นอีกจุดหนึ่งที่ได้รับการออกแบบให้เกิดการ

เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ต่างๆ ของอาคาร

วัสดุก่อสร้างหลักๆ ที่ใช้ในอาคารนี้ได้แก่

คอนกรีต เหล็ก กระจก อิฐ และไม้ไผ่บางส่วน

เพื่อใช้เป็นฉนวนกันเสียง ซึ่งเป็นการเลือกสรร

ให้ผสมผสานกันระหว่างความทันสมัยและ

แบบดั้งเดิมที่สะท้อนถึงลักษณะของความเป็น

เมืองร่วมสมัยของกรุงเทพฯ ในขณะที่ภาษา

การออกแบบมีความเป็นสมัยใหม่ ส่วนลาน

หรือ courtyard ที่ชั้นบนและปริมาตรของ

อาคารที่แยกจากกัน ทำาให้นึกถึงพื้นที่ของ

บ้านไทยโบราณ การผสมผสานที่ถูกเลือกสรร

มาอย่างหลากหลายและการจัดระเบียบของ

ปริมาตรอาคารที่กระจายตัว ช่วยสร้างความ

รู้สึกไม่เป็นทางการด้วยพื้นที่ว่างย่อยๆ สำ าหรับ

การพบปะอย่างเป็นกันเองของผู้คนที่เข้ามา

ใช้งาน ซึ่งทำาให้อาคารนี้เป็นมากกว่าเพียงแค่

พื้นที่ที่ผู้คนมารวมตัวกัน แต่มันได้ไปสู่ระดับ

ของพื้นที่ทางสังคม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นมาได้

ในประการแรกก็ด้วยความเอื้อเฟื้อต่อกันตาม

พันธกิจอันเป็นรูปธรรมของมูลนิธิเจมส์ เอช

ดับเบิลยู ทอมป์สัน และได้รับการสะท้อนให้

เห็นและทำาให้เป็นรูปธรรมที่ประสบความสำาเร็จ

เป็นอย่างดี โดยการออกแบบสถาปัตยกรรม

ของ Design Qua พวกเขาสามารถสร้างสิ่งที่

สำาคัญและเป็นพื้นฐานของชีวิตสาธารณะ

ให้เกิดขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังขาดอยู่อีกมาก

นักในเมืองนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ พื้นที่ที่เชื้อเชิญ

ให้ผู้คนมาพบปะกัน หรือที่กฤติยา กาวีวงศ์

ผู้อำานวยการฝ่ายศิลป์ของศูนย์ศิลปะแห่งนี้

เรียกมันว่า “a place to hang out”

2

02

ซุ้มทางเข้าหลักของอาคาร

ที่ออกแบบให้ดึงดูดสายตา

ด้วยผนังอิฐความสูงสองชั้น


theme / review

ART, ARCHITECTURE AND THE CITY

96 97

In advocating for the creation of “social”

spaces, where people not only can gather

collectively but chances of social interactions

are deliberately encouraged through design,

the Dutch architect and educator Herman

Hertzberger proposes that buildings – whether

public or private – should be designed “along

urbanistic lines”. He suggests that this can be

done through the blurring of the boundary

between inside and outside, an interior organization

that acts like a network of streets and

squares, and a sense of openness without

forgoing a clear demarcation between public

and private areas. Another useful feature is

the Corbusian promenade architecturale,

which highlights and makes people’s movements

theatrical, as sites of social life are,

like the grand staircases of the 19 th century

opera houses, places for “seeing and being

seen”. The Jim Thompson Art Center, tucked

away in the narrow alleyway of Kasem San 2

in the very heart of Bangkok, just a few steps

away from the Jim Thompson House Museum,

evinces precisely the qualities of such a social

space, with its flow of circulation that meanders

through the building and always making

us aware of other people and the neighborhood

through the porosity of the building skin

and the careful placement of voids, sightlines

and openings.

Even though the museum and art center are

physically disconnected by a private house

sandwiched in between them, the new art

center is more of an extension than a separate

entity, finally allowing the art program

to get its own much-needed made-for-purpose

exhibition spaces, having been formerly

lodged within the traditional Thai building of

the Jim Thompson House Museum. Run by the

non-profit James H.W. Thompson Foundation,

the task of designing the 3,000 sq.m. building

was given to Design Qua, led by Malina

Palasthira and John Erskine. Apart from two

gallery spaces for rotating exhibitions on

textiles, cultural topics and contemporary art,

the program includes the William Warren

Library, café, shop, offices, rentable multifunction

space and open terraces for commercial

events.

SITE PLAN

03

ผังโครงการ

3

04

กำาแพงอิฐที่ออกแบบคล้าย

ลายผ้า สื่อความหมายของ

ธุรกิจสิ่งทอของบริษัท

05

แสงสว่างส่องขึ้นจากพื้น

เนื่องจากผู้ออกแบบแสง

ต้องการให้ใกล้กับผู้ใช้งาน

และเพื่อการดูแลรักษา

4

5


theme / review

ART, ARCHITECTURE AND THE CITY

98 99

to the fifth floor where a quintessential architectural

promenade ramp – now Instagram

photo hotspot to the perplexity of the architects

– leading to the rooftop space is located.

Seating is provided in most spaces, even in

the shop, to create a more relaxed living room

atmosphere to encourage social interaction.

The lighting scheme reflects this by having an

uneven distribution, highlighting only certain

areas to reinforce the building’s informal

character. On the rooftop above the larger

gallery where a mobile diner will be situated

(the rooftop space over the smaller gallery

might be used for an urban farm), there is a

panorama of the surrounding roofscape, and a

short distance away, the distinctive curvilinear

roofline of the Bangkok Art and Culture Centre,

visually linking these two cultural institutions

at the center of the capital.

The most important views though are those

towards the Jim Thompson House, which the

open terrace on the second floor squarely

faces, as well as through the angled full-height

These flexible open spaces, like public squares, are

placed throughout the building. Seating is provided

in most spaces to create a more relaxed living room

atmosphere to encourage social interaction.

6

06

การออกแบบส่วนโถงและ

คาแฟ่ด้วยกระจกสูงสร้าง

ความโปร่งโล่ง

07

มุมมองเชื่อมต่อระหว่าง

โถงกลางและส่วนของ

ห้องสมุด

6

Being located on such a narrow street, the

building needed a bold frontage and its

presence is announced via an expanded metal

sheet façade that appears as if woven across

three storeys, as well as a double-height brick

entryway that draws visitors in from the street.

With the half-sunken automatic car park

taking up half of the site lengthwise, the rest

of the ground floor is a semi-outdoor hallway

that is just about large enough for hosting

small activities. It is a flexible space framed by

a textile weave patterned brick wall, another

discreet reference to the textile business of

the Jim Thompson Thai Silk Company. This

feature wall is uplit from the ground, which,

according to lighting designer Chotima

Photjananuwat of Lighting Studio, has the

practical purposes of making it brighter in

the area closer to the user and facilitating

maintenance as the ceiling in this space is

so high.

These flexible open spaces, like public squares,

are placed throughout the building: in front of

the café on the first floor where the tables spill

out, to the open-air courtyard on the second

floor that can be used for commercial events

in conjunction with the multi-function room,

7


100 101

08

ลานและปริมาตรของ

อาคารส่วนของ gallery ที่

แยกจากกันสะท้อนพื้นที่

ของบ้านไทยโบราณ

8


theme / review

ART, ARCHITECTURE AND THE CITY

102 103

3RD FLOOR PLAN

10

2ND FLOOR PLAN

1ST FLOOR PLAN 09

09

ผังพื้นอาคารทั้งสามชั้น

10

พื้นที่ภายในส่วนร้านค้า

และห้องสมุดที่เชื่อมต่อกัน

สร้างความโปร่งโล่งทาง

สายตา

slit window in the smaller gallery space. In the

larger gallery, this similarly-proportioned window

is positioned to look down towards the

third-floor terrace. The gallery spaces were

also the most crucial for the lighting design,

Photjananuwat explains that there are three

types of lighting to consider in art exhibition

spaces, which are general ambience, accent

light and wall lighting. The spaces are served

by dimmable downlights and spot lights, and

budget allowing, a future addition of flexible

wall washers would complete the lighting

fixtures demanded by most art galleries. While

the most important factor is the control system

that allows the lighting to be highly flexible, as

these temporary exhibition spaces will have a

new show set up every few months and their

requirements may vary widely.

The views and feeling of openness, both

outwards to the surrounding neighborhood

and across the interior spaces themselves,

are what define this art center. This incredible

transparency is created through various

means: the expanded metal sheets, used for

the front façade as well as the railings, are

highly transparent from inside; full-height

glazed walls in the café, shop and library

areas; a void that visually connects the shop

and library areas vertically; framed niches in

the library that looks towards the café area

and corridor below; the multi-function space

also has a glazed wall area in the direction of

the neighbors, but is overlaid by a perforated

brick wall to allow for a measure of privacy.


theme / review

ART, ARCHITECTURE AND THE CITY

104 105

11

11

บริเวณโถงบันไดหลักของ

อาคาร


theme / review

ART, ARCHITECTURE AND THE CITY

106 107

Photjananuwat explains that there are

three types of lighting to consider in art

exhibition spaces, which are general

ambience, accent light and wall lighting.

12

SECTION

13

This visual transparency means that we always

know where are in the building, while the

neighborhood, whether glimpsed through

perforated materials, or plainly through clear

glass and open structure, is visually and prominently

present everywhere. At night, the

porous front façade is lit up by dimmable lights,

a consideration for the neighbors, some of

whom are residential properties. The lighting

makes visible the presence and subtle colors

of the expanded metal sheeting to provide an

alternate, more enclosed atmosphere for those

inside, while revealing the building structure

and human activities within to passersby on

the street. This is probably not far off from

what Hertzberger had in mind when he called

for buildings to be “an indoor continuation of

the city”.

The openness is as much about views as

about weather. Palasthira stresses the importance

of tropical design and sustainability,

here only one-third of the building is air-conditioned

and the rest relies on passive ventilation,

the corridors are all open air and the

vertical visual connection encourages people

to walk up rather than take the lift. Gaps and

voids between enclosed volumes aid air flow

and traditional natural ventilation features

such as perforated panels above doors are

rendered in modern expanded metal. Ample

amount of daylight penetrates the interior as

a result of the perforated façades and various

openings. Where there are full-height glazed

walls, they are always shaded against direct

sunlight or faces into the interior. Running

along one side of the larger exhibition room,

there is also an indirect clerestory window

that allows reflected daylight into the space,

though it can be blacked out during exhibitions

that do not require it. The clerestory

opens up into the roof terrace, providing yet

another connection between the different

building spaces.

The building materials include concrete, steel,

glass, brick and some bamboo for sound

insulation, an eclectic mix of modern and traditional

that echoes the contemporary urban

fabric of Bangkok. While the design language

is modern, the elevated courtyard and separated

building volumes recall the spaces of

the traditional Thai house. The eclecticism and

dispersed organization of building volumes

12

การจัดแสงในห้องจัดแสดง

งานศิลปะ ที่ประกอบกัน

ระหว่างแสงประดิษฐ์และ

เปิดช่องรับแสงทางอ้อมวิ่ง

ยาวตามผนังของห้อง

13

รูปตัดอาคาร

14

การจัดแสดงผลงานใน

อาคาร

14


theme / review

ART, ARCHITECTURE AND THE CITY

108 109

16

แสงสว่างบริเวณพื้นที่เปิด

โล่งของอาคารมีการออก-

แบบให้กระจายจุดกำาเนิด

แสงและเน้นเฉพาะบางพื้นที่

เพื่อตอกย้ำาความไม่เป็น

ทางการของพื้นที่ที่ยืดหยุ่น

16

create a sense of informality with its pockets

of spaces for social encounters that take this

building beyond the merely collective into

the realm of the social. It is made possible

firstly by the generosity of spirit of the James

H.W. Thompson Foundation’s mission, but

which has then been successfully reflected

and embodied by Design Qua’s architectural

design. They have managed to create what is

in fact so basic and fundamental to public life,

and yet still lacking in much of this city, to put

it more simply and in the words of the art center’s

artistic director Gridthiya Gaweewong:

“a place to hang out”.

designqua.com

เนตรี วรรณเทพสกุล

นั กเขียนด้านสถาปั ตย-

กรรมและการออกแบบ

ปั จจุบันเป็ นอาจารย์สอน

ด้านสถาปั ตยกรรมอยู่

ที่คณะสถาปั ตยกรรม-

ศาสตร์และการผังเมือง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

และยังมีความสนใจใน

เทคนิคการนำาเสนอทาง

สถาปั ตยกรรมและสื่อ

Natre Wannathepsakul

writes about architecture

and design and

currently teaches architecture

at Thammasat

University. Her interests

include architectural

representation techniques

and media.

15

ทางลาดสู่พื้นที่ชั้นดาดฟ้า

ของอาคารซึ่งวางแผนไว้

สำาหรับเป็นร้านอาหาร

แบบเคลื่อนที่และพื้นที่

ฟาร์มสำาหรับคนเมืองใน

อนาคต

15 11

15

Project: Jim Thompson Art Center Location: Soi Kasemsan 2, Bangkok Client: J.H.W. Thompson

Foundation Architect: Design-qua Structure Engineer: JET Structure MEP Engineer: Power Plus

The Design Consultants Lighting Designer: Lighting Studio, Pum Photjananuwat Landscape

consultant: Paweena Darmdenngarm Construction & Project Manager: Currie & Brown

Main Contractor: CES Automate parking: KP Tech Building Area: useable area including roof

top 2831.82 sq.m Completion: 2021 Materials: Brick - APK / General - Paint - Jotun / Glass

and Aluminuim system - Bangkok Vinyl / Vinyl Floor - Floorament / Toilet Partition Willy 30 MFF

Series61 - Willy / Cafe chair - Actiu : wing - Thai dealer Wurkon / Automate parking - KP Tech /

Cement color floor - Earth color / Acid washed - Eco nova / Sanitary - Hafele / Elevator - KONE

/ Terrazzo - Kungcharoenkij Lighting Supplier: Lighting control : Lutron / L&E / Philips / WE-EF /

L&L Luce&Light / SORAA / Erco / Ligman / Unilamp / TRIPLE s - Nakawa Light Studio


110

theme / review

111

For the

Sake

of

Beauty

Atelier of Architects has

applied a variety of lines

to compose the facade,

walls, and interior spaces,

including the lighting in

the interior, in the design

of Wansiri Aesthetic Hospital.

01

ตราสัญลักษณ์ทาง

การแพทย์

Text: Warut Duangkaewkart

Photo Courtesy of Atelier of Architects

1

2

02

ส่วนด้านหน้าของอาคาร


theme / review

FOR THE SAKE OF BEAUTY

112 113

ในมุมของนักออกแบบ โปรเจ็คต์โรงพยาบาล

ถือว่ามีความท้าทาย และน่าสนใจในเชิงของ

การจัดการพื้นที่ การร้อยเรียงฟังก์ชั่นต่างๆ ที่

เชื่อมโยงกัน รวมไปถึงความเรียบร้อย ความ

สะอาด ที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำาคัญสำาหรับโรง-

พยาบาล แต่ในขณะเดียวกัน กระบวนการ

ออกแบบงานสถาปัตยกรรม ก็สามารถเข้ามา

ช่วยสร้างความงาม และความน่าสนใจให้กับ

พื้นที่ของโรงพยาบาล ทั้งภายนอกและภายใน

ได้ เช่นเดียวกับโจทย์ของโครงการ Wansiri-

Aesthetic Hospital ที่ต้องการให้โครงการ

ดูน่าเชื่อถือ แต่ยังคงมีความทันสมัยในงาน

ออกแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ

โรงพยาบาล

ในงานออกแบบสถาปัตยกรรมแต่ละชิ้นนั้น

สถาปนิกต่างมีจุดมุ่งหมาย วิธีการ และการนำา

เสนอที่แตกต่างออกไป สำาหรับ Atelier of-

Architects แล้ว นอกจากโจทย์ที่ได้รับจะมี

ความน่าสนใจแตกต่างกันในหลายโครงการ

สิ่งที่ให้ความสำาคัญและเชื่อว่าเป็นปัจจัยของ

การออกแบบสถาปัตยกรรมที่ดีนั้น จะช่วย

เข้ามาประกอบให้อาคารทุกหลังมีความ

สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นโดย ศัลยเวทย์ ประเสริฐ-

วิทยาการ ผู้ก่อตั้ง Atelier of Architects ได้

บอกเล่าให้ฟังถึงแนวความคิดในการทำางาน

ออกแบบสถาปัตยกรรม

“ข้อแรกเลยที่สำาคัญคือ Durability ความ

ทนทาน ในแง่ของช่วงเวลา เมื่อเวลาผ่านไป

นานมากพอ สถาปัตยกรรมเรายังคงอยู่ และ

มีความสวยงามได้ ข้อที่สองคือประสบการณ์

ความตื่นเต้นของตัวอาคาร เพื่อให้ตัวอาคาร

น่าสนใจ สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ใช้

งาน ข้อที่สามคือเรื่องของถิ่นที่ บริบทของ

งานออกแบบที่จะเกิดขึ้นเฉพาะที่นี่เท่านั้น

ข้อสุดท้ายคือวิสัยทัศน์ในการจัดการ และ

แก้ปัญหาที่จะนำาพาไปหาคำาตอบที่เรียบง่าย

แต่มีประสิทธิภาพที่สุด”

