Views
3 years ago

Preface - kmutt

Preface - kmutt

KMUTT Annual Research

KMUTT Annual Research Abstracts 2005 ปานทิพย บุญสง, ณัฏฐา เลาหกุลจิตต, อรพิน เกิดชูชื่น การประชุมวิชาการพืชสวนแหงชาติ ครั้งที่ 5, 26-29 เมษายน 2548, โรงแรมเวลคัม จอมเทียนบีช, พัทยา, จ.ชลบุรี, หนา 178 การศึกษาการสกัดน้ํามันหอมระเหยจากสมุน ไพร 3 ชนิด คือ กระวาน อบเชย และขิง โดยใชวิธีการ สกัด 2 วิธี คือ ใชแอลกอฮอลเปนตัวทําละลายและการ กลั่นดวยไอน้ํา ซึ่งจากการสกัดน้ํามันหอมระเหยจาก กระวาน ดวยวิธีการสกัดดวยตัวทําละลาย พบวาจะมี % yield และคา refrective index (RI) เทากับ 2.986 และ 1.458 ตามลําดับ เมื่อนําไปวิเคราะหหาองค ประกอบของน้ํามันหอมระเหย ดวยเครื่อง Gas Chromatography/Mass Spectrophotometry (GC/ MS) พบวา กระวานจะประกอบดวยสารสําคัญ α- terpineol (42.03%) linalyt proparote (9.69%), ally p-methybenzyl ether (6.69%), lanceol (4.01%) และ farnesene (2.80%) สวนการสกัด กระวานดวยการกลั่นไอน้ําจะมี % yield เทากับ 2.6 คา RI เทากับ 1.453 มีสาร cineol (97.86%), terpinene (0.28%) และ α-terpineol (0.50%) เปนองค ประกอบการสกัดน้ํามันหอมระเหยจากอบเชยดวย แอลกอฮอล จะมี % yield 8.114 คา RI จะมีคาสูงกวา 1.59 และมีสารสําคัญคือ cinnamaldehyde (84.10 %), coumarin (5.23%), farnesene (1.09%) และ norpseudoephedrin (0.96%) แตวิธี การสกัดอบเชย ดวยการกลั่นไอน้ําจะมี % yield เทากับ 1.0 คา RI จะมี คาสูงกวา 1.59 ซึ่งประกอบดวยสาร cinnamaldehyde (80.18%), famrsene (2.55%) และ qoumarin (0.80%) สวนการสกัดน้ํามันหอมระเหยจากขิง โดยการ สกัดดวยแอลกอฮอล จะมี % yield เทากับ 4.82 คา RI เทากับ 1.506 ประกอบดวยสาร zingiberene (44.93%), farnesene (17.96%), curcumene (10.30%) และ linalool (7.34%) และการสกัดขิงดวย กลั่นไอน้ํา พบวามี % yield ของน้ํามันหอมระเหย เทากับ 0.31 คา RI เทากับ 1.483 ประกอบ ดวยสาร zingiberene (47.48%), farnesene (17.62 %), linalool (7.59%) และ gingerone (0.68%) เปน องคประกอบหลัก จากการศึกษาวิธีการสกัดทั้ง 2 วิธี พบวาน้ํามันหอมระเหยของพืชแตละชนิดจะมีสารที่เปน