Vipassana Thai-Eng

ctuthai

วิปัสสนากรรมฐาน

โดย พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)


ธรรมบรรยายเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน

โดย พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)

อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ณ งานสัมมนาวิปัสสนากรรมฐานนานาชาติ

วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

วันเสาร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๖

บันทึกโดย สก็อต และ อนงค์ โรเบอร์สัน

เรียบเรียงโดย ดู เวย์น อิงเกิลฮาร์ท

แปลโดย คุณณฐิณี เจนสวัสดิชัย

คุณสุวิมล รามโกมุท

จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ

ในงานครบรอบ ๔๐ ปี วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.

๙๐ ปี พระราชมงคลรังษี (หลวงตาชี)

๘ มิถุนายน ๒๕๕๘


ธรรมบรรยายเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน

โดยพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)

อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พิมพ์ครั้งแรก : มีนาคม ๒๕๕๘

จำานวน ๑,๕๐๐ เล่ม

คุณสุวิมล รามโกมุท จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ

ในงานครบรอบ ๔๐ ปี วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.

๙๐ ปี พระราชมงคลรังษี (หลวงตาชี)

๘ มิถุนายน ๒๕๕๘

พิมพ์ที่ : นิติธรรมการพิมพ์

๗๖/๒๕๑-๓ หมู่ที่ ๑๕ ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ๑๑๑๔๐

โทร. ๐-๒๔๐๓-๔๕๖๗-๘, ๐-๒๔๔๙-๒๕๒๕, ๐๘๑-๓๐๙-๕๒๑๕

e-mail : niti2512@hotmail.com, niti2512@yahoo.co.th


คำานำา

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมเป็นทาน

ชนะการให้ทั้งปวง

เมื ่อได้ฟังปาฐกถาภาคภาษาอังกฤษของท่านพระ

เดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)

อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส ในการประชุมวิปัสสนา

นานาชาติ วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๖ งานธรรม

สมโภชอายุวัฒนมงคล ๘๘ ปีของพระราชมงคลรังษี

(สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท) หรือหลวงตาชี เจ้าอาวาสวัดไทย

กรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. มีความซาบซึ้งใจ ปรารถนาให้ผู้

ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีความรู้ที่ถูกต้อง

ดังนั้น ดิฉันจึงได้ตั้งเจตจำานงขอเป็นเจ้าภาพ

พิมพ์หนังสือแจกเป็นธรรมทาน โดยได้รับความเมตตา

นุเคราะห์ จากท่านพระครูสิริอรรถวิเทศ เลขาธิการ


4 7 วิปัสสนากรรมฐาน

สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ประธานอำานวยการ

วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. รับภาระในการจัดหาผู้ถอด

เทป และแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ดังที่

ท่านผู้อ่านได้ประจักษ์ชัดด้วยสายตา

หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพระ

ธรรมทูตผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาในภาควิปัสสนา

กรรมฐาน ตลอดถึงผู้อ่านทั้งชาวไทยและชาวต่าง

ประเทศทุกท่าน ที่สนใจในการศึกษา ปฏิบัติ จักได้

เป็นคู่มือในการเดินทางสู่อริยมรรค อริยผล และ

สั่งสมเป็นปัจจัยไปสู่พระนิพพาน

ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา สืบสานรักษา

พระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสถาพรต่อไปนานแสนนานฯ

สุวิมล รามโกมุท


คำาปรารภ

เนื่องในโอกาสมงคลสมัยที่วัดไทยกรุงวอชิงตัน,

ดี.ซี. ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ โดยความ

ร่วมแรงร่วมใจและพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

ชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้เจริญก้าวหน้าและพัฒนา

มาโดยลำาดับ พร้อมทั้งดำาเนินกิจกรรมการเผยแผ่

พระพุทธศาสนาครบ ๔๐ ปี ดังนั้น คณะกรรมการ

คณะศิษยานุศิษย์ ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ ได้มี

มติเป็นเอกฉันท์ พิจารณาเห็นสมควรให้มีการจัดงาน

ทำาบุญธรรมสมโภช เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาส

อันเป็นมหามงคลครั้งนี้ รวมเป็น ๓ งานด้วยกัน คือ

๑. สมโภชวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ครบ ๔๐ ปี

๒. ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ พระวิเทศธรรมรังษี

(สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท ป.ธ.๔, พธ.ด.) ประธานสงฆ์


6 7 วิปัสสนากรรมฐาน

วัดไทยกรุงวอชิงตัน,ดี.ซี. เนื่องในวโรกาสวันเฉลิม

พระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ได้รับพระราชทาน

เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ใน

ราชทินนามที่ “พระราชมงคลรังษี”

๓. ทำาบุญธรรมสมโภชอายุวัฒนมงคลครบ ๙๐

ปี พระราชมงคลรังษี

พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชมงคลรังษี

(สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท) หรือหลวงตาชี เป็นพระธรรม

ทูตไทย ผู้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศสหรัฐอเมริกา

นานถึง ๔๐ ปีแล้ว ได้ยึดหลักธรรมคำาสอนขององค์

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักปฏิบัติในชีวิต

ของท่านอย่างหนักแน่นมั่นคง จนเป็นพระเถระรูปหนึ่ง

ที่เป็นหลักให้แก่คณะสงฆ์ และพระธรรมทูตที่ปฏิบัติ

หน้าที่ในต่างประเทศ และพุทธศาสนชิกชนได้อย่าง

น่าเคารพศรัทธามิเสื่อมคลาย


พระพรหมบัณฑิต 7 7

ชีวิตของพระเดชพระคุณหลวงตาชีนั้น ได้ใช้ชีวิต

ด้วยการเป็นผู้ศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะอย่าง

ต่อเนื่องเป็นชีวิตที่มีคุณค่าน่าศึกษา เอาเป็นแบบอย่าง

เนื่องในโอกาสที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระ

ราชมงคลรังษี หรือ หลวงตาชี เจริญอายุวัฒนมงคล

ครบ ๙๐ ปี คณะศิษยานุศิษย์ คณะสงฆ์อุบาสก

อุบาสิกาวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ได้กำาหนดจัด

งานธรรมสมโภชขึ้นระหว่างวันที่ ๓-๗ มิถุนายน

พ.ศ. ๒๕๕๘ มีการจัดงานทำาบุญ จัดปฏิบัติธรรม

จัดกิจกรรมต่างๆ ดังกล่าวแล้ว และเพื่อเป็น

อนุสรณ์ในการจัดงานครั้งนี้ คณะกรรมการจัดงาน

ได้จัดพิมพ์หนังสืออนุสรณ์หลายเล่ม หนึ่งในจำานวน

นั้น คุณสุวิมล รามโกมุท ได้แจ้งความจำานงค์ที่จะ

เป็นเจ้าภาพจัดพิมพ์หนังสือ “ธรรมบรรยายเรื่อง

วิปัสสนากรรมฐาน” บรรยายโดย พระพรหมบัณฑิต


8 7 วิปัสสนากรรมฐาน

อธิการบดี มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ซึ่งได้ถอดความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เป็น

ภาษาไทย โดยคุณณฐิณี เจนสวัสดิชัย และสามี

จึงขออนุโมทนาขอบคุณ เจ้าภาพผู้มีศรัทธาจัด

พิมพ์ถวายเป็นมุทิตาสักการะ และอนุโมทนา ท่านที่

ได้แปลออกสู่ภาษาไทย ณ โอกาสนี้ด้วย

งานนี้จะสำาเร็จได้ด้วยความเสียสละของท่านผู้มี

ศรัทธา คณะศิษยานุศิษย์หลวงตาชี ได้ร่วมจิตร่วมใจ

ร่วมบริจาคทุนทรัพย์ เพื่อเป็นการแสดงออกซึ่งมุทิตา

สักการะ กตัญญูกตเวที ด้วยการได้มีส่วนร่วมในการ

แสดงผลงานด้านธรรมะของพระเดชพระคุณหลวงตา

ให้ปรากฎในบรรณพิภพ หากว่ามีข้อมูลส่วนใด ขาด

ตกบกพร่องไม่สมบูรณ์ คณะผู้จัดพิมพ์ขออภัยมา ณ

โอกาสนี้ และขอคำาชี้แนะจะได้พัฒนาปรับปรุงใน

โอกาสต่อไป แต่หากว่าเกิดกุศลผลความดีจากการ


พระพรหมบัณฑิต 7 9

พิมพ์หนังสือนี้ ขอน้อมถวายเป็นมุทิตาสักการะแด่

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชมงคลรังษี ขอได้

เจริญรุ่งเรืองงอกงามไพบูลย์ในร่มพระธรรม อยู่เป็น

ร่มโพธิ์ทองในพระพุทธศาสนาตลอดกาลนานเทอญ

พระครูสิริอรรถวิเทศ

ประธานอำานวยการวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.

บรรณาธิการ


ธรรมบรรยายเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน

โดย พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)

อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ณ งานสัมมนาวิปัสสนากรรมฐานนานาชาติ

วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

วันเสาร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๖

บันทึกโดย สก็อต และ อนงค์ โรเบอร์สัน

เรียบเรียงโดย ดู เวย์น อิงเกิลฮาร์ท

แปลโดย คุณณฐิณี เจนสวัสดิชัย


ท่านพระเดชพระคุณพระวิเทศธรรมรังษี และท่านคณะ

กรรมการสมัชชาสงฆ์ และมิตรสหายทั้งหลาย อาตมา

ขอเรียนเป็นภาษาอังกฤษอีกครั้งว่าอาตมาไม่สมควร

จะกล่าวสุนทรพจน์นี้ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของอาตมา เป็น

หน้าที่ของท่านปสัณโณ อาตมาจะรอฟังสุนทรพจน์

ของท่านบ่ายนี้

เมื่อตอนเช้าท่านเลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยมา

ขอร้องให้อาตมากล่าวเปิดงาน การกล่าวเปิดงานนั้น

ก็ควรจะสั้นๆ แต่นี่ให้เวลาอาตมามาหนึ่งชั่วโมง ก็

เลยไม่ทราบว่านี่จะเป็นการกล่าวอะไรกันแน่


12 7 วิปัสสนากรรมฐาน

อย่างไรก็ดี การประชุมหรือสัมมนาเรื่องวิปัสสนา

กรรมฐานของเราเพื่อพัฒนาเทคนิคและวิธีการ

สอนวิปัสสนาแก่ชาวตะวันตกนั้น สถานการณ์

เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ผลสำาเร็จที่เคยได้รับก็เปลี่ยนไป