โรงพยาบาลวรรณสิริ ตั ้งอยู ่บนถนนพระราม 3

พื้นที่ข้างเคียงคือย่านที่อยู่อาศัย และ Community

Mall ด้วยความที่พื้นที่เป็นสี่เหลี่ยม

ผืนผ้า ตัวอาคารจึงถูกออกแบบให้เรียบง่าย

เป็นไปตามฟังก์ชั่นการใช้งานภายในและ

กฏหมายอาคาร จากภายนอกสามารถมอง

เห็นการแบ่งอาคารได้อย่างชัดเจนตามพื้นที่

ใช้สอย โดยโรงพยาบาลวรรณสิรินั้นเป็น

โรงพยาบาลด้านความงามและสุขภาพ ที่

แม้จะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะ แต่ฟังก์ชั่นการ

ใช้งานภายในก็มีความต้องการไม่ต่างจาก

โรงพยาบาลทั ่วไป ได้แก่ พื ้นที ่ต้อนรับ ห้องตรวจ

ห้องผ่าตัด ห้องพัก และ ลิฟท์จอดรถด้านหลัง

ที่อัดแน่นอยู่ภายในอาคารที่มีความสูงทั้งหมด

6 ชั้น ซึ่งสามารถมองเห็นการใช้งานที่แตกต่าง

กันออกไปจากชั้นผ่านวัสดุของเปลือกอาคาร

ที่ถูกออกแบบจากภายนอก

เริ่มต้นจากโถงต้อนรับที่ ชั้น 1 และ ชั้น 2

ที่ถูกออกแบบให้เป็นผนังกระจกเพื่อเปิดรับ

มุมมองจากภายนอก ทั้งยังรับแสงธรรมชาติ

ให้เข้าสู่พื้นที่ภายในได้ เป็นส่วนต้อนรับสำ าหรับ

ผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการ ซึ่งผนังกระจกนี้ช่วย

ให้พื้นที่ภายในมีแสงสว่างตลอดทั้งวัน และ

ประกอบด้วยระแนงแนวตั้งที่ถูกออกแบบให้

ล้อมเปลือกอาคาร เพื่อช่วยกรองแสงแดดและ

ความร้อนอีกชั้นหนึ่ง ในส่วนของชั้น 3 นั้น

เป็นพื้นที่ของ OPD หรือห้องตรวจ โดยจะมี

ส่วนต้อนรับสำาหรับรอตรวจอีกจุดหนึ่ง ที่ถูก

ออกแบบให้ผนังด้านหน้านั้นเป็นกระจกใสเพื่อ

เปิดมุมมอง และรับแสงธรรมชาติ ถัดเข้าไป

ด้านในยังสามารถแบ่งพื้นที่ห้องตรวจออกเป็น

2 ส่วน คือห้องตรวจสำาหรับผู้ที่มาปรึกษาก่อน

ทำาศัลยกรรม และส่วนของผู้ที่มาติดตามผล

ซึ่งถูกออกแบบให้มีทางเข้าแยกส่วนกัน เพื่อ

รักษาความเป็นส่วนตัวของผู ้ที ่มาใช้งาน ชั ้น 4

ที่ถูกออกแบบให้เป็นผนังกระจกทึบ สำาหรับ

ส่วนห้องผ่าตัดที่ต้องการการปิดล้อม และ

แสงไฟเฉพาะสำาหรับการทำางาน สุดท้ายคือ

บริเวณชั้น 5 และ ชั้น 6 นั้นเป็นห้องพักจำ านวน

40 ห้อง ที ่ต้องการแสงสว่างอย่างมากในพื ้นที่

จึงถูกออกแบบให้ทุกห้องนั้นมีหน้าต่างขนาด

ใหญ่ โดยถูกหุ้มด้วยเปลือกอาคารอีกชั้น เป็น

Double Skin Façade สำาหรับการกรองแสงแดด

ให้พื้นที่ภายในห้องพักนั้นมีแสงสว่างที่พอเหมาะ

กับการใช้งาน

ส่วนเส้นสายที่ถูกนำามาใช้ในการออกแบบนั้น

ได้รับแรงบันดาลใจในการนำาเส้นสายของ

ร่างกายมนุษย์ที่มีความงามตามธรรมชาติ จึง

เป็นที่มาของเส้นโค้งที่เกิดขึ้นภายนอกอาคาร

ที่เห็นได้จากการออกแบบให้อาคารแต่ละชั้น

มีการยื่นและร่นระยะแตกต่างกัน อีกทั้งยังใช้

เส้นโค้งในการลดทอนรูปฟอร์มโดยรวมของ

ตัวอาคารให้มีความน่าสนใจมากขึ้น รวมไปถึง

การใช้เส้นต่างๆ ในการจัดองค์ประกอบของ

Façade ผนัง และพื้นที่ภายใน ควบคู่ไปกับ

การออกแบบแสงสว่างภายในอาคาร ที่นำา

เส้นสายที่โค้งมนนั้นมาใช้ในพื้นที่แต่ละส่วน

รวมถึงการเลือกสีขาวเป็นสีหลักในการออกแบบ

เพื่อให้รู้สึกถึงความสะอาด ทันสมัย และทำาให้

พื้นที่โดยรวมนั้นดูสว่างอยู่ตลอดเวลา ซึ่งใน

แง่ของการออกแบบแสงสว่างสำาหรับโครงการ

ลักษณะนี้นั้น ไม่ใช่เพียงเรื่องของช่องเปิด

หรือ ผนังทึบ โปร่ง เพียงอย่างเดียว แต่ต้อง

ออกแบบให้สอดคล้องไปกับการใช้งานใน

แต่ละพื้นที่

ความพิถีพิถันในการออกแบบ คือสิ่งสำาคัญ

เมื่อนำาโจทย์ต่างๆ ที ่ได้รับมาหารูปแบบ วิธีการ

ประกอบกับแนวความคิดในการออกแบบที่

กล่าวข้างต้น ทำาให้โรงพยาบาลวรรณสิรินั้นมี

ความน่าสนใจ ทั้งในมุมของความสวยงาม และ

การใช้งานพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่เพียงความสวยงาม

เท่านั้น รวมไปถึงการแก้ปัญหา และผสมผสาน

องค์ประกอบต่างๆ จนเกิดเป็นโครงการนี้

ที่แม้ว่าจะไม่ใช่อาคารประเภทที่ผู้ออกแบบ

คุ้นชินนัก แต่ด้วยความเข้าใจในโปรแกรม

และเข้าใจถึงงานสถาปัตยกรรมที่ดีในแบบ

ของตัวเอง ทำาให้ความสมดุลเกิดขึ้นในที่สุด

03

แบบสเก็ตช์แนวคิด

การออกแบบรูปฟอร์ม

อาคาร

3


theme / review

FOR THE SAKE OF BEAUTY

114 115

The form and shape of the

building are inspired by

the shape of the human

body, which is the perfect

form of natural beauty in

itself. It is the origin of

the curved lines on the

building exterior.

Designing a hospital is both challenging and

interesting in terms of managing the space,

organizing all the inter-connecting functional

programs, and maintaining cleanliness and

hygiene protocols, which are important aspects

of hospitals. Still, the architectural design

can help create an aesthetic appeal and

attraction to the interior and exterior space.

The same goes for Wansiri Aesthetic Hospital,

whose owner requested that, in line

with the hospital’s vision, the facility has to

be reliable while at the same time modern

in design.

In design, architects all have different goals,

methods, and presentations. For Atelier of

Architects, incorporating what they believe

is an integral part of a particular design to

help the project become more complete,

apart from incorporating different interesting

aspects in different project requirements.

Salyawate Prasertwittayakarn, the founder

of the studio, shares the concept behind

the design.

DETAIL GRATING FAÇADE

DETAIL SOLAR SHADING

5

04

05

06

พื้นที่ส่วนพักรถ

องค์ประกอบของ เปลือกอาคาร (Faҫade)

(Drop off) บริเวณ

โครงสร้างเปลือกอาคาร ที่ห้อหุ้มโครงสร้างส่วน

ทางเข้าโรงพยาบาล 4

(Faҫade) ด้านหน้าอาคาร

6 4


theme / review

FOR THE SAKE OF BEAUTY

116 117

“First and foremost is durability. Architecture

must be able to stand through time while

retaining its aesthetic. The second is the experience,

the exhilaration the building brings.

It is important to give a new experience to the

users. The third is the locality - how the work

fits in a specific context. And last but not least

– the vision of management and problemsolving

that leads to the simplest but most

effective solution.”

Wansiri Hospital is located on Rama III Road,

with a residential district and a community

mall nearby. Due to the rectangular land plot,

the design of the building is a simple one that

goes in line with the functional programs and

requirements as well as the building regulations.

From the outside, it can be seen that

the interior spaces of different functions and

utilities are clearly partitioned. Even though

Wansiri is a specialized hospital that focuses

on health and beauty, its internal functional

requirements are similar to general hospitals.

These include the reception area, inspection

rooms, operation rooms, patient rooms, and

parking elevators at the back. These areas

are packed inside the six-storey building,

and different utilities for each one can be

seen from the exterior through the façade

materials.

Different line patterns are also applied to compose the

façade, walls, and interior spaces, while the curved line

is used to design the lighting in the interior varied in

each area.

07

08

พื้นที่โถงสำาหรับนั่ง

บรรยากาศโดยรอบ

พักคอยระหว่างรอคิว

ของโถงพักคอย เพื่อ

พบแพทย์ 7

รอคิวพบแพทย์

8


MH

RAG

B1-03

SN.

PA.

EXH.

SN.

FHC

B1-05 B1-05

SN.

MG.

SN.

AC.

MDB

EE

FHC

theme / review

FOR THE SAKE OF BEAUTY

118 SECTION A 119

The 1 st and 2 nd floors are reception halls to

welcome patients. These two floors have

glass walls included in the design for a clear

view from the exterior. It also allows natural

light to pass through so that the interior is lit

up all day long. The walls also have vertical

panels surrounding the façade and act as

another layer that filters out sunlight and

heat. On the 3 rd floor are OPD and inspection

rooms. The floor also has its own reception

area. Again, the front wall of this area is

made of clear glass for a clear view and to

bring in natural light. The inspection room

area is separated into two different spaces,

with one for pre-cosmetic surgery consulting

and the other one for post-surgery follow-ups.

The entrances are separated to give a sense

of privacy to users.

9

SECTION A

SECTION A

8,200

SECTION B

SECTION B

5 M.

11

For the 4 th floor, where the operating rooms

are located, the solid glass walls are opaque

as the rooms need enclosure and specific

lighting for operations. Lastly, the 5 th and 6 th

floors are 40 patient rooms. As the rooms

need a lot of lighting, large windows are incorporated

into the design, with another layer

of façade added. This double-skin façade

helps filter sunlight while providing ample

light for the room interiors.

The form and shape of the building are inspired

by the shape of the human body, which is the

perfect form of natural beauty in itself. It is

the origin of the curved lines on the building

exterior, which come from different extensions

and retractions of each floor. These curved

lines also help smoothen the building’s overall

form, giving it a more fascinating appearance.

Different line patterns are also applied to compose

the façade, walls, and interior spaces,

8,200

09

บรรยากาศภายใน

ห้องพักผู้ป่วย

RAMA III ROAD

SECTION B

5 M.

1

2

5

4

3

EXH.

10

โถงทางเดินโซน

ห้องพักผู้ป่วย

12

LAYOUT PLAN

1 DROP OFF

2 MAIN LOBBY

3 VIP LOBBY

1 DROP OFF 4 EMERGENCY ROOM

2 MAIN LOBBY 5 PARKING

3 VIP LOBBY

4 EMERGENCY ROOM

5 PARKING

LAYOUT PLAN

5 M.

6

10

11

รูปด้านของอาคาร

12

แปลนแสดงพื้นที่การใช้

งานภายในอาคารชั้น G


4

1

1

1 1

1

theme / review

FOR THE SAKE OF BEAUTY

120 121

4TH FLOOR PLAN

R600

5

8

9

7

FHC

FHC

9

1 OPERATION

2 PREPARE

3 RECOVERY

4 CLEANING CORRIDOR

6

2 3

5 SPA

6 WARD

7 NURSE STATION

8 DOCTOR ON CALL

10

FHC

5TH FLOOR PLAN

9 STORAGE

10 DIRTY ROOM

5TH FLOOR PLAN

5 M.

1 OPERATION

2 PREPARE

3 RECOVERY

4 CLEANING CORRIDOR

5 SPA

6 WARD

7 NURSE STATION

8 DOCTOR ON CALL

9 STORAGE

10 DIRTY ROOM

while the curved line is used to design the

lighting in the interior varied in each area.

In terms of color, white is the primary color

used in the design to bring a hygienic feel,

modernness, and brightness to the overall

space. For this type of project, lighting design

is not just about openings or opaque-transparent

walls, but it has to be carefully designed

to fit the function of each space.

A meticulous design process is vital, especially

as a method to problem solve. Examining the

requests to consider the best design method

and embodying the studio’s own design principles

makes Wansiri Hospital an interesting

piece of architecture aesthetically and in terms

of space utility. After all, problem-solving

and combining all the elements have led to

a well-completed project and end result

here. With a good understanding of the program

and design from the architect, an ideal

balance is found.

atelierofarchitects.com

fb.com/AtelierofArchitects

วรุตร์ ดวงแก้วกาศ

จบการศึกษาด้าน

สถาปั ตยกรรม และ

ทัศนศิลป์ ทำางาน

สร้างสรรค์อิสระ โดย

สนใจการออกแบบ

ที่ผสมผสานระหว่าง

สถาปั ตยกรรม ศิลปะ

และชีวิต

Warut

Duangkaewkart

is a graduate of

architecture and

visual arts, Currently

working independently

with a focus on design

that blends architecture,

art and life

LC

4

1

FHC

FHC

1

1

1

4

1 1

FHC

2

4TH FLOOR 3 PLAN

4TH FLOOR PLAN

5

5

8

9

7

FHC

FHC

6

9

6

7

10

FHC

FHC

M FLOOR PLAN

1 X-RAY ROOM

2 VIP LOUNGE

3 OFFICE

4 HALLWAY

5 CONSULT AREA

6 PRE OPD.

7 POST OPD.

8 DIRTY ROOM

8

1 OPERATION

2 PREPARE

3 RECOVERY

4 CLEANING CORRIDOR

5 SPA

6 WARD

7 NURSE STATION

8 DOCTOR ON CALL

1 X-RAY ROOM

2 VIP LOUNGE

3 OFFICE

4 HALLWAY

9 STORAGE

10 DIRTY ROOM 5TH FLOOR PLAN

5 M.

2ND FLOOR PLAN

5 CONSULT AREA

6 PRE OPD.

7 POST OPD.

8 DIRTY ROOM

2ND FLOOR PLAN

5 M.

1

FHC

4

FHC

14

2

3

13

แปลนแสดงพื้นที่

การใช้งานภายใน

อาคารแต่ละชั้น

M FLOOR PLAN

13

M FLOOR PLAN

Project: Wansiri Aesthetic Client: WANSIRI Aesthetic Hospital Location: Rama 3Rd., Bangkok Interior Designer: Atelier

of Architects Company Limited & SSW & ASSOCIATES Company Limited Building Area: 4,874 Sq.m. Completion: 2021

Structure Engineer: CA Consultant Company Limited

FHC

6

7

FHC


122

materials

LIGHTING (AS) MATERIAL

123

Lighting

(as)

Material

Home

Electrical

Equipment

In-Home

Security

In the

Restrooms

Almost 20 years ago, Solid State Lighting – White LED 1 (Light Emitting Diodes

that used an electronic semiconductor component) light sources were introduced

in the market as an alternative and promising light source for future

luminaires. Over a short time, it has greatly improved in efficiency (using less

power), better heat management, longer lamp life, and quality of light to match

high color rendering index light sources like incandescent lights.

Using LED as a light source has changed lighting industries from the root. All

the way from the supply chain of manufacturing light sources to luminaire’s

design method and control optic, unlike traditional incandescent or fluorescent

lighting. LED allows for the luminaire envelope to become smaller, and

with electronic components, it also allows simpler communication with other

construction peripheral and mechanical ecosystems.

Around five years ago, LED lighting took over lighting industries from other

types of light sources (Incandescent, Fluorescent, Metal Halide, High-Pressure

Sodium, etc.), which have gradually discontinued due to the demand for power

conservation and policies around the world.

Osram, GE, and Philips, which are major light source manufacturers, have significantly

dropped manufacturing in the traditional light source sector to focus

on LED production. Other electronic component manufacturers like Samsung

and LG have also joined the market. New major LED manufacturers like CREE,

Lumileds, Nichia, and Citizen have sprung up.

เกือบประมาณ 20 ปี ที่แล้ว Solid State Lighting - White LED1 (ไอโอดเปล่งแสง (LED) ซึ ่งพัฒนาขึ ้นมาจากชิ้นส่วนงาน

อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์) เป็ นหลอดไฟชนิดล่าสุดที่ได้ถูกคิดค้นขึ ้นและเพิ่งเริ่มได้รับการพัฒนาเพื่อใช้ ในโคมไฟให้

แสงสว่าง ได้ออกวางจาหน่ายในท้องตลาดเพื่อเป็ นทางเลือกและเป็ นความหวังใหม่ของหลอดไฟสาหรับโคมไฟในอนาคต

ในขณะนั้น เพียงในช่วงเวลาไม่นานนักเมื่อเทียบกับหลอดไฟชนิดอื่น ประสิทธิภาพของหลอดไฟ LED ได้เพิ ่มขึ ้นอย่างรวดเร็ว

มาก ด้วยคุณสมบัติที่ใช้พลังงานน้อยลง จัดการความร้อนได้ดีกว่าหลอดไฟชนิดอื่น อายุการใช้งานยาวนานขึ ้น และมีการ

พัฒนาคุณภาพของ Spectrum แสง Color Rendering Index ได้ดีเทียบเท่ากับหลอดไส้แบบเดิมที่เรียกว่า incandescent

LED technologies in current

lighting industries that

are worth acknowledging.

การคิดค้นหลอดไฟ LED ได้เพลิกโฉมอุตสาหกรรมโคมไฟแสงสว่างใหม่อีกครั้งนับตั้งแต่ฐานรากของวงการ ห่วงโซ่อุปทานใน

การผลิตหลอดไฟ ชิ้นส่วนประกอบโคมไฟ ไปจนถึงวิธีการออกแบบเทคนิคการกระจายแสงของโคมไฟ ซึ ่งแตกต่างจากหลอดไส้

หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบเดิม หลอดไฟ LED ช่วยให้อุปกรณ์ โคมไฟมีขนาดเล็กลง และด้วยส่วนประกอบแบบวงจรอิเล็ก-

ทรอนิกส์ ยังช่วยให้การทางานกับอุปกรณ์ต่อพ่วงด้านการก่อสร้างและระบบนิเวศของวิศวกรรมงานระบบอื่นๆ ได้ง่ายขึ ้น

และเมื่อประมาณห้าปี ที่แล้วนี้เอง หลอดไฟ LED ก็ได้เข้ามาแทนที่หลอดไฟประเภทอื่น (หลอดไส้, หลอดฟลูออเรสเซนต์, หลอด

เมทัลฮาไลด์, หลอดโซเดียมความดันสูง ฯลฯ) ในอุตสาหกรรมการผลิตโคมไฟแสงสว่างซึ ่งค่อยๆ เลิกผลิตไปเนื่องจากความ

ต้องการที่น้อยลง และนโยบายในการอนุรักษ์พลังงานทั่วโลก

Osram, GE และ Philips ซึ ่งเคยเป็ นผู้ผลิตหลอดไฟรายใหญ่ของโลก ได้เปลี่ยนความสนใจจากภาคการผลิตหลอดไฟแบบ

ดั้งเดิมและมุ่งเน้นไปที่หลอดไฟ LED ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Samsung และ LG รวมไปถึงผู้ผลิตหลอดไฟ LED

รายใหม่ๆ เกิดขึ ้นมากมาย เช่น CREE, Lumileds, Nichia และ Citizen ก็ได้เข้ามาร่วมแข่งขันในตลาดนี้อย่างคึกคักเช่นกัน

Text: Pum Photjannawat


124

materials

LIGHTING (AS) MATERIAL

125

ในปั จจุบัน มีประเด็นล่าสุดเกี่ยวกับเทคโนโลยี ในอุตสาหกรรม

แสงสว่าง ในปั จจุบันที่น่าพูดถึง และเป็ นหัวข้อที่นักออกแบบที่

เกี่ยวกับงานสถาปั ตยกรรมควรรู้ ดังนี้

• Human-Centric Lighting - ระบบแสงสว่างที่ใช้ปั จจัย

ทางชีวภาพของมนุษย์เป็ นศูนย์กลาง

• โคมไฟประดับรูปแบบใหม่ซึ ่งออกแบบตามคุณลักษณะ

ที่แตกต่างของหลอดไฟ LED

• ระบบโคมแสงสว่างที่บูรณาการไปกับการออกแบบ

สถาปั ตยกรรม

• โคมไฟแสงสว่างสาหรับพืชในอาคาร

• ระบบควบคุมแสงสว่างแบบไร้สาย

Human-Centric Lighting - ระบบแสงสว่างที่ใช้ปั จจัยทางชีวภาพ

ของมนุษย์เป็ นศูนย์กลาง

การออกแบบโดยคำานึงถึงการมีสุขภาวะที่ดีถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐาน

แนวทางการการออกแบบในปัจจุบันเนื่องจากผู้คนมีแนวโน้มที่จะใช้เวลา

ทำางานหรือมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมภายในอาคารมากขึ้น การควบคุมระบบ

แสงสว่างแบบบูรณาการสามารถช่วยสร้างสมดุลของนาฬิกาชีวภาพ

สำาหรับแต่ละบุคคลให้สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เสริมสร้างสุขภาพทั้ง

ทางกายและจิตให้ที่ดีขึ้นได้ ระบบโคมไฟที่ให้ความสำาคัญกับ Human-

Centric Design สามารถปรับความสว่างและอุณหภูมิสีของแสงไฟให้

สัมพันธ์กับแสงแดดภายนอก โดย Tunable White LED สามารถผสม

แสงขาวออกโทนเหลือง-ส้ม (เหมือนแสงอาทิตย์ช่วงเช้าและเย็น) และ

แสงขาวออกโทนฟ้า (เหมือนแสงอาทิตย์เที่ยงถึงบ่าย) ซึ่งจะช่วยในการ

ปรับสมดุลของนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ให้แต่ละคน

ระบบนาฬิกาชีวภาพช่วยจัดจังหวะการทำางานของระบบต่างๆ ในร่างกาย

เช่น ฮอร์โมน อุณหภูมิของร่างกาย การหลับและการตื่น เป็นต้น ความ-

สมดุลของนาฬิกาชีวภาพนี้เป็นสิ่งจำาเป็นสำาหรับสุขภาพร่างกาย จิตใจ

และพฤติกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ ่ง ผู ้ป่วยในโรงพยาบาล หรือ

ผู้คนที่ใช้เวลาทำางานในอาคารสำานักงานมากขึ้นและสามารถลืมวันเวลา

ภายนอกได้ง่ายๆ หลอดไฟ LED ซึ่งใช้เทคโนโลยีปรับอุณหภูมิสีแสงขาว

ด้วย Tunable White LED ซึ่งมีวางจำาหน่ายในตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว ได้

มาจากการพัฒนาการผสม LED แบบ RGB ออกมาเป็นสีต่างๆ ของกลุ่ม

อุตสาหกรรมแสงสว่างเพื ่อความบันเทิง

1

3

In this article, we will discuss LED technologies

in current lighting industries that are worth

acknowledging;

• Human-Centric lighting

• New Style of Decorative lighting based on

the nature of LED

• Architectural design integration

• Indoor Plant lighting

• Control and wireless integration

Human-Centric lighting

Wellbeing is considered part of new design standards as

people intend to spend more time working or focusing on

indoor activities. Integrated lighting and control technology

can help balance our natural biological time clock for each

individual to live a healthier lifestyle.