องคประกอบหลักที่ใหกลิ่นที่มีลักษณะเฉพาะแตกตางตาม ชนิดของพืช NC-298 การติดตามศึกษานกปาในแปลงศึกษา ระยะยาวมอสิงโต อุทยานแหงชาติเขาใหญ : ความสําเร็จของการสรางรังของนกบางชนิด ฟลลิป ดี ราวด, จอรจ เอ เกล, อนรรฆ พัฒนวิบูลย, แอนดรูว เจ. เพีรยซ, กรกช พบประเสริฐ, วังวร สังฆเมธาวี, คิโฮโก โทคุเอะ, สมชาย นิ่มนวล, วอเรณ วาย บรอคเคลแมน, ประวัติ โวหารดี การประชุมวิชาการประจําป โครงการ BRT ครั้งที่ 9 “10 ป BRT กาวไกล มีขุมทรัพยและภูมิปญญาไทย มาแสดง”, 10-13 ตุลาคม 2548, โรงแรมโซฟเทล ราชาออคิด, จ.ขอนแกน 321 อัตราการประสบความสําเร็จในการทํารังของนก ในเขตรอนต่ํากวาในเขตอบอุน เมื่อเปรียบเทียบนกใน กลุมที่ใกลเคียงกัน ซึ่งสาเหตุหลักเนื่องมาจากการทําลาย โดยสัตวผูลา จากการศึกษาในแปลงมอสิงโต อุทยาน แหงชาติเขาใหญในป 2548 พบวา การทํารังของนก ปรอทโองเมืองเหนือ (Alophoixus pallidus) มีอัตรา การรอดในชวงที่เปนไขรอยละ 21.4±6.7 ชวงที่ฟกเปน ตัวรอยละ 38.3±1.2 อัตราการประสบความสําเร็จโดย รวมคือรอยละ 8.2±3.8 (n = 56) ซึ่งนอยกวาป 2547 (อัตราการประสบความสําเร็จโดยรวมคือรอยละ 20.7±9.6) แตไมมีนัยสําคัญทางสถิติระหวางสองปนี้ สวนนกกินแมลงปาฝน (Malacocincla abbotti) มี อัตราการรอดในชวงที่เปนไขรอยละ 24.3 ± 10.9 ชวงที่ ฟกเปนตัวรอยละ 46.7±17.8 และอัตราการประสบความ สําเร็จโดยรวมรอยละ 11.3±6.9 ซึ่งนอยกวาป 2547 และ 2546 (อัตราการประสบความสําเร็จโดยรวมรอยละ 24.9±8.5 และ 36.2±13.3 ตามลําดับ) แตไมมีนัย สําคัญทางสถิติเชนกัน ทั้งนี้มากกวารอยละ 97 ของความ ลมเหลวในการทํารังของทั้งนกสองชนิดนี้เกิดจากสัตวผูลา เมื่อเปรียบเทียบความความสําเร็จของการทํารังระหวางป มีความแตกตางกันมาก คาดวานาจะขึ้นอยูกับจํานวน ประชากรของผูลาในพื้นที่ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงถึงปจจัย อื่นๆดวย นอกจากนี้ยังจําเปนตองทําการศึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับความสําเร็จในการทํารังของนกชนิดอื่นๆ ใน ธรรมชาติ เพื่อใหเกิดความเขาใจเกี่ยวกับการเปลี่ยน แปลงประชากรของนกในธรรมชาติมากขึ้น และยังอาจมี National Conference