แต่เราก็สามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดได้เหมือน

กัน คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดของตน แต่คนที่

ฉลาดกว่าเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนจากความผิดพลาด

ของผู ้อื่น นั่นคือประเด็น ขอให้ท่านทั้งหลายจงซื่อสัตย์

และไม่ต้องปิดบังความล้มเหลวหรืออุปสรรคในการ

สอนวิปัสสนาแก่ชาวอเมริกันหรือชาวตะวันตก ท่าน

ประสบอุปสรรคอะไรบ้าง ท่านสามารถแก้ไขได้หรือ

ไม่ เราเรียนรู้จากกันและกันได้จากประสบการณ์ของ

ผู้อื่นที่เจออุปสรรคปัญหาที่คล้ายกับเรา

แต่อาตมาก็คิดว่าหน้าที่ของอาตมาคือการ

บรรยายเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้นจะขอตั้ง

คำาถามไว้ให้ท่านทั้งหลายได้คิดกัน เพราะอาตมา


พระพรหมบัณฑิต 7 13

ทราบว่าหลายท่านในที่นี้มารวมตัวกันเพื่อเรียนรู ้จาก

กันและกัน ดังนั้นคำาถามแรกก็คือ วิปัสสนากรรมฐาน

คืออะไร

บางทีเราไม่ได้พูดถึงแต่วิปัสสนากรรมฐานแต่ยัง

พูดถึงการทำาสมาธิแบบพุทธด้วย การทำาสมาธิแบบ

พุทธคืออะไร แตกต่างจากการทำาสมาธิแบบฮินดู หรือ

สมาธิในระดับที่เป็นที่แพร่หลายกัน เช่นสมาธิแบบ

สงบหรือแบบอื่นๆ อย่างไร อะไรทำาให้การทำาสมาธิ

ของเราเป็นแบบพุทธ นี่เป็นคำาถามที่น่าคิดหาคำาตอบ

ก่อนที่เราจะแนะนำาหลักการหรือวิธีการฝึกสมาธิของ

เราแก่ชาวตะวันตก เราต้องไม่สับสนระหว่างสมาธิ

แบบของเรากับแบบอื่นๆ

การทำาสมาธิแบบพุทธคืออะไร ตามการศึกษา

พระไตรปิฎก คำาที่มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับคำา

ว่าสมาธิในภาษาบาลีก็คือคำาว่าภาวนา ความหมาย

ของคำาว่าภาวนาหมายถึง ปลูกฝัง พัฒนา ดังนั้นจึง


14 7 วิปัสสนากรรมฐาน

มีการภาวนาสองแบบ คือสมถภาวนา และวิปัสสนา

ภาวนา เราจึงแปลสมถภาวนาว่า “สมาธิแบบสงบ”

และวิปัสสนาภาวนาว่า “สมาธิแบบรู้แจ้ง” เราแปล

วิปัสสนาภาวนาว่า “สมาธิแบบรู้แจ้ง” แต่อย่าลืมว่า

ศาสนาพุทธมีการฝึกสมาธิสองแบบ ตามพระไตรปิฎก

นั้น เรามีวิธีฝึกจิตสองวิธี สองวิธีนั้นก็คือสมถะ หรือ

สงบ และอีกวิธีหนึ่งก็คือวิปัสสนา หรือการรู้แจ้งเห็น

ตามความเป็นจริงนั่นเอง

อย่างไรก็ดี สำาหรับสมถภาวนานั้น อาตมาขอแปล

สมถะว่า “ความสงบ” คำาว่าสมณะที่มีรากเดียวกัน

หมายถึง ผู้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบในพฤติกรรม

ของตน สมถะหมายถึงการทำาให้สงบ ทำาให้เกิด

ความสบายและความสงบในจิตใจ วัตถุประสงค์ของ

สมถะก็คือเพื่อข่มความไม่สงบทางใจ อาทิ ความ

โกรธ ความเกลียด ความประสงค์ร้าย และความ

โลภ วัตถุประสงค์คือเพื่อควบคุมอารมณ์เหล่านั้นให้


พระพรหมบัณฑิต 7 15

ถึงระดับที่ตำ่ำที่สุดก่อนที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น หากเรา

เติมนำ้ำลงในขวด มันก็ดูใสดี แต่ถ้าเราเก็บไว้สักปีหนึ่ง

ท่านจะเห็นว่าที่ก้นขวดนั้นมีตะกอน หากว่าท่านคนนำ้ำ

ตะกอนก็จะกระจายไปทั่วนำ้ำ เมื่อท่านฝึกสมาธิแบบ

สงบ จิตของท่านก็สะอาดปราศจากความขุ่นมัวทาง

อารมณ์ในชั่วขณะนั้น แต่ต้นตอของความขุ่นมัวทาง

อารมณ์ยังไม่ได้ถูกขจัดไป มันยังอยู่ตรงนั้นแหละ

ดังนั้นความบริสุทธิ์ของจิตอันเป็นผลของการฝึกสมาธิ

แบบสงบ หรือสมถภาวนานั้นเป็นสิ่งชั่วคราว เมื่อท่าน

เดินออกจากห้องกรรมฐานไป ออกไปสู่โลกภายนอก

ไปพบกับความท้าทายและปัญหาอุปสรรคต่างๆ

อารมณ์เหล่านั้นก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาอีก อาตมาว่าท่าน

จะพบว่ายิ่งท่านฝึกสมาธิแบบสงบมากเท่าไหร่ เมื่อมี

อะไรมากระทบ ท่านก็ยิ่งถูกกระตุ้นง่ายขึ้นเท่านั้น มี

สำานวนไทยว่า “กรรมฐานขี้โกรธ สันโดษขี้ขอ” ท่าน

ฝึกสมาธิ แต่ท่านกลับโกรธง่ายและถูกกระตุ้นได้


16 7 วิปัสสนากรรมฐาน

ง่ายกว่าคนอื่น ทำาไมถึงมีคำากล่าวเช่นนี้อยู่อาตมาไม่

ทราบ แต่ท่านก็เข้าใจกัน “กรรมฐานขี้โกรธ สันโดษ

ขี้ขอ” ท่านควรอยู่แบบพอเพียง แต่ท่านกลับขอวิธี

การทำาสมาธิแบบอื่นจากคนอื่น ที่มีคำากล่าวเช่นนั้น

ก็เพราะว่าสมถะอย่างเดียวไม่สามารถขจัดอารมณ์

ต่างๆ ได้ อารมณ์ต่างๆ ต้องถูกกำาจัดด้วยวิปัสสนา

ภาวนา หมายความว่าวิปัสสนาภาวนาเป็นสิ่งจำาเป็น

ในการตรัสรู้ เป็นการฝึกสมาธิแบบพุทธ สมถะหรือ

สมาธิแบบสงบนั้นพบว่ามีฝึกกันทั่วไปไม่ใช่เฉพาะแต่

ในพุทธศาสนา

ก่อนที่เจ้าชายสิทธัทถะจะตรัสรู้ท่านได้เรียน

การฝึกสมาธิแบบสมถะหรือสมาธิแบบสงบจากสอง

นักบวชคือ อฬารดาบส และ อุทกดาบส อาตมาขอ

บอกก่อนว่าทั้งสองท่านนี้สอนสมถภาวนา อาตมา

ชอบเรียกว่าสมาธิแบบสงบ สิทธัทถะหลังจากละ

ทางโลกแล้วก็เป็นนักบวช เป็นสมณะ ท่านเรียนสมถ


พระพรหมบัณฑิต 7 17

ภาวนาจากฤาษีทั้งสองนี้จนบรรลุสำาเร็จขั้นสูงสุด

เพราะท่านเรียนเร็วท่านจึงบรรลุฌาณ ซึ่งถือเป็นขั้น

สูงสุดของการฝึกแบบสมถะ อาตมาขอเรียกว่าฌาน

ท่านได้ฌานขั้นสูงสุด

ฌานคืออะไร ฌานในภาษาบาลีกลายมาเป็นคำา

ว่าเซ็นในพุทธแบบญี่ปุ่น เซ็นก็ไม่มีอะไร นอกจาก

ฌาน อาตมาจึงต้องเน้นว่าสมถภาวนา เพื่อให้ท่านได้

รู้ผลของวิธีฝึกแบบพุทธแบบนี้ แบบได้ฌาน แบบเซ็น

ตามแนวญี่ปุ่น คำาว่าฌานกลายมาเป็นคำาว่าเซ็นใน

พุทธศาสนาแนวญี่ปุ ่น ส่วนฌานในภาษาบาลีนั้นไม่มี

อะไร นอกจากเป็นผลของการปฏิบัติสมถกรรมฐาน

แต่ก็น่าสงสัยว่าในศาสนาพุทธนิกายเซ็น ไม่ได้

เน้นแต่เรื่องสมถะ พุทธนิกายเซ็นอ้างว่าเขาก็มีหลัก

ของวิปัสสนา เพราะเขาอยู่กับปัจจุบันเวลาฝึกสติ

สมาธิแบบเซ็นเน้นสติด้วย ฉะนั้น คำาว่าเซ็นในพุทธ

แบบญี่ปุ่นอาจทำาให้เราสับสนกับแบบบาลีและทำาให้



18 7 วิปัสสนากรรมฐาน

เราคิดว่าเซ็นก็ไม่มีอะไรนอกจากสมถภาวนา แต่ก็

ไม่จริง จากความเข้าใจของอาตมาพุทธนิกายเซ็นไม่

ได้สอนแค่สมถะหรือสมาธิแบบสงบ แต่ยังมีวิปัสสนา

หรือสมาธิแบบรู ้แจ้งด้วย นี่คือการนำาเทคนิคทางพุทธ

ไปปรับใช้ในชีวิตประจำาวันในญี่ปุ่น แล้วเราจะนำา

วิปัสสนาสมาธิมาใช้ในชีวิตประจำาวันได้อย่างไรให้

ประสบผลสำาเร็จ ชาวพุทธนิกายเซ็นมาอเมริกาเพื่อ

เผยแผ่ศาสนาพุทธแบบของเขา เราจึงจะเรียนรู้จาก

ความสำาเร็จของเขา

ถ้าเช่นนั้นสิทธัทถะได้อะไรหลังจากได้ฌาน ฌาน

คือผลของการปฏิบัติแบบสมถะหรือแบบสงบ ท่านไม่รู

สึกตัว ในสภาวะที่สงบสูงสุดหรือฌานนั้นจะไม่มีการ

แบ่งแยกระหว่างผู้กระทำาและวัตถุที่ถูกกระทำา ไม่มี

การแบ่งแยกระหว่างผู้รู้และผู้ถูกรู้ ตัวอย่างเช่น เมื่อ

ท่านกำาหนดลมหายใจ ท่านรู ้ลมหายใจเข้า ลมหายใจ

ออก ของการหายใจเข้าและหายใจออก ตอนแรกท่าน


พระพรหมบัณฑิต 7 19

รู ้ตัวท่านเองว่าท่านเป็นผู ้สังเกตลมหายใจเข้าออก คือ

มีตัวผู้รู้ และ มีสิ่งที่ถูกรู้คือลมหายใจ พอฝึกจนบรรลุ

ตัวผู ้รู ้คือผู ้ฝึกกับสิ่งที่ถูกรู ้ซึ่งคือลมหายใจจะกลายเป็น

หนึ่งเดียวกัน ท่านและลมหายใจกลายเป็นหนึ่งเดียว

ท่านจึงจะลืมตัวไป จะมีเพียงความรู้ตัว รู้ตัวล้วนๆ

ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรเลย

นี่เป็นประสบการณ์ที่อธิบายได้ลำาบาก ท่านเป็น

หนึ่งเดียวกับจักรวาลที่ใช้ลมหายใจเป็นสัญลักษณ์

เป็นประสบการณ์ที่รู้ได้เฉพาะตัวเพราะท่านอธิบาย

ให้ใครฟังไม่ได้ มันไม่ใช่การรู ้หรือการไม่รู ้ เนวสัญญา

นาสัญญายตนะ สภาวะที่รู ้ก็ไม่ใช่ ไม่รู ้ก็ไม่ใช่ ไม่มีการ

รู้ชัด ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างท่าน คือผู้รู้ และวัตถุที่