Luminaire system for Human-Centric allows for adjustments

in brightness levels and color temperature of electric

lights in relation to the sunlight, which can help balance

Circadian Rhythms for each individual. Circadian Rhythms

are essential for humans’ physical, mental, and behavioral

health, especially in healthcare facilities and office buildings

where people spend more time indoors and can easily

forget the time of the day.

Thanks to the mixed color LED chips technology for the

entertainment lighting sector, the combination of warm and

cool white LEDs is called tunable white. LED technology

that creates a different range of lighting color temperature

has been available in the market for some time now.

Many lighting manufacturers have developed Tunable White

light luminaire that can correspond to the time of the day

to help boost the users’ energy during the day and allow

for better sleep time at night. Dimming capability can also

create different moods for the space to correspond to

different activities.

ผู้ผลิตโคมไฟแสงสว่างหลายรายได้พัฒนาระบบของหลอดไฟ LED แบบ

ปรับอุณหภูมิสีของแสงได้ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของวันเพื่อช่วยเพิ่ม

พลังงานให้กับผู้ใช้ในระหว่างวันและช่วยให้นอนหลับในเวลากลางคืนได้

มากยิ่งขึ้น ความสามารถในการหรี่แสงยังสามารถสร้างอารมณ์ที่แตกต่าง

กันสำาหรับพื้นที่ที่มีกิจกรรมที่แตกต่างกัน

ERCO ผู้ผลิตไฟส่องสว่างรายใหญ่จากเยอรมนี ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านแสง

สว่างทางสถาปัตยกรรมคุณภาพสูง ได้พัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ดาวน์ไลท์

ด้วย LED แบบปรับอุณหภูมิสีของแสงได้นี้ โคมไฟถูกออกมาให้มีการ

2

ERCO, a German-based lighting manufacturer well known

for high-quality architectural lighting, has developed a whole

line of downlight products with Tunable White LED light

that bring excellent visual comfort and a high 82 CRI (Color

Rendering Index) at minimum.

ERCO - Iku down lights product line is available in different

sizes of down lights and optic including wall washers.

ERCO has developed a new type of LED CSP chips that

allows tunable white and even color-changing RGB to

maintain a high CRI above 92 at all times.

Photo Reference

1. ERCO

2-4. FLOS

4


126

materials

LIGHTING (AS) MATERIAL

127

ควบคุมแสงแยงตาที ่ยอดเยี ่ยมและมีค่า CRI สูงถึง 82 (CRI-Color

Rendering Index ดัชนีการแสดงผลสีของแสง) เป็นอย่างน้อย กลุ่ม

ผลิตภัณฑ์ดาวน์ไลท์ Iku ของ ERCO มีจำาหน่ายในขนาดที่แตกต่างกัน

ทั ้งการกระจายแสงแบบ ดาวน์ไลท์ที ่มีมุมแสงต่างๆ และ Wallwasher-

ERCO ได้พัฒนาชิป LED CSP ชนิดใหม่ที่ช่วยให้แสงสีขาวที่ปรับแต่งได้

และเปลี่ยนสี RGB ได้ เพื่อรักษาค่า CRI ให้สูงกว่า 92 ตลอดเวลาด้วย

ในการผลิตโคม ERCO ยังพยายามก้าวไปสู่ความยั่งยืนของกระบวนการ

ผลิต โดยมุ่งสู่การลดร่องรอยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลงในทุกๆ ส่วน โคมไฟ

ได้รับการออกแบบในรูปแบบโมดูลาร์ ทำาให้สามารถเปลี่ยนส่วนประกอบ

ระหว่างรุ่น ซึ่งช่วยให้สามารถใช้วัสดุสิ้นเปลืองน้อยลงได้ วัสดุสามารถนำ า

กลับมาใช้ใหม่ได้ วัสดุพลาสติกคุณภาพสูงยังถูกนำามาใช้ในส่วนประกอบ

บางอย่างเพื่อลดขยะพิษ

โคมไฟประดับรูปแบบใหม่ซึ ่งออกแบบตามคุณลักษณะที่แตกต่าง

ของหลอดไฟ LED

เนื ่องจากหลอดไฟ LED มีขนาดเล็กลงพร้อมกับประสิทธิภาพที ่สูงขึ ้น

จึงสามารถช่วยให้รูปทรงของโคมไฟได้รับการออกแบบที่แตกต่างไป

จากหลอดไฟแบบเดิมได้ หลอดไฟ LED อาจเป็นวงกลม สี่เหลี่ยม เส้น

ตรง หรือเส้นโค้งก็ได้ ในหลอดไฟที่มีลักษณะเป็นเส้น ไฟ LED จะถูก

จัดเรียงในแถวที่สามารถวางในรูปทรงได้มากมายหลายแบบ ซึ่งทำาให้

นักออกแบบโคมไฟสามารถสร้างรูปแบบที่แตกต่างของโคมไฟตกแต่ง

จากแบบเดิมในอดีต

FLOS – ออกแบบโดย Michael Anastassiades เป็นโคมไฟโมดูลตกแต่ง

แบบแขวนพร้อมแสงส่องสว่างแบบกระจายที่มาในรูปทรงต่างๆ อย่าง

วงกลม สี่เหลี่ยม หรือเป็นเส้น โคมไฟสามารถ จัดวางในรูปแบบต่างๆ ได้

ขึ้นอยู่กับการเลือกของลูกค้าโดยใช้การข้อต่อที่มากับโคมยึดรูปทรงต่างๆ

เข้าด้วยกันได้หลายแบบ

ARTEMIDE: Alphabet

โคมไฟโมดูลแบบเส้นต่อเนื่องช่วยให้แสงสว่างกระจายรอบด้าน ผลิตภัณฑ์

ในชุดนี้มาเป็นเส้นโค้งที่แตกต่างกันหรือเป็นลักษณะเส้น ซึ่งสามารถ

กำาหนดค่าด้วยรูปร่างที่แตกต่างกันหรือจัดเรียงเป็นตัวอักษรเพื่อสร้าง

ข้อความด้วยแสงได้ด้วย

Moving on to sustainability for manufacturing, ERCO is

moving towards reducing their carbon footprint for all

the components. Luminaires are designed for modularity

allowing components to be interchangeable between

models which ends up using less materials and minimizing

waste. Materials can also be recycled and high-quality

plastic materials are used in some components to reduce

toxic waste.

New Style of Decorative lighting

Since LED light sources can get smaller while maintaining

high efficiency, it allows the shape of a luminaire to be

designed differently from traditional ones. LED Light

sources can come in round, square, linear or curved lines.

In linear light sources, the LEDs are arranged in an array

that can be placed in flexible housing material to allow

the light source to be bent in a curve. This allows luminaire

designers to create a different form of decorative luminaire

from traditional ones from the past.

FLOS - Arrangements by Michael Anastassiades is a suspended

decorative luminaire module with diffused light that

comes in different shapes; circles, squares, or lines. The

luminaire can be configured in various settings depending

on the design with a simple connection joint.

ARTEMIDE: Alphabet

Linear continuous luminaire module provides an all-around

diffused glow. The product lines come in different curves

or linear sections, which can be configured with a different

shape or arranged into an alphabet to create a message

using light.

FLOS: Super Flat

Lighting Panels are created from a LED light source

located inside frames which emit light to particular kind of

translucent acrylic diffuser that provides direct/ indirect

glow lighting. This creates a super-thin light panel with

usable efficiency light output while also being comfortable

visually for any space.

7

6

5

FLOS: Super Flat

แผงไฟส่องสว่างที่สร้างขึ้นจากหลอดไฟ LED ซึ่งอยู่ภายในกรอบปล่อย

แสงไปยังตัวกระจายแสงอะคริลิกชนิดพิเศษที่ให้แสงสว่างโดยตรงหรือ

แบบตกกระทบไปที่พื้นผิวอื่น ช่วยทำาให้แผงไฟบางเฉียบพร้อมแสงสว่าง

ที่ใช้งานได้จริง และทำาให้แสงที่ออกมาดูนวลสบายตา

Architectural Design Integration

Reflected ceiling plan design might sound boring, but putting

together all the components for safety and functional

reasons like luminaires, speakers, sensors, smoke detectors,

sprinklers, etc., onto the ceiling has been a challenge,

especially to keep it visually organized. In order for the ceiling

to simply be a backdrop of stunning interior or architecture

space.

Photo Reference

5-7. ARTEMIND

8-9. FLOS

8

9


128

materials

LIGHTING (AS) MATERIAL

129

ระบบโคมแสงสว่างที่บูรณาการไปกับการออกแบบสถาปั ตยกรรม

การออกแบบแปลนฝ้าเพดานอาจฟังดูน่าเบื่อ แต่การออกแบบจัดวาง

อุปกรณ์ทั้งทางวิศวกรรมงานระบบทั้งหมดซึ่งมีความจำาเป็นในการใช้งาน

เช่น โคมไฟ ลำาโพง เซ็นเซอร์ เครื่องตรวจจับควันไฟ สปริงเกลอร์ และ

อื่นๆ ไว้บนเพดานนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายในการจัดวางให้เป็นระเบียบทาง

สายตา เพื่อให้ได้เพดานที่ดูเรียบสะอาดตาเป็นเพียงฉากหลังของพื้นที่

ภายในหรือพื้นที่สถาปัตยกรรมที่เด่นและสวยงาม

โคมไฟสามารถออกแบบให้ผสานรวมกับระบบสถาปัตยกรรมและโครง-

สร้างพื้นฐานได้ โดยมีวิธีการติดตั้งได้แบบไร้รอยต่อ ซึ่งสามารถทำ าให้ดู

ผสมผสานเข้ากับองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่มีเอกลักษณ์

เฉพาะ เช่น ระบบฝ้าเพดานหรือระบบ acoustic เพื่อซึมซับเสียง ต่อไปนี้

คือตัวอย่างโคมไฟแสงสว่างที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่ง

ของการออกแบบสถาปัตยกรรมได้

นอกจากนี้ ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด ทำาให้การออกแบบพื้นที่เพื่อ

การทำาการค้าเปลี่ยนไป ระบบโคมไฟสำาหรับพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้รับการ

ออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นสำ าหรับสัญญา

เช่าพื้นที่ที่สั้นลงกว่าเดิม

FLOS: LIGHT SHADOW โคมไฟฝังฝ้าเพดาน โดยโคมดาวน์ไลท์แต่ละ

ดวงโมดูลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 32.5 มม. โดยบางรุ่นสามารถติดตั้ง

ด้วยดีเทลแบบไร้ขอบโดยการฉาบปูนปิดทับแผ่นยึดช่องว่างระหว่างรู-

ของโคมไฟ ทำาให้โคมไฟดูเหมือนจุดเล็กๆ บนเพดาน

LIGHT SHADOW ระบบรางไฟแม่เหล็กด้วยการติดตั ้งแบบฝังโดยไร้ขอบ

โคมไฟที่ใช้ในรางไฟมีให้เลือกเป็นโมดูล ซึ่งแบบกระจายแสงหลากหลาย

DELTA LIGHT: Soliscape (โดย Delta Light และ UNstudio)

ระบบโคมไฟแบบแขวนพร้อมเซ็นเซอร์ซึ่งปรับแสงไฟที่ตอบสนองต่อ

กิจกรรมของผู้ใช้ (เซ็นเซอร์ li-Sense จะตรวจจับการเคลื่อนไหว ความ

สว่างของแสงไฟ ความชื้น อุณหภูมิ และคุณภาพอากาศ) สั่งการควบคุม

ด้วยเสียงของผู้ใช้งาน และรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับเสียงได้ เป้า-

หมายของผลิตภัณฑ์นี้ไม่เพียงแต่จะมีรูปลักษณ์สวยงามจากการออกแบบ

ทางสายตาเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนการบูรณาการเพื่อรองรับการออกแบบ

แบบ Human Centric Design อีกด้วย

ERCO – Jilly

NODE; ผู้ผลิต - Price Industries กำาลังพัฒนาร่วมกับ Foster and

Partners, Lighting ทั้งเรื่องความปลอดภัย เสียง และแสงสว่าง ซึ่ง

เป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการกระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรม

สามารถเลือกการติดตั้งได้หลากหลายทั้งแบบติดลอย ฝังเรียบเสมอฝ้า

เพดาน หรือฝังฝ้าแบบไร้รอยต่อ

10

11

14

12

13

Luminaires can be designed to integrate with architectural

and infrastructure systems providing a solution for seamless

details to blend in with unique modern architectural elements

like a ceiling or acoustic system. Here are samples of luminaire

designed to allow for an integrated solution to Interior and

Architectural space.

The recent Covid Crisis has been shaping the commercially

used Luminaire systems, which are now designed so that

space can be used with more flexibility for a shorter leasing

contract.

FLOS: LIGHT SHADOW in a recessed application. Each

downlight is based on a 32.5mm diameter module. Some

downlight models can allow a trim-less plaster detail to

cover the mounting plate leaving luminaire aperture holes

to look like dots on the ceiling.

LIGHT SHADOW in Magnetic Trimless track mounting

application. Lighting modules are available in various optics

and wall washers.

DELTA LIGHT: Soliscape (by Delta Light and UNstudio)

Suspended luminaire system with sensors to calibrate

light that responds to user activities (So li-Sense’s sensor

detects movement, luminescence, humidity, temperature,

and air quality), voice control, and allows acoustic system

integration. The goal of this product is not only to provide

visual design aesthetic but also to support integration to

serve human-centric lighting.

NODE system; Manufacturer - Price Industries developed

with Foster + Partners, Lighting by ARTEMIDE

An integrated part of the design process suitable for all

building services – security, safety, and functional lighting

into a channel system that allows various kinds of mounting

applications to fit into each architectural space seamlessly;

recessed, regressed slot, and surface mounted.

The products range are cover different types of luminaire;

linear diffused lights, adjustable spotlights, fixed downlights

to building infrastructures such as the emergency light

module, sprinkler, multi-sensory, smoke detector, security

camera and air distribution.

NEKO: Fusion Linear System

Neko is one of the competitive lighting system manufacturers

that allow multiple applications of a linear system with

a wide range of light engines; optical downlight, linear

soft glow module, wall washer, or adjustable spotlight for

flexibility.

Photo Reference

10-13. FLOS

14. parc-ceiling.com

15. DELTA LIGHT

15


130

materials

LIGHTING (AS) MATERIAL

131

กลุ ่มผลิตภัณฑ์โคมไฟแสงสว่างมีให้เลือกหลายประเภท ทั ้งแบบเป็นเส้น

ไฟสปอตไลท์แบบปรับทิศทางได้ และปรับไม่ได้ สำาหรับอุปกรณ์งาน

ระบบมีทั้ง โมดูลไฟฉุกเฉิน สปริงเกลอร์ มัลติเซนเซอร์ เครื่องตรวจจับ

ควัน กล้องวงจรปิด และหัวจ่ายระบบปรับอากาศ

NEKO: Fusion Linear System

Neko เป็นหนึ่งในผู้ผลิตระบบรางไฟขนาดเล็กทั้งแบบฝัง ติดลอย และ

แขวน โดยมีความกว้างประมาณ 50 มม. ซึ่งสามารถรองรับผลิตภัณฑ์

โคมไฟที ่มีความหลากหลายในการใช้งาน ทั ้งแบบเป็นเส้นแสงนวล

หลอดไฟแบบที่มีการกระจายด้วยองศาแสงที่ต่างกัน รวมถึง spotlight

ที่ปรับมุมได้ ตัวรางมาพร้อมแผ่นปิดช่องว่างระหว่างโมดูลแสงสว่างเพื่อ

ให้การออกแบบดูเรียบง่ายและสะอาดตา

NEKO offers wire-way channels in different mounting

applications; recessed, surface, or pendant with a narrow

width dimension – 50mm. length which can be connected

into a long run based on a 300mm module increment.

The product comes with a black panel to fill in the gap

between modules to make the design look simple and clean.

XAL: Acoustic is invisible but very important, which is one

factor in providing well-being and a comfortable design for

space users, especially in office environments and interior

public areas. XAL – Belgium-based manufacturer provides

luminaire with integrated acoustic material as a system

solution.

17

XAL: Acoustic

ระบบดูดซับเสียงเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่สำาคัญในงานออกแบบ เสียงสิ่งที่

มองไม่เห็นแต่เป็นเรื่องสำาคัญมากในกระบวนการออกแบบสภาพแวดล้อม

ให้น่าอยู่ น่าใช้งาน ซึ่งการควบคุมเสียงได้นั้นเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้าง

สุขภาวะที่กับผู้ใช้งานพื้นที่ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมในสำานักงานและ

พื้นที่สาธารณะภายใน XAL ซึ่งเป็นผู้ผลิตโคมไฟจากเบลเยียมจำาหน่าย

โคมไฟซึ่งมีระบบรองรับการติดตั้ง หรือผสมผสานวัสดุดูดซับเสียงได้เพื่อ

เสนอเป็นแนวทางเลือกของผลิตภัณฑ์

ผู้ผลิตมีโคมไฟและระบบให้เลือกหลายแบบตั้งแต่ระบบพื้นฐานโมดูลไป

จนถึงโคมระย้าสำาหรับตกแต่ง ฝ่ายผลิตสามารถเสนอบริการแนะนำาการ

ใช้โซลูชั่นเสียงที่เหมาะสมได้ด้วย

แสงสว่างสาหรับพืชในอาคาร

การเลี้ยงต้นไม้ในอาคารเป็นที่นิยมเนื่องจากนำาความสบายตาและความ

รู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติภายนอกมาสู่พื้นที่ภายใน เคยมีความเข้าใจ

อยู ่ว่าการใช้แสงเพื ่อให้ต้นไม้สังเคราะห์แสง จะต้องเป็นแสงสีชมพูอมม่วง

แต่ในปัจจุบันมีการเรียนรู้เกี่ยวกับสเปคตรัมของแสงสำาหรับการเลี้ยง

พืชต่างชนิด และวัตถุประสงค์หลายแบบ ถ้าใช้แสงเพื่อให้เลี้ยงต้นไม้

ให้รอดได้ ไม่ใช่เพื่อออกผล หรือเจริญเติบโต แสงแบบสีขาวที่ใช้ในงาน

สถาปัตยกรรมปกติก็สามารถใช้ได้ (โดยมีโทนสีชมพูขึ้นเล็กน้อยจาก

สเปคตรัมสีแดงและสีน้ำาเงิน) สามารถใช้เพื่อรักษาความสวยงามในพื้นที่

สถาปัตยกรรมโดยทั่วไปได้

ไฟสำาหรับปลูกพืชสามารถช่วยดูแลรักษาพืชเหล่านั้นโดยไม่ต้องหมุนเวียน

ไปยังที่เพาะต้นไม้เป็นครั้งคราว ซึ่งช่วยประหยัดค่าบำ ารุงรักษาในระยะยาว

The luminaire + acoustic system comes in various product

ranges from module base system to decorative pendant

luminaire. The manufacturer can offer detailed advice

regarding the appropriate use of acoustic solutions.

Indoor Plant Lighting

Indoor plants are popular as they bring comfort and a visual

link to nature into interior spaces. There is a perception of

using pink/ purple-ish color lighting for plant lighting in the

photosynthesis process. If the intention is to only sustain

indoor plants for interior spaces where sunlight cannot reach,

not for them to grow, this may not be the case. Regular white

light color temperature (with a slight tint of pink from Red

and Blue Color Spectrum) can be used to maintain a typical

architectural lighting aesthetic.

Horticulture light can help maintain plants without access

to rotating to nurseries now and then, saving maintenance

costs in the long run.

Some manufacturer product lines can provide these

horticulture lighting as standard fixtures like ERCO or

customized solutions like XAL provide custom luminaire for

the plant at Givaudan - Zurich Innovation Center (https://

youtu.be/kK-GHoFZEVA)

Local manufacturers like L&E in Thailand can supply Horticulture

lighting with architectural style lighting luminaire.

They also provide calculation services to suggest appropriate

fixture quantities and operating hours for each type of plant.