322 นัยสําคัญที่จะชวยเพิ่มศักยภาพในการประเมินผลกระทบ จากกิจกรรมของมนุษยตอประชากรของนกในปาได NC-299 ตัวตัวผูและตัวตัวเมียของนกจับแมลงจุก ดํา (Hypothymis azurea) มีสวนชวยในการเลี้ยงลูก เทากันหรือไม? คิโฮโก โทคุเอะ, แอนดรู เจ เพียรซ, กรกช พบประเสริฐ, จอรจ เอ เกล The 1 st Field Ecology Symposium: Forest Ecology and Restoration, 28-30 มกราคม 2548, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรี, กรุงเทพฯ, หนา 66-67 การศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก นกในปาเขตรอนยังมีนอย นกจับแมลงจุกดํา (Hypothymis azurea) เปนนกที่พบไดคอนขางงายใน พื้นที่แปลงมอสิงโต อุทยานแหงชาติเขาใหญ ตัวผูและตัว เมียมีสีที่แตกตางกัน และทั้งคูจะชวยกันกกไขและดูแลลูก นกซึ่งสิ่งเหลานี้ทําใหเหมาะแกการศึกษาเพื่อเปน แบบอยางในการศึกษาพฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกนกโดยได ทําการเปรียบเทียบการเลี้ยงดูระหวางตัวผูและตัวเมีย เพื่อ ทดสอบ 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีแรก ตัวเมียจะใชเวลาในการ กกไขและเลี้ยงดูลูกมากกวาตัวผู ทฤษฎีที่สอง ตัวผูและตัว เมียจะใชเวลาในการกกไขและเลี้ยงดูลูกเทากัน ภายใต สองทฤษฎีดังกลาวเรายังคาดวาอัตราการปอนอาหารจะ คอยๆเพิ่มขึ้น ตามการเจริญเติบโตของลูกนกในรัง โดย เราคาดคะเนวาการเลี้ยงลูกของนกชนิดนี้เปนไปตาม ทฤษฏีที่สอง เนื่องจากมีรูปแบบการเลี้ยงดูลูกเหมือนกับ นก Hawaii 'Elepaio ขอมูลจากการศึกษาเบื้องตน สามารถสรุปไดวานกจับแมลงจุกดําทั้งตัวผูและตัวเมียมี สัดสวนในการกกไข และเลี้ยงดูลูกเทากัน และอัตราการ ปอนอาหารจะคอยๆ เพิ่มขึ้นตามการเจริญเติบโตของลูก นกในรัง NC-300 ผลกระทบของถนนตอความชุกชุมของสัตว กินเนื้อในอุทยานแหงชาติแกงกระจาน ดุสิต งอประเสริฐ, จอรจ เอ เกล, แอนโทนี่ เจ ไลแนม The 1 st Field Ecology Symposium: Forest KMUTT Annual Research Abstracts 2005 Ecology and Restoration, 28-30 มกราคม 2548, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรี, กรุงเทพฯ, หนา 44-45 ถนนและการรบกวนของมนุษยสงผลกระทบ หลายอยางตอความอยูรอดและพฤติกรรมของสัตว เพิ่ม ศึกษาผลกระทบของถนนและการรบกวนของมนุษยตอ ความชุกชุมของเสือดาว ในพื้นที่ศึกษา 104 ตารางกิโล เมตรของอุทยานแหงชาติแกงกระจาน ผลการศึกษาพบวามีความหนาแนนของเสือดาว โดยประมาณ 4.78 2.42 ตัว ตอ 100 ตารางกิโลเมตร เปนเสือดาวเพศผู 4 ตัว กับเพศเมีย 2 ตัว ถนนไมได ขัดขวางการสัญจรของเสือดาว แตผลกระทบอาจเกี่ยวของ กับกิจกรรมของคนที่ใชถนน สมการวิเคราะหความ ถดถอยโลจิสติคชี้ใหเห็นวาเสือดาวปรากฏตัวในบริเวณ ใกลถนนนอยกวาพื้นที่ที่หางไกลถนนอยางมีนัยสําคัญ (p < 0.05) การปรากฏตัวของคนในปานําไปสูการปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมของเสือดาว โดยพื้นที่ที่มีคนรบกวนเสือ ดาวมีแนวโนมออกหากินในเวลากลางคืนมากกวาพื้นที่ที่ ไมมีคนรบกวน (Mann-Whitney U, p = 0.004) การ ลดแรงกดดันจากการรบกวนของมนุษย ในชวงวิกฤตของ การสืบพันธ อาจชวยลดผลกระทบในระยะยาวของสัตวปา ได อยางไรก็ตามยังพบวามีการลาสัตวในพื้นที่ ซึ่งสําคัญ อยางยิ่งตอการลดจํานวนลงของเสือดาวและสัตวปาอื่นๆ ในอนาคตควรเพิ่มการลาดตระเวนใหมากขึ้น และควรมี การศึกษาเพิ่มเติมเพื่ออธิบายถึงผลกระทบของประชากร สัตวปาตอการหลีกหนีถนน และจะสามารถลดผลกระทบ ไดอยางไร NC-301 ผลของการฟนฟูปาตอความหลากหลาย ของชนิดและองคประกอบของสังคมนกในพื้นที่ อุทยานแหงชาติดอยสุเทพ-ปุย ธิดารัชต ตกแตง, สตีเฟน อิลเลียต, จอรจ เอ เกล The 1 st Field Ecology Symposium: Forest Ecology and Restoration, 28-30 มกราคม 2548, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรี, กรุงเทพฯ, หนา 36-37 การสํารวจนกในพื้นที่แปลงปลูกปาแบบใช พรรณไมโครงสราง บานแมสาใหม อําเภอแมริม ของ National Conference