ถูกรู ้ ท่านกลายเป็นหนึ่งเดียวกับวัตถุ ท่านลืมตัวท่าน

โดยสิ้นเชิง

ศาสนาฮินดูเรียกการเป็นหนึ่งเดียวกับวัตถุว่า

พรหม ท่านเป็นสิ่งที่ท่านรู ้ ท่านเป็นสิ่งที่ถูกรู ้ นั่นหมาย


20 7 วิปัสสนากรรมฐาน

ถึงประสบการณ์ของท่านเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล

นี่คือศาสนาฮินดู พระพุทธเจ้าเรียนจากสองนักบวช

ที่ไม่ใช่พุทธ ท่านถึงได้เรียนสมถะ หากเราจมอยู่กับ

สมถะ เราก็อาจจะอธิบายประสบการณ์ลึกลับแบบนั้น

ว่าเกี่ยวกับพระเจ้า ในเชิงว่าท่านเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่ง

ที่ทำาให้ท่านได้ฌาน

พวกท่านอยู่ที่สหรัฐอเมริกาใช่ไหม ขอให้ท่าน

ลองอ่านหนังสือชื่อ หลากหลายประสบการณ์ทาง

ศาสนา (Varieties of Religious Experience) เขียน

โดย วิลเลียม เจมส์ สิ่งที่อาตมากำาลังกล่าวถึงคือการ

วิเคราะห์ของวิลเลียม เจมส์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน

ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง เขาได้วิเคราะห์

ประสบการณ์ทางศาสนาอย่างหนึ่ง แต่เจมส์ไม่เข้าใจ

ลักษณะเฉพาะของการฝึกกรรมฐานแบบพุทธศาสนา

เขาจบลงที่ฌาน และเขาพบว่าทุกศาสนาก็มีฌาน

หลายรูปแบบแตกต่างกันออกไป


พระพรหมบัณฑิต 7 21

หากท่านได้อ่าน เต๋าแบบฟิสิกส์ (The Tao of

Physics) ที่เขียนโดยฟริทจอฟ คาพรา เขาก็ใช้การ

วิเคราะห์อย่างเดียวกันว่าเมื่อท่านฝึก ท่านก็ได้ฌาน

ไม่มีการแบ่งแยกกันระหว่างผู ้กระทำาและผู ้ถูกกระทำา

การไม่แบ่งแยกนี้มิใช่ประสบการณ์ทางศาสนา

โดยตัวมันเองล้วนๆ ถ้าท่านเคยอ่านบทกวี กวีที่เก่งๆ

บางทีก็อธิบายประสบการณ์แบบนี้ได้ แบบที่กลายเป็น

หนึ่งเดียวกับวัตถุ ประสบการณ์ที่ไม่น่าเชื่อของการ

รวมตัวกันระหว่างผู้กระทำาและผู้ถูกกระทำาในบทกวี

นั้นก็ดูเหมือนว่าคือฌานนี่เอง

ครั้งหนึ่งที่อาตมาไปเทือกเขาหิมาลัย ไปตรงเชิง

เขาที่เป็นชายแดนของอินเดีย อาตมาก็นั่งสมาธิตรง

ชายแดนอินเดียต่อกับธิเบต ไม่ได้นั่งบนเขาสูงอะไร

หรอก ก็นั่งอยู่คนเดียวแล้วก็มองไปที่ยอดเขา อาตมา

จินตนาการไปว่าอาตมากำาลังฟังพระเจ้าพูด ความ

ใหญ่โตของเทือกเขาหิมาลัยเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้า


22 7 วิปัสสนากรรมฐาน

พระพรหม พระศิวะ หากท่านเป็นฤาษี แล้วนั่งสมาธิ

ท่านจะจินตนาการเห็นอะไร เมื่อท่านเป็นหนึ่งเดียว

กับธรรมชาติ ใครๆ ก็เป็นพระเจ้าได้ และท่านก็

สามารถรวมตัวเข้ากันได้กับความจริงข้อนั้น

การเดินทางไปเชิงเขาหิมาลัยนั้นลำาบาก รถจะ

ตกเขาเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ท่านก็กลัวตาย แต่หากท่าน

เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ท่านก็

จะอยู ่กับพระเจ้าตรงนั้นตลอดไป ความตายก็ไม่ใช่สิ่ง

น่ากลัว

การนั่งสมาธิจนได้ฌานก็มีข้อได้เปรียบ มี

ประโยชน์ คือท่านได้ความสงบสุข ท่านได้ปิติ สุข จิต

เป็นเอกคัตตา หรือเป็นสมาธิ เป็นประโยชน์สำาหรับ

ท่านที่อยู ่ในโลกของความเครียด ขอให้ไปฝึกเจริญสติ

เพื่อความสงบ เปรียบได้กับอาหารจานด่วน เหมือน

ยาสเตียรอยด์ ยากล่อมประสาท มันช่วยระงับปวด

ระงับปวดได้ทันทีเลย แต่สาเหตุของการปวดยังอยู่



พระพรหมบัณฑิต 7 23

การทำาสมาธิแบบรู้แจ้งจะพยายามขจัดต้นตอของ

ความเจ็บปวด แต่สมถภาวนา หรือสมาธิแบบสงบ

เป็นการบรรเทาปวดชั่วคราว พระพุทธเจ้าถึงได้ผละ

จากสองสำานักนั้นไปแสวงหาการตรัสรู ้ ฌานที่เกิดจาก

การทำาสมาธิทำาให้ท่านมีความสุข แต่เมื่อใดที่ท่าน

ออกจากถำ้ำไปสู่สังคมภายนอก ท่านก็ถูกกระตุ้นโดย

โลกภายนอก ท่านก็กลับมาเจ็บปวดอีกเพราะสาเหตุ

ของความเจ็บปวดมันยังอยู ่ตรงนั้น เหตุของความเศร้า

หมองยังอยู่ ท่านต้องกำาจัดต้นตอของความเจ็บปวด

อะไรคือเหตุแห่งทุกข์ ท่านต้องรอฟังท่านปสัณโณ

บ่ายนี้ จะได้เข้าใจ

อาตมาจะขอเล่าถึงเจ้าชายสิทธัทถะต่อ เจ้าชาย

สิทธัทถะละทิ้งปราสาทราชวัง ละทางโลก แล้วหัน

มาห่มผ้าเหลือง กลายเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนที่จะตรัสรู

ท่านหาหนทางมากมายทั้งอดอาหาร อดนำ้ำอย่างที่

พวกเราทราบกัน แต่ท่านมาพบทางสายกลางหรือ


24 7 วิปัสสนากรรมฐาน

มัชฌิมาปฏิปทาใต้ต้นโพธิ์ ทางที่พัฒนาทั้งทางกาย

และใจของท่าน ท่านจึงรับประทานอาหารและนั่ง

สมาธิ สมาธิที่นำาท่านไปสู ่การตรัสรู ้คือสมาธิที่ใช้การ

เพ่งหรือรวมความสนใจของท่านไปยังแก่นแท้ของการ

ดำารงอยู ่ ไม่ใช่การละเลยเพิกเฉยต่อแก่นนั้นหรือไปนึก

เอาเองว่าแก่นแท้มีอยู่ตรงนั้น

เมื่อท่านได้ฌาน ท่านมักจะลืมหมดทุกอย่าง หมด

ทั้งจักรวาล ท่านรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล ท่าน

อยู ่นั่น อาตมาก็อยู ่นั่น เราคือหนึ่งเดียวกับส่วนสำาคัญ

ของจักรวาล และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่

คือพรหม ท่านคือพรหม ท่านคือพระเจ้า พระเจ้าคือ

ท่าน อยู่ในตัวท่าน นี่หมายถึงแก่นของการดำารงอยู่มี

อยู่ในการฝึกแบบสมถะ แต่จุดสำาคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้น

พระพุทธเจ้ากลับกำาหนดความสนใจของท่านไปที่

การดำารงอยู่ของตัวท่านเอง พิจารณากายของท่าน

(กายานุปัสสนา) พิจารณาอารมณ์ (เวทนานุปัสสนา)