18

16

20

สำาหรับผู้ผลิตโคมไฟแสงสว่างบางเจ้าสามารถเสนอผลิตภัณฑ์มาตรฐาน

สำาหรับส่องเลี่ยงต้นไม้ได้ เช่น ERCO ซึ่งจะได้คุณลักษณะของแสงที่เป็น

แบบเดียวกับการส่องพื้นที่ภายในอาคารตามปกติเลย หรือบางรายมี

โซลูชั่นที่ปรับแต่งดัดแปลงโคมได้ เช่น XAL ซึ่งดูจากโปรเจคที่ Gi vaudan-

Zurich Innovation Center

Control and wireless integration

Lighting Control is an essential part of lighting infrastructure,

which helps organize lighting operations and create the ideal

mood for different scenarios.

19

Photo Reference

16-17. ERCO

18-19. NEKO

20-21. XAL

21



132

materials

LIGHTING (AS) MATERIAL

133

ผู้ผลิตในท้องถิ่นเช่น L&E ในประเทศไทยสามารถจัดหาไฟสำาหรับพืช

ด้วยโคมไฟสไตล์สถาปัตยกรรม L&E ยังให้บริการคำานวณเพื่อแนะนำา

ปริมาณการติดตั้งและเวลาใช้งานที่เหมาะสมสำาหรับพืชหรือต้นไม้แต่ละ

ประเภทด้วย

ระบบควบคุมแสงสว่างแบบไร้สาย

ระบบควบคุมแสงเป็นส่วนสำาคัญของการออกแบบงานระบบไฟฟ้าเพื่อ

แสงสว่าง ซึ่งช่วยจัดระเบียบการทำางานของระบบไฟและสร้างอารมณ์

สำาหรับการใช้งานในเวลาต่างกันได้

ในอดีตระบบควบคุมแสงสว่างถือเป็นเรื่องพิเศษของงานก่อสร้างเนื่องจาก

การลงทุนด้านระบบอุปกรณ์ควบคุมและการเดินสายไฟซึ ่งมักมีราคาสูง

แต่ในปัจจุบันความเร็วและความเสถียรของเทคโนโลยีสื่อสารแบบไร้สาย

ที่ดีขึ้นซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายและฮาร์ดแวร์ให้ลดลงอยู่ในราคา

ที่ไม่แพงมากและมีความยืดหยุ่นกว่า ซึ่งไม่เพียงแต่เอื้ออำ านวยต่อระบบ

แสงสว่างเท่านั้น ยังรวมไปถึงระบบวิศวกรรมเครื่องกลและงานระบบ

ไฟฟ้า แสง เสียง อากาศ ม่าน และเซนเซอร์ต่างๆ ระบบสื่อสารไร้สายยัง

ง่ายต่อการเปลี่ยนหรือเพิ่มในอุปกรณ์อื่นๆ ในอนาคต

การเชื่อมต่อของการควบคุมแบบไร้สายสามารถทำาได้ผ่านปุ่มกดจากระยะ

ไกลหรือ Application ในอุปกรณ์แบบพกพาหรือปุ ่มกดที ่ใช้แบตเตอรี

ด้วยการเชื่อมต่อซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ ผู้ใช้จะสามารถควบคุม

ความสว่างได้อย่างสะดวก สร้าง scene สำาหรับควบคุมการรวมกลุ่มแต่ละ

กลุ่ม ตั้งเวลา และเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

22

24

In the past, lighting control was considered a luxury due to

investment costs for system hardware and wiring. Today’s

higher speed and stability of wireless technology helps

bring the wiring cost and hardware down to be more

affordable and flexible. Not only in the case for lighting

systems but the whole M&E automation ecology; light, sound,

air, curtain, and sensors; in many ways being wireless also

makes it easier to adjust or add on more devices.

Wireless Control interface can be done through remote

keypad or an APP in portable handheld devices or on

a battery-operated keypad. With a user-friendly software

interface, the users can conveniently control brightness

levels, create scenes for each control grouping, set a timer,

and change them whenever desired.

In public spaces, this system integration can help link all the

devices effectively, which will help to manage the usage of

space and save energy in that space where longer required

luminaire is switched on.

Various wireless technologies are now available in the market

such as Bluetooth, Zigbee, Wifi, etc. It normally operates on

separate frequencies to avoid mixing up signals with other

devices. This signal can then be linked to a smart home

system like Google Home for voice operating commands.

ในพื้นที่สาธารณะ การบูรณาการระบบนี้จะช่วยเชื่อมโยงอุปกรณ์ทั้งหมด

อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้จัดการการใช้พื้นที่และประหยัดพลังงาน

ในพื้นที่นั้นซึ่งต้องเปิดโคมไฟนานขึ้น

25

ในปัจจุบันนี ้เทคโนโลยีไร้สายต่างๆ สามารถหาได้ตามท้องตลาด เช่น

Bluetooth, Zigbee, Wifi เป็นต้น เทคโนโลยีไร้สายเหล่านี้ทำางานแยกกัน

ตามความถี่เพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณที่ปะปนกับอุปกรณ์อื่น สัญญาณนี้ยัง

สามารถเชื่อมโยงกับระบบสมาร์ทโฮม เช่น Google Home เพื่อรับคำาสั่ง

เสียงอีกด้วย

23

Photo Reference

12-26. XAL

26


134

materials

LIGHTING (AS) MATERIAL

135

การพัฒนาในอนาคตของอุตสาหกรรมแสงสว่างยังคงอยู่บนฐาน

ของ Solid State Lighting ซึ ่งยังได้รับการพัฒนาเรื่องประสิทธิภาพ

และทาให้นักออกแบบโคมไฟสามารถเห็นแนวทางในการออกแบบ

ที่แตกต่างไปจากเดิมได้มากยิ่งขึ ้น การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ

เทคโนโลยีหลอดไฟ LED ได้ทาให้อุตสาหกรรมโคมไฟแสงสว่างเกิด

ความพลิกผันไปทั้งระบบ ซึ ่งนอกจากทาให้ผู้ผลิตและผู้ที่เกี่ยวข้อง

มากมายต้องปรับตัวแล้ว ยังทาให้ห่วงโซ่อุปทานส่วนใหญ่ของ

หลอดไฟอื่นๆ หยุดชะงัก

Future development of Lighting Industries is still

holding on to Solid State Lighting, which will be

even more efficient and allow luminaire designers

to explore more possibilities. The advanced development

of LED technology has already disrupted

lighting industries and caused most of the supply

chain of other light sources

to discontinue.

Photo Reference

27-28. CASABI

29-30. se.com

27

30

29

28

ผู้ผลิตส่วนประกอบไฟ LED รายใหญ่ที่สุดสาหรับทั้งหลอดไฟและ

โคมไฟตั้งอยู่ในประเทศจีน แต่ส่วนประกอบคุณภาพสูงและล ้าหน้า

กว่านั้นยังคงผลิตในยุโรป ประเทศตะวันตกในยุโรปและอเมริกายัง

คงเป็ นผู้นาในเทคโนโลยีการออกแบบโคมไฟแสงสว่าง ในขณะที่

เทรนด์การออกแบบถูกกาหนดจากตลาดโลก ไม่ใช่จากภูมิภาคใด

ภูมิภาคหนึ ่ง

แรงผลักดันของการให้ความสาคัญกับความยั่งยืนและสุขภาวะ

ที่ดีในงานออกแบบ ได้ส่งผลต่อแนวโน้มการออกแบบในระดับโลก

หลอดไฟและโคมไฟที่มีคุณภาพดีขึ ้นซึ ่งมีราคาที่ไม่แพงและมี

จาหน่ายในตลาดของบ้านเรา ผู้ผลิตจานวนมากขึ ้นกาลังเปลี่ยนวิธี

การผลิตไปสู่วัสดุที่ยั่งยืนมากขึ ้น เพื่อลดขยะพิษและรีไซเคิลได้ เช่น

พลาสติกคุณภาพสูงกาลังมาแทนที่วัสดุที่เป็ นโลหะ หลอดไฟ LED

จะจะมีค่าในดัชนีวัดค่าแสงที่มีความถูกต้องของสีดีขึ ้น

โคมไฟสไตล์ Retrofit พร้อมฐานโคมไฟ E27 หรือ MR16 GX3.5

อาจจะไม่มีใช้กันในอีกไม่กี่ปี ข้างหน้า เราจะต้องยอมรับเทคโนโลยี

ไฟ LED แบบบูรณาการซึ ่งสามารถใช้งานได้นานขึ ้น แต่อะไหล่อาจ

ไม่มีในตลาดเปิ ด ผู้ ใช้เฉพาะทางจาเป็ นต้องตัดสินใจอย่างชาญ-

ฉลาดในการเลือกโคมไฟเนื่องจากสามารถพิจารณาถึงการลงทุน

ระยะยาวได้ การทาความเข้าใจคุณภาพและมูลค่าของโคมไฟ รวม

ถึงฟั งก์ชันเพิ ่มเติมของระบบไฟส่ องสว่าง เป็ นสิ ่งสาคัญสาหรับผู้-

ใช้เฉพาะทางอย่างนักออกแบบแสงสว่าง ซึ ่งจะต้องมีการเลือกใช้

ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เหมาะสม เพื่อความลงตัวที่คุ้มค่าที่สุดสาหรับ

งบประมาณและคุณภาพของงานออกแบบที่ดี

ปุ ้ ม โชติมา พจนานุวัตร

สำ เร็จกรศึกษจก

คณะสถปั ตยกรรมภยใน

สถบันเทคโนโลยีพระ-

จอมเกล้ เจ้คุณทหร

ลดกระบัง และสขกร

ออกแบบและเทคโนโลยี

จก Parsons School of

Design ในนิวยอร์ก เคย

ทำงนเป็ นนักออกแบบ

แสงทงสถปั ตยกรรม

ในนิวยอร์กและในสหรัฐ-

อเมริกมนนกว่สิ บปี

ปั จจุบันอยู่ที ่กรุงเทพฯ และ

ทำงนเป็ นที่ปรึกษอิ สระ

ด้นกรออกแบบแสง

Pum Photjananuwat

received a Bachelor of

Interior Architecture from

King Mongkut Institute of

Technology Ladkrabang,

and a Master of Fine Arts

in Design and Technology

from Parsons School of

Design in New York. She

worked as an architectural

lighting designer in New

York and USA for more

than ten years and is now

based in Bangkok and

working as an independent

Lighting Design Consultant.

The largest manufacturers of LED components

for both light sources and Luminaire are located

in China. More advanced and higher quality

components are still made in Europe. The luminaire

design technology is still led from western countries

in Europe and America. Design trends are, however,

dictated from the global market, not from the

region.

With Sustainability and Well-being high up on

global design trends, better quality light sources

and luminaires have become more affordable and

available in our market. More manufacturers are

changing manufacturing methods toward more

recyclable and sustainable materials to reduce

toxic waste. High-quality plastic is now replacing

the metal base material. LED light sources are

better in the Color Rendering Index, providing

a better visible lighting spectrum.

Retrofit style luminaire with E27 or MR16 GX3.5

lamps bases will be obsolete in a few years from

now. We will have to accept the integrated LED

technology, which can last longer, but spare parts

may not be available in the open market. Lighting

specifiers need to make a wise choice for luminaire

selections as it can be considered a long-term

investment. Understanding Luminaire’s quality

and value, including the extended function of

the lighting system, is essential for specifiers in

Lighting Designer Practices especially to provide

an appropriate selection to fit the best value for

the budget and meet standards and quality for

design.


136

&Tradition

Floor Lamp

materials

&Tradition ได้เปิดตัวโคมไฟตั ้งพื ้น Bellevue

ออกแบบโดย Arne Jacobsen เพื่อเป็นการ

เฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีของสถาปนิกชาว

เดนมาร์กที่ยิ่งใหญ่ผู้นี้ Jacobsen สร้างโคมไฟ

ครั้งแรกในปี 1929 และถือเป็นชิ้นคลาสสิกของ

การออกแบบ Minimalist แบบเดนมาร์ก โคม-

ไฟมีฐานเหล็กหล่อและโป๊ะโคมซึ่งประกอบขึ้น

จากโลหะชิ้นเดียว ด้วยเส้นสายที่สวยงาม ดู

สะอาดตา รูปทรงที่เรียบง่าย โคมไฟนี้ถือเป็น

ส่วนหนึ่งของยุคเปลี่ยนผ่านที่หลอมรวมความ

คิดใหม่ที่เกิดจากการผสมผสานความเรียบง่าย

เชิงประติมากรรมเข้ากับรูปแบบ Functionalism

ของ Bauhaus

โคมไฟรุ่นพิเศษนี้ได้เก็บรักษางานออกแบบ

ดั้งเดิมของ Jacobsen โดยวางจำาหน่ายสองสี

ได้แก่ สีขาวและสีเทา ส่วนก้านโคมทำาด้วย

ทองเหลือง

To celebrate Arne Jacobsen’s 120th

birthday, &Tradition has launched two

special editions of the Danish architect’s

Bellevue floor lamp. Jacobsen

first created the lamp in 1929, and it

is considered to be a classic piece of

Danish minimalist design.

The lamp features a cast iron base and

distinctive lampshade that is formed

from a single piece of metal. With its

graceful lines and clean, understated

silhouette, the lamp was part of a wider

shift towards a new school of thought

that melded sculptural simplicity with

the functionalism of Bauhaus.

The brand’s anniversary edition of

the lamp nods to Jacobsen’s original

design and is available in two new

finishes - white and stone grey. The

lampshade and base come in white

or stone grey, and the stem of the lamp

is finished in bronzed brass.

andtradition.com

De Vorm

Pendant Light

Pivot ไฟแขวนรุ ่นใหม่จากแบรนด์ De Vorm

เป็นโคมไฟรูปทรงระฆังที่ทำาจากพลาสติก PET

รีไซเคิล หุ้มผ้าสักหลาด ประกอบด้วยปลอก

สักหลาดหุ้มด้านนอกที่สามารถหมุนและเอียง

เพื่อปรับทิศทางของแสงได้ มีให้เลือกใช้เป็น

โคมแขวนเดี่ยวหรือเป็นแบบคู่ที่เชื่อมต่อด้วย

รางอลูมิเนียม

Pivot เริ่มต้นจากแนวคิดในการสร้างโคมไฟที่ใช้

งานได้หลากหลายทั้งในด้านรูปลักษณ์และการ

ใช้งาน โคมไฟในรุ่นนี้ ยังมีรูปแบบอิสระที่ต่อ

เติมหรือขยายได้ตามการใช้งานโดยผสมผสาน

องค์ประกอบที่ไม่ตายตัวและมีอิสระ เข้ากับการ

ออกแบบ โดยโคมสามารถตั้งได้ 5 ตำาแหน่งที่

แตกต่างกัน ใช้แขวนจากเพดานด้วยสายเหล็ก

และสายไฟโปร่งใสที่ยาวได้ถึง 3 เมตร

Pivot มีการตั ้งค่าแสงที ่ปรับได้สองแบบ คือ

warm white และ neutral white และมีสีให้

เลือกอีก 11 สีสำาหรับเฉดสีของผ้าสักหลาด

ทำาให้เลือกใช้ได้กับงานดีไซน์ภายในหลาก

หลายรูปแบบ ตั้งแต่สำานักงาน ร้านอาหาร และ

พื้นที่สาธารณะต่างๆ ตัวรางทำาจากอลูมิเนียม

น้ำาหนักเบา ตัวโคมหุ้มด้วยผ้าสักหลาดชิ้นเดียว

ซึ่งผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล วัสดุซึ่งเป็น

คำาตอบสำาหรับความยั่งยืนของระบบนิเวศและ

ทางเลือกที่น่าสนใจสำาหรับสิ่งแวดล้อมในการ

ออกแบบตกแต่งภายในร่วมสมัย

De Vorm has launched Pivot, a bellshaped

pendant light made from

recycled PET felt. Consisting of felt caps

that can be turned and tilted to tailor the

direction of the light, the Pivot is available

as a singular pendant or as a duo connected

by an aluminium rail.

Pivot started with the idea to create

a lamp that is versatile in its expression

as well as in use. With this new lamp,

the brand also offers extra freeform in its

application by incorporating a dynamic

element into the design. The lampshades

can be set in five different positions while

suspended from the ceiling using steel

cables and a transparent electrical cord

that can reach up to three meters.

Pivot has two dimmable light settings,

warm white and neutral white, and 11

color options for the felt shade, making

it suitable for various interiors, including

offices, restaurants, and social spaces.

The rail is made from lightweight aluminium,

the textured lampshade consists of

a single piece of felt manufactured from

recycled plastic bottles. The material is

thus answers to ecological sustainability

and environmental quality requirements

in contemporary interior design.

devorm.nl


138

materials

139

Hulasol

Outdoor Light

ฟังก์ชั่นการทำางานรูปแบบคู่และการออกแบบ

ล้ำาสมัยบ่งบอกถึงลักษณะของ Hulasol ร่ม

กันแดดที่เป็นเอกลักษณ์ของ Hulasol แบรนด์

จากเบลเยียม ทำาหน้าที่เป็นทั้งร่มกันแดด

และเป็นไฟกลางแจ้ง ซึ่งสามารถควบคุมได้

ผ่านแอปพลิเคชั่นสมาร์ทโฟน ตัวโคมมีความ

สวยงามสะดุดตา ออกแบบโดยใช้เส้นสายที่

ล้อกับฟอร์มของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

ส่วนกันแดดกันฝนที่ทำาจากโพลีเอสเตอร์และ

พื้นผิวอื่นๆ ทั้งหมดสามารถทนต่อน้ำา สิ่ง-

สกปรก และเชื้อรา

โครงสร้างหลักๆ ประกอบด้วยฐานล้อเพื่อ

ความคล่องตัวและกันสาดร่มที่ได้รับการออก-

แบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ให้มีความมั ่นคง

สามารถพับเป็นรูปทรงคล้ายใบไม้ขนาดกะทัดรัด

จัดเก็บง่าย มีสีให้เลือก 2 สี คือสีดำาด้านและสี

ขาวด้าน

Dual functionality and futuristic design

characterize Hulasol, the signature

sun umbrella of Belgian manufacturer

Hulasol. The umbrella functions both

as a traditional parasol and an outdoor

light source, which can be controlled

via a smartphone application. The

umbrella comprises a base with wheels

for maneuverability and an aerodynamically

designed canopy to ensure

stability. It folds away into a compact

leaf-like shape for easy storage.

Hulasol is the world’s first outdoor

mood lamp and sun umbrella combined

in one beautiful eye-catcher, designed

to captivate and comfort. Its curves

celebrate the sun and moon. The polyester

canopy and all ot her surfaces

have been treated to withstand water,

dirt, and mildew. Hulasol comes in two

finish options - matte black and matte

white colorways.

Hulasol.com

Moooi

Pendant Light

Heracleum เป็นโคมไฟแขวนที่ออกแบบโดย

Bertjan Pot ดีไซเนอร์ดัตช์ที่มีชื่อเสียงให้กับ

Moooi โคมไฟแขวน LED นี้ ให้แสงที่มีความ

หรูหราและความนุ่มละไม แสงโดยรอบที่ทำา

ให้เป็นส่วนประกอบสำาคัญสำาหรับแสงสว่าง

ภายในร่วมสมัย โคมไฟ Heracleum ได้รับ

การตั้งชื่อตามชื่อดอกไม้ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ

ของงานออกแบบชิ้นนี้ อย่างไรก็ตาม Pot

กล่าวว่าแรงบันดาลใจของงานไม่ได้มาจาก

ธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลทางคณิต-

ศาสตร์อยู่เบื้องหลังการออกแบบด้วย ส่วน

ของใบทำาจากโพลีคาร์บอเนตสีขาว 63 ใบ

แตกแขนงออกจากก้านเดียว สร้างโครงสร้าง

ทางเทคนิคที่เป็นธรรมชาติ โดยใช้เทคนิคการ

เคลือบชั้นนำาไฟฟ้า (Electrosandwich) ตัวโคม

จึงมีความบางและละเอียดอ่อนมาก และไม่

สามารถทำาได้ด้วยสายไฟปกติทั่วไป ใบไม้ของ

Heracleum จะไม่อยู่ตายตัวในตำาแหน่งเดียว

แต่สามารถจัดตำาแหน่งใหม่ได้อย่างอิสระโดย

การหมุนรอบก้านของใบ

แม้ว่าการออกแบบจะได้รับการผลิตมานานกว่า

ทศวรรษแล้ว แต่ Heracleum ก็ถือว่าเป็นหนึ่ง

ในสินค้าขายดีด้านระบบไฟส่องสว่าง และได้มี

การเพิ่มโมเดลใหม่สองถึงสามรุ่นในซีรีส์นี้

Designed by internationally acclaimed

Dutch designer Bertjan Pot for Moooi,

the Heracleum II LED Chandelier

offers a dazzling array of soft, ambient

lighting that makes it a quintessential

piece for contemporary interior lighting.