  • Page 2:

    ISBN 974-456-652-3

  • Page 6:

    CONTENTS Page Preface International

  • Page 10 and 11:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 12 and 13:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 14 and 15:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 16 and 17:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 18 and 19:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 20 and 21:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 22 and 23:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 24 and 25:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 26 and 27:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 28 and 29:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 30 and 31:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 32 and 33:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 34 and 35:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 36 and 37:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 38 and 39:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 40 and 41:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 42 and 43:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 44 and 45:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 46 and 47:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 48 and 49:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 50 and 51:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 52 and 53:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 54 and 55:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 56 and 57:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 58:

    National Journals

  • Page 61 and 62:

    54 นอยกวาแบบต

  • Page 63 and 64:

    56 (Least Square Matching Method)

  • Page 65 and 66:

    58 อุณหภูมิ 30 แ

  • Page 67 and 68:

    60 สเปกตรัม จา

  • Page 69 and 70:

    62 ขอมูลดานทร

  • Page 71 and 72:

    64 22.8 มาตรฐานเป

  • Page 73 and 74:

    66 2545 NJ-033 EFFECTS OF ELEVATED

  • Page 75 and 76:

    68 เปลือกที่ม

  • Page 77 and 78:

    70 ของการดูดซ

  • Page 79 and 80:

    72 การสกัดดวย

  • Page 81 and 82:

    74 collection of authentic texts th

  • Page 83 and 84:

    76 รอยละ 32 มีสา

  • Page 86 and 87:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 88 and 89:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 90 and 91:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 92 and 93:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 94 and 95:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 96 and 97:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 98 and 99:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 100 and 101:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 102 and 103:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 104 and 105:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 106 and 107:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 108 and 109:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 110 and 111:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 112 and 113:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 114 and 115:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 116 and 117:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 118 and 119:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 120 and 121:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 122 and 123:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 124 and 125:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 126 and 127:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 128 and 129:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 130 and 131:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 132 and 133:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 134 and 135:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 136 and 137:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 138 and 139:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 140 and 141:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 142 and 143:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 144 and 145:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 146 and 147:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 148 and 149:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 150 and 151:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 152 and 153:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 154 and 155:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 156 and 157:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 158 and 159:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 160 and 161:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 162 and 163:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 164 and 165:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 166 and 167:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 168 and 169:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 170 and 171:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 172 and 173:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 174 and 175:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 176 and 177:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 178 and 179:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 180 and 181:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 182 and 183:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 184 and 185:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 186 and 187:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 188 and 189:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 190 and 191:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 192 and 193:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 194 and 195:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 196 and 197:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 198 and 199:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 200 and 201:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 202 and 203:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 204 and 205:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 206 and 207:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 208 and 209:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 210 and 211:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 212 and 213:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 214:

    National Conferences

  • Page 217 and 218:

    210 จอมเทียนปา

  • Page 219 and 220:

    212 การสกัดสาร

  • Page 221 and 222:

    214 ไดแก อุณหภู

  • Page 223 and 224:

    216 โดยกลไกของ

  • Page 225 and 226:

    218 เคลือบเมื่

  • Page 227 and 228:

    220 สําเริง จัก

  • Page 229 and 230:

    222 ลดเวลาตลอด

  • Page 231 and 232:

    224 อุณหภูมิสู

  • Page 233 and 234:

    226 NC-043 การวิเคร

  • Page 235 and 236:

    228 เกิดพฤติกร

  • Page 237 and 238:

    230 เดียว เพื่อ

  • Page 239 and 240:

    232 มากนอยเพีย

  • Page 241 and 242:

    234 หลักที่พบใ

  • Page 243 and 244:

    236 NC-073 การออกแบ

  • Page 245 and 246:

    238 บทความนี้น

  • Page 247 and 248:

    240 นําเอาเวคเ

  • Page 249 and 250:

    242 งานวิจัยนี

  • Page 251 and 252:

    244 การอบแหงลด

  • Page 253 and 254:

    246 แยกเฟสต่ํา

  • Page 255 and 256:

    248 กลบ โดยเปรี

  • Page 257 and 258:

    250 นํามาใช คือ

  • Page 259 and 260:

    252 วิเคราะหหา

  • Page 261 and 262:

    254 NC-123 การวิเคร

  • Page 263 and 264:

    256 NC-129 เครื่องผ

  • Page 265 and 266:

    258 สามารถขยาย

  • Page 267 and 268:

    260 ครั้งที่ 43, 1-

  • Page 269 and 270:

    262 calculated with the use of the

  • Page 271 and 272:

    264 Version 1.3.1 และ Softwar

  • Page 273 and 274:

    266 ขนไกได จากก

  • Page 275 and 276:

    268 โครงสรางขอ

  • Page 277 and 278: 270 การปลูกพืช
  • Page 279 and 280: 272 ระดับพึงพอ
  • Page 281 and 282: 274 ของแกสโซฮอ
  • Page 283 and 284: 276 1) สภาพทั่วไ
  • Page 285 and 286: 278 อนุปริญญา แ
  • Page 287 and 288: 280 อาชีวศึกษา
  • Page 289 and 290: 282 กระทบตอคุณ
  • Page 291 and 292: 284 ตั้งกลไกแข
  • Page 293 and 294: 286 นุชจรินทร เ
  • Page 295 and 296: 288 โดยรวมผูบร
  • Page 297 and 298: 290 แนนกระแสไฟ
  • Page 299 and 300: 292 NC-222 ผลงานตีพ
  • Page 301 and 302: 294 NC-227 เตาเผาไห
  • Page 303 and 304: 296 จําเพาะรวม
  • Page 305 and 306: 298 NC-238 จลนพลศาส
  • Page 307 and 308: 300 ทนงเกียรติ
  • Page 309 and 310: 302 ดีเซลนั้นม
  • Page 311 and 312: 304 NC-254 การใชเทค
  • Page 313 and 314: 306 อาคารศูนยก
  • Page 315 and 316: 308 กระบวนการร
  • Page 317 and 318: 310 บรรยากาศขอ
  • Page 319 and 320: 312 metal ions on 2-AP biosyntheis
  • Page 321 and 322: 314 total clones while the ethanol
  • Page 323 and 324: 316 การประชุมท
  • Page 325 and 326: 318 BioThailand (The 16 th Annual M
  • Page 327: 320 สูงที่สุดพ
  • Page 331 and 332: 324 ความเขมขนร
  • Page 333 and 334: 326 ปลูกแบบพรา
  • Page 335 and 336: 328 นี้ทําใหทร
  • Page 337 and 338: 330 ดุลชาติ มาน
  • Page 339 and 340: 332 ไมโครเมตร ส
  • Page 341 and 342: 334 In this study, we collected seq
  • Page 343 and 344: 336 กนกรัตน นาค
  • Page 345 and 346: 338 การพัฒนาสื
  • Page 347 and 348: 340 one of the causes of difficulty
  • Page 349 and 350: 342 ทวีรัตน วิจ
  • Page 351 and 352: 344 program, Cytoscape. This model
  • Page 353 and 354: 346 production demand. Nevertheless
  • Page 355 and 356: 348 อุลตราไวโอ
  • Page 357 and 358: 350 นี้อยูในชว
  • Page 359 and 360: 352 เพื่อนําสว
  • Page 361 and 362: 354 trichloroacetic acid (TCA) ม
  • Page 363 and 364: 356 ทรัพยากรที
  • Page 365 and 366: 358 ในประเทศสห
  • Page 367 and 368: 360 8-9 ธันวาคม 2548,
  • Page 369 and 370: 362 ซึ่งเกิดขอ
  • Page 371 and 372: 364 NC-391 การวิเคร
  • Page 373 and 374: 366 การประชุมว
  • Page 375 and 376: 368 2547) พบวามหาว
  • Page 377 and 378: 370 กนกพร ลีลาเ
  • Page 380:

    Authors Index

  • Page 383 and 384:

    376 จงจิตร หิรั

  • Page 385 and 386:

    378 ธ ธนธร ทองส

  • Page 387 and 388:

    380 พยุงศักดิ์

  • Page 389 and 390:

    382 วรรณพ วิเศษ

  • Page 391 and 392:

    384 สุดารัตน จิ

  • Page 393 and 394:

    386 อุลาวัณย กุ

  • Page 395 and 396:

    388 138, 141, 142 Jarunya Narangaja

  • Page 397 and 398:

    390 Panida Kongsawadworakul 191 Pan

  • Page 399 and 400:

    392 Sorakrich Maneewan 124, 136 Sor

  • Page 401 and 402:

    394 KMUTT Annual Research Abstracts

  • Page 404 and 405:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 406 and 407:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 408 and 409:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 410 and 411:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 412 and 413:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 414 and 415:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 416 and 417:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 418 and 419:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 420 and 421:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 422 and 423:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 424 and 425:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 426 and 427:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 428 and 429:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 430 and 431:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 432 and 433:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 434 and 435:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 436 and 437:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 438 and 439:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 440 and 441:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 442 and 443:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 444 and 445:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 446 and 447:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 448:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200

  • Page 452:

    KMUTT Annual Research Abstracts 200