พระพรหมบัณฑิต 7 25

พิจารณาจิต (จิตตานุปัสสนา) และพิจารณาธรรม

(ธรรมานุปัสสนา) ท่านไม่พบอะไรในตัวเองเลย มี

แต่ความว่างเปล่า ไม่มีประสบการณ์ที่เป็นแก่นแท้

ไม่มีตัวตน ตัวตนนั้นไม่มี เป็นเพียงจิตที่ปรุงแต่งไป

พระพุทธเจ้าท่านเข้าถึงความว่างเปล่า คือสุญญตา

หรืออนัตตา ความไม่มี ท่านปลดเปลื้องตัวเองจาก

อารมณ์ที่ขุ่นมัว เพราะอารมณ์อันขุ่นมัวต้องการ

ภาชนะบรรจุ ตัวท่านคือภาชนะ คือพื้นฐานของ

อารมณ์อันขุ่นมัวทั้งปวง เช่น ความโกรธ ความโลภ

ความเกลียดชัง ความไม่ใยดี เมื่อท่านกำาจัดความ

เชื่อเรื่องตัวตนไปได้ ก็ไม่มีสิ่งใดมาบรรจุอารมณ์เหล่า

นั้น ไม่มีอะไรจะมาเป็นพื้นฐานของอารมณ์ อารมณ์

ดังกล่าวจึงถูกขจัดให้มลายหายไปสิ้น

ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงในวันวิสาขบูชาที่

ท่านตรัสรู้ พระพุทธเจ้าได้รู้ถึงปัญญาสามประการ

ประการแรกคือบุพเพนิวาสานุสติญาณ ประการที่สอง


26 7 วิปัสสนากรรมฐาน

คือจุตูปปาตญาณ ประการที่สามคืออาสวักขยญาณ

เมื่อท่านได้รู้ถึงปัญญาทั้งสามแล้ว ท่านก็ตรัสรู้เป็น

พระพุทธเจ้า

ปัญญาเหล่านี้คืออะไร บุพเพนิวาสานุสติญาณ

คือการระลึกชาติของพระพุทธเจ้าดังที่เขียนไว้ในพระ

ชาฎก พระชาฎกคือผลของบุพเพนิวาสานุสติญาณ

จุตูปปาตญาณคือการเห็นชาติที่ผ่านมาของผู้อื่นหรือ

สัตว์อื่น ปัญญาสองประเภทนี้เกิดจากการฝึกสมถะ

แบบสุดขั้ว ท่านจึงเห็นด้วยตาทิพย์ เมื่อท่านมีตาทิพย์

ที่บริสุทธิ์ ท่านจะเห็นชะตาชีวิตของผู้อื่น

ดังนั้นการตรัสรู้จึงเป็นผลของทั้งสมถะและ

วิปัสสนา ปัญญาสองประเภทแรกนี้เกิดจากการฝึก

สมถะแบบสุดขั้ว หากไม่มีตาทิพย์ท่านจะไม่สามารถ

เห็นการเกิดใหม่ของสัตว์โลกในอนาคตกาล แต่

ปัญญาทั้งสองประเภทนี้ไม่ได้ช่วยให้พระพุทธเจ้า

ตรัสรู ้และขจัดอารมณ์ขุ ่นมัวทั้งหลาย ปัญญาประเภท


พระพรหมบัณฑิต 7 27

ที่สามคืออาสวักขยญาณ เป็นปัญญาที่ทำาให้จิต

บริสุทธิ์จากอารมณ์ทั้งหลายนั้นมาจากการทำาสมาธิ

แบบรู ้แจ้ง พระพุทธเจ้าใช้การฝึกสองแบบมาประกอบ

กันทั้งสมถะและวิปัสสนา เนื่องจากท่านเรียนสมถะ

มาก่อนจนได้ฌาน จากนั้นจึงพุ่งความสนใจไปที่การ

ดำารงอยู่ของตัวท่าน และได้พบว่าไม่มีอะไรเป็นแก่น

แท้นอกจากความว่างเปล่า หรืออนัตตา หากไม่มีตัว

ตนแล้ว การขจัดอารมณ์ทั้งปวงก็เป็นไปได้

อาตมาจึงขอกล่าวว่าการฝึกสมาธิในช่วงชีวิตของ

พระพุทธเจ้ามีสองแบบ เราต้องยอมรับ สมถภาวนา

หรือการเจริญความสงบนั้นเป็นขั้นแรกของการเจริญ

สมาธิแบบรู้แจ้ง

การฝึกสมาธิแบบรู้แจ้งมีสมถะหรือความสงบ

เป็นเบื้องแรก อย่างน้อยที่สุดมี ขณิกสมาธิ สมาธิชั่ว

ขณะ ความสงบในชั่วขณะ นี่เป็นสิ่งจำาเป็น หากไม่มี

การกำาหนดแบบนี้เป็นลำาดับแรก ท่านจะไม่สามารถ


28 7 วิปัสสนากรรมฐาน

เคลื่อนความสนใจของท่านไปที่กาย ความรู้สึก สติ

และสภาวธรรม ท่านจะถูกรบกวนได้ง่าย

อาตมาจึงไม่ชอบแนวคิดที่กำาลังแพร่หลายอยู่

ในบรรดาผู้ฝึกในประเทศไทยที่รับเอาวิธีฝึกมาจาก

มหาสีซายาดอ ในพม่า วิธีนี้ไม่ต้องฝึกสมถะเลย ใช้

แต่สมาธิแบบวิปัสสนาอย่างเดียว อาตมาว่านี่เป็นการ

เข้าใจผิด ตอนที่อาตมาได้อ่านบทสนทนาธรรมของ

มหาสีสะยาดอ ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษนั้นก็พบว่า

ท่านได้กล่าวถึงการที่ท่านต้องดูการยุบและพองของ

ท้อง หรือการสังเกต หรือรู้ตัวว่ากำาลังทำาอะไร ต้อง

ไม่ลืม ต้องดูต่อเนื่อง เมื่อท่านเดินจงกรม ท่านยกเท้า

ขึ้นไปข้างหน้าและแตะพื้นลงทางซ้าย และเมื่อท่านหัน

ไปทางขวา ความสนใจของท่านต้องตามไปทุกการ

เคลื่อนไหว แม้แต่การกลับจากซ้ายไปขวา หากท่าน

อยากกลับ ท่านต้องกำาหนดความสนใจไปที่ความ

อยากนั้น หากว่าท่านคัน ท่านต้องบอกว่าคัน มหาสี


พระพรหมบัณฑิต 7 29

สะยาดอเน้นว่าการเดินจงกรมนั้นความรู้ตัว และ

ความสนใจควรจะเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ไม่เช่น

นั้นก็จะไม่ถือว่าเป็นการฝึกจิตที่เป็นสมาธิ

สมาธินั้นก็คือความสนใจที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน

ทั้งทางภายใน (ทางใจ) หรือภายนอก (ทางกาย)