The Heracleum light was named after

the same name flower, a reference for

the work. However, Pot also noted the

mathematical influences behind the

design of the light fixture. The 63 white

polycarbonate leaves/lenses ramify

from one branch, creating a technical,

natural structure. By using the technique

of coating conductive layers

(Electrosandwich), the lamp is very thin

and delicate. A design is not possible

with regular wires. The Heracleum

leaves are not frozen in one position

and can be freely re-positioned by

rotating them around their stem.

Though the design has been in production

for more than a decade now, the

Heracleum is considered one of the

best-sellers in lighting and has been

added on with a few new models in the

series.

moooi.com


140

Zero Lighting

Pendant Lamp

materials

Front นักออกแบบดูโอจากสวีเดนได้สร้างโคม-

ไฟแขวน Curve Crown ซึ่งหยิบยืมคุณลักษณะ

จากโคมไฟห้องสมุดคลาสสิก เดิมที Curve-

Crown ได้รับการออกแบบมาสำาหรับการบูรณะ

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของสวีเดนและห้องสมุดใน

ปี 2018 ซึ่งทำาให้ Front มองไปที่แสงห้องสมุด

แบบดั้งเดิมในการเป็นข้อมูลอ้างอิง ต่อมาพวก

เขาได้พัฒนาการออกแบบให้เป็นโคมไฟแขวน

ขนาดใหญ่ ซึ่ง Zero Lighting แบรนด์ผู้ผลิตได้

อธิบายว่าดูเหมือนการเต้นรำาเป็นจังหวะวงกลม

โดยมีแขนที่โอบโยงกัน อุปกรณ์ติดตั้งสามชิ้น

ถูกประกอบเข้าด้วยกันและมีแขนที ่เกาะเกี ่ยวกัน

ทำาให้เกิดเป็นโคมระย้า Curve Crown ขึ้นมา

ตัวโคมทำาจากโลหะ โดยมีสีให้เลือกสี่สี คือสีเขียว

สีขาว สีงาช้าง และสีน้ำาเงิน ตลอดจนเฉดสีอื ่นๆ

ซึ่งสามารถทำาได้ตามความต้องการอีกด้วย

Curve Crown มีโมดูล LED ที่สามารถหรี่แสง

ได้โดยใช้ไฟหลักหรือผ่านตัวควบคุม Digital

Addressable Lighting Interface (DALI) มี

สามขนาดตั้งแต่ 150 ถึง 300 มม.

Front, a Swedish design duo, has created

the Curve Crown pendant, which

borrows features from classic library

lamps. The Curve Crown was originally

designed for the 2018 renovation of

Sweden’s National Museum and its

library, which led Front to look to

traditional library lighting for reference.

Later the designers have evolved the

design into a large pendant, which

Zero Lighting describes as looking like

a rhythmic circle dance with arms

interlinked. Three or more fixtures are

grouped together and their arms intertwined

to make a single Curve Crown

chandelier.

The painted metal designs are available

in a choice of four colours, including

green, white, ivory or pigeon blue,

as well as other hues also on request.

Curve Crown has an LED module

that is dimmable via mains or through

Digital Addressable Lighting Interface

(DALI) controls, and the shades come

in three sizes ranging from 150 to 300

millimetres.

zero.se

Zuma

Downlight

Lumisonic เป็นโคมไฟดาวน์ไลท์แบบฝังขนาด

กะทัดรัดพิเศษพร้อมลำาโพงในตัว ซึ่งทำางาน

แบบไร้สายทั้งหมดและสั่งงานผ่านการเปิดใช้

งานด้วยเสียง เป็นระบบเสียงมัลติรูมไร้สายที่

ส่งเสียงผ่านดาวน์ไลท์

ระบบเสียงมัลติรูม Zuma นี ้ออกแบบโดย Morten-

Warren ผู้ก่อตั้ง Zuma ซึ่งเริ่มต้นบริษัทหลังจาก

ประสบปัญหากับลำาโพงติดเพดานที่ไม่สวยและ

ดูเกะกะ คุณภาพเสียงที่ไม่ดี และขั้นตอนการ

ติดตั้งที่ซับซ้อน การออกแบบแก้ไขข้อบกพร่อง

เหล่านี ้ในขณะที ่เพิ ่มคุณสมบัติต่างๆ เช่น

แสงที ่เหมาะกับจังหวะเซอร์คาเดียนและโหมด

Wellbeing ซึ่งเลือกการตั้งค่าที่เหมาะสมที่สุด

สำาหรับอารมณ์ใดๆ ผ่านค่าที่ตั้งไว้ล่วงหน้าใน

แอปพลิเคชั่น

การตั้งค่าลำาโพงให้เสียงที่สมจริงสำาหรับบ้าน

โดยไม่ต้องใช้สายเคเบิลหรือสายไฟ สามารถติด

ตั้ง Lumisonic เข้าไปในห้องใดก็ได้เพื่อส่งมอบ

สิ ่งที ่ Zuma อธิบายว่าเป็น “หลังคาแห่งเสียง”

ที่มีรายละเอียดมากมาย ระบบไฟส่องสว่างแบบ

ใหม่นี้ ตามที่ Zuma ระบุ สามารถ “เปลี่ยนห้อง

น้ำาเป็นสปา ยิมที่บ้านให้เป็นสปินสตูดิโอ ห้อง

ครอบครัวกลายเป็นโรงภาพยนตร์ หรือแม้แต่

ห้องครัวให้เปลี่ยนเป็นดิสโก้คลับ”

Lumisonic is an ultra-compact recessed

downlight with an integrated loudspeaker,

which works entirely wirelessly and is

operated through voice activation. It is

a wireless multi-room system delivering

audio through downlights.

The multi-room system was designed

by Zuma founder Morten Warren, who

started the company after experiencing

frustration with unattractive and

obtrusive ceiling speakers, their poor

audio quality, and complex installation

process. The designs address these

shortcomings while adding features

including circadian rhythm lighting

and a Wellbeing mode, which selects

the optimal settings for any mood via

presets on the application.

The speaker set-up provides immersive

audio for the home with no cables or

wires. Lumisonic can be retrofitted

into any room to deliver what Zuma

describes as a “canopy of sound” that

is rich in detail. This new lighting system,

according to Zuma, can “turns

a bathroom into a spa, a home gym into

a spin studio, a family room into a cinema,

or even a kitchen into a disco”.

zuma.ai


142

AICA

AICA ผู้ผลิตวัสดุปิดผิว เราผสมผสานพลังแห่ง

การออกแบบที่สร้างสรรค์และความสมบูรณ์

แบบของฟังก์ชันการทำางานเพื่อสร้างแรง-

บันดาลใจและจินตนาการ AICA BIM solution

ช่วยให้นักออกแบบทั่วโลกสามารถเข้าสู่โลก

ดิจิทัลของงานก่อสร้างได้อย่างง่ายดาย และ

เข้าถึงสินค้าได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มศักยภาพ

และคุณภาพของการออกแบบ

AICA จะยังคงตอบสนองความท้าทายของ

เทคโนโลยีใหม่ๆ ผ่านการจัดการที่สร้างสรรค์

อย่างมั่นคง เรามุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่ชีวิตที่น่า-

ตื่นตาตื่นใจด้วยการออกแบบที่เป็นนวัตกรรม

ใหม่ๆ สร้างเทรนด์ใหม่ๆ และยังเป็นพลังแห่ง

การออกแบบตกแต่งภายในร่วมสมัยที่ทันสมัย

AICA decorative surfacing materials

manufacture, we combine the electricity

of creative design and the

perfection of functionality to inspire

one’s imagination AICA BIM solution

support designer around the world

can enter the digital world of

construction easily and help them

to accelerates product selections,

improve the speed and quality of

specification.

AICA will continue to meet the challenge

of new technologies through

creative management firmly. We are

determined to exceed expectations in

creating amazing life spaces with new

innovative designs, establishing new

trends and remaining a rising force in

modern contemporary interior design.

AICA ASIA LAMINATES HOLDING CO., LTD

T: +66 2059 7185

F: +66 2059 7186

E: INFO@AICA-AL.COM

W: WWW.AICA-AL.COM

BIM

Download

SCG D’COR

SCG D’COR ผู ้ผลิตวัสดุตกแต่งทางเลือกใหม่

ที่ไม่เพียงแต่ผลักดันการยกระดับมาตรฐานงาน

ก่อสร้างของประเทศไทยให้เป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อม

ในทุกกระบวนการก่อสร้าง และเน้นการใช้

ทรัพยากรหมุนเวียนให้สอดคล้องไปกับหลัก ESG

SCG ยังสนับสนุนการนำา BIM Solution หรือ

เทคโนโลยีจำาลองสารสนเทศสำาหรับอาคารใน

รูปแบบดิจิทัลมาให้กลุ่มลูกค้าและนักออกแบบ

ได้เลือกนำาไปประยุกต์ใช้กับการทำางาน รวมถึง

ควบคุมงานก่อสร้างให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยเอื้อทั้งการทำ างาน

และการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ SCG ได้อย่าง

สะดวกสบาย

SHERA

จากพื้นถึงฝ้า จากผนังถึงหลังคา ทุกๆ ส่วนของ

อาคาร SHERA มุ่งมั่นที่จะผลักดันทุกจินตนาการ

ของคุณ SHERA Design Partner พร้อมที่จะ

เป็นส่วนหนึ่งในทุกแนวความคิด ทำางานร่วม

กับสถาปนิกและดีไซน์เนอร์เพื่อเป็นผู้ช่วยให้ผู้-

ออกแบบ เลือกใช้สิ่งที่เหมาะสมที่สุดตอบรับทุก

แรงบันดาลใจและการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ

SHERA BIM Solution ระบบ BIM จะเข้ามารองรับ

การทำางานทุกรูปแบบ ทั้งวัสดุ การติดตั้งและข้อมูล

สินค้า เพื่อให้ผู้ออกแบบ เลือกใช้วัสดุได้หลาก

หลาย ทำางานสะดวก เกิดแรงบันดาลใจ และ ใช้

งานได้จริง ตอบโจทย์ทุกการทำ างานพร้อมปรับ

เปลี ่ยนและยืดหยุ ่นได้ตามที ่ต้องการ

SCG D’COR, the developer and manufacturer

of alternative decorative materials,

has been a driving force behind the

improvement of Thailand’s construction

standard. One of its attempts is for the

architectural and construction industry

to take environmental impacts caused by

construction processes into a serious account,

including the emphasis on the circular

approach to material usage, coinciding

with the ESG principles. Not only that,

SCG has been an avid advocate of BIM

Solution, the digital building information

modeling technology that enables clients

and designers to achieve a more efficient

management of construction processes.

The technology also serves as one of the

ways that can help facilitate workflow efficiency,

and a better and more convenient

access to SCG’s products.

SIAM FIBRE CEMENT GROUP CO., LTD.

T: +662 586 2222

F: +662 586 2121

E: CONTACT@SCG.COM

W: FACEBOOK.COM/SCGBRAND

BIM

Download

From floor to ceiling, from wall to the

roof, SHERA pushes forward your

imaginations to bring them to life. With

SHERA Design Partner service, we work

together with architects and designers

across the world and assist them in

creating the better build environment;

sharing and inspiring their creativity

as a true partner for every design.

SHERA BIM SOLUTION ; Bim will support

designer’s works in all styles including,

model, installation and information.

Even for work’s inspiration and comfortable

to using SHERA BIM SOLUTION is

flexible for all creative design.

SHERA PUBLIC COMPANY LIMITED

T: +66 2289 9888

E: CALLCENTER@SHERA.COM

W: WWW.SHERA.COM

BIM

Download


144

revisit

LIGHT AND CONCRETE AT TUEK KLOM

145

Light and Concrete

at Tuek Klom

The light at Tuek Klom is always gorgeous, and it is

as gorgeous as Amorn Srivongse, the architect of the

Lecture Building (informally called Tuek Klom) at the

Faculty of Science, Mahidol University, had developed

from another lecture building he previously designed in

1964 for the Faculty of Science, Khon Kaen University.

2

3

Text: Pinai Sirikiatikul

Photo Courtesy of Sithisak Namkom

1

01

อาคารปาฐกถา คณะ

วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย

มหิดล ออกแบบโดย

อมร ศรีวงศ์ และรชฏ

กาญจนะวณิชย์ เมื่อพ.ศ.

2508-2511

02

ช่องแสง Oculus นำาแสง

สว่างลงมายังบริเวณใต้ถุน

อาคารปาฐกถา

03

หลังคา

แสงที่ตึกกลมนั้นสวย เป็นความสวยที่ อมร ศรีวงศ์

สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารปาฐกถา คณะวิทยาศาสตร์

มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนาขึ้นจากการออกแบบอาคาร

ทรงกลมคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่เขา

เคยทำามาก่อน เมื่อ พ.ศ. 2507

ที่ตึกกลม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

อมรฝังส่วนหนึ่งของอาคารลงไปในดินแล้วทำาทางเดินจาก

ภายนอกมุดลงไปใต้ดินเพื่อเข้าสู่ห้องบรรยาย จังหวะ

การเปลี่ยนผ่านจากภายนอกที่มีความสว่างจ้าไปสู่ภายใน

ที่ค่อนข้างมืดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างงดงามที่ตึกกลม

มหาวิทยาลัยมหิดล เพราะที่นี่การเปลี่ยนผ่านจากสว่าง

ไปสู่มืดไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หลังจากที่เดินขึ้นบันได

มาแล้วผู้ใช้อาคารจะยังไม่ได้เข้าสู่ห้องบรรยายโดยทันที

แต่จะต้องใช้เวลาสักครู่หนึ่งที่ทางเดินรูปวงแหวนบริเวณ

ศูนย์กลางอาคารก่อนเข้าสู่ห้องบรรยาย ณ ใจกลางของที่ว่าง

แห่งนี้เองที่อมรได้เปิดแสงลงมาจากทางด้านบน ผ่านช่อง

แสงรูปวงกลมในลักษณะ oculus ทำาให้พื้นที่ซึ่งควรจะมืด

สุดนั้นกลับไม่มืดทึบ แต่มีแสงสว่างคอยหล่อเลี้ยง สร้าง

บรรยากาศการเปลี่ยนผ่านจากภายนอกสู่ภายในให้นุ่มนวลขึ้น

และมีชั้นเชิง ที่สำาคัญคือ ไม่ทำาให้เกิดอาการวูบจากการที่

สายตาเราปรับตามสภาพแสงไม่ทัน

At Khon Kaen University, Amorn buried a portion of

the building into the ground and created an underground

walkway that leads visitors coming into the

building from the outside and into the lecture hall.

The sequence of the transitions from the brightly

lit outside environment into the rather dark interior

space is a beautifully developed design he did

with the Lecture Building at the Faculty of Science,

Mahidol University. There, a shift from brightness

to darkness isn’t immediate. After walking up the

stairs, visitors are not directly led into the lecture

hall, but need to spend a bit of an extra time at

the circular walkway at the center of the building

before finally entering the lecture rooms. At the

center of the interior program, Amorn designed for

the light to come through the oculus, making the

space that would have otherwise been the darkest

to be brightened up with the right amount of natural

light from above. Such a smooth transition from

the exterior to the interior prevents any unpleasant

effect that a sudden change of exposure to different

lighting conditions might bring to users’ spatial

experience.


146

revisit

LIGHT AND CONCRETE AT TUEK KLOM

147

ประเด็นเรื่องแสงที่กล่าวมานี้ คือสิ่งที่บรรดาสถาปนิกที่

พอจะมีประสบการณ์สักหน่อยเข้าใจกันอยู่แล้ว แต่แสง

อีกลักษณะหนึ่งที่ผมอยากกล่าวถึงในที่นี้ คือแสงในเชิง

อุปมาอุปมัย (metaphorical) ซึ่งต้องทำาความเข้าใจผ่าน

การพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างแสง การถ่ายภาพ และ

คอนกรีต

นักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมชาวอังกฤษ เอเดียน โฟตี้

(Adrian Forty) กล่าวในหนังสือ Concrete and Culture:

A Material History ว่า คอนกรีตและการถ่ายภาพมีจุดกำาเนิด

และพัฒนาการในห้วงเวลาไล่เลี่ยกัน โดยถือกำาเนิดขึ้น

ในทศวรรษที่ 1830s และพัฒนาขึ้นถึงจุดสูงสุดในปลาย

ทศวรรษที่ 1880s และทั้งคู่ยังเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการ

เนกาทีฟ-โพสิทีฟ (a negative-positive process)

เช่นเดียวกัน

กล่าวคือในการถ่ายภาพ ช่างภาพต้องนำาฟิล์มซึ่งมีเยื่อไวแสง

ตรงข้ามกับสีของวัตถุออกมารับแสงผ่านกล้องถ่ายภาพ

โดยแสงจากคนหรือวัตถุจะถูกบันทึกไว้บนแผ่นฟิล์มใน

ลักษณะที่เรียกว่าเนกาทีฟ จากขาวกลายเป็นดำา และจาก

ดำาจะกลายเป็นขาว ส่วนที่สว่างในความเป็นจริงนั้นเมื่อ

ปรากฏบนฟิล์มจะดูมืด ส่วนที่มืดจะดูสว่าง กระทั่งเมื่อนำา

ฟิล์มไปอัดขยายจึงได้ภาพที่มีสีตรงกับความเป็นจริงตาม

ที่ตาเห็น

ฉันใดก็ฉันนั้นกระบวนการของคอนกรีตก็ทำานองเดียวกัน

ขั้นแรกต้องทำาไม้แบบ (formwork) ขึ้นมา จากนั้นจึงเท

คอนกรีตเหลวลงในไม้แบบ ทิ้งให้แห้งได้ที่แล้วจึงถอดไม้

แบบออก รูปร่างของคอนกรีตที่เกิดจากกระบวนการหล่อนี้

คือรูปหล่อโพสิทีฟจากไม้แบบเนกาทีฟ การขึ้นไม้แบบจึง

ถือเป็นกระบวนการที่มีความสำาคัญต่อการก่อรูปและพื้นผิว

ของคอนกรีตที่จะเกิดขึ้นตามมาทันทีจากการหล่อนั้น

ยิ่งหากเป็นกรณีของคอนกรีตเปลือยด้วยแล้ว สถาปนิก

ยิ่งต้องใส่ใจกับการวางตัวของไม้แบบ เพราะในขณะที่

4

While photography requires a photographer’s

skills and knowledge in

color tones and brightness of light,

the casting process of exposed concrete

parts for a building calls for

architects’ understanding in how

molds and casts work.

These light-related issues are what most experienced

architects would understand. But there

is another type of light I wish to talk about in this

article, and that is metaphorical light, which needs

to be understood through an exploration into the

relationships between light, photography and

concrete.

Adrian Forty, a British architectural historian, said

in the book ‘Concrete and Culture: A Material

History’ that concrete and photography both

originated in a relatively close time period, which

was around the 1830s before the developments

reached a peak in the 1980s. What the two inventions

have in common is that they are both a result

from negative-positive processes.

In photography, a photographer basically uses

a camera to capture an object on a film whose

light-sensitive material renders a reaction to the

opposite colors of the object. When exposed to

light, an object or a person is photographed on

the film as a ‘negative’ image, for example, white

appears as black and vice versa. The bright part,

when on film, appears dark, and the dark portion

looks bright. When developed on a photographic

paper, the negative delivers a positive image, which

matches the object’s actual colors seen by one’s

bare eyes.