ความสนใจที่เกิดต่อเนื่องโดยตลอดจะกลายเป็นสมาธิ

ที่มีกำาลัง สมาธิคือผลของสมถภาวนา สมถภาวนา

เป็นสิ่งจำาเป็นในการฝึกวิปัสสนาภาวนา

ทำาไมอาตมาถึงกล่าวเช่นนี้ กล่าวอย่างนี้เข้ากับ

ลักษณะไทยๆ ท่านลองดูประวัติการฝึกสมาธิของ

ประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย ปัจจุบันเราดูบันทึก

ประวัติศาสตร์เรื่องสมาธิได้ เช่นมีการจดบันทึก

โดยสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนในสมัยตั้งกรุง

รัตนโกสินทร์ใหม่ๆ ท่านกล่าวชัดเจนเรื่องประเพณี

การฝึกสมถะ รวมทั้งการพิจารณาหลักสติปฐาน ๔

ในการวิปัสสนา


30 7 วิปัสสนากรรมฐาน

อาจารย์มั่น หรือหลวงพ่อมั่น เป็นอาจารย์ของ

หลวงพ่อชา หลวงพ่อชาเป็นอาจารย์ของท่านอาจารย์

ปสัณโณ หลวงพ่อชาเรียนฝึกสมาธิกับหลวงพ่อมั่น

หลวงพ่อมั่นเน้นการฝึกสมาธิแบบใด ตอนบ่ายนี้

รอฟังคำาตอบจากท่านอาจารย์ปสัณโณ

ตามประเพณีทางภาคอีสาน โดยเฉพาะด้าน

ธรรมยุติกนิกาย จะเน้นไปที่สมถะ ที่อเมริกานิยม

การฝึกแบบนี้ โดยเฉาะอย่างยิ่งในคานาดา อาจารย์

สอนสมาธิชื่อดัง หลวงพ่อวิริยังสอนสมถะ หรือสมาธิ

แบบสงบ แต่ที่เมืองไทยอาตมาว่าเป็นการผสมผสาน

ระหว่างสมถะ และวิปัสสนา

การพัฒนาของการสอนสมาธิแบบหลวงพ่อชาใน

ประเทศตะวันตกนั้นอาตมาอ่านจากเว็บไซต์ของท่าน

ปสัณโณ แม้อาตมาจะได้พบท่านที่วัดหนองป่าพงเมื่อ

หลายปีก่อนแต่อาตมาก็ติดตามผลงานของท่าน มีการ

กล่าวไว้ว่าการฝึกสมาธิของหลวงพ่อชานั้นเป็นการ


พระพรหมบัณฑิต 7 31

ผสมกันระหว่างสมถะ สมาธิแบบสงบและวิปัสสนา

สมาธิแบบรู้แจ้ง

การผสมผสานกันนั้นเป็นสิ่งจำาเป็น เพราะหาก

ท่านจมอยู่ในสมถะอย่างเดียว จะไม่ใช่การฝึกสมาธิ

แบบพุทธ เมื่อท่านมาประเทศตะวันตก ท่านต้องสอน

สมาธิแบบรู ้แจ้ง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสมาธิแบบ

พุทธ เป็นลักษณะของพระพุทธศาสนา

ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทแบบไทยหรือศรีลังกา

หรือแบบบาลีใดๆ นั้นมีสองลักษณะ หนึ่งคือสมาธิแบบ

รู้แจ้ง และสองคือพระอภิธรรม ท่านทิ้งพระอภิธรรม

ไม่ได้ หากท่านต้องการศึกษาพระพุทธศาสนาแบบ

เถรวาทหรือแบบไทย พระอภิธรรมคือแผนที่นำาทาง

ในการฝึกสมาธิไปสู่การตรัสรู้ พูดตรงๆ คือท่าน

ต้องฝึกตามแนวทางด้วยการฝึกสมาธิแบบรู ้แจ้ง พระ

อภิธรรมจึงเป็นแนวทางในการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน

โดยย่อแล้วพระอภิธรรมคือการศึกษาเรื่องจิต เจตสิก


32 7 วิปัสสนากรรมฐาน

รูป และนิพพาน จิตหมายถึงสติ จิตใจของท่าน เจตสิก

หมายถึงการกระทำาของจิต หรือองค์ประกอบของจิต

ไม่ว่าจะเป็นวิธีการหรือกิจกรรมทางจิตใดๆ รูปหมาย

ถึงร่างกาย นิพพานหมายถึงผลของการตรัสรู้ ดังนั้น

พระอภิธรรมก็คือแผนที่นำาทางไปสู ่การตรัสรู ้ เป็นการ

สอนแนวทางในการวิปัสสนา พระอภิธรรมเป็นแนว

ทฤษฎีการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน การสอนพระพุทธ

ศาสนาความจริงแล้วก็คือวิปัสสนา

ตอนนี้เปลี่ยนมาพูดเรื่องการสอนฝึกสมาธิใน

ประเทศตะวันตกกันบ้าง มีเรื่องที่อยากเล่าหลายเรื่อง

และอาตมาจะพยายามบอกความคิดของอาตมา

ด้วย เรื่องรายละเอียดของการฝึกสมาธิแบบรู้แจ้ง

นั้นขึ้นอยู่กับตัวท่านเอง แล้วแต่ว่าสมาชิกแต่ละท่าน

จะพิจารณา ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงการสอนฝึกสมาธิ

ในประเทศตะวันตก อาตมาขอเตือนว่าอย่าลืมวิธีฝึก

สมาธิแบบรวบรวมจิตแบบไทย วิธีการฝึกสมาธิแบบ


พระพรหมบัณฑิต 7 33

รู ้แจ้งมีทั้งหมด ๔๐ วิธี แล้วสมาธิแบบรวบรวมจิตเล่า

มีบทบาทอย่างไร

เรามีสมาธิให้กับผู้ที่มาวัดแล้วต้องการอาหาร

จานด่วน จานเร็ว และวิธีการก็ง่ายๆ เช่นหากว่า

คนที่เขามาวัดเป็นชาวพุทธ ก็ให้เชิญเขามาสวดมนต์

สวดมนต์เป็นภาษาบาลี ในญี่ปุ่นการสวดมนต์

เป็นการฝึกสมาธิเบื้องต้นที่มีพลังมาก ตอนนี้วัดที่

เมืองไทยทุกวัดก็แนะนำาการสวดมนต์ให้ฆราวาส เมื่อ

คืนวันส่งท้ายปีเก่าปีที่แล้ว ที่สนามหลวงมีคนไทยไป

ร่วมฉลอง ๒๐๐,๐๐๐ คน ตอนเที่ยงคืน อาตมาได้รับ

เชิญให้นำาสวดมนต์ มีการแจกหนังสือสวดมนต์ภาษา

บาลีแล้วทุกคนก็สวดไปพร้อมกับพระ หากเราเชิญ

เขามานั่งสมาธิ คงไม่มีใครมา แต่การมาสวดมนต์

ให้พระเจ้าอยู่หัว เพื่อต้อนรับปีใหม่ เพื่อความมั่งคั่ง

ความมีโชคดี เขาจะมากัน ครึ่งหนึ่งของสนามหลวง

เต็มไปด้วยคนเหล่านี้ มีคนหนุ ่มสาวด้วย เวลาสวดนั้น


34 7 วิปัสสนากรรมฐาน

ใจจะรวมอยู่ที่สิ่งๆ เดียว นี่คือสมถะ

อาตมาอยากให้คนไทยรุ่นใหม่ที่อเมริกามา

วัดไทยไม่ใช่แค่โรงเรียนวัดวันอาทิตย์เฉพาะเด็กๆ

โรงเรียนวัดวันอาทิตย์ก็ดี แล้วต่อจากนั้นเล่าเราจะ

ทำาอะไรกัน บางทีก็มีอุปสรรคเรื่องภาษา แต่การสวด

มนต์ภาษาบาลีก็ไม่ได้ยากเกินไป วิธีการที่ชาวญี่ปุ่น

นำามาใช้นี้มีพลังและประสบความสำาเร็จมาก จน

กระทั่งเดี๋ยวนี้คนไทยที่เมืองไทยก็ทำาตามกัน แม้แต่

สำานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังอยากจะใช้วิธี

นี้ ทำาไมเราไม่ทำาแบบนี้ที่อเมริกาบ้างให้เป็นส่วนหนึ่ง

ของการฝึกแบบสมถะ อย่าไปคิดว่านี่ไม่ใช่วิธีการทาง

พุทธศาสนา นี่แหละพุทธล่ะ

ส่วนเรื่องของการฝึกสมาธิแบบฮินดูนั้น ครูสอน

สมาธิที่มีชื่อคนหนึ่งของอินเดียได้ย้ายไปอยู ่ที่รัฐโอเรกอน

อาตมาหมายถึงพระภัควัน ราชนีช ท่านดังมากที่

อินเดีย ดังมากจนอยู ่อินเดียไม่ได้เพราะท่านมีอิทธิพล


พระพรหมบัณฑิต 7 35

กับพวกคนหัวเก่ามาก ราชนีชย้ายไปอยู่รัฐโอเรกอน

ตอนท่านอยู่อินเดียอาตมาไปสังเกตดูว่าท่านสอน

สมาธิแบบไหนให้กับประชาชน ท่านใช้ดนตรี ท่านให้

คนฝึกนั่งขัดสมาธิแล้วก็เปิดเพลง หากเปรียบกับคน

ไทยก็คล้ายเพลงค้างคาวกินกล้วย ท่านรู้แล้ว ท่าน

ทำาใจจดจ่ออยู ่กับเพลงพื้นเมืองอินเดีย ดนตรีของไทย

ใช้เครื่องดนตรีแค่ชิ้นเดียว และท่านก็ตามทำานองและ

เสียงเพลงไป อันนี้ดีมาก ท่านมุ ่งความสนใจไปที่เพลง

และฟังซำ้ำไปซำ้ำมาจนกระทั่งใจท่านสงบ พอเพลงจบ

ราชนีชก็สอนเป็นภาษาอังกฤษ ใช้สมถะเป็นพื้น และ

เมื่อผู้ฝึกเกิดสมาธิแล้ว ท่านก็ชี้นำาให้เขาเข้าสู่สมาธิ

แบบรู้แจ้งได้

ตอนที่อาตมาไปไต้หวัน อาตมาเห็นไต้หวันนี่

เอาการสวดมนต์ไปพ่วงกับวงดนตรี พระที่เป็นหัวหน้า

แต่งเพลงเกี่ยวกับศาสนาพุทธเป็นภาษาจีน แล้วให้

นักเรียนหรือเด็กร้อง พระเป็นวาทยากร วิธีนี้เป็นที่


36 7 วิปัสสนากรรมฐาน

นิยมกันมาก

อาตมาว่าแบบนี้อเมริการับได้ เป็นแค่การสวด

มนต์ร่วมกับเครื่องดนตรี ซีดีการสวดมนต์แบบธิเบต

ก็มีเผยแพร่ในไทย ดังนั้นการสวดมนต์เพลงชินบัญชร

จึงได้เกิดขึ้น อาตมาอยากให้ดินแดนนี้เปิดใจเรื่องการ

สวดมนต์ อาตมาเรียกว่าการสวดมนต์ เป็นการสวด

คำาสอนของพระพุทธเจ้าในภาษาบาลีผสมผสานกับ

เสียงเพลงเพราะๆ สำาหรับเด็กรุ่นใหม่ อาตมาว่าดี

นะหากท่านจะเพิ่มการสอนร้องเพลงทางพุทธศาสนา

กับดนตรีไทยเข้าไปในการเรียนการสอนของโรงเรียน

พุทธศาสนาวันอาทิตย์

สมาคมชาวจีนที่นับถือศาสนาพุทธนำาการแสดง

ออร์เคสตร้าแบบพุทธที่มีนักแสดง ๑๘๐ คนมาแสดง

ดนตรีทางพุทธศาสนาบนเวที วงดนตรีทางพุทธวง

แรกได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลจีน

เพื่อที่จะให้ได้ชื่อว่าทำาก่อนไต้หวัน การแสดงระดับ


พระพรหมบัณฑิต 7 37

มืออาชีพมาก แค่เนื้อเพลงเท่านั้นที่แตกต่างไป เมื่อ

เขาแสดงดนตรี เขาใส่คำาอธิบายบนจอ บนจอมีเนื้อ

ร้องภาษาจีนและคำาแปลภาษาอังกฤษ เพลงเพราะๆ

เหล่านี้พูดถึงเรื่องสุญญตาและพระโพธิสัตว์กวนอิม

ให้ประสบการณ์เต็มอิ่มและให้เรานึกฝันอยากจะมี

การแสดงอย่างนี้ในแบบไทยๆ บ้าง ไม่ใช่จากอเมริกา

จากภาพยนตร์ แต่จากคนธรรมดานี่แหละ แต่ก็มีค่า

ใช้จ่ายสูงเอาการอยู่

ในอเมริกานี้อาตมาว่าเราก็มีวงดนตรีทางพุทธ

วงแรกได้จากการสนับสนุนของสมัชชาสงฆ์ไทยใน

อเมริกาและความกรุณาจากหลวงตาชี คิดดูว่าสมถะ

เป็นพื้นของวิปัสสนา เราสู้กับการร้องเพลงในโบสถ์

ที่ไหนๆ ได้สบายๆ อาตมาหมายถึงคนรุ่นใหม่กับ

วัฒนธรรมไทย สำาหรับชาวตะวันตก อาตมาขอให้

ท่านอาจารย์ปสันโนศึกษารายละเอียดต่อไป อาตมา

ขอเสนอไว้แบบกว้างๆ อาตมาขอให้แนวทางเดินเพื่อ


38 7 วิปัสสนากรรมฐาน

ให้ท่านคิดวิธีการดำาเนินงานของท่านเอง

พระพุทธเจ้าตอนแรกเลยจึงฝึกสมถะและ

วิปัสสนา ท่านได้ฌาน ท่านเป็นเด็กผู้ชายนั่งสมาธิใต้

ต้นไม้ และท่านกล่าวไว้ว่าวิธีฝึกสมาธิตอนท่านอายุ

๗-๘ ขวบก็คือการกำาหนดรู้ลมหายใจ พระพุทธเจ้า

ตรัสรู ้ได้ด้วยอาณาปาณสติจากการฝึกสมถะ จากการ

กำาหนดรู้ลมหายใจท่านก็พัฒนามาเป็นการฝึกแบบ

รู้แจ้งท่านพุทธทาสภิกขุถึงได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ

อานาปานสติ ๑๖ ขั้นตอนเอาไว้

อานาปานสติแบบของไทยพัฒนามาจากการฝึก

สมาธิแบบสงบมาเป็นการฝึกแบบรู้แจ้ง แต่ของพม่า

นั้นท่านไปตรงเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องลมหายใจ แต่ไป