Like photography, concrete similarly lends itself

to this kind of positive-negative process. The

formwork is first created, and the wet concrete

mixture is poured into the mold. When left to dry, the

mold is taken off with the final result being a solid

concrete form. This particular casting process

creates a positive concrete mass out of a negative

04

คนงานกำาลังจัดเรียงไม้

แบบหล่อพื้นอาคารอย่าง

พิถีพิถัน สังเกตการเว้น

ร่องระหว่างไม้แบบแต่ละ

แผ่นเพื่อให้เนื้อคอนกรีต

ดันตัวออกมาทางร่องที่

เว้นไว้ กลายเป็นริ้วครีบ

ปูนทิ้งไว้กับท้องฝ้าหลัง

คอนกรีตแข็งตัว

05

ครีบปูนใต้ท้องฝ้า นอกจาก

ทำาหน้าที่เป็นบัวหยดน้ำา

แล้ว ยังส่งเสริมมิติทาง

ประติมากรรมของอาคาร

อย่างน่าอัศจรรย์

ลงมือหล่อ พื้นผิวด้านในของไม้แบบจะถูกบันทึกติดแน่น

จนกลายเป็นพื้นผิวด้านนอกของคอนกรีต อันเป็นองค์-

ประกอบที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกหากคอนกรีตนั้น

แข็งตัวไปแล้ว

สถาปนิกที่ต้องการทำาอาคารคอนกรีตเปลือยจึงจำาเป็นต้อง

มีความเข้าใจในกระบวนการเนกาทีฟ-โพสิทีฟ ไม่ต่างจาก

ช่างภาพที่ต้องรู้จักเลือกสีฟิวเตอร์ให้เหมาะสมกับการถ่าย

ภาพขาวดำา อย่างไรก็ตามในขณะที่การถ่ายภาพนั้นใช้

ทักษะความรู้เรื่องโทนสีและความสว่างของแสง การหล่อ

อาคารคอนกรีตเปลือยก็จำาเป็นต้องเข้าใจในแม่พิมพ์และ

รูปหล่อ (mould and cast) ซึ่งในบรรดาสถาปนิกไทย

ยุคหลัง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา น้อยคนนักที่จะสามารถ

เล่นกับความเป็นเนกาทีฟ-โพสิทีฟของคอนกรีตได้อย่าง

สร้างสรรค์เฉกเช่นอมร ศรีวงศ์ โดยเฉพาะคอนกรีตที่

ตึกกลม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พญาไท

นั้น ต้องนับว่าเป็นการตกผลึกในเรื่องนี้อย่างแท้จริง

ดังที่กล่าวแล้วว่า ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาคารปาฐกถา

ได้รับการออกแบบให้วางตัวฝังลงไปในดินส่วนหนึ่ง ซึ่ง

อมรได้ใช้พื้นดินที่โอบล้อมอาคารนั้นเป็นไม้แบบสำาหรับ

หล่อพื้นอาคารไปในตัว ขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดล อมร

ได้ออกแบบตึกกลมเป็นรูปชามท้องลึกที่ลอยตัวเหนือลาน

sunken ด้านล่าง โดยคอนกรีตรูปชามท้องลึกนี้หล่อขึ้นจาก

ไม้แบบที่ได้รับการจัดวางแพทเทิร์นตามแนวรัศมีพุ่งเข้าหา

ศูนย์กลางอย่างค่อนข้างพิถีพิถัน

จากภาพถ่ายอาคารขณะกำาลังก่อสร้าง จะเห็นว่าการวาง

ไม้แบบเรียงตามแนวรัศมีพุ่งเข้าหาศูนย์กลางทำาให้เกิดช่อง

ว่างรูปลิ่มสามเหลี่ยมระหว่างไม้แบบแต่ละแผ่นเสมอ และ

มีการใช้เศษไม้อุดร่องช่องว่างดังกล่าวเพื่อเตรียมพร้อม

รองรับการเทคอนกรีต จนเมื่อเทคอนกรีตและปล่อยให้

เริ่มเซตตัวในระดับหนึ่งแล้ว จึงถอดเศษลิ่มไม้เหล่านั้น

ออก เพื่อปล่อยให้เนื้อคอนกรีตค่อยๆ ปลิ้นตัวออกมาตาม

แรงโน้มถ่วงทางร่องที่เว้นไว้

5

mold, which means the making of formwork is a

crucial step in the casting process for it contributes

to the formation of both the shape and texture of

a concrete mass. In the case of exposed concrete,

an architect is required to be extra attentive to how

a formwork is designed and built, for as the casting

process is carried out, the inner part of the formwork

will imprint itself on the outer surface of the

concrete, creating permanent textural details when

the concrete becomes dry and solidified.

Architects who work on buildings with the use of

exposed concrete need to understand the negativepositive

process just like how photographers know

which is the right filter to use with black and white

photography. Nevertheless, while photography

requires a photographer’s skills and knowledge

in color tones and brightness of light, the casting

process of exposed concrete parts for a building

calls for architects’ understanding in how molds

and casts work. Among the post-1957 architects in

Thailand, few have been able to play around with

the negative-positive process of concrete casting

better than Amorn Srivongse, especially with the

Lecture Building at the Faculty of Science, Mahidol

University, Phayathai Campus, the work, which is

a testament of a profound crystallization of his idea

and knowledge.

As mentioned, the Lecture Building at Khon Kaen

University is designed with a part of its structure

buried into the ground, Amorn utilized the ground

surrounding the building as the formwork for concrete

pouring. Meanwhile, for the Lecture Building

at Mahidol University, he designed the building

in the shape of a deep bowl concrete structure,

elevated above the sunken plaza. The concrete

bowl structure was cast using temporary wooden

formwork with calculated patterns.

The photographs taken when it was under construction

show that each wooden panel was oriented into

radial lines pointing toward the center, consequently

creating a series of triangular wedges between every

adjacent wood panels. Wood scraps were placed to

close the gaps, in preparation as the formwork for the

concrete pouring process. Once the concrete was

poured and left to set to a certain level, the wooden

wedges were removed, allowing gravity to push the

concrete towards the gaps that were left open.


148

revisit

LIGHT AND CONCRETE AT TUEK KLOM

149

06

ทางเดินโค้งนำาไปสู่ทางเข้า

ห้องบรรยายที่ฝั่งตัวส่วน-

หนึ่งลงไปในดิน, อาคาร

ปาฐกถา คณะวิทยาศาสตร์

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

07

บันไดลงสู่ชั้นใต้ดินของ

ห้องบรรยาย

When exposed to light, these concrete fins render

varying patterns of light and shadow, accentuating

the building’s sculptural features to be even more

eminent and visually striking without the need for

other ornamental elements.

08

อาคารปาฐกถา คณะ

วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย

ขอนแก่น ออกแบบโดย

อมร ศรีวงศ์ และรชฏ

กาญจนะวณิชย์ เมื่อพ.ศ.

2507-2509

8

6

7

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคอนกรีตแข็งตัวคือครีบปูนที่ทิ้งร่องรอยไว้

บนท้องฝ้า ซึ่งทำาหน้าที่เป็นบัวหยดน้ำาควบคุมทิศทางการ

ไหลของน้ำาฝน ขณะเดียวกันยามเมื่อครีบปูนเหล่านี้ต้องการ

แสงก็ทำาให้เกิดแพทเทิร์นของแสงเงาที่ส่งเสริมลักษณะ

ทางประติมากรรมของอาคารให้เฉิดฉายเปล่งประกาย

โดยไม่จำาเป็นต้องตกแต่งประดับประดาด้วยวิธีการอื่นใด

เพิ่มเติม

การออกแบบไม้แบบหล่อคอนกรีตที่นำามาสู่ผลลัพธ์ทาง

สถาปัตยกรรมที่สวยสดงดงามนี้ ยังพบได้ในงานออกแบบ

ชิ้นอื่นๆ ของอมร ศรีวงศ์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหอส่ง

สัญญาณวิทยุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลา

นครินทร์, หอสูงเก็บน้ำา คณะพาณิชยกรรมศาสตร์และ

การบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหอสูงเก็บน้ำา

มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์ ซึ่งทั้งหมดนี้

นอกจากแสดงให้เห็นทักษะทางการออกแบบสถาปัตยกรรม

อย่างชนิดหาตัวจับยากแล้ว ยังแสดงถึงความเข้าใจใน

ความเป็นเนกาทีฟ-โพสิทีฟของกระบวนการทางคอนกรีต

ของผู้ออกแบบอย่างลึกซึ้ง เพราะหากพินิจเทคนิคการหล่อ

คอนกรีตที่ตึกเหล่านี้ เราจะต้องฉงนว่า สิ่งใดกันแน่คือองค์-

ประกอบเนกาทีฟ และสิ่งใดคือโพสิทีฟ ใช่หรือไม่ว่าไม้

แบบคือเนกาทีฟ ส่วนอาคารคอนกรีตที่ได้รับการหล่อ

ขึ้นมาคือโพสิทีฟ หรือแท้จริงแล้วทุกอย่างกลับตาลปัตรกัน

ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะพบว่า ในบรรดาผลงานสถาปัตยกรรม

ยุคหลัง พ.ศ. 2500 ของไทย งานสถาปัตยกรรมชิ้นเดียวกัน

จะสร้างประเด็นคำาถามเรื ่องแสง การถ่ายภาพ และคอนกรีต

ให้เกิดขึ้นได้พร้อมๆ กัน

The final result after the concrete was left to its

solid state is the fin-like details found on the ceiling,

which function as the molding that helps rainwater

flow in the proper direction. At the same time,

these concrete fins, when exposed to light, render

varying patterns of light and shadow, accentuating

the building’s sculptural features to be even more

eminent and visually striking without the need for

other ornamental elements.

Amorn Srivongse’s masterful use of formwork

creates a number of incredible works of architecture

such as the Radio Tower at the Faculty of

Engineering, Prince of Songkla University, the

water storage towers at the Faculty of Commerce

and Accountancy at Thammasat University, and

Silpakorn University’s Sanamchan Campus. All of

which do not only manifest Amorn’s remarkable

skills and vision in architectural design, but also

demonstrates his extensive knowledge in the

negative-positive process of concrete molding and

casting. Looking into the techniques developed

and devised for the construction of these buildings,

one may wonder which elements are the negative

and positive elements? Is the wooden formwork

the negative and the concrete form the positive?

Or, questioning, in fact, if everything is actually

reversed?

Among the post-1957 architectural creations,

it isn’t often that we’re able to find the type of

buildings from which some thoughtful conversations

about light, photography and concrete emerge

simultaneously, in the way and to the extent that

has been achieved by Amorn’s works.

พินัย สิริเกียรติกุล

ส ำเร็จกำรศึกษำทำง

ด้ำนสถำปั ตยกรรมและ

สถำปั ตยกรรมไทยจำก

มหำวิทยำลัยศิ ลปำกร

และประวัติศำสตร์

สถำปั ตยกรรมใน

ระดับดุษฎีบัณฑิตจำก

มหำวิทยำลัยคอลเลจ

ลอนดอน ปั จจุบัน

ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย

ศำสตรำจำรย์ คณะ

สถำปั ตยกรรมศำสตร์

มหำวิทยำลัยศิ ลปำกร

วังท่ำพระ โดยมีผลงำน

หนังสื อล่ำสุ ดได้ แก่

เปิ ดคลังเอกสำร อมร

ศรีวงศ์ (2563) ซึ ่งศึกษำ

ผลงำนสถำปั ตยกรรม

ของ “สถำปนิก” ผู้ซึ ่ง

ไม่เคยเรียนในโรงเรียน

สถำปั ตยกรรม

Pinai Sirikiatikul

studied Architecture

and Thai Architecture

at Faculty of Architecture,

Silpakorn University,

Bangkok, and

completed his PhD

in 2012 at University

College London. He is

currently an assistant

professor at Faculty

of Architecture,

Silpakorn University,

Bangkok. His recent

book, Unpacking

the Archives: Amorn

Srivongse, released

in 2020 explores the

architectural works

of the lesser-known,

self-taught architect,

Amorn Srivongse.


150

PROFESSIONAL

151


LIGHT

IS:

Light Is...


“Architectural Lighting Designer” is another

profession that is gaining more attention in the Thai

design industry. ASA Professional had the opportunity

to talk to two rising lighting designers - Vida

Khemachitphan and Papon Kasettratat. Two close

friends who joined together and opened a lighting

design company called “LIGHT IS”. 01

Text: Nuttawadee Suttanan

Photo Courtesy of LIGHT IS except as noted

เบื้องหลังการทำางาน

01

ของ LIGHT IS

ทีมงานออกแบบ

ภาพโดย Aweken

Studio 1 Tofu Design Studio 1


professional

“LIGHT IS: LIGHT IS …”

152 153

03

เบื้องหลังการทำางาน

ของ LIGHT IS

ภาพโดย Has design

and reseaech

“We can work together without talking much, as if we simply understand what

the other one is thinking.”

“LIGHT IS” was founded in 2019 by two friends who graduated from the Faculty of Architecture,

Chulalongkorn University. Vida studied Industrial Design, while Papon studied Architecture.

Vida is interested in lighting since her school days and became part of lighting team in the

Faculty’s theatrical group. After graduation, Vida jumped right into lighting design profession,

while Papon continued to work as an architect in Singapore for few years before joining

the same lighting design company. They both later went on to pursue a master’s degree in

lighting design in Germany and also did their internships in New York. During the past few

years the two have had not many opportunities to work together, but when they do they know

they work well and would make a good design partner. And this was the starting point of

LIGHT IS.

2

02

ปภณ เกษตรทัต และ

วิดา เขมะจิตพันธุ์

ผู้ก่อตั้ง LIGHT IS

ภาพโดย LIGHT IS

“When Papon came back to Thailand after working in New York for 7 years,

it was the same time Vida decided to leave her full-time job at one of

Thailand’s leading lighting design firms. We started working together on

some small projects with very few words exchanged, but we were able to

work hand-to-hand seamlessly as if we simply understand what the other

person is thinking. We agreed that we are going in the same direction with

the similar design approach. Since then, LIGHT IS was founded.”

“LIGHT IS: เพราะแสงทาให้พื้นที่มีชีวิต”

“นักออกแบบแสงสว่างทางสถาปัตยกรรม” หรือ “Lighting

Designer” คืออีกหนึ่งอาชีพที่กำาลังเป็นที่จับตามองใน

วงการออกแบบเมืองไทย ASA Professional ได้มีโอกาส

พูดคุยกับสองนักออกแบบแสงรุ่นใหม่อย่าง “ก้อย” วิดา

เขมะจิตพันธุ์ และ “เต้” ปภณ เกษตรทัต สองเพื่อนสนิท

ที่ร่วมกันเปิดบริษัทออกแบบแสงในชื่อ “LIGHT IS”

“เราทางานต่อกันได้ โดยไม่ต้องพู ดอะไรเลย เหมือนรู้

ว่าอีกคนหนึ ่งคิดอะไรอยู่”

“LIGHT IS” ก่อตั้งเมื่อปี 2562 จากการรวมตัวของสอง

เพื่อนร่วมรุ่นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ-

มหาวิทยาลัย “ก้อย” จบจากสาขาออกแบบอุตสาหกรรม

ส่วน “เต้” จบจากสาขาสถาปัตยกรรม ก้อยสนใจเรื่องแสง

ตั้งแต่สมัยเรียน และได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานเรื่อง

แสงในละครเวทีคณะ หลังจากเรียนจบจึงตัดสินใจทำางาน

ด้านออกแบบแสง ส่วนเต้หลังเรียนจบก็ไปเป็นสถาปนิกที่

สิงคโปร์ก่อนจะกลับมาทำางานที่บริษัทเดียวกันตามคำาชวน

ของก้อย ทั้งคู่ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการออกแบบแสง

ที่ประเทศเยอรมนีและฝึกงานที่นิวยอร์กเช่นเดียวกัน แม้

ช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งคู่จะมีโอกาสทำางานร่วมกันไม่มากนัก

แต่เมื่อพวกเขาได้ร่วมงานกันแล้ว ก็รู้ว่าสามารถทำางาน

ด้วยกันได้เป็นอย่างดี และเป็นจุดเริ่มต้นของ LIGHT IS ใน

ทุกวันนี้

“เมื่อเต้กลับมาเมืองไทยหลังจากทางานที่นิวยอร์ก

ได้ 7 ปี พอดีกับก้อยที่ตัดสินใจลาออกจากการเป็ น

พนักงานประจาที่บริษัทออกแบบแสงแถวหน้าของไทย

เราได้เริ่มทางานเล็กๆด้วยกัน ตอนทางานคือเราคุย

กันน้อยมาก สามารถทางานผลัดมือต่อกันได้ โดยแทบ

จะไม่ต้องพู ดอะไรเลย เหมือนรู้ว่าอีกคนหนึ ่งคิดอะไรอยู่

และรู้สึกว่าเรามีแนวทางทางานคล้ายกันมาก จากนั้น

จึงได้ตั้งบริษัท LIGHT IS ขึ ้นมา”

“เรารู้แล้วว่าใครขาดตรงไหน อีกคนก็พยายามไปเติม

ที่ขาดไป”

จากจุดเริ่มต้นในปี 2562 จนถึงวันนี้ เต้และก้อย เป็นทั้ง

หุ ้นส่วนและพนักงานของบริษัท พวกเขารู้สึกว่าปริมาณงาน

ยังอยู ่ในสัดส่วนที่สามารถทำางานด้วยสองคนหลักๆ ได้

โดยอาจจะมีงานบางส่วนตัดออกไปให้ outsource ช่วยทำา

สิ่งสำาคัญสำาหรับทั้งสองคนในการทำางานบริหารคือ “การคุย

แลกเปลี่ยนกันให้มากและเติมในสิ่งที่อีกฝ่ ายหนึ ่งขาด”

ในส่วนของงานออกแบบก็เช่นกัน นั่นคือแบ่งงานกันในส่วน

ที่แต่ละคนถนัด เต้จบสถาปัตยกรรมหลัก จึงทำาให้มีความ

ถนัดในส่วนงานที ่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง

ในขณะที่ก้อยที ่มีพื้นฐานมาจากสาขาออกแบบอุตสาหกรรม

ก็จะถนัดงานออกแบบภายในหรืองานที่ต้องลงรายละเอียด

มากกว่า

3

“We know what is missing in each other, and the other person would try to fill in

the missing piece.”

From the beginning in 2019 until today, Papon and Vida is both partners and employees of

the company. They are able to cope with the current workload with some tasks being cut off

to the outsources. What they both found important in the studio management is “To openly

discuss a lot and to fill in what the other person lacks.” This approach also applies to the

design work. They divided their work to match their expertise. Papon graduated in architecture,

so he has an aptitude for architecture and construction-related work. While Vida has a background

in industrial design, so she is better at interior design work or work that requires more

details.

“For the first few projects, we let the work flows freely, and we observed which

areas the other person excels at. Now we know what the other person’s strengths

and weaknesses are so we could fill in the missing points. While in the USA, Papon

worked mostly in the design process but rarely in management. Instead, Vida

used to take charge as a Project Designer in Thailand working on the scope of

design, setting up work schedules, and coordinating with all parties. So, she is

more apt when it comes to management than Papon.”

“Lighting design is about creating a sense of space.”

Recently, Thais are becoming more familiar with the lighting design profession. However,

LIGHT IS, who had the opportunity to work globally, still thinks that although the lighting

design profession in Thailand is starting to be acknowledged, it is still in a limited domain.