ดูที่การพองยุบของท้อง อย่างไรก็ดีการพองยุบของ

ท้องก็เกี่ยวข้องกับลมหายใจ มหาสี สะยาดอกล่าว

ว่าเป็นการผสมกันระหว่างอานาปานสติกับกายานุ-

ปัสสนา (การดูรูปกาย) คือไม่หยุดอยู่แค่ระดับการ


พระพรหมบัณฑิต 7 39

หายใจแต่ให้พิจารณากายด้วย นี่คือทางลัดที่มหาสี

สะยาดอกล่าว

แต่ในแนวปฏิบัติแบบไทยนั้น เราให้ความสำาคัญ

กับลมหายใจเหมือนที่พระพุทธเจ้าฝึกก่อนตรัสรู้

หลังจากตรัสรู้พระพุทธเจ้าฝึกสมาธิไม่ได้เพื่อตรัสรู้

เพราะท่านตรัสรู้แล้ว แต่เพื่อให้มีความสุขในชีวิต

ประจำาวัน การที่จะมีความสุขได้ท่านต้องมีสมาธิ มี

ฌาน พระพุทธเจ้าฝึกเมื่อมีเวลาว่างหรือยามพักผ่อน

เมื่อท่านทั้งหลายมีความเครียด ก็ขอให้ฝึกสมาธิแบบ

สงบเพื่อให้ใจสงบลง

หากท่านต้องการจะตรัสรู้ ท่านก็ฝึกดูกายต่อไป

ในการฝึกแบบรู้แจ้งท่านจะเห็นธาตุแท้ของตัวท่าน

เอง มันไม่มีอะไรนอกเสียจากความว่างเปล่า มีเพียง

ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความทุกข์ (ทุกขัง) และความ

ไม่มีตัวตน (อนัตตา) ท่านตระหนักว่าไม่มีอะไรในตัว

ท่าน มีเพียงความว่างเปล่า (สุญญตา) นิกายเซ็นนี่


40 7 วิปัสสนากรรมฐาน

ไม่ได้มีเพียงฌาน ไม่ได้มีแค่สมถะเพราะเป็นการฝึก

สติให้ท่านได้เห็นเข้าไปในตัวตนจนพบความว่างเปล่า

หรือสุญญตา ถึงได้มีการฝึกอบรมเรื่องการเข้าสู ่สมาธิ

แบบรู้แจ้ง

ประโยชน์ของการฝึกสมาธิแบบรู้แจ้ง หรือ

วิปัสสนา จะเกิดขึ้นเมื่อท่านเดินออกจากห้องปฏิบัติ

ธรรมที่วัด เมื่อท่านอยู่ในโลก ท่านต้องไปอยู่ในโลก

นี้ เช่นต้องไปทำางานที่ที่ทำางาน สติซึ่งเกิดจากจาก

การฝึกสมาธิแบบรู้แจ้งจะช่วยให้ท่านตระหนักถึง

โลกภายนอกโดยไม่ต้องนำาตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

ด้วยจิตที่ว่างเปล่าท่านจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่ง

รอบๆ ตัว ไม่มีการแบ่งแยก แต่ตอนนี้ความเป็นหนึ่ง

เดียวเกิดจากปัญญา ไม่ใช่ความสงบ แต่เกิดจาก

ความเข้าใจถึงการรวมกันเป็นหนึ่งของตัวท่านกับสิ่ง

รอบตัว เนื่องจากไม่มีการแบ่งแยกระหว่างตัวท่าน

กับโลก ความกรุณาและความเมตตาก็แผ่กระจาย



พระพรหมบัณฑิต 7 41

ออกจากตัวท่าน ท่านก็อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

ดังนั้นสมาธิแบบรู ้แจ้งจึงไม่เพียงนำาความสุขมาสู ่ชีวิต

ของท่าน แต่ยังทำาให้คนรอบข้างท่านมีความสุขไปด้วย

ทำาให้โลกเกิดสันติภาพ ไม่ใช่แค่เกิดประโยชน์ต่อตนผู

เดียวเหมือนสมถะ สมาธิแบบรู้แจ้งจะทำาให้ท่านลืม

และปล่อยวางความเชื่อเรื่องตัวตน ท่านคิดถึงเพื่อน

ร่วมโลกด้วยความกรุณา ท่านพร้อมจะช่วยเหลือโดย

ไม่ต้องผูกพันกับสภาวะความเครียดในชีวิต จิตของ

ท่านเป็นอิสระและมีพลัง ความเมตตามีอยู่ในความ

กรุณา ท่านพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยคนในสังคม

ด้วยความตั้งใจและความปีติ เพราะท่านไม่ต้องการ

อะไร มีแต่จะให้ เมื่อทุกคนพร้อมจะให้ ทุกคนก็จะได้

จะมีเพียงสันติภาพและความสุขเท่านั้น

ขออำานวยพร

/ / / / /


Vipassānā Meditation

by Phra Brahmapundit


A Talk on Vipassānā Meditation

by Phra Brahmapundit

Rector of Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Bangkok, Thailand

Delivered at the Seminar

on Vipassāna Meditation

Wat Thai Washington, D.C.

Saturday, June 8, 2013

Transcribed by Scott and Anong Roberson

Edited by Du Wayne Engelhart

sponsored by

Suvimol Ramkomut

On the 40 th Anniversary Celebration of

Wat Thai Washington, D.C. and

Phra Rajamongkolrangsi’s 90 th Birthday

Anniversary Celebration


Preface

Wat Thai Washington, D.C. was established in 1974

with strong faith and collaboration of Thais and foreigners.

The temple has been growing continuously and has become

the center of Buddhism propagation. To celebrate the truly

auspicious occasion of the 40th anniversary of Wat Thai Washington,

D.C., the Temple Committee and followers who are

both Sangha and laypeople agreed to organize the following

three activities.

1. The 40th Anniversary Celebration of Wat Thai

Washington, D.C.

2. The celebration of the new rank for Phra Vidhesdhammarangsi

(Surasak Jivanando) received on the King’s

Birthday Celebration on December 5, 2014. The new ecclesiastical

title bestowed is Phra Rajamongkolrangsi.

3. The 90th Birthday Anniversary Celebration of

Phra Rajamongkolrangsi.

The Venerable Luang Por Phra Rajamongkolrangsi

(Surasak Jivanando) or Luang Ta Chi is a Thai missionary

monk who has been religiously performing his duties for 40


Phra Brahmapundit 7 3

years. He holds to his heart the Buddha’s teachings and is a

highly respected missionary monk for all the Sangha, other

missionary monks abroad as well as laypeople.

His life is an exemplary model of those who study,

practice and propagate Dhamma continuously.

When the Venerable Luang Por Phra Rajamongkolrangsi

or Luang Ta Chi turns 90 years old, his followers at

Wat Thai Washington, D.C. organize a special Dhamma celebration

during June 3-7, 2015. Merit-making activities and

meditation practice courses are held to celebrate this special

occasion. In addition, there are several publications distributed

specifically for this event. Among them is “Vipassana Meditation”,

a publication of the special talk delivered by the Most

Venerable Professor Doctor Phra Brahmapundit, Rector of

Mahachulalongkornrajavidyalaya University. Khun Suvimol

Ramkomut kindly sponsored the publication of this book,

which is transiated from English to Thai by Khun Natinee

Chensavasdijai and her husband.

I would like to thank the sponsor and translators who

made the Thai version of this talk possible.

The book is completed by Luang Ta Chi’s followers


4 7 Vipassānā Meditation

who have faith and devotion in him. The donation and support

in publishing the book represent the gratitude they have for

Luang Ta Chi, whose work is widely recognized. The publisher

apologizes for any errors or omissions, and welcomes suggestions

and comments for future reprints or editions of this

book. If the book has benefits in any way, the publisher will

offer the merits and good deeds to Phra Rajamongkolrangsi.

May he flourish in Dhamma and eternally be a strong pillar

of Buddhism.

Phra Kru Siri Atthavides

Board of Directors, Wat Thai Washington, D.C.

Editor


Venerable Phra Vidhesdhammarangsi and respected

members of the Sangha and friends, once again I would

like to tell you in English that I am not supposed to

deliver the keynote speech. That is not my job. It belongs to

Venerable Pasanno. I look forward to listening to his

keynote speech in the afternoon.

In the morning I was requested by the Secretary General

of The Council of Thai Bhikkhus in the U.S.A. to give the

opening remarks. They are supposed to be short, but he gives

me one hour. I do not know what kind of remarks these are

supposed to be.

Anyway, regarding our conference or seminar on

vipassāna to develop the techniques and methods of preaching

or giving the instruction of vipassāna or insight meditation to


6 7 Vipassānā Meditation

Westerners, the situation is changing very fast. Our experiences

of success are changing. But we can learn from our

failures also. The wise person learns to develop himself from

his own failure, but the wiser one learns to improve himself

from the failure of others. That is the point. Please be frank

and do not not hold back telling your shortcomings and difficulties

in teaching meditation to Americans and Westerners.

What difficulties you are facing? Are you able to overcome

them or not? We can learn from each other, from the experience

of others to meet the same kinds of challenges.

But I think that my job is to make some remarks about

vipassāna meditation. So I would raise a question for you to

ponder because I am aware of many practitioners gathered

here who want to learn from each other. So the first question

is what is this vipassāna meditation?

Sometimes we are talking about not vipassāna meditation

but Buddhist meditation. What is this Buddhist meditation?

How is it different from Hindu meditation or other well-known

levels of meditation like transcendental meditation and other

forms? What makes our meditation a Buddhist one? This


Phra Brahmapundit 7 7

is worth pondering and answering before we introduce our

methodology or method of meditation practice to the West. We

must not confuse our meditation with other kinds of meditation.

What is this Buddhist meditation? From textual studies

of the Tipitaka, it is evident the word close to “meditation”

in Pāli is the word bhāvāna. The literal meaning of bhāvāna

is “cultivation,” “development.” So there are two kinds of

bhāvāna, and we translate the word bhāvāna into English as

“meditation.” There are two kinds of bhāvāna: samathabhāvāna

and vipassāna-bhāvāna. So we translate samathabhāvāna

as “tranquility meditation” and vipassāna-bhāvāna as

“insight meditation.” Today we focus on the second bhāvāna:

vipassāna-bhāvāna. We translate the term vipassāna-bhāvāna

as “insight meditation,” but do not forget that there are two

kinds of meditation in Buddhism. In the Tipitaka, we have the

resources for developing the mind in two ways. The two ways

involve samatha (tranquility), on the one hand, and vipassāna

(insight), on the other hand.

However, in samatha-bhāvāna, I would translate samatha


8 7 Vipassānā Meditation

as “calmness.” Samana, the same root, means the one who

practices to calm down his behavior. Samatha means to calm

down, to cultivate serenity or tranquility in your mind. So the

purpose of samatha is just to oppress all kinds of defilements

in your mental activity: anger, hatred, ill will, and greed. The

purpose is to control the defilements to the extent that they

are suppressed to a germinal state. So if we put water in a

bottle, for example, it is clear water at the moment. But if

you keep it for maybe a year, you can see at the bottom of the

bottle, there will be a kind of sediment. If you stir the water,

maybe this sediment will spread up through the water. When

you practice calmness meditation, your mind is purified of

mental defilements for the time being, but somehow the root

of the defilements is not eradicated. It is still there. So the

purity of mind which is the result of calmness meditation or

samatha-bhāvāna is for the short term. When you go out of

the mediation room and live in the outside world, meeting

with the challenges and other difficulties there, these become

stimuli to stir up the defilements. You can find that the more

you concentrate and practice concentration or tranquility medi-


Phra Brahmapundit 7 9

tation, or calmness meditation, the more you are in a position

in which, once you are stimulated, the defilements become,

I think, easily agitated. So in the Thai tradition, there is the

saying, “กรรมฐานขี้โกรธ สันโดษขี้ขอ” [“You practice meditation but are

still angry. You live simply but always ask for something”].

You practice meditation, but you are prone to anger and

maybe are easily agitated. Why there is this saying in Thai I

am not quite sure, but you understand. “กรรมฐานขี้โกรธ สันโดษขี้ขอ.”

You are supposed to be living in contentment, but you end

up asking for another meditation method from other people.

There is such a saying because samatha alone cannot get rid

of the defilements. The defilements have to be eradicated by

means of insight meditation, vipassāna. That means vipassāna

meditation is necessary to attain Enlightenment. That is why

it is regarded as a Buddhist meditation. Samatha or calmness

meditation is available in other traditions besides the Buddhist.