Unlike some countries, where lighting designers have already been well recognized as

a respectable profession and perform in a very clear scope of work, and have a more efficient

working system.


professional

“LIGHT IS: LIGHT IS …”

154 155

04-05

CHAVANA, Central

Embassy

ภาพโดย AIM Imaginarist,

Jinnawat Borihankijanan

“ช่วงโปรเจคแรกๆ ที่ทดลองทางานด้วยกัน เราก็จะ

ปล่อย แล้วก็จะดูว่าอีกคนถนัดทางไหน อย่างตอนนี้ก็รู้

แล้วว่าใครขาดตรงไหน ก็พยายามไปเติมจุดนั้นที่ขาด

อย่างเต้ตอนทางานที่อเมริกาก็จะเป็ นนักออกแบบเลย

ไม่ค่อยได้ทางานในส่วนของการจัดการ ส่วนก้อยตอน

อยู่บริษัทในไทยก็เคยจะทาหน้าที่เป็ น Project Designer

ซี่งทางานตั้งแต่ออกแบบ กาหนดตารางการทางาน

จนถึงการประสานงานกับทุกฝ่ ายก็จะถนัดเรื่องการ

จัดการมากกว่า”

“การออกแบบแสงคือการสร้างความรู้สึกให้กับพื้นที่”

ปัจจุบันหลายคนมองว่าอาชีพนักออกแบบแสงเริ่มเป็นที่

รู้จักในเมืองไทยมากขึ้น แต่ในมุมมองของ LIGHT IS ที่

มีโอกาสทำางานออกแบบแสงในต่างประเทศมาก่อน พวก

เขามองว่าแม้งานออกแบบแสงในประเทศไทยจะเริ่มเป็นที่

รู้จัก แต่ก็ยังอยู่ในวงจำากัด ต่างกับอาชีพนักออกแบบแสง

ที่ต่างประเทศซึ่งเป็นอาชีพที่ถูกให้ความสำาคัญอยู่แล้ว การ

ทำางานของนักออกแบบแสงในต่างประเทศจึงมีความชัดเจน

และมีระบบการทำางานที่คล่องตัวกว่า

4

“ในต่างประเทศที่เราเคยมีประสบการณ์ เขาให้

ความสาคัญกับอาชีพนักออกแบบทั้งหมด ไม่ใช่แค่

นักออกแบบแสง”

และแม้งานออกแบบแสงจะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก้อย

และเต้คิดว่าในมุมมองของคนส่วนใหญ่หรือแม้กระทั่งนัก-

ออกแบบด้วยกันเอง ยังคงมองว่างานออกแบบแสงเป็นงาน

ที่เหมาะกับงาน Luxury หรืองานที่ต้องใช้งบประมาณมาก

เท่านั้น ซึ่งพวกเขามองว่า “งานออกแบบแสงคืองานที่

ใช้แสงสร้างความรู้สึกให้กับพื้นที่นั้นๆ โดยไม่ได้มีข้อ

จากัดว่าต้องเป็ นงานออกแบบประเภทใด”

“เราอยากให้มองว่า งานออกแบบแสงเป็ นการไปเติม-

เต็มให้งานสถาปั ตยกรรม ช่วยส่งเสริมการออกแบบ

ของผู้ออกแบบทั้งสถาปนิกและมัณฑนากร ในแง่การ

มองพื้นที่หรือรายละเอียดงานสถาปั ตยกรรมในบางจุด

ที่อาจถูกมองข้ามไป

สาหรับเราทั้งคู่ ทุกอย่างสว่างอาจไม่ใช่คาตอบ การ

ละทิ้งความสว่างบางจุด ปล่อยให้ความมืดได้ทาหน้าที่

ของมัน อาจทาให้พื้นที่นั้นดูน่าสนใจขึ ้น การเล่นกับวัสดุ

การเน้นเฉพาะจุดที่ควรเน้น ควบคู่ไปกับการใช้งานที่

เพียงพอ ความสว่างแค่พอดีจะสร้างความรู้สึกและ

ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ได้ด้วย”

“บางครั้ง การออกแบบแสงก็เป็ นการสะท้อนตัวตน

ของพื้นที่”

งานออกแบบแสง นอกจากจะเป็นการสร้างความรู ้สึกให้พื้นที่

นั้น ก้อยและเต้มองว่างานออกแบบไม่ใช่เพียงการทำาให้พื้นที่

สว่าง และไม่ใช่เพียงความสวยงาม แต่พวกเขามองว่าการ

ออกแบบแสงคือการสะท้อนตัวตนของพื้นที่หรือเจ้าของพื้นที่

นั้นๆ อีกสิ่งสำาคัญสำาหรับการออกแบบแสงในแต่ละงาน

จึงเป็นการที่ผู ้ออกแบบแสงได้รู ้ถึงความเป็นมาของพื้นที่

รวมทั้งอุปนิสัยของเจ้าของพื้นที่

“เราอยากรู้ว่าพื้นที่นี้มีความเป็ นมายังไง เจ้าของ

เป็ นใคร ผู้ ใช้พื้นที่เป็ นใคร เราจะคุยกับลูกค้าว่าเวลา

อยู่ในพื้นที่นี้แล้วอยากให้รู้สึกยังไง บางงานคุยไปถึง

คาแรคเตอร์ของคุณแม่เจ้าของร้าน ตอนแรกที่เห็น

การออกแบบตกแต่งภายใน ยังไม่ได้ฟั งบรีฟ เรา

ออกแบบคร่าวๆ ไว้แบบหนึ ่ง แต่พอเขาเล่ามาถึง

ลักษณะของเจ้าของร้านและคุณแม่เจ้าของร้าน เรา

ก็ล้มแบบตัวเอง แล้วออกแบบใหม่เลย ก็คือเหมือน

การดึงคาแรคเตอร์ของเจ้าของพื้นที่ออกมาให้ ได้

มากที่สุด ให้เขารู้สึกสบายใจในการอยู่ในพื้นที่นั้น

ซึ ่งลักษณะการทางานแบบนี้ก็เป็ นความสนุกอีกอย่าง

หนึ ่ง ลักษณะแสงมันก็สะท้อนสิ ่งเหล่านี้ออกมาได้

เหมือนกัน”

06

Villa Lamphaya

ภาพโดย LIGHT IS

6

5

“In the countries where we used to work, designers in all design fields are valued

and recognized, not just lighting designers.”

Although lighting design become more widely recognized, Vida and Papon feel that most

people or even designers themselves still think that lighting design is only for luxury projects

or the ones that require large budget. In their view, “Lighting design is a practice that

implements light to create an experience and sense of space, no matter what type

of project it is.”

“Lighting design should be viewed as a complement to the architecture, it can help

to draw attention to the design and examining spaces or architectural details in

the areas that architects and interior designer might have overlooked.

For both of us, ‘to brighten up everything’ might not be the right way for lighting

design. Abandoning some light and allowing the darkness to shine could make

the space more enjoyable. Playing with materials, emphasizing on specific

spots where necessary, together with sufficient light for the usage with proper

illumination, will create a pleasant feeling and memorable experience for those

who come into the space.”

“Sometimes, lighting is a reflection of the identity of space.”

Vida and Papon think that, in addition to create a feeling of the space, lighting design is not

just about brightening up the area. It’s not just about beauty either. But they view lighting

design as a reflection of the identity of the space or its owner. Another important aspect of

lighting design in each project is that, the lighting designer knows the background of the

space, including the character of its owner.

“We wanted to know the background of the place, who is the owner, who are the

users? We talk to our clients about how they would like to feel when they are

inside this space. In one project, we even talked about the character of the shop

owner’s mother. When we first saw the interior design without the brief, we did

a rough design scheme, but when the client started talking about the nature of the

owner and his mother, we simply scrapped the scheme we just did and redesigned

it. It is like pulling out the character of the project owner as much as you can to

make them feel comfortable using the space. This kind of approach is another fun

aspect to work with. The nature of the light can reflect these charactors.”

“A fun job”

MoMA: Museum of Modern Aluminum and UNDER THE SUN are projects that LIGHT IS

defines as “fun” when we ask them a question about the work they like or want to share with

us. Vida and Papon said that MoMA is the lighting design for the façade of an aluminum

company’s new showroom, which uses aluminum as the primary material of the building skin.

It was a job they had the opportunity to work on since day one from the conceptual design

stage. They consider that good lighting design should be commence together, allowing

designers from all parties to develop the project together for a better result. They also see

the advantage of being a small company, that they are open to jobs at various scales, offer

them the opportunities to have a place for experimenting and learning, allow them to experiment

with unfamiliar elements.


PROFESSIONAL

ARCHITECTURE THROUGH THE LENS

156 157

7

07

Livist Resort,

Phetchabun

ภาพโดย LIGHT IS


professional

“LIGHT IS: LIGHT IS …”

158 159

“งานที่สนุก”

MoMA: Museum of Modern Aluminum และ UNDER

THE SUN คืองานที่ LIGHT IS ให้คำานิยามว่า “สนุก” เมื่อ

เราตั้งคำาถามถึงงานของที่พวกเขาชอบหรืออยากจะเล่าให้

เราฟัง ก้อยและเต้เล่าว่า MoMA คืองานออกแบบแสงสว่าง

ให้กับเปลือกอาคารโชว์รูมแห่งใหม่ของบริษัทอะลูมิเนียมที่

ใช้วัสดุอะลูมิเนียมเป็นส่วนหลักของเปลือกอาคาร และเป็น

งานที่พวกเขาได้มีโอกาสเข้าไปทำาตั้งแต่เริ่มร่างแนวคิดใน

การออกแบบ ซึ่งพวกเขามองว่างานออกแบบแสงที่ดี คือ

งานที่ควรต้องได้เริ่มไปพร้อมกันตั้งแต่ต้น เพราะจะทำาให้

ผู้ออกแบบทุกฝ่ายได้พัฒนาแบบไปพร้อมกัน และจะทำาให้

งานกลมกล่อมขึ้น นอกจากนี้ ข้อได้เปรียบของการเป็น

บริษัทขนาดย่อม คือการที่ LIGHT IS ได้รับงานที่ในสเกลที่

หลากหลาย เปิดโอกาสให้เรามีพื้นที่ที่เป็นดั่งสนามทดลอง

และเรียนรู้ ให้พวกเขาได้ทดลองทำาในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย

“งานเล็กๆ เป็ นงานที่สนุกอีกแบบหนึ ่ง เราได้เอาของที่

อยู่ใกล้ตัว หยิบเอาโคมไฟที่หาได้ทั่วไปมาใช้และเราก็ได้

เรียนรู้ว่าแบบนี้ก็ใช้ ได้เหมือนกัน การทางานในบางครั้ง

ของเราจึงเหมือนเราได้ทดลองไปด้วย”

“เราสามารถเอาประสบการณ์การได้ทาหลายๆ อย่าง

ก่อนหน้ามาใช้ ในงานของเราได้”

“คนที่อยากทางานด้านนี้ เราอยากแนะนาให้ลองทางาน

ด้านอื ่นมาก่อน เพื่อให้มีประสบการณ์ และที ่สาคัญ

อยากให้ “สนใจ” และ “สังเกต” ให้มาก เช่น ทาไมเรา

เข้าไปในพื้นที ่นี้แล้วเรารู้สึกสงบจัง หรือ รู้สึกกระตือ-

รือร้นจัง ทาไมมุมนี้ของร้านดูสวย สวยเพราะอะไร หรือ

ว่าเราไม่ชอบพื้นที่นี้เพราะอะไร การทางานอย่างอื่น

มาก่อน เช่น งานสถาปั ตยกรรม งานออกแบบตกแต่ง

ภายใน หรือ งานภูมิสถาปั ตยกรรม จะช่วยให้เราเข้าใจ

บริบทการทางานได้ดีขึ ้นมาก ทั้งกระบวนการทางาน

ของนักออกแบบร่วมทีม ความรู้เรื่องวัสดุ พื้นฐาน

การก่อสร้าง หรือรู้จักพรรณไม้ต่างๆ ก็จะช่วยให้งาน

ออกแบบแสงนั้นกลมกล่อมยิ่งขึ ้น”

คำาถามสุดท้ายของเรากับ LIGHT IS คือคำาถามสำาหรับคนที่

อยากเดินในเส้นทางนักออกแบบแสงเช่นเดียวกับพวกเขา

ทั้งสองคน ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร สิ่งที่ก้อยและเต้บอกกับเรา

พื้นฐานด้านการออกแบบอาจไม่จำาเป็นเท่ากับประสบการณ์

ดังนั้นนักออกแบบแสงจึงไม่จำาเป็นต้องมีพื้นฐานหรือจบ

ด้านออกแบบมาเท่านั้น “ถ้าเรามีความสนใจ เราจะเรียน

รู้อะไรก็ได้”คือสิ่งต่อมาที่เต้และก้อยบอกกับเรา จาก

ประสบการณ์การไปเรียนต่อต่างประเทศทำาให้พวกเขาเห็น

ว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนระดับปริญญาโทหลายคนก็มาจาก

พื้นฐานที่แตกต่างกัน ทั้งวิศวกร นักบัญชี หรือแม้กระทั่ง

นักจิตวิทยา สิ่งสำาคัญสำาหรับคนที่อยากจะเป็นนักออกแบบ

แสงจึงไม่ใช่พื้นฐานการออกแบบ แต่เป็น “ประสบการณ์

ความสนใจ และการสังเกต” นอกจากนี้ พวกเขามอง

ว่าการได้โอกาสทำางานด้านอื่นๆ ก่อนจะมาเป็นนักออกแบบ

แสงก็เป็นสิ่งสำาคัญเช่นกัน เพราะประสบการณ์หรือความ

เชี่ยวชาญจากงานนั้นๆ เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้งานออกแบบ

แสงของพวกเขาเกิดผลลัพธ์ที่ดี

หลังจบการพู ดคุยกับ “LIGHT IS” นอกจากมุมมอง

ที่เกี่ยวกับนักออกแบบแสงจะเปลี่ยนไป เรายังเห็น

ว่า LIGHT IS คือคนที่ให้ความสาคัญการออกแบบ

“แสง” เพราะพวกเขาเชื่อว่า “แสง” เป็ นสิ่งธรรมดา

ที่มีความสาคัญกับทุกพื้นที่

“เราอยากให้มีคาว่า Light อยู่ในชื่อ จะได้ชัดเจนว่า

เราทาอะไร ชื่อแรกก็เลยแบบ LIGHT IS ไหม คล้ายๆ

ค่ายเพลงพี่บอย เพราะเราชอบความน้อย เป็ นคาง่ายๆ

สั้นๆ เข้าใจได้เลย คาว่า IS มันให้คาจากัดความได้ ไม่

จากัด พอมารวมกัน มันก็ให้ความหมายเหมือนว่า เรา

อยากให้มองแสงคืออะไร IS คืออะไร IS เป็ นอะไร และ

LIGHT IS.....อะไร คาว่า Is สาหรับเราคือคาที่เรา

ไม่รู้ว่ามีอยู่ แต่ว่ามัน ‘มีอยู่’ ในทุกประโยค ‘เป็ น อยู่ คือ’

คือทุกอย่าง เวลาเราแปลเป็ นภาษาไทย มันคือคา

ธรรมดา แต่ว่ามันมีความหมายในทุกประโยค มีอยู่ใน

ทุกที่ แสงก็เหมือนกัน เหมือนบอกว่าแสงมีอยู่ในทุกที่

แต่ว่าปกติเราก็ไม่ได้คิดถึงความสาคัญของแสง เหมือน

ความสาคัญของ IS”

8

08

MoMA - Museum of

Modern Aluminium

ภาพโดย LIGHT IS

09

Under The Sun,

Ana Anan Pattaya

ภาพโดย LIGHT IS

10

เส้นสายและรายละเอียด

การออกแบบภายนอก

อาคาร

9

ณัฐวดี สั ตนันท์

จบการศึกษาจากคณะ

โบราณคดี มหาวิทยาลัย

ศิ ลปากร ปั จจุ บันกำ าลัง

ศึ กษาต่อระดับปริญญา

เอกสาขาสถาปั ตยกรรม

พื้นถิ ่น ที่คณะสถาปั ตย-

กรรมศาสตร์ มหาวิทยา-

ลัยศิ ลปากร พร้อมกับ

การทำาบริษัทชื่อ “สนใจ”

ที่ทำางานเรื่องการพัฒนา

เมือง การให้คนเป็ นศูนย์-

กลางและกระบวนการ

มีส่วนร่วมในรูปแบบที่

หลากหลาย

Nuttawadee Suttanan

completed her bachelor’s

degree in archaeology

and is currently pursuing

PhD in vernacular

architecture at

Faculty of Architecture,

Silpakorn University.

She is also a partner

of “SONJAI”, a studio

working on urban development,

people-centered

and participatory

process in various

means.

“Small jobs are fun. We can play with things we see everyday, pick up ordinary

lamps for the project and learn that it also works. Sometimes our work is just like

an experiment.”

“We can learn from so many things we have done before and use it in our work.”

“For those who want to work in this field, we would recommend trying out other areas of work

first to gain experience, and most importantly, you have to be “Curious” and “Observant” -

and you have to think about how and why do we feel so calm or so active when we enter this

room? Why does this corner of the shop look so impressive and what made it look so, or why

do we feel uncomfortable in this space? Working in other design fields before – architecture,

interior design, or landscape architecture - will help you understand the context and the

working process of the design team much better. Knowing about materials, basic construction

work, or various plants and vegetation, will help the lighting design to be more favorable.”

Our final question for LIGHT IS was for those who want to walk the path of lighting designers

like Vida and Papon. They said that a design background may not be as essential as experience.

Lighting designer doesn’t need a design background or a design degree. “If we are

truly interested, we can learn anything,” was the next thing they told us. Their study abroad

experiences allowed them to see that many classmates graduated from different backgrounds

– engineers, accountants, or even psychologists. The most important things for

those who want to become lighting designers are not the design degree but to have “Curiosity

and Observations.” What one has done before becoming a lighting designer is also crucial

because the experience or expertise from that job might help. It could propel their design to

produce memorable results.

After the conversation with “LIGHT IS”, not only our perspective on lighting designers have

changed, but we also see that LIGHT IS values “lighting” design because they believe that

“light” is an ordinary element that matters in every space.

“We wanted to have the word “LIGHT” in the title, so it is clear what we do.

The first name coming to our mind is LIGHT IS?, sounds like the name of Boyd

Kosiyapong’s music company - a simple, short, understandable word. The word

“IS” has an infinite number of definitions. When combined, we want people to

question what “light” is, what “is” is, and what LIGHT IS...”

To us, ‘IS’ is a word we rarely noticed, but it occurs in every sentence regardless of forms.

‘IS’ can be anything and everything when translated to Thai. It is a simple word, yet has the

meaning and value in every sentence.

“IS” exists everywhere, and so is Light.

Ig: lightis.studio

fb.com/lightis

light-is.com


160

professional / studio

INLY STUDIO

161

Inly

Studio

The hidden

จุดเริ ่มต้นของ Inly Studio เป็ นอย่างไร

กอลฟ์-ปกรณ์ อยู ่ดี และ ก้อย-วิภาดา อยู ่ดี เรา

สองคนอยู ่ในวิชาชีพได้ราวๆ 16 ปีแล้วตั้งแต่

เรียนจบ โดยเริ่มต้นจากการเป็น พนักงานบริษัท

ก่อน จากนั้นจึงค่อยมาเริ่มใช้ชื่ออินลี่ (Inly) ได้

12-13 ปีให้หลัง ซึ่งชื่ออินลี่ (Inly) เป็นคาที่พ้อง

กันกับคาว่า “อินลิ” ในภาษาเหนือ แปลว่า เจ๋งพอ

แสลงมาเป็นภาษาอังกฤษก็ออกเสียงเป็นอินลี่

(Inly) ให้ความหมายที่สื่อถึงเรื่องอินเนอร์หรือ

อารมณ์ และการทาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราเริ่มใช้ชื่อนี้

กันมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้นรับงานใหม่ๆ จนทาให้

ผู ้คนเริ่มคุ ้นหูและรู ้จักเรามากขึ ้นในชื่อนี้ เริ่ม

เข้าใจแนวทางการทางานของเราว่าเราถนัดอะไร

เริ่มเห็นภาพว่าเราชอบออกแบบประมาณไหน

พอมีโปรเจ็คต์เข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราสองคนจึง

ค่อยตัดสินใจก่อตั้งสตูดิโอขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจัง

ความสนใจอะไร หรือแรงบันดาลใจอะไรที่ถูก

ใช้ในการทางานมาจนถึงทุกวันนี้

ระหว่างทางที่ผ่านมาเรารับงานทุกแนวและทุก

ขนาด มีตั้งแต่เล็กไปจนถึงใหญ่และประเภท

อาคารก็คละๆ กันไป แต่ช่วงก่อนโควิด-19 ได้

ไม่นาน เรามีโอกาสได้จับงานประเภทที่พักอาศัย

ค่อนข้างเยอะ ช่วงนั้นจึงเริ่มรู ้สึกชัดเจนมากขึ้นว่า

เราสนุกกับการออกแบบงานประเภทที่พักอาศัย

แต่ขณะเดียวกันก็ยังรับงานประเภทอื่นอยู ่ เพราะ

เราก็ไม่ได้ออกปากว่าเราเป็นสถาปนิกอออกแบบ

บ้านอย่างเดียว แต่เราแค่รู ้สึกชอบและท้าทายกับ

งานประเภทที่พักอาศัยเป็นพิเศษ ยิ่งเราได้มี

โอกาสขยายวงกว้างไปรับงานในพื้นที่อื่นๆ นอก-

จากในเชียงใหม่ด้วยแล้ว ก็ยิ่งรู ้สึกท้าทายกับความ

หลากหลายของผู ้คนและพื้นที่ใหม่ๆ มากขึ้นด้วย

คิดว่าอะไรคือสิ ่งที่ทาให้เจ้าของโครงการ

หรือลูกค้าจากภูมิภาคอื่นๆ สนใจผลงาน

ออกแบบของอินลี่ (Inly)

“เรียบง่ายไว้ดีที่สุด หรือ Basic is the best”

ส่วนตัวคิดว่าอาจเพราะเราเน้นความเรียบง่าย

หรือการเข้าถึงที่ง่ายเป็นหลัก เราออกแบบบ้าน

ให้เป็นบ้านมากที่สุด เน้นนาเสนอความพิเศษให้

กับผู ้อยู ่อาศัยผ่านความเรียบง่ายที่เจ้าของบ้าน

เข้าใจได้ไม่ยาก ขณะที่เราก็สอดแทรกดีเทลใน

งานสถาปัตยกรรม เช่น การออกแบบไฟ หรือ

การเลือกใช้วัสดุที่มีเอกลักษณ์ให้เหมาะสมกับ

คาแร็คเตอร์ของเจ้าของบ้าน ซึ่งตรงนี้จะทาให้

บ้านแต่ละหลังมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

เพราะเราอิงและตีความจากผู ้อยู ่อาศัยเป็นหลัก

จากนั้นจึงค่อยประยุกต์รูปแบบของอาคารให้

เกิดความน่าสนใจเป็นลาดับต่อมา

ยังจาภาพในช่วงที่เพิ่งเริ่มเปิ ดออฟฟิ ศแรกๆ

ได้ไหม จากวันนั้นจนวันนี้เป็ นอย่างไรช่วยเล่า

ให้ฟั งสั้นๆ

แน่นอนว่าช่วงแรกก็ต้องไฟแรงเป็นธรรมดา เรา

ทางานกันอย่างบ้าคลั่ง (หัวเราะ) คิดว่าหลายๆ

คนก็น่าจะไม่ต่างกัน ซึ่งจากวันนั้นจนวันนี้เราก็

ยังคงทาเหมือนเดิมมาตลอดอาจไม่ได้ต่างไปจาก

ช่วงแรกเริ่มเท่าไหร่ แต่ส่วนที่รู ้สึกว่าต่างออกไป

คงเป็นเรื่องของมุมมองในการออกแบบที่คมขึ้น

หรือแม่นยาขึ้น และยังมีทีมเพิ่มขึ้นด้วย จากเคย

ทางานกันแค่ 2 คน ผ่านมาเรื่อยๆ ก็กลายเป็น

10 คน ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเป็นขนาดของทีมที่กาลัง

ทางานสนุก เรามีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน มี

มุมมองที่หลากหลายมาแบ่งปันกันมากขึ้น รวม

ถึงศักยภาพการทางานก็ดีขึ้นด้วย ยิ่งตอนเริ ่ม-

วางระบบ Work from home ใหม่ๆ ก็ทาให้เรา

เห็นรูปแบบการทางานอีกมุมหนึ่ง ซึ่งให้ความ

ยืดหยุ ่นกับการใช้ชีวิตของคนในทีม เราจึงคิดว่า

ในอนาคตก็คงจะยังนาระบบ Work from home

มาใช้กับการทางาน ร่วมกับการเข้าออฟฟิศด้วย

เหมือนกัน ตรงนี้มันเป็นการปรับวิธีการทางาน

ตามความเหมาะสมและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ซึ่ง

เราว่ามันดีกับหลายๆ ฝ่าย

ช่วยยกตัวอย่างผลงานที่รู้สึกประทับใจ หรือ

ผลงานที่กาลังทาอยู่และมีความน่าสนใจมา

2-3 ผลงาน

จริงๆ มีหลายโปรเจ็คต์มากที่ค่อนข้างประทับใจ

แต่หากให้ยกตัวอย่างโปรเจ็คต์แรกอาจเป็นบ้าน

ของเราเองที่แม้จะตั้งต้นด้วยจานวน สมาชิกใน

ครอบครัว งบประมาณ และข้อจากัดของเวลา

แต่เราก็สามารถออกแบบลายเส้นของตัวเองได้

อย่างเต็มที่ตามแนวคิดที่เราชอบ โปรเจ็คต์ต่อมา

ที่ประทับใจคือ The Hidden เป็นบ้านที่สนุกมาก

เพราะเราเสนออะไรไปลูกค้าก็เล่นด้วยหมด บ้าน

หลังนี้จะเป็นบ้านที่มีลูกเล่นและมิติที่แปลกใหม่

สาหรับการออกแบบบ้านค่อนข้างเยอะ ส่วนหลัง

สุดท้าย C-2 House เป็นอีกผลงานที่สนุกเช่นกัน

เพราะเราคุยกับเจ้าของบ้านจนกลายเป็นเพื่อนกัน

คลุกคลีกับเขาจนเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร มีการ

ศึกษากันค่อนข้างเยอะ เราเชื่อว่าสถาปนิกค่อน-

ข้างมีส่วนกับการออกแบบการใช้ชีวิตภายในบ้าน

ของเจ้าของบ้านมาก ถ้าเราทาความเข้าใจ รับฟัง

ปัญหา และนาเสนอการแก้ปัญหาผ่านงานสถา-

ปัตยกรรมได้น่าจะเป็นสิ่งที่ประสบความสาเร็จ

แล้ว ในแต่ละโปรเจ็คต์นั้นๆ

The hidden

Yoodee house


162

professional / studio

INLY STUDIO

163

Tell us about how Inly Studio

started?

Golf - Pakorn Yoodee and Koi - Wiphada

Yoodee, we both have been in

the profession for about 16 years since

graduation. Starting from being a company

employee first, we began to use

Inly some 12-13 years later. The name

“Inly” is a word that is synonymous with

“Inli” in the Northern dialect, meaning

great. In English, it is also pronounced

as Inly, meaning something that conveys

the inner or emotional feeling or

to deepen. We’ve been using this name

ever since we started accepting new

jobs. Later, people became familiar

with and knew us better by this name,

began to understand how we work and

what we are good at, and started to

understand how we design. With more

and more projects coming in, we decided

to start a studio seriously.

What interests or motivates you

in your work to this day?

We have been, along the way, accepting

jobs of all types and sizes, ranging

from small to large, and the building

types are varied. Anyway, shortly

before COVID-19, we had the opportunity

to get quite a lot of residential

work, and at that time, it became clear

that we enjoyed designing residential

buildings. But we are still accepting

other types of work because you can’t

say that you open your office to design

houses only though we’re particularly

fond of working on housing projects.

The more we have the opportunity to

expand to work in other areas outside

Chiang Mai, the more we feel challenged

with the diversity of new people

and new places.

What makes project owners or

your clients from other regions

interested in Inly’s designs?

“Basic is the best.” Personally, I think it

might be because we mainly focus on

simplicity or design that is comprehensible.

We like to design the house to be

as home as much as possible. We also

emphasize presenting exclusivity to the

owners through simplicity that is not

At first, we are very energetic.

We work like crazy. That could be

the same for many people. From

that day until today, I would say

we still do the same thing all the

time, not quite different from the

beginning.

too difficult to understand. At the same

time, we love to integrate extra details

in architecture, such as lighting design

or selecting unique materials that go

along well with the house’s character.

We feel that it makes each project

wholly different and unique because

we always come up with architectural

elements and vocabulary that are particular

for each owner first. It was later

that we applied design to make it more

interesting.

Would you share with us the

very first day that Inly started?

How was it from that day until

today?

Of course, at first, we are very energetic.

We work like crazy (laugh). I

think that could be the same for many

people. From that day until today, I

would say we still do the same thing

all the time, not quite different from the

beginning. But what is different is probably

our perspectives – we are sharper

and more precise. And there are more

members in the team as well. From

working with only 2 people, become 10

now, which I think is the team size that

works. There are different aptitudes,

and there are different attitudes to

share. It means more potential to work

better as well. When we started the

Work from Home system, it made us

see another aspect of our office administration

that gives flexibility to the

life of the people in the team. So we

think perhaps in the future, we might

continue to apply this WFH system

along with standard office work style.

This could be our new way of working

adapted to the current situation, which

we think is good for many of us.

Would you share a few

interesting projects that you are

working on?

For us, many projects are quite impressive.

But to give an example, the first

project might be our own home that

even started with the family members,

budget, and time constraints, but we

can design as we like. The next project,

The Hidden, is also a project we like.

It’s a house that we enjoy working with

because the client seemed to accept

all the ideas that we proposed. The-

Hidden is a house with a lot of features

and elements that are pretty new for

home design. And last but not least-

C-2 House - is also fun because we

talk to the owners so much that we

become friends. We mingle with them

until they realize what they really want.

We also spend a lot of time studying

the owners’ requirements and how they

want the space to serve their lifestyle.

We believe that architects play a significant

role in the design of the house

and the way the owners live. If we can

understand, listen to the problems, and

offer solutions through architecture,

there will be no failure in each project.

fb.com/inlystudio

บ้านลาลูกกา

C-2 House

C-2 House


164

chat

KHOMSAN SAKULAMNUAYPONGSA

165

งนหลักๆ ของฝ่ ยทะเบียนคือ ต้องเข้มจัดกรควมเรียบร้อย

ของระบบสมชิก และพัฒนให้เกิดกรตรวจสอบ รวมถึงกรเข้ถึง

ที่ง่ยขึ ้น กรทำงนของเรที่ผ่นมจึงประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

กรแยกข้อมูลของสมชิก และกรเข้ถึงข้อมูลสมชิก

คุณคมสัน สกุลอำนวยพงศ

ฝ่ยทะเบียน สมคมสถปนิกสยมฯ

อาษา: นโยบายและวิสัยทัศน์ของฝ่ ายทะเบียน

ในคณะกรรมบริหารชุดนี้มีแนวทางเป็ นอย่างไร

คุณคมสัน สกุลอำนวยพงศ: หลักๆ คือเราต้องการเข้า

มาจัดการความเรียบร้อยของระบบสมาชิก และพัฒนาให้

เกิดการตรวจสอบ รวมถึงการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น การทำางาน

ของเราที่ผ่านมาจึงประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การแยกข้อมูล

ของสมาชิก และการเข้าถึงข้อมูลสมาชิก โดยส่วนแรกจะ

เป็นการเข้าไปปรับปรุงแก้ไขระบบในเรื่องของชื่อ และราย-

ละเอียดของสมาชิกที่มีความซับซ้อน รวมถึงบางส่วนเป็น

ข้อมูลที่ไม่ได้รับการอัพเดทหรือไม่สามารถนำาไปใช้ได้จริง

เช่น อายุของสมาชิกบางท่านมีอายุถึง 199 ปี แบบนี้เรา

ก็ต้องสกรีนและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องกันอย่างละเอียด

อีกครั้ง รวมถึงการแยกข้อมูลในส่วนของการลงทะเบียน

จากระบบเก่า หรือการลงทะเบียนด้วยเอกสารทั่วไป ซึ่ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นระบบที่มีข้อมูลสมาชิกอยู่ค่อนข้างเยอะ

พอสมควร จึงทำาให้ฝ่ายทะเบียนต้องใช้เวลากับการตรวจ

สอบค่อนข้างมาก เพื่อแยกว่าปัจจุบันมีสมาชิกจำานวนที่

ถูกต้องอยู่เท่าไหร่ และข้อมูลส่วนไหนเป็นข้อมูลที่ผิดแปลก

ไปบ้าง

อีกแนวทางการพัฒนาคือเรื่องของการเป็นส่วนหนึ่งกับ

สภาสถาปนิกฯ เพราะสมาชิกรวมถึงหลายๆ ท่านยังคงไม่

เข้าใจว่าสภาสถาปนิกฯ และสมาคมสถาปนิกฯ แตกต่าง

กันอย่างไร บางครั้งโทรเข้ามาติดต่อสอบถามข้อมูลซึ่งเป็น

ส่วนของทางสภาฯ เราก็จะให้ข้อมูลได้เพียงเบื้องต้นและ

แจ้งว่าต้องดำาเนินการอย่างไรต่อ ในอนาคตทางสมาคมฯ

จึงอยากให้มีการวางแผนร่วมกันหรือเรียกว่าเป็นประตู

บานเดียวกันที่เมื่อมีคนหลงเข้ามาในประตูบานนี้ เราก็จะ

ได้แจ้งเป็นข้อมูลเดียวกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางการ

ออกแบบวิธีการทำางานร่วมกันกับทางสภาฯ อีกวิธีหนึ่ง

อาษา: ทิศทางการพัฒนาและการปรับเปลี่ยน

รูปแบบงานทะเบียนในอนาคต หรือที่กำาลัง

ดำาเนินการอยู่มี โครงการใดบ้าง

คุณคมสั น สกุลอำนวยพงศ: ถึงแม้สมาชิกบางส่วนจะ

ยังคงใช้การตอบรับผ่านเอกสารอยู่ ซึ่งเราก็ยังคงอำานวย

ความสะดวกในส่วนนี้ให้กับทางสมาชิกเช่นเดิม แต่ส่วนที่

ได้เพิ่มและพัฒนาเพื่อการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นก็คือการเข้าถึง

ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตในช่องทางอื่นๆ เช่น แอปพลิเคชั่น

Line ซึ่งจะทำาให้สมาชิกได้รับข้อมูลข่าวสารโดยตรงจาก

แอปพลิเคชั่นที่ใช้งานกันเป็นประจำาทุกวันอยู่แล้ว


166

chat

167

ส่วนอีกโครงการที่กำาลังวางแผนกันอยู่ คือแนวทางในการเพิ่มจำานวน

สมาชิกคนรุ่นใหม่ เราจึงหนักเน้นการประชาสัมพันธ์ไปทางนิสิต

นักศึกษาในมหาวิทยาลัยมากขึ้น โดยอาจร่วมกันกับทาง ISA เดินทาง

ไปตามสถาบันหรือภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้คนรุ่นใหม่หรือนิสิตนักศึกษา

คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบได้เข้าใจถึงการเป็นส่วนหนึ่งของ

สมาคมสถาปนิกฯ และการเห็นความสำาคัญของข่าวสารในแวดวงการ

สถาปัตยกรรมผ่านกิจกรรมและช่องทางของสมาคมฯ มากขึ้นก่อนการ

ก้าวขึ้นมาเป็นสถาปนิกในอนาคต

สมคมฯ อยกเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจ

ทุกท่น รวมถึงผู้ที่ประกอบวิชชีพ

สถปนิก เข้ม ร่วมเป็ นสมชิก

สมคมสถปนิกสยมฯ กันก่อน

หลังจกนั้นทุกท่นก็จะได้รับข้อมูล

ข่วสร และกิจกรรมดีๆ ที่เรตั้งใจ

ส่งมอบให้กับสมชิกแน่นอน โดย

เฉพะโครงกรช่วยเหลือสมชิก

ที่จะเปิ ดให้ทุกท่นสมรถเข้ม

สมัครเป็ นสมชิกได้ฟรี เรจะมีกร

เพิ่มช่องทงในกรสนับสนุนสมชิก

และมีกิจกรรมใหม่ๆ ให้ ได้ติดตมกัน

อย่งต่อเนื่อง

อาษา: ทางสมาคมมีความคิดเห็น และมีแผนในการส่งเสริม

สมาชิกอย่างไรบ้าง

คุณคมสัน สกุลอำนวยพงศ: สิ่งที่มักถูกถามอยู่บ่อยครั้งจากสมาชิก

และผู้ที่กำาลังสนใจเป็นสมาชิก คือการเข้าร่วมเป็นสมาชิกจะได้อะไรจาก

ตรงนี้บ้าง จริงๆ แล้วในสมาคมฯ เรามีกิจกรรมและสิทธิพิเศษมากมาย

ที่จัดให้กับสมาชิกเป็นประจำาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราพบจากการทำางานที่

ผ่านมาคือสมาชิกหลายๆ ท่านได้รับข่าวสารไม่ทั่วถึง หรือลงทะเบียน

กิจกรรมต่างๆ ไม่ทัน ซึ่งทำาให้ต้องเสียสิทธิและโอกาสในการเข้าร่วม

กิจกรรมของทางสมาคมฯ ดังนั้นนอกจากกิจกรรมที่เราต้องการส่งเสริม

สมาชิกเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เราก็อยากให้สมาชิกติดตามข่าวสารดีๆ จาก

สมาคมฯ ด้วยเช่นกัน โดยทางสมาคมฯ เราก็จะพยายามพัฒนาระบบ

ให้สามารถเข้าถึงข่าวสารได้รวดเร็วขึ้นอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ควบคู่กับ

การให้ความร่วมมือกับทางสมาชิก

อาษา: สัดส่วน หรือประเภทของสมาชิกในปั จจุบันมีการ

อัพเดทเพิ ่มเติมบ้างไหม อย่างไร

คุณคมสัน สกุลอำนวยพงศ: ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะยังไม่ค่อยทราบ

กันว่าสมาชิกสมาคมสถาปนิกฯ ไม่จำาเป็นต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ

สถาปนิกก็ได้ ซึ่งทำาให้สัดส่วนของสมาชิกประเภทบุคคลทั่วไป นิสิต

นักศึกษา หรือกิตติมศักดิ์ยังมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับสัดส่วนของผู้-

ประกอบวิชาชีพสถาปนิกโดยตรง ซึ่งเราก็จะพยายามประชาสัมพันธ์

ข่าวสารในส่วนนี้ให้วิชาชีพอื่นๆ และบุคคลทั่วไปได้ทราบกันมากขึ้น

ส่วนอีกประเภทสมาชิกที่อยากจะเพิ่มเข้ามาก็คือประเภทนิติบุคคล

เพราะเป็นประเภทที่มีการทำางานเกี่ยวเนื่องกับองค์กรหลายๆ ฝ่าย อีก

ทั้งยังเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ในองค์กรนั้นๆ ให้ทราบถึงการเข้าร่วม

เป็นสมาชิกสมาคมสถาปนิกฯ ตลอดจนยังเป็นการเพิ่มจำานวนสมาชิก

ประเภทอื่นๆ ได้ในคราวเดียวกัน

อาษา: ระหว่างนี้มีกิจกรรมหรือข่าวสารอะไรจากจาก

ฝ่ ายทะเบียนที่ต้องการประชาสัมพันธ์ ให้สมาชิกได้ทราบ

กันบ้างไหม

คุณคมสัน สกุลอำนวยพงศ: สิ่งสำาคัญเลยคือทางสมาคมฯ ก็อยาก

เชิญชวนให้ผู้ที่สนใจทุกท่าน รวมถึงผู้ที่ประกอบวิชาชีพสถาปนิก เข้ามา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกสมาคมสถาปนิกสยามฯ กันก่อน หลังจาก

นั้นทุกท่านก็จะได้รับข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมดีๆ ที่เราตั้งใจส่งมอบ

ให้กับสมาชิกแน่นอน โดยเฉพาะโครงการช่วยเหลือสมาชิก ที่จะเปิดให้

ทุกท่านสามารถเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกได้ฟรี โดยจะสิ้นสุดโครงการ

ถึงวันที่ 30 เมษายน 2565 นี้ ส่วนหลังจากนั้นก็ยังอยากเชิญชวนให้

เข้ามาสมัครกันเรื่อยๆ เพราะเราก็จะมีการเพิ่มช่องทางในการสนับสนุน

สมาชิก และมีกิจกรรมใหม่ๆ ให้ได้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง


168

the last page

Photo: Nuanwan Tuaycharoen

รองศาสตราจารย์

ดร. นวลวรรณ ทวยเจริญ

อาจารย์ประจำาและ

หัวหน้าศูนย์ออกแบบ

สภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน

คณะสถาปั ตยกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Associate Professor

DR. Nuanwan Tuaycharoen

Lecturer and Head of

Kasetsart Universal

Design Center (KU.UDC)

สถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นทำ าให้รู ้ว่า

“ไม่มีอะไรแน่นอน” ในชีวิต

และทำาให้เราเรียนรู ้ที ่จะเยียวยาจิตใจตนเอง

เพื่อที่ว่าวันนึงเราจะสามารถก้าวเดินได้อย่างมั่นคง

อีกครั้งหนึ่ง…..

แสงสว่างเป็นปัจจัยที่สำาคัญที่สามารถช่วยเยียวยา

จิตใจของเราได้ในสถานการณ์ปัจจุบันดังที่

Nightingale กล่าวไว้ว่า

“สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการเป็นอันดับสองรองจากอากาศ

ที่สดชื่นคือแสง…แสงสว่างไม่ว่าจะเป็นแสงประดิษฐ์

หรือแสงธรรมชาติต่างมีผลกระทบต่อการรักษา

พยาบาลและฟื้นฟูผู ้ป่วยทั ้งสิ ้น”

(Nightingale, 1970: 47-48)

The current situation that occurs makes us

know that “Nothing is certain” in life, and

make us learn to heal ourselves so that

one day we will be able to walk steadily

again…..

Light is an important factor that can heal

our minds in the present situation, as

Nightingale puts it:

“Second only to fresh air, the patients need

the most is light…Light, whether artificial or

natural, has an impact on the healing and

rejuvenation of the patient.” (Nightingale,

1970: 47-48).

Hooray! Your file is uploaded and ready to be published.

Saved successfully!

Ooh no, something went wrong!