Prince Siddhattha before his Enlightenment learned how

to practice samatha-bhāvāna or calmness meditation from two

ascetics, Ālāra and Upaka. So I would like to remind you

that both ascetics taught samatha-bhāvāna. I prefer to call it


10 7 Vipassānā Meditation

tranquility meditation or calmness meditation. Siddhattha,

after he renounced the world, became an ascetic, became a

samana. He learned how to practice samatha-bhāvāna, calmness

meditation, from these two ascetics, and he achieved the

outcome of the practice. I mean, because Siddhattha learned

very fast, he attained the highest state of the samatha practice,

that is, he attained the jhāna state, absorption or the trance. I

like to say trance. He attained or realized the highest state of

the trance.

What does this state of trance, jhāna, mean? I would like

to tell you that the term jhāna in Pāli becomes the word zen in

Japanese Buddhism. Zen is nothing but jhāna. That is why I

have to mention samatha-bhāvāna, so that you can understand

the outcome of this tradition of the Buddhist meditation practice:

the jhāna state, which in the Japanese tradition is Zen.

The word jhāna becomes zen in Japanese Buddhism. Jhāna

in the Pāli tradition is nothing but the outcome, the result, of

samatha meditation.

But it is curious that in Zen Buddhism the concern is not

just samatha. Zen Buddhists claim that they have the essence


Phra Brahmapundit 7 11

of vipassāna because they want us to dwell in the here and

now to practice mindfulness. They emphasize mindfulness in

Zen meditation. So in Zen Buddhism the word zen (jhāna)

might confuse us in our Pāli tradition and make us think that

Zen is nothing but samatha-bhāvāna, but this is not true. From

my understanding, Zen Buddhism is introducing not only samatha,

or calmness, meditation but also vipassāna, or insight,

meditation. This is the way to apply the Buddhist technique to

daily life in Japan. How do we to apply vipassāna meditation

successfully to daily life? Zen Buddhists came to America to

popularize their Buddhism. So we learn from their success.

Then what did Siddhattha gain after he attained the absorption

that is trance? Trance is the culmination of samatha

or calmness practice. You lose your identity or ego. In the

calmest state or trance, the highest state, there is no separation

between subject and object. There is no separation between

the knower and the known. For example, when you focus

your attention on the breath, you are aware of in-breath and

out-breath, of the breathing in and breathing out. At the

beginning, you are aware of you yourself as a person who is


12 7 Vipassānā Meditation

taking note of breathing in and breathing out. There is an I as

a knower, the subject. There is the object that is your breath.

At the outcome, at the trance, there is a merging of me, the

knower, with the known that is the breath. You and the breath

become one so that is you tend to forget yourself. There is

absolutely nothing, just awareness. Pure awareness. There

is no ego. Nothing.

This is a mystical experience. You become one with

the universe symbolized by your breath. This is a unique

experience that is mystical because you cannot describe

it. It is neither perception nor non-perception: neva-saññānāsaññ’āyatana

[the realm of neither perception nor nonperception].

There is no discrete perception. There is no

separation between you, the perceiver, and the perceived

object. You become one with the object. You totally forget

yourself.

In Hinduism, this unity with the object is called being

one with Brahmā. You are what you know. You are what is

known to you. So this means your experience becomes one

with the whole universe. This is Hinduism. The Buddha


Phra Brahmapundit 7 13

learned from the two ascetics who were not Buddhists. So

that is why he learned samatha. If we dwell in samatha, we

tend to identify the mystical experience with the experience of

god. In the revelation you become one with what is revealed

to you in the trance.

You are in the United States, right? Read the book Varieties

of Religious Experience, written by William James.

What I am talking to you about is the analysis of William

James, the well-known American psychologist. He analyzes

a religious experience. But James fails to understand what

is the uniqueness of Buddhist meditation. He ends there at

just the trance state. And he found variations of this kind of

experience in all religions.

If you read The Tao of Physics, the author, Fritjof Capra,

uses the same analysis, that when you practice, you reach this

state of trance. There is no separation between the subject

and object.

This non-separation is not itself necessarily a purely religious

experience. If you read poetry, a good poet sometimes

describes this kind of experience, that of becoming united with


14 7 Vipassānā Meditation

the object of experience. This incredible kind of experience in

which the subject and object become one sometimes described

in literature seems to be that of a trance.

Once I visited the Himalayas. I went to the foot of the

Himalayas at the border of India. I just sat in meditation not

on a high mountain but at the border of India next to Tibet. I

sat there alone and looked at the top of the mountain. In my

imagination it seemed to me that I was listening to god talking.

The grandness of the Himalaya Mountains symbolized

god, Brahmā, Shiva. If you were an ascetic (ฤาษี in Thai) and

meditated, what would come to your imagination? When you

become one with nature, anyone can become god. And you

are merged into that reality.

So before you arrive there at the foot of the Himalayas,

transportation is risky. You can fall into the Ganges anytime.

You are afraid of death. Once you become one with god, there

is nothing to be feared. You will be here permanently with

god so death is not to be feared.

The thing is that in trance meditation there is the advantage,

the benefit, that it gives you calm happiness. It


Phra Brahmapundit 7 15

gives you pitī, rapture; sukha, happiness; and citt’ekaggatā,

one-pointedness of mind [the equivalent of samādi, mental

concentration]. This is, I would say, a benefit if you live

in a world with much stress. Go practice calmness meditation.

It will be like fast food. It will be like a steroid, like a

tranquilizer. It cures your pain, kills your pain immediately.

But the cause of your pain is still there. Insight meditation

tries to kill the cause of your pain. But samatha-bhāvāna,

calmness meditation, tries to just calm down your pain for

the time being. That is why the Buddha left the two ascetics

in search of Enlightenment. In the meditative trance you are

happy, but once you leave the cave and return to society, you

are stimulated by the external world. You are suffering again

because the cause of the pain is still there. The cause of the

grief is still there. You have to get rid of the cause of the pain.

What is the cause of suffering? To understand that, you

have to listen to Venerable Pasanno this afternoon.

At this point I will continue to talk about Prince Siddhattha.

Prince Siddhattha, having left his palace, renounced the

world, and put on the yellow robe, became the Bodhisatta


16 7 Vipassānā Meditation

before attaining Enlightenment. As the Bodhisatta, the wouldbe

Buddha, he was in search of Enlightenment. He practiced

various techniques, including the extreme method of not eating

anything, of not drinking any water, as we know. But under

the Bodhi tree he found the Middle Way, majjhimā-patipadā,

the way to develop not only his mind but also his body. So

he took food and practiced meditation. The kind of meditation

that enabled him to attain Enlightenment was to focus

on or direct his attention to the core of his existence, not just

to ignore this core or to presume that it is there.

When you attain the trance, you tend to forget everything,

the whole universe. You become one with the universe. You

are there. I am there. We are one with the essential part of

the universe and become one with the great essential being,

Brahmā. You are Brahmā. You are god. God is you, inside

you. So this means the core of being is there in the samatha

practice, but the focus is not on it.

But the Buddha directed his attention to his own existence,

to contemplation of his body (kāyānupassanā), to

contemplation of his feelings (vedanānupassanā), to con-


Phra Brahmapundit 7 17

templatation of his consciousness (cittānupassanā), and to

contemplation of his mind objects (dhammānupassanā). So

he found nothing inside himself, just emptiness. There is no

core experience. There is no ego at all. Ego or self is nothing,

a creation of his mind. The Buddha reached the state of

emptiness—suññatā or anattā. Voidness. He liberated himself

from all defilements because defilements are unwholesome

mental content that need a container. Your ego is a container,

is a foundation of all kinds of defilements, for example, anger,

greed, hatred, and ignorance. When you eradicate the belief

in the ego, there is nothing to contain the defilements, nothing

to be a foundation of the defilements. They are destroyed.

On the night of his Enlightenment, on Vesak Day, the full

moon day of Vesak, the would-be Buddha attained three kinds

of paññā (wisdom). The first is pubbe-nivāsānussati paññā,

the second one is cutūpapāta-ñāna paññā, and the third one is

āsavakkhaya paññā. After attaining the three paññā (forms

of wisdom), he became the Buddha.

What are these kinds of wisdom? Pubbe-nivāsānussati

paññā is the recollection of the Buddha’s past lives as in the


18 7 Vipassānā Meditation

Jātaka stories. That is the result of his pubbe-nivāsānussati

paññā. Cutūpapāta-ñāna paññā is to see the past lives of other

people or beings. These two kinds of wisdom are the result of

the extreme practice of samatha. You see these things through

the divine eye, dibba cakkhu. When you have purified the

divine eye, you will see the faith of other beings.

So Enlightenment is the mixture of samatha and

vipassāna. The first two kinds of wisdom are the outcome

of the extreme practice of samatha. Without the divine eye,

you cannot see the reappearing of other beings in future lives.

But these two wisdoms could not help the Buddha attain Enlightenment

to get rid of the defilements. The third wisdom,

āsavakkhaya paññā, the wisdom that purifies the mind from

all kinds of defilements, comes from insight meditation. Using

two techniques, the Buddha achieved the greatest wisdom

through the combination of both samatha and vipassāna.

And that is because he learned how to practice samatha first

to attain the highest state of trance, and he then diverted his

attention to his own being and realized that there is no core

being, only emptiness, only anattā. If there is no ego, it is


Phra Brahmapundit 7 19

possible to eradicate all kinds of defilements.

So I would say that regarding Buddhist meditation, there are

two kinds of meditation to consider in the Buddha’s life story.

We have to accept that. Samatha-bhāvāna, calmness meditation,

is required as a preliminary stage for insight meditation.

Insight meditation has samatha or calmness as a preliminary

stage. At the least it is a khanika samādhi, momentary

concentration, momentary calmness. This is a necessity.

Without this kind of focus, this preliminary concentration, you

will not be able to divert your attention to the body, feelings,

consciousness, and mind objects. You will be distracted easily.

So I do not like the idea spreading among the practitioners

in Thailand who adopt Mahasi Sayadaw’s method from

Burma. It is pure insight meditation with no need to practice

samatha. I think this is a misunderstanding. When I read the

Dhamma talk in English translation given by Mahasi Sayadaw,

I see he does mention that the continuity of your taking note

of the rising and falling of the abdomen, or observing or being

aware of your internal activities, should be unremitting, should

be continuous. When you walk in walking meditation, you


20 7 Vipassānā Meditation

lift your foot forward and touch down on the left-hand side.

And when you turn to the right-hand side, your attention has to

follow all the kinds of movements and even the turning from

the left to the right. And if you want to turn, you have to turn

your attention to wanting. If there is itching, you have to say

that there is itching. In the walking state Mahasi Sayadaw

emphasizes that your awareness, your attention, should be

in continue process. Otherwise there would not be samādi

understood as meditative concentration.

So Samādi is a continuity of your attention to all activities

either internal (mental activity) or external (bodily activity).

Continuity must be there in your attention and become powerful

samādi. Samādi is the outcome of samatha-bhāvāna.

Samatha-bhāvāna is needed wherever vipassāna-bhāvāna is

to be developed.

Why do I mention this? What I say is suitable to the Thai

temperament. You can look into the history of meditation

practice in Thailand since the Sukhothai period. The record

of the history of Thai meditation practice is available today,

for example, the record written by Sangharaja, the former


Phra Brahmapundit 7 21

Supreme Patriarch at the beginning of, say, the Bangkok era.

He clearly mentions a tradition of the practice of samatha—as

well as the contemplation of the four foundations of mindfulness

(satipatthāna) in vipassāna.

Ajahn Mun or Luang Phaw Mun, was the master of

Luang Phaw Chah. Luang Phaw Chah was the master of

Ajahn Pasanno. Luang Phaw Chah practiced meditation under

the guidance of Luang Phaw Mun. What kind of meditation

practice did Luang Phaw Mun emphasize? Wait until this

afternoon. Ajahn Pasanno will answer the question.

In the Northeastern tradition, especially in the Dhammayuttika

sect, the emphasis is on samatha. This is the popular

practice in America, especially in Canada. The popular master

in meditation practice, the Thai master Luang Phaw Viriyang,

is teaching samatha or calmness meditation. He said he is not

teaching insight meditation. He is teaching samatha or calmness

meditation. I would say, though, there is in Thailand a

mixture of samatha and vipassāna.

Regarding the development in the teaching of Luang

Phaw Chah, when it comes to the West, I read from your


22 7 Vipassānā Meditation

website, Ajahn Pasanno, although I met you in person at Wat

Nong Pa Pong many years ago, but I follow your activity. Now

it is mentioned that, in the tradition of Luang Pu Cha, there is

kind of combination between samatha, calmness meditation,

and vipassāna, insight meditation.

The combination is a necessity because if you dwell

only on the level of samatha meditation, this is not a purely

Buddhist meditation. When you come the West, you will

have to teach insight meditation, which is uniquely Buddhist

meditation. It is characteristic of Buddhism.

There are two characteristics of Theravāda Buddhism

from the Thai tradition or the Sri Lankan or any kind of

Pāli tradition. One is insight meditation; the other is the

Abhidhamma. You cannot ignore the Abhidhamma if you

want to study the Theravāda tradition or the Thai tradition

of Buddhism. The Abhidhamma like a road map to practice

meditation to attain Enlightenment. In practical terms, you

have to follow the path by practicing insight meditation. So

the Abhidhamma is to give you the rational guidelines of

vipassāna meditation. The Abhidhamma, in brief, is a study of


Phra Brahmapundit 7 23

citta, cetasika, rūpa, and nibbāna. Citta means consciousness,

your mind. Cetasika means mental acts or mental contents,

whatever methods of mental activities or mental practices there

are. Rūpa means your body. Nibbāna means the outcome

of the Enlightenment. So the Abhidhamma is a roadmap to

Enlightenment. It gives you rational guidelines for vipassāna.

The Abhidhamma presents the theoretical aspects of insight

meditation. The practical aspect of the Buddhist teaching is

vipassāna.

Now let us turn to the subject of teaching meditation in

the West. There are many things to talk about, and I will try

to give you my idea. I think the details of insight meditation

are up to you. It is up to the various members of the groups to

consider this subject. So when we focus our attention on how

to teach insight meditation in the West, I would suggest that

do not forget the Thai tradition of concentration meditation.

There are forty methods of how to practice insight meditation.

What about concentration meditation? What role does it play?

For those who come to the temple just for a quick meal,

for fast food, you have a kind of meditation for them. And


24 7 Vipassānā Meditation

the methodology is quite easy, for example, when someone

comes to the temple, if they are Buddhist why not invite them

to chanting, to Buddhist chanting in Pāli? Chanting is a very

powerful method of meditation in the preliminary stage of

meditation practice in Japan. Now all temples in Thailand

are introducing chanting to lay people. On New Year’s Eve

night last year, two hundred thousand Thai people assembled

in Sanam Luang at midnight to celebrate the New Year, and I

was invited to guide them in chanting together. Booklets in

Pāli were distributed, and the people chanted along with the

monks. Had we invited them to sit in meditation, I think they

would not have come. But to chant for the King, to welcome

the New Year, for prosperity, for good luck, they will come.

Half of Sanam Luang was full of these people, including the

young. In chanting, their minds were focused on one particular

object. This is samatha.

I would like the young generation of the Thais in the

United States to come to the temple not just for Buddhist

Sunday school when they are children. Sunday school for the

children is fine. What about later on? What should we do?


Phra Brahmapundit 7 25

Sometimes, there is the language difficulty, but chanting in

Pāli, chanting along with the monks, will not be too much for

them. This is a successful and powerful method introduced by

the Japanese, and now it is affecting the traditional Thai lay

people in Thailand. Even the National Bureau of Buddhism

wants to introduce this method. Why not do this in America,

too, as a part of samatha practice? Do not think it is not a

Buddhist methodology. It is Buddhist.

Regarding the practice of meditation in Hinduism, one of

the most popular teachers in India moved to Oregon. I mean

Phra Bhagwan Rajneesh. He is very popular in India. So

much so that he could not live in India because of the effect

he had on the way of life of conservative people. Rajneesh

himself moved to Oregon. When he was in India, I went to

observe him. What kind of meditation did he teach to the

masses? He used music. He requested practitioners to sit in

the meditation posture and turn on music. In the Thai culture

it is very similar to a traditional song like “The bat eats bananas”

(“ค้างคาวกินกล้วย”). Now you know very well. You focus

on an Indian traditional song. In our culture Thai music uses


26 7 Vipassānā Meditation

just one instrument, and you follow the tone and the sound

of the music. This is very good. You focus on the song, and

repeat it again and again till you calm down your mind. After

the music, Rajneesh gives a lecture in English. Samatha is a

preliminary; then, when the practitioners have concentration,

you can guide them into insight meditation.

So when I went to Taiwan, I saw that Taiwan develops

chanting into a musical band. The chief monk wrote a Buddhist

song in Chinese, giving it to children or students to sing,

and the monk became the conductor. This is very popular.

I think this is something that can be accepted in America.

This is nothing but chanting mixed with musical instruments.

The Tibetan chanting CD is now available in Thailand. So in

Thailand the music of Chinabanchon chanting was introduced.

I would like this land to be flexible in preparing chanting, I

call it chanting, about the essential teaching of Buddha in Pāli

mixed with beautiful music for the young generation. I do

not mind if you just add the element of the Buddhist song in

Thai traditional music in Buddhist Sunday school.

The Chinese Buddhist Association brought the Buddhist


Phra Brahmapundit 7 27

orchestra of one hundred eighty performers to present the Buddhist

songs on stage. The first Buddhist orchestra is funded by

the Chinese Government, not to be outdone by Taiwan. The

performance is highly professional. Only the contents of the

songs are different. When they perform the music, they put

the explanation of the music on the screen. The lyrics are

shown on the screen in Chinese and in English translation.

These are beautiful songs describing sunyata (emptiness) and

the bodhisattva Guan Yin. They give us all a full experience

and a dream to see such kinds of musical performance in our

tradition, not from the United States, not from movies, but

from lay people. But this is quite expensive.

In the United States, however, I think you can afford to

have the first Buddhist band sponsored by The Council of

Thai Bhikkhus in the U.S.A. with the blessing of Luang Ta

Chi. Think about samatha as a preliminary path of insight

meditation. We can compete with the music in church anywhere;

I am talking about the younger generation in our own

Thai tradition. For the Westerners, that is left for Venerable

Ajahn Pasanno to deal with in detail. I just propose to you in


28 7 Vipassānā Meditation

general terms. I would like to give you a path for walking,

for you to invent your own methodology.

The Buddha, then, at the beginning practiced samatha

and vipassāna. He attained the jhāna state. As a boy, he sat

under the tree meditating, and he mentioned that the method

of meditation that he used at the age of seven or eight was the

awareness of his breath. The Buddha attained Enlightenment

through ānāpānasati in samatha. From the contemplation

awareness of his breath, he developed insight meditation.

That is why Buddhadāsa Bhikkhu wrote a book on the sixteen

stages of ānāpānasati.

Ānāpānasati in the Thai tradition develops from calmness

meditation to insight meditation whereas in the Burmese

tradition you go directly, without this much concern about the

breathing, to the rising and falling of the abdomen. However,

the rising and falling of the abdomen is related to the breath.

So somehow, Mahasi Sayadaw said that there is a mixture of

ānāpānasati and kāyānupassanā (contemplation of the body).

So not to dwell on the level of the breath but to contemplate

the body (kāyānupassanā) is a short cut mentioned by Mahasi


Phra Brahmapundit 7 29

Sayadaw.

But in Thai tradition, we give more attention to the breath

the same way the Buddha did before his Enlightenment.

After his Enlightenment, the Buddha practiced meditation

not for the purpose of Enlightenment because he was already

enlightened, but to live happily in daily life. To live happily,

you need concentration, you need the trance. The Buddha

practiced this in his free or rest time. When you are stressed,

practice calmness meditation to calm down your mind.

If you want to attain Enlightenment, continue to the stage

of contemplation of your body. In insight meditation you

come to see the true nature of yourself. It is nothing but emptiness.

There is only impermanence (anicca), the condition

of suffering (dukkha), and selflessness (anattā). You realize

that nothing is inside you; there is only emptiness (sunyata

in Mahayana or Zen, suññatā in Theravāda). Zen tradition

is not just about the trance. It is not just samatha because it

wants to develop mindfulness so that you can penetrate into

your being to see emptiness, or sunyata. That is why there is

training to go to the insight meditation level.


30 7 Vipassānā Meditation

The benefit of insight meditation, vipassāna, comes once

you leave the meditation practice room inside the temple,

when you have to live in the world. You have to go to live

in the world, for example, you have to work in your office.

Mindfulness, which is cultivated in insight meditation, helps

you to be aware of the external world without your ego getting

in the way. With the empty mind, then, you will become

one with your surrounding; there will be no separation. But

now this oneness is developed by wisdom, not just by your

calmness, but by your understanding of the wholeness, of the

unity between you and the surrounding world. Since there

is no separation between you and the world, compassion and

loving-kindness spread out from you. You live happily in society.

So insight meditation not only brings happiness into your

personal life, but it also makes the other people surrounding

you happy. It helps bring peace to the world. It is not just a

personal gain as in the case of samatha. It is through insight

meditation that you will forget and drop your ego belief.

You think of other beings with compassion; you are ready to

help—with no connection to a stressful condition of life. Your


Phra Brahmapundit 7 31

mind is free and becomes powerful; loving-kindness dwells

with compassion. You are ready to help other people, to serve

persons in society with dedication and with joy, because you

have nothing to gain; you want only to give. When everyone

is ready to give, everybody will gain. There will be nothing

but peace and happiness.

May peace be with you all!

/ / / / /

More magazines by this user
Similar magazines